Forex-Currency Trading-Swiss based forex related website.
Home
-----
กระดานสนทนาหน้าแรก
-----
Gold Chart,Silver,Copper,Oil Chart
-----
gold-trend-price-prediction
-----
ติดต่อเรา
หัวข้อ: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 21, 2009, 05:28:05 PM ?3G? วิถีชีวิตไร้สาย ชีวิตคนไทยเปลี่ยนไปตลอดกาล
(http://pics.manager.co.th/Thumbnails/552000013563202.JPEG) (http://pics.manager.co.th/Thumbnails/552000013563203.JPEG) อีกไม่กี่อึดใจ เทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 3G ที่สุดแสนทันสมัย ก็จะเดินทางมาเยี่ยมมาเยือนเมืองไทย ซึ่งการมาถึงในครั้งนี้ ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้ใช้บริก ารในบ้านเราอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่า กว่า 3G จะเข้ามาได้ คงต้องผ่านวิบากกรรมเรื่องการประมูลจัดสรรอีกหลายขั้ นหลายตอน 3G ถึงแม้ว่าจะเข้ามาเมืองไทยช้าหน่อย ซึ่งนั่นอาจจะไม่สบอารมณ์คนวัยไอทีที่ชอบความรวดเร็ว สักเท่าไร แต่เรื่องที่น่าสนใจก็คือ การเข้ามาของ 3G นั้น จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างกับชีวิตของเราๆ ท่านๆ ที่อาศัยอยู่ท่ามกลางโลกเทคโนโลยี ต่อไป เราจะไม่ต้องซื้อซีดีกับหนังสือในร้านแล้วหรือไม่? เราจะคุยกันน้อยลง เพราะมัวแต่ติดอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์หรือเปล่า? แล้วบรรดาพ่อบ้านที่นิยมโกหกแม่บ้านว่าติดประชุมจะทำ อย่างไร ในเมื่อ 3G ทำให้โทรศัพท์มีทั้งภาพและเสียง แต่ก่อนอื่น เราไปทำความรู้จักกับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนชีว ิตเรากันดีกว่า ว่ามันคืออะไร... รู้จักกับ ?3G? ถึงแม้ว่าอีกไม่นาน ประชาชนชาวไทย ก็จะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 3G เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่ได้ใช้กันไปก่อนหน้าเรา จนเขาจะเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี 4G กันแล้ว แต่ก็ยังมีคนหลายคนยังไม่แน่ใจกับความหมายของ 3G เลยว่า แท้จริงแล้ว มันหมายถึงอะไรกันแน่ คำว่า 3G นั้น จริงๆ แล้วเป็นคำที่ย่อมาจาก Third Generation หรือเทคโนโลยีการสื่อสารรุ่นที่สามนั่นเอง หากกล่าวโดยย่อ ยุค 1G นั้น เป็นยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสาร ดำเนินไปด้วยวิธีการแบบ แอนะล็อก กล่าวคือใช้คลื่นวิทยุในการติดต่อสื่อสารกันแบบโต้งๆ ไม่มีการเข้ารหัสแบบดิจิตอลให้ยุ่งยาก ดังนั้น โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุค 1G จึงเปรียบเสมือนการเอาโทรศัพท์บ้านออกมาโทร.โดยไม่ต้ องเสียบสายเท่านั้นเอง มันไม่ได้มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลอื่นๆ เลย ถ้ายังจำได้ ถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องยักษ์ ที่ใหญ่พอๆ กับแกลลอนน้ำมันได้ล่ะก็ นั่นแหละ คืออุปกรณ์ของยุค 1G ต่อมาเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนช่องสัญญาณในยุคแรก ทำให้เทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก้าวเข้าสู่การส่งข้อมูลแบบดิจิตอลผ่านสัญญาณไมโครเว ฟ นั่นทำให้โทรศัพท์เครื่องเล็กๆ ในมือเรา ส่งผ่านข้อมูลได้มากขึ้น พวกการส่ง sms จีบกัน หรือข้อมูลต่างๆ ที่นอกเหนือจากเสียงก็เริ่มต้นในยุคนี้นี่เอง และหลังจากนั้นในยุค 2G ก็ยังมีพัฒนาการแบ่งย่อยไปอีกเป็นยุค 2.5G ที่มีการนำเอาการรับส่งข้อมูลแบบ GPRS ซึ่งเร็วกว่าเดิมมาใช้ แล้วก็มาถึงพระเอกในยุคปัจจุบันของไทยที่จะเข้ามาถึง เทคโนโลยี 3G นั้น หากกล่าวรวมๆ ก็คือ จะมีการรับส่งข้อมูลไร้สายได้อย่างรวดเร็วขึ้นอย่างม าก และด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นสุดๆ นี่เอง ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถทำอะไรๆ กับโทรศัพท์เครื่องเล็กในมือได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภาพ หรือเสียง ซึ่งความเร็วในการรับส่งข้อมูล จึงทำให้สามารถคุยโทรศัพท์ พร้อมๆ กับเห็นหน้าคู่สนทนาไปพร้อมๆ กันก็ยังไหว อีกทั้งยังทำให้โทรศัพท์เป็นเหมือนคอมพิวเตอร์เครื่อ งเล็กๆ ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะดาวน์โหลด หนังสือ ภาพ หรือหนัง ก็สะดวกไปหมด 3G ยังมีความน่าสนใจอีกประการก็คือ เครื่องมือที่ใช้นั้น จะมีการเชื่อมต่อกับระบบตลอดเวลา ไม่ต้องรอการเชื่อมต่อแบบระบบ GPRS และจะเสียสตางค์ก็ต่อเมื่อเริ่มมีการโอนถ่ายข้อมูลเท ่านั้น ส่วน 4G นั้น ก็คือการ นำเอา 3G ไปรวมกับการรับส่งข้อมูลที่เร็วยิ่งขึ้นๆ เท่านั้นเอง และที่สำคัญ การเข้ามาของ 3G จะทำให้วิถีชีวิตของผู้ที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ ได้เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว... ?3G? ความสุขในอากาศ พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ หนุ่มไอทีมากความสามารถที่สวมหมวกหลายใบ ไม่ว่าจะเป็น พิธีกรและผู้ผลิตรายการ ?แบไต๋ไฮเทค? รวมทั้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด หรือโชว์โนลิมิต แสดงทัศนะในเรื่องการมาถึงของเทคโนโลยี 3G ในเมืองไทย ที่จะส่งผลต่อพฤติกรรมการดาวน์โหลดหนัง เพลง เกม และคอนเทนต์ต่างๆ ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือชาวไทยว่า ความเร็วของอินเทอร์เน็ตบน 3G จะทำให้ ?สวรรค์ของนักดาวน์โหลด? เป็นจริง การส่งเสริมให้ผู้ใช้โทรศัพท์ฯ ดาวน์โหลดกันมากๆ ถือเป็นการใช้ทรัพยากรเครือข่ายอย่างคุ้มค่า ?แน่นอนว่าเมื่ออินเทอร์เน็ตติดตัวไปทุกที่ ไลฟ์สไตล์ของผู้คนก็ฟรีสไตล์มากขึ้น การวางแผนจะน้อยลง เนื่องจากการใช้งานต่างๆ มันทำตาม ?จิตสั่งได้? คิดเดี๋ยวนั้น ทำได้เดี๋ยวนั้น ทุกอย่างจะไวไปหมด จนภาระหน้าที่การงานอาจตวัดกลับมาพันกับตัวเรากันอย่ างอุตลุด อย่าง BB ที่ใครๆ บอกว่าดี เช็คเมล์ คุยงานได้ทุกที่ ซึ่งคำว่า 'ได้ทุกที่' ก็แปลว่าเราอนุญาตให้งานตามตัวเราไปได้ทุกที่เช่นกัน ฉะนั้นต้องระวัง เพราะคนที่กำลังต้องการเรา อาจไม่เห็นความเป็นส่วนตัวของเราด้วย? ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ต้องจัดสรรกรรมวิธีการดาวน์โหลด แบบถูกต้องตามกฎหมายให้คลอดเป็นบริการที่แพร่หลายได้ มากกว่า Bit torrent ไม่เช่นนั้นผู้สร้างสรรค์จะตายกันยกแผง! เหมือนเช่นคำพยากรณ์ของพงศ์สุข เขายกตัวอย่าง Apple ที่สามารถสร้างความภักดีจากลูกค้าได้ โดยการสร้าง AppStore แหล่งดาวน์โหลดโปรแกรมแบบเสียเงิน ?Apple มีกลยุทธ์ที่ดีในการปล่อยซอฟต์แวร์ฟรีๆ ไว้จำนวนหนึ่ง อยากได้ต้อง sign up บัตรเครดิตไว้ก่อน คนดาวน์โหลดของฟรีได้ไม่นาน ก็ใจอ่อนยอมจ่ายเงินให้มั่ง เนื่องจากแพ้ความดีของผู้ให้บริการ? ส่วนคนจะหันมาดูทีวี หรือฟังวิทยุจากโทรศัพท์มือถือมากขึ้นหรือไม่ หนุ่มไอทีตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ ?ในยุคก่อน 3G จะมาถึง เราก็ซาบซึ้งไปแล้วว่า ?มือถือจีน? ทำได้ทุกอย่าง เพียงแค่ติดเสา ทีวี จูนเนอร์ เข้าไปก็ดูทีวี (แอนะล็อก) ได้ ผู้ใช้มือถือเฮาส์แบรนด์ทั่วทุกหัวระแหงเคยชินกับการ ดูทีวีผ่านมือถืออยู่แล้วล่ะครับ ส่วนผู้ใช้มือถืออินเตอร์แบรนด์ก็เชื่อขนมกินได้เลยว ่า เมื่อเน็ตบนมือถือมันแรงขึ้นได้ด้วย 3G การดูทีวีผ่านมือถือย่อมเป็นสิ่งที่หลายคนถวิลหา เนื่องจากทุกวันนี้ เราอยู่นอกบ้านกันนานขึ้นกว่าอดีตมาก? แต่พฤติกรรมข้างต้นจะฮิตอินเทรนด์หรือไม่ พงศ์สุขตั้งข้อสังเกตว่า ขึ้นกับปัจจัย 2 ประการจากผู้ให้บริการ คือ 1.การออกแบบ ?หน้าเมนูรายการ? บนหน้าจอ ว่าจะดู Live ได้กี่ช่อง หรือ Archive รายการฮิตมีมากขนาดไหน และ 2. แพ็คเกจค่าบริการ ซึ่งถือเป็น ?คำตอบสุดท้าย? ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งยวดในการตัดสินใจของผู้บริโภค สุดท้ายแล้ว พงศ์สุขเชื่อว่าเทคโนโลยี 3G จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากการทำ โมบายล์ คอมเมิร์ซ ขายสินค้าและบริการ อีกทั้งเป็นการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ต ?ผ่านอากาศ? ไปสู่ถิ่นฐานที่ห่างไกลที่ ?สาย? ไม่เคยไปถึง และที่สำคัญ คนที่อยู่ห่างไกลออกไป จะมีโอกาส ?อินเทรนด์? ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เหมือนคนในเมืองหลวง ?3 G? เชื่อมโลกหรือแบ่งชนชั้น ? ?ผมมองว่า เทคโนโลยี 3G จะช่วยให้การติดต่อสื่อสารง่ายขึ้น เหมือนการย่อโลกไว้ในมือเรา โหลดคลิป โหลดหนัง ได้ง่ายขึ้น แล้วก็ส่งต่อให้เพื่อนๆ ดูได้ง่ายขึ้นด้วย มันก็เหมือนเรามีเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาอยู่ในมือ โดยที่ไม่ต้องพกคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ๆ ไปไหนมาไหนด้วย ผมเองยังอยากได้เลยครับ โทรศัพท์ 3G? พีระพงศ์ ดวงดี หนุ่มน้อยเมืองกรุง บอกกล่าวถึงมุมมองที่มีต่อ 3G ซึ่งในความเห็นของเขา ความสนุกและลูกเล่นสารพัดรูปแบบที่เจ้าคลื่นสุดไฮเทค นี้มอบให้นี่แหละ เป็นคุณสมบัติสุดพิเศษที่เจ้าตัวบอกว่าไม่ต่างจากการ ?ย่อโลกทั้งใบ? ไว้ในมือ ทั้งยังสามารถโหลดหนัง ฟังเพลง ดูดคลิปสนุกๆ จากทั่วทุกมุมโลก และแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ ในแก๊งได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเดินเข้าร้านอินเทอร์เน็ตหรือหอบหิ้วพกพาเ จ้าเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คให้เปลืองแรง กระนั้น เราก็ไม่ควรจำกัดความเห็นไว้เฉพาะแค่วัยรุ่นในเมืองห ลวง แต่น่าจะลองฟังเสียงของหนุ่มชานเมืองบ้าง ว่าเขามีความเห็นเช่นไร ต่อเจ้าเทคโนโลยี 3G สุดล้ำ ที่กำลังย่างกรายเข้ามาสู่วิถีชีวิตของผู้คนในเมืองไ ทย เช่นที่ สุทธิลักษณ์ โตกทอง หนุ่มน้อยนักพัฒนาแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง ลูกหลานคนตำบลแพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงคราม บอกกับเราว่า ?ความทันสมัยของเทคโนโลยี 3G อาจจะแบ่งชนชั้นระหว่างกลุ่มคนที่สามารถเข้าถึงการใช ้งานของการสื่อสารแบบ 3G ได้ กับคนที่เข้าไม่ถึงการสื่อสารแบบนี้? แล้วแบบไหน? อย่างไร? จึงเป็นการ ?แบ่งชนชั้น? ระหว่างผู้คนที่ครอบครอง 3G และคนที่ไม่อาจเข้าถึงความไฮเทคนี้ได้ หนุ่มแม่กลองตอบข้อสงสัยของเรา ด้วยการขยายความถึง ?ชนชั้น? ที่เขาหมายถึงในที่นี้ ว่า ?ความไฮเทคของเทคโนโลยี 3G ทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทำได้อย่างสะดวกสบาย และรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งผมมองว่า การเข้าถึงข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ เพราะฉะนั้น คนที่เขาเข้าไม่ถึงข้อมูลเหล่านี้ หรือไม่สามารถรับรู้ข่าวสารได้อย่างรวดเร็วเท่ากับคน ที่เข้าถึงเทคโนโลยี ก็อาจทำให้เกิดความแตกต่างกันมาก ในเรื่องของการนำข้อมูลต่างๆ มาใช้เพื่อการพัฒนา? ในทรรศนะของสุทธิลักษณ์ การเข้าถึงข้อมูลได้ล่าช้าไม่รวดเร็วทันใจ อาจส่งผลทำให้การพัฒนาบุคคลและองค์กรเป็นไปอย่างล่าช ้ากว่ากลุ่มคนที่มี ?โลกทั้งใบ? อยู่ในมือ ด้วยอานุภาพของ 3G แต่ถึงแม้จะให้ความสำคัญของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แต่หนุ่มน้อยจากลุ่มน้ำแม่กลองคนนี้ ก็ไม่ได้ ให้ค่า ให้ความสำคัญกับความล้ำยุคของ 3G สักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อความทันสมัยของเจ้าคลื่นทรงอานุภาพนี้ มอบให้เขาเกินความจำเป็น ?ผมไม่สนใจหรือมุ่งมั่นอยากจะมี 3G นักหรอกครับ เพราะผมตามเทคโนโลยีไม่ทัน? นั่นเป็นเหตุผลง่ายๆ ข้อแรก แต่เหตุผลหลักๆ ที่ตามมานี่สิ สะกิดความคิดได้ไม่น้อย ?ผมมองว่าความทันสมัยที่มากเกินไป มันก็เป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น จริงอยู่ ที่มันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเรื่องการเข้าถึงข้อมู ล แต่ผมให้ความสำคัญกับ ?วิธีการ? เข้าถึงข้อมูลมากกว่า สำหรับผม การมี 3G หรือไม่มี จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะถ้ามีคอมพิวเตอร์ มีอินเทอร์เน็ต และใช้อินเทอร์เน็ตค้นคว้าหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แค่นั้นก็เพียงพอแล้วครับ? ?มากเกินไปมันก็...ไม่พอเพียง? หนุ่มน้อยจากเมืองแม่กลอง ย้ำทิ้งท้าย ???. เรื่อง : ทีมข่าว CLICK ภาพ : ทีมภาพ CLICK หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: Neung99k ที่ ตุลาคม 26, 2009, 09:24:10 AM บ้านเมืองอื่นเค้าไป 4G กันแล้ว ลาว กัมพูชา เวียดนาม ก็มี 3G ใช้กันเป็นปีแล้ว เมืองไทยบอกว่าเจริญทางเทคโนโลยี่มากกว่าแต่......เดี๋ยวนี้ถอยหลังเข้าคลองซะแร้ววว evil.gif ;D
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 28, 2009, 09:44:06 PM อ่านให้จบ เรื่องสำคัญมีประโยชน์มากๆ ...
เรื่องที่ 1 21.00 ที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ผมเป็นคนที่สังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวอยู่เสมอ ดังนั้นหากมองเผินๆเหมือนกับว่าผมเดินไปดื่มน้ำในมือไปเรื่อยเปื่อย สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือ รู้สึกว่ามีคนเดินตามผมห่างๆแต่ผมยังไม่คิดอะไรในทีแรก เพราะคงเป็นผู้มาใช้บริการที่จอดอยู่ชั้นเดียวกัน อีกอย่างที่รถที่จอดชั้นเดียวกับผมนี้ยังค่อนข้างเยอะ บังเอิญว่าผมอยากจะทิ้งแก้วน้ำในมือก็เลยมองหาถังขยะซึ่งมันไม่ค่อยมีหรอกตามที่จอดรถ เพราะทางศูนย์การค้าพวกนี้เค้ากลัวเรื่องการรอบวางระเบิด ระหว่างที่ผมเดินหาที่ทิ้งในดวงใจอยู่นั้น ผมก็เดินเลยที่จอดรถตัวเองไปหลายคันเหมือนกัน แต่ก็ไม่มี จะทิ้งมั่วๆมันก็น่าเกลียด ก็ตัดสินใจว่าเอาไปไว้ตรงที่วางแก้วในรถก่อนก็ได้( ซึ่งตลอดเวลาบ้านี่ก็ยังเดินตามผมอยู่) พอหมุนตัวจะกลับมาที่รถตัวเอง บ้านี่มันก็ทำเป็นเดินให้เลยผมไปก่อน แล้วก็หยุดเหมือนมองหารถมันว่าจอดไหน ช่วงที่หมุนตัวกลับมานี่เอง ที่ผมเห็นมันชัดๆว่า สภาพมันไม่ใช่ลักษณะคนขับรถเก๋งแน่นอน]คือมันมีสายร้อยกุญแจแบบ Flex (สายที่วนๆ คล้ายสปริง) กับกุญแจดอกเดียว ใส่แจ๊คเก็ตสีดำ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าเป็นผู้ไม่หวังดีรึเปล่า ก็เลยแกล้งทำเป็นเดินเลยรถตัวเองอีกสักสี่ห้าคัน แล้วไปหยุดทำท่าทางจะไขกุญแจรถคันหนึ่ง ซึ่งมันก็รีบเดินตามกลับมาคงกลัวว่าจะไม่ทันเดี๋ยวผมขึ้นรถไปเสียก่อน แต่ผมก็ทำทางเป็นเปลี่ยนใจอีกครั้งมองหาที่ทิ้งแก้วน้ำ แล้วเดินสวนกับมันในระยะที่ปลอดภัยสำหรับผมเอง แต่เป็นอันตรายสำหรับมันเพราะผมก็พร้อมอยู่แล้ว แน่นอนว่าผมเดินกลับไปหารถผเองอย่างแท้จริง ซึ่งคราวนี้มันหลงกลผมเต็มๆ เพราะมันไปยืนอยู่ท้ายรถคันที่ผมทำท่าจะไขประตู มันไปยืนแบบแอบๆเพราะเดี๋ยวผมต้องกลับมาแน่นอน แต่คราวนี้ผมเดินไปปั๊บ กดรีโมทปุ๊บ ขึ้นรถได้ผมก็สตาร์ทเครื่อง กดเซ็นทรัลล็อค ขณะที่ผมขับออกไป ผมมองไปที่มันซึ่งกำลังทำหน้างงๆ แต่ไม่กล้ามองแบบเต็มๆนัก เห็นหน้าตามันเหวอๆ ผมก็เลยคิดว่ายังไงต้องแจ้ง ร.ป.ภ. ไว้ก่อน ไม่ว่ามันจะใช่อย่างที่ผมคิดหรือไม่ก็ตามแต่เพื่อความปลอดภัยของคนอื่นๆ ผมขับเลยไปจอดตรงที่คืนบัตรจอดรถ แล้วแจ้งทางเจ้าหน้าที่ห้าง รวมทั้งนำเจ้าหน้าที่ 4 คนไปเองด้วย เพราะผมรู้อยู่คนเดียวนินา ไปเจอมันผลุ๊บๆโผล่ๆอยู่ ทางเจ้าหน้าที่จึงตรงเข้าไปสอบถามว่า ทำอะไร มันตอบว่าไงรู้ไหมครับ......มันมาซื้อของแต่จำไม่ได้ว่าจอดรถไว้ตรงไหน แต่พอซักไปซักมาว่ารถยี่ห้ออะไร ทะเบียนอะไร มันก็อึกอักตอบมาว่า มันนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เอามอเตอร์ไซด์มา มั่วๆแล้วก็แถ พอเจ้าหน้าค้นตัวก็พบมีดปอกผลไม้หนึ่งเล่ม ทีนี้หน้ามันซีดอย่างชัดเจน ที่จริงหน้าผมก็ซีดครับ ผมก็เลยบอกให้เจ้าหน้าที่คุมตัวแล้วแจ้งตำรวจเพื่อขยายผลต่อไป...... ต้องระวังนะครับ อย่าประมาทเด็ดขาด ถ้าเป็นสุภาพสตรี อย่าลีลาอย่างผม เพราะไม่คุ้มแน่นอนถ้าเราพลาด เป็นห่วงทุกคนนะครับ เรื่องที่ 2 อ่านเรื่องข้างล่างแล้วระวังตัวให้มากๆนะคะ เพราะพี่ต่อก็เคยโดนลักษณะเดียวกัน โดยขับรถกลับบ้านตนเดียวประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ พอเข้าซอยรู้สึกว่ามีรถมอเตอร์ไซด์ขับตามมา และเลี้ยวเข้าซอยเดียวกัน และตามมาเรื่อยๆ พอพี่ต่อจอดรถหน้าบ้านเขาก็ขับเลยเข้าไปในซอยซึ่งเป็นซอยตัน และเลี้ยวกลับมาจอดอยู่ใกล้ๆ และลงมาเปิดประตูข้างคนขับที่พี่ต่อนั่งอยู่ พอดีคอยระวังอยู่แล้วและคอยมองอยู่ และรถก็ล็อคอยู่ เขาจึงเปิดไม่ได้ แต่ทำท่าบุ้ยใบ้ให้เราเปิดประตูเหมือนจะถามอะไร พี่ต่อก็เลยบีบแตรดังมากๆหลายครั้ง แล้วโบกมือให้รู้ว่าไม่เปิด พอดีแม่บ้านเดินมาที่ประตู เขาก็รีบเดินไปขึ้นรถขับออกไป ทั้งหมดนี่เกิดขึ้นเร็วมากนับจากที่จอดรถหน้าประตูบ้าน ประมาณ 2-3 นาทีเท่านั้น ปกติเมื่อถึงบ้านพี่ต่อจะบีบแตร แล้วเปิดประตูรถ เพื่อส่งกุญแจประตูใหญ่ให้แม่บ้านไขประตูบ้านให้ พอดีวันนั้นมองเห็นรถมอเตอร์ไซด์คันนี้อยู่ เลยยังไม่ได้กดแตร เขาอาจจะคิดว่าเราจะลงจากรถมาเปิดประตูบ้านเองก็ได้ ไม่อยากคิดเลยว่า ถ้ารถไม่ได้ล็อคอยู่จะเกิดอะไรขึ้น ต่อให้หน้าบ้านเราเอง พวกมิจฉาชีพพวกนี้จะลงมือเร็วมาก คนมาช่วยก็อาจช่วยไม่ทัน ดังนั้น ขอย้ำให้ระมัดระวังมากๆ เพราะเหตุการณ์ประเภทนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก และขอให้ทุกคนปลอดภัยนะคะ เรื่องที่ 3 ระหว่างที่รถผมหยุดรอไฟเขียว มีชาย 2 คนเดินมาข้างหลัง ทั้งคู่กระตุกประตูหลังคนละข้าง โชคดีที่ประตูล๊อกอยู่ 1 ใน 2 คนนั้นพยายามดึงแรงขึ้นอีก แล้วทั้งคู่ก็เดินเร็วผ่านรถผม แล้วปนไปในฝูงชน เดี๋ยวนี้ เหตุร้ายเกิดได้ตลอดไม่ว่ามืดหรือสว่าง เราคงต้องระวังอย่าเผลอเชียวละ เรื่องที่ 4 ภรรยาผม จะมีนิสัยเมื่อขึ้นรถแล้วต้องกดเซนทรัลล๊อคทั้งก่อนสตาร์ทเครื่องและก่อนดับเครื่อง มีรถเก๋งคันหนึ่งสีเงิน มีคนสองคนเดินลงมาจากรถแล้วก็เดินมาที่รถของเราอย่างสุภาพ ขณะที่ภรรยาผมกำลังเล่นกั บลูกอยู่ เพลินๆ ก็ได้ยินเสียงตึ๊กจากข้างหลัง ภรรยาผมก็ตกใจรู้สึกตัวว่ามีคนพยายามเปิดประตูหลังของรถเรา แต่เพราะรถล๊อคพวกเขาก็เดินกลับ ไปขึ้นรถเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนที่ภรรยาผมเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง ผมคิดว่าเหลือเชื่อจริงๆ กลางวันแสกๆ แท้ๆ ถ้าหากบังเอิญรถไม่ได้ ล๊อค ผมไม่กล้าคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น อยากจะให้ทุกคนมีนิสัย ขึ้นรถต้องล๊อครถ พวกผู้ร้ายมักจะลงมือจากเบาะหลัง เพราะจะ ควบคุมสถานการณ์ได้ง่าย เรื่องที่ 5 หลังจาก จ่ายเงินค่าจอดรถเลี้ยวออกจากโรงพยาบาล ก็จอดติดไฟแดง ขณะนั้น ( ยังไม่ ถึง 3 นาที ระบบล๊อคอัตโนมัติคงยังไม่ทำงาน ) ชายหนุ่ม สองคนก็เข้ามานั่งที่เบาะหลังของรถ โชคดีที่พ่อแม่ของผมไหวตัวเร็วมาก รีบถอดเข็มขัดนิรภัย ดับเครื่อง ดึงกุญแจออกแล้วออกมายืนนอกรถโดยเร็ว คนทั้งสองคนนั้นก็ยังนั่งอยู่ในรถหน้าตาเฉย จนกระทั่งคุณแม่ของผมตะโกนใส่พวกเขาว่า พวกเรายังมีเพื่อนฝูงอยู่ในโรงพยาบาลอีกเยอะ จะให้ เรียกพวกเขาลงมาคุยกับพวกแกไหม ? พวกเขาจึงออกมาจากรถแล้วบอกว่าขอโทษขึ้นผิดคัน (นี่มันปล้นกันชัดๆ) แล้วรถคันข้างหลัง ( มีคนอยู่ในรถสองคน) ก็ขับมารับพวกเขาจากไป น่ากลัวที่สุด เรื่องที่ 6 ตอนรถจอดติดไฟแดง รถของผมอยู่ห่างจากทางแยกประมาณคันที่สามหรือสี่ สักครู่ หนึ่ง จู่ ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดอยู่ท้ายรถผม บนรถมีชายหนุ่มอายุ ประมาณ 20 กว่า สองคน แล้วที่น่าสงสัยก็คือ พวกเขาพยายามมอ งเข้ามาในรถของผม ผมจึงจ้องพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง พอไฟเขียวก็ออกรถพร้อมมัน ผมบังเอิญได้ยินหนึ่งในนั้นพูดขึ้นว่า 'รถมันล๊อคหมด' แล้วก็ขับเลย ไป หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: Neung99k ที่ ตุลาคม 30, 2009, 11:12:46 AM แท้งกิ้วนะ ;D
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 30, 2009, 11:16:55 AM แท้งกิ้วนะ ;D evil.gif mai free na ma anh tong jay tung doi ;Dหัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: nokeang ที่ พฤศจิกายน 03, 2009, 01:50:52 PM :) ไอศกรีมลดอาการเคมีบำบัด
(http://variety.teenee.com/science/img7/68793.jpg) นักวิจัยมหาวิทยาลัยโอ๊กแลนด์ นิวซีแลนด์ จับมือกับบริษัทฟอน เทอร์ราและแลคโตฟาร์มา คิดค้นไอศกรีมโคนสูตรใหม่รสสตรอว์เบอร์รี่ ช่วยบรรเทาผลข้างเคียงที่เกิดจากเข้ารับคอร์สเคมีบำบ ัดรักษา โรคมะเร็ง เจเรอมี่ ฮิลล์ หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีฟอนเทอร์รา บริษัทจำหน่าย ผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ กล่าวว่า ไอศกรีม "เดอะรีชาร์จ" (เติมพลัง) ได้รับเงินสนับสนุนการวิจัย 70 ล้านบาท และปีหน้าเตรียม นำไปทดลองตามโรงพยา บาลใหญ่ๆ 8 แห่งทั่วนิวซี แลนด์ ตัวไอศกรีมจะมีส่วนผสมของไขมันและโปรตีนจากนม ซึ่งเมื่อทานเข้าไปแล้วจะช่วย ป้องกันไม่ให้ปากกับลำไส้ของผู้รับเคมีบำบัดเกิดอาการแพ้สารเคมีมากเกินไป ส่วนเหตุที่เลือกผลิตรสสตรอว์เบอร์รี่เพราะเป็นรสยอด นิยม ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด (http://www.teenee.com/thank/ksd.gif) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: moddang ที่ พฤศจิกายน 08, 2009, 08:06:45 AM ทุกเช้าก่อนออกจากบ้าน.......อย่าลืมคิดถึงสิ่งที่ต้องใช้ในชีวิตประจำเหล่านี้
1. เครื่องประดับที่สวยที่สุดบนเรือนร่าง คือ รอยยิ้ม 2. งานที่ทำแล้วพอใจที่สุด คือ การช่วยเหลือผู้อื่น 3. ความสุขที่สุด คือ การให้ 4. อาวุธร้ายแรงที่ต้องระมัดระวัง และเก็บรักษาให้ดีที่สุด คือ การพูดทำร้ายผู้อื่น 5. พลังยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้ทุกอย่างสำเร็จ คือ ความรัก 6. ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การทำร้ายตัวเอง 7. ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่จะต้องเอาชนะให้ได้ คือ ความกลัว 8. ยา นอนหลับที่ให้ผลดีที่สุด คือ ความสงบในใจ วันนี้รุ่งพรุ่งมีร่วงดวงไม่แน่ วันนี้แย่พรุ่งนี้ยังกลับดังได้ วันนี้ดังพรุ่งนี้ดับกลับเปลี่ยนไป โปรดจำไว้ทุกชีวิต...อนิจจัง พระอาจารย์ บุญร่วม กตปุญโญ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 09, 2009, 09:56:48 AM ;)สวัสดีค่ะ
Have agood time na kha หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: Neung99k ที่ พฤศจิกายน 10, 2009, 02:46:16 AM แท้งกิ้วนะ ;D evil.gif mai free na ma anh tong jay tung doi ;Dหัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 10, 2009, 11:11:34 PM แท้งกิ้วนะ ;D evil.gif mai free na ma anh tong jay tung doi ;Dหัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: nokeang ที่ พฤศจิกายน 12, 2009, 12:42:44 PM :) อาหาร 11 อย่างที่ควรเลี่ยงเมื่อปวดหัว :) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/70024.jpg) อาการปวดหัวเป็นอาการที่ฟ้องเราหลายๆ เรื่อง นอกจากการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม ทั้งการนอนให้เพียงพอ และพักผ่อนหย่อนใจไล่ความเครียด การกินอาหารอย่างถูกต้องก็มีส่วนช่วยให้หายเร็วขึ้นไ ด้ วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ จากคุณหมอเดวิด บุชฮอลส์ จากมหาวิทยาลัยจอนห์ฮอปกินส์ ถึงอาหารที่ควรเลี่ยงเมื่อมีอาการปวดหัว 1. เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลมบางชนิด 2. ช็อกโกแล็ต 3. เนยแข็ง 4. โยเกิร์ต และซาวครีม 5. ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ (อัลมอนด์ เม็ดมะม่วง) และเนยถั่ว 6. อาหารผ่านกรรมวิธี เช่น ไส้กรอก ฮอทด็อก เบคอน อาหารกระป๋อง ของหมักดอง 7. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 8. ผงชูรส 9. ผลไม้ตระกูลส้ม เช่น ส้มต่างๆ มะนาว รวมถึงน้ำผลไม้เหล่านี้ 10. ผลไม้อื่นๆ เช่น กล้วย ลูกเกด อะโวคาโด สับปะรด 11. ผักบางชนิด เช่น หอมหัวใหญ่ ถั่วฝักชนิดต่างๆ หากปวดหัวบ่อยๆ นอกจากปรับอาหารแล้ว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการปรับพฤติกรรมให้ไม่เครียด ก็จำเป็นเช่นเดียวกัน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: nokeang ที่ พฤศจิกายน 20, 2009, 11:11:32 AM :)ทำไมควรกินโยเกิร์ตหลังกินยา :) (http://images.thaiza.com/26/26_200911131034571..jpg) ผลข้างเคียงอย่างหนึ่งของการกินยาปฏิชีวนะคือ ยาจะไปทำลายแบคทีเรียที่สร้างวิตามินบีในลำไส้เล็ก อย่าเพิ่งวิตกไปคะ เรามีวิธีกู้แบคทีเรียดีๆในลำไส้เล็กให้กลับมาปฏิบัต ิหน้าที่ได้อย่างขัน แข็ง วิธีการคือ หลัง จากรับประทานยาปฏิชีวนะจนครบตามที่แพทย์สั่ง เราควรรับประทานโยเกิร์ต วันละ 1 ถ้วย นาน 2 สัปดาห์ เพราะโยเกิร์ตจะมีจุลินทรีย์ที่เข้าไปช่วยทดแทนแบคที เรียที่ถูกทำลายไป และช่วยให้ลำไส้เล็กทำงานได้อย่างเป็นปกติ และควรเลือกกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติที่มีรสชาติไม่หวาน จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ มากกว่า นี่แหละค่ะที่เขาเรียกกินอาหารเป็นยา ที่มา ... ชีวจิต หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: nokeang ที่ พฤศจิกายน 20, 2009, 11:16:06 AM :)ภาชนะที่ควรระวัง ให้ห่างไกลมะเร็ง :) (http://img.kapook.com/image/health/plas250.jpg) ภาชนะที่ควรระวัง ให้ห่างไกลมะเร็ง (สยามดารา) มี คำเตือนจากโรงพยาบาล จอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับข้อมูลล่าสุดเรื่องมะเร็งในการ 1.ห้ามใส่ภาชนะพลาสติกในไมโครเวฟ 2.ห้ามใส่ขวดน้ำในช่องแช่แข็ง 3.ห้ามใส่อาหารที่ห่อหุ้มด้วยพลาสติกในไมโครเวฟ โดยข้อมูลนี้ได้ถูกตีพิมพ์จากศูนย์กลางทางการแพทย์กองทัพบกแห่งวอลเตอร์ รีด เมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบุว่า สาร ไดออกซินที่ก่อให้เกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งทรวงอก เป็นอันตรายต่อเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย จึงห้ามนำขวดน้ำแช่ในช่องแช่แข็งเด็ดขาด เพราะนั่นเป็นการนำสารไดออกซินออกมาจากพลาสติก โดย ดร.เอ็ดเวิร์ด ฟูจิโมโต้ ผู้จัดการโปรแกรมสุขภาพดีของโรงพยาบาลแคสเซิล ออกทีวีอธิบายความเสี่ยงเรื่องนี้ต่ออีกว่า เราไม่ควรอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ โดยการใช้ภาชนะพลาสติก เพราะอาหารที่มีไขมัน เมื่อไขมันรวมตัวกันในความร้อนสูง พลาสติกจะปล่อยสารไดออกซินลงในอาหาร ในที่สุดจะเข้าสู่เซลล์ของร่างกาย คำ แนะนำคือ ให้ใช้แก้วแทน หรือภาชนะเซรามิคสำหรับอุ่นอาหาร ดังนั้นอาหารต่าง ๆ ที่โฆษณาทางทีวีตอนเย็น เช่น ราเมนและซุปสำเร็จรูป เป็นต้น ควรจะนำออกมาจากภาชนะบรรจุและนำไปอุ่นในภาชนะอื่น หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: nokeang ที่ พฤศจิกายน 23, 2009, 05:18:12 PM :) ที่ไปและที่มาของการชู 2 นิ้ว (สู้ตายค่ะ) :) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/71188.jpg) เคยสัยรึเปล่าคะว่าทำไม เวลาที่เราต้องการให้กำลังใจใครหรือให้กำลังใจตัวเอง (ประมาณว่า "สู้ๆ สู้ตาย") หรือแม้กระทั่งเวลาถ่ายรูปกับเพื่อนเราจะต้องมีท่าบั งคับอย่างท่า "สู้ตาย" ชู 2 นิ้ว อยู่เสมอ... ทำไมต้องชูสองนิ้วด้วยล่ะ ชูสามนิ้วไม่ได้เหรอ??? สำหรับการชู 2 นิ้ว หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า "V sign" นั้น เป็นที่รู้จักกันดีในความหมายของ "ชัยชนะ" คือ V แทนคำว่า Victory ค่ะ ถ้าน้องๆ ลองไปเปิดดูอัลบั้มรูปเก่าๆ ของตัวเองน้องๆ จะพบว่าตั้งแต่เราเกิดมาเราถ่ายภาพด้วยท่าชู 2 นิ้วไว้มากมายโดยที่เราไม่รู้ตัว คิดอะไรไม่ออกก็ชู 2 นิ้วไว้ก่อนแล้วกัน ^^ นอกจากนี้การชูสองนิ้วยังหมายถึง "สันติภาพ" และ "การดูถูกท้าทาย" ได้อีกด้วย ...โดยหากเราไปแสดงอากัปกิริยาด้วยการ ชูสองนิ้วแต่หันฝ่ามือเข้าหาตัวเอง ในสหราชอาณาจักรอย่างอังกฤษ สกอตแลนด์แล้ว ถือว่าเป็นการแสดงท่าทางดูถูกต่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ ค่ะ โดยความหมายของการทำเช่นนี้นั้น จะเหมือนกับการที่เราไปทำท่าที่หยาบคายอย่างการ "ชูนิ้วกลาง" (The Finger) ให้คนอื่นเลยทีเดียว ซึ่งพฤติกรรมนี้ถือว่าร้ายแรงและเป็นการเสียมารยาทเป ็นอย่างมากเลยล่ะ ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกา การชู 2 นิ้วนั้นจะใช้กันในความหมายที่ว่า เป็นการแสดงสันติภาพมากกว่า โดยเริ่มได้รับความนิยมมาจากการที่ประชาชนออกมาเคลื่ อนไหวเพื่อให้เกิดสันติภาพในช่วงทศวรรษที่ 1960 สำหรับประเทศในทวีปเอเชียนั้น ส่วนใหญ่จะใช้กันตอนถ่ายรูปโดยไม่ได้มีความหมายอะไรซ ่อนอยู่เลย (กลายเป็นท่าฮิตไปซะอย่างงั้น -..-?) แต่ในเวลาต่อมา ผู้คนนอกทวีปเอเชียเริ่มหันมาชู 2 นิ้วตอนถ่ายรูปกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งพฤติกรรมนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากบรรดาการ์ตูนของ ญี่ปุ่นที่ไปได้รับความนิยมในประเทศอื่นๆ นั่นเอง นอกจากนี้บางคนยังเชื่อว่า การที่ชาวญี่ปุ่นนิยมชู 2 นิ้วนั้นต้องการสื่อถึงเรื่องสันติภาพ หลังจากที่ญี่ปุ่นโดนบอมบ์ด้วยระเบิดปรมณูไป (และที่สำคัญหลายคนมักจะคิดว่าการชูสองนิ้วถ่ายรูปนั ้นจะทำให้ตัวเองน่ารักเหมือนสาวญี่ปุ่น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วท่านี้ก็ไม่ได้ทำให้คนดูดีทุก คนหรอกค่ะ 55) สำหรับจุดเริ่มต้นของการชู 2 นิ้วนั้น ไม่มีการบันทึกเอาไว้อย่างแน่ชัดว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร ่ แต่ก็เป็นที่เชื่อกันมาอย่างยาวนานว่า จุดเริ่มต้นของการชู 2 นิ้วนั้น เริ่มจากพลธนูชาวเวลส์ ที่ต่อสู่ร่วมกับอังกฤษในการสู้รบที่หมู่บ้านอกินคอร ์ต ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 1415 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษและฝร ั่งเศส ซึ่งมีการกล่าวไว้ว่า ทหารฝรั่งเศสจะตัดนิ้วมือข้างขวาของพลธนูชาวเวลส์ที่ ถูกจับตัวได้ไป 2 นิ้ว จนไม่สามารถยิงธนูได้อีก ด้วยเหตุนี้ บรรดาพลธนูชาวเวลส์ที่ยังไม่ถูกจับตัวจึงชูนิ้ว 2 นิ้วเป็นการดูถูกท้าทายทหารของฝรั่งเศส ไม่น่าเชื่อเลยนะคะเนี่ยว่าท่าชู 2 นิ้ว ที่เราใช้เป็นท่าบังคับในการถ่ายรูปกัน จะมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานขนาดนี้แถมยังมีความห มายที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่อีกต่างหาก... ว่าแต่ต่อไปนี้เวลาจะชู 2 นิ้ว ก็ระวังหน่อยแล้วกันนะคะ อย่าชูผิดด้านล่ะไม่อย่างนั้นล่ะ มีเรื่องแน่ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: cupid ที่ พฤศจิกายน 23, 2009, 10:39:54 PM แท้งกิ้วนะ ;D evil.gif mai free na ma anh tong jay tung doi ;Dหัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 26, 2009, 12:18:50 PM อาหารท้องถิ่นสงขลา
เต้าคั่ว เป็นอาหารว่าง คล้ายยำสลัด มีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน ประกอบด้วยเส้นหมี่ เต้าหู้ทอด หมูหั่นเป็นชิ้น กุ้งฝอยสดผสมแป้งและน้ำกะทิทอดกรอบ ไข่ต้ม ผักบุ้งลวก ถั่วงอกลวก แตงกว่าหั่นฝอย ราดด้วยน้ำยา ซึ่งทำจากน้ำส้มสายชูผสมน้ำตาลปี๊บ เจ้าอร่อยอยู่ด้านหลังตลาดกิมหยง เต้าหู้ยี้เสวย เป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองสงขลา ต้นตำรับต้องของตระกูลสุมังคละ ถนนนางงาม ร้านนี้สืบทอดกรรมวิธีในการผลิตตามแบบบรรพบุรุษมา 4 ช่วงคน ที่ได้ชื่อว่า ?เต้าหู้ยี้เสวย? เพราะเคยทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 9 มาแล้ว ขนมดู เป็นขนมขึ้นชื่อของสทิงพระ มีรสชาติหอมหวาน มัน ทำจากการนำข้าสารไปคั่วจนสุกกรอบ นำไปโม่ให้ละเอียดผสมกับน้ำตาลโตนดที่เคี่ยวจนข้น จากั้นใส่มะพร้าวแก่ขูด ใส่เกลือ คนจนขนมแห้ง ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วปั้นเป็นก้อนแล้วคลุกแห้งเพื่อไม่ให้ติดมือ ยำสาหร่าย เป็นอาหารท้องถิ่นของชาวเกาะยอ รับประทานกับใบชะพลู นอกจากนั้นยังมีสาหร่ายตากแห้งนำไปใส่แกงจืดหรือผัดรับประทานแทนเส้นหมี่ ดีกว่าตรงที่เส้นมีความกรุบกรอบ ปลาดุกร้า ทำจากปลาดุกอุยนำไปหมักในภาชนะดินเผา ที่เรียกว่า เนียง จากนั้นนำไปตาก แล้วชุบน้ำตาลโตนดข้น แล้วหมักอีกครั้ง เวลารับประทาน นำมาทอดหรือย่าง สามารถเก็บไว้ได้นาน คนสงขลา สงขลา ตั้งอยู่บนเส้นทางติดต่อโลกวัฒนธรรมตะวันออก-ตะวันตก หมู่เกาะและแผ่นดินใหญ่ จึงเป็นบ้านหลอมทางชาติพันธุ์ เป็นขอบรอยต่อระหว่างวัฒนธรรมฮินดู-พุทธ-มุสลิม และเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานใหญ่ของชาวจีนโพ้นทะเล อันเป็นผลจากการที่สงขลาเป็นเมืองท่าการค้าเสรีมาตั้งแต่อดีต คนไทยพุทธ เป็นคนท้องถิ่นภาคใต้ มีทั้งคนท้องถิ่นสงขลา และที่อพยพมาจากพัทลุง นครศรีธรรมราช ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่และทำนา คนไทยมุสลิม อยู่ภายใต้วัฒนธรรมชวา-มลายู คนไทยมุสลิมส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง หรือค้าขาย ตั้งถิ่นฐานบริเวณชายฝั่งทะเลสาบ และอ่าวไทย นอกจากนั้น ยังมีชุมชนชาวไทยมุสลิมในเขตรอยต่อวัฒนธรรมพุทธ ? มุสลิม ระหว่างจังหวัดสงขลา-ปัตตานี ในเขตอำเภอเทพา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และในเขตอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดยะลา คนไทยเชื้อสายจีน ชาวจีนฮกเกี้ยนเริ่มมาตั้งถิ่นฐาน และมีบทบาททางเศรษฐกิจ และการปกครองในสงขลาช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา โดยเริ่มจากนายจีนเหยี่ยง แซ่เฮา คนจีน และวัฒนธรรมจีนเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมไทยอย่างเด่นชัดช่วงรัชกาลที่ 3-5 ปัจจุบันแหล่งคนจีนกลุ่มใหญ่ที่สุดอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งคนจีนเป็นผู้บุกเบิกเปลี่ยนป่าให้เป็นเมืองธุรกิจสำคัญในทุกวันนี้ ที่มา : เข้าใจถิ่น เข้าใจเที่ยว สงขลา หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 04, 2009, 09:14:57 PM (http://btgsf1.fsanook.com/weblog/entry/169/849539/work.jpg)
เพิ่มพลังสร้างสรรค์ในตัวคุณ ในยุคที่การแข่งขันสูงและไม่ได้สู้กันที่เงินทุนอีกต ่อไป ในยุคของเรากำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันเชิงไอเดียที่ ใครยิ่งมีความคิดสร้าง สรรค์เท่าไร ก็ยิ่งมีผลงานโดดเด่นมากขึ้นไปเท่านั้น หากคุณอยู่ในหน้าที่การงานที่จะต้องวัดไอเดียตลอดเวล า แล้ววันหนึ่งถึงทางตัน คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกหรือไม่ความคิดก็ดูธรรมดามากเสี ยจนไม่อยากเอาเข้าห้อง เสนองาน ลองปรับมาใช้วิธีเหล่านี้ดูสิ อยู่อย่างสงบ 1 ชั่วโมงต่อวัน ด้วยความที่หน้าที่ การงานยุ่งเหยิง คุณอาจจะไม่ได้ไขว่คว้าหาความสงบมากนัก นั่นอาจจะทำให้ไอเดียของคุณวุ่นวายและฟุ้งกระจายพอดู หากคุณได้นั่งเฉยๆ เงียบๆ คนเดียวบ้าง หรือนั่งสมาธิก่อนเข้านอนวันละ 1 ชั่วโมง ก็จะทำให้ความคิดที่ฟุ้งกระจายเหมือนผงในน้ำ จะตกตะกอนลงได้ แล้วความคิดคุณจะใสขึ้น และมีประเด็นแจ่มชัดมากขึ้นด้วย ฟังเพลงอ่านหนังสือ การฟังเพลงคลาสสิกที่มี อุปกรณ์ดนตรีหลายชั้น เช่น บาร์ค บีโธเฟ่น จะช่วยให้เซลล์สมองทั้งสองข้างเชื่อมต่อดีขึ้น รวมทั้งการอ่านหนังสือดีๆ ก็จะยิ่งทำให้สมองของคุณเปิดกว้าง มีความคิดใหม่ๆ เข้ามาโดยไม่ตีกรอบตัวเองจนเกินไป เชื่อมโยงไอเดียต่างๆ เข้าด้วยกัน และสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างดี ทั้งนี้ อย่างน้อยๆ คุณควรอ่านหนังสือให้ได้ 3 เล่มต่ออาทิตย์ คุยกับคนอื่นเยอะๆ ถ้าคุณมีโอกาสมากพอลองตั้ง ประเด็นแล้วพูดคุยกับคนที่อยู่ในหลายๆ สาขาอาชีพ เพราะคุณจะได้รู้ความรู้สึกและความต้องการของเขาว่าเ ป็นอย่างไร เมื่อสบโอกาสลองพูดคุยบนรถแทกซี่ ผับ บาร์ หรือแม้แต่สมาคมแม่บ้าน เราต้องเปิดโลกให้กว้างขวางแล้วไอเดียก็จะไหลเข้ามาเ อง พกสมุดจดไอเดีย ติดโน้ตบุ๊กเล่มเล็กๆ ไว้ในกระเป๋าดูบ้าง ยามไปไหนนั่งเงียบๆ บนรถ เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาจะได้จดไว้ทัน เพราะสมองของคุณไม่สามารถจดจำได้หมดทุกๆ สิ่งอย่างที่คุณนึกออก สมุดเล่มนี้จะบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 90% เดินเล่นตามสวนสาธารณะ หากคุณเครียดคิดอะไรไม่ ออกลองเล่นตามสวนต่างๆ ดูสิ เพราะจะทำให้ประสาทของคุณตื่นตัว เปลี่ยนบรรยากาศ เป็นการเปิดสมองของคุณให้เข้าที่เข้าทางด้วยการได้ออ กซิเจนและพื้นที่สี เขียวจะทำให้สมองปลอดโปร่งทำงานได้ดีขึ้น ต์ปัญหาใส่กระดาษ บางทีปัญหาที่อยู่แต่ใน หัวคุณ อาจจะมองภาพหนทางแก้ไขไม่เห็น ลองเขียนลงในกระดาษหรือคอมพิวเตอร์ดูก็ได้ คุณจะมองเห็นภาพปัญหาหรือเงื่อนไขที่คุณต้องคิดได้ชั ดเจนขึ้น เนื่องจากคุณจะมองเป็นรูปธรรมและมองเห็นภาพที่กว้างก ว่าเยอะกว่าอยู่ในหัว ไอเดียดีๆ ต้องห้ามดูทีวี การดูทีวีไม่ใช่การ ผ่อนคลายที่แท้จริง แต่เป็นการทำให้สมองทำงานช้าลงและยึดติดกับประสาททาง สายตาและทางหูมากขึ้น ประสบการณ์ที่คุณจะได้รับไปผลิตเป็นไอเดียนั้นจะถูกจ ำกัดในวงแคบมากกว่าจะ ได้ไอเดียใหม่ๆ จากทีวี ขอขอบคุณ : Lisa ผู้สนับสนุนเนื้อหา หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 04, 2009, 09:16:21 PM (http://img163.imageshack.us/img163/4066/23690383.jpg) (http://solno07.exteen.com/images/727906wrmyfe6o17.gif) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 04, 2009, 09:26:37 PM (http://www.junjaowka.com/ima/index/pmp-adyd_r9.jpg) พระจริยวัตร "ประหยัด" สื่อสอนสั่งลูกหลานไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวของเครื่องใช้พากันปรับราคาสูงขึ้น หนทางแก้ไขเพื่อช่วยให้เราใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุ ข ผ่านพ้นวิกฤติการณ์เหล่านี้ไปได้ ก็เห็นจะเป็นการกินอยู่อย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ฟุ้งเฟ้อ สมดังพระปณิธานแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที ่ทรงสอนสั่งลูกหลานไทยเสมอ...ให้รู้ซึ้งถึงความหมายข องคำว่า "พอเพียง" ตลอดระยะเวลา 54 ปีแห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไม่เพียงแต่จะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้วยพระวิริยะอ ุตสาหะ มุ่งมั่นที่จะทำนุบำรุงบ้านเมืองและช่วยเหลือแก้ไขปั ญหาความเดือดร้อนให้กับราษฎรตามพระปฐมบรมราชโองการที ่ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" เท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงเป็นเสมือนครูผู้เป็นพ่อพิมพ์ของชาต ิ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับราษฎรไทยในเรื่องของการดำรงช ีวิตอย่างเรียบง่าย เพื่อความสุขที่แท้จริงอีกด้วย "ทุกคราวที่บ้านเมืองต้องประสบกับเหตุการณ์คับขัน "ขวัญ กำลังใจ และสติ" ของคนไทยทั้งชาติจะได้รับการปลุกและปลอบประโลมด้วยพร ะบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสมอมา เฉกเช่นเดียวกับยามนี้ ยามที่ประเทศชาติต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก หน่วง แต่ถึงกระนั้น หากคนไทยทุกคนสามัคคีกัน พร้อมใจกันน้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์ไปประพฤติปฏ ิบัติตามโดยทั่วแล้ว เป็นที่เชื่ออย่างยิ่งว่า ครอบครัวและประเทศชาติของเราคงจะผ่านพ้นวิกฤติการณ์เ หล่านี้ไปได้อีกครั้ง" ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวแสดงทรรศนะพร้อมบอกเล่าถึงพระราชจริยวัตรอันงดง ามขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นแบบอย่างของการดำรงชีวิตอย่างประหยัด และเรียบง่ายว่า พระจริยวัตรงดงามเป็นแบบอย่างของความเรียบง่ายขององค ์เหนือหัวรัชกาลที่ 9 แจ้งประจักษ์แก่สายตาพสกนิกรไทยมาเนิ่นนานตั้งแต่ครั ้งยังทรงพระเยาว์ ซึ่งภาพเหล่านั้นล้วนประทับอยู่ในใจของพสกนิกรไทยมาช ้านาน อันดับแรกคือเรื่องของ "ฉลองพระองค์" จากคำกล่าวเล่าของ ข้าราชบริพารท่านหนึ่ง เอ่ยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ฉลองพระองค์ชุดเดิม และฉลองพระบาทคู่เดิมมาเป็๋นเวลานานหลายปี อาจจะเรียกได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ก็ว่าได้ นอกจากนี้เรายังสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทรงโปรดฉลองพระองค์ที่เป็นผ้าไทยและเครื่องใช้ที่ผลิ ตขึ้นในประเทศไทยมากเสียยิ่งกว่าสิ่งของหรูหรา ที่มีตราประทับยี่ห้อดังสั่งตรงมาจากเมืองนอกเป็นไหน ๆ สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้พระองค์จะประสูติ และเติบโตที่เมืองนอกแต่ความเป็นไทยก็มิได้ทรงเหือดห ายไปจากพระราชหฤทัยแม้แต่น้อย ผิดกับคนไทยสมัยนี้ที่ปล่อยให้อิทธิพลของชาติตะวันตก เข้ามาครอบงำ ทั้งในเรื่องของรสนิยมการแต่งกาย และค่านิยมที่จะต้องใช้ของแพง มียี่ห้อ จนไม่หลงเหลือความเป็นไทยไว้ให้ชื่นชม อันดับสอง "หลอดยาสีพระทนต์" ซึ่งเรื่องนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ทันตแพทย์ประจำพระองค์ อดีตคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนเล่าให้ฟังว่า ได้กราบพระบาททูลขอพระราชทานหลอดยาสีพระทนต์ของพระบา ทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ใช้อย่างประหยัดยิ่ง หลอดยาสีพระทนต์เปล่าของพระองค์นั้น พระองค์ทรงใช้จนแบนราบเรียบโดยตลอด คล้ายแผ่นกระดาษโดยเฉพาะบริเวณคอหลอดยังปรากฏรอยบุ๋ม ลึกลงไปจนถึงเกลียวหลอด ซึ่งได้รับคำอธิบายจากพระองค์ว่า หลอดยาสีพระทนต์ที่เห็นแบนเรียบนั้นเป็นผลมาจากการใช ้ด้ามแปลงสีพระทนต์ช่วยรีดด และกดเป็นรอยบุ๋มอย่างที่เห็นนั่นเอง หรือจะเป็นในเรื่องของ "ดินสอไม้ในพระหัตถ์" ก็เช่นกัน ในทุกครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานในพื้ นที่ต่าง ๆ แทบทุกภูมิภาคของประเทศ ของสิ่งหนึ่งที่จะทรงใช้จดบันทึกข้อมูลอยู่ตลอดก็คือ ดินสอไม้ ซึ่งเหตุผลที่พระองค์ทรงใช้ดินสอไม้ราคาเยาทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงอยู่ในฐานะที่สามารถใช้ดินสอหรือปากการ าคาแพงได้อย่างมิต้องกังวลก็คือ ทรงเห็นว่า การใช้ดินสอเมื่อเขียนผิดจะสามารถลบออกได้อย่างง่ายด าย ไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน หากใช้ปากกาเมื่อเขียนผิดจะลบออกก็ไม่ได้ แถมยังสิ้นเปลืองกระดาษแผ่นใหม่ที่จะต้องนำมาใช้แทนอ ีก ทั้ง ๆ ที่งานที่เราต้องการก็เพียงแค่ชิ้นเดียว หรือแผ่นเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ในเรื่องของ "เครื่องประดับ" พระองค์ก็มิทรงโปรดที่จะสวมใส่สักชิ้น นอกเสียจากว่าจะทรงแต่งองค์เพื่อเสด็จฯ ไปในงานพระราชพิธีต่าง ๆ หรือต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเท่านั้น ขณะเดียวกันที่ "ห้องทรงงาน" ของพระองค์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เตือนสติคนไทยได้อย่ างมาก โต๊ะทรงงาน หรือเก้าอี้โยกรูปทรงหรูหราไม่เคยมีปรากฏในห้องนี้ ดังพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตอนหนึ่งที่ว่า "...สำนักงานของท่านคือห้องกว้าง ๆ ไม่มีเก้าอี้ มีพื้น และท่านก็ก้มทรงงานอยู่กับพื้น..." นั่นเอง นับเป็นแบบอย่างของความพอดี ไม่ฟุ้งเฟ้อโดยแท้ หรือแม้แต่ "สบู่" ที่ตามปกติหากเราใช้จนเหลือก้อนเล็กแล้วก็มักทิ้ง แต่พระองค์ไม่ทำเช่นนั้น ข้าราชบริพารในวังเล่าให้ฟังอีกเช่นกันว่า สบู่ที่ทรงใช้จนเหลือก้อนเล็กจะไม่ทรงทิ้งสักครา ทรงนำไปปะติดกับก้อนใหญ่อีกที และจะทรงทำเช่นนี้ทุกครั้ง ซึ่งพระราชจริยวัติที่นำเสนอมาทั้งหมดนี้ล่วนแล้วแต่ เป็นเครื่องบ่งชี้ และเตือนใจให้คนไทยในยุคนี้สมัยนี้ได้ซาบซึ้งและเห็น ถึงคุณค่าของวัตถุ และการมีชีวิตอยู่อย่างประหยัดได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเป็นแบบอ ย่างอันดีงามให้กับชาวไทยในเรื่องของการรู้จักใช้สิ่ งของต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างรู้คุณค่ามากที่สุดเท่านั้น พระองค์ยังทรงเป็นแบบอย่างของนักปฏิบัติสร้างสรรค์สิ ่งของที่ไร้ค่าให้เกิดประโยชน์อีกด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดที่จะประดิษฐ์คิดค ้นสิ่งของต่าง ๆ จากวัสดุเหลือใช้ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เช่น ทรงนำเศษตะกั่วมทาหลอมเป็นที่ทับกระดาษ ทรงประกอบวิทยุแร่ขึ้นไว้ใช้เอง ฯลฯ ซึ่ง ดร.สุเมธ ยังได้เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า จากการที่ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทมาเป็นเวลาน านนับ 20 ปี ไม่เคยเห็นสักคราที่จะทรงทำอะไรอย่างไร้แก่นสาร พระองค์จะทรงไตร่ตรองและพิจารณาอย่างรอบคอบเสมอก่อนท ี่จะลงมือทำสิ่งใด และจะทรงระลึกทุกคราว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่นำมาใช้จ่ายเพื่อทำกิจกรรมใดน ั้นต้องเกิดประโยชน์และได้ผลคุ้มค่ามากที่สุด ด้วยพระอุปนิสัยที่ทรงเป็นนักคิดค้นนักปฏิบัตินี้เอง จึงเป็นที่มาของการก่อเกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระร าชดำริต่าง ๆ มากมาย ซึ่งแต่ละโครงการก็ล้วนแล้วแต่นำประโยชน์มหาศาลมาสู่ ประชาชนชาวไทยและประเทศชาติทั้งสิ้น การดำรงชีวิตอย่างราบเรียบ เป็นธรรมชาติ รู้จักกินรู้จักใช้ คือวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทยที่ปู่ย่าตายายของเราเค ยยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด แต่ปัจจุบันสิ่งดีงามเหล่านี้กำลังเลือนหายไป อาจเนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่างทั้งทรงด้านสังคมและจิต ใจ พระราชจริยวัติอันงดงามที่กล่าวมาข้างต้น จะเป็นหนทางสำคัญที่สามารถกระตุ้นเตือนให้คนไทยทุกคน หันกลับมาคิดทบทวนและเลือกที่จะประพฤติปฏิบัติตนในทา งที่ถูกอีกครั้ง การดำเนินชีวิตตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ไม่ใช่เพียงเพื่อการนำพาตัวเราไปพบกับความสุขที่แท้จ ริงของชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดี ช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจในการแก้ไขปัญหาและช่วยพัฒนา ชาติบ้านเมืองของเราให้เข้มแข็งและเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นสืบไปด้วย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 04, 2009, 09:39:45 PM รู้เรื่องในหลวงของเรา ? วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐ ตรงกับวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีเถาะ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูอดุลเดช พระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ และหม่อมสังวาลย์ ประสูติ ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาซูเสตต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เหตุที่ประสูติที่อเมริกา เพราะขณะนั้น ราชชนก เสด็จทรงศึกษาและปฏิบัติหน้าที่ราชการในต่างประเทศ ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จเชษฐาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ? พระนาม ? ภูอดุลยเดช ? ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ มีความหมายว่า ? ผู้ทรงกำลังอำนาจไม่มีอะไรเทียบในแผ่นดิน ? ? หลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้กราบทูลเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ซึ่งเป็นเชษฐาธิราช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๘ แห่งราชจักรีวงศ์ จากนั้นในวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๗๘ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูอดุลเดช ทรงได้รับเฉลิมพระนามเป็น ? สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูอดุลยเดช ? ในครั้งนั้นทั้งสองพระองค์ยังประทับอยู่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ? ในปี ๒๔๘๐ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูอดุลยเดช สายพระเนตรสั้นลง เป็นเหตุให้ต้องทรงฉลองพระเนตรนับตั้งแต่นั้นมา ? ในปี ๒๔๘๘ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง รัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งขณะนั้นทรงพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา เสด็จกลับมาประทับเป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาวไทย ในการเสด็จนิวัตสู่ประเทศไทยครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูอดุลยเดช ในฐานะพระเจ้าน้องยาเธอฯ ได้เสด็จกลับมาด้วย โดยได้เสด็จถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๘๘ อันตรงกับวันพระราชสมภพ ขณะมีพระชนมายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์ ? ใน วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ ประชาชนชาวไทยต้องประสบกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต อย่างกระทันหันด้วยพระแสงปืน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในมหาราชวัง และในวันเดียวกันนี้เอง วงศานุวงศ์และคณะรัฐมนตรีก็ได้กราบบังคมทูล อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูอดุลยเดช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น พระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๙ แห่งราชจักรีวงศ์ และได้มีการประกาศเฉลิมพระนามว่า ? สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูอดุลยเดช ? แต่เนื่องจากในขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๙ พรรษา ยังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองได้ อีกทั้งยังมีพระราชภารกิจเรื่องการศึกษา จึงได้มีการแต่งตั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร และพระยามานวรราชเสวี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ? วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๔๘๙ ได้เสด็จกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์พร้อมสมเด็จพระราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธออีกครั้ง โดยก่อนจากประเทศไทยในครั้งนั้น ได้ทรงเสด็จไปถวายบังคมลาศพเชษฐาธิราชที่มหาราชวัง ขณะที่ประทับรถยนต์พระที่นั่งไปยังสนามบินดอนเมือง ได้มีประชาชนคนหนึ่งตะโกนว่า ? อย่าละทิ้งประชาชน ? ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงมีพระราชนิพนธ์เรื่อง ? เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์ ? ว่าทรงอยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า ? ถ้าประชาชนไม่ ? ทิ้ง ? ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ ? ละทิ้ง ? อย่างไรได้ แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว ..? ? เมื่อเสด็จกลับไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์เพื่อศึกษาต่อ ก็ได้ทรงเปลี่ยนจากสาขาวิทยาศาสตร์ มาทรงศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ และนิติศาสตร์ เพื่อเตรียมพระองค์ในการเป็นพระประมุขของประเทศ ? ในปี ๒๔๙๓ เมื่อเสด็จนิวัตกลับประเทศไทยแล้ว ได้ทรงกำหนดพระราชพิธีถวายพระเพลิงศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลตั้งแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม จนถึงวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๙๓ อันเป็นวันถวายพระเพลิงศพ ? หลังจากนั้นใน วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูอดุลยเดชฯก็ได้ทรงจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมสิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกสำหรับพระมหากษัตริย์ไทยในยุคประชาธิปไตย ที่ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นเดียวกับปวงชนชาวไทย ? ในวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ได้ทรงจัด พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์ปกครองแผ่นดินอย่างสมบูรณ์ โดยมีพระปรมาภิไธยว่า ? พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ? ซึ่งในครั้งนั้นได้ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า ? เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ? พร้อมกันนี้ได้ทรงสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ พระอัครมเหสี ขึ้นเป็น ? สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ราชินี ? ? ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูอดุลยเดชได้ทรงผนวช ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในมหาราชวัง โดยมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช (หม่อมชื่น นภวงศ์) วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงเป็นพระราชอุปชฌาย์ และสมเด็จพระสังฆราชได้ถวายพระสมณฉายานามว่า ? ภูมิพโล ภิกขุ ? ทรงประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงดำรงอยู่ในเพศบรรพชิตอยู่ ๑๕ วันจึงลาผนวชเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ ในระหว่างทรงผนวช ได้มีราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการทรงปฏิบัติราชการแผ่นดินแทนพระองค์ ซึ่งทรงปฏิบัติราชกรณียกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อยเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงได้มีราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ราชินี นาถ ในปีเดียวกันนี้เอง ? ในปี ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯราชินีนาถ ได้ เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชกาล โดยเริ่มจากประเทศสาธารณรัฐเวียดนาม อินโดนีเซีย และสหภาพพม่า และในปี ๒๕๐๓ ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศในทวีปยุโรป รวม ๑๔ ประเทศ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๐๓-วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๐๔ ซึ่งในการเสด็จฯเยือนต่างประเทศครั้งนั้น นอกจากจะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับมิตรประเทศแล้ว ทั้งสองพระองค์ยังได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจจนบังเกิดผลสำเร็จ นำผลประโยชน์มาสู่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยมากมาย ทรงเป็นที่กล่าวขานถึงพระบารมีเลืองลือขจรไกล ? ในปี ๒๕๐๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมายุเสมอด้วยสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม ราชชนก จึงทรงโปรดเกล้าฯให้มีพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลในวโรกาสมหามงคลข้างต้นตามโบราณราชประเพณี ที่นิยมเฉลิมฉลองวโรกาสที่พระเจ้าอยู่หัวฯทรงเจริญพระชนมายุเสมอด้วยสมเด็จราชบุรพการี ? ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๑๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงกระทำ ? พระราชพิธีรัชดาภิเษก ? อันเป็นพิธีเฉลิม ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ ปี และในปี ๒๕๒๐ คณะบุคคลอันประกอบด้วยประชาชนทุกสาขาอาชีพ ได้พร้อมกันแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการน้อมเกล้าฯถวายพระราชสมัญญา ? มหาราช ? พร้อมจัดงานถวายพระพรและเฉลิมพระเกียรติในวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยใช้ชื่อว่า ? ๕ ธันวามหาราช ? ต่อมาเพื่อความพร้อมเพรียงในหมู่พสกนิกรชาวไทยในอันที่จะถวายพระราชสมัญญา ? มหาราช ? จึงได้มีการสำรวจประชามติทั่วประเทศ ปรากฎว่าประชาชนมีความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น จึงได้ขอพระราชทานราชานุญาต ถวายพระราชสมัญญา ? มหาราช ? เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ ? วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา ? อัครศิลปิน ? แด่พระองค์ ด้วยทรงเป็นเลิศในศิลปะหลายสาขา อาทิ ดุริยางคศิลป์ ทัศนศิลป์ และนฤมิตศิลป์ เป็นต้น คำว่า ? อัครศิลปิน ? หมายถึง ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศ หรือผู้เป็นใหญ่ในศิลปินก็ได้ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากจะทรงเป็นเลิศในศิลปะทั้งปวงแล้ว ยังทรงมีคุณูปการได้ทรงอุปถัมภ์แก่ศิลปินทั้งหลายด้วย ? วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๑ ได้มีการจัด ? ราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ? อันเป็นพระราชพิธีเฉลิมฉลองเนื่องใน อภิลักษขิตสมัยที่ทรงครองราชสมบัติยาวนานกว่าสมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้าแห่งราชอาณาจักรไทยทุกพระองค์ในอดีต ซึ่งเป็นมหามงคลวโรกาสที่หาได้ยากยิ่ง คือ ทรงครองราชย์สมบัติเป็นเวลา ๔๒ ปี ๒๒ วัน ซึ่งเป็นเวลาจำนวนปีและวันเท่ากับสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระอัยยิกาธิราช ? วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๙ เป็นวันที่ ทรงครองราชย์สมบัติครบ ๕๐ ปี รัฐบาลได้จัดงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่เพื่อถวายเป็นราชสักการะและถวายพระพรชัยมงคล พระองค์ได้โปรดเกล้าฯพระราชทานชื่องานว่า ? พระราชพิธีกาญจนาภิเษก ? นับเป็นมหามงคลสมัยพิเศษอีกวาระหนึ่งที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย ? วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ได้มีงาน ? พระราชพิธีสมมงคล พระชนมายุ ๗๓พรรษา เท่ากับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ? ( สมมงคล อ่านว่า สะ-มะ-มง-คล)คือวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระชนมายุได้ ๒๖,๔๖๙ วัน เท่ากับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ? วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ ปีนี้ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ได้ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่องานว่า ? พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ? ซึ่งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งพสกนิกรชาวไทยต่างร่วมใจกันจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อถวายเป็นราชสักการะ และร่วมเฉลิมฉลองวโรกาสมหามงคลครั้งนี้ทั่วประเทศ ที่สำคัญคือจะมีประมุขและวงศานุวงศ์จากมิตรประเทศมาร่วมถวายพระพรด้วย ? และใน วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ จะทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา ซึ่งได้โปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อมาแล้วว่า ? พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ?ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น คือเหตุการณ์สำคัญต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูอดุลยเดชมหาราช ? ในหลวง ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ? ซึ่งตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ นับตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ตราบจนปัจจุบัน เป็นเวลา ๖๐ ปีเต็ม จนกล่าวได้ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก ได้ทรงอุทิศพระวรกาย พระราชหฤทัย และพระสติปัญญาบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งปวงเพื่ออาณาประชาราษฎร์ของพระองค์อย่างมากมายมหาศาลตลอดมา จนยากยิ่งที่จะหาพระมหากษัตริย์พระองค์ใด หรือประมุขของประเทศใดในโลกมาเทียบเคียงได้ ดังนั้น ในโอกาสมหามงคลสมัยนี้ จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทั้งในและนอกประเทศได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ด้วยการตั้งใจ ? ทำความดี ? และ ? รู้รักสามัคคี ? ถวายเป็นพระราชสักการะ ให้สมกับที่พวกเราได้มีบุญเกิดบนผืนแผ่นดินไทย ที่มี ? พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูอดุลยเดชมหาราช ? เป็นพระประมุขของชาติ ขอขอบคุณ คุณอมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นที่มาของบทความ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 04, 2009, 09:46:01 PM (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/8/8e/Bhumibol_Adulyadej.jpg/246px-Bhumibol_Adulyadej.jpg) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูอดุลยเดช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งจักรี เสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จนถึงปัจจุบัน ทรงพระสถานะเป็นประมุขแห่งรัฐตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระชนมชีพอยู่และทรงอยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดในโลก และเสวยราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยด้วยเช่นกัน[2] พระองค์ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า "สมเด็จพระภัทรมหาราช" ซึ่งมีความหมายว่า "พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่ง" ต่อมาได้มีการถวายพระราชสมัญญาใหม่ว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูอดุลยเดชมหาราช" เมื่อ พ.ศ. 2539 [3] และ "พระภูมหาราช" อนุโลมตามธรรมเนียมเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่า "พระปิยมหาราช" อนึ่ง ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกพระองค์ว่า "ในหลวง" คำดังกล่าวคาดว่าย่อมาจาก "ใน (มหาราชวัง) หลวง" บ้างก็ว่าเพี้ยนมาจากคำว่า "นายหลวง" ซึ่งแปลว่าเจ้านายผู้เป็นใหญ่ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 04, 2009, 10:09:32 PM ฉายาลักษณ์ (http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery01.JPG)(http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery02.JPG)(http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery03.JPG) (http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery04.JPG)(http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery05.JPG)(http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery06.JPG) (http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery07.JPG)(http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery08.JPG)(http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery09.JPG) (http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery10.JPG) (http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery11.JPG) (http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery12.JPG) (http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery13.JPG)(http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery14.JPG)(http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery15.JPG) (http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery16.JPG) (http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery17.JPG) (http://region3.prd.go.th/The_King/king_picture/TN_gallery18.JPG) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 04, 2009, 10:22:15 PM (http://www.sema.go.th/files/Content/Social/k4/0047/Reign/66.gif) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 04, 2009, 10:34:14 PM รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูอดุลยเดชมหาราช มีช้างเผือก 10 เชือก คือ พระเศวตอดุลยเดชพาหน พระเศวตวรรัตนกรี พระเศวตสุรคชาธาร พระศรีเศวตศุภลักษณ์ พระเศวตศุทธวิลาศ พระวิมลรัตนกิริณี พระศรีนรารัฐราชกิริณี พระเศวตภาสุรคเชนทร์ พระเทพรัชรกิริณี นขทัศ
1. พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เป็นช้างพลายเผือกโท เดิมชื่อ พลายแก้ว นายแปลกคล้องได้ที่ จังหวัดกระบี่ เมื่อ พ.ศ. 2499 เป็นช้างสำคัญในตระกูล พรหมพงศ์ จำพวกอัฐทิศ ชื่อ กมุท สีกายดังดอกกมุท หรือ บัวสายแดง สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงช้างต้น พระราชวังสวนดุสิต เมื่อวันที่ 11 พฤษศจิกายน พ.ศ. 2502 พระราชทานนามว่า ?พระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูนวนาถบารมี ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิศุทธวงศ์สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาติ สยามราษฎรสวัสดิ์ประสิทธิ์ รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการปรมินทรพิตรสารศักดิเลิศฟ้า (http://www.lib.ru.ac.th/journal/images/elephant-forking9-1.jpg) 2. พระเศวตวรรัตนกรีฯ เป็นช้างพลายเผือก ลูกบ้านของนายแก้ว ปัญญาคง อำเภอสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม่ เป็นช้างสำคัญในตระกูลวิษณุพงศ์จำพวกอัฎฐคช ชื่อ ดามพหัสดินทร์ สมโภชขึ้นระวาง ณ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2509 พระราชทานนามว่า "พระเศวตวรรัตนกรี นพีสีสิริพิงคนัทย์ เอกาทัศน์มงคลสุลักษณ์ ศุภนัขเนตราทิโควรรณ พิษณุพันธุ์ อัครคชาธาร อัฏฐกุลสารดามพหัสดิน ปรมินทรมหาราชพาหน สยามประชาชนสวัสดิคุณเดชอดุลยเลิศฟ้า" ปัจจุบันพระเศวตวรรัตนกรีได้ล้มแล้วที่จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2510 3.พระเศวตสุรคชาธารฯ เป็นช้างที่ นายเจ๊ะเฮง หะระดี กำนันตำบลการอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา เจอ ซึ่งเป็นลูกช้างที่พลัดหลงเข้ามาและมีลักษณะที่เป็นมงคลจึงแจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นช้างสำคัญในตระกูลพรหมพงศ์ จำพวก ช้าง 10 หมู่ ชื่อดามพหัตถี สมโภชขึ้นระวาง ณ จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2511 ทรงพระราชทานนามว่า "พระเศวตสุรคชาธาร บรมนฤบาลสวามิภักดิ์ ศุภลักษณเนตราทิคุณ ทศกุลวิศิษฎพรหมพงศ์ อดุลยวงศ์ดามพหัตถี ประชาชนะสวัสดิวิบูลย์ศักดิ์ อัครสยามนาถสุรพาหน มงคลสารเลิศฟ้า" ในปัจจุบันพระเศวตสุรคชาธารได้ล้มแล้ว ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดาพระราชวังดุสิต ใน พ.ศ. 2520 4. พระศรีเศวตศุภลักษณ์ฯ เป็นช้างพังเผือก ลูกเถื่อน เดิมชื่อเจ้าแต๋น ได้มาจาก จังหวัด ฉะเชิงเทรา เป็นช้างสำคัญในตระกูลวิษณุพงศ์ จำพวกอัฏฐคช ชื่อ ดามพหัสดินทร์ สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2519 พระราชทานนามว่า "พระศรีเศวตศุภลักษณ์ อรรครัตนกริณี ดามพหัสดีพิษณุพงศ์ ดำรงสุทธสกนธ์สุคนธชาติ เฉลิมราชกฤดาบารมี ศรีตรังคพิเศษสุทธิ์ อุดมสารเลิศฟ้า " 5. พระเศวตศุทธวิลาศฯ เป็นช้างพลายเผือกลูกเถื่อน ชื่อ บุญรอดเป็นลูกช้างที่คนของกรมป่าไม้พบที่ป่าบริเวณแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นช้างสำคัญในตระกูลวิษณุพงศ์ จำพวก อัฏฐคช ชื่อ ดามพหัสดินทร์ สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงช้างต้นสวนจิตรลดา พระราชวังสวนดุสิต เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ. ศ. 2520 ทรงพระราชทานนามว่า "พระเศวตสศทธวิลาศ อัฏฐคชชาตพิษณุพงศ์ดำรงประภาพมหิมัน ตามรพรรณไพศิษฎ์ ผลิตวรุตตมมงคล ดาลศุภผลสวัสดิวิบุล อดุลยลักษณเลิศฟ้า (http://www.lib.ru.ac.th/journal/images/elephant-forking9-2.jpg) 6. พระวิมลรัตนกิริณีฯ เป็นช้างพังเผือก ลูกเถื่อน ชื่อ ขจร นายปรีชาและนางพิมพ์ใจ วารวิจิตร ได้น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นช้างสำคัญในตระกูลพรหมพงศ์ จำพวก อัฏฐทิศ ชื่อ กมุท สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2520 พระราชทานนามว่า " พระวิมลรัตนกิริณี กมุทศรีพรรณโศภิต อัฏฐพงศ์กมลาสน์ อรรคราชทิพยพาหน ถกลกิตติคุณกำจร อมรสารเลิศฟ้า" ปัจจุบันนำไปยืน ณ โรงช้างต้น พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร 7. พระศรีนรารัฐราชกิริณีฯ เป็นช้างพังเผือก ลูกเถื่อนชื่อ จิตรา เป็นลูกช้างพลัดแม่ที่เทือกเขากือซา โดยนายมายิ มามุ พบเห็นเข้า เป็นช้างสำคัญในตระกูลพรหมพงศ์จำพวกอัฐทิศ ชื่อ อัญชัน สมโภชขึ้นระวาง ณ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2520 พระราชทานนามว่า" พระศรีนรารัฐราชกิริณี จิตรวดีโรจนสุวงศ์ พรหมพงศ์ อัฐทิศพิศาล พิเสฐธารธรณิพิทักษ์ คุณารักษกิตติกำจร อมร (http://www.lib.ru.ac.th/journal/images/elephant-forking9-3.jpg) 8. พระเศวตภาสุรคเชนทร์ฯ เป็นช้างพลายลูกเถื่อน ชื่อเดิม ภาศรี เป็นช้างสำคัญในตระกูลวิษณุพงศ์จำพวกอัฏฐคช ชื่อ ดามพหัสดินทร์ น้อมเกล้าฯ ถวายขึ้นระวางที่โรงพระราชพิธี จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2521 พระราชทานนามว่า " พระเศวตภาสุรคเชนทร์ นวเมนทรพาหน สุทธวิมลวิษณุพงศ์ คุณธำรงดามพหัสดินทร์ สุพัชรินทร์อนันตพล คชมงคลเลิศฟ้า" 9. พระเทพรัตนกิริณีฯ เป็นช้างพังเผือก ลูกเถื่อน ชื่อเดิม ขวัญตา เป็นช้างที่เจ้าอาวาสเลี้ยงที่วัดจังหวัด เพชรบุรี เป็นช้างสำคัญในตระกูลวิษณุพงศ์ จำพวกอัฎฐคช ชื่อ ดามพหัสดิน น้อมเกล้าฯ ถวายขึ้นระวางพระราชทานนามว่า " พระเทพรัตนกิริณี ดามพหัสดีพิษณุพงศ์ โสตถิธำรงวิสุทธิลักษณ์ อำนรรฆคุณสบสกนธ์ วิมลสารโสภิต วิบูลกิตติ์เลิศฟ้ (http://www.lib.ru.ac.th/journal/images/elephant-forking9-4.jpg) 10. นัขทัศ ช้างพลายเผือก เล็บครบ ลูกเถื่อน ชื่อเดิม ดาวรุ่ง เป็นของเจ้าอาวาส ในจังหวัดเพชรบุรี เป็นช้างสำคัญในตระกูล วิษณุพงศ์ จำพวก อัฎฐคช ชื่อ ครบกระจอก เป็นช้างที่มีเล็บครบ คือ เท้าละ 5 เล็บ ทั้ง 4 เท้า ครบ 20 เล็บ สมโภชขึ้นระวาง ณ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2521 พระราชทานนามว่า " นขทัศ วัชรพาหน พิษณุพงศ์ โสตถิธำรงอัฎฐคช ดิเรกยศอนันตคุณ อดุลสารเลิศฟ้า" หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 04, 2009, 10:41:14 PM (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/9/90/800px-Mahidols-1938.jpg/300px-800px-Mahidols-1938.jpg)
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูอดุลยเดช (ขวา) สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี (กลาง) และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงฉายใน พ.ศ. 2481 โดยสามารถเห็นผู้ทรงฉายฉายาลักษณ์ได้ในกระจกด้านหลัง (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/d/d4/Chut-king.jpg/150px-Chut-king.jpg) ทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/4/4b/Portrait_bhumibol_sirikit.jpg/150px-Portrait_bhumibol_sirikit.jpg) ทรงฉายฉายาลักษณ์ร่วมกับสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ในวันราชาภิเษกสมรส (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/4/4e/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%8A.jpg/140px-%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%8A.jpg) ทรงรับบาตร ขณะทรงผนวช หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 04, 2009, 10:46:34 PM รอยพระบาทรัชกาลที่ 9
ประวัติความเป็นมา (http://www.ichiangrai.com/th/images/stories/7amazing/king-rama9-footprint02.jpg) รอยพระบาทรัชกาลที่ 9 ประดิษฐานอยู่ในศาลารอยพระบาท ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานประทับรอยพระบาทลงแผ่นปูนพลาสเตอร์ ณ ฐานปฏิบัติการดอยพญาพิทักดิ์ บนสันดอยยาว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2525 เพื่อเป็นที่ระลึกในวีรกรรมทหารกล้าที่ร่วมกันปราบปรามกลุ่มขยวนการ ผกค. และได้อัญเชิญมาประดิษฐานในค่ายเม็งรายมหาราช ปัจจุบัน พสกนิกรชาวจังหวัดเชียงรายทุกหมู่เหล่าได้พร้อมใจกันสร้างศาลารอยพระบาทหลังใหม่ ตั้งอยู่บนดอยโหยด ภายในบริเวณค่ายเม็งรายฯ ซึ่งเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจะได้ทำพิธีเปิดพร้อมกับอัญเชิญรอยพระบาทฯ ไปประดิษฐานไว้ที่นี่ การเดินทาง ค่ายเม็งรายมหาราช อยู่บนถนนหน้าค่าย ทางไปหาดเชียงรายและไร่แม่ฟ้าหลวง เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะรอยพระบาท ทุกวัน ระหว่างเวลา 08.00 - 16.30 น. โปรดแต่งกายสุภาพ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 โทรศัพท์ 0 537 1205 หรือ จังหวัดทหารบกเชียงราย โทรศัพท์ 0 5371 1202 (http://www.ichiangrai.com/th/images/stories/7amazing/king-rama9-footprint01.jpg) (http://www.ichiangrai.com/th/images/stories/7amazing/king-rama9-footprint03.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 04, 2009, 10:50:48 PM (http://www.junjaowka.com/ima/news/ima/pic/td/7.jpg) (http://www.junjaowka.com/ima/news/ima/pic/td/9.jpg) (http://www.junjaowka.com/ima/news/ima/pic/td/8.jpg) (http://www.junjaowka.com/ima/news/ima/pic/td/10.jpg) (http://www.junjaowka.com/ima/news/ima/pic/td/11.jpg) (http://www.junjaowka.com/ima/news/ima/pic/td/12.jpg) (http://www.junjaowka.com/ima/news/ima/pic/td/13.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: nokeang ที่ ธันวาคม 07, 2009, 07:25:13 PM (http://www.khaosod.co.th/news-photo/khaosod/2009/12/col01051252p1.jpg) "ในหลวง" และหลัก10ประการ แถลงการณ์ของสำนักราชเลขาธิการถึงการพระราชพิธีเฉลิม พระชนมพรรษา พุทธศักราช 2552 ว่า ในเช้าวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เป็นข่าวที่ทำให้หัวใจคนไทยเบิกบานด้วยความปลื้มปีติ อีกครั้ง เป็นความเบิกบานยินดีเหมือนทุกครั้งที่ได้ยินข่าวดีเ กี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เฝ้าติดตามพระอาการ 2 เดือนกว่ามานี้ ทั้งสะท้อนถึงความรักและความผูกพันระหว่างประชาชนกับ กษัตริย์ที่มีมายาวนานตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2470 ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 3 ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม ราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (หม่อมสังวาลย์) มีพระเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และเชษฐาธิราช คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวร รคตในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูอดุลยเดช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ สืบต่อจากเชษฐาธิราช เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชจักรีวงศ์ มาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 63 ปี (http://www.khaosod.co.th/news-photo/khaosod/2009/12/col01051252p2.jpg) ทรงเป็นที่รักของประชาชน จากการที่ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา พระอัจฉริยภาพ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อยกระดับสภาพความเป็นอยู่และพัฒนาคุณภาพชีวิตพสก นิกร โดยเสด็จพระราชดำเนินไปยังท้องที่ต่างๆ พร้อมทอดพระเนตรพื้นที่เหล่านั้น เพื่อรับทราบปัญหาด้วยพระองค์เอง ทรงมีหลัก 10 ประการ ที่ทรงยึดถือปฏิบัติในการมีพระราชวินิจฉัยแก้ปัญหา และเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนไทยได้ปฏิบัติตาม ได้แก่ 1. ทำงานอย่างผู้รู้จริงและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทรงเน้นการเป็นผู้รู้จริง ก่อนที่จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนในทุก เรื่อง ทรงศึกษาหาความรู้เป็นอันดับแรก โดยทรงค้นคว้าจากเอกสารต่างๆ อย่างละเอียด เมื่อพร้อมแล้วจึงค่อยลงมือทำ ทุกคนจึงควรเป็นผู้รู้จริงในการทำงานเพื่อให้ผลงานเป ็นที่ยอมรับและบังเกิดผลดีต่อทุกฝ่าย 2. มีความอดทน มุ่งมั่น ยึดธรรมะและความถูกต้อง ทุกข์ที่เข้ามา สุขที่เข้ามา เราก็รับด้วยใจสงบ ไม่ตื่นเต้นหรือกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ หากเกิดปัญหา เราก็ทำจิตใจให้รู้สึกท้าทายกับปัญหานั้น เห็นปัญหาแล้วกระโดดเข้าใส่ เป็นการท้าทายสติปัญญา อย่ากลัว และละลายปัญหาจากเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย (http://www.khaosod.co.th/news-photo/khaosod/2009/12/col01051252p3.jpg) 3. ความอ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่ายและประหยัด ทรงใช้การแก้ไขปัญหาด้วยธรรมชาติ ราษฎรทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่น โดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยีให้ยุ่งยาก 4. มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นหลัก เมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์ คนส่วนรวมก็ต้องช่วยคนกลุ่มเล็กที่เสียสละอย่างเต็มท ี่ 5. รับฟังความเห็นของผู้อื่นและเคารพความคิดที่แตกต่าง ทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปในพื้นที่ต่างๆ จะทรงถามถึงความต้องการของประชาชน ความสมัครใจและให้ตกลงกันเองในกลุ่มที่จะได้รับประโย ชน์และกลุ่มที่ต้องเสียสละในขณะนั้นเลย จากนั้นจะทรงเรียกผู้นำท้องถิ่นมารับทราบและดำเนินกา รในเชิงบริหารและวิชาการต่อไปจนเสร็จสิ้นโครงการ 6. มีความตั้งใจจริงและขยันหมั่นเพียร ทรงมุ่งมั่นในเรื่องที่ทรงปฏิบัติมาก 7. มีความสุจริตและความกตัญญู ทรงแสดงให้ประจักษ์ในเรื่องของความกตัญญูต่อพระราชมา รดา และความสุจริตต่อแผ่นดิน และต่อสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์โดยเฉพาะส่วนรวม ทรงเตือนให้ยึดสิ่งนี้ไว้เพราะเป็นเรื่องที่จำเป็นมี ความสำคัญและมีคุณค่ายิ่ง 8. พึ่งตนเอง ส่งเสริมคนดีและคนเก่ง ทรงสอนให้ชาวไทยสามารถดำรงชีวิตด้วยตนเองได้ และต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ ายชุมชนที่แข็งแรง และยึดหลัก พออยู่ พอกิน พอใช้ หรือตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงที่พระราชทานให้แก่ประชา ชนไทยให้อยู่ได้ด้วยตนเองในระดับพื้นฐาน 9. รักผู้อื่น ครั้งหนึ่งมีรับสั่งกับดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ว่า คนที่รับราชการ ซึ่งถือว่ารับงานของราชามาทำต่อ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องรักประชาชนและทำงานเพื่อประชาชน เฉกเช่นเดียวกับพระองค์ 10. การเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ต้องรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม ดังที่พระราชทานพระราชดำรัสแก่คนไทยว่า "...สังคมใดก็ตาม ถ้ามีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันด้วยความมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน สังคมนั้นย่อมเต็มไปด้วยไมตรีจิตร มิตรภาพ มีความร่มเย็นเป็นสุข น่าอยู่..." ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมาย ุครบ 82 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2552 รัฐบาล และหน่วยงานของราชการ เอกชน และประชาชนพร้อมใจกันจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อเฉลิมพระเก ียรติ ในหลายสถานที่ ทั้งลานรูปฯ ถนนราชดำเนิน สวนลุมพินี ตลอดต้นเดือนธันวาคม ซึ่งจะเป็นเทศกาลแห่งความสุขของคนไทย หลังจากตึงเครียดจากสถานการณ์ต่างๆ มาอย่างยาวนาน แต่งานเฉลิมฉลองจะยิ่งใหญ่ยาวนานปานใด ก็ไม่สามารถบรรยายพระกรณียกิจ และน้ำพระราชหฤทัยที่มีต่อพสกนิกรได้ครบถ้วน ทรงพระเจริญ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: nokeang ที่ ธันวาคม 07, 2009, 07:28:37 PM (http://pics.manager.co.th/Images/552000015903601.JPEG) ประวัติ วันพ่อแห่งชาติ ความเป็นมาของวันพ่อแห่งชาติ วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริเริ่ม หลักการและเหตุผลในการจัดตั้งวันพ่อแห่งชาติ โดยที่พ่อเป็นผู้มีพระคุณมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและ สังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนตอบแทนพระคุณด้วยคว ามกตัญญู และสมควรที่สังคมจะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น ?วันพ่อแห่งชาติ? ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท ี่ทรงมีต่อพสกนิกรชาว ไทยอย่างนานัปการ ทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดาทรงรักใ คร่และห่วงใยตั้งแต่พระ เยาว์จนถึงปัจจุบันรวมทั้งพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโส มสวลีพระวรราชาทินัดดา มาตุ เรืออากาศเอกวีรยุทธ ดิษยศริน พระสวามีในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์วลัย ลักษณ์และพระเจ้าหลาน เธอทุกพระองค์ ต่างซาบซึ้งและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู ้ลืม พระองค์ทรงเป็น ?พ่อ? ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณ า ทรวงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้ ดังบทร้อยกรองเทิดพระเกียรติว่า ?อันราชาเลี้ยงรักษาซึ่งทวยราษฎร์ ประดุจเป็นปิตุราชอยู่ทุกเมื่อ ควรที่บุตรสุดรักจักจุนเจือ พระคุณนั้นให้อะเคื้อด้วยภักดี และอีกบทหนึ่งเทิดพระเกียรติว่า ?ทุกบุปผามาลัยคือใจราษฎร์ ภักดีบาทองค์บพิตรเป็นนิจสิน พระคือบิดาข้าแผ่นดิน ร่วมร้อยรินมาลัยถวายพระพร ลุ 5 ธันวามหาราช ?วันพ่อแห่งชาติ? คือองค์อดิเรก พระเปี่ยมล้นด้วยเมตตาเอื้ออาทร พสกนิกรเป็นสุขทุกคืนวัน? ซึ่ง นอกจากพระองค์จะเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระรา ชธิดา ทรงทะนุบำรุงพระราชโอรสธิดาด้วยความรัก และทรงอบรมอนุศาสน์ให้ทรงเจริญวัยสมบูรณ์ และทรงบำเพ็ญคุณานุประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทแล้ว พระองค์ยังทรงพระมหากรุณาทะนุบำรุงจัดทุกข์ผดุงสุขพส กนิกรถ้วนหน้า พระองค์ทรงเป็น ?พ่อแห่งชาติ? ที่อาณาประชาราษฎร์เทิดทูนด้วยความจงรักภักดี สำนักในพระมหากรุณาธิคุณ และยึดมั่นในการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการทะน ุบำรุงชาติบ้านเมืองให้ วัฒนาถาวรสืบไป ดอกพุทธรักษา สัญลักษณ์วันพ่อแห่งชาติ คณะกรรมการจัดงานวันพ่อแห่งชาติได้กำหนดให้ดอกพุทธรักษาดอกไม้ที่มีนามเป็นมงคลนี้เป็นสัญลักษณ์ วัตถุประสงค์ของการจัดวันพ่อแห่งชาติ 1. เพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู ่หัว 2. เพื่อเทิดทูนพระคุณของพ่อ และยกย่องบทบาทของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม 3. เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูต่อพ่อ 4. เพื่อให้ผู้เป็นพ่อได้สำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอ บของตน กิจกรรมที่ควรปฎิบัติในวันพ่อแห่งชาติ 1. ประดับธงชาติที่อาคารบ้านเรือน 2. จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญประโยชน์หรือทำบุญใส่บา ตร เพื่ออุทิศส่วนกุศลและระลึกถึงพระคุณพ่อ 3. จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมยกย่องผู้ที่ สมควร ได้รับการยกย่องว่าเป็นพ่อ ตัวอย่าง วัน ที่ 5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเ จ้าอยู่หัวพลอดุลย เดช และเป็นวันพ่อแห่งชาติแล้ว ยังถือว่าว่าวันนี้ เป็น ?วันชาติของไทย? อีกด้วย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: nokeang ที่ ธันวาคม 10, 2009, 02:07:01 PM ความเป็นมาวันรัฐธรรมนูญ (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/73485.jpg) วันรัฐธรรมนูญ ตรงกับวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกคล้ายวันที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยามฉบับถาวร เพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตยใ ห้แก่ประชาชนชาวไทย ความเป็นมา การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การปก ครองของชาติไทย เนื่อง จากเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอ ันเป็นกฎหมายสูงสุดของ ประเทศ สาเหตุที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๑. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งจักรีทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรั ฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไ ทย ๒. หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ผลอันนี้ได้กระทบมาถึงไทยด้วย พระองค์ได้แก้ไขเศรษฐกิจโดยปลดข้าราชการออก ยังความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการ ๓. อิทธิพลจากตะวันตกเกี่ยวกับอุดมการทางการเมือง ทำให้กลุ่มคนหนุ่มต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ๔. รัฐบาลได้ออกกฏหมายเก็บภาษี อาทิ ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน จากราษฎร จาก สาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการทหาร และราษฎรทั่วไปจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยการปฏิวัติ มีคณะผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร ซึ่งประกอบด้วยพันเอก พระยาพหลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเดช และพันเอกพระฤทธิอาคเนย์ เป็นผู้บริหารประเทศ วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเรียกว่า "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว" สาระสำคัญของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ได้แก่ การที่กำหนดว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนา จอธิปไตยเป็นของราษฎร ทั้งหลาย การใช้อำนาจสูงสุดก็ให้มีบุคคลคณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำน าจแทนราษฎรดังนี้ คือ ๑. พระมหากษัตริย์ ๒. สภาผู้แทนราษฎร ๓. คณะกรรมการราษฎร ๔. ศาล ลักษณะ การปกครองแม้จะเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไ ตยแต่ก็ถือว่าพระมหา กษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ เป็นสถาบันที่ถาวรและมีการสืบราชสมบัติต่อไปในพระราช วงศ์ การปฏิบัติราชการต่างๆ จะต้องมีกรรมการราษฎรผู้ลงนามรับสนองราชโองการ โดยได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้ สถาบันที่เกิดใหม่คือ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจทางนิติบัญญัติออกกฎหมายต่างๆ ซึ่งเมื่อพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แล้ว จึงมีผลบังคับได้ เหตุนี้ในระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สภาผู้แทนจึงเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในทางการเมือ ง ส่วนการใช้อำนาจตุลาการยังคงให้ศาลยุติธรรมที่มีอยู่ แล้วพิจารณาพิพากษาคดี ให้เป็นไปตามกฎหมายได้ตามเดิม กระทั่งถึง วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร ซึ่งมีหลักการต่างกับฉบับแรกในวาระสำคัญหลายประการ อาทิได้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นการปกครองแบบรัฐสภา ทั้งนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๗๕ ได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นประมุขไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองเป็นผู้ใช ้อำนาจทางคณะรัฐมนตรี ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งให้บริหารราชการแผ่นดิน แต่คณะรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่น ดินต่อสภาผู้แทน รัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติมิได้ใช้แต่เพียงอำนาจ นิติบัญญัติเท่านั้น แต่มีอำนาจที่จะควบคุมคณะรัฐมนตรีในการบริหารแผ่นดิน ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีรวมทั้งพระมหากษัตริย์ซึ่งประกอบกันเป็นร ัฐบาลก็มีอำนาจที่จะยุบ สภาผู้แทนได้ หากเห็นว่าได้ดำเนินการไปในทางที่จะเป็นภัยหรือเสื่อ มเสียผลประโยชน์สำคัญ ของรัฐที่มีผลเท่ากับถอดถอนสมาชิกสภาที่ได้รับเลือกต ั้งมาเพื่อให้ราษฎร เลือกตั้งใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์นั้นได้บัญญัติ ว่าพระมหากษัตริย์ดำรง อยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ้ รัฐ ธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นเครื่องกำหนดระเบียบแบบแผนของสังคม เพื่อเป็นการระลึกถึงรัฐธรรมนูญฉบับแรก อันเป็นฉบับถาวร และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทย ทางราชการจึงกำหนด วันที่ ๑๐ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันรัฐธรรมนูญ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 23, 2009, 10:01:00 PM (http://i242.photobucket.com/albums/ff298/akapong999/glitter/newyear/4_24_12_51.gif) (http://widget.sanook.com/static_content/full/diy_1/2071/623071/79c09f8b3a2c96791e02af967bbca7fa_1261580713.gif) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 31, 2009, 10:49:24 PM ;)
(http://widget.sanook.com/static_content/widget/full/graphic_1/2979/632979/a2f451ee45b8b3ea03ba309c1948f327_1262082162.gif) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2010, 09:58:01 AM ตรุษจีน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา งานตรุษจีน ปีระกา (พ.ศ. 2548) บริเวณวงเวียนโอเดียน กรุงเทพมหานคร งานตรุษจีนในลอนดอนตรุษจีน หรือ เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ (ตัวเต็ม: ??, ตัวย่อ: ??, พินอิน: Ch?nj?e ชุนเจี๋ย) หรือ ขึ้นปีเพาะปลูกใหม่ (ตัวเต็ม: ????, ตัวย่อ: ????, พินอิน: N?ngl? X?nni?n หนงลี่ ซินเหนียน) และยังรู้จักกันในนาม วันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีของชาวจีนในจีนแผ่นดินใหญ่และชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก เทศกาลนี้เริ่มต้นในวันที่ 1 เดือน 1 ของปีตามจันทรคติ (?? พินอิน: zh?ng yu? เจิ้งเยฺว่) และสิ้นสุดในวันที่ 15 ซึ่งจะเป็นเทศกาลประดับโคมไฟ (ตัวเต็ม: ???, ตัวย่อ: ???, พินอิน: yu?n xi?o ji? หยวนเซียวเจี๋ย) คืนก่อนวันตรุษจีน ตามภาษาจีนกลางเรียกว่า ?? (พินอิน: Ch?x? ฉูซี่) หมายถึงการผลัดเปลี่ยนยามค่ำคืน ในวันตรุษจีนจะมีการเฉลิมฉลองทั่วโลกโดยเฉพาะชุมชนเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ และตรุษจีนถือเป็นวันหยุดที่สำคัญมากช่วงหนึ่งของชาวจีน และยังแผ่อิทธิพลไปถึงการฉลองปีใหม่ของชนชาติที่อยู่รายรอบ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี เมี่ยน ม้ง มองโกเลีย เวียดนาม ทิเบต เนปาล และภูฐาน สำหรับชาวจีนที่อาศัยอยู่ต่างถิ่นกันก็จะมีประเพณีเฉลิมฉลองต่างกันไป ในประเทศไทย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2010, 09:59:23 AM ตรุษจีนในประเทศไทย
ชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วัน คือวันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว วันจ่าย คือวันก่อนวันสิ้นปี เป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปซื้ออาหารผลไม้และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ก่อนที่ร้านค้าทั้งหลายจะปิดร้านหยุดพักผ่อนยาว ในตอนค่ำจะมีการจุดธูปอัญเชิญเจ้าที่ (??? / ??? ตี่จู้เอี๊ย) ให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อรับการสักการบูชาของเจ้าบ้าน หลังจากที่ได้ไหว้อัญเชิญขึ้นสวรรค์เมื่อ 4 วันที่แล้ว วันไหว้ คือวันสิ้นปี จะมีการไหว้ 3 ครั้ง คือ ตอนเช้ามืดจะไหว้ "ไป่เล่าเอี๊ย" (??? / ???) เป็นการไหว้เทพเจ้าต่างๆ เครื่องไหว้คือ เนื้อสัตว์สามอย่าง (ซาแซ) ได้แก่ หมู เป็ด ไก่ หรือเพิ่มตับ ปลา เป็นเนื้อสัตว์ห้าอย่าง (โหงวแซ) เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง ตอนสาย จะไหว้ "ไป่แป๋บ้อ" (???) คือการไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง เครื่องไหว้จะประกอบด้วย ซาแซ อาหารคาวหวาน (ส่วนมากจะทำตามที่ผู้ที่ล่วงลับเคยชอบ) รวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้ากระดาษเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ หลังจากนั้น ญาติพี่น้องจะมารวมกันรับประทานอาหารที่ได้เซ่นไหว้ไปเป็นสิริมงคล และถือเป็นเวลาที่ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุด จะแลกเปลี่ยนอั่งเปาหลังจากรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว ตอนบ่าย จะไหว้ "ไป่ฮ่อเฮียตี๋" (????) เป็นการไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เครื่องไหว้จะเป็นพวกขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ำตาล กระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมทั้งมีการจุดประทัดเพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายและเพื่อเป็นสิริมงคล วันเที่ยว หรือ วันถือ คือวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่หนึ่ง (?? ชิวอิก) ของเดือนที่หนึ่งของปี วันนี้ชาวจีนจะถือธรรมเนียมโบราณที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันคือ "ไป่เจีย" เป็นการไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยนำส้มสีทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะส้มออกเสียงภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "กิก" (?) ซึ่งไปพ้องกับคำว่าความสุขหรือโชคลาภ (?) [1] เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำความสุขหรือโชคลาภไปให้ จะมอบส้มจำนวน 4 ผล ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย เหตุที่เรียกวันนี้ว่าวันถือคือ เป็นวันที่ชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล งดการทำบาป จะมีคติถือบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหนี้กัน ไม่จับไม้กวาด และจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่แล้วออกเยี่ยมอวยพรและพักผ่อนนอกบ้าน เป็นต้น หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2010, 10:00:16 AM วันตรุษจีนในปฏิทินสุริยคติ
ปี วันที่ วันที่ วันที่ ปีชวด 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 25 มกราคม พ.ศ. 2563 ปีฉลู 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 26 มกราคม พ.ศ. 2552 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ปีขาล 28 มกราคม พ.ศ. 2541 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ปีเถาะ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 22 มกราคม พ.ศ. 2566 ปีมะโรง 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 23 มกราคม พ.ศ. 2555 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ปีมะเส็ง 24 มกราคม พ.ศ. 2544 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 29 มกราคม พ.ศ. 2568 ปีมะเมีย 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 31 มกราคม พ.ศ. 2557 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ปีมะแม 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2570 ปีวอก 22 มกราคม พ.ศ. 2547 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 26 มกราคม พ.ศ. 2571 ปีระกา 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 28 มกราคม พ.ศ. 2560 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 ปีจอ 29 มกราคม พ.ศ. 2549 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2573 ปีกุน 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 23 มกราคม พ.ศ. 2574 หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2010, 10:01:10 AM เกร็ด
สัญลักษณ์อีกอย่างของเทศกาลนี้ คือ อั่งเปา (ซองแดง) คือ ซองแดงใส่เงินที่ผู้ใหญ่แล้วจะมอบให้ผู้น้อย และมีการแลกเปลี่ยนกันเอง หรือ หรือจะใช้คำว่า แต๊ะเอีย (ผูกเอว) ที่มาคือในสมัยก่อน เหรียญจะมีรูตรงกลาง ผู้ใหญ่จะร้อยด้วยเชือกสีแดงเป็นพวงๆ และนำมามอบให้เด็กๆ เด็กๆ ก็จะนำมาผูกเก็บไว้ที่เอว ในเทศกาลนี้ ชาวจีนจะกล่าวคำ ห่ออ่วย หรอคำอวยพรภาษาจีนให้กัน หรือมีการติดห่ออ่วยไว้ตามสถานที่ต่างๆ คำที่นิยมใช้กันได้แก่ ???? ???? / ???? ???? (แต้จิ๋ว: ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ จีนกลาง: ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาฉาย) แปลว่า ขอให้ประสบโชคดี ขอให้มั่งมีปีใหม่ ???? / ???? (จีนกลาง: กงฉี่ฟาฉาย) เกียฮ่อซินนี้ ซินนี้ตั้วถั่น แปลว่า สวัสดีปีใหม่ ขอให้ร่ำรวยๆ อีกฝ่ายก็จะกล่าวตอบว่า ตั่งตังยู่อี่ แปลว่า ขอให้สุขสมหวังเช่นกัน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2010, 10:04:02 AM 15 วัน แห่งการฉลองตรุษจีน (คลังปัญญาไทย)
วันแรกของปีใหม่ของชาวจีนหรือวันตรุษจีน เป็นการต้อนรับเทวดาแห่งสวรรค์และโลก หลายคนงดทานเนื้อ ในวันนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเป็นการต่ออายุ และนำมาซึ่งความสุขในชีวิตให้กับตน วันที่สอง ชาวจีนจะไหว้บรรพชนและเทวดาทั้งหลาย และจะดีเป็นพิเศษกับสุนัข เลี้ยงดูให้ข้าว อาบน้ำให้แก่มัน ด้วยเชื่อว่าวันที่สองนี้เป็นวันที่สุนัขเกิด วันที่สามและสี่ เป็นวันของบุตรเขย ที่จะต้องทำความเคารพแก่พ่อตาแม่ยายของตน วันที่ห้า เรียกว่า พูวู ซึ่งวันนี้ทุกคนจะอยู่กับบ้านเพื่อต้อนรับการมาเยือน ของเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย ในวันนี้จะไม่มีใครไปเยี่ยมใครเพราะจะถือว่าเป็นการนำโชคร้าย มาแก่ทั้งสองฝ่าย วันที่หก ถึงสิบชาวจีนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของ ครอบครัว และไปวัดไปวาสวดมนต์เพื่อความร่ำรวยและความสุข วันที่เจ็ด ของตุรุษจีนเป็นวันที่ชาวนานำเอาผลผลิตของตนออกมาชาวนาเหล่านี้จะทำน้ำที่ทำมาจากผักเจ็ดชนิดเพื่อฉลองวันนี้ วันที่เจ็ดถือเป็นวันเกิดของมนุษย์ ในวันนี้อาหารจะเป็นหมี่ซั่วกินเพื่อชีวิตที่ยาวนานและปลาดิบเพื่อความสำเร็จ วันที่แปด ชาวฟูเจียน จะมีการทานอาหารร่วมกันกับครอบครองอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนจะสวดมนต์ของพรจาก เทียนกง เทพแห่งสวรรค์ วันที่เก้า จะสวดมนต์ไหว้และถวายอาหารแก่ เง็กเซียนฮ่องเต้ วันที่สิบถึงวันที่สิบสอง เป็นวันของเพื่อนและญาติๆ ซึ่งควรเชื้อเชิญมาทานอาหารเย็น และหลังจากที่ทานอาหารที่อุดมไปด้วยความมัน วันที่สิบสาม ถือเป็นวันที่เราควรทานข้าวธรรมดากับผักดองกิมกิ ถือเป็นการชำระล้างร่างกาย วันที่สิบสี่ ความเป็นวันที่เตรียมงานฉลองโคมไฟซึ่งจะมีขึ้นในคืนของวันที่สิบห้าแห่งการฉลองตรุษจีน วันที่สิบห้า แห่งการฉลองตรุษจีน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2010, 10:14:37 AM อาหารไหว้เจ้าที่และบรรพบุรุษ (คลังปัญญาไทย)
ในวันฉลองตรุษจีนอาหารจะถูกรับประทานมากกว่าวันไหนๆในปี อาหารชนิดต่างๆที่ปฏิบัติกันจนเป็นประเพณี จะถูกจัดเตรียมเพื่อญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง รวมไปถึงคนรู้จักที่ได้เสียไปแล้ว ในวันตรุษครอบครัวชาวจีนจะทานผักที่เรียกว่า ไช่ ถึงแม้ผักชนิดต่างๆ ที่นำมาปรุง จะเป็นเพียงรากหรือผักที่มีลักษณะเป็นเส้นใยหลายคนก็เชื่อว่าผักต่างๆ มีความหมายที่เป็น มงคลในตัวของมัน เม็ดบัว - มีความหมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย เกาลัด - มีความหมายถึง เงิน สาหร่ายดำ - คำของมันออกเสียงคล้าย ความร่ำรวย เต้าหู้หมักที่ทำจากถั่วแห้ง - คำของมันออกเสียงคล้าย เต็มไปด้วยความร่ำรวย และ ความสุข หน่อไม้ - คำของมันออกเสียงคล้าย คำอวยพรให้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข เต้าหู้ที่ทำจากถั่วสดนั้นจะไม่นำมารวมกับอาหารในวันนี้เนื่องจากสีขาวซึ่งเป็นสีแห่งโชคร้าย สำหรับปีใหม่และหมายถึงการไว้ทุกข์ อาหารอื่นๆ รวมไปถึงปลาทั้งตัว เพื่อเป็นตัวแทนแห่งการอยู่ร่วมกัน และความอุดมสมบรูณ์ และไก่สำหรับความเจริญก้าวหน้า ซึ่งไก่นั้นจะต้องยังมีหัว หางและเท้าอยู่ เพื่อ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ เส้นหมี่ก็ไม่ควรตัดเนื่องจากหมายถึงชีวิตที่ยืนยาว ทางตอนใต้ของจีนจานที่นิยมที่สุดและทานมากที่สุดได้แก่ ข้าวเหนียวหวานนึ่ง บ๊ะจ่างหวาน ซึ่งถือเป็นอาหารอันโอชะ ทางเหนือ หมั่นโถและติ่มซำเป็นอาหารที่นิยม อาหารจำนวน มากที่ถูกตระเตรียมในเทศกาลนี้มีความหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์และความร่ำรวยของบ้าน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2010, 10:16:58 AM ของไหว้เจ้าที่ ประกอบด้วย
ของคาว หมู เป็ด ไก่ ตับ ปลา แล้วแต่ว่าจะไหว้มากหรือน้อย - ไหว้ 3 อย่าง เรียกว่า ชุดซาแซ ประกอบด้วย หมู เป็ด ไก่ - ไหว้ 5 อย่าง เรียกว่า ชุดโหงวแซ ประกอบด้วยหมู เป็ด ไก่ ตับ ปลา ข้าว ข้าวสวยใส่ชาม พร้อมตะเกียบ จำนวนชุดตามจำนวนบรรพบุรุษ นิยมนับถึงแค่รุ่นปู่ย่า ขนมไหว้ ฮวกก้วยหรือขนมถ้วยฟู คักท้อก้วยหรือขนมกุยช่าย(เป็นไส้ชนิดใดก็ได้) ขนมจันอับ ซาลาเปา ขนมไหว้นี้ต้องมีสีชมพู หรือมีแต้มจุดแดง ขนมไหว้พิเศษ ขนมเข่ง ขนมเทียน ต้องยืนเป็นหลัก ผลไม้ ส้ม กล้วยทั้งหวีเลือกเขียวๆ องุ่น แอปเปิล ชมพู่ ลูกพลับ เครื่องดื่ม น้ำชา 5 ที่หากมีไหว้ของคาวจะไหว้เหล้าด้วยก็ได้ก็จัด 5 ที่เช่นกัน กระดาษเงิน กระดาษทอง ชุดไหว้เจ้าที่ ธุปไหว้ คนละ 5 ดอก ทองแท่งสำเร็จรูป แบงก์กงเต็ก ค้อซี ฯลฯ จะมากหรือน้อยแล้วแต่เรา กระถางรูป โดยเอาข้าวสารใส่ในแก้วไว้สำหรับปักรูป หลังจากที่เสร็จพิธีก็นำเข้าไปผสมกับถังข้าวสารในบ้านไว้สำหรับหุงทนเพื่อให้เฮง ๆ จำนวนชนิดของขนมไหว้ นิยมให้สอดคล้องกับของคาว เช่น ไหว้ ของคาว 3 อย่าง ขนม 3 อย่าง ผลไม้ 3 อย่าง ของไหว้บรรพบุรุษ ประกอบด้วย หมู มีความหมายถึงความมั่งคั่ง ด้วยความอ้วนของตัวหมู สะท้อนถึงความกินดีอยู่ดี ไก่ มีมงคล 2 อย่างคือ - หงอนไก่สื่อถึงหมวกขุนนาง ความหมายมงคลจึงเป็นความก้าวหน้าในงาน - ไก่ขันตรงเวลาทุกเช้า สะท้อนถึงการรู้งาน ตับ คำจีนเรียกว่า กัว พ้องเสียงกับคำว่า กัว ที่แปลว่าขุนนาง ปลา คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่า ฮื้อ โดยมีวลีมงคล อู่-ฮื้อ-อู่-ชื้ง แปลว่า ให้เหลือกินเหลือใช้ ไหว้ปลาเพื่อให้มีเงินเหลือกินเหลือใช้มาก ๆ กุ้งมังกร ไหว้ด้วยรูปลักษณ์ของกุ้งที่หัวใหญ่ มีก้ามให้ความรู้สึกถึงอำนาจวาสนา ต่อมากุ้งมังกรหายาก จึงเปลี่ยนเป็นเป็ดสำหรับคนจีนแต้จิ๋ว และเปลี่ยนเป็นปลาหมึกแห้ง สำหรับคนจีนแคะ) ชุดกับข้าว ซึ่งทำไหว้ผีบรรพบุรุษและไว้รับประทาน ลูกชิ้นปลา จีนแต่จิ๋วออกเสียงว่า ฮื้อ-อี๊ แปลว่า ลูกปลากลมๆ - ฮื้อ หรือปลา คือให้เหลือกินเหลือใช้ - อี๊ แปลว่า กลม ๆ หมายถึงความราบรื่น ผัดต้นกระเทียม เพราะคนจีนแต้จิ๋ว เรียกกระเทียมว่า สึ่ง พ้องเสียงกับสึ่งที่แปลว่านับ ไหว้ต้นกระเทียม เพื่อให้มีเงินมีทองให้ได้นับอยู่เสมอ ผัดตับกับกุยช่าย ตับคือ การเรียกว่า กัว พ้องเสียงกับกัวที่แปลว่า ขุนนาง กุยช่ายเป็นการพ้องเสียงของคำว่ากุ่ย แปลว่า แพง รวย แกงจืด คนจีนเรียกว่า เช็ง-ทึง เช็ง แปลว่า ใส หวาน ซดคล่องคอ การไหว้น้ำแกงก็เพื่อให้ชีวิตลูกหลานหวานราบรื่น เป๊าฮื้อ เป๊า หรือ เปา แปลว่า ห่อ ส่วน ฮื้อ คือเหลือกินเหลือใช้ ไหว้เป๊าฮื้อ เพื่อห่อความมั่งคั่เหลือกินเหลือใช้มาให้ลูกหลาน ผัดถั่วงอก คนจีนแต้จิ๋วเรียกถั่วงอกว่า เต๋าแหง๊ แต่ภาษาวิชาการเรียกว่า เต้าเหมี่ยว เหมี่ยว แปลว่า งอกงาม ไหว้ถั่วงอกเพื่อให้งอกงามรุ่งเรือง เต้าหู้ เป็นคำเรียกแบบชาวบ้านที่อาจเรียกเป็นเต้าฮกก็ได้ ฮก คำนี้เป็นสำเนียงแต้จิ๋ว จีนกลางออกเสียงเต้าหู้ว่า โตฟู ฟู แปลว่า บุญ ความสุข สาหร่ายทะเล เรียกว่า ฮวกฉ่าย ถ้าออกเสียงเป็นฮวดไช้ ก็แปลว่า โชคดี ร่ำรวย ชุดของหวาน ซาลาเปา เล่นเฉพาะคำว่า เปา แปลว่า ห่อ ไหว้ซาลาเปาเพื่อให้เปาไช้ แปลว่า ห่อโชค ห่อเงินห่อทองมาให้ลูกหลาน ขนมถ้วยฟู คือไหว้เพื่อให้เฟื่องฟู คนจีนแต้จิ๋วเรียกขนมถ้วยฟูว่า ฮวกก้วย ก้วย แปลว่า ขนม ฮวก แปลว่างอกงาม ขนมคัดท้อก้วย คือขนมไส้ต่าง ๆ เช่น ไส้ผักกะหล่ำ มันแกว ไส้กุยช่าย ทำเป็นรูปลูกท้อสีชมพู ลูกท้อ เป็นผลไม้มงคลมีนัยอวยพรให้อายุยืนยาว ขนมไข่ คนจีนเรียกว่า หนึงก้วย ไข่คือบ่อเกิดแห่งการได้เกิดและเติบโต ไหว้ขนมไข่เพื่อให้ได้มีการเกิดและการเจริญเติบโต ขนมจับกิ้ม หรือ แต้เหลียง ก็เรียกคือ ขนมแห้ง 5 อย่าง จะเรียกว่า โหงวเส็กทึ้ง หรือ ขนม 5 สี ก็ได้ ประกอบด้วย ถั่วตัด งาตัด ถั่วเคลือบ ฟักเชื่อม และข้าวพอง - ฟัก เพื่อฟักเงินฟักทอง ฟักเชื่อม คือการฟักความหวานของชีวิต - ข้าว ถั่ว งา คือ ธัญพืช ธัญญะ แหลว่า งอกงาม ไหว้เพื่อให้งอกงามและชีวิตหวานอย่างขนม ขนมอี๊ อี๊ หรือ อี๋ แปลว่ากลม ๆ ขนมอี๊ทำจากแป้งข้าวเหนียว นวดจนได้ที่เจือสีชมพู ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ต้มกับน้ตาล เพื่อให้ชีวิตเคี้ยวง่ายราบรื่น เหมือนขนมอี๊ที่เคี้ยวง่ายและหวานใส ซึ่งขนมอี๊นี้อาจใช้เป็นสาคูหรือลูกเดือยก็ได้ คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่าอี๊เหมือนกัน ชุดผลไม้ ส้ม คนจีนแต้จิ๋วเรียกแบบชาวบ้านว่า กา แต่ส้มมีอีกคำเรียกว่า ไต้กิก - ไต้ แปลว่า ใหญ่ กิก แปลว่า มงคล - ไต้กิก จึงแปลว่า มหาสิริมงคล แต่ถ้าแปลง่าย ๆ แบบชาวบ้านก็คือ โชคดี กล้วย จีนแต้จิ๋วออกเสียงว่า เก็ง-เจีย จะเล่นเสียงว่า เก็ง-เจีย-เก็ง-ไล้ แปลว่า ถึงโชคเข้ามา กับอีกความหมายว่า กล้วย มีผลมากมายแถมเป็นเครือ จึงมีมงคลให้ลูกหลานมาก ๆ มีวงศ์วานว่านเครือสืบสกุล องุ่น จีนแต้จิ๋วเรียกว่า พู่-ท้อ - พู่ ก็คือ งอก หรืองอกงาม - ท้อ ก็คือ พ้องเสียงกับลูกท้อ ที่เป็นผลไม้มงคล อายุยืน สับปะรด คนจีนแต้จิ๋วเรียก อั้งไล้ แปลว่า เรียกสีแดงมา สีแดงเป็นสีของโชค ก็ประมาณว่าเรียกโชคเข้ามา คนจีนทางใต้นิยมไหว้สับปะรดมาก หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2010, 10:21:11 AM ห้ามทำความสะอาด เนื่องจากการทำงานบ้าน เช่น การซักล้าง หรือ การกวาดบ้านปัดฝุ่น จะเป็นการขับไล่ความโชคดีออกไป ดังนั้นการทำความสะอาดบ้านจึงควรเริ่มทำตั้งแต่ก่อนที่วันขึ้นปีใหม่จะมาถึง ห้ามสระผม ไม่ควรสระผมในวันเริ่มต้นและวันสุดท้ายของวันขึ้นปีใหม่ เนื่องจากการสระผมถือเป็นการชะล้างความโชคดีที่มาถึงในวันขึ้นปีใหม่ ห้ามใช้ของมีคม ไม่ควรใช้ของมีคมในวันขึ้นปีใหม่ ของมีคมต่างๆ เช่น มีด, กรรไกร, ที่ตัดเล็บ เนื่องจากถือว่าการกระทำของของมีคมนี้ จะเป็นการตัดสิ่งหรืออนาคตที่ดี ที่จะนำมาในวันขึ้นปีใหม่ ห้ามโต้เถียง ควรระมัดระวังในการใช้คำพูดที่มีความหมายไปในทางลบ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการโต้เถียงกัน คำที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยหรือความตาย เป็นคำที่เราควรหลีกเลี่ยงในวันขึ้นปีใหม่ เลี่ยงเรื่องเกี่ยวกับความตาย หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานศพ และการฆ่าสัตว์ปีก ห้ามซุ่มซ่าม ควรระมัดระวังในการทำสิ่งใดๆ ไม่ควรที่จะให้เกิดการสะดุด หรือ ทำสิ่งของตกแตก ซึ่งนั่นจะหมายถึงการนำความโชคไม่ดีเข้ามาในอนาคต หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2010, 10:22:36 AM คำอวยพร : ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวกใช้
คำแปล : ปีใหม่ขอให้ทุกอย่างสมหวัง ปีใหม่ขอให้ร่ำรวย คำอวยพร : ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ คำแปล : ปีใหม่ขอให้ทุกอย่างสมหวัง ปีใหม่ขอให้ร่ำรวย คำอวยพร : เจาไฉจิ้นเป้า คำแปล : เงินทองไหลมาเทมา ทรัพย์สมบัติเข้าบ้าน คำอวยพร : ฟู๋ลู่ซวงฉวน คำแปล : ศิริมงคลเงินทองอำนาจวาสนา คำอวยพร : จู้หนี่เจี้ยนคัง คำแปล : ขอให้คุณสุขภาพแข็งแรง คำอวยพร : จู้หนี่ฉางโส่ว คำแปล : ขอให้คุณอายุยืนยาว คำอวยพร : จู้หนี่ซุ่นลี่ คำแปล : ขอให้คุณประสบความสำเร็จ คำอวยพร : จู้เห้อซินเหนียน คำแปล : การอวยพรปีใหม่ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2010, 10:26:31 AM (http://122.155.0.199/jabchai/images_joke/1363/1363-1.jpg) "ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ" ปีใหม่ขอให้ทุกอย่างสมหวัง ปีใหม่ขอให้ร่ำรวย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2010, 10:31:00 AM (http://horoscope.sanook.com/story_picture/b/02297_002.jpg) (http://horoscope.sanook.com/story_picture/b/02297_004.jpg) (http://gotoknow.org/file/somluckv/CNY001.jpg) (http://guru.sanook.com/picfront/pedia/resize_19012010103948.jpg) (http://www.at-bangkok.com/img/article/chinese2006.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: soda ที่ กุมภาพันธ์ 13, 2010, 11:59:34 AM ขอบคุณคะ นู่จัย ได้ความรู้มากๆเลยคะ(http://www.uppicweb.com/i/io/th_n31.gif) (http://www.uppicweb.com/show.php?id=4d2afce140af44eca7c9e91b56c1998b)
Thanks: ฝากรูปฟรี (http://www.uppicweb.com) ประกันภัยรถยนต์ (http://www.insurebroker.net) ข้อมูลท่องเที่ยว (http://www.trip.in.th) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 14, 2010, 03:39:56 PM ขอบคุณคะ นู่จัย ได้ความรู้มากๆเลยคะ([url]http://www.uppicweb.com/i/io/th_n31.gif[/url]) ([url]http://www.uppicweb.com/show.php?id=4d2afce140af44eca7c9e91b56c1998b[/url]) Thanks: ฝากรูปฟรี ([url]http://www.uppicweb.com[/url]) ประกันภัยรถยนต์ ([url]http://www.insurebroker.net[/url]) ข้อมูลท่องเที่ยว ([url]http://www.trip.in.th[/url]) ;Dขอบคุณค่ะ ;D หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 08, 2010, 09:54:23 PM อย่าเปิดเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ทันทีที่คุณขึ้นรถ ! ระวังอายุจะไม่ยืน เพราะกลัวร้อน
(http://www.matichon.co.th/online/2010/03/12680461671268046240.jpg)โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณจอดรถตากแดดไว้ ให้เปิดหน้าต่างหลังจากขึ้นรถ และอย่าเปิดแอร์ทันที ตามผลการวิจัย แผงหน้าปัทม์ ( คอนโซล ) เบาะที่นั่ง และน้ำหอมปรับอากาศ จะสร้างสารเบนซีน ที่เป็นสารก่อมะเร็งขึ้น ( อย่างที่คุณได้กลิ่นเหมือนพลาสติคจาง ๆ ในรถ " โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถใหม่ " : ผู้แปล ) (http://www.matichon.co.th/online/2010/03/12680461671268046384.jpg)นอกจากเป็นสาเหตุให้เป็นมะเร็งแล้ว สารดังกล่าวยังเป็นพิษต่อกระดูก ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง และลดจำนวนเม็ดเลือดขาว ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้เป็นโรคลูคีเมีย และอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์มารดาได้ (http://www.matichon.co.th/online/2010/03/12680461671268046394.jpg)ระดับของสารเบนซีนที่ยอมรับได้ในอาคาร /ในรถ คือ 50 มิลลิกรัม ต่อ ตารางฟุต แต่ระดับของสารเบนซีนในรถที่จอดอยู่ในร่ม มีค่าอยู่ที่ 400 - 800 มิลลิกรัม หากรถจอดอยู่กลางแจ้งที่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 60 องศาฟาร์เรนไฮท์ (ประมาณ 15.5 องศาเซลเซียส) ( ในเมืองไทยจอดในร่มอุณหภูมิก็สูงเกินแล้ว : ผู้แปล ) ระดับของสารเบนซีนจะสูงขึ้นถึง 2000 - 4000 มิลลิกรัม คือสูงกว่าระดับที่ยอมรับได้ถึง 40 เท่า (http://www.matichon.co.th/online/2010/03/12680461671268046403.jpg)คนที่อยู่ในรถจะหายใจเอาสารพิษ ที่สูงเกินมาตรฐานดังกล่าวเข้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ไ ด้ ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า ให้คุณเปิดประตู หน้าต่างรถ ไว้สักระยะเพื่อให้อากาศที่อยู่ในตัวรถออกมาก่อนจะเข ้าไปนั่ง สารพิษที่ร่างกายคุณไม่สามารถขับออกได้โดยง่าย ซึ่งส่งผลร้ายต่อ ตับ ไต ไส้ พุง จะได้ลดปริมาณลง ที่สำคัญ ช่วยประหยัดน้ำมัน และรักษาคอมเพรสเซอร์แอร์ ให้ทำงานได้ยาวนานขึ้นด้วยจ้า -------------------------------------------- Please note and circulate... Do not turn on A/C immediately as soon as you enter the car! Please open the windows after you enter your car and do not turn ON the air-conditioning immediately. According to a research done, the car dashboard, sofa, air freshener emits Benzene, a Cancer causing toxin (carcinogen- take note of the heated plastic smell in your car). In addition to causing cancer, it poisons your bones, causes anemia, and reduces white blood cells. Prolonged exposure will cause Leukemia, increasing the risk of can cer may also cause miscarriage. Acceptable Benzene level indoors is 50 mg per sq. ft. A car parked indoors with the windows closed will contain 400-800 mg of Benzene. If parked outdoors under the sun at a temperature above 60 degrees F, the Benzene level goes up to 2000-4000 mg, 40 times the acceptable level... & the people inside the car will inevitably inhale an excess amount of the toxins. It is recommended that you open the window s and door to give time for the interior to air out before you enter. Benzene is a toxin that affects your kidney and liver, and is very difficult for your body to expel this toxic stuff. "When someone shares something of value with you and you benefit from it, you have a moral obligation to share it with others" หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 11, 2010, 02:46:07 PM ความเป็นมาของ วันสงกรานต์ (http://www.panyathai.or.th/wiki/images/Songkarn_1.jpg) (http://www.panyathai.or.th/wiki/images/Songkarn_19.jpg) (http://www.panyathai.or.th/wiki/images/Songkarn_18.jpg) ตามหลักแล้วเทศกาลสงกรานต์ถูกกำหนดตามการคำนวณโดยหลักเกณฑ์ในคัมภีร์สุริยยาตร์ โดยวันแรกของเทศกาลซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์ยกเข้าสู่ราศีเมษ (ย้ายจากราศีมีนไปราศีเมษ) เรียกว่า "วันมหาสงกรานต์" วันถัดมาเรียกว่า "วันเนา" และวันสุดท้ายซึ่งเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชและเริ่มใช้กาลโยคประจำปีใหม่ เรียกว่า "วันเถลิงศก" จากหลักการข้างต้นนี้ ทำให้ปัจจุบันเทศกาลสงกรานต์มักตรงกับวันที่ 14-16 เมษายน (ยกเว้นบางปี เช่น พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2555 ที่สงกรานต์กลับมาตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน) อย่างไรก็ตาม ปฏิทินไทยในขณะนี้กำหนดให้เทศกาลสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี และเป็นวันหยุดราชการ สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี (http://www.panyathai.or.th/wiki/images/Songkarn_8.jpg) พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น "Water Festival" เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นน้ำ (http://www.panyathai.or.th/wiki/images/Songkarn_2.jpg) การที่สังคมเปลี่ยนไป มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่เข้าสู่เมืองใหญ่ และถือวันสงกรานต์เป็นวัน "กลับบ้าน" ทำให้การจราจรคับคั่งในช่วงวันก่อนสงกรานต์ วันแรกของเทศกาล และวันสุดท้ายของเทศกาล เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง นับเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของสังคม นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ยังถูกใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งต่อคนไทย และต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 11, 2010, 02:50:18 PM :) คำทำนายเกี่ยวกับวันสงกรานต์ คำทำนายเกี่ยวกับสงกรานต์ (วิกิพีเดีย) ตามตำราพรหมชาติ ฉบับหลวง ได้ให้คำทำนายเกี่ยวกับวันสงกรานต์ไว้ดังนี้ วันมหาสงกรานต์ ถ้าปีใดวันมหาสงกรานต์เป็นวันอาทิตย์ ปีนั้นไร่นาเรือกสวน เผือกมัน มิสู้แพงแล ถ้าวันจันทร์เป็นวันมหาสงกรานต์ จะแพ้เสนาบดี ท้าวพระยาและนางพระยาทั้งหลาย ถ้าวันอังคารและวันเสาร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ จะเกิดอันตรายกลางเมือง จะเกิดเพลิงและโจรผู้ร้าย และจะเจ็บไข้นักแล ถ้าวันพุธเป็นวันมหาสงกรานต์ ว่าท้าวพระยาจะได้เครื่องบรรณาการมาแต่ต่างเมือง แต่จะแพ้ลูกอ่อนนักแล ถ้าวันพฤหัสบดีเป็นวันมหาสงกรานต์ จะแพ้ข้าไท พระสงฆ์ราชาคณะจะได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจกันแล ถ้าวันศุกร์เป็นวันมหาสงกรานต์ ข้าวน้ำ ลูกหมากรากไม้ทั้งหลายจะอุดม แต่จะแพ้เด็ก ฝนและพายุชุม จะเจ็บตากันมากนักแลฯ วันเนา ถ้าวันอาทิตย์เป็นวันเนา ข้าวจะตายฝอย จะได้ยินเสียงคนต่างภาษา ท้าวพระยาจะร้อนใจนักแล ถ้าวันจันทร์เป็นวันเนา เกลือจะแพง นางพระยาจะร้อนใจ มักจะเกิดความไข้ต่างๆ ถ้าวันอังคารเป็นวันเนา หมากพลู ข้าวปลาจะแพง จะแพ้อำมาตย์มนตรีทั้งปวง ถ้าวันพุธเป็นวันเนา ข้าวจะแพง คนทั้งหลายจะได้รับความทุกข์ร้อน แม่หม้ายจะพลัดที่อยู่ ถ้าวันพฤหัสบดีเป็นวันเนา ลูกไม้จะแพง ตระกูลทั้งหลายจะร้อนใจนักแล ถ้าวันศุกร์เป็นวันเนา ข้าวจะแพง แร้งกาจะตายห่า สัตว์ในป่าจะเกิดอันตราย ถ้าวันเสาร์เป็นวันเนา ข้าวปลาจะแพง จะเกิดเพลิงกลางใจเมือง ขุนนางจะต้องโทษ ข้าวจะตายฝอย น้ำจะน้อยกว่าทุกปี สมณชีพราหมณ์จะร้อนใจนัก ผักปลาจะแพงแลฯ วันเถลิงศก ถ้าวันอาทิตย์เป็นวันเถลิงศก พระมหากษัตริย์จะรุ่งเรืองด้วยพระเดชานุภาพ จะมีชัยชนะแก่ศัตรูทั่วทิศาทั้งปวงแล ถ้าวันจันทร์เป็นวันเถลิงศก พระราชเทวี และหมู่นางสนม ราชบริพาร จะประกอบไปด้วยสุขและสมบัติทั้งปวง ถ้าวันอังคารเป็นวันเถลิงศก อำมาตย์มนตรีทั้งปวงจะอยู่เย็นเป็นสุข แม้จะต่อยุทธ์ด้วยปัจจามิตร ณ ใดๆ ก็จะมีชัยชนะทุกเมื่อแล ถ้าวันพุธเป็นวันเถลิงศก ราชบัณฑิต ปุโรหิตโหราจารย์ จะมีสุขสำราญเป็นอันมาก ถ้าวันพฤหัสบดีเป็นวันเถลิงศก สมณะพราหมณาจารย์จะปฏิบัติชอบด้วยธรรมวินัยอันประเสริฐแล ถ้าวันศุกร์เป็นวันเถลิงศก พ่อค้าพานิชทั้งหลาย อันไปค้าขายในประเทศต่างๆ จะประกอบไปด้วยพัสดุเงินทอง และมีความสุขเป็นอันมากแล ถ้าวันเสาร์เป็นวันเถลิงศก หมู่ทแกล้วทหารทั้งปวง จะประกอบไปด้วยความสุข และวิชาการต่างๆ แม้จะกระทำยุทธ์ด้วยข้าศึก ณ ทิศใด ๆ ก็จะมีชัยชนะทุกเมื่อแลฯ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 12, 2010, 09:12:08 PM (http://www.siamdara.com/Picture_Girl/201004201970890.jpg)
ของว่างอย่างพวกคุกกี้มักจะทำด้วยน้ำตาลกลูโคส ฟรักโตส ทำให้สมองคิดว่าเรายังหิวอยู่ ผู้ผลิตใช้มันผสมเพื่อให้ขนมคงความชื้นและจับกันเป็น ก้อน... นักวิจัยเปิดเผยให้ทราบว่า เหตุที่คนเราไม่อาจกินขนมหรือคุกกี้เพียงแค่ชิ้นเดีย วได้ ต้องกินต่อไปจนหนำใจ ก็เพราะน้ำเชื่อมกลูโคสและฟรักโตส อันเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่ได้จากผลไม้และน้ำผึ้ง หนังสือพิมพ์รายวัน "เดอะ นิว ยอร์ก เดลี่ นิวส์" ที่นครนิวยอร์ก รายงานว่า นักวิจัยได้พบว่า ของว่างอย่างพวกคุกกี้มักจะทำด้วยน้ำตาลกลูโคส ฟรักโตส ทำให้สมองคิดว่าเรายังหิวอยู่ ผู้ผลิตใช้มันผสมเพื่อให้ขนมคงความชื้นและจับกันเป็น ก้อน แพทย์ที่ปรึกษาในด้านโรคของการกินเกิน ของวิทยาลัยอิมพีเรียล ลอนดอน หมอคาเรล เลอ รูกซ์ กล่าวว่า ฟรักโตสได้ไปรบกวนการส่งสารไปยังสมองเพื่อให้รู้ว่าอ ิ่มเสีย "เมื่อเรากินน้ำตาล ร่างกายของเราจะปล่อยอินซูลิน ซึ่งจะไปแจ้งสมองว่าเรากินพอแล้ว การมีปริมาณอินซูลินระดับสูง เป็นปัจจัยอันหนึ่งที่ทำให้หายหิวลง แต่น้ำตาลอย่างฟรักโตสไปทำให้อินซูลินปฏิบัติตัวต่าง กับที่ทำกับน้ำตาล ธรรมดา สมองจึงไม่ได้รับสารที่บอกว่าเราอิ่มแล้ว".[/b] หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 25, 2010, 09:50:10 AM วิธีหลีกเลี่ยงรังแค
ใครที่ไม่อยากให้ผมมีรังแค วันนี้เรามีวิธีหลีกเลี่ยงการเกิดของรังแคมาบอก (http://sgstb.msn.com/i/54/D6608AC0A3B63646527B4621B31C66.jpg) สระผมด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้หนังศีรษะไม่แห้งและลอกเป็นขุย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดรังแค ยังทำให้ผมดูนุ่มสลวย เงางามอีกต่างหาก หลีกเลี่ยงแสงแดดที่จัด เพราะแสงแดดตัวการสำคัญที่ทำลายเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้หนังศีรษะแห้ง เส้นผมชี้ฟู ขาดน้ำหนัก และไม่เงางาม นวดบำบัดขจัดรังแค ทุกครั้งที่สระผมควรนวดศีรษะเบา ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียดแล้ว ยังสามารถขจัดเซลล์หนังศีรษะที่ตายให้หลุดลอกได้ง่ายขึ้น เลือกยาสระผมให้เหมาะสม ควรใช้ยาสระผมที่ช่วยขจัดรังแคอย่างสม่ำเสมอ และควรล้างแชมพูให้สะอาดทุกครั้งหลังสระผม เพื่อขจัดสารเคมีที่ตกค้างบนหนังศีรษะ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของธาตุสังกะสี วิตามินบี ซี และอี อยู่เสมอ เพื่อใช้ในการบำรุงหนังศีรษะ ถ้าไม่อยากมีรังแค ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้. ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 08, 2010, 06:44:08 PM หัวเราะบำบัดสร้างสุขให้ครอบครัว/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 มิถุนายน 2553 08:54 น. (http://pics.manager.co.th/Images/553000008243401.JPEG) ปัจจุบันนี้การ หัวเราะบำบัด (Laugh Therapy) เป็นศาสตร์แขนงใหม่ในการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บที่นิยมใช ้กันอย่างแพร่หลายใน ประเทศอินเดีย ประเทศอังกฤษ และประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับเด็กๆ แล้วเสียงหัวเราะเป็นเหมือนเสียงสวรรค์ที่ผู้ใหญ่อยา กได้ยิน โดยเฉลี่ยแล้วเด็กๆ หัวเราะ มากกว่า 300 ครั้งต่อวัน ในขณะที่ผู้ใหญ่หัวเราะประมาณ 15 ครั้งต่อวัน ทั้ง นี้เพราะโลกของเด็กๆ สวยงาม น่ารัก ไร้เดียงสา ในขณะที่โลกของผู้ใหญ่นั้นเต็มไปด้วยปัญหาและความเคร ียด โรคภัยไข้เจ็บที่มีอยู่ในโลกปัจจุบัน มากกว่า 70% เกิดขึ้นจากความเครียด เช่นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ นอนไม่หลับ ปวดหัว (ไมเกรน) ภูมิแพ้ ความวิตกกังวลต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นการขาดเสียงหัวเราะในชิวิตส่งผลให้เป็นอันตรา ยต่อร่างกาย ชิวิต และจิตใจได้ ประโยชน์มากมายจากการหัวเราะ คือ • การหัวเราะช่วยลดความดันโลหิต • ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด • ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ • ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย • ช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอ็นโดฟินซึ่งเป็นสารแห่งความส ุข • เป็นยาแก้ปวดที่ร่างกายสร้างขึ้นโดยธรรมชาติ • ช่วยให้ปอดแข็งแรง • ช่วยให้หัวใจมีการสูบฉีดโลหิตที่ดี • ช่วยให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ • การหัวเราะสร้างเสน่ห์ • ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี • ช่วยเปิดสมองให้แจ่มใส (http://pics.manager.co.th/Images/553000008243402.JPEG) นอกจากนี้สำหรับเด็กแล้ว การที่เด็กได้ยิ้มและหัวเราะเป็นการช่วยเสริมสร้างพั ฒนาการทางด้านอารมณ์และ สังคมของเด็กได้ดีอีกวิธีหนึ่งด้วย คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้ลูกด้วยวิธีง ่ายๆ ดังนี้ 1. หอมพุง และเอาปากเป่าที่พุงลูก ทำเสียงแปลกๆ เด็กเล็กๆ จะชอบมาก ยิ่งถ้าเป็นเสียงผายลมเด็กๆ จะยิ่งหัวเราะคิกคัก 2. แกล้งจาม เด็กเล็กๆ ชอบฟังเสียงแปลกๆ แต่ไม่น่ากลัว ดังนั้นการแกล้งจามจึงเป็นวิธีหนึ่งที่เรียกเสียงหัว เราะของเด็กได้ 3. เล่นเกม "จ๊ะเอ๋" เป็นการเล่นที่ง่ายๆ และเด็กชอบมาก 4. ทำหน้าและท่าทางตลกๆ กับลูก เช่น ผลัดกันทำหน้าเหมือนกบ เลียนแบบท่าเดินของเป็ด ซึ่งการเล่นแบบนี้จะทำให้เด็กชอบและสนุกสนานมากทีเดี ยว 5. กระดกลิ้น เป่าปาก ประสานสายตามองเด็กๆ ด้วยความอ่อนโยน และยิ้มกับลูก 6. เอาของเล่นหรือตัวสัตว์วางที่หัว เมื่อเด็กๆ เริ่มให้ความสนใจแล้ว ทำท่าตลกๆ ทำเหมือนไม่รู้ว่าอะไรอยู่ที่หัว และในที่สุดพูดว่าอยู่นี่เอง 7. เต้นรำกับลูก เด็กบางคนชอบโยกตัวเต้นรำกับคุณพ่อคุณแม่ แต่ต้องระวังอย่าเขย่า หรือสั่นศรีษะลูกเพราะจะกระทบกระเทือนสมองได้ 8. เด็กบางคนชอบให้คุณพ่อ โยนแล้วรับ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ 9. เล่นเกมปูไต่หลังหรือจั๊กจี๊ เอวและเท้า เด็กๆ ส่วนใหญ่ชอบเล่นเกมนี้มาก แต่ต้องสังเกตความชอบของเด็กด้วย เด็กบางคนไวต่อการสัมผัส และอาจเกิดผลเสียได้ 10. จับเท้าเล็กๆ ของลูกแล้วแกล้งเอาเข้าปาก ทำเสียงตลกๆ ที่ไม่น่ากลัว ง่ำ ง่ำ ง่ำ ง่ำ จะเรียกเสียงหัวเราะของเด็กได้เช่นกัน 11. หากเป็นเด็กโต ที่รู้เรื่องแล้วอาจแกล้งพูดประโยคผิดๆ เช่น เอารองเท้ามาใส่นมให้แม่หน่อย หรือเอาก้อนหินมาใส่กะทะ เป็นต้น เด็กจะหัวเราะแล้วยิ้มพร้อมทั้งแก้ประโยคให้คุณพ่อคุ ณแม่ 12. แต่งตัวตลกๆ ให้ลูกเห็น เช่น เอารองเท้ามาใส่ที่มือ เอาถุงเท้าใส่ที่แขน เอากางเกงมาสวมที่ศีรษะ เป็นต้น เด็กจะรีบบอกทันทีว่า "ไม่ได้" แล้วหัวเราะคิกคัก เสียง หัวเราะของเด็กๆ เป็นเหมือนเสียงสวรรค์ที่สร้างความสุขให้กับทุกคนในค รอบครัว ทั้งยังเป็นเหมือนยาวิเศษที่ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อย อ่อนจากการทำงานของคุณ พ่อคุณแม่ให้หายไปในพริบตาอีกด้วย ดังนั้นวันนี้เรามาสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในครอ บครัวกันเถอะค่ะ [/b] หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 12, 2010, 10:24:09 PM ประโยชน์จากยอดผัก
(http://www.dailynews.co.th/content/images/1006/10/3/b300.jpg) ทราบหรือไม่ว่า ยอดผักที่รับประทานกันเป็นประจำ มีประโยชน์หลากหลาย วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาฝาก... - ผักบุ้ง ยอดผักบุ้งเป็นที่รวมของวิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 วิตามินซี และใยอาหาร บำรุงสายตา - ผักกระเฉด มีวิตามิน ทั้งธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี ที่สำคัญยังมีเบต้าแคโรทีน อาหารของผิวสวยรวมอยู่ด้วย - ชะอม อุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามินซี - ยอดกระถิน มีเบต้าแคโรทีน ที่ต่อต้านโรคมะเร็ง และผู้หญิงที่กำลังมีรอบเดือน ถ้ากินกระถินแล้วจะได้ธาตุเหล็กกลับไปสร้างเม็ดเลือด ได้อีก - ตำลึง อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินซี รู้อย่างนี้แล้ว หันมารับประทานยอดผักชนิดต่าง ๆ กันดีกว่าเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 16, 2010, 07:04:16 PM อิสราเอลทำมือถือเบาสุดในโลก ขายครั้งแรกที่อังกฤษ
(http://www.thairath.co.th/media/content/2010/07/16/96774/hr1667/630.jpg) เปิด ตัวมือถือน้ำหนักแค่ 43 กรัม กินเนสบุ๊กรับรองเป็นมือถือที่เบาที่สุดในโลก วางขายครั้งแรกในอังกฤษ หลายเสียงวิจารณ์ "เครื่องเบาแต่ราคาไม่เบา"... แหล่ง ข่าวในอังกฤษรายงานเมื่อวันที่ 16 ก.ค. ว่า บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในอิสราเอล เปิดตัวโทรศัพท์มือถือน้ำหนักเบาที่สุดในโลก "Modu" ด้วยน้ำหนักเพียง 43 กรัม ขนาด 72.1x 37.6 x 7.8 มม. โดยได้รับการรับรองจากกินเนสบุ๊ก ออฟ เวิลด์ เรคคอร์ด ให้เป็นโทรศัพท์มือถือที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก โทรศัพท์ รุ่นดังกล่าว สามารถเลือกฟังชั่นการทำงานได้โดยเลือกเป็นเพียงโทรศ ัพท์ หรือเพิ่มลูกเล่นเป็นกล้องถ่ายภาพ หรือเครื่องมือนับจำนวนก้าวเดิน เป็นต้น ภายในเครื่องมาพร้อมหน่วยความจำ 2GB หน้าจอ OLED ขนาด 1.3 นิ้ว มีบลูทูธ และ MP3 ซึ่งขณะนี้วางขายออนไลน์แล้ว ในเว็บไซต์ของ Purely Gadgets ตัวแทนค้าปลีกรายใหญ่ในอังกฤษ พร้อมเสริมโปรโมชั่นซิมการ์ดฟรี สำหรับ ราคาสนนอยู่ที่ 129.99 ปอนด์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 6,460 บาท ซึ่งหากอยากเพิ่มหน้ากาก สำหรับเสริมฟังก์ชั่นอื่น ๆ ต้องบวกอีกราว 30-50 ปอนด์ (1,490 - 2,485 บาท) จึงทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่า ราคาที่แพงเกินควร และไม่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับฟังก์ชั่นการทำงานที่ม ีอยู่ค่อนข้างจำกัด พร้อมกันนี้ Modu ยังทำการเปิดตัวพร้อมกับๆ Modu รุ่น T ซึ่งได้ชื่อว่าโทรศัพท์มือถือระบบหน้าจอสัมผัสที่เล็ กที่สุดในโลกอีกด้วย. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 21, 2010, 09:51:53 AM (http://www.junjaowka.com/img/gold.jpg)
GOLD คุณสมบัติของทองคำ มีความแวววาวอยู่เสมอ ทองคำไม่ทำปฏิกริยากับออกซิเจนดังนั้นเมื่อสัมผัสถูก อากาศสีของทองจะไม่หมองและไม่เกิดสนิม มีความอ่อนตัว ทองคำเป็นโลหะที่มีความอ่อนตัวมากที่สุด ด้วยทองเพียงประมาณ 2 บาท เราสามารถยืดออกเป็นเส้นลวดได้ยาวถึง 8 กิโลเมตร หรืออาจตีเป็นแผ่นบางได้ถึง 100 ตารางฟุต เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี ทองคำเป็นโลหะชนิดหนึ่งที่สามารถนำไฟฟ้าได้ดี สะท้อนความร้อนได้ดี ทองคำสามารถสะท้อนความร้อนได้ดี ได้มีการนำทองคำไปฉาบไว้ที่หน้ากากหมวกของนักบินอวกา ศเพื่อป้องกันรังสีอินฟราเรด หน่วยน้ำหนักของทองคำ กรัม : ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ ถือว่าเป็นหน่วยสากล ทรอยเอานซ์ : ใช้ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย โทลา : ใช้กันทางประเทศแถบตะวันออกกลาง อินเดีย ปากีสถาน ตำลึง : ใช้ในประเทศที่ใช้ภาษาจีน เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง บาท : ใช้ในประเทศไทย ชิ : ใช้ในประเทศเวียตนาม การแปลงน้ำหนักทองคำ ทองคำความบริสุทธิ์ 96.5% (มาตรฐานในประเทศไทย) ทองรูปพรรณ น้ำหนัก 1 บาท เท่ากับ 15.16 กรัม ทองคำแท่ง น้ำหนัก 1 บาท เท่ากับ 15.244 กรัม ทองคำความบริสุทธิ์ 99.99% ทองคำ 1 กิโลกรัม เท่ากับ 32.1508 ออนซ์ ทองคำ 1 ออนซ์ เท่ากับ 31.104 กรัม รายชื่อผู้ผลิตทองรูปพรรณ ที่ผลิตทองรูปพรรณได้มาตรฐานและได้รับรอง โดย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ประจำปี 2550 - 2552 ลำดับ ชื่อ ที่อยู่ ถนน แขวง เขต จังหวัด โทรศัพท์ 1 บริษัท ห้างขายทองจินฮั้วเฮง จำกัด 295-297 เยาวราช สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 224-0077 2 บริษัท ทอง โกลด์สมิท จำกัด 121/7-9 พาหุรัด วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 6236996 3 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองจิบฮุย 203 พาหุรัด วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 225-6511-3 4 บริษัท หลูชั่งเฮงเฮงฮวด จำกัด 106-108 จักรวรรดิ จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 221-5628 5 บริษัท ห้างค้าทอง หลูชั้งฮวด (2498) จำกัด 112-114 จักรวรรดิ จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 222-5582 6 ห้างหุ้นส่วน สามัญนิติบุคคล ชั่งเซ้ง 173 จักรวรรดิ จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 221-3322 7 บริษัท ชมพู ( บ้วนหลี ) จำกัด 54-56 จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 221-2557 8 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองเอ็งฮงฮวด 34 - 36 จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 222-2862 9 บริษัท จูเจียบเซ้ง จำกัด 10-14 จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 221-7521 10 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทอง คุณฮั้ว (หล่อ) 1/10-12 ตรีเพชร วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 224-8065 11 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เล่งหงษ์ 330 เยาวราช จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 224-5237 12 บริษัท ห้างทองซินเจี้ยเชียง จำกัด 121/2-3 พาหุรัด วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 623-9787 13 ห้างทองเพชรทองคำ 24-24/1 บ้านหม้อ วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 225-4915-6 14 บริษัท แต้จิบฮุย จำกัด 102-104 บ้านหม้อ วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 221-5428 15 บริษัท ซินคี่เชียงค้าส่ง จำกัด 143 บ้านหม้อ วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 222-4396 16 บริษัท ขายทองแต้จิ้งเส็ง พานิชย์ จำกัด 49 เจริญกรุง วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 221-7972 17 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองเอกเส็งเฮง 19/6-7 เจริญกรุง วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 221-4294 18 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองน่ำเชียง 85-87 เจริญกรุง วังบูรภาพิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 221-1202 19 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เลี่ยงเส็งเฮงพาณิชย์ 63-63/1 พาหุรัด วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 221-2544 20 บริษัท ประพันธ์ (กิมฮวด) จำกัด 97 พาหุรัด วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 623-8001-2 21 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองไท้เส็งเฮง 113 พาหุรัด วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 222-9499 22 บริษัท ห้างขายทองเลี่ยงเซ่งเฮง จำกัด 303 เยาวราช สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 224-8139 23 บริษัท ที.พี.เฮช (๒๐๐๔) จำกัด 316 เยาวราช สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 224-6691 24 ห้างหุ้นส่วนจำกัด จินชอง 83 เยาวราช จักวรรดิ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 222-5700 25 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างขายทองฮั่วเซ่งเฮง 401-407 เยาวราช สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 225-0202 26 บริษัท ค้าทองโซวเซ่งเฮง จำกัด 456 เยาวราช สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 222-9249 27 บริษัท ทอง 24 กะรัต จำกัด 245-247 เยาวราช สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 225-9457 28 บริษัท ห้างทอง ตั้งมุ่ยกวง จำกัด 255/1 เจริญกรุง บ้านบาตร ป้อมปราบ กรุงเทพฯ 02 225-5151 29 ห้างทองย่งฮะฮวดซุ่นกี่ 213-215 เจริญกรุง บ้านบาตร ป้อมปราบ กรุงเทพฯ 02 221-0335 30 ห้างทองโอ้วไจ้เซ้ง 254-256 เจริญกรุง สัมพันธ์วงศ์ สัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพฯ 02 223-0081 31 บริษัท ห้างทองลายกนก จำกัด 115/10-13 เจริญกรุง วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 222-5145 32 บริษัท ห้างทอง เจียบเซ่งเฮง จำกัด 56 ตรีเพชร วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 225-6520 33 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองพุดเซ้ง 294 ตีทอง วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 225-9750 34 บริษัท วิทเฮงหลี 2003 จำกัด 62 ตรีเพชร วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 225-5522 35 ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิ้นไถ่เฮง ( แม่ไฉน ) 412-414 วรจักร บ้านบาตร ป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ 02 223-1787 36 บริษัท บ้านช่างทอง จำกัด 855 มหาไชย วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 623-7991 37 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทองเล้งหงษ์ 151 จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 222-9745 38 บริษัท ห้างขายทองโง้วชั้งเซ้ง จำกัด 156 จักรวรรดิ จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 622-9572 39 ห้างทอง เจี้ยฮั้ว 97 เยาวราช สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 223-5354 40 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองก้วยเซ่งเฮง 65 บูรพา วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 226-1222 41 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองเคว่งหลี 85-87 บูรพา วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 221-0912 42 ห้างทอง อั้งเซ่งเฮง 400-402 บริพัตร สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 622-6330 43 ห้างทอง ลี้น่ำฮวด 47 เจริญกรุง วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 222-6900 44 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองบ้วนฮั่วล้ง 608 เจริญกรุง สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 2213452 45 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างค้าทองยู่หลงกิมกี่ 478-488 เจริญกรุง สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 222-1427 46 บริษัท ห้างขายทองทองใบเยาวราช ( 1988 ) จำกัด 374-378 เยาวราช จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 222-4623 47 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างขายทองโต๊ะกังเยาวราช 320 เยาวราช สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 223-5884-6 48 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตั้งโต๊ะกัง 345 วาณิช1 จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 224-2422 49 คณะบุคคล ห้างทอง ทองไพโรจน์ ชัยภูมิ 657 จักรเพชร วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 226-1885 50 บริษัท เจ.ที.เอช. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 2-4 ตรีเพชร วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 623-8754-6 51 ห้างหุ้นส่วนจำกัด แกรนด์ ดี เอส 252 จรัญสนิทวงศ์ อรุณอมรินทร์ บางกอกน้อย กรุงเทพฯ 02 884-5220-1 52 บริษัท เจริญช่างทอง จำกัด 166-168 เจริญกรุง สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 225-5095 53 บริษัท เอี่ยเส็งเฮง (วงเวียนใหญ่) จำกัด 55-57 อินทรพิทักษ์ บางยี่เรือ ธนบุรี กรุงเทพฯ 02 465-8112 54 บริษัท ห้างทองเตียฉ่งเฮง จำกัด 24/8 เจริญกรุง วังบูรพา พระนคร กรุงเทพฯ 02 222-7217 55 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เล่งหงษ์เยาวราช ( 2529 ) 318-328 เยาวราช จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 224-5345 56 บริษัท ห้างขายทองทองใบเยาวราช (สี่แยกวัดตึก) จำกัด 152-154-94 เยาวราช จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 221-3776 57 บริษัท ไฟน์โกลด์ จำกัด 107 พาหุรัด วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 224-9812 58 บริษัท สยามโกลด์แกลอรี่ จำกัด 310 เยาวราช จักรวรรดิ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 622-5303 59 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองย่งใช้ฮวด 4 เยาวราช วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 623-6900 60 บริษัท ห้างทองตั้งเฮงล้ง จำกัด 91 เจริญกรุง วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 02 622-2337 61 บริษัท ทองเปียเซ้ง จำกัด 210 เจริญกรุง สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 222-4366 62 ห้างทองไล่ฮี่เซ้ง 340-342 บริพัตร บ้านบาตร ป้อมปราบ กรุงเทพฯ 02 222-5315 63 บริษัท ทองเล่งหงษ์กรุ๊ป จำกัด 47 เยาวราช สัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 02 221-5111 64 บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด(มหาชน) 333 บางนา-ตราด บางนา บางนา กรุงเทพฯ 02 361-3311 65 บริษัท จิบเฮง สี่กั๊ก จำกัด 1/19/2002 เจริญกรุง วังบูรพา พระนคร กรุงเทพฯ 02 222-9544 66 บริษัท ห้างขายทองนำเกียเฮง จำกัด 59 เจริญกรุง วังบูรพา พระนคร กรุงเทพฯ 02 221-4055 67 บริษัท ห้างทองหยงเตียน จำกัด 7/1 ธรรมนูญวิถี หาดใหญ่ หาดใหญ่ สงขลา 074 355-559 68 ห้างทองตุ้นเฮงหลี 27/1 พระราม 6 ทับเที่ยง เมือง ตรัง 075 222-711 69 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองทองสวย 600/24-25 หน้าเมือง ในเมือง เมือง ขอนแก่น 043 320-758-9 70 บริษัท ไดนามิค ดี-พลัส จำกัด 25-25/1 กลางเมือง เมืองเก่า เมือง ขอนแก่น 043 270-976 71 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างเพชรทองกอบกุล 405/14-15 อภิบาลบัญชา ในเมือง เมือง นครพนม 042 520-783 หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 21, 2010, 10:25:33 AM (http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/225/225/images/morpheus.JPG)
คนเรานั้นเมื่อหลับนอนอาจจะมีนิมิต (ฝัน) มาปรากฏในฝันไปในเรื่องต่างๆ อาจจะมีทั้งให้คุณและเกิดโทษจริงบ้างไม่จริงบ้าง อาจจะมีทั้งให้คุณและเกิดโทษจริงบ้างไม่จริงบ้าง นิมิตบอกโชคลาภบ้าง บอกลางร้ายให้รู้ล่วงหน้าก็มี ต้นเหตุของความฝัน (เพราะเหตุใดคนเราถึงฝัน) 4 ประการ 1.บุรพนิมิต ความฝันเกิดจากเรื่องราวในอดีตมาปรากฏให้คนนั้นฝันไป มักเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริงมาปรากฏบอกลางหรือ โชคลาภ 2.จิตนิวรณ์ ความฝันเกิดเพราะมีอารมณ์จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความฝันอย่างนี้เป็นเพราะอารมณ์จิตใจของผู้ฝันได้ผูก พันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่อย่างมากตลอดเวลา เมื่อหลับไปก็เกิดความฝันในสิ่งนั้น ในเรื่องนั้น ที่ผู้ฝันฝักใฝ่อยู่ หรือได้พบเห็นแล้วจดจำโดยไม่มีวันลืม 3.เทพสังหรณ์ ความฝันเกิด ขึ้นเพราะเทวดาบันดาล ความฝันเช่นนี้เป็นเพราะเทวดาผู้ปกปักรักษาคุ้มครองธ รรมะได้ดลบันดาลให้ผู้ฝันเกิดความฝันไป เพื่อสำแดงแจ้งเหตุการณ์ล่วงหน้า โดยเฉพาะเรื่องมงคล แต่ถ้าเป็นฝันร้ายเรื่องร้ายก็เป็นเหมือนการตักเตือน ผู้ฝันให้ระวังภัยและป้องกัน 4.ธาตุโขภะ ความฝันเกิดเพราะกินมาก นอนมาก จนท้องไส้อืด ท้องขึ้นท้องเฟ้อ ธาตุไม่ย่อย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เวลานอนหลับไม่สนิทจึงฝันไปไ ร้สาระไม่มีมูลความจริง หรือให้ประโยชน์แต่อย่างใด หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 21, 2010, 10:28:19 AM ฝันวันอาทิตย์
ท่านฝันคืนวันอาทิตย์ ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่คนทั้งหลาย (คนอื่นๆ) ฝันวันจันทร์ ท่านฝันคืนวันจันทร์ ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่วงศ์ญาติของท่าน ฝันวันอังคาร ท่านฝันคืนวันอังคาร ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่ พ่อแม่พี่น้องของท่านเอง ฝันวันพุธ ท่านฝันคืนวันพุธ ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่ บุตรและภรรยาหรือสามีของท่าน ฝันวันพฤหัสบดี ท่านฝันคืนวันพฤหัสบดี ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่ ครู อาจารย์ และมิตรสหายของท่าน ฝันวันศุกร์ ท่านฝันคืนวันศุกร์ ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่ สัตว์เลี้ยงของท่าน ฝันวันเสาร์ ท่านฝันคืนวันเสาร์ ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่ ตัวท่านเอง หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 21, 2010, 10:29:43 AM พระนันทาจารย์ ปราชญ์องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา ผู้แต่งคัมภีร์สารัตถะสังคหะ และเป็นผู้ยืนยันว่า พระอรหันต์ไม่ฝันด้วยเหตุผลดังว่านั้น ได้ระบุมูลเหตุของความฝันไว้ เป็นข้อคิดอยู่ 4 ประการ คือ
ความฝัน เกิดจากธาตุกำเริบ กล่าวคือร่างกายไม่ปกติครั้นหลับลงจึงฝันไปในรูปต่าง ๆ ความฝันเกิดจากดวงจิตที่ฝังพะวง หรือพัวพันอยู่กับสิ่งหนึ่งก่อนหน้าจะหลับ จึงเก็บเอาสิ่งหนึ่งก่อนหน้าจะหลับ จึงเก็บเอาสิ่งนั้นมาฝัน เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของเทวดา เพราะเทวดาต้องการให้โทษหรือให้คุณ ฝันโดยเป็นบุรุพนิมิต คือบอกให้รู้ล่วงหน้าว่าจะมีเหตุดีหรือร้ายอย่างหนึ่ งอย่างใดขึ้น คัมภีร์อธิบายเรื่องฝันของพระนันทาจารย์เล่มนี้ ครั้งหนึ่งได้เคยใช้เป็นหลักสูตร ของตำราทางพระพุทธศาสนาแต่ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสได้ทรงยกเลิกและใช้เรื่องอื่นแท น อย่างไรก็ตาม ความฝันก็เป็นเรื่องที่บรรดานักปราชญ์หลายชาติได้ให้ ข้อคิดเห็นไว้ต่างๆ นาๆ และไม่ถึงกับจะลงความเห็นว่า ความฝันเป็นเรื่องไร้สาระไปเสียทีเดียวนัก เพราะนักปราชญ์บางคนก็ถึงกับลงทุนค้นคว้า ถึงสมุฏฐาน หรือที่มาของความฝันกันอย่างเคร่งครัด โดยถือเอาว่า ความฝันเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งของคนเรา ที่จะจ้องศึกษาไว้ จนถึงกับทำเป็นตำรา หรือวิชาความฝันออกมาด้วยกันหลายเล่ม เป็นตำราที่เขียนขึ้นโดยนักปราชญ์ หรือนักจิตวิทยาหลายชนิด และดูเหมือนว่าวิชาเรื่องความฝันนี้ จะเป็นตำราที่เก่าแก่กว่าวิชาอื่นๆ ทั้งหลายในโลกก็ว่าได้ นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งกล่าวว่า “วิชาความฝันนั้น เป็นวิชาเก่าเท่ากับตัวโลกเอง” คำกล่าวเช่นนี้ ไม่ผิดนัก เพราะนักปราชญ์หลายคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ความฝันเป็นสิ่งที่มนุษย์รู้จัก และเริ่มสนใจมาตั้งแต่โบราณกาล และสืบทอดความสนใจในการค้นคว้า มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ซึ่งแทบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีวิชาใด ที่จะมีผู้ค้นคว้าหาความรู้กันมาก เท่ากับวิชาความฝันนี้ เพราะตามบันทึกของ ศาสตร์จารย์ซิกมันต์ ฟรอยด์ นักปราชญ์ชาวออสเตรียนผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นทั้งนักจิตวิทยา และแพทย ์ได้ใช้เวลาในการค้นคว้าหาความจริงในเรื่องความฝันนี ้ โดยใช้การรวบรวมเรื่องควมฝันนี้เรื่องเดียวว่า มีหนังสือวิชาความฝันนี้ถึง 700 กว่าเล่ม เป็นภาษาต่างๆ ซึ่งมีภาษาเยอรมัน,ฝรั่งเศส, อังกฤษ, อิตาเลียน,สเปน,ลาติน,รัสเซีย, และฯลฯ และดูเหมือนว่า เยอรมันจะมีหนังสือประเภทนี้ออกมามากที่สุด รองลงไปก็คือ ฝรั่งเศส หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 03, 2010, 09:11:14 PM (http://img.kapook.com/image/icon/221163_4087640.gif) อย.เตือน ล้างคอนแทคเลนส์ในตา อาจติดเชื้อได้ (http://img.kapook.com/image/health/eye_3.jpg) เลขา อย. ออกโรงเตือน วัยรุ่น หยอดน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ในดวงตา อาจเกิดอาการติดเชื้อได้ นายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ( อย. ) เตือนวัยรุ่นที่นิยมใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ หยอดตาทำความสะอาด ขณะใช้งานคอนเทคเลนส์อยู่ในดวงตา ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นในขณะนี้ เนื่องจากเห็นว่าสะดวก รวดเร็ว ว่าไม่ควรกระทำ เพราะแม้น้ำยาจะไม่ทำอันตรายต่อดวงตา แต่สิ่งสกปรกที่หมักหมมอยู่ในดวงตาของผู้ใช้ ก็ไม่ได้ถูกล้างออก ทั้งยังทำให้เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ ทางที่ดีควรจะถอดมาล้างตามปกติ จึงจะปลอดภัยกว่า อย่างไรก็ดี สำหรับอีก 1 วิธี คือ การนำน้ำเกลือมาล้างดวงตา ก็จะได้ผลเช่นเดียวกัน ถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายต่อดวงตา แต่ก็ไม่สามารถที่จะล้างสิ่งสกปรกออกได้เช่นกัน (http://img.kapook.com/image/icon/221163_4087640.gif) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 13, 2010, 09:04:20 PM วิธีใช้พัดลมแบบประหยัดพลังงาน
(http://www.dailynews.co.th/content/images/1008/05/p260.jpg) บ้านไหนที่อยากใช้พัดลมแบบประหยัดพลังงาน วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีมาแนะนำ - ควรใช้พัดลมตั้งพื้นหรือตั้งโต๊ะแทนพัดลมติดเพดานเพร าะจะกินไฟน้อยกว่าพัดลมติดเพดานประมาณครึ่งหนึ่ง - อย่าเปิดพัดลมทิ้งไว้เมื่อไม่มีคนอยู่ - เมื่อเลิกใช้แล้วควรปิดพัดลมและถอดปลั๊กออก - ปรับระดับความเร็วลมพอสมควร - เลือกขนาดให้เหมาะสมกับการใช้งาน - ควรเปิดหน้าต่างใช้ลมธรรมชาติแทนถ้าทำได้ เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้พัดลมแบบประหยัดพลังงานได้แล้ว หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 13, 2010, 09:06:48 PM (http://www.junjaowka.com/webboard/images/smilies/junjaowka-1052.gif) วิธีป้องกันคราบสีเหลืองบนปกเสื้อ
(http://www.dailynews.co.th/content/images/1007/21/3/p260.jpg) ใครที่ไม่อยากให้เสื้อตัวโปรดเกิดคราบสีเหลืองที่ปกเ สื้อ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีป้องกันคราบสีเหลืองนั้ นมาฝาก โดยใช้แป้งแบบผงที่ใช้โรยตัวเด็ก นำมาทาก่อนที่จะใส่เสื้อตัวนั้น เพราะว่าคราบสกปรกต่าง ๆ เกิดจากเหงื่อไคลและน้ำมันที่อยู่ บนผิวหนังของคน คราบสกปรกพวกนี้จะซึมเข้าไปเกาะอยู่ในเนื้อผ้าที่สวม ใส่ นอกจากนั้นก็รวมถึงพวก ขี้ฝุ่นและผงต่าง ๆ ที่อยู่ในอากาศอีกด้วย ฉะนั้น ถ้าโรยแป้งลงไปดักเอาไว้ก่อนที่ สิ่งสกปรกพวกนี้จะมาเกาะบนเนื้อผ้า สิ่งสกปรกต่าง ๆ จะมาเกาะอยู่ที่แป้งทั้งหมด และเมื่อนำไปซัก แป้งเด็กนั้น จะมีคุณสมบัติพิเศษที่ละลายง่ายเมื่อโดนน้ำ ดังนั้นคราบสกปรกที่ติดอยู่ที่แป้ง จึงละลายออกไปได้ง่าย เพียงเท่านี้คราบสีเหลืองก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 03, 2010, 09:06:27 AM superbrain
อ่านมาแล้วน่าสนจัยเลยเอามาฝากค่ะ http://homeopathyplus.com./poor-memory-can-be-improved-by-one-simple-exercise/ (http://homeopathyplus.com./poor-memory-can-be-improved-by-one-simple-exercise/) ลองเข้าไปฟังดูน๋ะค้ะ ;) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 23, 2010, 10:07:29 AM พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/b/b4/KingRama5.jpg/246px-KingRama5.jpg) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระพุทธเจ้าหลวง ทรงเป็นที่ 5 แห่ง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เสวยราชสมบัติ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง (พ.ศ. 2411) รวมสิริดำรงราชสมบัติ 42 ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสาร์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2453) ด้วยโรคพระวักกะ รวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา พระองค์ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร ให้ร่มเย็นเป็นสุข ทรงโปรดการเสด็จประพาสต้น เพื่อให้ได้ทรงทราบถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎร ทรงสนพระทัยในวิชาความรู้ และวิทยาการแขนงต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และนำมาใช้บริหารประเทศให้ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พระองค์จึงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า สมเด็จพระปิยมหาราช และมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/5/59/Logo05.gif/220px-Logo05.gif)(http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/4/41/Rama_V.jpg/220px-Rama_V.jpg)(http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/2/25/Centenary_of_the_Demise_of_King_Rama_V_%28King_Chulalongkorn%29.jpg/180px-Centenary_of_the_Demise_of_King_Rama_V_%28King_Chulalongkorn%29.jpg) ครองราชย์ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 ระยะครองราชย์ 42 ปี ก่อนหน้า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถัดไป พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดประจำ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ข้อมูลส่วนพระองค์ พระราชสมภพ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 วันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู สวรรคต 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 รวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา พระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชมารดา สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระมเหสี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ราชชนนีพันปีหลวง พระราชโอรส/ธิดา 77 พระองค์ พระราชนิพนธ์ ทรงมีพระราชนิพนธ์ ทั้งหมด 10 เรื่อง ไกลบ้าน เงาะป่า นิทราชาคริต อาบูหะซัน พระราชพิธีสิบสองเดือน กาพย์เห่เรือ คำเจรจาละครเรื่องอิเหนา ตำรากับข้าวฝรั่ง พระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี โคลงบรรยายภาพรามเกียรติ์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 23, 2010, 10:25:10 AM (http://img239.imageshack.us/img239/989/scan7ks.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 23, 2010, 10:32:57 AM คาถาบูชาสมเด็จพระปิยมหาราช (ที่5) (จุดธูป ๙ ดอก) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ พระสยามมินทร์โธ วะโรอิติ พุทธะ สังมิ อิติอะระหัง สะหัสสะกายัง วะรัง พุทโธ นะโมพุทธายะ (http://i493.photobucket.com/albums/rr298/bluemoon054/PIC00045.jpg) (http://www.magic-machine.com/shop/3/3d/img-lib/spd_20060411165549_b.jpg) (http://www.thaisecondhand.com/view/productpic/09/06/p7604373n1.jpg?8f045437e19fc89548d5fd506c2f2be3) (http://www.tanaval.com/images/products/10112.jpg)(http://www.pramool.com/classified/attach/L03523-0.jpg)(http://www.tanaval.com/images/products/10112.jpg) (http://www.tanaval.com/images/products/10111.jpg)(http://www.tanaval.com/images/products/10111.jpg)(http://www.tanaval.com/images/products/10111.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 23, 2010, 10:52:06 AM (http://www.photoontour9.com/image_wallpaper/52/king_rama5_10.jpg) (http://www.photoontour9.com/image_wallpaper/52/king_rama5_06.jpg) (http://www.photoontour9.com/image_wallpaper/52/king_rama5_01.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 23, 2010, 11:00:50 AM (http://photoontour.com/Images/OP_Special%20Photos/23OCT/Part1/OCT128OP.JPG)(http://photoontour.com/Images/OP_Special%20Photos/23OCT/Part1/OCT116OP.JPG)(http://photoontour.com/Images/OP_Special%20Photos/23OCT/Part1/OCT117OP.JPG)(http://photoontour.com/Images/OP_Special%20Photos/23OCT/Part1/OCT118OP.JPG)(http://photoontour.com/Images/OP_Special%20Photos/23OCT/Part1/OCT119OP.JPG)(http://photoontour.com/Images/OP_Special%20Photos/23OCT/Part1/OCT120OP.JPG)(http://photoontour.com/Images/OP_Special%20Photos/23OCT/Part1/OCT121OP.JPG)(http://photoontour.com/Images/OP_Special%20Photos/23OCT/Part1/oct122op.jpg)(http://photoontour.com/Images/OP_Special%20Photos/23OCT/Part1/oct124op.jpg)(http://photoontour.com/Images/OP_Special%20Photos/23OCT/Part1/OCT125OP.JPG)(http://photoontour.com/Images/OP_Special%20Photos/23OCT/Part1/OCT129OP.JPG)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 20, 2010, 10:23:25 PM (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/9/91/Loi_krathong_rafts_Ban_Khung_Taphao.jpg/220px-Loi_krathong_rafts_Ban_Khung_Taphao.jpg) วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา "มักจะ" ตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไปในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตบแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาพระแม่คงคาด้วย เดิมเชื่อกันว่าประเพณีลอยกระทงเริ่มมีมาแต่สมัยสุโขทัย ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง โดยมีนางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เป็นผู้ประดิษฐ์กระทงขึ้นครั้งแรก โดยแต่เดิมเรียกว่าพิธีจองเปรียง ที่ลอยเทียนประทีป และนางนพมาศได้นำดอกโคทม ซึ่งเป็นดอกบัวที่บานเฉพาะวันเพ็ญเดือนสิบสองมาใช้ใส่เทียนประทีป แต่ปัจจุบันมีหลักฐานว่าไม่น่าจะเก่ากว่าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยอ้างอิงหลักฐานจากภาพจิตรกรรมการสร้างกระทงแบบต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ปัจจุบันวันลอยกระทงเป็นเทศกาลที่สำคัญของไทย ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเที่ยวปีละมากๆ ทั้งนี้ในช่วงเวลาดังกล่าวมักจะเป็นช่วงต้นฤดูหนาว และมีอากาศดี ในวันลอยกระทง ยังนิยมจัดประกวดนางงาม เรียกว่า "นางนพมาศ" (http://hilight.kapook.com/img_cms2/other/12_6.jpg) (http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/poonsak/loykratong/picture/kt1.gif) (http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/poonsak/loykratong/picture/kt1.gif) (http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/poonsak/loykratong/picture/kt1.gif) (http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/poonsak/loykratong/picture/kt1.gif) (http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/poonsak/loykratong/picture/kt1.gif) (http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/poonsak/loykratong/picture/kt1.gif) (http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/poonsak/loykratong/picture/kt1.gif) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 16, 2010, 02:30:36 PM ขาลไป –กระต่ายมา...เรื่องน่ารู้รับ "ปี
(http://pics.manager.co.th/Images/553000018568001.JPEG) แม้ปี 2553 จะเป็นปีขาลปีแห่งเสือร้าย ที่มาพร้อมกับความสูญเสียของเราหลายต่อหลายเรื่องแต่ อุทกภัยปลายปีที่ผ่านมา ก็ได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสทำให้เราได้เห็นความสามัคคีแ ละ “น้ำใจ”ของคนไทยด้วยกันที่ท่วมท้นกว่ากระแสน้ำหลั่งไ หลไปยังทั่วทุกภาคของ ประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นนิมิตหมายอันดีของปีกระต่ายที่กำลังมาใ นปีพ.ศ. 2554 และเพื่อให้ได้รู้จักกับกระต่ายหรือ “เถาะ” อัน เป็นปีที่ 4 ของรอบปีนักษัตร (ชวด ฉลู ขาล เถาะ ฯลฯ) ดียิ่งขึ้น กรมส่งเสริมวัฒนธรรมกระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับกระต่ายมาเล่าสู่กั นฟัง ดังต่อไปนี้ “กระต่าย”สัตว์ หน้าตาน่ารัก น่าเอ็นดู ซึ่งเป็นที่นิยมเลี้ยงไว้ดูเล่นโดยทั่วไปนี้ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ประเภทสัตว์เลือดอุ่น มีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของกระต่ายคือมีฟันหน้าบนถึง 4 ซี่ที่เห็นได้ชัด กระต่ายถือกำเนิดมาในโลกเมื่อ 50 ล้านปีมาแล้วบริเวณทวีปเอเชียและอเมริกาเหนือ กระต่ายที่พบเห็นทั่วโลก จะมีอยู่ด้วยกัน 58 ชนิด จัดอยู่ในวงศ์กระต่ายธรรมดา(Leporidae) 44 ชนิด และวงศ์กระต่ายหูสั้น(Ochotonidae)อีก 14 ชนิด กระต่ายธรรมดาจะมีขาหลังที่ยาว ทำให้วิ่งได้เร็ว ใบหูยาวหมุนไปมาได้ และมีหางสั้น ส่วนกระต่ายหูสั้นจะมีขาทั้งคู่หน้าและคู่หลังสั้นพอ ๆกัน ใบหูจะสั้นเป็นมนกลม และจะไม่เห็นหางจากภายนอก นอกจากนี้ในวงศ์กระต่ายธรรมดายังแบ่งออกเป็นกระต่ายเ ลี้ยง (Rabbit)ซึ่งชอบอยู่กันเป็นฝูง และกระต่ายป่า (Hare)ที่ชอบอยู่โดดเดี่ยว กระต่ายอยู่ในสภาพแวดล้อมได้หลายแบบทั้งเขตร้อนและหน าว อาหารของมันได้แก่หญ้า พืชล้มลุก รากไม้ เปลือกไม้ เป็นต้น กระต่ายมีนิสัยอย่างหนึ่งที่แปลกคือ มันชอบกินขี้ของมันเอง โดยมันจะถ่ายเป็นมูลอ่อนที่มีวุ้นเคลือบออกมาในตอนกล างคืน เมื่อบักเตรีในมูลอ่อนทำปฏิกิริยากับอากาศก็จะสร้างว ิตามินบางชนิดที่จำเป็น ต่อสุขภาพกระต่ายขึ้นมา พอตอนเช้ามันก็จะกินมูลอ่อนนี้เข้าไป เพราะถ้ามันไม่กิน มันก็จะตายภายในเวลาไม่นาน โดยทั่วไปกระต่ายจะมีอายุประมาณ 10 ปี มันเป็นสัตว์ที่แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วมาก ดังนั้น นอกจากจะเลี้ยงไว้ขายเพื่อดูเล่นแล้ว ยังมีผู้เลี้ยงกระต่ายเพื่อเอาเนื้อและขนไปขายอีกด้ว ย ซึ่งสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันได้แก่ พันธุ์เท็ดดี้แบร์ มินิล็อป อังโกล่าล็อป นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ดวาร์ฟ ไลออนด์เฮด และเจอรี่วู๊ดดี้ เป็นต้น (http://pics.manager.co.th/Images/553000018568002.JPEG) จากกระต่ายจริงมาสู่นิทานเกี่ยวกับกระต่ายที่คนส่วนใ หญ่รู้จักกันดี นั่นคือ นิทานอีสปเรื่อง “เต่ากับกระต่าย”ที่กล่าวถึงกระต่ายตัวหนึ่งได้ท้าวิ ่งแข่งกับเต่า ด้วยคิดว่าเต่านั้นคลานต้วมเตี้ยมไม่มีวันชนะตนได้แน ่ ดังนั้น เมื่อถึงวันวิ่งแข่ง กระต่ายที่วิ่งนำไปก่อน จึงเกิดความชะล่าใจ หยุดพักผ่อนนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ โดยคิดว่ากว่าเจ้าเต่าจะมาถึง มันก็สามารถวิ่งนำไปได้อีก แต่เอาเข้าจริง เจ้ากระต่ายจอมประมาท ก็นอนเพลิน จนเต่าน้อยสามารถคลานไปถึงเส้นชัยก่อนจนได้ เรื่องนี้จบด้วยคติสอนใจที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” อันสะท้อนให้เห็นว่า หากคนเรามีความมานะพยายามแล้ว สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ย่อมเป็นไปได้ เช่นเดียวกับเต่าที่สามารถชนะกระต่าย นิทานชาดกอีกเรื่องที่เราได้เรียนกันมาแต่เล็กๆคือเร ื่อง “กระต่ายตื่นตูม” ที่พูดถึงสมัยพระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์อาศัยอยู่ใ นป่าใหญ่แห่งหนึ่ง กาลครั้งนั้นมีกระต่ายตัวหนึ่งอาศัยอยู่ใต้ต้นตาลใกล ้ต้นมะตูม วันหนึ่งเจ้ากระต่ายออกไปเที่ยวหากินจนอิ่ม จึงมานอนพักอยู่ในใต้ต้นตาลดังกล่าว ขณะที่มันกำลังนอนเพลินๆนั้นเอง ผลมะตูมสุกได้หล่นลงไปถูกใบตาลแห้งเสียงดังสนั่นหวั่ นไหว เจ้ากระต่ายตกใจคิดว่าเป็นเสียงแผ่นดินถล่ม มันจึงร้องสุดเสียงว่า “แผ่นดินถล่มแล้วๆ”พร้อมกระโดดวิ่งหนีไปสุดชีวิต โดยไม่ได้เหลียวหลังมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น สัตว์อื่นๆเมื่อเห็นมันวิ่งหนี และได้ทราบจากมันว่าเกิดแผ่นดินถล่ม ก็วิ่งเตลิดไปตามๆกัน จนเกือบจะตกหน้าผาสูงชันโดยไม่รู้ตัว ดีแต่ว่าสัตว์ทั้งหลายได้วิ่งไปเจอราชสีห์เสียก่อน ราชสีห์จึงถามถึงสาเหตุ เมื่อทราบว่ามาจากกระต่ายตัวแรกที่วิ่งหนีมา จึงพากันไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ แล้วก็พบความจริงว่าเกิดจากผลมะตูมที่หล่นลงมา ราชสีห์จึงกลับมาบอกความจริงแก่สัตว์ทั้งหลาย ทำให้พวกมันหายตื่นกลัว นิทานเรื่องนี้จบลงด้วยคำสอนที่ว่า “ก่อนจะเชื่อใคร ควรจะพิจารณาตรวจสอบความเป็นจริงให้รอบคอบเสียก่อน” นอกจากกระต่ายในนิทานแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่เราคุ้นเคยมาแต่เด็ก ก็คือ (http://pics.manager.co.th/Images/553000018568003.GIF) “กระต่ายในดวงจันทร์” ซึ่งแท้จริงแล้ว เป็นหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่บนดวงจันทร์ ซึ่งน่าแปลกที่ว่าไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่จินตนา การเห็นหลุมอุกกาบาตที่ ว่าเป็นรูปกระต่าย แต่ยังมีอีกหลายชาติที่มองเห็นเป็นรูปกระต่ายเหมือนก ัน เช่น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น เป็นต้น จนต่างก็มีตำนานเล่าถึงเรื่องดังกล่าวต่างๆกันไป แม้แต่ไทยเราเองก็เช่นกัน เช่น บางแห่งก็เล่าว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าได้หลงทางอยู่กลางป่า ต้องอดอาหาร มาพบกระต่ายตัวหนึ่งที่ได้ถวายตัวเป็นอาหารแด่พระพุท ธเจ้าโดยกระโดดเข้ากอง ไฟ แต่พระพุทธองค์ได้แสดงบุญญาภินิหารช่วยชีวิตกระต่ายข ึ้นจากไฟ แล้วนำกระต่ายไปไว้บนดวงจันทร์ อีกเรื่องหนึ่งก็เล่าว่า ครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นกระต่าย ได้ยอมพลีร่างกายเป็นอาหารแก่สัตว์ที่กำลังอดอยากหิว โหย อีกเรื่องหนึ่งก็ว่า พระโพธิสัตว์กระต่ายได้ทรงสละเนื้อตัวเองแก่พระอินทร ์ที่แปลงร่างเป็น พราหมณ์มาขอบริจาคทาน พระอินทร์จึงได้วาดรูปกระต่ายลงบนดวงจันทร์เพื่อให้ท ุกคนได้มองเห็น และรำลึกถึงคุณความดี ตลอดจนความเสียสละตนของกระต่าย ตามตำราพรหมชาติ ฉบับหลวง กล่าวถึงคนเกิดเถาะว่า เป็นพวกธาตุไม้ พระพุธเป็นปาก การเจรจาจึงเป็นที่ชอบใจของผู้ใหญ่ พระศุกร์เป็นใจ ทำให้มักโกรธง่าย แต่กล้าหาญ ชอบอาสาเจ้านาย พระจันทร์เป็นที่นั่ง จึงทำให้ใฝ่ใจในกามารมณ์ พระพฤหัสบดีและพระเสาร์เป็นมือ ส่งผลให้ทำการงานเรียบร้อย รักสวยรักงาม เจ้าระเบียบ พระอาทิตย์กับพระอังคารเป็นเท้า จึงชอบท่องเที่ยวเดินทางไกล เพื่อแสวงหาความรู้และประสบการณ์ ส่วนตำราจีนก็ว่าผู้ที่เกิดปีนี้ชอบมีมิตรสหาย ชอบสังคม มีความสุขเมื่ออยู่กับเพื่อน โดยธาตุแท้เป็นคนยอมจำนนง่าย ไม่ชอบดิ้นรน ไม่ชอบการเผชิญหน้าที่รุนแรง แต่หากเจออันตราย ก็สามารถแสดงความกล้าหาญได้อย่างเหลือเชื่อ เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน และมีวิจารณญาณในการมองนิสัยคนได้อย่างยอดเยี่ยม ในปัจจุบันมีคนนิยมไปไหว้พระธาตุเจดีย์ประจำปีเกิดตา มจังหวัดต่างๆมากขึ้นพอๆกับการไหว้พระเก้าวัด (http://pics.manager.co.th/Images/553000018568004.JPEG) ซึ่งพระธาตุประจำปีเกิดของคนปีกระต่าย คือพระธาตุแช่แห้ง อยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดน่าน ตามพงศาวดารเมืองน่านได้กล่าวว่า เจ้านครน่านได้อัญเชิญสารีริกธาตุจากกรุงสุโขท ัยมาประดิษฐานไว้ที่ดอย ภูเพียงแช่แห้งโดยมีตำนานเล่าว่า ในสมัยพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับสรงน้ำที่ ริมฝั่งแม่น้ำน่านที่ บ้านห้วยไค้และได้เสวยผลสมอแห้ง ที่พระยามลราชนำมาถวาย แต่ผลสมอนั้นแห้งมาก จึงทรงนำผลสมอไปแช่น้ำก่อนเสวย พร้อมทรงพยากรณ์ไว้ว่า ต่อไปที่นี่จะมีสารีริกธาตุมาประดิษฐาน จึงได้เรียกพระสถูปที่ประดิษฐานสารีริกธาตุแห่ งนี้ว่า “พระธาตุแช่แห้ง" ซึ่งเรื่องพระธาตุเจดีย์ประจำปีเกิดนี้เป็นคติความเช ื่อดั้งเดิมของ ชาวล้านนา ที่เชื่อว่าก่อนที่วิญญาณใดจะมาปฏิสนธิในครรภ์ของผู้ เป็นมารดา วิญญาณนั้นจะต้องลงมาพักที่เจดีย์แห่งใดแห่งหนึ่งก่อ น โดยมีสัตว์ประจำนักษัตรพามาพักไว้ และเมื่อได้เวลาดวงวิญญาณก็จะเคลื่อนออกจากพระเจดีย์ ไปสถิตอยู่บนกระหม่อม ของผู้เป็นบิดาเป็นเวลา7 วัน ก่อนจะเคลื่อนเข้าสู่ท้องของมารดาต่อไป และเมื่อเสียชีวิต ดวงวิญญาณนั้นก็จะกลับมาพักที่เจดีย์นั้นๆตามเดิม ด้วยเหตุนี้ ทางล้านนาจึงเชื่อว่า บุคคลที่เกิดปีนักษัตรใดก็ตาม สมควรที่จะหาโอกาสไปกราบไหว้พระธาตุเจดีย์ประจำปีเกิ ดอย่างน้อยครั้งหนึ่งใน ชีวิต เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นอานิสงส์ให้อายุยืน ตายแล้วย่อมไม่ไปสู่ทุคติภพแน่นอน นอกเหนือไปจากความเชื่อข้างต้นแล้ว ยังมีการนำรูป “กระต่าย”ไปเป็นตราสัญลักษณ์ของสิ่งต่างๆอีกด้วย เช่น นายฮิวจ์ เฮฟเนอร์ ผู้ก่อตั้งนิตยสารเพลย์บอย ได้ใช้รูปกระต่ายสวมชุดทักซิโดเป็นโลโก้ของหนังสือฉบ ับนี้ โดยต้องการสื่อความหมายถึงความเซ็กซี่ ซุกซน และสนุกสนานตามสไตล์หนุ่มเจ้าสำราญ ซึ่งชุดดังกล่าวจะมีผ้าผูกคอ ที่ผูกเป็นโบสั้นๆ มีสองชายอย่างที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Bow tieแต่ไทยเราเรียกว่า “โบหูกระต่าย” ด้วยในประเทศไทยมีจังหวัดที่ใช้กระต่ายเป็นสัญลักษณ์ ได้แก่ จังหวัดจันทบุรีใช้รูปกระต่ายในดวงจันทร์ เป็นเครื่องหมายประจำเมือง ส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชมีเครื่องหมายประจำจังหวัดเ ป็นรูปพระธาตุเปล่ง รัศมี ล้อมรอบด้วยสิบสองนักษัตร ซึ่งแทน 12 เมืองขึ้นของนครศรีธรรมราชใน สมัยโบราณ เช่น ใช้ปีชวด-หนู แทนเมืองสายบุรี ปีฉลู-วัว แทนเมืองปัตตานี ปีขาล-เสือ แทนเมืองกะลันตัน และปีเถาะ-กระต่ายแทนเมืองประหังเป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นๆที่ใช้กระต ่ายเป็น สัญลักษณ์อีก เช่นยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบิน ของบริษัทห้างยาไทย 1942 จำกัด อันเป็นยาพวกแก้ท้องเสีย ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้องที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีมา ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ของเราจนถึงปัจจุบัน และที่โด่งดังไม่แพ้กันแต่เป็นอดีตไปแล้วก็คือ บเสียงและแผ่นเสียงตรากระต่าย ของนายต.เง็กชวน ธันวารชร ซึ่งได้ใช้รูปกระต่าย(อันปีเกิดของเขา) ยืนอยู่บนแผ่นเสียงเป็นเครื่องหมาย สำหรับ “กระต่ายขูดมะพร้าว”ซึ่งเคยเป็นอุปกรณ์คู่ครัวมาแต่โ บราณ ใช้ในการขูดมะพร้าวที่ยังไม่ได้กะเทาะออกจากกะลาเพื่ อทำอาหาร ปัจจุบันเราแทบจะไม่ได้เห็นกันแล้ว เพราะสาวยุคใหม่สามารถหาซื้อกระทิบรรจุกล่องได้ แต่กระนั้นก็เชื่อว่าหลายคนคงจะหวนหากระต่ายขูดมะพร้ าวอีกครั้ง เมื่อได้ชมหนังเรื่อง “แม่เบี้ย”ที่มีมะหมี่ นภคปภา นาคประสิทธิ์ทำท่าเซ็กซี่ขูดมะพร้าวยั่วพระเอกในเรื่ องเมื่อหลายปีก่อน สำนวน ภาษิตและคำพังเพยเกี่ยวกับกระต่ายก็มีอยู่หลายสำนวนไ ด้แก่ กระต่ายตื่นตูมใช้เปรียบเทียบกับคนที่แสดงอาการตื่นต กใจง่าย โดยไม่ทันสำรวจให้ถ่องแท้เสียก่อน /กระต่ายสามขาหมายถึง การยืนกรานไม่ยอมรับ บางแห่งก็ใช้กระต่ายขาเดียว /กระต่ายหมายจันทร์หมายถึง ผู้ชายที่หมายปองหญิงสาวที่มีฐานะดีกว่าตน /ยิงกระต่ายหมายถึง การจอดรถเพื่อแวะไปปัสสาวะข้างทาง(ใช้กับผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิงมักใช้คำว่าไปเก็บดอกไม้) /หนวดเต่าเขากระต่ายหมายถึง ของดีของวิเศษที่หาได้ยากหรือหาไม่ได้เลย /กระต่ายแก่แม่ปลาช่อนหมายถึงคนที่เต็มไปด้วยมายาเล่ห ์เหลี่ยม ภายหลังคำนี้ได้เพี้ยนไปเป็น “ไก่แก่แม่ปลาช่อน”ที่หมายถึงหญิงค่อนข้างมีอายุที่ม ีมารยา เล่ห์เหลี่ยมและมีจริตกิริยาจัดจ้าน ส่วนคนดังหรือบุคคลสำคัญที่เกิดปีกระต่าย ได้แก่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เกิดเมื่อปี พ.ศ.2422 เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการวิท ยาศาสตร์และมีผลงาน มากกว่า 300 ชิ้น เขาได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ เมื่อปีพ.ศ.2464 และแม้เขาจะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจไปตั้งแต่ปีพ.ศ. 2498 แต่ในปีพ.ศ.2542 นิตยสารไทม์ได้ยกย่องให้เขาเป็น “บุรุษแห่งศตวรรษ”ปัจจุบันคำว่า “ไอน์สไตน์”เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็น“ อัจฉริยะ” ในประเทศไทยมีศิลปินแห่งชาติที่เกิดปีเถาะหรือกระต่า ย จำนวน 10 คน ได้แก่ ดร.สุเมธ ชุมสายณ อยุธยา(ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัย) นายวิเชียร คำเจริญหรือครูลพ บุรีรัตน์ (ด้านนักแต่งเพลงลูกทุ่ง) ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์(ด้านดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) นางผ่องศรี วรนุช(ด้านนักร้องลูกทุ่ง) นายสำราญ เกิดผล(ด้านดนตรีไทย) นางเจริญใจ สุนทรวาทิน(ด้านคีตศิลป์) นายถวัลย์ ดัชนี(ด้านจิตรกรรม) นายอาจินต์ ปัญจพรรค์(ด้านวรรณศิลป์)นายสมเศียร พานทองหรือชาย เมืองสิงห์ (ด้านนักร้อง-นักแต่งเพลงลูกทุ่ง) และศาสตราจารย์กิตติคุณเดชา บุญค้ำ(ด้านภูมิสถาปัตยกรรม) และที่พิเศษคือ ศาสตราจารย์ (พิเศษ)ประกิต บัวบุศย์ศิลปินแห่งชาติ (ด้านจิตรกรรม)ที่แม้จะมิได้เกิดปีกระต่าย แต่ในปีเถาะนี้ท่านจะมีอายุครบ 100 ปีในวันที่ 5 เมษายน 2554 และสุดท้ายบุคคลที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยที่ทรงพระ ราชสมภพในปีเถาะ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดใน ประวัติศาสตร์ชาติไทย และยาวนานที่สุดในโลก นับตั้งแต่ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชา วสยาม”ที่แสดงถึงพระราช ปณิธานอันแน่วแน่ที่มีต่ออาณาประชาราษฎร์ใต้ร่มพระบร มโพธิสมภารแล้ว นับแต่นั้นมา ประชาชนชาวไทยก็ได้เห็นพระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพร ะวิริยะอุตสาหะในการ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่มาโดยตลอดพระชนม์ชีพ พระอัจฉริยภาพในหลายๆด้านไม่ว่าจะเป็นด้านชลประทาน การเกษตร สิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งด้านศิลปวัฒนธรรมล้วนเป็นที่ประจักษ์แก่ชา วไทยและชาวต่างประเทศ นอกจากนี้โครงการในพระราชดำรินับพันโครงการก็ยังผลให ้ราษฎรของพระองค์อยู่ดี กินดียิ่งขึ้น ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระช นมพรรษาครบ 84 พรรษาในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 อันตรงกับปีนักษัตรพระราชสมภพนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล ่าได้น้อมจิตอธิษฐาน ตั้งใจปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามรอยเบื้องพระยุคลบาทเพื่อให้บ้านเมืองข องเรากลับมาปกติสุข และเป็นผืนแผ่นดินที่ให้ความร่มเย็นแก่ลูกหลานของเรา สืบต่อไปในอนาคต เรียบเรียงโดย ทัศชล เทพกำปนาท กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 01, 2011, 02:55:23 PM (http://media1.th.88db.com/DB88UploadFiles/2010/12/12/1356BA0F-EE5A-4A89-A7C0-6A696CF2C701.jpg) สวัสดีปีใหม่ค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 01, 2011, 07:54:12 PM 25 ธันวาคม วันคริสต์มาส
25 ธันวาคม วันคริสต์มาส (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/shutterstock_63792481.jpg) ตำนานวันคริสต์มาส คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas เทศกาล Christmas หรือ X’Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งวันที่ 25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ โดยพระองค์ประสูติที่เมืองเบ็ธเลเฮ็มและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/shutterstock_57146287.jpg) ด้านนักประวัติศาสตร์ก็มีความเห็นที่ต่างออกไปโดยได้วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลก และเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งบุตรชาย คือ "พระเยซู" ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเอง ดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก และมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญ แก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟ และต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม องค์ประกอบในงานคริสต์มาส ซานตาครอส (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/christmas7.jpg) เป็นสิ่งแรกๆ ที่คนจะนึกถึงในฐานะสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส ซึ่งว่ากันว่าซานตาคลอสคนแรก คือ นักบุญ (เซนต์) นิโคลัส ผู้เป็นสังฆราชแห่งเมืองไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 และเหตุที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาครอสคนแรก มาจากวันหนึ่งที่ท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง แล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี นักบุญนิโคลัส นั้นเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็กๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคม เอาไว้ ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ ชื่อนักบุญนิโคลัสก็เปลี่ยนเป็น ซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราชก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนและใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นยานพาหนะที่มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเขา ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย อาทิ ความปิติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง ถุงเท้า (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/christmas6.jpg) จากที่นักบุญนิโคลัสได้ปีนขึ้นไปบนปล่องไฟของบ้านเด็กหญิงยากจน เพื่อที่จะมอบเหรียญเงินให้เป็นของขวัญ แต่เหรียญนั้นกลับตกไปอยู่ในถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้หน้าเตาผิง พอรุ่งเช้าเด็กหญิงตื่นมาเจอเหรียญเงินในถุงเท้าจึงดีใจมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ผู้คนมากมายต่างพากันแขวนถุงเท้าคริสต์มาสไว้ เพื่อหวังจะได้รับของขวัญเช่นเดียวกันบ้าง ต้นคริสต์มาส (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/christmas5.jpg) นอกจากนี้อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือ ต้นคริสต์มาส ซึ่งต้นคริสต์มาสก็คือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยลูกแอปเปิ้ลและขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท และก็ได้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยจนมาถึงการประดับด้วยดวงไฟหลากสีสัน ขนม และของขวัญ อย่างในทุกวันนี้ การตกแต่งแบบนี้ต้องย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ที่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก และอีกเหตุผลที่ใช้ต้นสนก็เพราะว่ามันหาง่าย ในสมัยโบราณนั้นต้นคริสต์มาส หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด และรวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาส ต้นฮอลลี่ (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/christmas1.jpg) ต้นฮอลลี่ เป็นต้นไม้พุ่มเตี้ย และเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส เชื่อกันว่า สีเขียวของต้นฮอลลี่มีความหมายถึง การมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ และมีความสัมพันธ์กับพระเยซู โดยผลสีแดงของต้นฮอลลี่นั้นหมายถึงหยดเลือดของพระเยซูที่ไหลลงบนไม้กางเขน ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความรักที่มีต่อพระเจ้า ใบไม้ที่มีหนามของต้นฮอลลี่เป็นสิ่งที่เตือนพวกเราถึงมงกุฏหนามที่พวกชาวทหารโรมันได้นำมาวางไว้บนศีรษะของพระเยซูคริสต์ ดอกไม้คริสต์มาส หรือ Poinsettia (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/christmas11.jpg) ตำนานของดอก Poinsettia ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวันคริสต์มาส มาจากเรื่องราวของเด็กหญิงจนๆ คนหนึ่ง ที่ต้องการหาของขวัญไปมอบให้พระแม่มารีในวันคริสต์มาสอีฟ แต่เนื่องจากเธอไม่มีสิ่งของใดๆ ติดตัว จึงเดินทางไปตัวเปล่า และระหว่างทางเธอได้พบกับนางฟ้าที่บอกให้เธอเก็บเมล็ดพืชไว้ ต่อมาเมล็ดพืชนั้นกลับเจริญเติบโตเปลี่ยนเป็นดอกไม้สีเลือดหมูสดใส ซึ่งก็คือดอก Poinsettia ตั้งแต่นั้นดอก Poinsettia ก็ได้รับความนิยมใช้ประดับประดาบ้านในงานคริสต์มาส ดอกคริสต์มาส Christmas Rose มีต้นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ ลักษณะเป็นดอกสีขาว และมักออกดอกในช่วงฤดูหนาว ตำนานของดอกคริสต์มาสนี้มีอยู่ว่า ในช่วงที่พระเยซูประสูติ มีผู้รอบรู้ 3 คน กับคนเลี้ยงแกะเดินทางมาพบพระเยซู ระหว่างทางพวกเขาพบกับ มาเดลอน เด็กหญิงที่เลี้ยงแกะคนหนึ่ง เมื่อเธอทราบว่าทั้งหมดเดินทางมาเพื่อมอบของขวัญให้พระเยซู มาเดลอนก็เสียใจที่ไม่มีของขวัญใดไปมอบให้พระเยซูบ้าง ก่อนที่นางฟ้าที่เฝ้ามองเธออยู่จะเกิดความเห็นใจจึงร่ายมนตร์เสกดอกไม้สีขาวน่ารักและมีสีชมพูอยู่ตรงปลายกลีบให้เธอ และดอกไม้นั้นคือ ดอกคริสต์มาสนั่นเอง เพลงวันคริสต์มาส เพลงคริสต์มาสเริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 แต่งโดยพระสงฆ์และฆราวาส มีเนื้อร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่ เพลงคริสตมาสแบบใหม่นี้ เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน เพราะมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดีในโอกาสคริสต์มาส เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน เพลงคริสต์มาสที่นิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night ความเป็นมาของเพลงนี้มาจากวันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ.1818 คุณพ่อโจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr) เจ้าอาวาสวัดที่โอเบิร์นดอฟ (Oberndorf) ประเทศออสเตรีย ได้ข่าวว่าออร์แกนในวัดเสีย ทำให้วงขับร้องไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ จึงมีการแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่ นำไปให้เพื่อนชื่อ ฟรานซ์ กรูเบอร์ (Franz Gruber) ใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั่นเอง และเล่นเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยมีการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/christmas8.jpg) สีประจำวันคริสต์มาสสีที่เกี่ยวข้องในวันคริสต์มาสประกอบด้วย สีแดง : เป็นสีของผลฮอลลี่ หรือซานตาครอส เป็นสีของเดือนธันวาคม ที่แสดงถึงความตื่นเต้น และหากเป็นสัญลักษณ์ตามศาสนา สีแดงจะหมายถึง ไฟ, เลือด และความโอบอ้อมอารี สีเขียว : เป็นสีของต้นไม้ สัญลักษณ์ของธรรมชาตื หมายถึงความอ่อนเยาว์และความหวังที่จะมีชีวิตเป็นนิรันดร์ เปรียบได้กับว่าเทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งความหวัง สีขาว : เป็นสีของหิมะ และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา คือแสงสว่าง ความบริสุทธิ์ ความสุข และความรุ่งเรือง สีขาวนี้จะปรากฎบนเสื้อคลุมนางฟ้า, เคราและชายเสื้อของซานตาครอส สีทอง : เป็นสีของเทียนและดวงดาว เป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์และความสว่างไสว การทำมิสซาเที่ยงคืน การถวายมิสซานี้เกิดขึ้นหลังจากพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) ในปีนั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ เมื่อไปถึงตรงกับเวลาเที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้น เมื่อเดินทางกลับมาที่พักได้เวลาตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ยังมีสัตบุรุษหลายคนไม่ได้ร่วมขบวนไปด้วยในตอนแรก พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ในโอกาสวันคริสต์มาส เทียนและพวงมาลัย พวงมาลัยนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่คนสมัยก่อนใช้หมายถึงชัยชนะ แต่สำหรับการแขวนพวงมาลัยในวันคริสต์มาสนั้น หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์ตามแผนการณ์ของพระเป็นเจ้า ซึ่งธรรมเนียมนี้ เกิดจากกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในประเทศเยอรมันได้เอากิ่งไม้มาประกอบเป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้น ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเพื่อเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัวจะจุดเทียนหนึ่งเล่ม สวดภาวนา และร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกันเป็นเวลา 4 อาทิตย์ก่อนถึงวันคริสต์มาส ประเพณีเป็นที่นิยมอยางมากในประเทศอเมริกา ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยนำเทียน 1 เล่มนั้นมาจุดไว้ตรงกลางพวงมาลัยสีเขียว และนำไปแขวนไว้ที่หน้าต่าง เพื่อเป็นการเตือนให้คนที่เดินผ่านไปมาได้รู้ว่าใกล้ถึงวันคริสต์มาสแล้ว ส่วนเหตุผลที่พวงมาลัยมีสีเขียวนั้น เป็นเพราะมีการเชื่อกันว่าสีเขียวจะช่วยป้องกันบ้านเรือนจากพวกพลังอันชั่ว ร้ายได้ ระฆังวันคริสต์มาส เสียงระฆังในวันคริสต์มาสคือการเฉลิมฉลองให้กับการประสูติของพระพุทธเจ้า โดยมีตำนานเล่าว่า มีการตีระฆังช่วงก่อนเวลาเที่ยงคืนของวันคริสต์มาสเพื่อลดพลังความมืด และบ่งบอกถึงความตายของปีศาจ ก่อนที่พระเยซูผู้ที่จะมาช่วยไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น และระฆังนี้มีเสียงดังกังวาลนานนับชั่วโมง ก่อนที่ในเวลาเที่ยงคืนเสียงระฆังนี้จะกลับกลายมาเป็นเสียงแห่งความสุข ดาว (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/christmas9.jpg) เครื่องประดับและแอปเปิ้ล(http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/christmas5_1.jpg) ในบางแห่งเชื่อว่า ลำต้นของแอปเปิ้ล มองดูคล้ายกับต้นไม้ในสรวงสวรรค์ จึงมีการนำเอาแอปเปิ้ลมาประดับตามต้นไม้ในวันคริสต์มาส ส่วนเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่ตกแต่งต้นคริสต์มาสนั้นเป็นงานศิลปะที่จำลองจากผลไม้ และที่มีสีสันสดใสนั้นเพื่อให้เกิดความรื่นเริงในบ้าน อีกทั้งแสงระยิบระยับที่สะท้อนไปมา ยังดูสวยงามคล้ายแสงเทียนและแสงไฟ ของขวัญวันคริสต์มาส (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/christmas2.jpg) การแลกเปลี่ยนของขวัญในวันคริสต์มาสนั้น เริ่มต้นจากเมือง Saturnalia ในช่วงยุคโรมัน ต่อมาชาวคริสต์รับประเพณีนี้เข้ามา ด้วยความเชื่อว่า การให้ของขวัญนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับของขวัญประเภททอง, ยางสนที่มีกลิ่นหอม และ ยางไม้หอม ซึ่งพวกนักเวทย์จากตะวันออกที่เดินทางมาคารวะพระเยซูคริสต์ นำมาให้ตอนที่ท่านประสูติ ทั้งหมดนั้นก็คือการเฉลิมฉลองให้กับพระเยซู ที่เกิดมาเพื่อชำระบาปให้แก่ชาวคริสต์ทั้งหลาย และเป็นเทศกาลที่นำความสุข สนุกสนาน มาสู่หมู่มวลมนุษย์ ขอขอบคุณข้อมูลจาก - wikipedia.org - ru.ac.th - educatepark.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 01, 2011, 08:02:14 PM (http://i.kapook.com/tripplep/29-11-53/crismas1.jpg) (http://i.kapook.com/tripplep/29-11-53/crismas2.jpg) (http://i.kapook.com/tripplep/29-11-53/crismas3.jpg) (http://i.kapook.com/tripplep/29-11-53/crismas4.jpg) (http://i.kapook.com/tripplep/29-11-53/crismas5.jpg) (http://i.kapook.com/tripplep/29-11-53/crismas6.jpg) (http://i.kapook.com/tripplep/29-11-53/crismas7.jpg) (http://i.kapook.com/tripplep/29-11-53/crismas8.jpg) (http://i.kapook.com/tripplep/29-11-53/crismas9.jpg) (http://i.kapook.com/tripplep/29-11-53/crismas10.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 01, 2011, 08:18:41 PM เพลงวันปีใหม่ (เพลงพรปีใหม่ เพลงพระราชนิพนธ์ในหลวง) ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูอดุลยเดช คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์ ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี โปรดประทานพรโดยปรานี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่ ผองชาวไทยจงสวัสดี ตลอดปีจงมีสุขใจ ตลอดไปนับแต่บัดนี้ ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ สวัสดีวันปีใหม่เทอญ (http://www.dollsthailand.com/images/9-1390.jpg) เพลงพรปีใหม่ สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์ ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี โปรดประทานพรโดยปรานี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่ ผองชาวไทยจงสวัสดี ตลอดปีจงมีสุขใจ ตลอดไปนับแต่บัดนี้ ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ สวัสดีวันปีใหม่เทอญ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 01, 2011, 08:30:59 PM (http://www.dollsthailand.com/images/1-1150-19.jpg) ประวัติความเป็นมา วันปีใหม่ความหมายของ วันขึ้นปีใหม่ ความหมายของวันขึ้นปีใหม่ ตามพจนานุกรม ฉบับราชตบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า " ปี" ไว้ดังนี้ ปี หมายถึง เวลา ชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน : เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ ประวัติความเป็นมา วันปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนียเริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทิน โดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือนก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก 4 ปี ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไข อีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้นจนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อ โยซิเยนิส มาปรับปรุง ให้ปีหนึ่งมี 365 วัน ในทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน เมื่อเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันในทุก ๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน และในวันที่ 21 มีนาคมตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตรงทิศตะวันตกเป๋ง วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมง เท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March) แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้น พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วันจากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (เฉพาะในปี 2125 นี้) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่า ปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่ไทย ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์ ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ 1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ 2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา 3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก 4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่ 1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ 2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร 3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่ วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขัวญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศัย (http://www.dollsthailand.com/images/13-1400-24.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 18, 2011, 02:55:16 PM ในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ 16 มกราคมของทุกๆ ปี เป็น วันครู และการจัดงานวันครู ได้มีขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 และให้ดำเนินเรื่อยมาทุกปี นับตั้งแต่บัดนั้นมา โดยจัดให้มี วันครู ขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ
ครู หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอน ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ (http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/variety/02_16.jpg) ความสำคัญของครู ในชีวิตของคนเราถือว่า บิดามารดา เป็นผู้มีพระคุณอันสูงสุด เพราะท่านเป็นผู้ให้ชีวิต ให้ความรัก ให้ความเมตตา มีความห่วงใย และเสียสละเพื่อลูก นอกจาก บิดามารดา แล้ว ก็มีครูเป็นผู้มีพระคุณคล้าย บิดามารดา คือ เป็นผู้อบรมสั่งสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ รวมทั้งให้ความรัก ความเมตตาต่อศิษย์ทุกคน นับได้ว่าครูเป็นผู้เสียสละที่ไม่แพ้บุพการี ครูจึงนับเป็นปูชนียบุคคลที่มีความสำคัญอย่างมาก ในการให้การศึกษาเรียนรู้ ทั้งในด้านวิชาการ และประสบการณ์ ตลอดเป็นผู้มีความเสียสละ ดูแลเอาใจใส่ สั่งสอนอบรมให้เด็กได้พบกับแสงสว่างแห่งปัญญา อันเป็นหนทางแห่งการประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเอง รวมทั้งนำพาสังคมประเทศชาติ ก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ฉะนั้นวันที่ 6 ตุลาคม จึงได้เป็นวันครูสากล เพื่อคนที่เป็นครูทั่วโลกที่เสียสละนำพาเราทุก ๆคน ไปถึงฝั่งฝันนั่นเอง ประวัติความเป็นมา วันครู ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ.2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภา เป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกัน ก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครู และครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้ และความสามัคคีของครู ทุกปีคุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา เป็นผู้ตอบข้อสงสัย สถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา พ.ศ.2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป.พิบูล สงคราม นายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า "ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่า วันครู ควรมีสักวันหนนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพสักการะต่อวันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง" จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่นๆ ที่ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ให้มีวันครูเพี่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพจารย์ ส่งเสริมความสามัคคีธรรมระหว่างครูและพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน คณะมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2499 ให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็น วันครู โดยถือเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2488 เป็น วันครู และให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าว งานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2500 ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงาน ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญ คือ หนังประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุ บทสวดเคารพครู (สวดนำ) ปาเจราจริยาโหนฺติ (รับพร้อมกัน) คุณุตฺตรานุสาสกา ปญฺญาวุฑฺฒิกเร เต เต ทินฺโนวาเท นมามิหํ สวดทำนองสรภัญญะ) (สวดนำ) อนึ่งข้าคำนับน้อม (รับพร้อมกัน) ต่อพระครูผู้การุณย์ โอบเอื้อและเจือจุน อนุศาสน์ทุกสิ่งสรรพ์ ยัง บ ทราบก็ได้ทราบ ทั้งบุญบาปทุกสิ่งอัน ชี้แจงและแบ่งปัน ขยายอรรถให้ชัดเจน จิตมากด้วยเมตตา และกรุณา บ เอียงเอน เหมือนท่านมาแกล้งเกณฑ์ ให้ฉลาดและแหลมคม ขจัดเขลาบรรเทาโม หะจิตมืดที่งุนงม กังขา ณ อารมณ์ ก็สว่างกระจ่างใจ คุณส่วนนี้ควรนับ ถือว่าเลิศ ณ แดนไตร ควรนึกและตรึกใน จิตน้อมนิยมชม (กราบ) (http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/variety/03_14.jpg) ประเทศที่มี วันครู เป็นวันหยุด - แอลเบเนีย วันครูตรงกับวันที่ 7 มีนาคม - จีน วันครูตรงกับวันที่ 10 กันยายน - สาธารณรัฐเช็ก วันครูตรงกับวันที่ 28 มีนาคม - อิหร่าน วันครูตรงกับวันที่ 2 พฤษภาคม - ละตินอเมริกา วันครูตรงกับวันที่ 11 กันยายน - โปแลนด์ วันครูตรงกับวันที่ 14 ตุลาคม - รัสเซีย วันครูตรงกับวันที่ 5 ตุลาคม - สิงคโปร์ วันครูตรงกับวันที่ 1 กันยายน - สโลวีเนีย วันครูตรงกับวันที่ 28 มีนาคม - เกาหลีใต้ วันครูตรงกับวันที่ 15 พฤษภาคม - ไต้หวัน วันครูตรงกับวันที่ 28 กันยายน - ไทย วันครูตรงกับวันที่ 16 มกราคม - สหรัฐอเมริกา วันอังคารในสัปดาห์แรกที่เต็ม 7 วันในเดือนพฤษภาคม - เวียดนาม วันครูตรงกับวันที่ 20 พฤศจิกายน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 18, 2011, 03:02:58 PM (http://image.konmun.com/images/72516PlantsPics_reply_73021.jpg) ดอกมะเขือ เป็นดอกที่โน้มต่ำลงมาเสมอ ไม่ได้เป็นดอกที่ชูขึ้น คนโบราณจึงกำหนดให้เป็นดอกไม้สำหรับไหว้ครู ไม่ว่าจะเป็นครูดนตรี ครูมวย ครูสอนหนังสือ ก็ให้ใช้ดอกมะเขือนี้ เพื่อศิษย์จะได้อ่อนน้อมถ่อมตนพร้อมที่จะเรียนวิชาความรู้ต่างๆ นอกจากนี้มะเขือยังมีเมล็ดมาก ไปงอกงามได้ง่ายในทุกที่ (http://image.konmun.com/images/9194916_6_2.jpg) หญ้าแพรก เป็นหญ้าที่เจริญงอกงาม แพร่กระจายพันธ์ ไปได้อย่างรวดเร็วมาก หญ้าแพรกดอกมะเขือจึงมีความหมายซ่อนเร้นอยู่ คนโบราณจึงถือเอาเป็นเคล็ดว่า ถ้าใช้หญ้าแพรกดอกมะเขือไหว้ครูแล้ว สติปัญญาของเด็กจะเจริญงอกงามเหมือนหญ้าแพรกและ ดอกมะเขือนั่นเอง (http://image.konmun.com/images/7154224.jpg) ดอกเข็ม เพราะดอกเข็มนั้นมีปลายแหลม สติปัญญาจะได้แหลมคมเหมือนดอกเข็ม และก็อาจเป็นได้ว่า เกสรดอกเข็มมีรสหวาน การใช้ดอกเข็มไหว้ครู วิชาความรู้จะให้ประโยชน์กับชีวิต ทำให้ชีวิตมีความสดชื่น (http://image.konmun.com/images/77826his_25.jpg) ข้าวตอก เป็นสัญลักษณ์ของความมีระเบียบวินัย แม้ว่าโดยธรรมชาติแล้วคนเรามักจะมีความซุกซน ความเกียจคร้าน เป็นสมบัติมากบ้าง น้อยบ้างก็ตาม ตาเมื่อเขามีความต้องการศึกษาหาความรู้ เขาก็ต้องรู้จักควบคุมตนเองให้อยู่ในกรอบ ในระเบียบหรือในกฎเกณฑ์ที่สถาบันได้กำหนดไว้ ใครก็ตามหากตามใจตนเอง ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ บุคคลนั้นก็จะเป็นเหมือนข้าวเปลือกที่ถูกคั่ว แต่ไม่มีโอกาสได้เป็นข้าวตอก หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 18, 2011, 03:06:29 PM ดอกไม้วันครู
คณะกรรมการจัดงานวันครู พ.ศ. 2539 ได้มีมติกำหนดให้ ดอกกล้วยไม้เป็นดอกไม้ประจำวันครู โดยพิจารณาเห็นว่าลักษณะของดอกกล้วยไม้มีลักษณะ และความหมายคล้ายคลึงกับ งานจัดการศึกษา และสภาพชีวิตครู ดังคำกลอนของท่านหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ที่ว่า (http://gotoknow.org/file/auon10/preview/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9.jpg) " กล้วยไม้มีดอกช้า ฉันใด การศึกษาเป็นไป เช่นนั้น แต่ออกดอกคราวใด งานเด่น งานสั่งสอนปลูกปั่น เสร็จแล้วแสนงาม ดอกไม้วันครู คือ "ดอกกล้วยไม้" โดยพิจารณาเห็นว่ามีคุณลักษณะของดอกกล้วยไม้ มีลักษณะและความหมายคล้ายคลึงกับ สภาพชีวิตครู นั้นคือ กว่ากล้วยไม้แต่ละช่อจะผลิตดอกออกผล ให้เราชื่นชมได้ ต้องใช้เวลานานและต้องการดูแลเอาใจใส่ไม่น้อย เช่นเดียกับครูแต่ละคนกว่าจะสั่งสอนเคี่ยวเข็นศิษย์คนแล้ว คนเล่าให้มีความเจริญงอกงามก้าวหน้าในชีวิตได้ ก็ต้องใช้่เวลาอบรมสั่งสอนมิใช่น้อยเช่นกัน นอกจากนี้กล้วยไม้ยังเป็นพิืชที่อยู่ในที่สูงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ไม่ร่วงโรยง่ายเปรียบเสมือนครูที่อยู่ทั่วแดนไทยที่ต้องอดทนต่อสู้เื่พื่ออุดมการณ์และอุทิศตนเพื่อการศึกษาของชาติ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 14, 2011, 12:37:30 PM ประวัตินางสงกรานต์ (http://btgsf1.fsanook.com/weblog/entry/182/912340/2766.jpg) นางสงกรานต์นั้นเป็นธิดาของท้าวกบิลพรหม หรือท้าวมหาสงกรานต์ และเป็นนางฟ้าอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช (สวรรค์ชั้นที่ 1 ในทั้งหมด 6 ชั้น) ซึ่งมีหน้าที่ในการรับศีรษะของท้าวกบิลพรหมแห่รอบเขาพระสุเมรุในแต่ละรอบปี หรือในวันสงกรานต์นั้นเอง โดยมีเกณฑ์กำหนดที่ว่าวันสงกรานต์ คือวันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันใดก็ให้นางสงกรานต์ประจำวันนั้นเป็นผู้แห่ นางสงกรานต์มีทั้งหมด 7 องค์ ได้แก่ 1. นางสงกรานต์ทุงษเทวี ทุงษเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์ ทัดดอกทับทิม มีปัทมราค (แก้วทับทิม) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ อุทุมพร (มะเดื่อ) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือสังข์ เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์ครุฑ 2. นางสงกรานต์โคราดเทวี โคราดเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ ทัดดอกปีป มีมุกดาหาร (ไข่มุก) เป็นเครื่องประดับภักษาหาร คือ เตละ (น้ำมัน) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จประทับเหนือพยัคฆ์ (เสือ) 3. นางสงกรานต์รากษสเทวี รากษสเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอังคาร ทัดดอกบัวหลวง มีโมรา (หิน) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ โลหิต (เลือด) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายถือธนู เสด็จประทับเหนือวราหะ (หมู) 4. นางสงกรานต์มัณฑาเทวี มัณฑาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพุธ ทัดดอกจำปา มีไพฑูรย์ (พลอยสีเหลืองแกมเขียว) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ นมและเนย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือเหล็กแหลม พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์คัสพะ (ลา) 5. นางสงกรานต์กิริณีเทวี กิริณีเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี ทัดดอกมณฑา(ยี่หุบ) มีมรกตเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ ถั่วและงา อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือปืน เสด็จไสยาสน์เหนือปฏษฎางค์ชสาร (ช้าง) 6. นางสงกรานต์กิมิทาเทวี กิมิทาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันศุกร์ ทัดดอกจงกลนี มีบุษราคัมเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ กล้วยและน้ำ อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือพิณ เสด็จประทับยืนเหนือมหิงสา (ควาย) 7. นางสงกรานต์มโหทรเทวี มโหทรเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันเสาร์ ทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) มีนิลรัตน์เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ เนื้อทราย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือตรีศูล เสด็จประทับเหนือมยุราปักษา (นกยูง) และนี่ก็คือเรื่องราวของนางสงกรานต์ทั้ง 7 องค์ ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.getgang.com (http://www.getgang.com) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 14, 2011, 09:36:25 PM วันครอบครัว (14 เมษายน)
(http://www.tlcthai.com/webboard/data/109/1/11-07-2008/30377/images/30377_headline?1302791436) ความสำคัญของวันครอบครัว ครอบครัว คือ สถาบันมูลฐานของมนุษย์ชาติ เป็นหน่วยขนาดเล็กที่สุดของสังคม เป็นผู้สร้างและกำหนดสถานภาพ สิทธิ หน้าที่ของบุคคลอันพึงปฏิบัติต่อกันในสังคม เป็น สถาบันแห่งแรกในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและพัฒนา ผู้ร่วมครัวเรือน คือ สามี ภรรยา และบุตร การที่ทางราชการกำหนดวันครอบครัวขึ้นมานั้น เนื่องจากต้องการให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัวให้มากขึ้น เพราะการที่วิถีชีวิตของคนในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป ย่อมทำให้ครอบครัวมีความขัดแย้ง และห่างเหินกันมากขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาทีหลังได้ ประวัติวันครอบครัว เมื่อ วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2532 คณะรัฐมนตรี ซึ่งมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีได้เสนอมติโดยคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้เสนอ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยและอนุมัติ ให้ วันที่ 14 เมษายน ของทุกปี เป็นวันแห่งครอบครัว ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ของไทย เพราะโดยส่วนใหญ่ในวันนี้เป็นวันที่สมาชิกในครอบครัวมีโอกาสพบปะกันได้โดยสะดวก การ ที่ทางราชการกำหนดวันครอบครัวขึ้นมานั้น เนื่องจากคณะกรรมมาธิการกิจการสตรีและเยาวชน สภาผู้แทนราษฎร ได้สรุปผลจากการศึกษาปัญหาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ว่าปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามมาเป็นอันมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติดอาชญากรรม และปัญหาต่าง ๆ อีกมากมาย ปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากครอบครัวด้วย เนื่องจากครอบครัว ที่ไม่มีความอบอุ่น ขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกันระหว่างคนในครอบครัว อีกทั้งลักษณะวิถีชีวิตของครอบครัวในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก สมาชิกในครอบครัวต่างต้องดิ้นรนทำมาหาเลี้ยงชีพ หนุ่มสาวที่อยู่ต่างจังหวัดก็เข้ามาในเมืองเพื่อหางานทำ ทำให้ต้องทิ้งพ่อแม่ที่ชราภาพไว้ตามลำพัง พ่อแม่ที่ต้องทำงานหนักเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับลูก และครอบครัว ไม่มีเวลาสั่งสอนอบรมลูก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วน แต่จะสร้างปัญหาให้กับสังคม กิจกรรมในวันครอบครัว 1. จัดนิทรรศการเพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้ ความเข้าใจในบทบาท หน้าที่ ของสมาชิกในครอบครัว 2.จัดมอบรางวัลให้สำหรับครอบครัวดีเด่น เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครอบครัวที่ทำคุณประโยชน์แก่สังคม และประเทศชาติ แหล่งที่มา : ศิริวรรณ คุ้มโห้. วันและประเพณีสำคัญ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เดอะบุคส์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 14, 2011, 10:18:39 PM สงกรานต์ นางสงกรานต์ปี2554 นั่งช้าง-ถือปืน พยากรณ์ปีนี้ดุ!
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/news3/277824%5B0%5D.jpg) กิริณีเทวี นางสงกรานต์ ปี 2554 เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม เผยนางสงกรานต์ปี 54 ชื่อ กิริณีเทวี นั่งหลังช้าง มือซ้ายถือปืน พยากรณ์ปีนี้ดุ เกิดเหตุเภทภัยทั่วประเทศ น.ส.ทัศชล เทพกำปนาท นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ปฏิทินหลวงวันสงกรานต์ ปี 2554 ปีใหม่ไทยปีนี้ตรงกับปีเถาะ นางสงกรานต์ มีนามว่า "กิริณีเทวี" ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่ว-งา พระหัตถ์ขวาทรงขอ พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จนั่งมาเหนือหลังกุญชร (ช้าง) เป็นพาหนะ ซึ่งจากคำทำนายค่อนไปทางร้ายมากกว่าดี โดยวันที่ 14 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 5 เวลา 13 นาฬิกา 25 นาที 25 วินาที และวันที่ 16 เมษายน เวลา 17 นาฬิกา 31 นาที 12 วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็น 1373 วันอาทิตย์เป็นโลกาวินาศ น้ำฝนปีนี้ วันพุธ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 600 ห่า นาคให้น้ำ 5 ตัว เกณฑ์ธัญญาหาร ผลาหาร มัจฉมังษาหาร จะบริบูรณ์ เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีปถวี (ดิน) น้ำงามพอดี ทั้งนี้ คำทำนายตามตำราตรุษสงกรานต์ของ นายสมบัติ พลายน้อย ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2553 ระบุว่า นางสงกรานต์กิริณีเทวี นั่งมาบนหลังช้างซึ่งถือเป็นสัตว์ใหญ่ เป็นมงคลช่วยขับไล่สิ่งร้าย ๆ ให้ออกไปได้ และยังทัดดอกมณฑาเป็นดอกไม้ทิพย์อยู่บนสวรรค์ คนไทยโบราณเชื่อว่าจะช่วยพ้นวิกฤติจากหนักให้เป็นเบา ส่วนภักษาหารที่เป็นถั่วงา แสดงว่าพืชผลข้าวปลาอาหารยังมีความสมบูรณ์อยู่ ส่วนคำทำนายที่ว่าทหารจะมีชัยชนะแก่ข้าศึกศัตรู ก็น่าจะแสดงถึงความสงบสุขของบ้านเมืองในปีนี้ด้วย ขณะที่ วันมหาสงกรานต์ 2554 ตรงกับวันพฤหัสบดี วันเนาตรงกับวันศุกร์ และวันเถลิงศกตรงกับวันเสาร์ รวมคำทำนายว่า จะเกิดเหตุเภทภัยต่าง ๆ ความเจ็บไข้ ผู้คนล้มตาย แร้งกาจะเป็นโรค สัตว์ป่าจะเป็นอันตราย แต่แม่หม้ายจะมีลาภ และบรรดาทหารทั้งปวงจะมีชัยชนะแก่ข้าศึกศัตรู ส่วนคำทำนายของล้านนา ระบุว่า ปีนี้ฝนจะตกเสมอต้นเสมอปลายตามฤดูกาล ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่จักมีอันตราย ช้างม้าวัวควายจักตายมากนัก ไพร่ราษฎรจักอยู่ดีมีสุข ขุนใหญ่ ปุโรหิต พระสงฆ์จักเป็นทุกข์ คนเกิดวันศุกร์มีเคราะห์ คนเกิดวันอาทิตย์มีโชค อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก , กระทรวงวัฒนธรรม หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 18, 2011, 10:03:18 PM การดูแลเม่ื่อความดันสูง
(http://www.krabork.com/wp-content/uploads/2010/08/ir224-300x225.jpg) ความดันโลหิตสูงนี้ หมายถึงแรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือดแดง อันเกิดจากการสูงฉีดของหัวใจ ค่าที่วัดได้ 2 ค่า คือความดันช่วงบน (แรงดันขณะที่หัวใจบีบตัว) และความดันช่วงล่าง (แรงดันขณะหัวใจคลายตัว) การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งติดตามผลการรักษาที่แน่นอนคือ การตรวจวัดความดันโลหิต การสังเกตดูอาการอย่างเดียวมันไม่แน่นอน เนื่องจากโรคนี้ส่วนมากจะไม่แสดงอาการ คนทั่วไปจึงเข้าใจผิดว่าความดันสูงจะปวดหัวหากตอนไหนไม่ปวดคิดว่าความดันปกติจึงไม่ทานยาต่อเนื่องตามแพทย์บอก จริงๆแล้วความดันโลหิตสูงที่แสดงอาการปวดศรีษะนั้นเป็นเพียงส่วนน้อย และอาการปวดศัรษะส่วนใหญ่เกิดจากความเครียด เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่แสดงอาการปวดศีรษะ ก็มิได้หมายความว่า ความดันไม่สูง ดังนั้นผู้ป่วยไม่ควรหยุดนาเอง ถึงแม้ว่ารู้สึกสบายดีหรือความดันลดลงแล้วก็ตาม การลกยาหรือหยุดยาควรให้หมอผู้รักษาเป็นผู้พิจารณา เนื่องจากหากเราปล่อยให้ความดันโลหิตสูง และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคที่เกี่ยวกับหัวใจ สมอง ตา ไต หลอดเลือดแดงใหญ่ และหลอดเลือดแดงส่วนปลาย เป็นต้น ในการรักษานอกจากจะรักษาโดยวิธีการใช้ยา ยังมีการใช้วิธีพฤติกรรมบำบัดซึ่งวิธีนี้จะให้ร่วมกับการใช้ยารักษาความดันโลหิตสูงที่แพทย์ผู้รักษาสั่งจ่าย ดังนั้นจะขอแนะนำเกี่ยวกับข้อปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งถือเป็นหัวใจของการักษาโรคนี้คู่กับการใช้ยาลดความดัน ได้แก่ 1. ควรจำกัดปริมาณ เกลือโซเดียมกินไม่เกินวันละ 2.4 กรัม (เทียบเท่าเกลือแกง 1 ช้อนชา) โดยงดการกินอาหารเค็ม เนื้อเค็ม ไขเค็ม น้ำพริก กะปิ ปลาร้า ของดองเกลือควรกินอาหารทีมีรสจืดที่สุดเท่าที่กินได้เวลาเลือกอาหารกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปให้เลือกที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ 2. ควรลดน้ำหนัก โดยการงดกินอาหารที่ไม่ไขมันชนิดอิ่มตัว งดของทอด เนื้อ หรือหมูติดมัน ควรกินอาหารที่ทำโดยการต้ม นึ่ง และงดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ควรกินผักและผลไม้ให้มาหขึ้น ที่มา : นิตยสาร alternative health หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 18, 2011, 10:11:00 PM แค่ไหนจึงเป็นโรคความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตที่วัดได้ (mm Hg)* ความรุงแรงของความดันโลหิต Systolic Diastolic จะต้องทำอะไร ความดันโลหิตที่ต้องการ น้อยกว่า 120 น้อยกว่า 80 ให้ตรวจซ้ำใน 2 ปี ความดันโลหิตสูงขั้นต้น 130 – 139 85-89 ตรวจซ้ำภายใน 1 ปี ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงระดับ 1 Stage 1 (Mild) 140-159 90-99 ให้ตรวจความดันอีกใน 2 เดือน ความดันโลหิตสูงระดับ 2 Stage 2 (Moderate) >160 >100 ให้พบแพทย์ใน 1 เดือน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 18, 2011, 10:13:35 PM เคล็ดลับในการรักษาความดันโลหิตสูง (http://www.krabork.com/wp-content/uploads/2010/08/38f7c71b9e67df5-300x212.jpg) 1. ตรวจวัดความดันเป็นระยะ 2.รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ โดยการลดน้ำหนักลง 10% สำหรับผุ้ที่มีน้ำหนักเกิน 3. งดอาหารเค็มหรือเกลือไม่ควรได้รับเกลือเกิน 6 กนับต่อวัน 4. รับประทานอาหารไขมันต่ำ 5. งดสูบบุหรี่ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 18, 2011, 10:28:45 PM (http://scoop.mthai.com/wp-content/uploads/2009/05/070509-08.jpg) คำถวายดอกไม้ธูปเทียนใน วันวิสาขบูชา ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, โย โน ภะคะวา สัตถา, ยัสสะ จะ มะยัง, ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ, อะโหสิ โข โส ภะคะวา, มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ อะริยะเกสุ มะนุสเสสุ อุปปันโน, ขัตติโย ชาติยา, โคตะโม โคตเตนะ, สักยะปุตโต สักยะกุลา ปัพพะชิโต, สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพัรหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ, สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ, นิสสังสะยัง โข โส ภะคะวา, อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะ- สาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา, สะวากขาโต โข ปะนะ เตนะ ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก, ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ, สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ, อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลิกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ, อะยัง โข ปะนะ ปะฏิมา ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะกะตา, ยาวะเทวะ ทัสสะเนนะ ตัง ภะคะวันตัง อะนุสสะริตะวา ปะสาเทนะ สังเวคะปะฏิลาภายะ, มะยัง โข เอตะระหิ อิมัง วิสาขะปุณณะมีกาลัง ตัสสะ ภะคะวะโต ชาติสัมโพธินิพพานะกาละสัมมะตัง ปัตะวา, อิมัง ฐานัง สัมปัตตา, อิเม ทัณฑะทีปะธูปาทิ สักกาเร คะเหตะวา อัตตะโน กายัง สักการุปะธานัง กะริตะวา, ตัสสะ ภะคะวะโต ยะถาภุจเจ คุเณ อะนุสสะรันตา, อิมัง ปะฏิมัง ติกขักตุง ปะทักขิณัง กะริสสามะ, อิมัง ยะถา คะหิเตหิ สักกาเรหิ ปูชัง กุรุมานา, สาธุ โน ภันเต, ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ ญาตัพเพหิ คุเณหิ อะตีตารัมมะณะตายะ ปัญญายะมาโน อิเม อัมเหหิ คะหิเต สักกาเร ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ. คำแปล เราทั้งหลายถึงซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดว่าเป็นที่พึ่ง, พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดเป็นศาสดาของเราทั้งหลาย, และเราทั้งหลายชอบซึ่งธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล ได้อุบัติขึ้นแล้วในหมู่มนุษย์ชาวอริยกะ ในมัชฌิมชนบท, พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์โดยพระชาติ เป็นโคดม (เหล่ากอแห่งพระอาทิตย์) โดยพระโคตร, เป็นบุตรแห่งศากยะ เสด็จออกบรรพชาแล้วแต่ศากยสกุล เป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งพระอะนุตตะระสัมมาสัมโพธิญาณ, ในโลกกับทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาลแะมนุษย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ (ความรู้และความประพฤติ) เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้มีความเจริญจำแนกธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ โดยไม่ต้องสงสัยแล อนึ่ง พระธรรมเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้ดีแล้ว อันผู้บรรลุจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นธรรมที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้อย่างไม่จำกัดกาลเวลา เป็นธรรมที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว เป็นธรรมที่ผู้รู้พึงรู้ได้เฉพาะตน และ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วแล เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว เป็นผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว นี้คือคู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๔ บุรุษ นั่นแหละคือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ, เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน, เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี, เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า, พระปฏิมานี้แล นักปราชญ์ได้อุทิศเฉพาะต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น สร้างไว้แล้วเพียงเพื่อเป้นเครื่องให้ระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยการเห็นแล้ว ได้ความเลื่อมใส และความระลึกถึง บัดนี้เราทั้งหลายมาถึงวันวิสาขบูชา อันเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า เป็นวันที่ประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จึงมาประชุมกันแล้วในที่นี้ ถือเครื่องสักการะมีธูปเทียนเป็นต้นเหล่านี้ ทำกายของตนเองให้เป็นดังภาชนะรองรับเครื่องสักการะ ระลึกถึงพระคุณทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตามความเป็นจริง บูชาด้วยเครื่องสักการะตามที่ได้ถือไว้แล้ว จักทำประทักษิณซึ่งประปฏิมากรนี้สิ้นวาระ ๓ รอบ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขออัญเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว ยังทรงปราฏอยู่ด้วยพระคุณสมบัติอันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะพึงรู้โดยความเป็นอตีตารมณ์ ขอจงทรงรับซึ่งเครื่องสักการะอันข้าพระพุุทธเจ้าทั้งหลายถือไว้แล้วนี้ เพื่อประโยชน์และเพื่อความสุข แก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 18, 2011, 10:58:26 PM นางวิสาขา
เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นทายิกา (http://content.mthai.com/upload_images/amazing_women/visakha/v3.jpg) ภาพโดย สุภร พลินทรากูล นางวิสาขา เกิดในตระกูลเศรษฐี ในเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ บิดาชื่อว่า ธนญชัย มารดาชื่อว่าสุมนาเทวี และปู่ชื่อ เมณฑกเศรษฐี ขณะที่เธอมีอายุอยู่ในวัย ๗ ขวบ เป็นที่รักดุจแก้วตาดวงใจของเมณฑกะผู้เป็นปู่ยิ่งนัก หญิงงามเบญจกัลยาณี ในเมืองสาวัตถีนั้น มีเศรษฐีตระกูลหนึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า มิคารเศรษฐี มีบุตรชายชื่อ ปุณณวัฒนกุมาร เมื่อเจริญวัยสมควรที่จะมีภรรยาได้แล้ว บิดามารดาขอให้เขาแต่งงานเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล แต่เขาเองไม่มีความประสงค์จะแต่งเมื่อบิดามารดารบเร้ามากขึ้น เขาจึงหาอุบายเลี่ยงโดยบอกแก่บิดามารดาว่า ถ้าได้หญิงที่มีความงามครบทั้ง ๕ อย่าง ซึ่งเรียกว่า เบญจกัลยาณี แล้วจึงจะยอมแต่งงาน เบญจกัลยาณี ความงามของสตรี ๕ อย่าง คือ ๑. เกสกลฺยาณํ ผมงาม คือ หญิงที่มีผมยาวถึงสะเอวแล้วปลายผมงอนขึ้น ๒. มงฺสกลฺยาณํ เนื้องาม คือหญิงที่มีริมฝีปากแดงดุจผลตำลึงสุกและเรียบชิดสนิทกันดี ๓. อฏฺฐิกลฺยาณํ กระดูกงาม คือหญิงที่มีฟันสีขาวประดุจสังข์ และเรียบเสมอกัน ๔. ฉวิกลฺยาณํ ผิวงาม คือหญิงที่มีผิวงามละเอียด ถ้าดำก็ดำดังดอกบัวเขียว ถ้าขาวก็ขาวดังดอกกรรณิกา ๕. วยกลฺยาณํ วัยงาม คือ หญิงที่แม้จะคลอดบุตรถึง ๑๐ ครั้ง ก็ยังคงสภาพร่างกายสาวสวยดุจคลอดครั้งเดียว บิดามารดาเมื่อได้ฟังแล้วจึงให้เชิญพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญในด้านอิตถีลักษณะมาถามว่า หญิงผู้มีความงามดังกล่าวนี้มีหรือไม่ เมื่อพวกพราหมณ์ตอบว่ามี จึงส่งพราหมณ์เหล่านั้นออกเที่ยวแสวงหาตามเมืองต่าง ๆ พร้อมทั้งมอบพวงมาลัยและเครื่องทองหมั้นไปด้วย ชน ๔ พวกเมื่อวิ่งจะดูไม่งาม พวกพราหมณ์เที่ยวแสวงหาไปตามเมืองต่าง ๆ ทั้งเมืองเล็กเมืองใหญ่ จนมาถึงเมืองสาเกต ได้พบนางวิสาขามีลักษณะภายนอกถูกต้องตามตำราอิตถี ลักษณะครบทุกประการ ขณะที่นางพร้อมทั้งหญิงบริวารออกมาเที่ยวเล่นน้ำกันที่ท่าน้ำ ขณะนั้นฝนตกลงมาอย่างหนัก หญิงบริวารทั้งหลายพากันวิ่งหลบหนีฝนเข้าไปในศาลา แต่นางวิสาขายังคงเดินด้วยอาการปกติ ทำให้พวกพราหมณ์ทั้งหลายรู้สึกแปลกใจประกอบกับต้องการจะเห็นลักษณะฟันของนางด้วยจึงถามนางว่า ทำไม เธอจึงไม่วิ่งหลบหนีฝนเหมือนกับหญิงอื่น ๆ นางวิสาขาตอบว่า ชน ๔ พวกเมื่อวิ่งจะดูไม่งาม ได้แก่ ๑. พระราชา ผู้ทรงประดับด้วยเครื่องอาภรณ์พร้อมสรรพ ๒. บรรพชิต ผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ๓. สตรี ผู้ชื่อว่าเป็นหญิงทั้งหลาย นอกจากจะดูไม่งานแล้วถ้าเกิดอุบัติเหตุจนเสียโฉม หรือพิการ จะทำให้เสื่อมเสียและหมดคุณค่า ๔. ช้างมงคล ตัวประดับด้วยเครื่องอาภรณ์สำหรับช้าง พวกพราหมณ์ได้เห็นปัญญาอันชาญฉลาด และคุณสมบัติ เบญจกัลยาณี ครบทุกประการแล้ว จึงขอให้นางพาไปที่บ้านเพื่อทำการสู่ขอต่อพ่อแม่ตามประเพณี เมื่อสอบถามถึงชาติตระกูลและทรัพย์สมบัติก็ทราบว่า มีเสมอกัน จึงสวมพวงมาลัยทองให้นางวิสาขาเป็นการหมั้นหมายและกำหนดวันวิวาหมงคล ธนญชัยเศรษฐี ได้สั่งให้ช่างทองทำเครื่องประดับ ชื่อ มหาลดาปสาธน์ เพื่อมอบให้แก่ลูกสาว ซึ่งเป็นเครื่องประดับชนิดพิเศษ เป็นชุดยาวติดต่อกันตั้งแต่ ศีรษะจรดปลายเท้า ประดับด้วยเงินทองและรัตนอันมีค่าถึง ๙ โกฏิกหาปณะ ค่าแรงฝีมือช่างอีก ๑ แสน เป็นเครื่องประดับที่หญิงอื่น ๆ ไม่สามารถจะประดับได้เพราะมีน้ำหนักมาก นอกจากนี้ ธนญชัยเศรษฐี ยังได้มอบทรัพย์สินเงินทองของใช้ต่าง ๆ รวมทั้งข้าทาสบริวารและฝูงโคอีกจำนวนมากมายมหศาล อีกทั้งส่งกุฏุมพีผู้มีความชำนาญพิเศษด้าน ต่าง ๆ ไปเป็นที่ปรึกษาดูแลประจำตัวอีก ๘ นายด้วย ธนญชัยเศรษฐีให้โอวาทลูกสาว ก่อนที่นางวิสาขาจะไปสู่ตระกูลของสามี ธนญชัยเศรษฐีได้อบรมมารยาทสมบัติของ กุลสตรีผู้จะไปสู่ตระกูลของสามี โดยให้โอวาท ๑๐ ประการ เป็นแนวปฏิบัติ คือ โอวาทข้อที่ ๑ ไฟในอย่านำออก หมายความว่า อย่านำความไม่ดีของพ่อผัวแม่ผัวและสามีออกไปพูดให้คนภายนอกฟัง โอวาทข้อที่ ๒ ไฟนอกอย่านำเข้า หมายความว่า เมื่อคนภายนอกตำหนิพ่อผัวแม่ผัวและสามีอย่างไร อย่านำมาพูดให้คนในบ้านฟัง โอวาทข้อที่ ๓ ควรให้แก่คนที่ให้เท่านั้น หมายความว่า ควรให้แก่คนที่ยืมของไปแล้วแล้วนำมาส่งคืน โอวาทข้อที่ ๔ ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่ให้ หมายความว่า ไม่ควรให้แก่คนที่ยืมของไปแล้ว แล้วไม่นำมาส่งคืน โอวาทข้อที่ ๕ ควรให้ทั้งแก่คนที่ให้และไม่ให้ หมายความว่า เมื่อมีญาติมิตรผู้ยากจนมาขอความช่วยเหลือพึ่งพาอาศัย เมื่อ ให้ไปแล้วจะให้คืนหรือไม่ให้คืน ก็ควรให้ โอวาทข้อที่ ๖ พึงนั่งให้เป็นสุข หมายความว่า ไม่นั่งในที่กีดขวางพ่อผัว แม่ผัวและสามี โอวาทข้อที่ ๗ พึงนอนให้เป็นสุข หมายความว่า ไม่ควรนอนก่อนพ่อผัวแม่ผัวและสามี โอวาทข้อที่ ๘ พึงบริโภคให้เป็นสุข หมายความว่า ควรจัดให้พ่อผัว แม่ผัวและสามีบริโภคแล้ว ตนจึงบริโภคภายหลัง โอวาทข้อที่ ๙ พึงบำเรอไฟ หมายความว่า ให้มีความสำนึกอยู่เสมอว่า พ่อผัว แม่ผัวและสามีเป็นเหมืองกองไฟ และพญานาคที่จะต้องบำรุงดูแล โอวาทข้อที่ ๑๐ พึงนอบน้อมเทวดาภายใน หมายความว่า ให้มีความสำนึกอยู่เสอมว่า พ่อผัว แม่ผัว และสามีเป็นเหมือนเทวดาที่จะต้องให้ความนอบน้อม (http://content.mthai.com/upload_images/amazing_women/visakha/v2.jpg) นางวิสาขาตำหนิพ่อผัว เมื่อนางวิสาขา เข้ามาสู่ตระกุลของสามีแล้ว เพราะความที่เป็นผู้ได้รับการอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดีตั้งแต่วัยเด็ก และเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีน้ำใจเจรจาไพเราะ ให้ความเคารพผู้ที่มีวัยสูงกว่าตน จึงเป็นที่รักใคร่และชอบใจของคนทั่วไป ยกเว้น มิคารเศรษฐีของสามี ซึ่งมีจิตฝักใฝ่ในนักบวชอเจลกชีเปลือย โดยให้ความเคารพนับถือว่าเป็นพระอรหันต์ และนิมนต์ให้มา บริโภคโภชนาหารที่บ้านของตนแล้ว สั่งให้คนไปตามนางวิสาขามาไหว้พระอรหันต์ และให้มาช่วยจัดเลี้ยงอาหารแก่อเจลกชีเปลือยเหล่านั้นด้วย นางวิสาขา ผู้เป็นพระอริยสาวิกาชั้นโสดาบันพอได้ยินคำว่า อรหันต์ ก็รู้สึกปีติยินดีรีบมายังเรือนของมิคารเศรษฐี แต่พอได้เห็นอเจลกชีเปลือย ก็ตกใจจึงกล่าวว่า ผู้ไม่มีความละอาย เหล่านี้ จะเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ พร้อมทั้งกล่าวติเตียนมิคารเศรษฐีแล้วกลับที่อยู่ของตนต่อมาอีกวันหนึ่ง ขณะที่มิคารเศรษฐีกำลังบริโภคอาหารอยู่ โดยมีนางวิสาขาคอย ปรนนิบัติอยู่ใกล้ ๆ ได้มีพระเถระเที่ยวบิณฑบาตผ่านมาหยุดยืนที่หน้าบ้านของมิคารเศรษฐี นางวิสาขาทราบดีว่าเศรษฐีแม้จะเห็นพระเถระแล้วก็ทำเป็นไม่เห็น นางจึงกล่าวกับพระเถระว่า นิมนต์พระคุณเจ้าไปข้างหน้าก่อนเถิด ท่านเศรษฐีกำลังบริโภคของเก่าอยู่ เศรษฐี ได้ฟังดังนั้นแล้วจึงโกรธเป็นที่สุด หยุดบริโภคอาหารทันทีแล้วสั่งให้บริวารมาจับและขับไล่นางวิสาขาให้ออกจากบ้านไป แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาจับนางวิสาขาขอชี้แจงแก่กุฎุมพี ๘ นายที่คุณพ่อได้ส่งมาช่วยดูแลนางก่อน และเมื่อมิคารเศรษฐีให้คนไปเชิญกุฎุมพีมาแล้วแจ้งโทษของนางวิสาขาให้ฟัง ซึ่งนางก็แก้ด้วยคำว่า ที่ดิฉันกล่าวอย่างนั้น หมายถึง มิคารเศรษฐี บิดาของสามีกำลังบริโภคบุญเก่าอยู่ มิใช่บริโภคของบูดเน่าอย่างที่เข้าใจ กุฎุมพีทั้ง ๘ จึงกล่าวกับเศรษฐีว่า เรื่องนี้นางวิสาขาไม่มีความผิด พ่อผัวยกย่องนางวิสาขาในฐานะมารดา เมื่อมิคารเศรษฐี ฟังคำชี้แจงของลูกสะใภ้แล้วก็หายโกรธขัดเคือง และกล่าวขอโทษนาง พร้อมทั้งอนุญาตให้นางนิมนต์ศาสดาพร้อมภิกษุสงฆ์มารับอาหารบิณฑบาตในเรือนของตน ขณะที่นางวิสาขาจัดถวายภัตตาหารแด่ศาสดาและภิกษุสงฆ์อยู่นั้น ก็ได้ให้คนไปเชิญมิคารเศรษฐีมาร่วมถวายภัตตาหารด้วย แต่เศรษฐีเมื่อมาแล้วไม่กล้าที่ออกไปสู่ที่เฉพาะพระพักตร์พระศาสดา เพราะไม่มีศรัทธาเลื่อมใสจึงแอบนั่งอยู่หลังม่าน เมื่อเสร็จภัตกิจแล้วศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา ส่วนมิคารเศรษฐีแม้จะหลบอยู่หลังม่านก็มีโอกาสได้ฟังธรรมด้วยจนจบ และได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคลในพุทธศาสนาเป็นสัมมาทิฎฐิบุคคลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทันใดนั้น มิคารเศรษฐีได้ออกมาจากหลังม่านแล้วตรงเข้าไปหานางวิสาขาใช้ปากดูดถันของลูกสะใภ้ และประกาศให้ได้ยินทั่วกัน ณ ที่นั้นว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปขอเธอจงเป็นมารดาของข้าพเจ้า และตั้งแต่นั้นมานางวิสาขาก็ได้นามว่า มิคารมารดา คนทั่วไปนิยมเรียกนางว่า วิสาขามิคารมารดา คุณสมบัติพิเศษประจำตัวนางวิสาขา ในบรรดาอุบาสิกาทั้งหลาย นางวิสาขานับว่าเป็นผู้มีบุญสั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาติมากเป็นพิเศษกว่าอุบาสิกาคนอื่น ๆ หลายประการ เช่น ๑. ลักษณะของผู้มีวัยงาม คือ แม้ว่านางจะมีอายุมาก มีลูกชาย-หญิง ถึง ๒๐ คน ลูกเหล่านั้นแต่งงานมีลูกอีกคนละ ๒๐ คน นางก็มีหลานนับได้ ๔๐๐ คน หลานเหล่านั้นแต่งงานมีลูกอีกคนละ ๒๐ คน นางวิสาขามีเหลนนับได้ ๘๐๐๐ คน ดังนั้น คนจำนวน ๘๔๒๐ คน มีต้นกำเนิดมาจากนางวิสาขา นางมีอายุยืนได้เห็นหลานได้เห็นเหลนทุกคน แม้นางมีอายุถึง ๑๒๐ ปี แต่ขณะเมื่อนางนั่งอยู่ในกลุ่มของลูก หลาน เหลน นางจะมีลักษณะวัยใกล้เคียงกับคนเหล่านั้น คนพวกอื่นจะไม่สามารถทราบได้ว่านางวิสาขาคือคนไหน แต่จะสังเกตได้เมื่อเวลาจะลุกขึ้นยืน ธรรมดาคนหนุ่มสาวจะลุกได้ทันที แต่สำหรับคนแก่จะต้องใช้มือยันพื้นช่วยพยุงกาย และจะยกก้นขึ้นก่อน นั่นแหละจึงจะทราบว่านางวิสาขาคือคนไหน ๒. นางมีกำลังมากเท่ากับช้าง ๕ เชือกรวมกัน ครั้งหนึ่งพระราชามีพระประสงค์จะทดลองกำลังของนาง จึงรับสั่งให้ปล่อยช้างพลายตัวที่มีกำลังมากเพื่อให้วิ่งชนนางวิสาขา นางเห็นช้างวิ่งตรงเข้ามา จึงคิดว่า ถ้ารับช้างนี้ด้วยมือข้างเดียวแล้วผลักไป ช้างก็จะเป็นอันตรายถึงชีวิต เราก็จะเป็นบาป ควรจะรักษาชีวิตช้างไว้จะดีกว่า นางจึงใช้นิ้วมือเพียงสองนิ้วจับช้างที่งวงแล้วเหวี่ยงไปปรากฏว่าช้างถึงกับล้มกลิ้งแต่ไม่เป็นอันตราย ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวนี้ชนทั้งหลายเมื่อขจัดงานมงคลในบ้านเรือนของตนจึงพากันเชิญนางวิสาขาให้ไปเป็นประธานในงาน มอบให้นางเป็นผู้นำในพีธีต่าง ๆ แม้แต่อาหารก็ให้นางทานก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล จนนางวิสาขาไม่มีเวลาดูแลปฏิบัติพระภิกษุที่มาฉันในบ้านของตน ต้องมอบให้ลูก ๆ หลาน ๆ ดำเนินการให้ (http://content.mthai.com/upload_images/amazing_women/visakha/v1.jpg) เพราะพระเปลือยกายจึงถวายผ้าอาบน้ำฝน โดยปกตินางวิสาขา จะกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์มาเสวยและฉันภัตตาหารที่บ้านของนางเป็นประจำ เมื่อการจัดเตรียมภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยพร้อมแล้ว ก็จะให้สาวใช้ไปกราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ให้เสด็จไปยังบ้านของนางวันหนึ่ง สาวใช้ได้มาตามปกติเหมือนทุกวัน แต่วันนั้นมีฝนตกลงมาพระสงฆ์ทั้งหลาย จึงพากันเปลือยกายอาบน้ำฝน เมื่อสาวใช้มาเห็นเข้าก็ตกใจเพราะความที่ตนมีปัญญาน้อยคิดว่าเป็นนักบวชชีเปลือย จึงรีบกลับไปแจ้งแก่นางวิสาขาว่า ข้าแต่แม่เจ้า วันนี้ที่วัดไม่มีพระอยู่เลย เห็นมีแต่ชีเปลือยแก้ผ้าอาบน้ำ กันอยู่ นางวิสาขาได้ฟังคำบอกเล่าของสาวใช้แล้ว ด้วยความที่นางเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน เป็นมหาอุบาสิกา เป็นผู้มีปัญญาศรัทธาเลื่อมใส มีความใกล้ชิดกับพระภิกษุสงฆ์ จึงทราบ เหตุการณ์โดยตลอดว่า ศาสดาทรงอนุญาตให้พระภิกษุมีผ้าสำหรับใช้สอยเพียง ๓ ผืน คือ ผ้าจีวรสำหรับห่ม ผ้าสังฆาฎิสำหรับห่มซ้อน และผ้าสบงสำหรับนุ่ง ดังนั้นเมื่อเวลาพระภิกษุจะอาบน้ำจึงไม่มีผ้าสำหรับผลัดอาบน้ำ ก็จำเป็นต้องเปลือยกายอาบน้ำอาศัยเหตุนี้ เมื่อศาสดาเสด็จมาประทับที่บ้านและเสร็จภัตกิจแล้ว นางวิสาขา จึงได้เข้าไปกราบทูลขอพร เพื่อถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่พระภิกษุสงฆ์ พระพุทธองค์ประทานอนุญาต ตามที่ขอนั้น และนางวิสาขาก็เป็นบุคคลแรกที่ได้ถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่พระภิกษุสงฆ์ พระภิกษุคิดว่านางเป็นบ้า นางวิสาขา ได้ชื่อว่าเป็นมหาอุบาสิกาผู้ยิ่งใหญ่ เป็นยอดแห่งอุปัฏฐายิกา ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยวัตถุจตุปัจจัยไทยทานต่าง ๆ ทั้งที่ถวายเป็นของสงฆ์ส่วนรวม และถวายเป็นของส่วนบุคคลคือแก่พระภิกษุแต่ละองค์ ๆ การทำบุญของนางนับว่าครบถ้วนทุกประการตามหลักบุญกิริยาวัตถุ ดังคำที่นางเปล่งอุทานในวันฉลองวิหาร คือ วัดบุพพาราม ที่นางสร้างถวายนั้นด้วย คำว่า ความปรารภนาใด ๆ ที่เราตั้งไว้ในกาลก่อน ความปรารถนานั้น ๆ ทั้งหมดของเราได้ สำเร็จเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทุกประการแล้ว ความปรารถนาเหล่านั้น คือ ๑. ความปรารถนาที่จะสร้างปราสาทฉาบด้วยปูนถวายเป็นวิหารทาน ๒. ความปรารถนาที่จะถวายเตียง ตั่ง ฟูก หมอน และเสนาสนภัณฑ์ ๓. ความปรารถนาที่จะถวายสลากภัตเป็นโภชนาทาน ๔. ความปรารถนาที่จะถวายผ้ากาสาวพัสตร์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย เป็น จีวรทาน ๕. ความปรารถนาที่จะถวายเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นเภสัชทาน ความปรารถนาเหล่านั้นของนางวิสาขาสำเร็จครบถ้วนทุกประการ สร้างความเอิบอิ่มใจแก่นางยิ่งนัก นางจึงเดินเวียนรอบปราสาทอันเป็นวิหารทานพร้อมทั้งเปล่งอุทานดังกล่าวพระภิกษุทั้งหลายได้เห็นกิริยาอาการของนางวิสาขาแล้ว ต่างก็รู้สึกประหลาดใจ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง จึงพร้อมใจกันเข้าไปกราบทูลถามศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญตั้งแต่ได้พบเห็นและรู้จักนางวิสาขาก็เป็นเวลานานพวกข้าพระองค์ทั้งหลาย ไม่เคยเห็นนางขับร้องเพลงและแสดงอาการอย่างนี้มาก่อนเลย แต่วันนี้ นางอยู่ในท่ามกลางการแวดล้อมของบรรดาบุตรธิดาและหลาน ๆ ได้เดินเวียนรอบปราสาทและบ่นพึมพำคล้ายกับร้องเพลง เข้าใจว่าดีของนางคงจะกำเริบ หรือไม่นางก็คงจะเสียจริตไปแล้วหรืออย่างไร พระเจ้าข้า ? พระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า ภิกษุทั้งหลาย ธิดาของเรามิได้ขับร้องเพลงหรือเสียจริตอย่างที่พวกเธอเข้าใจหรอก แต่ที่ธิดาของเราเป็นอย่างนั้นก็เพราะความปีติยินดีที่ความปรารถนาของตนที่ตั้งไว้นั้นสำเร็จลุล่วงสมบูรณ์ทุกประการ นางจึงเดินเปล่งอุทานออกมาด้วยความอิ่มเอมใจด้วยเหตุที่นางวิสาขาได้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์ และได้ถวายวัตถุจตุปัจจัยในพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ดังกล่าวมา พระผู้มีพระภาคจึงได้ทรงประกาศยกย่องนางในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่าย ผู้เป็นทายิกา http://video.mthai.com/player.php?id=14M1210908862M0 (http://video.mthai.com/player.php?id=14M1210908862M0) อ้างอิงข้อมูล http://www.84000.org/one/4/02.html (http://www.84000.org/one/4/02.html) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 22, 2011, 08:56:29 AM เทคนิควิธีการตรวจสอบอัญมณี
(http://www.bloggang.com/data/v/vinitsiri/picture/1308701000.jpg) เอกสารของสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อธิบายถึงเทคนิควิธีการตรวจสอบอัญมณี ว่า ในปัจจุบันอัญมณีมีทั้งที่เป็นของแท้จากธรรมชาติ และทำเทียมเลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งการทำเทียมนั้นสามารถทำได้เหมือนของธรรมชาติเป็นอย่างมาก ดังนั้น หากเป็นผู้ที่ไม่เคยศึกษา และมีประสบการณ์ด้านอัญมณีมาโดยตรง อาจไม่สามารถดูรู้ได้เลยว่าอัญมณีชิ้นนั้น เป็นของแท้หรือของเทียม อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบอัญมณีว่าเป็นของแท้หรือของเทียมก็สามารถตรวจสอบได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือในการช่วยตรวจสอบ ยิ่งเมื่อบวกกับประสบการณ์ด้านอัญมณี ก็จะยิ่งมั่นใจได้ว่าการตรวจสอบนั้นได้ผลถูกต้องและชัดเจน การตรวจสอบอัญมณีทำได้ดังนี้ 1.การตรวจสอบด้วยตาเปล่า แว่นขยาย หรือกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายต่ำ 10-30 เท่า ดูจากลักษณะของสี ความโปร่งแสง การเจียระไน ความวาว รอยตำหนิ การแตกและการประกบอัญมณี 2.การตรวจสอบด้วยกล้องจุล ทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูง 30-200 เท่า เป็นการตรวจสอบวิเคราะห์จำแนกลักษณะชนิดมลทินภายในต่างๆ ของอัญมณี เช่น เป็นอัญมณีสังเคราะห์ อัญมณีเทียม อัญมณีเลียนแบบ อัญมณีธรรมชาติ หรืออัญมณีที่ยังไม่ได้มีการปรับคุณภาพ เป็นต้น 3.การตรวจสอบโดยการหาค่าดัชนีหักเหของแสง โดยใช้เครื่องรีแฟรกโตมิเตอร์ ที่ตรวจสอบได้ทั้งอัญมณีที่มีผิวมันราบเรียบและผิวโค้ง โดยจะสามารถหาค่าดัชนีหักเหของแสงในอัญมณีชนิดต่างๆ ค่าที่ได้อาจจะเป็นหนึ่งค่า หรือสองค่า หรือสามค่า หรือเป็นอัญมณีแท้ 4.การตรวจสอบโดยหาลักษณะทางเดินของแสงในผลึก โดยการใช้เครื่องโพลาไรสโคป ซึ่งสามารถหาลักษณะทางเดินของแสงในอัญมณีชนิดนั้นๆ ได้ ผลที่ได้ออกมาจะได้ค่าของสีแฝดที่มีอยู่ในอัญมณี ยังมีการตรวจสอบเพิ่มเติมอื่นๆ คือ การตรวจด้วยเครื่องสเปก โตรสโคป เป็นการตรวจสอบการดูดกลืนแสงหรือการเปล่งแสงในช่วงความยาวคลื่นแสงที่สามารถรับได้ด้วยตาเปล่า เพื่อให้ทราบถึงธาตุที่ทำให้เกิดสีในอัญมณี หรือการย้อมสี การใช้เครื่องชั่ง หรือการใช้น้ำยาละลายหนัก เพื่อหาค่าความถ่วงจำเพาะของอัญมณีชนิดนั้นๆ, การใช้แสงอัลตราไวโอเลต ตรวจสอบได้จากดูการเรืองแสงของอัญมณีชนิดนั้นๆ เช่น เป็นการเรืองแสงตามธรรมชาติ หรือเป็นการเรืองแสงเพราะการย้อมสี, การตรวจโดยใช้แว่นกรองแสง ช่วยตรวจสอบว่าเป็นอัญมณีสังเคราะห์ หรือเป็นอัญมณีที่ผ่านการย้อมสี และการใช้เครื่องวัดการนำความร้อนเพื่อตรวจและแยกเพชรว่าเป็นเพชรแท้หรือเพชรเทียม ปัจจุบันมีการใช้มาตรฐานด้านต่างๆ มาเป็นเครื่องวัดคุณภาพอัญมณี ไม่ว่าจะเป็นเพชร โลหะทองคำ เป็นต้น แต่สำหรับพลอยยังไม่มีมาตรฐานที่เป็นข้อกำหนดบังคับใช้ที่แน่นอน แต่ผู้ซื้อก็มีวิธีที่อาจใช้เป็นมาตรฐานในการตรวจสอบคุณภาพได้ เช่น ลักษณะการกำเนิดของพลอยตามธรรมชาติ ประวัติการปรับปรุงคุณภาพ เป็นต้น กรณีที่ผู้ซื้อต้องการซื้อพลอยร่วง (พลอยเม็ดที่ยังมิได้ประกอบเข้าตัวเรือน) หรือพลอยที่ประกอบตัวเรือนแล้ว ถ้าเป็นการซื้อกับผู้ขายที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผู้ซื้อควรนำพลอยเม็ดนั้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบดูเสียก่อน โดยเฉพาะพลอยเม็ดใหญ่ๆ หรือที่มีราคาสูง หลังจากตรวจสอบและได้ผลสรุปเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นพลอยแท้ ผู้ตรวจสอบจะให้หลักฐาน เป็นหนังสือใบรับรองการตรวจสอบ (Certificate) หากเป็นการซื้อจากผู้ขายอัญมณีโดยตรง ผู้ซื้อควรให้ทางร้าน ออกใบรับรองให้ว่าพลอยที่ซื้อนั้นเป็นพลอยแท้ชนิดใด น้ำหนักเท่าใด รวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเวลาที่มีปัญหาจะได้มีหลักฐานยืนยันและนำกลับไปคืนที่ร้านได้ ขอขอบคุณ ข่าวสดออนไลน์ คอลัมน์ รู้ไปโม้ด น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 03:21:10 PM วันอาสาฬหบูชา
(http://fwmail.teenee.com/etc/img9/264176.jpg) (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/01/Paintings_of_Life_of_Gautama_Buddha_-_Asalha_Puja.jpg/499px-Paintings_of_Life_of_Gautama_Buddha_-_Asalha_Puja.jpg) วันอาสาฬหบูชา หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมที่ทรงตรัสรู้เป็นครั้งแรก จึงถือได้ว่าวันนี้เป็นวันเริ่มต้นประกาศพระพุทธศาสนาแก่ชาวโลก และด้วยการที่พระพุทธเจ้าทรงสามารถ แสดง เปิดเผย ทำให้แจ้ง แก่ชาวโลก ซึ่งพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ได้ จึงถือได้ว่าพระองค์ได้ทรงกลายเป็นสมเด็จศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ คือทรงสำเร็จภารกิจแห่งการเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็น "สัมมาสัมพุทธะ" คือทรงเป็นพระพุทธเจ้าผู้สามารถแสดงสิ่งที่ทรงตรัสรู้ให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ซึ่งแตกต่างจาก "พระปัจเจกพุทธเจ้า" ที่แม้จะตรัสรู้เองได้โดยชอบ แต่ทว่าไม่สามารถสอนหรือเปิดเผยให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ด้วยเหตุนี้วันอาสาฬหบูชาจึงมีชื่อเรียกว่า "วันพระธรรม" วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่ท่านโกณฑัญญะได้บรรลุธรรมสำเร็จพระโสดาบันเป็นพระอริยบุคคลคนแรก และได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสมบทเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระศาสนา และด้วยการที่ท่านเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในโลกดังกล่าว พระรัตนตรัยจึงครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก ด้วยเหตุนี้วันอาสาฬหบูชาจึงมีชื่อเรียกว่า "วันพระสงฆ์" ดังนั้น วันอาสาฬหบูชาจึงถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของพระพุทธศาสนาดังกล่าว ซึ่งควรพิจารณาเหตุผลโดยสรุปจากประกาศสำนักสังฆนายกเรื่องกำหนดพิธีอาสาฬหบูชา ที่ได้สรุปเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวันอาสาฬหบูชาไว้โดยย่อ ดังนี้ เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา เป็นวันแรกที่ศาสดาทรงแสดงพระธรรมจักร์ ประกาศสัจจธรรม อันเป็นองค์แห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นวันที่พระอริยสงฆ์สาวกองค์แรกบังเกิดขึ้นในโลก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา ในวันนั้น เป็นวันแรกที่บังเกิดสังฆรัตนะ สมบูรณ์เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 04:59:30 PM การเวียนเทียนเพื่อระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย
พิธีเวียนเทียนในวันสำคัญทั้ง 4 วัน มีระเบียบปฏิบัติเหมือนกัน เมื่อถึงเวลากำหนด ทางวัดจะตีระฆังสัญญาณให้พุทธบริษัท ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสก และอุบาสิกา ประชุมพร้อมกันที่หน้าพระอุโบสถหรือลานพระเจดีย์ อันเป็นหลักของวัดนั้นๆ พระภิกษุอยู่แถวหน้า ถัดไปเป็นสามเณร ท้ายสุดเป็นอุบาสก อุบาสิกา เมื่อพร้อมแล้วทุกคนจุดเทียนและธูป จากนั้นถือดอกไม้ธูปเทียนประนมมือ หันหน้าเข้าหาปูชนียสถานที่จะเวียนนั้น ว่า "นะโม ตัสสะ..." 3 จบ และว่าคำถวายดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เดินประนมมือดอกไม้ธูปเทียนไปทางขวาของสถานที่ที่เวียน ตั้งใจระลึกถึงพระพุทธคุณ โดยนัยบท "อิติปิโส ภควา" ในรอบแรก ระลึกถึงพระธรรมคุณ โดยนัยบท "สวากขาโต ภควตา ธมฺโม" ในรอบที่สอง และระลึกถึงพระสังฆคุณ โดยนัยบท "สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ" ในรอบที่สาม ครบสามรอบนำดอกไม้ธูปเทียนไปวางบูชา แล้วเข้าไปประชุมในพระอุโบสถ วิหาร หรือศาลาการเปรียญ เริ่มทำวัตรค่ำ สวดมนต์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ เสร็จแล้วมีเทศน์พิเศษเกี่ยวกับวันสำคัญนั้น 1 กัณฑ์ เป็นอันเสร็จพิธี (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/3/3a/%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99.jpg) (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/06/Walk_with_lighted_candles_in_hand_around_a_temple.jpg/450px-Walk_with_lighted_candles_in_hand_around_a_temple.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 05:09:17 PM วันเข้าพรรษา
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/news/news3_2.jpg) วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดช่วงฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น "เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี เรียกว่า "ปุริมพรรษา" ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เรียกว่า "ปัจฉิมพรรษา" เว้นแต่มีกิจธุระคือเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า "สัตตาหะ" หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด สำหรับข้อยกเว้นให้ภิกษุจำพรรษาที่อื่นได้ โดยไม่ถือเป็นการขาดพรรษา เว้นแต่เกิน 7 วัน ได้แก่ 1.การไปรักษาพยาบาลภิกษุ หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย 2.การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้ 3.การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชำรุด 4.หากทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขาได้ นอกจากนี้หากระหว่างเดินทางตรงกับวันหยุดเข้าพรรษาพอดี พระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆ องค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า "วิหาร" แปลว่า ที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้ง ถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีก เพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า "อาราม" ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้ ทั้งนี้ โดยปกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขาร อันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษา นับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา... อย่างไรก็ตาม แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของพระภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญรักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่น ๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ถวายเครื่องสักการะบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น พร้อมฟังเทศน์ ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลานของตน โดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับอานิสงส์อย่างสูง (http://lh5.ggpht.com/_swaK41_hNqk/SkHoqOFTXVI/AAAAAAAAHZU/keCIzd_-1X8/dsc9798.jpg) (http://lh5.ggpht.com/_swaK41_hNqk/SkHoZlF5plI/AAAAAAAAHY8/7c7TffjK84w/dsc9845.jpg) วันเข้าพรรษา นอกจากนี้ ยังมีประเพณีสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ "ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา" ประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษา ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้ มีอยู่เป็นประจำทุกปี เพราะในระยะเข้าพรรษา พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้า – เย็น และในการนี้จะต้องมีธูป - เทียนจุดบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาสำหรับให้พระภิกษุจุดเป็นการกุศลทานอย่างหนึ่ง เพราะเชื่อกันว่าในการให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงฆ์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว ตามชนบทนั้น การหล่อเทียนเข้าพรรษาทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมาก เมื่อหล่อเสร็จแล้ ก็จะมีการแห่แหน รอบพระอุโบสถ 3 รอบ แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา 3 เดือน บางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่ง มีการแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงาม โดยถือว่าเป็นงานประจำปีเลยทีเดียว ขอขอบคุณบทความจากกระปุกและรูปถ่ายนามนักเดินทางค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 05:13:52 PM ดอกเข้าพรรษา (http://www.panyathai.or.th/wiki/images/Flower2.gif) "ดอกเข้าพรรษา" เป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง ต้นคล้ายๆ ต้นกระชาย หรือ ขมิ้น สูงประมาณ 1 คืบเศา ส่วนสีสันของดอกไม้เข้าพรรษานี้ บางต้นก็ผลิดอกสีเหลือง บางต้นก็สีขาว และบางต้นก็สีน้ำเงินม่วง ซึ่งหาได้ยาก ถือกันว่าถ้าใครออกไปเก็บดอกไม้เข้าพรรษาสีม่วงมาใส่บาตรได้ คนนั้นจะได้รับบุญกุศลมามายกว่าการนำดอกไม้สีอื่นๆ มาใส่บาตร ต้นดอกไม้เข้าพรรษานี้จะขึ้นตาม ไหล่เขาโพธิ์ลังกา หรือเขาสุวรรณบรรพต เทือกเขาวงและ เขาพุใกล้ๆ กับพระพุทธบาทที่น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่ง สำหรับต้นดอกไม้ชนิดนี้ก็คือการผลิดอก ถ้ามิใช่ฤดูกาลเริ่มเข้าพรรษา เช่น หน้าร้อน หน้าหนาว อย่างนี้ ต้นเข้าพรรษา จะไม่ผลิดอกออกมาให้เห็น จนชาวบ้านขนานนามให้เป็นที่เหมาะสมว่า "ต้นเข้าพรรษา" หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 21, 2011, 11:45:43 AM หากหัวใจคล้ายห้องว่าง
คำว่าชีวิตประกอบขึ้นมาจาก "กาย" กับ "ใจ" เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "กาย" กับ "นาม" องค์ประกอบทั้งสองของชีวิตนี้ "ใจ" มีความสำคัญมากกว่า "กาย" เพราะ "ใจ" เป็นอย่างไร "กาย" จะเป็นอย่างนั้น (http://sgstb.msn.com/i/B6/AD82CB295B7F4B7D317387F43BCD.jpg) เรื่อง ว.วชิรเมธี ความสำคัญของใจที่มีผลเหนือกายนั้นมีตัวอย่างมากมาย อภิปรายกันไม่รู้จบ เช่นวันหนึ่งเมื่อมีนักข่าวสัมภาษณ์ว่า ไทเกอร์ วู้ด มีเคล็ดลับในการตีกอล์ฟอย่างไร จึงตีได้แม่นเหมือนจับวางทุกครั้ง เขาตอบสั้นๆ ว่า ผมจินตนาการเห็นลูกกอล์ฟลอยละลิ่วลงหลุมก่อนที่ผมจะเริ่มตีมันเสียอีก" คำตอบของนักกอล์ฟอัจฉริยะสะท้อนว่าใจของเขานั้นไม่ได้สั่งได้เฉพาะกายคือมือของเขาเท่านั้น แม้แต่ไม้ตีกอล์ฟเอง ก็หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา เข้าทำนอง กระบี่อยู่ที่ใจ ใจอยู่ในกระบี่ โดยแท้ ครั้งหนึ่งมีการทดลองกันในทางจิตวิทยาว่า ใจสำคัญต่อกายจริงหรือไม่ นักจิตวิทยาร่วมมือกับนายแพทย์ท่านหนึ่ง ไปตรวจร่างกายของนักกีฬายกน้ำหนักถึงโรงยิม เมื่อไปถึง นายแพทย์ก็ตรวจวัดร่างกายของนักกีฬายกน้ำหนักคนหนึ่ง ซึ่งมีร่างกายที่แข็งแรงมาก เขากำลังฝึกยกน้ำหนักอยู่พอดี เมื่อไปถึงนายแพทย์ใช้ปรอทวัดไข้อยู่สักพักหนึ่ง รอไม่กี่นาที ท่านก็รายงานด้วยสีหน้าเป็นกังวลว่า นักกีฬาคนนี้กำลังมีปัญหาใหญ่ เพราะตรวจพบ บางอย่าง ในร่างกาย ขอให้งดการฝึกซ้อม ฃเอาไว้ก่อน พอนายแพทย์พูดจบ นักกีฬาร่างล่ำบึ้กมีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที เขายกน้ำหนักต่อไปไม่ไหว ยกอย่างไรก็ไม่เป็นที่พอใจ อ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด เขาจึงขออนุญาตลากลับไปพักหลายวัน ต่อมานายแพทย์และนักจิตวิทยา จึงขอโทษนักกีฬาคนนั้น พร้อมทั้งบอกความจริงว่า ผลการตรวจสุขภาพไม่เป็นอันตรายอย่างที่เป็นกังวลสักนิด ที่แจ้งผลไป ก่อนหน้านั้น เป็นเพียงการทดลองอย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทั้งครูฝึก นักจิตวิทยา และนายแพทย์ร่วมมือกันและรู้กันมาแต่ต้นอยู่แล้ว ทันทีที่ทราบผลว่า ตนไม่เป็นอะไร วันรุ่งขึ้นนักกีฬาคนนั้นก็มาฝึกซ้อมต่อและคราวนี้เขาสดชื่นรื่นเริงอย่างเห็นได้ชัด การทดลองคราวนี้ ก็สะท้อนหลักการที่ว่า ใจเป็นอย่างไร ร่างกายเป็นอย่างนั้น จริงๆ ความจริง ในชีวิตของคนเรานั้น หากสังเกตให้ดีเราจะพบว่า พฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงผลออกมาทางกายนั้น ล้วนได้รับอิทธิพลของใจทั้งสิ้น คนที่มีสีหน้าสดชื่น ผ่องใส ใจเย็นโดยธรรมชาติ (ไม่ใช่ใสเพราะฝีมือหมอ) ก็เพราะลึกๆ แล้ว เขาไม่มีความเครียดเจือปนอยู่ในใจ คนที่หงุดหงิดงุ่นง่าน ก็เพราะในใจเขาเต็มไปด้วยความกังวล คนที่มีพฤติกรรมฉ้อฉล คอรัปชั่น ก็เพราะใจเขามี ไถยจิต ซึ่งแปลว่า จิตที่มีธาตุแห่งความเป็น หัวขโมย แฝงอยู่ คนที่สู้ชีวิต ก็เพราะใจเขาเปี่ยมด้วย ปรักกมธาตุ ซึ่งแปลว่า ใจนักสู้ อยู่ข้างใน ส่วนคนที่เต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อน ก็เพราะข้างในของเขา หมักหมมอยู่ด้วยไฟริษยานั่นเอง นอกเป็นอย่างไร ก็สะท้อนว่าใจเป็นอย่างนั้น กาย จึงเป็นเหมือนเงาสะท้อนของใจ ใจ ของเรานั้น ไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เมื่อเราใส่อะไรเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่านั้น สถานภาพของห้องก็จะเปลี่ยนไปทันที เป็นต้นว่า เรามีห้องว่าง เปล่าอยู่ห้องหนึ่ง เมื่อ - - เราใส่น้ำเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องน้ำ เราใส่พระพุทธรูปเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องพระ เราใส่เครื่องมือปรุงอาหารเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องครัว เราใส่เครื่องนอนเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องนอน เราใส่ชุดรับแขกเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องรับแขก เราใส่บุคคลสำคัญเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องวีไอพี ห้องแห่งหัวใจของเราก็ไม่ต่างอะไรกับห้องว่างเปล่าที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเลย ทุกครั้งที่เราบรรจุอะไรเข้าไปในใจ ใจของเราก็จะเปลี่ยนสถานภาพเหมือนกัน เราใส่ความเมตตาเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจดี เราใส่ธรรมะเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจบุญ เราใส่ความโกรธเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจร้อน เราใส่ความเลวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจทราม เราใส่ความกลัวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจเสาะ เราใส่ความเป็นนักสู้เข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจสู้ เราใส่ความขาดสติเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจลอย เห็นด้วยกับผู้เขียนหรือไม่ว่า ใจของเรานั้นเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือกาย เป็นสิ่งที่คอยออกแบบชีวิตของเราให้เป็นไปอย่างไรก็ได้ พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ใจเป็นนาย ใจเป็นผู้นำ ใจเป็นผู้สร้างสรรค์... หรือบางทีก็ตรัสว่า จิตฺเตน นียติ โลโก แปลว่า โลกหมุนไปตามใจสั่งการ โลกในที่นี้ หมายถึง ชีวิตของเรานั่นเอง โลกคือชีวิต จะหมุนซ้าย หมุนขวา หมุนตรงหรือหมุนเอียง หมุนไปข้างหน้า หรือว่าหมุนไปข้างหลัง ทั้งหลายทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของใจทั้งหมดทั้งสิ้น ใจของเราไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เราบรรจุอะไรลงไป ชีวิตของเราก็เป็นไปตามสิ่งที่บรรจุนั้น ทุกวันนี้ เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เราบรรจุอะไร ลงไปในห้องแห่งหัวใจของเราบ้าง ความรู้ ความงมงาย ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความโลภ ความดี ความชั่ว ความริษยา ความหน้าด้าน ความสะอาด สว่าง สงบ หรือความตื่นรู้ ชีวิตจะเป็นอย่างไร รุ่งโรจน์หรือร่วงโรย ขึ้นสูงหรือลงต่ำ สำคัญที่เราบรรจุอะไรลงไปในใจของเราเอง ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Livingetc ฉบับภาษาไทย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 12, 2011, 12:14:19 PM Mother's Day : วันแม่แห่งชาติ
วันแม่แห่งชาติ หรือ วันแม่ แต่เดิมนั้นคือ วันที่ 15 เมษายนของทุกๆ ปี และได้มีการจัดงาน วันแม่แห่งชาติขึ้น ครั้งแรก ในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2493 ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2519 ทางราชการได้เปลี่ยนจัดงานวันแม่ใหม่ให้ถือเอา วันเสด็จพระราช สมภพ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ราชินีนาถ เป็น วันแม่แห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม ทั้งนี้ เมื่อวันแม่แห่งชาติ ของทุกๆ ปีเวียนมาถึง หน่วยงานต่างๆ ก็จะมีการจัดกิจกรรมวันแม่เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม ไม่ว่าจะเป็นการประกวดทำ การ์ดวันแม่ กลอนวันแม่ คำขวัญวันแม่ เรียงความวันแม่รวมถึงประดับธงชาติ ตามอาคารบ้านเรือน เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติใน วันแม่แห่งชาติ (http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/other/5_39.jpg) (http://hilight.kapook.com/img_cms/a3_14.jpg) (http://hilight.kapook.com/img_cms/a16_1.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 12, 2011, 12:35:36 PM กลอนวันแม่ 12 สิงหาคม
(http://sl.glitter-graphics.net/pub/2643/2643406fru0y3llrh.gif) A mothers like a ray of sunshine Whose heart is just pure gold. A mother beams with happiness that'll never grow old. She'll stay in my heart forever As if she were inside We've shared so many things, We laughed, we smiled, we cried. I love my mother very much and still throughout the years We share the mother daughter love, and always when I fear, I know I'll always have my mother somewhere very near! ขอขอบคุณ กลอนวันแม่ภาษาอังกฤษ : mothersdaycelebration.com โดยคุณMorgan (http://i.kapook.com/glitter/2011/th/08/T100811_03C.gif) ...เรียงความเรื่องแม่... ...จุดเริ่มต้นเรื่องราวปวดร้าวยิ่ง ได้แต่นิ่งเกินจำหลักวาดอักษร ครูให้เขียนการบ้านเรื่องมารดร หนูสะท้อนทุกครั้ง...หลั่งน้ำตา จักให้เขียนเริ่มต้นจนใจแท้ คำว่า “ แม่ ”..ยิ่งใหญ่จริงไหมหนา ตั้งแต่จำความได้ในจินตนา ภาพใบหน้า..แม่นั้นเป็นฉันใด ตั้งแต่หนูลืมตามาดูโลก พบแต่โศก..หดหู่ครูรู้ไหม รสสัมผัสอันอบอุ่นที่คุ้นใจ เป็นอย่างไรไม่รู้..หนูไม่มี เห็นคนอื่นพร้อมพรั่งทั้งแม่พ่อ เฝ้าพะนอเอาใจให้สุขี ยามหกล้มช่วยยื้อยุดฉุดชีวี ปลอบฤดีเรียกขวัญพลันกลับคืน เฝ้าประคองสองมือแม่ดูแลลูก รักพันผูกห่วงใยมิใช่ฝืน ต่างกับหนูยามช้ำต้องกล้ำกลืน ก้อนสะอื้นในอกจนตกใน ไร้คำปลอบยามหม่นต้องทนทุกข์ ไร้คำปลุกยามพรั่นหวาดหวั่นไหว ไร้ที่พึ่งพักพิงอิงทางใจ ไร้สิ่งใดที่ใครเขามีกัน.. ยามจะนอนไร้ลำนำบทขับกล่อม ที่รายล้อมคือความเหงาเศร้าโศกศัลย์ กอดตัวเองอุ่นกายในบางวัน แต่ใจนั้นหนาวอยู่มิรู้คลาย แทนความนัยตอกย้ำเด็กกำพร้า คือน้ำตาหยาดรินมิสิ้นสาย อยากจะเขียนเสกสรรค์คำบรรยาย สื่อความหมายคล้ายสมองต้องตีบตัน จึงยากเค้นอักษรป้อนความหมาย ที่เรียงรายคือน้ำตามาปลอบขวัญ แทนหยาดหมึกจารึกไว้นัยสำคัญ ถึงแม่นั้น..คือน้ำตาที่พร่านอง จารจากใจถึงแม่จ๋า..ว่าลูกรัก ชาตินี้ลูกบุญน้อยนักจักสนอง หากชาติหน้าถ้ามีให้สมปอง ทุกครรลองพร้อมหน้ากันสวรรค์ดล กระดาษเปล่าเล่าความด้วยน้ำตา แทนอักษราเรียงความติดตามผล ส่งคืนครูด้วยใจหากได้ยล หนูหมองหม่นทุกทีที่เรียงความ.. ขอขอบคุณ กลอนวันแม่ : thaipoem.com โดยคุณ เฌอมาลย์ (http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/main/14092-sujinda2_100.jpg) อุ้มรัก อุ่นใดเล่าอุ่นนักอุ่นรักเจ้า อุ่นที่เฝ้าดูแลและถนอม อุ่นสายใยผูกพันทุกวันยอม อุ่นในอ้อมกอดรักฟูมฟักรอ ให้เจ้าได้เติบใหญ่ในครรภ์น้อย เก้าเดือนคอยหัวใจไม่เคยท้อ เก็บความรักความหวังพลังพอ เพียงแค่ขอให้เจ้าเฝ้าเติบโต จะเก็บเกี่ยวความฝันทุกวันไว้ เจ้าเติบใหญ่รายล้อมพร้อมสุขโข ให้สมบูรณ์แข็งแรงแกร่งกล้าโชว์ เป็นสายโซ่เกี่ยวรัดผูกมัดใจ ให้เจ้าเป็นเด็กดีปรีดานัก รักทอถักยืนยงอสงไขย เป็นความหวังของพ่อแม่ต่อไป อิ่มอุ่นใดอุ่นเท่ารักเจ้าเอย.. ขอขอบคุณ กลอนวันแม่ จาก Thaipoem.com โดยคุณ ยาแก้ปวด (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/m300.jpg) แต่เล็กจนเติบใหญ่ ใครหนอใครอยู่เคียงคุณ อุปถ้มภ์แลค้ำจุน อีกเกื้อหนุนด้วยอาทร เมื่อครั้งคราทารก ในอ้อมอกนิทราภรณ์ เลือดอกบรรจงป้อน ผ่อนเย็นร้อนบ่คลอนคลาย ยุงเหลือบแลไรริ้น ปัดเป่าสิ้นอันตราย มูลมูกเมือกทั้งหลาย ชำระให้ด้วยอาทร เมื่อครั้งคราตั้งไข่ ใครหนอใครเคียงบ่จร ผิล้มประคองซ้อน ก่อนเป่าเพี้ยงบรรเทาพลัน รู้ความในวันเก่า เราหนอเราซิซนรั้น เพียรสอนเพียรอดกลั้น อันโอบเอื้อเหลือคณนา วิชาค่าล้ำชีพ ดั่ง ประทีปเกราะศาสตรา ใครเล่าเฝ้าสรรหา ให้รู้ค่าแลพากเพียร จงรู้คุณแดนเกิด เชิดชาติราชศาสน์เสถียร ป้องปราบศัตรูเสี้ยน ด้วยแกล้วกล้าสามัคคี ควรค้ากัลยาณชน แลหลีกพ้นพาลกาลี สัมมาครรลองวิถี มีหิริโอตัปปา เติบใหญ่ในวันนี้ มีเบื้องหลังอันหาญกล้า ฝ่ามรสุมนานา ผจัญปัญหาสารพัน ท่ามกลางอุปสรรค ยังมอบรักประจักษ์อัน เที่ยงแท้มิแปรผัน รักแท้นั้นพิสุทธา กี่เหงื่ออาบกายพ่อ กี่หยดหนอ นมมารดา พระคุณท้นท่วมฟ้า กี่ชาติกว่าทดแทนเทียม ขอขอบคุณ กลอนวันแม่ โดยคุณพอ จาก Thaipoem.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 12, 2011, 01:25:55 PM เพลงค่าน้ำนม
(http://hilight.kapook.com/img_cms/sport/02_214_2.jpg) แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ที่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล แม่..เราเฝ้าโอ้ละเห่ กล่อมลูกน้อยนอนเปลไม่ห่างหันเห ไปจนไกล ..แต่เล็กจนโตโอ้แม่ถนอม แม่ผ่ายผอมย่อมเกิดจากรักลูกปักดวงใจ เติบ โตโอ้เล็กจนใหญ่ นี่แหละหนาอะไร มิใช่ใดหนาเพราะค่าน้ำนม ..ควร คิดพินิจให้ดี ค่าน้ำนมแม่นี้ จะมีอะไรเหมาะสม โอ้ว่าแม่จ๋า ลูกคิดถึงค่าน้ำนม เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน ..ค่าน้ำนมควรชวนให้ลูกฝัง แต่เมื่อหลังเปรียบดังผืนฟ้าหนักกว่าแผ่นดิน บวช เรียนพากเพียรจนสิ้น หยดหนึ่งน้ำนมกิน ทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย ..* (http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/main/story.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 12, 2011, 01:34:03 PM เพลงอิ่มอุ่น
(http://i.kapook.com/pangporn/baby/mti8.jpg) อุ่นใดใดโลกนี้ไม่มีเทียบเทียม อุ่นอกอ้อมแขนอ้อมกอดแม่ตะกอง รักเจ้าจึงปลูกรักลูกแม่ย่อมห่วงใย ไม่อยากจากไปไกลแม้เพียงครึ่งวัน ให้กายเราใกล้กันให้ดวงตาใกล้ตา ให้ดวงใจเราสองเชื่อมโยงผูกพันธ์ อิ่มใดใดโลกนี้ไม่มีเทียบเทียม อิ่มอกอิ่มใจอิ่มรักลูกหลับนอน น้ำนมจากอกอาหารของความอาทร แม่พร่ำเตือนพร่ำสอนสอนสั่ง ให้เจ้าเป็นเด็กดี ให้เจ้ามี่พลัง ให้เจ้าเป็นความหวังของแม่ต่อไป ใช่เพียงอุ่นท้องที่ลูกร่ำร้องเพราะต้องการไออุ่น อุ่นไอรัก อุ่นละมุน ขอน้ำนมอุ่นจากอกให้ลูกดื่มกิน (http://i.kapook.com/glitter/2011/th/07/T220711_09C.gif) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 12, 2011, 01:48:28 PM (http://statics.atcloud.com/files/entries/6/63149/images/1_display.jpg)
(http://statics.atcloud.com/files/entries/6/61896/images/1_display.jpg) (http://statics.atcloud.com/files/comments/109/1090723/images/1_display.jpg) สุขสันต์วันแม่ แด่คุณแม่ทุกๆๆท่านค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 11, 2011, 03:17:26 PM วันไหว้พระจันทร์
(http://www.siamchina.com/images/1190714803/zhongqiu3.jpg) วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี เป็นวันไหว้พระจันทร์ของชาวจีน ภาษาจีนเรียกวันไหว้พระจันทร์ว่า" จงชิว " ที่มาของคำว่าจงชิวนี้คือ เดือนแปดตามปฏิทินจันทรคติตกอยู่ช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง (เดือนเจ็ดและเดือนแปดอยู่ในฤดูใบไม้ร่วง หนึ่งฤดูแบ่งเป็น เมิ่ง จ้ง จี้ ) ดังนั้นก็เลยเรียกว่า " จ้งชิว " ประกอบกับวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปดก็ตกอยู่ในช่วงกลางของเวลาที่เรียกว่าจ้งชิวนี้ จึงเรียกเทศกาลดังกล่าวว่า" จงชิว " ด้วย ในคืนวันไหว้พระจันทร์ ดวงจันทร์สว่างและกลม ถือว่าสวยที่สุด ผู้คนถือว่าดวงจันทร์ที่กลมเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความสามัคคี ดังนั้นจึงเรียกเทศกาลนี้ว่า " เทศกาลแห่งความกลมเกลียว " เทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นเทศกาลดี เป็นเทศกาลที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนาน เรื่องดวงจันทร์ของชาวจีนอย่างแนบแน่น เช่นเรื่อง " ฉังเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์ " ถือว่าเป็นเรื่องที่มีชื่อเสียงมาก วันไหว้พระจันทร์ เป็นการไหว้ครั้งที่ 6 ของปี เรียกการไหว้ครั้งนี้ว่า "ตงชิวโจ่ย" การไหว้พระจันทร์ของคนจีน เป็นที่รู้จักกันดีกว่าเทศกาลไหว้อื่นๆ เพราะมีเรื่องราวที่น่าสนใจ เป็นการไหว้เจ้าแม่กวนอิม และมีของไหว้ที่เป็นแบบเฉพาะ เช่นมีขนมไหว้พระจันทร์ มีต้นอ้อย โคมไฟ เทศกาลนี้เป็นอุบายในการปลดแอกชาติจีน ออกจากการปกครองของพวกมองโกล วันไหว้พระจันทร์ ถือเป็นวันสารท เพราะตรงกับวันกลางเดือน คือวันที่ 15 ถ้าเป็นตรุษจะเป็นวันที่ 1 ของเดือน ตรงกับวันที่ 15 เดือน 8 ของจีน และถือเป็นวันกลางเดือนของเดือน กลางฤดูใบไม้ร่วง ด้วยว่าประเทศจีนนั้นแบ่งวันเวลา เป็น 4 ฤดูกาล ฤดูหนึ่งมี 3 ดวง คือ ชุง แห่ ชิว ตัง คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ตามมลำดับ ขนมที่ทำมาเป็นพิเศษในเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ก็คือ ขนมเปี๊ยก้อนใหญ่พิเศษ ไส้หนา มีขนมโก๋สีขาว ขนมโก๋สอดไส้ ขนมโก๋สีเหล์อง เมื่อไหว้เสร็จก็แบ่งกันรับประทานในครอบครัว (http://campus.sanook.com/story_picture/s/01266_002.jpg) ตำนาน ประเพณีไหว้พระจันทร์นั้นนอกจาก ประเทศไทยแล้ว ประเทศอื่นๆทั่วโลกที่มีชน ชาวจีนไปตั้งถิ่นฐาน ก็จะปฏิบัติเช่น เดียวกัน คือทุกปีในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปด ชาวจีนจะตั้งโต๊ะจัดของสักการะบูชาพระจันทร์ เพื่อเป็น การขอพรให้กับครอบครัวและให้กับชีวิตของ ตนเอง ของแต่ละอย่างบนโต๊ะก็จะมีความหมาย ต่างๆ กันไปหากวิธีการจัดโต๊ะของแต่ละประเทศก็ จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสิ่งของที่หาได้และผลไม้ ในประเทศที่มีซึ่งโดยปรกติก็จะไม่ฟันธงกำหนด ตายตัว หากแต่ผลไม้ที่ใช้ก็จะเน้นให้เป็นผลกลมเพื่อ ความกลมกลึงของชีวิตและหมายถึงความกลมของ พระจันทร์ แต่ที่จะขาดไม่ได้เลยคือขนมไหว้พระจันทร์ ซึ่งจะเป็นขนมอบใส่ไส้ผลไม้กวนหรือถั่วแดงกวน เม็ดบัว และไข่เค็มเฉพาะไข่แดง สิ่งของอย่างอื่นๆ บนโต๊ะก็จะประกอบไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อย ที่มีความ หมายแตกต่างกันไปอย่างเข่น ขนมอี้ ซึ่งเป็นแป้งลูกกลมๆสีแดงสดใสใส่ในน้ำเชื่อมหวาน ซึ่งเปรียบเหมือนชีวิตที่หวานสดชื่น (http://www.rin.co.th/private_folder/khom/IMG_4504.jpg) โก๋ขาว คนจีนเรียก “แป๊ะกอ” แป๊ะ แปลว่า สีขาว กอ คือขนม ขนมโก๋ ที่เป็นแป้งหวานสีขาว รูปทรงต่างๆ ลวดลายสวยงามเพื่อเป็นการขอผิว พรรณที่ขาวสวย ผลไม้ต่างๆ 5 ชนิดที่มีผลกลม เหมือนพรที่ขอเพื่อให้ชีวิตสุขสดชื่นรวมไปถึง ชีวิต ครอบครัวที่มีความสุขความสามัคคี ในบ้านเจดีย์น้ำตาล เป็นตัวแทนของ ปราสาทแห่งสวรรค์ถั่วหวานขนมหวาน เคลือบน้ำตาล ขนมเปี๊ยที่มีอักษรมงคล ประทับสีแดงอยู่กลางขนม ของประดับอื่นๆ ก็จะมีกระดาษรูปเซียน 8 องค์ คำกลอนต่างๆ ในกระดาษสีแดงสดใส เทียนดอกใหญ่ สีแดงที่เขียนคำขอพรไว้ กิ่งหลิว ดอกไม้สีสัน สดสวยอ้อยต้นโตเพื่อนำมาทำ เป็นซุ้มประตู โคมไฟลวดลายงามตา การตั้งโต๊ะจะต้องตั้งให้เรียบร้อยก่อน พระจันทร์จะลอยสูงเกินขอบฟ้า และเก็บก่อนที่ พระจันทร์จะเลยหัวไปหรือเมื่อเทียนดอก ใหญ่ดับลง หันโต๊ะไปทางทิศตะวันออก โดยเริ่มด้วยซุ้มประตูที่ทำจากต้นอ้อยผูกโคมไฟ ไว้กับต้นอ้อย ให้สวยงามวางกระถางธูป เทียนไว้ด้าน หน้าสุด ดอกไม้วางไว้สองข้าง ขนมอี้ใส่ถ้วยแล้วแต่ พื้นที่บนโต๊ะจะอำนวย 5 - 8 ถ้วยก็ได้วางถัดมา แล้วนำ เจดีย์น้ำตาลวางไว้สองข้างถัดจาก ขนมอี้ ขนมเปี๊ยใส่ จานจัดไว้ถัดมา ใต้เจดีย์อาจนำคำกลอนในกระดาษ แดงมาวางก็ได้ผลไม้ 5 ชนิดจัดวางตาม ความ สวยงาม ต่อด้วยขนมไหว้พระจันทร์ที่จัดเป็น เรียงชั้นๆ ขนมโก๋ และขนมหวานเคลือบน้ำตาลต่างๆ รอบโต๊ะวางประดับประดาด้วยกระดาษลวดลาย ต่างๆ ที่มี อย่างไรก็ดีการจัดตั้งโต๊ะนั้นไม่ตายตัวเสมอไป แล้วแต่ใครมีวิธีการที่ ต่างกันไปเน้นความสวยงามเป็น หลักดังนั้น ใครคิดว่าจัดอย่างไรจึงสวยที่สุดก็ให้จะจัด กันตามนั้น ทุกวันนี้วันไหว้พระจันทร์มีความหมายที่ เปลี่ยนไปแล้ว สำหรับบางคน ในวันนี้เป็นวันที่ครอบครัว ซึ่งได้ห่างจากกันไป ลูกสาวที่แต่งออกจากบ้าน บุตรหลานที่ โยกย้ายออก ไปมีบ้านใหม่ ก็จะกลับมาเยี่ยมเยี่ยนให้พร้อม หน้าพร้อมตา กินขนมหวาน ชมพระจันทร์ในคืนที่มี ความสุกสว่างกลมโตที่สุดในรอบปี ไม่แน่คืนนี้คุณ อาจเห็นนางฟ้าผู้งดงามที่อาศัยอยู่ในพระจันทร์กำลัง มองลงมาที่คุณก็ได้ การจัดโต๊ะหมู่บูชา นำของกิน ขนมหวาน และขนมไหว้พระจันทร์มาเซ่นไหว้ พระจันทร์ ที่ในวันนี้จะสวยงามกลมใหญ่และส่งแสง สว่าง เป็นพิเศษเหมือนจะเล่าเรื่องราวของนางใน พระจันทร์ ให้แก่ลูกหลานที่เฝ้ามองความงามของ ดวงจันทร์ที่ทอแสงสาดส่องทำให้พื้นโลกได้เรืองรอง ไปด้วยแสงเหลืองนวล เรื่องราวของนางในพระจันทร์ เป็นเหมือนนิทานที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ซึ่งมี หลาย Version และนี่คือหนึ่งในจำนวนนั้น กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อสมัยที่โลกยังคง มีดวงอาทิตย์ สิบดวงล้อมรอบผลัด เปลี่ยนหมุนเวียน ให้แสงสว่างและความร้อน พื้นพิภพเต็มไปด้วยจอม ยุทธ์ และผู้กล้า ผู้คน อาศัยอยู่กันอย่างสงบสุขจน ทำให้เป็นที่อิจฉาของเหล่าเซียนเทวดา และพวก เขาก็มีรู้สึกว่าผู้คนเริ่มไม่ให้ความเคารพนับถือ จึงพากันฉุดรั้ง ดวงอาทิตย์ทั้งสิบดวงให้สาดส่อง แสงอันแรงกล้าลงมายังพื้นโลกพร้อมกัน ทำให้โลก ร้อนระอุและเผาไหม้เป็นไฟ เพื่อหวังที่จะให้ผู้คน ขอร้องและกลับมาเกรงกลัวเหล่าเซียนอีกครั้ง แต่แผนการก็ต้องล้มเหลวเมื่อมีชายหนุ่มนักแม่นธน ูนาม ฮัวหยี่ อาสาที่จะช่วยเหลือโดยยิงธนูเพื่อดับ ดวงอาทิตย์และฮัวหยี่ก็ทำได้สำเร็โดยยิงดวง อาทิตย์ไปเก้าดวง เหลือดวงที่สิบไว้เพียงดวงเดียว เพื่อยังคงส่งแสงสว่างให้แก่โลก ทำให้พื้นพิภพ กลับมาสงบสุขอีกครั้งผู้คนต่างร่ำร้องสรรเสริญ ฮัวหยี่ว่าเป็นวีรบุรุษและแต่งตั้งให้เขาเป็นฮ่องเต้ แต่ก็โชคร้ายเหลือเกินอาทิตย์ดวงที่เก้าที่ เขายิงตก เป็นราชบุตรขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้ พระจักรพรรดิ์ แห่งสวรรค์ ซึ่งทรงกริ้วและเสียพระทัยกับการ สูญเสียราชบุตรสุดรักไป จึงสั่งให้นางกำนัลแห่งสวรรค์ นาม ฉางอี นำยาพิษไปให้ ฮัวหยี่ โดยให้หลอกว่าเป็นยา อายุวัฒนะหากกินก็จะทำให้สามารถมีชีวิตที่เป็นนิรันดร์ ฉางอีได้รับคำสั่ง จึงนำยาไปมอบให้แก่ ฮัวหยี่ แต่เมื่อนาง เห็นหน้าชายหนุ่มก็เกิดความรักและเห็นใจ ฮัวหยี่ก็เช่นกันเมื่อได้เห็นความงามของ ฉางอีก็เกิด ความรักขึ้น แต่นางฉางอีก็คงส่งมอบยา ให้แก่ฮัวหยี่ตามคำสั่งที่ได้รับมาหากแต่บอกว่ายานี้ จะยัง ไม่สามารถกินได้จนถึง วันที่ 15 ค่ำเดือนแปด ด้วยความหวังว่านางอาจจะสามารถหาวิธีที่ทำ ให้เง็กเซียน ฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนพระทัย หรือหาวิธีช่วย ชีวิตชายคนรักได้ นางใช้ชีวิตอยู่กับ ฮัวหยี่ถึง 7 วัน จนเมื่อถึงวันที่ 15 ค่ำตามที่นางได้กล่าวไว้กับ ฮัวหยี่ นางก็ยังคงไม่สามารถคิดหาวิธีช่วย ชีวิตฮัวหยี่ได้ ดังนั้น ในคืนวันที่ 15 ค่ำเดือนแปดก่อนที่ฮัวหยี่จะ ไว้ทันกินยาพิษ นางจึงตัดสินใจ ชิงกินยาพิษเม็ดนั้น แทนสามีสุดรัก แต่ยากลับไม่ได้ทำให้นางตาย ชั่วอึดใจนางก็รู้สึกว่าตัวของนางเบาและเริ่มล่อง ลอยขึ้นสู่ฟากฟ้าเบื้องบน ลอยสูงจนไปถึงดวงจันทร์ ด้วยความตื่นตระหนกนางเริ่มที่จะหายใจไม่ออก และเริ่มไอ ซึ่งทำให้ยาหลุดออกมาจากลำคอ ของนาง ด้วยนางนั้นไม่สามารถบินได้อีกนาง จึงไม่สามารถลอยกลับลงมายังโลกได้อีก นางจึงต้องใช้ชีวิตอยู่ในพระจันทร์นั้นเอง ตำนานนี้เป็นที่เล่าขานต่อๆ กันมาและนี่คือ เหตุผลว่าทำไมชาวจีนจึงนับถือนางในพระจันทร์ กราบไหว้เพื่อให้ความดี ความงามของนางได้สาด ส่องลงมายังโลกมนุษย์ ให้เกิดความสงบสุขไป ทั่วหล้า ทำให้มนุษย์ที่เป็นหญิงได้มีรูปโฉมที่ งดงามเช่นนาง และขอให้ความดีงาม ของนางปกปักรักษา คุ้มครอง โลกมนุษย์ต่อไป ตำนานไหว้พระจันทร์ ของชาวจีน เรื่อง " ฉังเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์ " ปรากฎเป็นครั้งแรกในยุคต้นของสมัยจั้นกว๋อ ( สมัยสงครามระหว่างรัฐ ) เล่าเรื่องราวของฉังเอ๋อที่ได้กินยาอายุวัฒนะของเจ้าแม่ซีหวังหมู่ แล้วไปเป็นเทวีแห่งดวงจันทร์ เมื่อถึงสมัยสุยและถัง เนื่องจากผู้คนในสมัยนั้นมีความนิยมที่จะชื่นชมดวงจันทร์ว่าสวยและดูน่ารักใคร่ ดังนั้นทัศนะที่มีต่อฉังเอ๋อผู้ซึ่งอาศัยอยู่บนดวงจันทร์ว่าเป็นผู้ที่อ่อนหวาน สวยงาม ฉลาด มีจิตใจดีงาม มีความสามารถในการร้องรำ เป็นต้น มีตำนานอีกเรื่องที่เล่าถึงเทวีแห่งดวงจันทร์ว่า สมัยโบราณนานมาแล้ว โลกเรานี้มิได้มีดวงอาทิตย์เพียงแค่ดวงเดียวเท่านั้น แต่มีถึงสิบดวง นำมาซึ่งภัยพิบัติแต่โลกมนุษย์ ทำให้โลกร้อนระบุเป็นเพลิง ส่วนที่เป็นน้ำก็เหือดแห้งไป ภูเขาถล่มแผ่นดินแยก ต้นไม้ใบหญ้าแห้งกรอบ ผู้คนไม่มีที่จะไปหลบซ่อนอาศัย ในช่วงนี้เองได้ปรากฎวีรบุรุษคนหนึ่งชื่อ" โฮ่วอี้ " เป็นผู้ที่มีฝีมือในการยิงธนูได้อย่างมหัศจรรย์มาก เขาได้ยิงธนูขึ้นสู่ฟ้า เพียงดอกเดียวก็ยิงถูกดวงอาทิตย์ตกลงมาถึงเก้าดวง เหลืออยู่เพียงแค่ดวงเดียว ถือเป็นการขจัดทุกเข็ญให้กับบรรดาประชาชน ผู้คนจึงพากันยกย่องให้เขาเป็นกษัตริย์ แต่ทว่า พอเขาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ เขาก็ลุ่มหลงในสุราและนารี ฆ่าฟันผู้คนตามอำเภอใจ กลายเป็นทรราช ราษฎรล้วนแต่โกรธแค้นและชิงชังเขาเป็นที่สุด โฮ่วอี้รู้ตัวว่าตัวเองคงจะอยู่เป็นสุขเช่นนี้ไปได้อีกไม่นาน จึงเดินทางไปที่ภูเขาคุนหลุน ( คุนลุ้น ) เพื่อขอยาอายุวัฒนะจากเจ้าแม่หวังหมู่มากิน แต่ฉังเอ๋อ ภรรยาของเขากลัวว่าถ้าสามีของเธอมีอายุยืนนานโดยไม่มีวันตายเช่นนี้ ก็จะเข่นฆ่าราษฎรต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นเธอเลยตัดสินใจกินยาอายุวัฒนะนั้นเสียเอง แต่พอกินเข้าไป ในฉับพลันทันใด ร่างของเธอก็เบาแล้วก็ลอยขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ ยังมีนิทานอีกเรื่องเล่าว่า ศิษย์ของโฮ่วอี้ชื่อ" เฝิงเหมิ่ง " อิจฉาฝีมือการยิงธนูของโฮ่วอี้มาก คอยคิดแต่จะสังหารโฮ่วอี้ อยู่มาวันหนึ่ง เฝิงเหมิ่งถือโอกาสตอนที่โฮ่วอี้ออกไปล่าสัตว์บังคับให้ฉังเอ๋อ ภรรยาของโฮ่วอี้มอบยาอายุวัฒนะให้แก่ตนเอง แต่ฉังเอ๋อไม่ยอม โดยกินยาอายุวัฒนะที่มีอยู่ทั้งหมดลงท้องไป ผลก็คือ ร่างของเธอเบา และลอยขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ในที่สุด นับแต่นั้นมา บนดวงจันทร์ก็ปรากฎนางฟ้าผู้งดงามและจิตใจดีเช่นฉังเอ๋อนี้ เนื่องจากตำนานเรื่องต่างๆที่เล่าขานเกี่ยวกับดวงจันทร์ทั้งหลายนี้ ดังนั้นนับแต่สมัยโบราณเป็นต้นมา ผู้คนก็จะมีประเพณีการชมและบูชาดวงจันทร์ จักรพรรดิถือความนิยมในการบูชาพระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ และบูชาพระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง พวกราษฎรก็มีประเพณีการบูชาพระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วงด้วยเช่นกัน ในการบูชาพระจันทร์นั้น ตามปกติพิธีจะเริ่มหลังจากที่ดวงจันทร์ขึ้นแล้ว บางท้องที่สิ่งที่นำมาบูชาดวงจันทร์ได้แก่ขนมไหว้พระจันทร์ ผลไม้ ถั่ว ดอกหงอนไก่ หัวไชเท้า รากบัว เป็นต้น ในขณะที่ทำการบูชาดวงจันทร์นั้น เนื่องจากดวงจันทร์อยู่ธาตุหยิน ก็มักจะให้ผู้หญิงไหว้ก่อน แล้วถึงให้ผู้ชายไหว้ และก็ยังถึงกับมีความนิยมที่ว่าผู้ชายจะไม่ไหว้พระจันทร์อีกด้วย หลังจากไหว้พระจันทร์เสร็จแล้ว คนในครอบครัวก็จะร่วมกันดื่มสุราแห่งความกลมเกลียว และกินข้าวชมจันทร์ วันนี้ผู้หญิงที่กลับบ้านแม่ไปเยี่ยมญาติก็ยังต้องกลับบ้านมาเพื่อความกลมเกลียว ในฐานะที่ขนมไหว้พระจันทร์เป็นสิ่งของสำคัญในการบูชาดวงจันทร์ หลังจากการบูชาจบลง คนทั้งบ้านก็จะแบ่งกันกิน เนื่องจากขนมไหว้พระจันทร์เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความกลมเกลียว สะท้อนให้เห็นความหวังอันงดงามของผู้คนที่มีต่อชีวิตในอนาคตของพวกตน ดังนั้นบางที่ก็จะเรียก ขนมไหว้พระจันทร์ว่า " ขนมแห่งความกลมเกลียว " ตามที่เล่าขานสืบต่อกันมานั้น ขนมไหว้พระจันทร์ปรากฎขึ้นในสมัยถัง ครั้นถึงซ่ง ( ซ้อง ) ก็ยิ่งเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น ขนมไหว้พระจันทร์นั้นไม่เพียงแต่เป็นขนมที่สืบทอดกันมาโดยถือว่าเป็นผลิตผลจากสี่ฤดูกาลเท่านั้น ในด้านการทำ รสชาติก็ยังแตกต่างกันไปในแต่ละถิ่นที่ด้วย เช่นขนมไหว้พระจันทร์แบบซูโจว ขนมไหว้พระจันทร์แบบกว่างตง ( กวางตุ้ง ) ขนมไหว้พระจันทร์แบบเป่ยจิง ( ปักกิ่ง ) ขนมไหว้พระจันทร์แบบหนิงโป ขนมไหว้พระจันทร์แบบเฉาซาน ( แต้จิ๋ว- ซัวเถา ) ขนมไหว้พระจันทร์แบบหยุนหนาน ( ยูนนาน ) แม้แต่ในท้องถิ่นเดียวกัน ก็ยังมีการทำไส้ขนมที่ต่างกัน ลวดลายขนผิวขนมก็ต่างกัน และก็เรียกชื่อต่างกันไป เช่น ไส้ผลไม้ ไส้ถั่วแดง ไส้ลูกบัว ไส้แฮม ไส้ไข่เค็ม เป็นต้น ขนมไหว้พระจันทร์ (http://www.zabzaa.com/event/images/zhongqiujie_sweets1.gif)(http://www.zabzaa.com/event/images/zhongqiujie_sweets2.jpg) ขนมไหว้พระจันทร์ก็เป็นของขวัญที่ดีสำหรับฝากเพื่อนและญาติพี่น้อง เมื่อถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ห้างร้านต่าง ๆ ก็จะมีการวางจำหน่ายขนมไหว้พระจันทร์ต่าง ๆ ที่ใส่ไว้ในหีบ ห่อที่สวยงาม เป็นการเตือนผู้คนว่า ถึงเวลาเทศกาลที่อยู่พร้อมหน้ากับเพื่อนและญาติพี่น้องต่าง ๆ แล้ว สำหรับเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ "ขนมไหว้พระจันทร์" ที่ใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้เทพเจ้าดวงจันทร์ โดยคนจีนจะเรียกขนมไหว้พระจันทร์ว่า "ขนมเอี้ยปิ่ง" ซึ่งความหมายถึงความพรั่งพร้อม สมบูรณ์ และความสมหวัง ขนมไหว้พระจันทร์ เรียกในภาษาจีนว่า "เย่ว์ปิ่ง" "เย่ว์" แปลว่า พระจันทร์ "ปิ่ง" แปลว่า ขนมเปี๊ยะ โดยในประเทศไทยศิลปะการทำขนมเค้กจีนได้ถูกเผยแพร่โดยชาวจีนที่อพยพเข้ามากว่า 100 ปีแล้ว เดิมขนมไหว้พระจันทร์ของจีนมีส่วนประกอบ เช่น ถั่วแดง ลูกนัทจีน 5 ชนิด และ เมล็ดบัว แต่เมื่อไทยกับจีนเริ่มผสมกลมกลืนกัน เค้กจีนก็เริ่มกลิ่นและรสชาติไทย ๆ ตามไปด้วย เช่น ใช้ทุเรียน ลูกเกาลัด และลูกพลับประกอบ ส่วนเครื่องปรุงที่เพิ่มเข้ามา เช่น เมล็ดบัว ไข่แดงเค็ม และเมล็ดแตงโม หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 11, 2011, 03:34:03 PM การตั้งโต๊ะไหว้พระจันทร์
(http://www.skoolbuz.com/content_images/201009/images/moon2.jpg) การตั้งโต๊ะจะต้องตั้งให้เรียบร้อยก่อน พระจันทร์จะลอยสูงเกินขอบฟ้า และเก็บก่อนที่ พระจันทร์จะเลยหัวไปหรือเมื่อเทียนดอก ใหญ่ดับลง หันโต๊ะไปทางทิศตะวันออก โดยเริ่มด้วยซุ้มประตูที่ทำจากต้นอ้อยผูกโคมไฟ ไว้กับต้นอ้อย ให้สวยงามวางกระถางธูป เทียนไว้ด้าน หน้าสุด ดอกไม้วางไว้สองข้าง ขนมอี้ใส่ถ้วยแล้วแต่ พื้นที่บนโต๊ะจะอำนวย 5 - 8 ถ้วยก็ได้วางถัดมา แล้วนำ เจดีย์น้ำตาลวางไว้สองข้างถัดจาก ขนมอี้ ขนมเปี๊ยใส่ จานจัดไว้ถัดมา ใต้เจดีย์อาจนำคำกลอนในกระดาษ แดงมาวางก็ได้ผลไม้ 5 ชนิดจัดวางตาม ความ สวยงาม ต่อด้วยขนมไหว้พระจันทร์ที่จัดเป็น เรียงชั้นๆ ขนมโก๋ และขนมหวานเคลือบน้ำตาลต่างๆ รอบโต๊ะวางประดับประดาด้วยกระดาษลวดลาย ต่างๆ ที่มี อย่างไรก็ดีการจัดตั้งโต๊ะนั้นไม่ตายตัวเสมอไป แล้วแต่ใครมีวิธีการที่ ต่างกันไปเน้นความสวยงามเป็น หลักดังนั้น ใครคิดว่าจัดอย่างไรจึงสวยที่สุดก็ให้จะจัดกันตามนั้น (http://www.skoolbuz.com/content_images/201009/images/moon3.jpg) พิธี 1. ไหว้เจ้าในช่วงเช้า ของไหว้จัดปกติ เหมือนจัดของไหว้เจ้าปกติ แต่เพิ่มขนมไหว้พิเศษ คือ ขนมไหว้พระจันทร์, ขนมโก๋, ขนมเปี๊ยะ 2. ของไหว้บรรพบุรุษ ของไหว้จัดปกติ เหมือนจัดของไหว้บรรพบุรุษปกติ แต่เพิ่มขนมไหว้พิเศษ คือ ขนมไหว้พระจันทร์ ไส้อะไรก็ได้, ขนมโก๋ต่าง, ขนมเปี๊ยะต่างๆ แล้วแต่เลือก ผลไม้ไหว้พิเศษ ส้มโอผลใหญ่ๆ สวยๆ 3. ของไหว้เจ้าแม่ในตอนค่ำ - ของคาว อาหารเจแห้ง 5 อย่าง คือ วุ้นเส้น, ดอกไม้จีน, เห็ดหูหนู, เห็ดหอม, ฟองเต้าหู้ - ขนมไหว้ ขนมไหว้พระจันทร์ ไส้อะไรก็ได้ ที่ไม่มีไข่แดงเค็ม และ ต้องไม่ใช่ไส้โหงวยิ้ง หรือเมล็ด 5 อย่าง เพราะไส้โหงวยิ้ง มีใส่มันหมูแข็ง จึงเป็นของชอ คือมีคาว แต่ไหว้เจ้าแม่ ต้องไหว้อาหารเจ - ขนมโก๋ มีหลายชนิดเช่น ขนมโก๋ขาว คนจีนเรียก “แป๊ะกอ” แป๊ะ แปลว่า สีขาว กอ คือขนม ก็มีอีกหลายแบบ ทั้งแบบ แผ่นกลม ใหญ่แบน ๆ ปั๊มทำลายนูนสวยงาม มีทั้งแบบกลมเล็ก ๆ ที่มีทั้งแบมีไส้และไม่มีไส้ แล้วยังมี ทำแบบ แท่งสี่เหลี่ยม มีไส้ก็มี ไม่มีไส้ก็มี , โก๋เหลือง หรือโก๋ถั่ว มีไส้ที่นิยม เช่น ไส้ทุเรียน ไส้งาดำ, โก๋เช้ง น่าสนใจที่สุด เพราะคนไทยไม่ค่อยรู้จัก นิยมทำเป็นแผ่นกลมใหญ่ ขนาดเท่าขนมโก๋ขาว เป็น แผ่นกลมแบนสีเหลืองตุ๋น ๆ เพราะผสมน้ำส้มเช้ง และบางเจ้า มีใส่เม็ดกวยจี๊ ที่แกะเปลือกแล้วด้วย เวลาเคี้ยวโดนจะกรุบกรับอร่อยดี และขนมโก๋อ่อน หรือหล่ากอ ก็ทานอร่อย เหนียว ๆ ยืด ๆ หนืด ๆ นิ่ม ๆ มีสอดไส่ถั่วบดหวานมันอร่อย ไส้งาดำก็มี - ผลไม้ อะไรก็ได้เหมือนปกติ และเพิ่มพิเศษ ส้มโอใหญ่ๆ สวยๆ - เครื่องดื่ม ใช้ชาน้ำหรือชาใบ หรือมีทั้งสองแบบ - กระดาษเงิน ค้อซี, กอจี๊ - กระดาษเงิน-ทองพิเศษ 1. เนี้ยเก็ง หรือวังเจ้าแม่กวนอิม 2. โป๊ยเซียนตี่เอี๊ย คือ กระดาษ เงินกระดาษทองลายโป๊ยเซียน 3. กระดาษเงินกระดาษทองแบบจัดทำพิเศษสวยวาม เช่น กิมก่อง คือ โคมคู่. สัปปะรด. อ้วงมึ้ง หรือผ้าม่าน, เนี้ยเพ้า คือ ชุดเจ้าแม่พระจันทร์ ถ้าไหว้เจ้าแม่พระ จันทร์ หรือกวนอิมเนี้ยเพ้า ถ้าคิดว่าการไหว้ของเราเป็นการไหว้เจ้าแม่กวนอิม - ของไหว้พิเศษอื่นๆ เครื่องใช้อุปโภค หรือสบู่ แชมพู ยาสีฟัน แป้ง เครื่องสำอาง ผ้าเช็ดหน้า อะไรก็ได้ที่เราใช้ประจำ เครื่องประดับ และ อ้อยลำยาวๆ ตัดจากราก และ เอายอดด้วยผูกไว้ ที่ด้านหน้าโต๊ะไหว้ ยึดกับขาโต๊ะ แล้วทำขึ้นไปเป็นซุ้มประตู แล้วตกแต่งสวยงาม พร้อมดอกไม้ ใส่แจกันประดับโต๊ะไหว้ - จำนวนธูปไหว้ 3 ดอก หรือ บางบ้านใช้ธูปไหว้พิเศษ เป็นธูปมังกรดอกใหญ่ดอกเดียว หรือ ดอกย่อมๆ 3 ดอก เช่นเดียวกับ เทียนแดงคู่ - เวลาไหว้ ไหว้หัวค่ำ บางบ้านขอบไหว้สาย เพื่อคอยเวลาให้พระจันทร์เต็มดวง ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่าน มีความสุขในวันไหว้พระจันทร์ และมีความสามัคคีรักใคร่กลมเกลียวกันในครอบครัว ดุจดังความกลมเกลียวของดวงจันทร์(วันเพ็ญเต็มดวงนะ) โดย อาคุงกล่อง หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 11, 2011, 03:44:09 PM The Moon Festival
The Chinese Moon Festival usually takes place on the 15th day of the eight lunar month (in September or October). The Mid-Autumn Festival is held in honour of the Moon Goddess which is believed to have been born on this date. However, the historical fact about the origin of the festival is still unclear. Some say that the great Han dynasty emperor Wu Di initiated a three-day celebration to worship the autumn moon. Many, however, argue that the festival, in fact, originated around 1368 during the Mongol’s domination of China. The cake was made to hide a secret message of the rebellion to tell people across the country of a large gathering during the eight lunar month. The Mongol army was not aware of the rebellious purpose, they thought that the cakes were an old tradition. They, thus were defeated that night. After a new dynasty named Ming was set up, the practice has been carried on till these days. Besides these historical facts, there are also many myths and legends, one of these is that of Siang-Ngor (Some says Chang-E) Siang-Ngor was very beautiful. She was the wife of a high-ranking Chinese officer. After taking a magic medicine, she flew up to the moon and lived there. She later became immortal after consuming the immortal water given to her by a certain Goddess in heaven. Siang-Ngor the Moon Goddess was said to be very kind. When the cultivation season arrived, she would pour immortal water to the earth and this brought prosperity to all farmers. To express their gratitude to the Moon Goddess, farmers thus made Khanom go (or sweetmeat) from rice flour as an offering to her on the full moon night of the eight lunar month. Since chinese festivals usually involve special delicacies to be given as offerings, on this occasion, Moon cake is specially made as an offering. This Chinese delicacy is, however, hardly a cake in the western sense of the world. In Thailand, the art of Chinese style cake was brought to the country by Chinese immigrants almost 100 years ago. The original Chinese Moon cake included such ingredients as red beans, five types of Chinese nuts and ground lotus seeds and so on. Thailand has its own variations of including durian, chestnut, and persimmon. Additional ingredients may include lotus seeds, salted egg yolk and watermelon seeds. It is to be noted that the ceremony is usually conducted by women as people believe that the moon is uniquely associated with female diety. Thus, powder and cosmetics are also offered with the hope of bringing beauty and beautiful skin to the entire female family members. Whatever the scientific progress may be, it will never make any impact on traditional beliefs and festivals which have been passed on from generation to generation. (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/c/c9/Moon.jpg) เทศกาลไหว้พระจันทร์ เทศกาลไหว้พระจันทร์ ชาวจีนโดยปกติจะมีขึ้นในวันที่ 15 (วันเพ็ญ) เดือน 8 (เดือนกันยายน หรือตุลาคม) เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงนี้จัดให้มีขึ้นเพื่อระลึกถึงเทพธิดาแห่งพระจันทร์ ซึ่งเชื่อกันว่าถือกำเนิดขึ้นในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับต้นกำเนิดของเทศกาลนี้ยังคงไม่เป็นที่ ปรากฏแน่ชัด บ้างก็ว่าจักรพรรดิ์วูแห่งฮั่นเป็นผู้ริเริ่มการฉลองเพื่อกราบไหว้ พระจันทร์เป็นเวลา 3 วันในฤดูใบไม้ร่วงนี้ แต่หลายคนก็แย้งว่า ความจริงแล้วเทศกาลนี้เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 1911 ในช่วงมองโกลยึดครองจีน ขนมเค้กที่ทำขึ้นก็เพื่อซุกซ่อนข้อความลับของพวกกบฏที่มีถึงประชาชนทั่วทั้ง ประเทศให้มาชุมนุมกันครั้งใหญ่ในเดือน 8 นี้ ทหารมองโกลไม่ได้ระแวงถึงจุดประสงค์ของพวกกบฏ เพราะคิดว่าขนมเค้กเหล่านั้นเป็นการทำตามประเพณีดั้งเดิมของชาวจีน ด้วยเหตุนี้ในคืนนั้นเองทหารมองโกลจึงถูกปราบเสียราบคาบหลังจากที่ ใหม่คือหมิงได้ถูกจัดตั้งขึ้นแล้ว ประเพณีนี้ก็ถือปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้แล้ว ก็ยังมีนิทานและตำนานอีกหลายเรื่อง หนึ่งในจำนวนนี้ก็คือเรื่องเกี่ยวกับนางเสี้ยงหงอ (บ้างก็เรียกฉางอี้) ซึ่งเป็นหญิงที่มีความงดงามมาก นางเป็นภรรยาของขุนนางจีนท่านหนึ่ง หลังจากที่นางทานยาวิเศษเข้าไป นางก็เหาะขึ้นไปอยู่บนพระจันทร์ภายหลังนางกลายเป็นอมตะหลังจากที่ได้ดื่มน้ำ อมฤตของเทพธิดาองค์หนึ่งบนสวรรค์ กล่าวกันว่านางจันทรเทพธิดาเสี้ยงหงอมีน้ำใจเมตตาเอื้ออารีมาก พอถึงฤดูกาลเพาะปลูกนางก็จะประพรมน้ำอมฤตลงมาบนพื้นโลกและนี่ก็นำมาซึ่งความ เจริญรุ่งเรืองแก่ชาวไร่ชาวนาทั้งมวล เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อนางจันทรเทพธิดาชาวนาจึงทำขนมโก๋จากแป้งข้าว เจ้าเพื่อสักการะนางในคืนวันเพ็ญเดือน 8 เนื่องจากว่าโดยปกติประเพณีต่างๆ ของชาวจีนจะเกี่ยวข้องกับการทำอาหารพิเศษ ๆ เพื่อเป็นเครื่องสักการะในวันนั้น แต่ว่าอาหารจีนที่ทำขึ้นในวันไหว้พระจันทร์นี้ไม่ใช่ขนมเค้กอย่างเช่นของ ชาวตะวันตกตามที่เข้าใจกัน ในประเทศไทย ศิลปะการทำขนมเค้กแบบชาวจีนนี้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่โดยชาวจีนอพยพมากว่า 100 ปีมาแล้ว ขนมไหว้พระจันทร์ของจีนแต่เดิมนั้นมีส่วนประกอบ เช่น ถั่วแดง ลูกนัทจีน 5 ชนิด และ เมล็ดบัว เป็นต้น ในประเทศไทยก็มีส่วนประกอบที่แตกต่างออกไป เช่น การรวมเอาทุเรียน ลูกเกาลัด และลูกพลับเข้าไว้ด้วย เครื่องปรุงที่เพิ่มเข้ามาก็อาจจะรวมเอาเมล็ดบัว ไข่แดงเค็ม และเมล็ดแตงโมด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า โดยปกติแล้วพิธีนี้จะให้สตรีเป็นผู้ทำเพราะว่าคนเชื่อกันว่าพระจันทร์มีส่วน เกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับเทพเจ้าสตรีเรื่อยมา ดังนั้น จึงมีการบูชาด้วยแป้งและเครื่องสำอางด้วยเพราะหวังว่าการทำเช่นนี้จะนำมา ซึ่งความสวยงามและผิวงามแก่สมาชิกในครอบครัวที่เป็นหญิงทั้งหมด ไม่ว่าความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปไกลขนาดไหนก็ ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลกระทบต่อความเชื่อตามประเพณี และพิธีที่สืบทอดกันมาชั่วลูกชั่วหลานของชาวจีนแต่ประการใด โดย www.guidescenter.com (http://www.guidescenter.com) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 27, 2011, 06:07:18 PM การทำบุญวันสารทเดือนสิบ หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่า วันชิงเปรตนั้นในเดือนสิบ(กันยายน) มีการทำบุญที่วัด 2 ครั้ง
ครั้งแรก วันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบเรียกว่า วันรับเปรต ครั้งที่สองวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบเรียกว่า วันส่งเปรต การทำบุญทั้งสองครั้งเป็นการทำบุญที่แสดงถึงความกตัญญูต่อบุพการีผู้ล่วงลับไปแล้วโดยอุทิศส่วนกุศลไปให้วิญญาณของบรรพบุรุษที่ตกอยู่ในเปรตภูมิเป็นคติของศาสนาพราหมณ์ที่ผสมในประเพณีของพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนนิยมไปทำบุญ ณ วัดที่เป็นภูมิลำเนาของตนเพื่อร่วมพิธีตั้งเปรตและชิงเปรตอาจสับเปลี่ยนกันไปทำบุญ ณ ภูมิลำเนาของฝ่ายบิดาครั้งหนึ่งฝ่ายมารดาครั้งหนึ่งจึงทำให้ผู้ที่ไปประกอบ อาชีพจากถิ่นห่างไกลจากบ้านเกิดได้มีโอกาสได้กลับมาพบปะสังสรรค์และ รู้จักวงศาคณาญาติเพิ่มขึ้น ขนมเดือนสิบ จัดขึ้นโดยเฉพาะใช้ในโอกาสทำบุญเดือนสิบ ที่จำเป็นมี 5 อย่าง คือ 1.ขนมลา เป็นสัญลักษณ์แทนเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม 2.ขนมพอง เป็นสัญลักษณ์แทนแพ สำหรับญาติผู้ล่วงลับใช้เดินทาง 3.ขนมกง ( ขนมไข่ปลา ) เป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องประดับ 4.ขนมเจาะรูหรือขนมเจาะหูหรือขนมเบซำ เป็นสัญลักษณ์แทนเงินสำหรับใช้จ่าย 5. ขนมบ้า เป็นสัญลักษณ์แทนสะบ้า สำหรับใช้เล่นสะบ้าในวันสงกรานต์ ในวันแรม 1 ค่ำเดือนสิบ ชาวบ้านจัดภัตตาหารไปทำบุญที่วัดชาวบ้านเรียกวันนี้ว่าวันชิเปรตเป็นวันที่ยมบาลเปิดนรกปล่อยเปรตชนมาเยี่ยมลูกหลาน ลูกหลานก็ทำบุญต้อนรับครั้งหนึ่งใน วันแรม 15 ค่ำเดือนสิบเรียกว่าวันส่งเปรตเป็นวันที่เปรตชนต้องกลับยมโลก ลูกหลานก็จะทำบุญเลี้ยงส่งอีกครั้งหนึ่ง ประเพณีปฏิบัติ (http://www.zabzaa.com/event/images/sartthai02.jpg) ก่อนวันงาน ชาวบ้านจะทำขนมที่เรียกว่า กระยาสารท และขนมอื่น ๆ แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น ในวันงาน ชาวบ้ายจัดแจงนำข้าวปลา อาหาร และข้าวกระยาสารทไปทำบุญตักบาตรที่วัดประจำหมู่บ้าน ทายก ทายิกา ไปถือศีล เข้าวัด ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีล นำข้าวกระยาสารท หรือขนมอื่นไปฝากซึ่งกันและกันยังบ้านใกล้เรือนเคียง หรือหมู่ญาติมิตรที่อยู่บ้านไกลหรือถามข่าวคราวเยี่ยมเยือนกัน บางท้องถิ่นทำขนมสำหรับบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม่พระโพสพ ผีนา ผีไร่ด้วย เมื่อถวายพระสงฆ์เสร็จแล้วก็นำไปบูชาตามไร่นา โดยวางตามกิ่งไม้ต้นไม้ หรือที่จัดไว้เพื่อการนั้นโดยเฉพาะ ความเชื่อ วันสารท เป็นวันที่ถือเป็นคติและเชื่อสืบกันมาว่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว จะมีโอกาสได้กลับมารับส่วนบุญจากญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จึงมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติในวันนี้และเชื่อว่า หากทำบุญในวันนี้ไปให้ญาติแล้วญาติจะได้รับส่วนบุญได้เต็มที่และมีโอกาสหมดหนี้กรรม และได้ไปเกิดหรือมีความสุข อีกประการหนึ่งสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ทำนาเป็นอาชีพหลักในช่วงเดือน 10 นี้ ได้ปักดำข้าวกล้าลงในนาหมดแล้ว กำลังงอกงาม และรอเก็บเกี่ยวเมื่อสุก จึงมีเวลาว่างพอที่จะทำบุญเพื่อเลี้ยงตอบแทน และขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม่พระโพสพ หรือผีไร่ ผีนา ที่ช่วยรักษาข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงามดี และออกรวงจนสุกให้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตมาก วันเวลา การกำหนดทำบุญวันสารท มีความคลาดเคลื่อนกันบ้างในแต่ละท้องถิ่นของไทย เช่น ภาคกลาง กำหนดในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ภาคใต้ กำหนดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันรับตายาย และวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันส่งตายาย ชาวมอญ กำหนดวันขึ้น 15 ค่ ำ เดือน 11 อย่างไรก็ตาม สารทไทยโดยทั่วไป ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เนื่องจากนับถัดจากวันสงกรานต์ ตามจันทรคติจนถึงวันสารทจะครบ 6 เดือน พอดี ประเพณีสังวร วิธีปฏิบัติในการทำบุญวันสารทจะมีความแตกต่างกันออกไป แล้วแต่หมู่ชน และขนบธรรมเนียมประเพณีตามภูมิภาค ควรยอมรับว่าแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน และปฏิบัติตามแต่ละท้องถิ่นจะนิยม การทำบุญวันสารท ควรถือเป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ญาติสนิทมิตรสหายทั้งที่ล่วงลับไปแล้วและยังมี ชีวิตอยู่เพราะเป็นช่วงที่ว่างจากการทำนาบ้างหรือไม่เร่งรัดเหมือนกับช่วงปักดำ หรือช่วงเก็บเกี่ยว การไปวัดฟังธรรมในอดีต มักเป็นเรื่องของคนเฒ่าคนแก่เป็นส่วนใหญ่ในวันเช่นนี้ควรส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและคนหนุ่มสาว ไปวัดทำบุญและรักษาศีลให้มากขึ้น เพราะเป็นวัยที่ยังมีพลังที่จะเป็นหลักต่อไปในอนาคต และเป็นช่วงเวลาที่ไม่เร่งรัดงานมากนัก พระสงฆ์ควรเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ประเพณีวันสารทให้ประชาชนเข้าใจและรู้ซึ้งถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง เพื่อส่งเสริมให้สามารถปฏิบัตได้อย่างถูกต้อง ควรส่งเสริมฟื้นฟูประเพณีวันสารท ให้มีการปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางในหมู่คนไทยทุกกลุ่ม เพื่อเป็นที่รู้จักและแพร่หลายต่อไป กิจกรรมวันสารท ให้แก่ผู้ที่ล่ง ลับไปแล้ว การตักบาตรจึงมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นนั้น ๆ การตักบาตรที่สำคัญในแต่ละท้องถิ่นได้แก่ ตักบาตรขนมกระยาสารท ขนมกระยาสารทเป็นขนมประจำวันสารทในทุกท้องถิ่นของประเทศไทย ซึ่งจะขาดเสียมิได้ด้วยมีความเชือที่ว่า ถ้าไม่ได้ใส่บาตรขนมกระยาสารทในวันสารทไทยแล้ว ญาติผู้ล่วงลับก็จะไม่ได้ส่วนบุญส่วนกุศลที่กระทำในวันนั้น ขนมกระยาสารทมีส่วนประกอบ คือ ข้าวตอก ข้าวเม่า ถั่ว งา และน้ำตาล นำทั้งหมดมากวนเข้าด้วยกัน เมื่อสุกแล้วจึงนำมาปั้นเป็นก้อนกลม หรือจะตัดเป็นแผ่นก็ได้ ตักบาตรน้ำผึ้ง เป็นที่นิยมในบางท้องถิ่นเท่านั้น โดยส่วนใหญ่มักเป็นชาวไทยมอญ ที่นิยมตักบาตรน้ำผึ้ง ประเพณีการตักบาตรน้ำผึ้ง เนื่องจากมีเรื่องเล่าตามพุทธประวัติว่า "ในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษา ณ ป่าปาริไลยก์ เพียงพระองค์เดียว แต่มีผู้ถวายอุปัฏฐากเป็นช้างปาริเยยกะ เป็นผู้คอยถวายน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และลิงเป็นผู้หาผลไม้มาถวาย วันหนึ่งลิงได้นำน้ำผึ้งมาถวาย การถวายน้ำผึ้งจึงเป็นประเพณีปฏิบัติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา" ฟังธรรมเทศนา ถือศีลภาวนา ปล่อยนกปล่อยปลา การกวนกระยาสารท กล้วยไข่ ภาค ภาคเหนือ จังหวัด กำแพงเพชร ช่วงเวลา ปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมของทุกปี ความสำคัญ การกวนกระยาสารท กล้วยไข่ ทางจังหวัดกำแพงเพชรได้จัดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นมา ในวันงานจะมีกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ทอดผ้าป่าแถว การประกวดพืชผลทางการเกษตร เช่น กล้วยไข่ รวมทั้งการแสดงสินค้าพื้นเมือง พิธีกรรม ชาวบ้านจะนำเอาพืชผลทางการเกษตรที่ผลิตได้มาร่วมกันทำกระยาสารท ได้แก่ ข้าวเม่า ข้าวตอก ถั่วงา น้ำตาล น้ำผึ้ง มาร่วมกันกวน หลังจากนั้นจึงนำถวายพระสงฆ์และผู้มาร่วมงานตามลำดับ สาระ กระยาสารท เป็นอาหารที่ทำในฤดูสารท (เดือนสิบ) เป็นช่วงที่ผลิตผลทางการเกษตรของกำแพงเพชรอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งเป็นการทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในนา ซึ่งเป็นการเก็บ พืชผลครั้งแรก หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 27, 2011, 06:23:05 PM ถือศิลกินเจ
(http://www.เมนูอร่อย.com/img/2.jpg) อาหารเจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่งดรับประทานเนื้อสัตว์ ผู้คนบางวัฒนธรรมและบางท้องถิ่นที่มีเหตุผลต่างๆนาๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางศาสนา ลัทธิความเชื่อหรือแม้งกระทั้งงดรับประทานเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพ ซึ้งเป็นกระแสการบริโภคที่กำลังมาแรง ทั้งในรูปแบบของอาหารมังสวิรัติ แมโครไบโอติกส์ หรือชีวจิต เราสามารถแบ่งกลุ่มของผู้ที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ออกเป็น 3 กลุ่มได้ดังนี้ กลุ่มที่1 (Vegan) เป็นกลุ่มที่รับประทาน ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และธัญพืช แต่ไม่รับประทาน ไข่ นม เนย ชีส และผลิตภัณฑ์จากนมและสัตว์ทุกชนิด กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่รับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช นมและผลิตภัณฑ์จากนมแต่ไม่รับประทานไข่ กลุ่มที่ 3 (Lacto & Ovo) กลุ่มที่รับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช นม ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนมและไข่ ทั้งสามกลุ่มนี้งดรับประทานเนื้อสัตว์โดยสิ้นเชิง นอกจากสามกลุ่มนี้แล้วก็ยังแบ่งย่อยออกไปอีกหลายประเภท เช่น กลุ่ม ที่รับประทานเฉพาะพืชผลไม้สดๆที่ไม่ผ่านความร้อน (Raw food) หรือบางกลุ่มก็เป็นพวกที่รับประทานเฉพาะผลไม้สดและแห้งและธัญพืชต่างๆ (Fruitarian) และยังมีกลุ่มที่รับประทานเนื้อสัตว์จำพวกอาหารทะเลบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็เรียกตัวเองว่า Seafood Vegetarian ปัจจุบันมีผู้หันมารับประทานอาหารมังสวิรัติและอาหารเจมากขึ้นชาวตะวันตกเองก็มีผู้รับประทานอาหารประเภทนี้เพิ่มมาก เนื่องจากชาวตะวันตกหันมาให้ความสนใจเรื่องอาหาร สุขภาพ และเรื่องปรัชญาต่างๆ บ้างก็เรียกกลุ่มของตัวเองว่า นักธรรมชาตินิมยม (Naturalism) (http://www.เมนูอร่อย.com/img/off1.jpg) ข้อสันนิษฐานการกินเจ ในตำนานของจีน เทศกาลกินเจเป็นความเชื่อของชาวจีน ที่ถือ วันที่ 1 เดือน 9 ของทุกปี งดป็นการเริ่มต้นของการไม่กินเนื้อสัตว์ภายในช่วงเวลา 9-10 วัน ซึ่งในระหว่างนี้ก็ควรจะถือศีล ทำบุญทำทาน เพื่อเป็นการชำระทั้งร่างกายและจิตใจให้บริสุทธ์ คำว่า “เจ” หรือ “แจ” ในภาษาจีนมีความหมายทางพุทธศาสนาฝ่ายมหานิยานว่า “อุโบสถ” ส่วน “กินเจ” หมายถึง การรับประทานอาหารก่อนเที่ยง ถ้ารับประทานอาหารหลังเที่ยงจะเรียกกินเจไม่ได้เนื้อจากถืออุโบสถของชาวจีน ซึ่งไม่กินเนื้อสัตว์ จึงเพี้ยนไปว่าการไม่กินเนื้อสัตว์เป็นการกินเจทั้งที่การไม่กินเนื้อสัตว์เป็นการ “กินสู่” เรื่องการกินเจนี้คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นพิธีที่เกี่ยวข้องด้วยพุทธศาสนา แต่ความเป็นจริงการบูชาเป๊ง “กษัตริย์เป๊ง” เป็นกษัตริย์องสุดท้ายของรางวงศ์ข้อง ซึ้งสิ้นพระชนม์โดยทรงทำอัตวินิบาตกรรมในขณะเสด็จไต้หวันโดยทางเรือ เมื่อมีพระชนมายุ 9 พรรษา พิธีบูชาเพื่อระลึกถึงซ้องนี้ มีแต่ในเฉพาะในมณฑณฮกเกี้ยนเท่านั้น ซึ่งเป็นดินแดนชิ้นสุดท้ายของซ้องโดยชาวฮกเกี้ยนได้จัดทำพิธีดังกล่าวนี้ขึ้นด้วยอาศัยศาสนาบังหน้าการเมือง ด้วยเหตุผลเกรงกลัวรางวงศ์หงวน ประเพณีกินเจมีการเผยแพร่สู่เมืองไทยโดยชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพจากฮกเกี้ยน นำมาเผยแพร่อีกทอดหนึ่ง การทำพิธีดังกล่าวใช้สีเหลืองทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งถือเป็นสีของพระเจ้าแผ่นดินฉะนั้นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องจากการกินเจจึงมักใช้สีเหลือง แม้กระทั้งธงที่ปักตามร้านขายอาหารเจ เป็นต้น (http://www.goodfoodgoodlife.in.th/FileUpload/Download/MediaFile_61GFGL-Nutrition-Deficiency-460-300-2.jpg) “เจ” ตัวอักษรสีแดงบนพื้นสีเหลือง ชาวจีนถือว่าสีแดงเป็นสีแห่งสิริมงคล สีเหลืองเป็นสีแห่งผู้ทรงศีลตั้งใจบำเพ็ญตนให้บริสุทธิ์ เพื่อเตือนสติให้ผู้ที่กินเจระลึกว่าการไม่กินเนื้อสัตว์คือ การปฏิบัติธรรมรักษาศีลความเป็นมนุษย์ เป็นการเจริญมหาเมตตาธรรมโดยแท้ จะทำให้เกิดสิริมงคลและก่อให้เกิดความสุข โดยตั้งอยู่บนหลักธรรม 2 ประการคือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่นำเอาชีวิตสัตว์ทั้งหลายมาต่อชีวิตตนเอง และการไม่เบียดเบียนตนเอง โดยไม่รับประทานสิ่งที่ทำลายสุขภาพร่างกายให้ทรุดโทรมรม 2 ประการคือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่นำเอาชีวิตสัตว์ทั้งหลายมาต่อชีวิตตนเอง การกินเจ ถือเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของคนจีน จะเริ่มเทศการกินเจในวันที่ 1-9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน หรือช่วงกลางเดือนตุลาคม ซึ่งมีตำนานกล่าวถึงการกินเจ เล่าต่อกันมาว่า ในครั้งสมัยพระเจ้าแผ่นดิน “ยิ่นฮ้วงสิ” แปลว่า “ผู้เป็นเจ้าแห่งมนุษย์” มีพี่น้องรวม 9องค์ ซึ่ต่างมีอิทธิฤทธิ์วิเศษต่างๆ เป็นที่นับถือในหมู่คนจีนว่าเป็นผู้วิเศษ เมื่อล่วงลับจากโลกมนุษย์ ได้ขึ้นสวรรค์ไปจุติเป็นดาวจระเข้เรียงกัน 9 ดวง ผู้คนเรียกท่านว่า “เก้าฮ้วงฮุ้ดโจ้ว” ซึ่งแปลว่า “พระเจ้าเก้าพระองค์” เป็นผู้ถือบัญชีชื่อคนทั้งหลายในโลกมนุษย์ ถ้าใครถึงเวลาที่จะหมดอายุขัย ก็สามารถขอต่ออายุให้ยืนต่อไปได้อีกตามความปราถนา ตามบุญวาสนาความดีที่ตนทำไว้ ในวันขึ้น 1-9 ค่ำ จีน ซึ่งตรงกับเดือนตุลาคมของปฏิทินสากล เป็เวลาที่ “เก้าฮ้วงฮุ้ดโจ้ว” ลงมาตรวจดูคนทั้งหลายในโลกมนุษย์ว่าใครทำผิดทำชั่ว ทำความดีงามอย่างไรบ้าง ท่านก็จะจดลงไว้ในบัญชีและบันดาลให้เป็นไปตามผลกรรมของผู้ทำนั้น ใครทำดีก็ได้ดี ใครทำชั่วก็ได้ชั่ว ใครมำชั่วแล้วกลับใจทำความดีได้ ก็ได้ดี ฉะนั้นในช่วงนั้นคนจีนจึงกินเจเป็นการทำความดีให้ “เก้าฮ้วงฮุ้ดโจ้ว” ได้เห็น ข้อควรถือปฏิบัติ สำหรับผู้คนที่จะเข้าร่วมพิธีกินเจ 1.บุคคลที่อยู่ในระหว่างการไว้ทุกข์ ห้ามเข้าร่วมพิธีกินเจอย่างเด็ดขาด 2.บุคคลที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ เข้าร่วมพิธีกินเจได้ แต่จะไปไหวพระที่ศาลเจ้า หรือไปดูการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในขณะที่พระเข้าทรงที่ศาลเจ้าไม่ได้ 3.บุคคลที่มีประจำเดือน เข้าร่วมพิธีกินเจได้ แต่จะไปไหวพระที่ศาลเจ้า หรือไปดูการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในขณะที่พระเข้าทรงที่ศาลเจ้าไม่ได้ 4.บุคคลที่เข้าร่วมพิธีกินเจ ห้ามดื่มของมึนเมาอย่างเด็ดขาด 5.บุคคลที่เข้าร่วมพิธีกินเจ ห้ามร่วมประเวณีอย่างเด็ดขาด 6.บุคคลที่เข้าร่วมพิธีกินเจ ห้ามรับประทานอาหารที่เป็นของสดคาว เนื้อสัตว์ต่างๆอย่างเด็ดขาด 7.บุคคลที่เข้าร่วมพิธีกินเจ ต้องชำระร่างกายให้สะอาดก่อนเข้าพิธี และรักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เสมอ 8.บุคคลที่เขาร่วมพิธีกินเจ ต้องประพฤติชอบทั้งกาย วาจาและใจ ขอขอบคุณสาระดีดีจากwwwเมนูอร่อย.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 13, 2011, 11:40:01 AM วันออกพรรษา
(http://travel.sanook.com/story_picture/m/06769_004.gif) (http://www.dhammathai.org/day/pic/pra.gif)(http://www.dhammathai.org/day/pic/ookphansa.gif)(http://www.tungsong.com/Important_Day/Outday/Images/pic15.gif)(http://travel.sanook.com/story_picture/m/06769_003.gif) ความสำคัญ วันออกพรรษา ได้แก่ วันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษา คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ในวันนี้พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรม ซึ่งเรียกว่า วันมหาปวารณา คือ การเปิดโอกาสให้ภิกษุด้วยกันว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ทั้งนี้เพราะในระหว่างพรรษานั้น พระสงฆ์บางองค์อาจมีข้อบกพร่องที่จำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุง การเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้ เป็นวิธีที่จะรู้ถึงข้อบกพร่องของตน ทั้งนี้กระทำโดยเปิดเผย ไม่ถือเป็นเรื่องที่จะมาโกรธเคืองกันภายหลัง หรือเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกัน การกระทำมหาปวารณา เป็นการสังฆกรรมอย่างหนึ่งแทนการสวดพระปาฏิโมกข์ (พระวินัย) ที่ได้กระทำกันทุกๆ ๑๕ วันในช่วงเข้าพรรษา การปฏิบัติตน แม้การปวารณาจะเป็นเรื่องระหว่างพระสงฆ์ด้วยกัน แต่การออกพรรษาก็เป็นวาระสำคัญ อีกวาระหนึ่งที่ชาวบ้านจะได้มีโอกาสทำบุญร่วมกัน โดยในวันรุ่งขึ้น คือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ มีประเพณีทำบุญ ตักบาตร ที่เรียกกันว่า ทำบุญตักบาตรเทโว หรือเรียกเต็มๆ ว่า ตักบาตรเมโวโรหนะ สืบเนื่องจากความเชื่อตามตำนานที่ว่าวันนี้เป็นวันคล้าย วันที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกหลังจากที่ได้เสด็จกลับจากการไปโปรดพระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์บางวัดอาจจัดพิธีทำบุญตักบาตรธรรมดา แต่บางวัดก็จัดเป็น งานใหญ่โต เสร็จจากการทำบุญตักบาตร พุทธศาสนิกชนจะไปฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีล กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา ๑. ทำบุญตักบาตร อุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ที่ล่วงลับ ๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา ๓. ร่วมกุศลกรรม "ตักบาตรเทโว" ๔. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ และประดับธงชาติและธงธรรมจักตามวัดและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันออกพรรษาที่นิยมปฏิบัติ คือ ๑. ประเพณีตักบาตรเทโว (วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ หลังจากออกพรรษาแล้ว ๑ วัน) ๒. พิธีทอดกฐิน (ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ กำหนด ๑ เดือนนับตั้งแต่วันออกพรรษา) ๓. พิธีทอดผ้าป่า (ไม่จำกัดกาล) ๔. ประเพณีเทศน์มหาชาติ (นิยมทำกันในวันขึ้น ๘ ค่ำ หรือ วันแรม ๘ ค่ำ กลางเดือน ๑๒ ในบางท้องถิ่นอาจนิยมทำกันในเดือน ๕ ต่อเดือน ๖ หรือในเดือน ๑๐) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 13, 2011, 11:43:20 AM ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา
ประเพณีตักบาตรเทโว (http://www.tlcthai.com/backoffice/upload_images2/20080807171310.jpg) การตักบาตรเทโว จะกระทำในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 คือหลังออกพรรษาแล้ว 1 วัน ประวัติความเป็นมาของประเพณีการตักบาตรเทโว ในสมัยพุทธกาล เมื่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมและเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาโดยจำพรรษาอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลา 1 พรรษา และเมื่อออกพรรษาแล้ว พระองค์ได้เสด็จกลับยังโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสนคร การที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จลงมาจากชั้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรียกตามศัพท์ภาษาบาลีว่า "เทโวโรหณะ"ในครั้งนั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธาเลื่อมใส เมื่อทราบข่าวต่างพร้อมใจกันไปรอตักบาตรเพื่อรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น จนถือเป็นประเพณีตักบาตรเทโวปฏิบัติสืบทอดกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ พิธีทอดกฐิน (http://www.trueplookpanya.com/data/product/media/4MENU/pic4menu/katin.gif) ประวัติการทอดกฐิน ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวนาราม ซึ่งเป็นพระอารามที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สร้างถวายเป็นพุทธนิวาส ได้มีภิกษุ 30 รูป ชาวเมืองปาฐา ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันตกในแคว้นโกศล เดินทางมาหมายจะเฝ้าพระพุทธองค์ที่เมืองสาวัตถี แต่มาไม่ทันเพราะใกล้ถึงวันเข้าพรรษา จึงเข้าพักจำพรรษา ณ เมืองสาเกต อันมีระยะทางห่างจากเมืองสาวัตถีราว 6 โยชน์ ภิกษุทั้ง 30 รูป ล้วนแต่เป็นผู้เคร่งครัดปฏิบัติธุดงค์และต่างมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะได้เฝ้าศาสดา เมื่อถึงวันออกพรรษาแล้ว ก็รีบเดินทางไปยังเมืองสาวัตถีโดยไม่มีการรั้งรอแม้ว่ายังเป็นช่วงที่ฝนยังตกหนักน้ำท่วมอยู่ทั่วไป แม้จะต้องฝ่าแดดกรำฝน ลุยฝน อย่างไรก็ไม่ย่อท้อ เมื่อภิกษุทั้ง 30 รูป ได้เข้าเฝ้าศาสดาสมความตั้งใจแล้ว ครั้นพระองค์ตรัสรู้ถามจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ พระพุทธองค์จึงตรัสธรรมมิกถา ภิกษุเหล่านั้นก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ผลในลำดับนั้น ศาสดาดำริถึงความยากลำบากของภิกษุเหล่านั้น จึงเรียกประชุมภิกษุสงฆ์ แล้วตรัสอนุญาตให้ภิกษุรับผ้ากฐินได้ สำหรับในเมืองได้ผ่านวันออกพรรษาแล้ว นางวิสาขาได้ทราบพุทธานุญาตและได้เป็นผู้ถวายผ้ากฐินเป็นคนแรก พิธีทอดผ้าป่า (http://watkomafai.igetweb.com/article/art_274594.jpg) ประวัติความเป็นมา ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่ศาสดายังมิได้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุทั้งหลายรับจีวรจากชาวบ้าน พระภิกษุเหล่านั้นจึงต้องเที่ยวเก็บผ้าที่เขาทิ้งแล้ว เช่นผ้าเปรอะเปื้อนที่ชาวบ้านไม่ต้องการนำมาทิ้งไว้ ผ้าที่ห่อศพ ฯลฯ เมื่อรวบรวมผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยพอแก่ความต้องการแล้ว จึงนำมาทำความสะอาด ตัดเย็บ ย้อม เพื่อทำเป็นจีวร สบง หรือสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่ง การทำจีวรของภิกษุในสมัยพุทธกาลจึงค่อนข้างยุ่งยากหรือเป็นงานใหญ่ ดังที่กล่าวไว้แล้วในเรื่องพิธีทอดกฐิน ครั้นชาวบ้านทั้งหลายเห็นความยากลำบากของพระสงฆ์ต้องการนำผ้ามาถวาย แต่เมื่อยังไม่มีพุทธานุญาตโดยตรง จึงนำผ้าไปทอดทิ้งไว้ ณ ที่ต่างๆ เช่น ในป่า ตามป่าช้า หรือข้างทางเดิน เมื่อภิกษุสงฆ์มาพบ ก็นำเอามาทำเป็นสบง จีวร พิธีการทอดผ้าก็มีความเป็นมาด้วยประการฉะนี้ สำหรับในเมืองไทย พิธีทอดผ้าป่าได้รับรื้อฟื้นขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ 4 ด้วยทรงพระประสงค์จะรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีในทางพระศาสนา ประเพณีงานเทศน์มหาชาติ (http://www.watkoh.com/data/mahachat/01_resize.jpg)(http://www.watkoh.com/data/mahachat/02_resize.jpg)(http://www.watkoh.com/data/mahachat/03_resize.jpg)(http://www.watkoh.com/data/mahachat/04_resize.jpg)(http://www.watkoh.com/data/mahachat/05_resize.jpg)(http://www.watkoh.com/data/mahachat/06_resize.jpg)(http://www.watkoh.com/data/mahachat/07_resize.jpg)(http://www.watkoh.com/data/mahachat/08_resize.jpg)(http://www.watkoh.com/data/mahachat/09_resize.jpg)(http://www.watkoh.com/data/mahachat/10_resize.jpg)(http://www.watkoh.com/data/mahachat/11_resize.jpg)(http://www.watkoh.com/data/mahachat/12_resize.jpg)(http://www.watkoh.com/data/mahachat/13_resize.jpg) ประเพณีการเทศน์มหาชาติจัดเป็นการทำบุญที่สำคัญและมีความหมายที่สุดในสังคมไทย เนื่องจากเป็นประเพณีของพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่ทำสืบเนื่องมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบันเพราะความเชื่อว่าถ้าผู้ใดได้ฟังเทศน์มหาชาติแล้วจะได้กุศลแรง และหากใครตั้งใจฟังให้จบใน วันเดียวจะได้เกิดร่วมและพบพระศรีอริยเมตตรัยโพธิสัตว์ซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ในพระราชสำนัก ปรากฏเป็นราชพิธีในวังหลวงมาแต่สมัยสุโขทัยแล้ว ในสมัยอยุธยาพระมหากษัตริย์ถึงกับทรงโปรดฯ ให้สร้างพระที่นั่งทรงธรรม ด้วยพระราชประสงค์ให้เป็นที่ทรงธรรมในงานพระราชพิธีเทศน์มหาชาติ พระราชพิธีนี้สืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเกณฑ์วงศานุวงศ์ ข้าราชการ ทำกระจาดใหญ่บูชากัณฑ์เทศนาคราวหนึ่ง แม้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ครั้งที่ทรงดำรงอยู่ในสมณเพศก็ทรงหัดเทศน์กัณฑ์มัทรี จนกลายเป็นธรรมเนียมให้พระราชโอรสถวายเทศน์มหาชาติในวังหลวง ในท้องถิ่น โดยเฉพาะในเขตภาคอีสานถือเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่สำคัญที่สุดของปีจะจัดขึ้นในราวเดือน 4 เรียกว่า บุญพระเวส ทั้งยังมีประเพณีเกี่ยวเนื่องกับเทศกาลนี้ด้วย เช่น พิธีแห่พระเวสเข้าเมืองและพิธีแห่ข้าวพันก้อนเพื่อบูชาคาถาพัน ทางภาคเหนือ ก็ให้ ความสำคัญกับการเทศน์มหาชาติมาก เห็นได้จากมีประเพณีสร้างหลาบเงินหรือแผ่นเงินแกะลาย แขวนห้อยรอบฉัตร ถวายเป็นเครื่องขันธ์ตั้งธรรมหลวงในงาน ทางภาคใต้นั้นประเพณีเทศน์มหาชาติได้ คลี่คลายไป เป็นประเพณีสวดด้านซึ่งคล้ายคลึงกับการสวดโอ้เอ้วิหารรายอย่างกรุงเทพฯ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 09, 2011, 08:01:51 PM วาซาบิ(wasabi)
(http://horapa.com/images/picture/wasabi.jpg) "วาซาบิ" กล่าวกันว่าวาซาบิเป็นอาหารประจำชาติญี่ปุ่น ถ้าบนโต๊ะอาหารไทยมีน้ำปลา พริก อาหารฝรั่งมีเกลือกับพริกไทย บนโต๊ะอาหารญี่ปุ่นก็ขาดวาซาบิไม่ได้เช่นกัน คนญี่ปุ่นนิยมกินวาซาบิกับปลาดิบ ข้าวปั้นญี่ปุ่นหรือโซบะบางชนิด วาซาบิ (wasabi) ทำมาจากอะไร? วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงที่ทำมาจากการบดลำต้นของพืชที่ชื่อ canola (Japanese horseradish) ซึ่งจัดเป็นไม้ยืนต้นที่อยู่ในตระกูลเดียวกับพวกบรอกโคลีและกะหล่ำ เป็นสมุนไพรดั้งเดิมของญี่ปุ่น สามารถปลูกได้ทั้งบนดิน และพื้นน้ำ โดยปลูกบนพื้นน้ำจะให้คุณภาพที่ดีกว่า ในหลายประเทศมักจะเรียกวาซาบิกันผิดๆ ว่าฮอร์สแรดิชญี่ปุ่น ฮอร์สแรดิชสีเขียว หรือแม้แต่มัสตาร์ดญี่ปุ่นโดยนำส่วนโคนลำต้นที่มีความหนาออกมาใช้ และหลายๆ คนมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนรากของมัน (http://horapa.com/images/picture/wasabi1.jpg) เวลาจะนำไปรับประทาน หรือประกอบอาหารนั้นจะต้องมีกรรมวิธีพิเศษ คือ นำวาซาบิไปฝนกับเครื่องฝนพิเศษที่ทำมาจากเหงือกปลาฉลาม (Wasabi Oroshi) ซึ่งจะมีปุ่มขนาดเล็กๆ จนทำให้ผลวาซาบิละเอียดจนมีลักษณะคล้ายครีมสีเขียว หลังจากนั้นก็นำไปผสมกับโชยุใช้เป็นน้ำจิ้มสำหรับปลาดิบ (ซะชิมิ, sashimi) หรือ ซูชิ (sushi) เพื่อให้ได้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น เมื่อนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร จะมาในรูปของเครื่องปรุงรสที่มีกลิ่นฉุน รับประทานเข้าไปทำให้แสบจมูกในระยะสั้น ๆ ก่อนที่รสชาดจะเปลี่ยนไปเป็นความกลมกล่อม ทั้งขมทั้งหวานผสมผสานกันไป การปลูกวาซาบินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องลงทุนค่อนข้างสูง พืชชนิดนี้มักจะปลูกในที่โล่ง แต่จะต้องมีการจำกัดปริมาณแสงแดด ไม่ให้ส่งลงมาถูกต้นพืชโดยตรงในช่วงฤดูร้อน เมื่อไม่นานมานี้เกษตรกรชาวญี่ปุ่นถูกแย่งตลาดด้วยการสั่งนำเข้าต้นพืชที่มีกรรมวิธีการปลูกสมัยใหม่และราคาถูกกว่าจากไต้หวันและฟิลิปปินส์ แม้ว่าผลิตผลจะมีรสเผ็ดเกินกว่าที่จะนำมารับประทานเดี่ยว ๆ แต่ก็ได้รับการสั่งนำเขาจำนวนมากจากบริษัทใหญ่ ๆ ในญี่ปุ่น เพื่อที่จะนำมาผสมผสานกับเครื่องปรุงอื่น ๆ เช่น หัวไชเท้าและเครื่องเทศ ที่เรียกกันว่า เนริวาซาบิ และตลาดของเครื่องปรุงเนริวาซาบิ มีมูลค่าถึง 16 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่วาซาบิแบบดังเดิมมีมูลค่าในตลาด 36 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี (http://horapa.com/images/picture/wasabi2.jpg) ลักษณะ ใบของวาซาบิจะคล้ายกับดอกของต้นโฮลีฮอค ต้นมีความสูงแค่เข่า ส่วนโคนลำต้นที่ใช้ในการทำอาหารมีลักษณะเป็นหัวเหมือนหัวไชเท้าหรือบอระเพ็ดแต่เป็นสีเขียวอ่อนๆ เมื่อบดแล้วมีกลิ่นที่ฉุนรุนแรง ถ้ารับประทานจะให้ความรู้สึกแสบร้อนขึ้นจมูกในระยะสั้นๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นความกลมกล่อม ทั้งหวานและขมผสมกันไป แหล่งเพาะปลูก แหล่งที่ปลูกวาซาบิอยู่ที่ชิมิทสึ แปลว่า น้ำสะอาด การปลูกวาซาบินั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องลงทุนค่อนข้างสูง พืชชนิดนี้มักจะปลูกในที่โล่งแต่จะต้องมีการจำกัดปริมาณแสงแดดไม่ให้ส่องลงมาถูกต้นพืชโดยตรงในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากมีแหล่งปลูกที่จำกัดจึงทำให้วาซาบิมีราคาค่อนข้างสูง ที่ประเทศไทยนั้นตามร้านอาหารมีระดับ หรือตามโรงแรมบางแห่งเท่านั้นที่จะใช้โคนต้นวาซาบิสดบด เพราะต้องนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นด้วยราคากิโลกรัมละหลายพันบาท ดังนั้นจึงมีวาซาบิเทียมซึ่งมีลักษณะเป็นผงสีเขียวและปรุงแต่งกลิ่นและสีเพิ่มขึ้น เมื่อนำมาผสมและกวนกับน้ำเย็นแล้วทิ้งไว้สักครู่ก็จะมีหน้าตาเหมือนกับวาซาบิของแท้แต่กลิ่นรสจะฉุนจัดจ้านกว่าเรียกว่า "ผงวาซาบิ" การบริโภควาซาบิที่ถูกวิธี ควรทาวาซาบิลงบนเนื้อปลาดิบแล้วจุ่มเนื้อปลาดิบด้านที่ไม่มีวาซาบิลงในซีอิ๊วญี่ปุ่น ทั้งนี้วาซาบิจะได้ไม่ลงไปปนเปื้อนอยู่ในถ้วยซีอิ๊ว วาซาบิที่ดีจะต้องไม่ให้แต่รสเผ็ดเท่านั้น แต่จะต้องมีกลิ่นที่ช่วยทำให้ปลาดิบคำนั้นมีรสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามคนทั่วไปนิยมผสมวาซาบิลงในซีอิ๊วซึ่งเรียกว่า ‘วาซาบิโซยุ’ แล้วใช้จิ้มปลาดิบ หรือบางคนนิยมใส่ลงไปในชามโซบะซึ่งก็อร่อยไปอีกแบบ ประโยชน์ กลิ่นฉุนของรสชาติวาซาบินั้นจะช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารทะเลได้ทุกชนิด เพราะสารที่อยู่ในวาซาบิเมื่อฝนเป็นแป้งกระทบกับออกซิเจนในอากาศ จะเกิดปฏิกิริยาเป็นทั้งกลิ่นและรสที่ฉุนรุนแรง สารนี้จะมีประโยชน์ในการกระตุ้นต่อมน้ำลายให้ขับออกมาช่วยในการย่อย อีกทั้งในวาซาบิยังอุดมด้วยวิตามินซี สรรพคุณทางยาที่น่าสนใจ ในการรับประทานอาหารญี่ปุ่นครั้งหน้า เมื่อจะแต้มเครื่องปรุงรสสีเขียว ๆ ลงไปในปลาดิบที่คุณชอบ ลองนึกถึงประโยชน์ต่อร่างกายที่กำลังจะได้รับเข้าไปด้วย เพราะจากการศึกษาวิจัย พบว่า วาซาบิ เครื่องปรุงรสเผ็ดสีเขียวของชาวญี่ปุ่นนั้น มีคุณประโยชน์ทางยาอย่างหลากหลาย อาทิเช่น (1) ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค พบว่าวาซาบิมีผลในการฆ่าเชื้อโรค และสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (2) กำจัดพยาธิที่อาศัยอยู่ในปลาได้ เมื่อผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ (3) ฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งของกระเพาะอาหาร (4) ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ฤทธิ์ต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด (5) ป้องกันฟันผุ ในอนาคตอาจนำไปประยุกต์เป็นส่วนผสมในยาสีฟัน (http://horapa.com/images/picture/wasabi3.jpg) ผงวาซาบิ ผงวาซาบิที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด คิดว่าทำมาจากวาซาบิสดที่ถูกทำให้แห้งแล้วบดเป็นผง แต่ในความจริงแล้วเป็นวาซาบิเทียมที่ทำจากฮอร์สแรดิชผสมกับผงมัสตาร์ด (ซึ่งให้ความฉุนแบบเผ็ดร้อนขึ้นจมูกคล้ายวาซาบิ) แป้ง และ สีผสมอาหาร โดยไม่มีส่วนผสมของวาซาบิเลย แต่ให้รสชาติที่ใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าความฉุนนั้นจะหายไปรวดเร็วกว่า ผงวาซาบิทำขึ้นเพื่อทดแทนวาซาบิบดสดที่มีราคาสูง และไม่สามารถเก็บรักษาได้นานเท่าผงวาซาบิ วาซาบิ ช่วยบรรเทาอาการหวัดได้...จริงหรือ ? คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าวาซาบิสามารถช่วยให้หายใจโล่งขึ้น หรือบรรเทาอาการหวัด เนื่องจากเวลารับประทานวาซาบิแล้วจะรู้สึกฉุนและเผ็ดร้อนขึ้นจมูก แต่มีผลการทดลองของนักวิจัยชาวสหรัฐอเมริกาค้นพบว่า วาซาบิแทนที่จะช่วยให้การหายใจดีขึ้น กลับอาจทำให้การหายใจที่ติดขัดอยู่แล้วนั้นแย่ลง ศูนย์การแพทย์ Kaiser Permanente Medical Center ในเมืองโอคแลนด์ มลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ทำการศึกษาผลของวาซาบิ กับอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 22 คน โดยมีการให้รับวาซาบิหลายๆ ครั้ง และมีการวัดการระบายในช่องจมูก เพื่อศึกษาผลต่อการหายใจในช่องจมูก...... หลังการศึกษาได้ผลสรุปว่าจริงๆ แล้ววาซาบิทำให้ทางเดินหายใจติดขัด ซึ่งผู้รับประทานมักจะรู้สึกและเข้าใจเองว่า วาซาบิทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น แต่แท้ที่จริงแล้ววาซาบิจะเป็นตัวที่ทำให้การไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงในโพรงจมูกเพิ่มขึ้นซึ่งเลือดเหล่านี้จะทำให้ทางเดินหายใจถูกปิดกั้น หรืออุดตันลง ส่วนสาเหตุที่ทำให้รู้สึกเหมือนจมูกโล่งขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนของเลือดที่ว่านี้ ทำให้เกิดความเย็นของลมหายใจที่ผ่านช่องโพรงจมูก หรืออาจเป็นเพราะการกระตุ้นที่โพรงจมูกในชั่วขณะหนึ่งเพื่อให้อากาศไหลผ่านกลับมาได้สะดวกเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกจมูกโล่งขึ้นได้ วาซาบิมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ในการรับประทานอาหารญี่ปุ่นครั้งหน้า เมื่อถ้าคุณจะแต้มเครื่องปรุงรสสีเขียว ๆ ลงไปในปลาดิบที่คุณชอบ คุณน่าจะลองนึกถึงประโยชน์ต่อร่างกายที่คุณกำลังจะได้รับเข้าไปด้วย เพราะจากการศึกษาล่าสุดพบว่า วาซาบิ เครื่องปรุงรสเผ็ดสีเขียวของชาวญี่ปุ่นนั้น มีคุณประโยชน์ทางยาอย่างหลากหลาย โตชิโอะ ลิยาม่า หัวหน้าทีมวิจัยวาซาบิ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว ระบุว่า วาซาบิ มีผลในการฆ่าเชื้อโรค มันสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด และยังสามารถกำจัดพยาธิ Anisakis พยาธิ ที่อาศัยอยู่ในปลาได้ เมื่อมันผ่านเข้ามาในระบบการย่อยอาหารของมนุษย์ และเมื่อไม่นานมานี้ ยังมีการศึกษาพบอีกว่า วาซาบิ ยังมีฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็ง ซึ่งเป็นผลดีต่อผิวหนัง และยังช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ด้วย วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงที่ทำมาจากต้น Canola โดยจะนำส่วนโคนลำต้นที่มีความหนาออกมาใช้ และหลาย ๆ คนมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนรากของมัน เมื่อนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร จะมาในรูปของเครื่องปรุงรสที่มีกลิ่นฉุน รับประทานเข้าไปทำให้แสบจมูกในระยะสั้น ๆ ก่อนที่รสชาดจะเปลี่ยนไปเป็นความกลมกล่อม ทั้งขมทั้งหวานผสมผสานกันไป วาซาบิเป็นเครื่องปรุงรสที่ชาวญี่ปุ่นใช้กันมากนานกว่าพันปีแล้ว แต่เมื่อไม่นานนี้เอง มันกลายมาเป็นเครื่องปรุงยอดนิยมประจำโต๊ะอาหาร และกลายเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของการทำครัวของชาวญี่ปุ่นที่รับประทานกับปลาดิบ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และยังมีการค้นพบอีกด้วยว่า ผู้ที่รับประทานปลาดิบพร้อมกับวาซาบินี้ ไม่ค่อยจะป่วยเป็นโรคอะไร การปลูกวาซาบินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องลงทุนค่อนข้างสูง พืชชนิดนี้ มักจะปลูกในที่โล่ง แต่จะต้องมีการจำกัดปริมาณแสงแดด ไม่ให้ส่งลงมาถูกต้นพืชโดยตรง ในช่วงฤดูร้อน เมื่อไม่นานมานี้ เกษตรกรชาวญี่ปุ่น ถูกแย่งตลาดด้วยการสั่งนำเข้าต้นพืชที่มีกรรมวิธีการปลูกสมัยใหม่ และราคาถูกกว่า จากไต้หวันและฟิลิปปินส์แม้ว่าผลิตผลของพวกเขาจะมีรสเผ็ดเกินกว่าที่จะนำมารับประทานเดี่ยว ๆ แต่ก็ได้รับการสั่งนำเขาจำนวนมาก จากบริษัทใหญ่ ๆ ในญี่ปุ่น เพื่อที่จะนำมาผสมผสานกับเครื่องปรุงอื่น ๆ เช่น หัวไชเท้าและเครื่องเทศ ที่เรียกกันว่า เนริ-วาซาบิ และตลาดของเครื่องปรุง เนริ-วาซาบินี้ มีมูลค่าถึง 16 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่วาซาบิแบบดังเดิม มีมูลค่าในตลาด 36 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี เมื่อวาซาบิ คืบคลานจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น กลายมาเป็นเครื่องปรุงระดับสากล จึงมีการค้นคว้ากัน ทั้งในแง่ของคุณค่าทางวิทยาศาตร์ และศิลปะในการปรุงอาหาร ที่จะได้รับการยอมรับในวงกว้างต่อไป หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 22, 2011, 08:27:19 PM แนะวิธีดูแลต้นไม้ หลังน้ำท่วมลด ;)
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity_2/2554_10_23_trap_1.jpg) ส่วนความสามารถของต้นไม้ที่ทนต่อสภาพน้ำท่วมขังนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่างด้วยกันดังนี้... 1. ชนิดของต้นไม้ จำพวกไม้ผล ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มที่อ่อนแออย่างมาก ต้นไม้ผลในกลุ่มจะตายภายในหลังน้ำท่วมขังเพียง 24 ชั่วโมง ได้แก่ มะละกอ จำปาดะ กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่อ่อนแอ แต่สามารถทนอยู่ในน้ำท่วมขังได้ประมาณ 3-5 วัน ได้แก่ กล้วย ส้มเขียวหวาน ทุเรียน มะม่วงกะล่อน มะนาว ขนุน กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่ทนทานได้เล็กน้อย ซึ่งต้นไม้ในกลุ่มนี้อาจสามารถอยู่ได้ระหว่าง 7-15 วัน ได้แก่ ชมพู่ พุทรา ละมุด มะขาม มะพร้าว 2. สภาพของน้ำท่วมขัง ถ้าหากเป็นน้ำไหลผ่าน ต้นไม้ก็มีโอกาสรอดชีวิตได้สูงกว่า น้ำที่ท่วมขังเป็นเวลานาน 3. สภาพความสมบูรณ์ของต้นไม้ ถ้าได้รับการดูแลรักษาอย่างดีต้นไม้จะมีอาหารสะสมอยู่มาก และถ้าหากประสบภาวะน้ำท่วมขัง ก็สามารถทนอยู่ได้นานกว่า ต้นไม้ที่ไม่มีการดูแลอย่างใกล้ชิด 4. อายุหรือขนาดของต้นไม้ผล ต้นไม้ที่มีอายุนานกว่า จะมีรากที่ใหญ่กว่า และสามารถทนน้ำท่วมได้มากกว่าต้นไม้เล็ก ส่วนวิธีดูแลบำบัดต้นไม้หลังน้ำลด มีดังนี้ ... 1. หลังจากน้ำท่วมสภาพดินจะชุ่มน้ำมาก เพราะฉะนั้นไม่ควรเดินย่ำรอบ ๆ ต้นไม้ หรือกดดินให้แน่น เพราะจะไปลดช่องว่างสำหรับอากาศในดินที่ใช้รากหายใจ 2. รากต้นไม้ซึ่งกำลังอมกับน้ำมากนั้น เราจะช่วยให้น้ำระบายออกมาจากบริเวณรากได้ โดยการขุดหลุมลึกสัก 50 เซนติเมตร ข้าง ๆ กับต้นไม้เพื่อให้น้ำซึมออกมาจากบริเวณราก แล้วหมั่นตักน้ำออกจากหลุม 3. ถ้าต้นไม้ดูอ่อนปวกเปียก ทรงตัวไม่ดี อย่ากดดินให้แน่น ให้หาไม้มาค้ำยันไว้แทน 4. งดให้ปุ๋ยโดยเด็ดขาด ให้รอจนกว่าต้นไม้เริ่มผลัดใบใหม่ เพราะการผลัดใบนั่นคือ สัญญาณที่แสดงว่า ต้นไม้ต้นนั้นรอดตายแน่ ๆ ขอขอบคุณข้อมูลจาก - คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ - thaihomemaster.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 04, 2011, 10:19:59 PM “ดุจแสงธรรม นำทาง ส่องชีวิต
ดุจเข็มทิศ ชี้ทาง สู่จุดหมาย คือแสงแห่ง บารมี ภูวนัย นิกรไทย ร่วมใจ ถวายพระพร” หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 03, 2012, 08:39:03 PM (http://img.kapook.com/image/travel1/f.JPG) ขออภัยด้วยค่ะ มือไว ปิดข้อความไปแย้วววว ค่อยมาหาใหม่น้ะเจ้าค่ะ ::) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 26, 2012, 11:15:34 AM ผลไม้แห่งความรัก…ฉบับนานาชาติ
(http://img.kapook.com/image/women_3/sgf42553.jpg) ผลไม้แห่งความรัก…ฉบับนานาชาติ (สุขกายสบายใจ) เรื่อง : สุธารัชฎ์ รัตนารามิก ผลไม้หลายชนิด เช่น แอปเปิ้ลหรือทับทิม นอกเหนือจากจะได้รับการรับรองจากนักโภชนาการว่ามีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพอย่าง ดีเยี่ยมแล้ว ยังได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความสัมพันธ์ เป็นดั่งผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ในหลายๆ ดินแดนทั่วโลก ในฉบับวันแห่งความรักปีนี้ Fruitful Tips ขอพาไปย้อนรอยตำนาน ของผลไม้ 5 อย่าง ได้แก่ แอปเปิ้ล สาเก มะพร้าว มะเดื่อ และทับทิม กับเรื่องราวของความเชื่อที่ว่าผลไม้เหล่านี้เป็นตัวแทนแห่งความรัก ที่ถูกสอดแทรกอยู่ในตำนานและเทพนิยายของวัฒนธรรมจากทั่วโลกที่แตกต่างกันออก ไป (http://img.kapook.com/image/women_3/gre.jpg) แอปเปิ้ล ผลไม้ที่สื่อถึงการแสดงความรัก ในนิยายปรัมปราของกรีกบทหนึ่งได้เขียนเล่าไว้ว่า เทพเจ้า ไดโอนซุส (Dionysus) มักจะให้ผลแอปเปิ้ลกับเทพีอโฟรไดท์ (Aphrodite) เพื่อเป็นการแสดงความพึงพอใจต่อนาง และสุดท้ายก็สามารถเอาชนะใจนางได้ ทำให้ชาวกรีกเชื่อว่า ผลแอปเปิ้ลเป็นสัญลักษณ์แห่งความปิติยินดี ความอุดสมบูรณ์ และการเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก หากลองนำผลแอปเปิ้ลมาผ่าครึ่งแล้วจะพบว่า มีลักษณะคล้ายกับปากช่องคลอดอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเพศหญิง ความรัก และความสวยงาม สาเก ผลไม้แห่งความรัก ความมีน้ำใจต่อเพื่อมนุษย์ด้วยกัน สาเก หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Breadfruit อันเนื่องมาจากการที่ผลไม้ชนิดนี้ สามรถนำมานึ่งแล้วใช้กินแทนขนมปังได้ สาเกเป็นอาหารหลักของชาวโปลินีเซีย (Polynesia) หรือประเทศโพ้นทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ ฮาวาย ซามัวร์ และหมู่เกาะคุก ซึ่งมีนิยายโบราณที่ชาวโปลินิเซียเล่าขานต่อกันมา คือ ในสมัยที่หมู่เกาะฮาวายประสบปัญหาอดอยากชายคนหนึ่งชื่อฮูลู เสียชีวิตลงเพราะความอดอยากนี้ ศพของเขาถูกฝังอยู่ใกล้บ่อน้ำพุธรรมชาติ มีอยู่คืนหนึ่ง คนในครอบครัวของฮูลูได้ยินเสียงเหมือนคนเดินเหยียบไปไม้ดังกรอบแกรบ ตามมาด้วยเสียงหล่นดังตุบของวัตถุหนักสิ่งหนึ่ง เมื่อมาดูในตอนเช้า ก็พบว่ามีคนในหมู่บ้านมายืนมุงดูต้นสาเกที่เติบโตอยู่ใกล้ ๆ บ่อน้ำพุธรรมชาตินั้น ต่อมาผลสาเกได้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตทุกคนในเกาะให้พ้นจากความอดอยากได้ มะพร้าว ของขวัญบูชาความรักของทูน่า ประชากรในประเทศเขตร้อนที่ตาฮิติมีมะพร้าวมากมายไว้กินบนเกาะ ซึ่งมะพร้าว 1 ลูกก็สามารถกินได้ทั้งนมมะพร้าว เนื้อมะพร้าวน้ำมันมะพร้าว และยังสามารถดัดแปลงเอากะลามาใช้งานอื่น ๆ ได้อีกในตำนานความเชื่อของเกาะตาฮิติ เล่าขานกันมาว่า ความจริงแล้วมะพร้าว คือหัวของปลาไหลที่ชื่อว่าทูน่า ซึ่งไฮน่าเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ได้มาตกหลุมรักปลาไหลทูน่า แต่เมาอิผู้เป็นน้องชายกลับพลั้งไปฆ่าทูน่าตาย และให้ไฮน่าเอาหัวปลาไหลฝังไว้ที่ก้นทะเล แต่นางกลับเอาไปฝังไว้ข้างลำธารแทน เวลาที่ยาวนานทำให้ไฮน่าลืมเลือนเรื่องทูน่าไป แต่เมื่อนึกขึ้นได้ก็รบเร้าให้เมาอิพาไปค้นหาหัวทูน่า เมื่อไปถึงข้างลำธารแล้ว สิ่งที่ไฮน่าพบกลับกลายเป็นต้นมะพร้าวที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ อาจเป็นไปได้ว่าทูน่าได้แสดงความรักต่อไฮน่า ด้วยการกลายร่างเป็นมะพร้าว และทำให้คนบนเกาะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย มะเดื่อ ผลไม้แห่งความรักความผูกพัน ในพระคัมภีร์ใบเบิลบันทึกไว้ว่า ผลไม้ต้องห้ามที่อดัมกับอีฟกินคือผลแอปเปิ้ล แต่นักศึกษาพระคัมภีร์บางคนแย้งว่าผลไม้ต้องห้ามควรเป็นผลมะเดื่อมากกว่าผล แอปเปิ้ล เพราะที่มาของพระคัมภีร์อยู่ในอิสราเอล ซึ่งเป็นประเทศเมืองร้อน และไม่มีทางที่จะปลูกพืชเมืองหนาวอย่างแอปเปิ้ลได้ จากข้อโต้แย้งนี้ค่อน ข้างสัมพันธ์กับเรื่องราวในพระคัมภีร์ว่าอดัมกับอีฟใช้ใบมะเดื่อปกปิดอวัยวะ เพศ และเป็นต้นเหตุของอารมณ์ทางเพศที่ทำให้อดัมกับอีฟมีลูกหลานสืบมาจนทุกวันนี้ เพราะเรื่องราวในพระคัมภีร์นี่เองจึงทำให้มะเดื่อกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและการสืบพันธุ์ อีกตำรากหนึ่งของชาวอียิปต์โบราณ ที่นิยมใช้ลำต้นมะเดื่อป่าทำโลงศพมัมมี่ แล้วเอาผลวางที่หน้าตักคนตายเพราะเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการแสดงความรัก ความผูกพันต่อบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้ว ทับทิม คือตัวแทนของการแต่งงานและการเจริญพันธุ์ ในธรรมเนียมชาวโรมันถือว่า ทับทิมเป็นผลไม้ที่แสดงถึงการแต่งงาน การมีคู่ครอง เจ้าสาวจะถูกแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยมงกุฎที่ร้อยจากกิ่งของทับทิม เพื่อสื่อให้เห็นว่าเจ้าสาวมีความบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนกับเทวีนาน่า ผู้เป็นพรหมจารีย์ สำหรับธรรมเนียมชาวจีนถือว่า ต้นทับทิมเป็นไม้มงคล เป็นสัญลักษณ์แห่งการเจริญพันธุ์ ความหมายถึงการมีลูกหลานมาก เหมือนดังเม็ดในผลทับทิม จึงนิยมให้ผลทับทิมเป็นของขวัญแก่บ่าวสาวในพิธีแต่งงาน เพื่ออวยพรให้มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองนั่นเอง จากหลากหลายตำนานและนิทานปรัมปรานานาชาติ หากพิจารณาแล้ว ความหมายของตำนานผลไม้เกือบทุกประเทศ ส่วนใหญ่จะสื่อความหมายถึงความบริบูรณ์ ความรื่นรมย์ ความน่ายินดี เพราะไม่ว่าจะเป็นต้นไม้อะไรก็ตาม หากมีการออกดอก ออกผลแล้ว ย่อมหมายถึงพื้นที่นั้นมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ไม่น้อย อีก ทั้งในการมอบผลไม้ให้กันเป็นของขวัญ ก็ยิ่งถือเป็นเรื่องดีที่ว่ามนุษย์เราได้มีการส่งต่อสิ่งที่ดีงามให้แก่กัน นับเป็นของขวัญทางใจที่แสดงถึงความรัก ความเอาใจใส่กันและกันได้อย่างหนึ่งเช่นกัน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 26, 2012, 11:55:34 AM พิสดารจากงานศพทั่วโลก
(http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans9854_646646.jpg) เมื่อ ผู้หนึ่งผู้ใดในบ้านเสียชีวิต สมาชิกในครอบครัวย่อมถือเป็นหน้าที่ในการจัดการศพ ให้เหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรักใคร่ไยดีในผู้ตาย ฐานะ ตลอดจนความถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นนั้นๆ คราวนี้จึงขอนำเอาประวัติศาสตร์พิธีศพมาเล่าสู่กันฟัง หลักฐานการทำศพที่ดึกดำบรรพ์ ที่สุดของโลกเห็นจะได้แก่ สุสานของมนุษย์ นีนเดอร์ธาล(Neanderthal) บรรพ ชนครึ่งคนครึ่งลิงของมนุษย์ ซึ่งขุดค้นพบทางตอนเหนือของอิรักในปี ค.ศ.1951 แต่ละศพได้รับการฝังอย่างประณีต ดินรอบๆ หลุมมีเกสรของดอกไม้ 12 ชนิดปะปนอยู่ แสดงถึงการนำบุปผชาติมาเคารพศพ (http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans6596_55135513.jpg) หลักฐานเก่าแก่ถัดมาก็คือ พีระมิดอันมโหฬาร ของชาวไอยคุปต์นั่นเอง ในครั้งกระโน้น นักบวชแห่งที่ราบลุ่มเมโสโปเตเมีย กับอียิปต์ได้ค้นพบวิธีการพิทักษ์ พระศพของฟาโรห์ โดยการทำมัมมี่ เพื่อให้คงอยู่ ตลอดกาลนาน พระศพของฟาโรห์จะถูกควักอวัยวะภายในออกแช่ น้ำเกลือ แล้วพันไว้ ด้วยผ้าชุบน้ำมัน สอง-สามเดือนหลังจากนั้น พระศพก็จะแห้งแข็งและผิวเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ แล้วมัมมี่ก็จะถูกนำไปใส่ในโลง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นโลงศพแรกๆ ของโลก จากนั้นจึงบรรจุโลงไว้ในสุสาน พร้อมด้วยสิ่งของเครื่องใช้และสิ่งมีค่าต่างๆ ทั้งนี้ ชนไอยคุปต์เชื่อว่ากษัตริย์ของพวกเขาย่อมได้ไปเป็นผู้นำหรือพระเจ้าของปรโลก จึงควรมีข้าทาสและทรัพย์สมบัติเฉกเช่นเดียวกับเมื่อครั้งดำรงพระชนม์อยู่ใน โลกนี้ (http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans9853_68256825.jpg) สำหรับการเผาศพนั้น มีมาตั้งแต่ครั้งในยุคหิน (Stone Age) แล้ว แต่เพิ่งเผากันอย่างมีพิธีรีตองในสมัยกรีก โดยชาวกรีกฝังใจว่า เมื่อตายแล้วก็จะไปอยู่ยังที่ใหม่ คือ สวรรค์ ดังนั้น วิญญาณของผู้ตายควรเป็น อิสระปราศจากสิ่งผูกพัน และวิธีการปล่อยวิญญาณให้เป็นอิสระได้ ดีที่สุด ก็คือการเผาร่างกายเสียให้สิ้นซากไปเลย โรมัน ซึ่งเจริญรุ่งเรืองต่อ จากกรีกนั้นใช้วิธีทั้งเผาและฝัง สุสานของโรมัน ซึ่งอยู่ที่กรุงโรมนั้นมีขนาดมหึมา เรียกว่า คาทาคอมบ์ (catacomb) ในสมัยต้นคริสตกาล ชาวยิวจัดการกับศพ โดยใช้ผ้าห่อหุ้มแล้วนำไปเก็บไว้ในถ้ำ แต่จะไม่ปิดปากถ้ำเป็นเวลา 3 วัน ในช่วง 3 วันนี้ ญาติๆ จะแวะเวียนเข้าไปคารวะศพ ด้วยเหตุผลอันใดหรือ ? ก็เนื่องจากในครั้งกระโน้นการแพทย์ยังไม่ก้าวหน้า ไม่มีการชันสูตร ให้รู้แน่ว่าผู้ตายเสียชีวิตจริงหรือไม่ ดังนั้น จึงต้องเก็บไว้ตรวจตรากันก่อน ซึ่งก็เคยมีครับ ที่ศพฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ แต่หากว่าถ้าเนื้อหนังเน่าเหม็น ก็เป็นอันว่าตายไปแล้วจริงๆ ก็ปิดปากถ้ำได้ ต่อมาในยุค กลางของยุโรป ผู้คนนิยมนำศพไปฝังไว้ใต้พื้นโบสถ์ ทั้งนี้ เพื่อให้ใกล้ชิดกับพระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ยังมีผู้คนมาสวดมนต์ให้เป็นประจำด้วย เมื่อใครๆ ก็เอาศพญาติมาไว้โบสถ์ มิช้ามินานโบสถ์ก็เต็มไปด้วยศพ และโดยเหตุที่สมัยโน้นไม่มีการใช้น้ำยาดองศพเช่นปัจจุบัน กลิ่นเน่าจึงคละคลุ้งโบสถ์จนพระทนไม่ไหว จึงเริ่มต้นเปลี่ยนใหม่ ด้วยการทำสุสานไว้ในบริเวณด้านนอก หรือแยกไกลออกไปแล้วเอาศพไปฝังไว้ที่นั่นแทน (http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans6595_75527552.jpg) และ ก็ในยุคกลางนี้เอง ที่เกิดกาฬโรคระบาดมีคนตายนับไม่ถ้วน รวมทั้งมีสงครามเกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งก็มีศพเกิดขึ้นมากมายเช่นกัน ผู้ตายบางรายอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิด แต่ญาติพี่น้องต้องการศพ กลับไปทำพิธีทางศาสนา การส่งศพเดินทางไปหลายๆ วันนั้นย่อมเป็นสิ่งสาหัสสากรรจ์ ดังนั้น จึงต้องใช้วิธีการที่สะดวกกว่า นั่นคือ นำศพไปต้มเดือดนานหลายชั่วโมง จนเนื้อหนังหลุดเปื่อยออกหมด เหลือแต่กะโหลกกับโครงกระดูก จัดใส่สองสิ่งนี้ในกล่องหรือหีบ แล้วส่งไปให้ญาติโกโหติกานำไปฝังในโบสถ์หรือเก็บไว้ในปราสาทของตนเองก็แล้ว แต่ ความจริงยุโรปสมัย นั้น ก็เคยนิยมเผาศพ แต่การเผาต้องใช้ฟืนเป็นปริมาณมาก กว่าศพจะมอดไหม้เป็นเถ้า ก็ทำเอาต้นไม้ใกล้จะหมดป่า จึงต้องหันกลับมาใช้วิธีฝังอีก (http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans6597_27282728.jpg) สู้พวกทิเบตในยุคกลางเดียวกันนี้ไม่ได้ เพราะชาวทิเบต จะนำร่างศพไปวางไว้ในลานวัด แล้วปล่อยให้สุนัขแทะทึ้งกินซากศพ !! ถือกันว่าสุนัขเหล่านี้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ การถูกกัดกินจึงเป็นการได้ รับเกียรติ ในอินเดียก็คล้ายกับทิเบต ชนฮินดูบางเผ่าจะมีสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า “หอคอยแห่งความสงัด” เป็นบริเวณที่มีรั้วกั้นโดยรอบและมีแท่นหิน พวกเขาจะนำศพไปวางบนแท่นหินเพื่อให้แร้งมาจิกกิน บางคนอาจคิดว่าป่าเถื่อน แต่จริงๆ แล้วพิธีนี้มีความเชื่อแฝงอยู่ นั่นคือพวกเขาใช้นกเป็นเครื่องมือในการย่อยสลายซากศพให้สิ้นไป และเมื่อนกบินไปพร้อมกับถ่ายอุจจาระตามที่ต่างๆ ก็เป็นการกระจายวิญญาณของผู้ตายให้ไปสิงสถิตหรือเกิดใหม่ ยังที่นั้นๆ ฟังแล้วก็ละม้ายกับการลอยอังคารของเราเหมือนกัน (http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans6594_38503850.jpg) และ อีกวิธีการหนึ่ง ของชาวฮินดูที่ทำกันมานานนับพันปีแล้ว ก็ได้แก่ นำศพไปทิ้งลงในแม่น้ำคงคา โดยถือว่าเป็นแม่น้ำ ศักดิ์สิทธิ์ที่จะนำดวงวิญญาณไปสู่สวรรค์ ผลก็คือมีซากศพลอยตุ๊บ ป่องๆ เหม็นตลบเกลื่อนแม่น้ำคงคา จนรัฐบาลอินเดียต้องขอความร่วม มือกับราษฎร ให้เปลี่ยนมาใช้วิธีการเผา เพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่…การเผาศพตามประเพณีฮินดูนั้นก็กลับส่งผลร้ายกาจเนื่องจากมีธรรมเนียมที่ให้ ภรรยาของผู้ตายโดดเข้ากองไฟตายไปพร้อมๆ กับสามี การให้สุนัขหรือแร้งกินซากศพก็ยังพอฟังได้ แต่บางชนชาติถึงขั้นกินศพญาติตัวเอง !! ชนเหล่านั้นมีมาแต่โบราณกาล เช่น ชาวแอสเท็คแห่งอเมริกากลาง ชนเมลานีเซีย แห่งแปซิฟิกตอนใต้ ชาวเกาะปาปัวนิวกินี แม้กระทั่งชาวพื้นเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกา ชนอินเดียบางเผ่าถือว่าการกินเนื้อบรรพบุรุษ เป็นการเพิ่มพละกำลังและอำนาจให้กับตน (http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans6593_9898.jpg) ในปี ค.ศ.1861 เมื่อสงครามกลางเมือง ระหว่างรัฐเหนือ-ใต้ของอเมริกาบังเกิดขึ้น ปัญหาเรื่องศพยังไม่ค่อยมีเท่าใดนัก แต่เมื่อสงคราม ดำเนินไป 4 ปี จำนวนผู้ล้มตายทั้ง 2 ฝ่าย มีถึง 66,000 ศพ เรียกว่าไม่มี ครอบครัวใดในสหรัฐฯ ที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามนี้ ผู้ที่อยู่ข้างหลังต่างก็อยากได้ศพลูก หรือหลานชายของตน กลับมาทำพิธีทางศาสนา (http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans9852_85688568.jpg) ดังนั้น ประธานาธิบดีลินคอล์นจึงมีคำสั่งให้ศัลยแพทย์ใช้วิธีดองศพไม่ให้เน่าเหม็น แล้วส่งให้กับครอบครัวของผู้ตาย หมอคนแรกที่ดำเนินการนี้ชื่อว่า ดร.โธมัส โฮล์มส์ เขาปฏิบัติการโดยเริ่มจากนำศพทหาร ไปฝังพร้อมกับจดจำตำแหน่งหลุมศพไว้ แล้วเขียนจดหมายถึงพ่อแม่หรือเมียของผู้ตาย ถ้าหากทางครอบครัวอยากได้ศพ หมอโฮล์มส์ก็จะลงมือดองหรือสตัฟฟ์ ด้วยการใช้น้ำยาที่มีสารหนูเข้มข้น สารหนูนั้นเป็นสารพิษและจะฆ่าจุลินทรีย์ทั้งหลายที่เป็นตัวการให้ศพเน่าเหม็นและมีกลิ่น หมอโฮล์มส์อัดน้ำยาสารหนูเข้าสู่ร่างศพโดยใช้เครื่องสูบน้ำมือโยก น้ำยาจะเข้าไปแทนที่เลือดซึ่งถูกระบายออกมา วิธีการนี้ได้ผลอย่างสมบูรณ์ ศพทหารทั้งหลายเดิน ทางกลับบ้านโดยปราศจากกลิ่นเน่าเหม็นแต่อย่างใด ทุกวันนี้ การจัดการศพได้แปรเปลี่ยนไปในสภาพที่น่าดูขึ้น แม้กระทั่งโลงศพก็ได้รับการออกแบบที่หรูหราวิจิตร โดยมีบริษัทผลิตโดย เฉพาะ เช่น บริษัท บาเตสวิลล์ คาสเก็ต ซึ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกา มีอัตราการผลิตโลงศพเร็วถึง 53 วินาที/1 โลง หลายรูปแบบและสีสัน (http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans9855_84138413.jpg) และ ศพไหนที่ยังไม่ตายจริง ก็ไม่ต้องกลัวโดนฝังทั้งเป็น เพราะมีแบบกรุ กระจกไว้ด้านหนึ่ง ระหว่างตั้งทำพิธี ถ้าหากมีไอน้ำมาเกาะกระจกด้านใน ก็แสดงว่าร่างที่นอนอยู่นั้นยังมีชีวิตอยู่ อีกแบบจะเป็นโลง ที่มีสายกระดิ่งห้อยอยู่ข้างใน และตัวกระดิ่งอยู่ภายนอก ถ้าศพฟื้นคืนชีพขึ้นมา ก็สามารถดึงกระดิ่งให้คนมาช่วยได้ (ถ้าไม่ตาแหกเผ่นหนีไปก่อน) แต่ ที่ทันสมัยที่สุดน่าจะเป็น บริษัท เซเลสติส แห่งเมืองฮิวส์ตัน, สหรัฐฯ บริษัทนี้รับบริการส่งอัฐิของผู้ตายออกไปอวกาศ! ด้วยสนนราคาที่แพงกว่าพิธีศพทั่วไปราว 4 เท่า ในการนี้เจ้าภาพจะต้องจัดการเผาศพให้เหลือเถ้าอัฐิหนัก 14 กรัมส่งให้แก่บริษัท ซึ่งบริษัทจะคัดเอาเพียง 7 กรัม บรรจุใส่โกศ จารึกชื่อ แล้วใส่ในแคปซูลอีกทีหนึ่ง จากนั้นก็ยิงส่งสู่อวกาศด้วยจรวด แคปซูลจะล่องลอยอยู่นอกโลกราว 30-40 ปี แล้วก็ตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศ และเสียดสีกับอากาศมอดไหม้เป็นจุณไปเช่นเดียวกับดาวตก หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 02, 2012, 09:36:28 PM 8 อาหาร ที่ทำให้ง่วงนอนตลอดเวลา
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/127215.jpg) [color=purple]คุณเคยส่งสัยตัวเองบ้างไหมค่ะว่าทำไมถึงได้มีอาการง่วงนอนตลอด เวลาไม่ว่าจะ ทำอะไรก็ตาม นั้นคุณลองสังเกตตัวเองดูนะค่ะว่าได้กินอาหารที่มีสาเหตุของการง่วงนอนตลอดเวลาบ้างรึเปล่าค่ะ[/color] 1. กาแฟ ดื่มกาแฟตอนเช้าโดยที่กระเพาะอาหารยังว่างเปล่าจะทำให้ง่วงได้ เพราะหลังจากดื่มกาแฟได้ 30 นาที กาเฟอีนจะเข้าไปในกระแสเลือดและไปที่สมองส่งผลให้ออกซิเจนที่ส่งไปยังสมองถูกสกัดกั้นแล้วความง่วงก็จะตามมา 2. กล้วย เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานอย่างรวดเร็วช่วยสลายความเครียด ฮอร์โมนเซโรโทนินและนอร์เอพิเนฟรินจากกล้วยจะช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข แต่ถ้ารับประทานกล้วยมากเกินไปจะทำให้เราเกียจคร้านและไม่อยากขยับเคลื่อนไหวร่างกาย 3. ช็อกโกแลต สาร Phenylethylamine ในช็อกโกแลตจะทำให้ง่วงนอน ดังนั้น ช็อกโกแลตจึงเปรียบเสมือนยาที่ช่วยให้นอนหลับและถ้าหากมีโกโก้ในปริมาณสูงก็จะทำให้รู้สึกมีความสุข 4. ครัวซองต์ หากรับประทานครัวซองต์ 2-3 ชิ้นจะรู้สึกง่วงนอน เพราะครัวซองต์มีปริมาณแป้งขัดขาวมากและอุดมไปด้วยไขมันอีกด้วยซึ่งไขมันจำเป็นต้องใช้พลังงานในการย่อย ดังนั้น เมื่อรับประทานครัวซองต์เข้าไปร่างกายก็จะดึงเลือดจากสมองไปที่กระเพาะเป็นจำนวนมากเมื่อสมองมีเลือดหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอก็จะทำให้ง่วงนอน หากคุณต้องทำงานเร่งด่วนก็ควรรับประทานครัวซองต์ได้แค่ชิ้นเล็กๆ หนึ่งชิ้น 5. ขนมปังขาวและข้าวขาว อาหารทุกชนิดที่ทำมาจากแป้งขัดขาวเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้ง่วง เหตุผลก็คือ มันเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดเร่งด่วนจึงทำให้ตับอ่อนต้องหลั่งอินซูลินออกมามาก จึงทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นสูงและทำให้ง่วงนอน 6. ถั่วเปลือกแข็ง มีกากใยอาหารมากซึ่งจะไปชะงักกระบวนการย่อยอาหารและยังถูกส่งต่อไป ยังลำไส้ ใหญ่โดยไม่ได้ย่อย และกระตุ้นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่มีหน้าที่จัดการกับกากใยอาหาร ผลก็คือทำให้ท้องอืดเฟ้อและง่วงนอนโดยเฉพาะถ้ารับประทานถั่วผสมเกลือก็จะ ทำลายวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบีซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า 7. ของหวาน เช่น ขนมหวาน เค้ก คุกกี้ เครื่องดื่มหวานๆ น้ำตาล ทำให้ง่วงนอนและยังเป็นตัวแย่งวินามินบีไปจากร่างกายเราด้วย เช่น วิตามินบี 1 บี 3 บี 6 และกรดโฟลิก และเมื่อร่างกายขาดแคลนวิตามินดังกล่าวก็จะทำให้เรี่ยวแรงถดถอยจึงส่งผลให้รู้สึกง่วง 8. ผลิตภัณฑ์นมหรือโยเกิร์ต เป็นอาหารที่มีประโยชน์แต่ถ้ารับประทานโยเกิร์ตเข้าไปมากก็จะทำให้ร่างกาย ได้รับแคลเซียมและโปรตีน แต่ในขณะเดียวกันโปรตีนที่ว่านี้ก็จะแยกกรดอะมิโนจากร่างกายซึ่งจะส่งผลให้มีกรดมากเกินในร่างกายและทำให้ง่วงตลอดเวลา ขอบคุณ LISAWEEKLY หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 02, 2012, 09:38:26 PM คนไทยกับภัย "อาหารถุง"
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/127102.jpg) เชื่อหรือไม่ อาหารถุงทั่วเมืองไทยปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มเกินครึ่ง โดยเฉพาะเมนูที่ปรุงด้วยกะทิ พวกแกงเผ็ด แกงเขียวหวาน รวม ถึงขนมไทย ที่เข้าป้ายมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาติดๆ ด้วยอาหารประเภทผัดและผักลวก เชื้อโคลิฟอร์ม เป็นแบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหาร ที่ทำให้เกิดอาการตั้งแต่อาเจียน เป็นไข้ ปวดศีรษะ ท้องร่วง จนถึงขั้นร้าย แรงคือเสียชีวิตได้ แต่หากจะให้งดอาหารถุงเลยคงเป็นเรื่องยาก ฉะนั้นการกินอาหารถุงให้ปลอดภัยจึงอยู่ที่การเลือกซื้อจากร้านที่ ทำอาหารสะอาด คนขายสะอาด ภาชนะสะอาด มีเตาอุ่นร้อนตลอดเวลา และเมื่อซื้อกลับบ้านแล้วต้องอุ่นให้ร้อนอีกครั้งก่อนรับ ประทาน เพราะเชื้อโรคนี้จะตายเมื่อโดนความร้อน ที่สำคัญควรซื้อแต่พอรับประทานเท่านั้น ที่มา .... Health & Cuisine หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 02, 2012, 09:41:48 PM 7 จุดอันตรายในบ้าน
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/127114.jpg) คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายคะ อย่าเพิ่งวางใจว่า บ้านคือที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้วสำหรับลูก หากยังไม่ได้จัดการบ้านให้เรียบร้อย เจ้าตัวเล็กอาจจะเจ็บตัว เพราะจุดอันตรายในบ้านเหล่านี้ได้ 1.พื้นห้อง ควรรีบเช็ดพื้นห้องเปียกชื้นให้แห้ง หรือห้ามไม่ให้เด็กไปเล่นในบริเวณที่มีพื้นลื่น ๆ เพราะอาจจะทำให้ลื่นหกล้ม ทำความสะอาดพื้นให้เกลี้ยง อย่าให้มีเศษของเล็ก ๆ เช่น กระดุม เมล็ดถั่ว ลวดเย็บกระดาษ ข้าวสาร ยา ตกหล่นหลงเหลืออยู่ เพราะลูกอาจจะเก็บกินเข้าไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และติดคอเป็นอันตรายได้ หากใช้พรมปูพื้น ควรหมั่นดูดฝุ่นออกจากพรม เพื่อไม่ให้เกิดการหมักหมมเก็บฝุ่นและเชื้อโรคเอาไว้ ขณะปัดกวาดทำความสะอาด ควรแยกให้เด็กอยู่ที่ห้องอื่น 2.ตู้-โต๊ะ ปิดล็อกตู้ ลิ้นชักทุกครั้ง เพื่อกันเด็กไปดึงหรือเปิดเล่น เพราะของในตู้หรือลิ้นชัก อาจจะหล่นลงมาทับเด็กได้ ตู้หรือลิ้นชักที่เก็บของใช้ที่มีอันตราย เช่น ยา ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ หรือของมีคมอย่าง มีด กรรไกร ต้องเก็บให้มิดชิด ล็อกให้ดีทุกครั้ง หรือนำไปเก็บในที่ที่แน่ใจว่าปลอดภัยพ้นมือเด็ก เพื่อป้องกันเด็กเอาของอันตรายเหล่านี้ไปเล่น หิ้งวางของที่แขวนตามข้างฝา ควรติดตั้งให้มั่นคง ไม่ควรใส่ของมากจนรับน้ำหนักไม่ไหว และบอกให้ลูกรู้ว่าหิ้งไม่ใช่ปีนป่ายเล่นสำหรับเด็ก ๆ หากโต๊ะที่ใช้มีมุมแหลมเหลี่ยมคม ซึ่งเป็นอันตรายกับลูก ควรหาซื้อยางปิดมุมมาใส่เพื่อป้องกัน และถ้าไม่จำเป็นต้องใช้ ก็ควรเลิกใช้ไปก่อน (โดยเฉพาะโต๊ะกระจกที่แตกง่าย) ไม่ควรใช้ผ้าคลุมโต๊ะหรือโต๊ะกาแฟ เพราะเด็กอาจจะดึงชายผ้าทำให้ของบนโต๊ะเช่น แก้ว จาน ชาม ตกแตก หรือน้ำร้อน ๆ หกมาโดนลูกได้ 3.ประตู-หน้าต่าง ปิดประตูหรือหน้าต่างที่ไม่ได้ใช้งานให้ดี เพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกประตูหน้าต่างหนีบมือ เมื่อเปิดปิดประตู ควรระวังประตูกระแทกโดนเด็กที่อยู่ใกล้ ๆ ประตูด้วย และไม่ควรปล่อยให้เด็ก ๆ มาเล่นแถวประตูและหน้าต่างซึ่งเป็นจุดที่เกิดอันตรายได้ง่าย ลูกบิดประตูควรอยู่สูงพ้นมือเด็ก เพื่อกันการเปิดหรือปิดล็อกขังตัวเอง สำหรับประตูห้องที่ไม่ต้องการให้ล็อก เช่น ห้องน้ำ คุณพ่อคุณแม่อาจใช้ผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ พาดที่ขอบประตูเพื่อกันการล็อกได้ และควรมีกุญแจสำรองไว้เสมอ 4.บันได ให้ติดประตูกั้นตรงบริเวณทางลงบันได และลงกลอนให้แน่นหนาทุกครั้ง เพื่อป้องกันเด็กพลัดตกลงมา อย่าปล่อยให้ลูกเล็กขึ้นลงบันไดตามลำพัง ถึงแม้ว่าจะเริ่มขึ้นบันไดเป็นบ้างแล้วก็ตาม ติดยางที่ขอบบันไดเพื่อกันลื่นและปิดเหลี่ยมคม ๆ ของบันได 5.ปลั๊กไฟ ถ้าปลั๊กไฟอยู่ต่ำใกล้มือเด็ก ควรใส่ที่ครอบปลั๊กไฟไว้ เพื่อป้องกันเด็กถูกไฟดูดจากการเล่นปลั๊กไฟ บริเวณใดในบ้านที่ไม่มีการใช้ไฟฟ้า หรือนาน ๆ ถึงจะใช้ที ก็ควรสับสะพานไฟลงเสีย 6.ของใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ความร้อน เช่น เตารีด เตาอบ เครื่องปิ้งขนมปัง ต้องเก็บหรือตั้งไว้ที่พ้นมือเด็ก และต้องบอกกับเด็กว่าของเหล่านี้ร้อนมาก ห้ามจับหรือเล่นเด็ดขาด ย้ำเตือนถึงอันตรายของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลม เครื่องดูดฝุ่น เตาร้อนต่าง ๆ ฯลฯ ให้ลูกจดจำและระวังตัวอยู่เสมอ หลังใช้งานควรเก็บให้เรียบร้อย ไม่ปล่อยสายไฟยาวเกะกะ เพราะสายไฟอาจจะทำให้สะดุดหกล้ม หรือพันคอเด็กจนหายใจไม่ออกได้ ควรปิดฝาถังเครื่องซักผ้าทุกครั้ง ทั้งในระหว่างและหลังจากใช้งานเสร็จ เพื่อป้องกันอันตรายจากการปีนเข้าไปเล่น หรือพลัดตกลงไปในเครื่องซักผ้า 7.อ่างน้ำ-สระว่ายน้ำ ทิ้งให้เด็กเล็กเล่นน้ำ อาบน้ำตามลำพัง ไม่ว่าจะเป็นในอ่างน้ำ สระว่ายน้ำ หรือในถังน้ำตามลำพัง เพราะน้ำตื้น ๆ ก็ทำให้เด็กจมน้ำได้ ถ้าที่บ้านมีสระว่ายน้ำ บ่อเลี้ยงปลา ควรเพิ่มความระวังเป็นพิเศษ และถ้าเป็นไปได้ควรทำรั้วหรือประตูกั้นที่มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเข้าไปเล่นได้ เพื่อลูกรักปลอดภัย การป้องกันอันตรายที่ดีที่สุดสำหรับลูกซึ่งพ่อแม่ทำได้ก็คือ ไม่ทิ้งลูกไว้คนเดียว อย่ามองข้ามความสามารถของเด็ก ๆ เช่น คิดว่าลูกตัวเท่านี้ยังปีนที่สูง ๆ ไม่เป็น เพราะความประมาทนี้จะทำเกิดอุบัติเหตุกับลูกได้ง่ายขึ้น อย่าละเลยจุดอันตรายต่าง ๆ เพราะคิดว่าบ้านของเราปลอดภัยดีแล้ว การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ เช่น ยางปิดปลั๊กไฟ ที่ล็อกตู้-ลิ้นชัก ราวกั้นหน้าต่างและบันได จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดอุบัติที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ได้ FW หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 03, 2012, 08:19:22 PM คุณประโยชน์ของปลากระป๋อง
(http://images.thaiza.com/26/26_20120224120204..jpg) รู้ กันอยู่แล้วว่าปลามีประโยชน์มากมาย เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย อุดมด้วยสารทอรีนซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก และมีกรดไขมันจำเป็นที่ชื่อ น้ำมันปลา หรือโอเมก้า 3 ซึ่งสามารถใช้ลดไขมันในเลือด ลดความดันเลือด และยังแก้อาการอักเสบในร่างกายได้ ปลากระป๋องก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับเนื้อปลาธรรมชาติ แต่จุดอ่อนของปลากระป๋องก็คืออยู่ในกระป๋องและไม่สดเช่นเดียวกับปลาจากแหล่ง น้ำ ที่อร่อยกว่า (http://images.thaiza.com/195/195_201009021159031..gif) ทอรีน เป็นกรดอมิโนที่พบมากในปลาและสัตว์น้ำ สารตัวนี้จำเป็นสำหรับสุขภาพของประสาท กล้ามเนื้อ และเกล็ดเลือดของเรา หากร่างกายได้รับทอรีนไม่พอในเด็กอาจจะมีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง โดยเฉพาะเด็กที่ดื่มนมวัว แต่ในนมแม่มีทอรีนเพียงพอ สรุปบทบาทของทอรีนต่อสุขภาพโดยทั่วไป คือ สามารถ ลดอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด ช่วยขับคอเลสเตอรอลออกจากร่างกาย ช่วยป้องกันตับอักเสบโดยเฉพาะในรายที่กินเหล้ามาก่อน ช่วยควบคุมน้ำตาลในรายที่เป็นเบาหวาน ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้คล่องและช่วยป้องกันอาการซึมเศร้า (http://images.thaiza.com/195/195_201009021159031..gif) น้ำมันปลา หรือกรดไขมันจำเป็นชนิดโอเมก้า 3 มีชื่อเรียกอย่างอื่นคือกรด EPA (eicosapentaenoic acid) และ DHA (docosahexaenoic acid) คนละอย่างกันและมีประโยชน์ต่างจากน้ำมันตับปลา ซึ่งเป็นวิตามินเอ บทบาทที่สำคัญของน้ำมันปลาคือ จะ ช่วยลดอาการอักเสบนานาประการทั่วร่างกาย หากกินมากพอจะช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดได้ทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ลดความดันเลือดสูง ป้องกันอาการกังวล อาการซึมเศร้า และป้องกันมะเร็ง รู้เช่นนี้แล้ว หันมากินปลากันเถอะ หรือหากมีปลากระป๋องในบ้าน จะได้รื้อเอาออกมากินก่อนจะหมดอายุ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 03, 2012, 08:23:18 PM เติมพลังความสดชื่นด้วยแอปเปิ้ลและเบอร์รี่
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img1/127218.jpg) เติมพลังความสดชื่นด้วยแอปเปิ้ลและเบอร์รี่ สวย ใส เปล่งประกายออร่า วิ้ง ๆ มาแต่ไกล เป็นสิ่งที่สาว ๆ หลายคนใฝ่ฝัน แต่จะทำยังไงให้เข้าใกล้สิ่งนั้นได้มากที่สุด!! วันนี้มีทางลัดที่ลับเฉพาะมาบอกสาว ๆ ด้วยการเลือกกินผลไม้ สีสันน่ากินแถมชื่อยังน่ารักอย่าง “แอปเปิ้ล” และ “เบอร์รี่” ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามินและสารอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดชื่นมีเสน่ห์สดใส จนหนุ่ม ๆ เหลียวมองจนตัวเอียง ที่สำคัญยังช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของผิวพรรณไม่ให้ร่วงโรยไปกับกาลเวลาอีกด้วย ประโยชน์ของแอปเปิ้ลและเบอร์รี่มีข้อมูลจาก “วอลล์ ฟรุตทาเร่” เผยไว้ว่า แอปเปิ้ลได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก กินแอปเปิ้ล 1 ผลโดยไม่ปอกเปลือกจะมีพลังงาน 80 แคลอรี่ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิด อาทิ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจนภายใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวพรรณสดใส น้ำตาลที่อยู่ในผลแอปเปิ้ลเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ดังนั้นการกินแอปเปิ้ลจึงมีส่วนช่วยลดความอยากอาหารและควบคุมน้ำหนักได้ นอกจากนี้เปลือกและเนื้อมีเส้นใยอาหาร “เพคติน” ช่วยเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหาร ทำให้อวัยวะในทางเดินอาหารมีการทำงานเป็นปกติ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย ส่วนสาว ๆ ที่อยาก “สวยไม่มีวันหยุด กับผลไม้ตระกูลเบอร์รี่” ไม่ว่าจะเป็น สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ นอกจากลักษณะผลที่มีความสวยงามน่ากิน มีรสเปรี้ยวอมหวานสีสันสดใส และยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอความชราสายตา และยังป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย “บลูเบอร์รี่” เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ในเมืองหนาว มีผิวสีน้ำเงินเข้ม อุดมไปด้วยกากใยอาหารสูงโดยเฉพาะเพคติน ทำหน้าที่ช่วยลดระดับคอเลส เตอรอล และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง ที่ช่วยต้านการทำลายเซลล์ของร่างกาย ช่วยชะลอความแก่ บำรุงร่างกาย ระบบประสาทและความจำ ส่วน “ราสเบอร์รี่” อุดมไปด้วยวิตามินเอและบี ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณทำให้ผิวพรรณสดใส โพแทสเซียม วิตามินเค และ ไบโอฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด สารสีแดงในราสเบอร์รี่มีคุณสมบัติช่วยในการหมุนเวียนโลหิต และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถลดความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งบางชนิดและอัลไซเมอร์ “แบล็คเบอร์รี่” เป็นแหล่งที่มีกรดฟีโนลิก วิตามินซี และโฟเลตสูงสุด ช่วยเสริมสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจนได้ ทำให้ผิวหนังไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร แบล็คเบอร์รี่มีสารเคมีชนิดหนึ่งเรียกว่า “ซาลิไซเลต” ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้และโรคหัวใจ และ “สตรอเบอร์รี่” ถือเป็นผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูงรวมไปถึงวิตามินเอ ธาตุเหล็กฟอสฟอรัส และแคลเซียม สำหรับวิตามินซีและวิตามินเอนั้นเป็นสารสำคัญที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตา สตรอเบอร์รี่จึงเป็นผลไม้ที่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าผลไม้อื่น ๆ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งส่งเสริมการทำงานของสมอง ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย โรคหลอดเลือดอุดตัน รู้สรรพคุณของผลไม้ที่มากด้วยคุณประโยชน์ทั้งแอปเปิ้ลและเบอร์รี่กันไปแล้ว สาว ๆ อย่าลืมลองมองหาผลไม้ซูเปอร์ฟรุ๊ตทั้งสองมาเติมพลังความสดชื่นสดใสให้ตัวเอง ถ้าไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกลองมองหาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ตามท้องตลาดมากมายที่มีคุณประโยชน์มาทดแทน อาทิ น้ำผลไม้หรือจะเป็นไอศกรีมรสผลไม้ปราศจากไขมัน นอกจากอร่อยสดชื่นมีประโยชน์แถมคงรสชาติของผลไม้สด ๆ ให้สาว ๆ ได้ลิ้มลองความอร่อยได้อีก. ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 03, 2012, 08:24:28 PM ประโยชน์ดีดีของส้มตำ
(http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2012/03/18.jpg) ประโยชน์ดีดีของส้มตำ ส้มตำชื่อที่ใครหลายๆ คนมักรู้จักกันดี ทั่วทุกภาคต่างชื่นชอบเพราะนอกจากส้มตำจะมีรสชาติเผ็ดร้อนและยังทำให้สาวๆ ไม่อ้วนอีกด้วย ส้มตำเป็นอาหารยอดนิยม ประเภทหนึ่ง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันมีรสชาติอร่อยและถูกปากคนไทยหลายๆ คน ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่จะมีใครรู้บ้างว่านอกจากความอร่อยแล้ว ส้มตำมีประโยชน์อย่างอื่นอีกหรือไม่ ส้มตำนั้นเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีสรรพคุณทางยา คุณค่าจากพืชสมุนไพรที่เป็นองค์ประกอบในส้มตำ อาทิ มะละกอ เป็นยาบำรุงน้ำนม ขับพยาธิ แก้บิด แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ริดสีดวงทวาร ช่วยย่อยอาหาร ขับน้ำดี น้ำเหลือง มะเขือเทศ รสเปรี้ยว เป็นผักที่ใช้แต่งสีและกลิ่นอาหาร ช่วยระบาย บำรุงผิว มะกอกรสเปรี้ยว ฝาด หวาน แก้โรคธาตุพิการเพราะน้ำดีไม่ปกติแก้บิด แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ผลสุกทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อนช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด มะนาว เปลือกผลรสขม ช่วยขับลมน้ำในลูกรสเปรี้ยวแก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต ผักแกล้มต่างๆ ได้แก่ ถั่วฝักยาว รสมันหวาน ช่วยกระตุ้นการทำงานของกะเพาะลำไส้ บำรุงธาตุดิน กะหล่ำปลีรสจืดเย็น กระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ บำรุงธาตุไฟ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 03, 2012, 08:26:08 PM กินแป้งคืนชีพมะเร็งเต้านม
(http://images.thaiza.com/26/26_201202241202002..jpg) คนที่เพิ่งพ้นจากภัยโรคมะเร็งเต้านม หากคุณยังชื่นชอบอาหารคาร์โบไฮเดรต อาจนำโรคร้ายกลับมาเยือนได้ (http://images.thaiza.com/195/195_20100601100451..gif) ข้อมูลจากทีมวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก พบว่าอาหารจำพวกแป้ง(คาร์โบไฮเดรต) เช่น มันฝรั่ง ข้าว พาสต้า ขนมปังขาว ฯลฯ ล้วน ส่งผลให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นมะเร็งเต้านมอีกครั้งได้ เพราะหลังจากแป้งเข้าสู่ระบบการย่อยในร่างกายแล้ว จะไป กระตุ้นระดับอินซูลินในเลือดให้สูงขึ้น กลายเป็นอาหารให้เซลล์มะเร็งเต้านมเติบโตขึ้นใหม่นั่นเอง โดยผลทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง ทำให้ทราบว่าการกินแป้งวันละ 233 กรัม อาจคืนชีพมะเร็งเต้านมได้ประมาณร้อยละ 14 ภายในหนึ่งปีเท่านั้น และที่สำคัญยังอาจไป กระตุ้นมะเร็งอื่นๆ ได้อีก เห็นอย่างนี้แล้วยอมเทใจให้โฮลวีทดีกว่า สบายใจกว่ากันเยอะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 03, 2012, 08:41:46 PM ดวงอาทิตย์ ส่องแสงได้อย่างไร
(http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2012/02/167.jpg) ดวง อาทิตย์เป็นกลุ้มก้อนก๊าซที่มีขนาดมหึมาในระบบสุริยะจักรวาลของเรา ในใจกลางของกลุ้มก้อนก๊าซก้อนนี้มีอุณหภูมิสูงประมาณ 13,000,000 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นผลมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ทำให้ก๊าซไนโตรเจนเปลี่ยนไปเป็นก๊าซฮีเลียมในระหว่างที่เกิดปฏิกิริยานี้ อยู่ พลังนิวเคลียร์ส่วนหนึ่งก็ถูกปล่อยออกมาซึ่งมีบางส่วนที่มาถึงโลกของเรา ในรูปของแสงและความร้อนเราเรียกว่า แสงอาทิตย์ หากโลกของเราปราศจาก แสงอาทิตย์แล้ว สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกนี้ก็ไม่อาจจะมีชีวิตดำรงอยู่ได้ เพราะสิ่งมีชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยแสงอาทิตย์ จะเห็นว่ามนุษย์เราใช้พืชและสัตว์เป็นอาหาร ในขณะที่สัตว์กินพืชเป็นอาหารและพืชก็ใช้แสงอาทิตย์มาช่วยในการสังเคราะห์ แสงต่ออีกทอดหนึ่งด้วย ดังนั้นจุดเริ่มต้นของชีวิตจึงมาจากแสงอาทิตย์ ความ ร้อนที่เราได้รับจากเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันหรือถ่านหินก็ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่มีจุดกำเนิดมาจากแสงอาทิตย์ทั้งสิ้น เพราะถ่านหินก็คือซากของพืชในสมัยก่อนประวัติศาสตร์และน้ำมันก็คือซากของ สิ่งมีชีวิตที่หมักหมมกันมานับเป็นล้านๆ ปี นักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ว่าอีกประมาณ 1 ล้านปีข้างหน้า ดวงอาทิตย์จะดับ นั่นก็หมายความว่าอีก 1 ล้านปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อยู่บนโลกย่อมดับสูญไปด้วย ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นมนุษย์คงจะต้องคิดค้นหาวิธีการเพิ่อความอยู่รอดของตน ต่อไป ข้อมูลจาก : ปัญหา 108 วิทยาศาสตร์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 03, 2012, 09:47:39 PM ยาสลบกับการศัลยกรรม
(http://img.kapook.com/image/women_3/injection.jpg) ความ กังวลอีกประการหนึ่งของผู้ที่ตัดสินใจเข้ารับการทำศัลยกรรม นอกจากจะกังวลเรื่องผลที่จะได้หลังเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว ยังมีความกังวลเรื่องการเตรียมตัวเข้ารับการทำศัลยกรรม อย่างการใช้ยาชาหรือยาสลบอีกด้วย เพราะในช่วงเวลาเหล่านี้เท่ากับว่าผู้ป่วยหรือผู้ที่เข้ารับการทำศัลยกรรม ได้ทิ้งชีวิต และความไว้ใจทั้งปวงเอาไว้ในมือแพทย์แล้ว แต่อย่างไรก็ตามการใช้ยาชาหรือยาสลบก็เพื่อบรรเทาความกลัว ความเจ็บปวด และความรู้สึกผิดปกติกับร่างกายระหว่างกระบวนการผ่าตัดนั่นเอง เพื่อลดความกังวล และสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างแพทย์และตัวผู้เข้ารับการทำศัลยกรรม ลองมาดูสิ่งที่ผู้เข้ารับการทำศัลยกรรมควรทราบก่อนเข้าสู่กระบวนการเสริม ความงามกันค่ะ ใครคือผู้ทำการให้ยาชา/ยาสลบ ? การได้ทราบว่าผู้ที่จะวางยาชา/ยาสลบแก่คุณคือใคร ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการได้รู้จัก และได้ศึกษาประวัติ ข้อมูลของแพทย์ผู้จะลงมือศัลยกรรมให้กับคุณ ในการผ่าตัดศัลยกรรมนั้น แพทย์ผู้ลงมือผ่าตัดไม่ใช่ผู้วางยาชาหรือสลบเสมอไป แต่ผู้ที่ทำหน้าที่นี้โดยตรงเรียกว่า วิสัญญีแพทย์ ซึ่งมาจากบุคคลสองกลุ่มดังต่อไปนี้ 1. แพทย์ผู้ศึกษามาทางวิสัญญีวิทยา เป็นแพทย์ผู้จบการศึกษาวิชาสายวิสัญญีวิทยามาโดยเฉพาะ มีความเชี่ยวชาญด้านการวางยาชาและยาสลบเป็นพิเศษ 2. พยาบาลผู้จบหลักสูตรวิสัญญีวิทยาและทำงานภายใต้การควบคุมของแพทย์ เป็นผู้ศึกษามาทางการพยาบาล แต่ได้มาศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการให้ยาชาและยาสลบ แต่อย่างไรก็ตามต้องทำงานภายใต้การดูแลควบคุมของแพทย์อีกทีหนึ่ง หากผู้ให้ยาชาหรือยาสลบเป็นหนึ่งในบุคคลสองกลุ่มนี้ คุณก็สามารถวางใจในการผ่าตัดครั้งนี้ไปได้เปลาะหนึ่งแล้ว ทีนี้มาทำความรู้จักประเภทของยาชาและยาสลบกันบ้างดูบ้างนะคะ ประเภทของยาชา/ยาสลบ 1. ยาชาเฉพาะจุด (Local Anesthesia) ยาชาแบบนี้ใช้ในการผ่าตัดเล็กทั่วไป เป็นการทำให้เกิดอาการชาในบริเวณเล็ก ๆ รู้สึกถึงแรงกด แต่ไม่เจ็บ เช่น การเย็บปิดบาดแผล ถอนฟัน ฯลฯ โดยผู้ป่วยจะรู้ตัวตลอดการผ่าตัด 2. ยาชาออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณ (Regional Anesthesia) การฉีดยาชาเฉพาะที่คือการฉีดยาชาเข้าไปรอบ ๆ กลุ่มเส้นประสาท เพื่อให้บางส่วนของร่างกายเกิดอาการชา ไร้ความรู้สึก เช่นที่ แขน ขา ฯลฯ โดยที่ผู้ป่วยจะยังรู้สึกตัวและมีสติอยู่ตลอดเวลา ในบางกรณีแพทย์อาจให้ยากล่อมประสาทร่วมด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยหลับและคลายความกังวล 3. ยาสลบ (General Anesthesia) ในกรณีนี้ผู้ป่วยจะถูกทำให้หมดสติโดยสมบูรณ์ โดยการทำให้สลบผ่านการให้ยาสลบทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Sedation) หรือการสูดดมไอระเหยผ่านทางหน้ากากก็ได้ ซึ่งจะใช้ในการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องการตัดทั้งเรื่องความเจ็บปวดและความวิตก กังวลของผู้ป่วย การ ที่แพทย์จะเลือกใช้ยาชา/ยาสลบชนิดไหนกับคุณนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของการผ่าตัด ว่าเป็นการผ่าตัดเล็กหรือใหญ่ รวมทั้งพิจารณาจากสภาพร่างกายของคนไข้ด้วย ..และนี่ก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับยาสลบและยาชาที่ผู้ที่จะเข้ารับการทำ ศัลยกรรมควรจะทราบเอาไว้ในเบื้องต้นค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 03, 2012, 09:50:18 PM 7 เหตุผล ที่คุณไม่ควรทำศัลยกรรม
(http://img.kapook.com/image/women_3/fd9.jpg) ในโลกนี้ไม่มีใครที่เกิดมาเพอร์เฟ็กต์ไปทุกอย่างแน่นอน ยิ่งเป็นเรื่องของรูปร่างหน้าตายิ่งมั่นใจได้เลยว่าไม่มีใครสวยหมดจดได้ราว กับนางฟ้าในเทพนิยาย คนสวยที่มีจุดบกพร่องบ้าง ให้ความรู้สึกว่าดูติดตาน่ามองมากกว่าคนที่ไปปรับแต่งตัวเองให้สวยแบบสมัย นิยมเสียอีก ผ่านมีดหมอมาแล้วสวยก็จริง แต่ไม่สะดุดตา และไม่น่าจดจำ แล้วอย่างนี้คนไม่สวยอย่างเราจะต้องดิ้นรนเพื่อการทำศัลยกรรมปกปิดจุด บกพร่องของตัวเองไปทำไมกันคะ ยิ่งไปกว่านั้นลองมาดู 7 เหตุผล ที่สาว ๆ ไม่ควรไปทำศัลยกรรมกันดีกว่าค่ะ 1. ศัลยกรรมหน้า ทำให้คุณหน้าตาอย่างกับแมว การศัลยกรรมใบหน้าโดยเฉพาะการดึงผิวหน้าตึง ทำให้ใบหน้าคุณดูเสียรูปไปจากที่ควรจะเป็น ผิวหนังที่ถูกกรีดแล้วขึงใหม่ให้เรียบกระชับทำให้องค์ประกอบต่าง ๆ บนใบหน้าดูตึง และชี้ออก ตั้งแต่หางตาไปจนถึงมุมปากทั้งสองข้าง ดูแล้วอย่างกับแมวยังไงยังงั้น 2. เพียงครั้งเดียวก็สามารถชักนำสู่การทำศัลยกรรมครั้งต่อ ๆ ไป เมื่อมีครั้งที่หนึ่งแล้ว ในไม่ช้าก็อาจมีครั้งที่ 2 และ 3 ตามมา และอาจตามมาอีกเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ผลตามที่พอใจ ตรงนี้สวยพอใจแล้ว ตรงนั้นแก้อีกนิดก็คงดี ตรงนี้ก็ด้วยอีกนิดหน่อย เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ เข้าจนกลายเป็นการเสพติดศัลยกรรมไปอย่างช่วยไม่ได้ 3. ศัลยกรรมทำหน้าเด็ก จบเห่ด้วยกลายเป็นซากที่มีชีวิต ฟังดูแสนจะโหดร้าย แต่มันก็มีส่วนจริงนะจ๊ะ ลองคิดถึงใครสักคนในวัยใกล้เกษียณ ผิวหนังก็เริ่มจะแห้งเหี่ยวลงไปตามอายุ แต่ใบหน้ากลับยังตึงอยู่ แล้วแบบนี้ยิ่งแก่ตัวลงเรื่อย ๆ ร่างกายก็ยิ่งทรุดโทรม แต่หน้ายังเด็กอยู่เลย มันดูขัด ๆ ยังไงไม่รู้แฮะ 4. ผู้ชายไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องริ้วรอยและตีนกาขนาดนั้น ขณะที่ผู้หญิงจิตตกแทบเป็นแทบตายกับริ้วรอยและตีนกาบนใบหน้า แต่คุณผู้ชายไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับมันมากมายขนาดนั้น เขาเคยแสดงอาการรังเกียจจะเป็นจะตายเพราะตีนกาที่หางตาคุณหรือเปล่าล่ะ ..ก็ไม่ เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะไปยกเครื่องใบหน้าเอาใจหนุ่ม ๆ ล่ะก็ เปลี่ยนความคิดซะดีกว่านะ 5. หน้าเด็ก ผิวกระชับ แต่น้องสาวก็บอกอายุได้ ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงน้องสาวของผู้หญิงทุก ๆ คนอยู่นั่นแหละ นี่เป็นเรื่องจริงที่ไม่ได้ลามกทะลึ่งตึงตัง เพราะต่อให้คุณหยุดอายุใบหน้าไว้ที่ 25 กระชับสัดส่วนทำให้ผิวกายทั่วร่างนวลเนียน แต่คุณก็ไม่สามารถหยุดการร่วงโรยตามกาลเวลาที่น้องสาวของคุณได้หรอกค่ะ ต่อให้ปัจจุบันจะมีทั้งการศัลยกรรม ทั้งทำเลเซอร์ตกแต่งยกกระชับช่องคลอดหรืออะไรก็ตามที แต่มันก็ไม่สามารถชุบชีวิตกระชากวัยให้น้องน้อยของคุณได้หรอกนะ แม้ว่าใบหน้าจะหยุดที่อายุเอ๊าะ ๆ เท่าไหร่ แต่จุดซ่อนเร้นตรงนั้นก็ฟ้องอายุจริงคุณได้อยู่ดี 6. ใคร ๆ ก็ดูออกว่าคุณ “ทำ” มา ไม่กี่วันก่อนยังมีตีนกา หน้ายังมีรอยย่นอยู่เลย เจอกันใหม่หน้าเรียบตึงเปรี๊ยะเสียแล้ว ต่อให้ทำออกมาแล้วดูเนียนเป็นธรรมชาติแค่ไหน แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั่นแหละที่จะฟ้องว่าคุณไปทำอะไรมา เพราะฉะนั้นอย่าได้คิดว่า ถ้าไปทำมาแล้วจะลอยหน้าลอยตาบอกใคร ๆ ว่านี่สวยธรรมชาติไม่ได้นะจ๊ะ 7. หน้าอกปลอม สุดแสนจะไม่ธรรมชาติ ใครคิดจะอัพไซส์ให้อวบอึ๋มคงต้องทบทวนกันหนัก ๆ สักหน่อย เพราะรับรองจริง ๆ เลยว่า ต่อให้ได้หมอฝีมือดี ทำมาเนียนขนาดไหน ก็ยังดูออกอยู่ดีว่า อกอิ่มคู่นี้ไม่ใช่ของแท้แม่ให้มา แถมทำมาแล้วยังต้องดูแลระมัดระวัง จะให้กระทบกระเทือนมากก็ไม่ได้เดี๋ยวจะเสียรูป หรือไม่ก็อักเสบไปเสียก่อน ของไม่ธรรรมชาติก็ต้องดูแลยุ่งยากอย่างนี้แหละ เฮ้อ อ่านแลวก็นึกขยาดศัลยกรรมขึ้นมาเสียจริง ๆ ถึงจะไม่สวยมากมาย แต่ก็พอใจในตัวเองเท่านี้แหละ ดีแล้ว หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 04, 2012, 05:30:38 PM ชุดดำ กับ การไว้ทุกข์
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/127241.jpg) ชุดดำ ชุดสีดำเป็นสีที่คนโบราณถือนักถือหนาว่า เป็นสีแห่งความทุกข์โศก ใช้ใส่เฉพาะงานศพเท่านั้น หรือหากจะใช้แต่งกายสีดำ ก็ไม่ควรเป็นสีดำทั้งชุด ควรเป็นครึ่งท่องใส่ผสมกับสีอื่นๆ ชุดสีดำ จึงไม่นิยมใส่เข้าไปในงานมงคลต่างๆ เช่นงานวันเกิด งาน แต่งงาน หรือแม้กระทั่งไป เยี่ยมผู้ป่วยก็เหมือนกัน เท่ากับว่า เป็นการแช่งหรือ เดาเหตุการณ์ล่วงหน้าให้ผู้ป่วยนั้นตายเร็วขึ้น ทำให้จิตใจผู้ป่วยหดหู่และหมด กำลีงใจ เกิดอาการทรุดลงได้ง่ายจึงไม่ให้ใช้สีดำ ควรเป็นสีที่สดใสและแสดงใบหน้าที่สดชื่นอีกด้วย การไว้ทุกข์ในสมัยก่อนนั้นมีอยู่หลายอย่างต่างชนิด คือ 1. สีดำ สำหรับผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีอายุแก่กว่าผู้ตาย 2. สีขาว สำหรับผู้เยาว์หรือผู้ที่มีอายุอ่อนกว่าผู้ตาย 3. สีม่วงแก่หรือน้ำเงินแก่ สำหรับผู้ที่มิได้เป็นญาติเกี่ยวดองกับผู้ตายแต่ประการใด ฉะนั้นในงานศพคนหนึ่งๆ หรือในงานเผาศพก็ตาม เราจะได้ความรู้ว่า ใครเป็นอะไรกับใครเป็นอันมากเพราะผู้ที่แต่งตัวตัวไปในงานนั้นๆ จะต้องรู้เรื่องราวเกี่ยวข้องกับตัวเองโดยถูกต้องจึงจะแต่งสีให้ถูกได้ ถ้าผู้ใดแต่งสีและอธิบายไม่ได้ ก็มักจะถูกดูหมิ่นว่าเป็นผู้ไม่มีความรู้ แม้เรื่องเลือดเนื้อของตัวเอง ของทุกอย่างมีดีก็ต้องมีเสีย แต่ก่อนก็ดีที่ได้รู้จักกันว่าใครเป็นใคร แต่ก็ลำบากในการแต่งกายเป็นอันมาก ถ้าจะต้องไปพร้อมกัน 2 ศพในวันเดียวกัน ก็จะต้องกลับบ้านเพื่อไปผลัดสีให้ถูกต้องอีก ฉะนั้นในการที่มาเลิกสีอื่นหมด ใช้สีดำอย่างเดียวเช่นทุกวันนี้ก็สะดวกดี แต่ก็ขาดความรู้จักกันเจ้าของกระทู้จึงได้นำมาเพื่อให้คนในยุคนี้ได้รับทราบกันเอาไว้ ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Ghost wiki หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 14, 2012, 08:00:35 PM ตำรายา จากอาหารที่เราบริโภคในชีวิตประจำวัน
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/127616.jpg) ตำรายา จากอาหารที่เราบริโภคในชีวิตประจำวัน สรรพคุณของพืขผักแต่ละชนิดว่ามีคุณประโยชน์ต่อการรักษาได้อย่างไรไว้ในหนังสือชื่อ " ยามหัศจรรย์สำหรับคุณ " เช่น 1. ปวดหัว กินปลามากๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด น้ำมันจากปลามีสรรพคุณป้องกันการปวดหัว กินพร้อม ๆ กับขิง จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลง 2. แพ้ละออง เป็นแพ้ทั้งฝุ่นและเกสรดอกไม้ ให้กินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว 3. โรคหัวใจ ดื่มชาเขียว เป็นประจำ สารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด 4. โรคนอนไม่หลับ ดื่มน้ำผึ้ง เป็นประจำ สารในน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาททำให้นอนหลับฝันดี 5. โรคหืดหอบ กินหอม ต้นหอม หรือ หัวหอม ก็ได้มีตัวยาทำให้หลอดลมปลอดโปร่ง 6. โรคไขข้ออักเสบ กินปลาเท่านั้น แก้ไขเป็นปกติได้ ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ( ปลาโอ ) ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีนส์ ( ปลากระป๋อง ) น้ำมันปลาทำให้โรคไขข้ออักเสบบรรเทาลง 7. ท้องผูก ท้องอืด ให้กินกล้วย หรือ ขิง กล้วยทำให้ไม่ท้องผูก และขิงทำให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้าหายไป 8. ติดเชื้อในถุงกระเพาะปัสสาวะ ให้ กินน้ำคั้นจากลูกแคนเบอรี ( ไม้เมืองหนาว ) กรดเข้มข้นในลูกไม้ฆ่าแบคทีเรียได้ 9.. โรคหงุดหงิด ฟุ้งซ่านโดยเฉพาะเกิดในผู้หญิงสูงอายุด้วย ให้กินข้าวโพดช่วยบรรเทาอาการเครียด วิตกกังวล และความคิดสับสนได้ 10. โรคกระดูกพรุน ทั้งกระดูกเปราะและแตกง่าย แก้ไขได้โดยให้กินสับปะรด ซึ่งมีสารแมงกานีสอยู่มาก ช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้ 11. ความจำเสื่อม แก้ไขโดย กินหอยนางรม หอยแครงหรือหอยอื่น ๆ ซึ่งในเนื่อหอยมีสารสังกะสีช่วยบำรุงสมองได้ดี 12. เป็นหวัด กินกระเทียม ทำให้จมูกโปร่ง สมองโล่ง กระเทียมช่วยลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย 13. ไอ จาม กินพริกแดง สารที่นำมาทำยาแก้ไอนั้นสกัดมาจากพริกแดง 14. มะเร็งเต้านม กินข้าวสาลี รำข้าว และกะหล่ำปลีจะช่วยป้องกันได้ดี 15. มะเร็งปอด กินส้ม และ ผักใบเขียว มีวิตามินเออยู่มากจะช่วยป้องกันการก่อพิษของสารเบต้าแคโรทีน 16 แผลในกระเพาะอาหาร กินกะหล่ำปลี ซึ่งมีสารเคมีช่วยทำให้แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กหายขาดได้ 17. โรคท้องร่วง กินแอปเปิ้ลสดทั้งเปลือก 18. เส้นเลือดตีบ กินผลอโวคาโด แก้ได้เพราะไขมันดี " โมโรอันแซตเทอเรต " 19. ความดันโลหิตสูง กินผลโอลีฟ และผักขึ้นฉ่ายพืชทั้งสองชนิดนี้มีสารเคมี 20. น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล กินผักบร็อกโรลี่ และถั่วง คุณประโยชน์ของพืชสมุนไพร หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 14, 2012, 08:04:03 PM อันตราย...ถ้าไม่คิดก่อนกิน
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/127662.jpg) ทุกวันนี้อาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้น คุณมั่นใจได้อย่างไรว่าปลอดภัย มีคนไม่น้อยที่เลือกซื้ออาหารโดยไม่ทันคิดว่าอาหารแต่ละอย่างผ่านการผลิตมาอย่างไร หมดอายุเมื่อไหร่ เก็บรักษาอย่างไร รวมไปถึงรับประทานอย่างไรจึงจะปลอดภัยต่อสุขภาพ เรื่องดีๆ ที่น่าจะรู้ไว้ 1. พวกขนมปังปี๊บ กระบวนการผลิตบางแห่งไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นไส้สับปะรด, มันแกวหรือพืชอื่นๆ มักกวนใส่น้ำตาล และใส่กลิ่นกับแกนสัปปะรดไปนิดหน่อย 2. เชอรี่บนขนมเค้กราคาถูกตามตลาดสด คือ มะเขือเปาะฟอกสีจนใสเป็นวุ้น แล้วย้อมสีแดง (ผงฟอกสีทำให้เป็นโรคไต) พวกที่ใช้สารฟอกสีอื่นๆ เช่น มะม่วงกวน (แผ่นใสๆ) ยอดมะพร้าวขาวๆ 3. ซูชิในตลาดนัดที่อากาศร้อน แบคทีเรียจะเจริญเติบโตเร็ว ชูชิต้องเสริฟเย็นเท่านั้น 4. เอแคลร์กับลูกชุบ หรือขนมอะไรที่ต้องมีการปั้น ๆ ถู ๆ ต้องพึงระวังสุขอนามัย ควรซื้อกับร้านค้าที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงเท่านั้น 5. ลูกอมสีอื่นๆ เช่น ฟ้า เขียว ม่วง เป็นสีที่ขายไม่ดีไม่ควรซื้อเพราะใช้สีที่เก็บไว้นาน ทานลูกอมสีแดง ขาว ได้ 6. ปลายหน้าร้อนต่อต้นหน้าฝน ไม่ควรกินอาหารทะเล เพราะฝนเริ่มตกจะชะฝุ่นบนพื้นดินลงทะเลและสัตว์ทะเลจะกินเข้าไป จะมีแต่ไวรัส แบคทีเรีย โอกาสท้องเสียมีสูง 7. พวกอาหารแพ็คสำเร็จรูป มาอุ่นด้วย microwave ที่บ้าน wave ได้ ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ควรล้าง Package ภาชนะที่ใส่อาหารมาใช้ด้วยการเข้า microwave ซ้ำเพราะสารพิษจะออกมา 8. โยเกริ์ตต่างๆจะมีแป้งผสมอยู่ประมาณ 20% ควรทานโยเกริ์ต Home made ถ้วยเล็ก ๆ (ลองหยดไอโอดีนพิสูจน์ดูก็ได้ จะพบว่าโยเกริ์ตเป็นสีน้ำเงิน) 9. น้ำปลาเปิดขวดแล้ว ควรมีอายุการใช้ไม่เกิน 1 เดือน 10. ระวังเชื้อราตามคอขวดที่เปิดแล้วต่างๆ 11. กระดาษหนังสือพิมพ์ อย่าเอามาห่อผักแช่ตู้เย็น (เพราะมีสารพิษ จากหมึก) 12. อาหารกระป๋องถ้าใช้ไม่หมดควรเอาออกจากกระป๋องใส่ภาชนะอื่นแช่ตู้เย็น 13. ฟองน้ำล้างจานที่มีน้ำยาผสมน้ำทิ้งไว้ (เป็นน้ำๆ) ทิ้งไว้ได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง แบคทีเรียจะขึ้น ควรเททิ้งไปหรือล้างฟองน้ำให้สะอาดทุกครั้งที่ใช้งาน 14. อาหารหมักดองต้องระวังมีไวรัสที่ทำลายกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผักกาดดองตามท้องตลาด ในโรงงานบางแห่งจะมีกระบวนการผลิตที่ไม่สะอาด (ใช้คนลงไปในอ่างดอง เราไม่แน่ใจว่าคนนั้นๆ มีโรคหรือไม่) ควรใช้ผักกาดดองกระป๋องที่เชื่อถือได้ 15. เบียร์สดจะไม่กรองยีสต์ที่ตายแล้วออก เราจะกินยีสต์ที่ตายแล้วเข้าไปด้วย (เบียร์ขวดจะถูกกรองไปแล้ว) ยีสต์ที่ตายและจะเหลือผนังเซลล์ของยีสต์มีประโยชน์เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพ กินได้ไม่เป็นไร นี่เป็นแค่เพียงบางส่วน ยังมีอาหารอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ ดังนั้น ก่อนจะรับประทานหรือเลือกซื้ออาหาร ขอให้คิดนิดนึง ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเองล้วนๆ ขอบคุณ : Never-age.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 20, 2012, 09:56:49 PM 12 คำคมเกี่ยวกับการทานอาหาร
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/shutterstock_80915755.jpg) เคยรวบรวมคำคมเกี่ยวกับความรักและการใช้ชีวิตมาฝากกันเยอะแล้ว วันนี้กระปุกดอทคอมขอเปลี่ยนแนวเป็นคำคมเกี่ยวกับอาหารบ้างดีกว่า ฟังแล้วหลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกขำอยู่เล็ก ๆ ว่า เรื่องกินนั้นมันถูกจับมาเป็นคำคมบันดาลใจได้อย่างไรหนอ แต่อย่าได้มองข้ามไปค่ะ เพราะในเมื่อคนเราต้องทานอาหารเพื่อให้มีชีวิตอยู่ เรื่องกินมันก็เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ๆ ที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนได้มองเห็นและได้ข้อคิดมาแล้วมากมาย ดังเช่นนักคิดนักเขียนที่ได้แบ่งปันความคิดผ่านเรื่องกินเรื่องอาหาร ดังต่อไปนี้ (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/shutterstock_63969364.jpg) “If we’re not willing to settle for junk living, we certainly shouldn’t settle for junk food.” -Sally Edwards ถ้าไม่อยากเสียเงินเพื่อชีวิตที่ไม่มีคุณค่า เราไม่ควรเสียเงินไปกับอาหารขยะที่ไม่มีคุณค่าเหมือนกัน (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/shutterstock_12099295.jpg) “The more you eat, the less flavor; the less you eat, the more flavor.” – คำคมชาวจีน ยิ่งคุณทานเยอะ คุณก็ยิ่งลิ้มรสชาติของอาหารได้น้อยลง แต่ยิ่งคุณทานน้อย คุณก็ยิ่งลิ้มรสชาติของอาหารได้มากขึ้น (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/shutterstock_14538031.jpg) “If you really want to make a friend, go to someone’s house and eat with him… the people who give you their food give you their heart.” – Cesar Chavez หาก คุณอยากสร้างมิตรภาพให้เกิดขึ้นจริง ๆ ลองเคาะประตูบ้านของใครบางคนแล้วนั่งทานอาหารกับเขาสิ เพราะคนที่นำอาหารมาให้คุณทานได้ แสดงว่าเขาได้ให้ใจกับคุณมาแล้ว (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/shutterstock_41794600.jpg) “When baking, follow directions. When cooking, go by your own taste.” -Laiko Bahrs เมื่ออบอาหาร จงทำตามวิธีการของมัน แต่เมื่อปรุงอาหาร จงทำตามรสชาติของคุณเอง (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity_2/shutterstock_78826003.jpg) “A recipe has no soul. You, as the cook, must bring soul to the recipe.” -Thomas Keller สูตรอาหารไม่มีจิตวิญญาณ ดังนั้นในฐานะคนทำอาหาร คุณจะต้องใส่จิตวิญญาณลงไปในสูตรนั้น (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/shutterstock_51751774.jpg) It’s so beautifully arranged on the plate – you know someone’s fingers have been all over it.” -Julia Child อาหารในจานนั้นถูกจัดเตรียมด้วยความละเอียดงดงาม และทุกตารางนิ้วในจานย่อมเต็มไปด้วยฝีมือล้วน ๆ (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/shutterstock_52118758.jpg) “One cannot think well, love well, sleep well, if one has not dined well.” -Virginia Woolf คนเราไม่อาจจะคิดได้ดี รักได้ดี และนอนหลับได้ดีได้ ถ้าไม่ทานอาหารที่ดีเสียก่อน (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity_2/shutterstock_42093598.jpg) “Cookery is not chemistry. It is an art. It requires instinct and taste rather than exact measurements.” -Marcel Boulestin การทำอาหารไม่ใช่วิชาเคมี แต่มันคือวิชาศิลปะ มันต้องใช้สัญชาตญานและการลองลิ้มชิมรส ไม่ใช่เพียงแค่การตวงวัดส่วนผสมเท่านั้น (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/shutterstock_64410343.jpg) “Great food is like great sex. The more you have the more you want.” -Gael Greene อาหารที่ดีก็เหมือนเซ็กส์ที่ดี ยิ่งคุณทานเยอะเท่าไร คุณก็ยิ่งต้องการมันมากเท่านั้น (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/shutterstock_74622847.jpg) “Tell me what you eat, I’ll tell you who you are.” – Anthelme Brillat-Savarin บอกผมสิว่าคุณทานอะไร แล้วผมจะบอกคุณได้ว่าคุณเป็นคนยังไง (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/shutterstock_86053036.jpg) “A man can live and be healthy without killing animals for food; therefore, if he eats meat, he participates in taking animal life merely for the sake of his appetite.” – Leo Tolstoy มนุษย์ มีสุขภาพดีได้โดยไม่ต้องฆ่าสัตว์เป็นอาหาร และถ้าหากเราทานเนื้อสัตว์ ก็เท่ากับเรามีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์เพื่อสนองความอยากของตัวเองแล้ว (http://hilight.kapook.com/img_cms2/varity/shutterstock_75815380.jpg) “One should eat to live, not live to eat.” – Moliere คนเราควรกินเพื่อให้มีชีวิตอยู่ ไม่ใช่มีชีวิตอยู่เพื่อกิน เห็นไหมล่ะคะว่า บางครั้งเรื่องใกล้ตัวอย่างเรื่องกิน ก็ให้ข้อคิดมากมายกับคนเราได้เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นมันไหม.. ว่าแต่คุณล่ะคะ มองเห็นอะไรจากอาหารบ้างหรือเปล่า หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 21, 2012, 08:39:44 PM 10 อาหารที่จะทำให้คุณยิ่งสวย
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/127946.jpg) อาหาร 10 อย่างที่จะทำให้คุณยิ่งสวยมากขึ้นกว่าเดิม 1.ไก่ มันช่วยร่างกายสร้างเคราตินที่ทำให้ผมงาม 2.แซลมอน มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ทำให้ผิวหนังและผมสุขภาพดี 3.สตรอเบอร์รี่ อุดมด้วยวิตามินซี ที่มีอำนาจในการต้านริ้วรอย 4.มะเขือเทศ ไลโคปีนในมะเขอืเทศช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ลูทินช่วยให้ความชุ่มชื้น 5.หอยนางรม สังกะสีช่วยให้ผมยาวและอาจช่วยป้องกันการขาดร่วง 6.น้ำ ดีที่สุดในการให้ความชุ่มชื้นสำหรับทุกระบบของร่างกาย 7.โยเกิร์ตไขมันต่ำ แคลเซียมมีความสำคัญอย่างมากในการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง 8.ช็อกโกแลตดำ มีฟลาโวนอยด์ที่ช่วยต่อสู้ความเสียหายของผิวจากอนุมูลอิสระ 9.ชาเขียว มีแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ที่ช่วยลดความเสียหายของผิวเนื่องจากสภาพแวดล้อม 10.อะโวคาโด มีโฟเลตสูงที่ช่วยในการสร้างเม้ดเลือด ซึ่งจำเป็นยิ่งต่อการสร้างเซลล์ ขอบคุณ LISAGURU หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 27, 2012, 07:33:58 PM เครื่องดื่มซ่า ที่น่ากลัว
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/128097.jpg) เครื่องดื่มซ่า ที่น่ากลัว ใน บรรดาเครื่องดื่มต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน น้ำอัดลม เป็นเครื่องดื่มที่จัดว่าไร้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างยิ่ง แถมยังเป็นโทษต่อสุขภาพอย่างมาก มองไปบนโต๊ะในร้านอาหารเกือบทุกแห่ง น้ำอัดลมหลากสีจัดเป็นเครื่องดื่มยอดนิยม สำหรับหลาย ๆคนในบ้านเราและบ้านอื่น ทั่วโลก นอกจากรสหวานที่ดึงดูดใจให้ต้องดื่มเป็นประจำแล้ว ความซ่าจากคาร์บอเนตก็ติดตราตรึงใจผู้คนไม่น้อย แม้จะมีราคาไม่สูงแต่เมื่อเทียบกับประโยชน์และโทษ นับว่าเป็นเครื่องดื่มที่ควรหลีกหนีให้ไกล ประการแรก น้ำตาล ที่สูงมากในน้ำอัดลมทุกขวด เป็นตัวสร้างปัญหาให้กับเราในเรื่องน้ำหนักตัวที่เกินปกติ เพราะน้ำอัดลม 1 กระป๋องหรือขวด มีน้ำตาลสูงเทียบเท่าน้ำตาลทราย 15-20 ช้อนชา เรียกว่าเราได้พลังงานมหาศาลถึง 300-400 แคลอรี่ หากใช้ไม่หมดมันก็จะสะสมเป็นชั้นไขมันในพุง หรือในต้นขาของเรา ประการที่สอง การ บริโภคน้ำตาลในปริมาณมาก ๆ และบ่อย ๆ ไม่เป็นผลดีต่อระบบภายในร่างกาย เมื่อน้ำตาลสูงร่างกายก็ต้องพึ่งฮอร์โมนอินซูลินในการลดน้ำตาลในเลือด ตับอ่อนก็ต้องทำงานหนัก ก็อาจเกิดความเสื่อมได้เร็วกว่าปกติ ก็เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน จากเบาหวานก็จะมีอีกสารพัดโรคที่ตามมา อาทิ ความดันสูง หลอดเลือดตีบ โรคหัวใจ แต่ท่านที่ติดความซ่าอาจคิดเลี่ยงไปซดเครื่องดื่มประเภทไร้แคลอรี่หรือ ปราศจากน้ำตาล แต่ท่านทราบไหมว่าเป็นการหนีเสือปะจระเข้ เพราะยิ่งดื่มจะยิ่งมีโอกาสอ้วน จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเท็กซัสกว่า 8 ปีต่อเนื่อง ได้มีข้อสรุปว่าผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มประเภทปราศจากน้ำตาลและใส่สารทดแทน ความหวานจะมีโอกาสน้ำหนักเกินกว่ากลุ่มปกติการศึกษาชี้ถึงความเสี่ยงที่จะ อ้วนสูงถึง 41% สำหรับทุก ๆ ขวดที่ดื่มเข้าไป สาเหตุ ที่การดื่มเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลแต่กลับมีโทษต่อร่างกายมากกว่าเพราะสาร ทดแทนความหวานสร้างปฏิกิริยาทำให้ฮอร์โมนในร่างกายเก็บกักไขมันมากกว่าปกติ มากกว่าการเก็บจากภาวะที่เราได้จากน้ำตาลธรรมชาติ ประการต่อมา ความประมาทของผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่คิดว่าไม่มีน้ำตาลหรือกังวลเรื่อง น้ำหนักตัว ทำให้เผลอใจกินอย่างไม่ระมัดระวัง กว่าจะรู้ตัวอีกที อ้วนเสียแล้ว สำหรับผู้ที่รักสุขภาพอย่างแท้จริง เครื่องดื่มประเภทนี้ควรหลีกหนีให้ไกลเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 27, 2012, 07:35:35 PM หน้าที่ของธาตุแต่ละชนิดต่อร่างกาย
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/128207.jpg) ธาตุชนิดใด มีความสำคัญต่อเราอย่างไรบ้างรู้ไว้เป็นเกร็ดความรู้รอบตัว แคลเซียม – องค์ประกอบในกระดูก และฟัน,? ช่วยในการตื่นตัวของกล้ามเนื้อและระบบประสาท, ช่วยให้เลือดแข็งตัว ฟอสฟอรัส – องค์ประกอบในกระดูกและฟัน, ส่วนประกอบของ สารพลังงานต่างๆในร่างกายเช่น ATP? NADP, ส่วนประกอบของ RNA, รักษาสมดุลกรด-เบส ในร่างกาย เหล็ก – ฮีมในฮีโมโกลบิน(ในเม็ดเลือดแดง)ประกอบด้วยเหล็ก, ตัวร่วมของเอนไซม์ ไซโทโครม ออกซิเดส แมกนีเซียม – ส่วนประกอบของกระดูกและฟัน, กระตุ้นเอนไซม์ในกระบวนการเมทาบอลิซึม, รักษาสมดุลของเหลวภายนอกเซลล์ โซเดียม – ช่วยในการตื่นตัวของประสาท และกล้ามเนื้อ, คุมสมดุลกรดเบส โพแทสเซียม – ร่วมกับแคลเซียมคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ, คุมสมดุลออสโมติก ไอโอดีน – ส่วนประกอบของฮอร์โมนไทรอกซิน กำมะถัน – กรดอะมิโน เส้นผม กระดูกอ่อน และเล็บประกอบ รวมทั้งโปรตีนอีกหลายชนิดประกอบด้วยกำมะถัน ฟลูออไรด์ – สารเคลือบฟัน ปกป้องจากฟันผุ, กระดูกแข็งแรง, ดูดซึมธาตุเหล็ก ขอบคุณ : blog.bunterng.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 27, 2012, 07:39:02 PM 5 อาชีพเสี่ยงเป็นนิ้วล็อก (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/128257.jpg) โรคนิ้วล็อกเป็นอีกโรคทางกล้ามเนื้อและกระดูกที่เป็นกันได้ทุกวัย โรคนี้ไม่มีอันตรายถึงกับชีวิตแต่อย่างใด แต่เมื่อโรคนี้เกิดขึ้น มือของคุณจะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ 100% มันจะทั้งเจ็บปวดทั้งน่ารำคาญทำอะไรก็ไม่สะดวก แถมยังต้องระวังเป็นพิเศษจนคุณแทบอยากจะหักนิ้วทิ้ง สาเหตุของการเกิดนิ้วล็อคนี้มาจากหลายสาเหตุ อาทิ การยกของหนัก การเกร็งนิ้ว การหิ้วต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ "ปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ" มากขึ้นมาก ๆ จนนำไปสู่ภาวะนิ้วล็อคได้ เมื่อเกิดโรคนี้แล้วก็ต้องทำใจด้วยความที่ว่ามันไม่สามารถหายขาด แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ เช่น การนวดทุยหน่า (นวดแผนจีนโบราณ) กายภาพมือ หรือวิธีที่สามารถทำได้แต่ละวันอย่างการนำขนมปังชุบน้ำส้มสายชู พันตรงนิ้วที่มีอาการ ก็จะช่วยทำให้นิ้วล็อคมีอาการที่ดีขึ้นตามลำดับ 5 อันดับอาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคนิ้วล็อค เผื่อว่าคุณมีอาจจะกำลังอยู่บนความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัว 1. นักกอล์ฟ (Golfer) นักกอล์ฟหลายท่านมักจะประสบกับปัญหานิ้วล็อค สาเหตุก็เพราะท่านนักกอล์ฟนั้นซ้อมอย่างหนักหน่วง การเกร็งจับไม้กอล์ฟที่แน่น การแรงสวิงมากเกินไป และการหวดวงสวิงซ้อมติดต่อกันอย่างไม่เว้นช่วง สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยแรกที่ส่งผลทำให้เกิดการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็นที่นิ้วมือ ส่วนปัจจัยที่สองที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบนิ้วล็อคก็คือ การเลือกไม้กอล์ฟที่หนักเกินกำลังของวงแขนและมือ โดยส่วนใหญ่ท่านนักกอล์ฟจะเลือกไม้ที่มีความหนักอย่างไม้กอล์ฟก้านเหล็กที่ความแข็งของก้านตั้งแต่ 5.5 - 6.5 ขึ้นไป เพื่อหวังระยะในการตีแต่ละครั้ง ทุกครั้งที่หวดซ้อมลูกและโดนลูกไม่เต็มใบ แรงสั่นหรือแรงช็อคของไม้จะส่งถึงมือและข้อนิ้วโดยตรงเป็นเหตุให้เกิดโรคนิ้วล็อคในระยะยาว 2. หมอนวดแผนโบราณ (Massager) นวดแผนโบราณดูแล้วน่าจะเป็นอาชีพที่เสี่ยงน้อยที่สุด เพราะน่าจะมีความเข้าใจในเรื่องของเส้นเอ็นและกระดูกมากกว่าคนทั่ว ๆ ไป แต่หมองูตายเพราะงูมามากนักต่อนักแล้วครับ นวดแผนโบราณเป็นอาชีพที่ใช้นิ้วมืออย่างหนักหน่วงมาก โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่โป้ง ข้อนิ้วมือแรกและหลังข้อนิ้วที่สอง เพราะต้องทำการกดบีบ ตัดเส้นให้กับลูกค้าผู้เส้นตึงทั้งหลาย โดยเฉพาะการนวดเท้าซึ่งผู้ที่มีเท้าแข็งและหนาจะสร้างความลำบากให้นิ้วมือของหมอนวดเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะมีไม้นวดเท้าออกมาช่วย แต่อาชีพนวดแผนโบราณนั้น ก็ยังคงเสี่ยงนิ้วล็อคอยู่ดี เพราะไม่ใช่แค่ส่วนเท้าอย่างเดียวที่ต้องนวด แต่หมายถึงทั้งร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้าที่มือต้องทำหน้าที่บีบนวดคลายเส้น 3. ช่าง (Craftsman, Mechanic) อันดับ 3 ตกเป็นของอาชีพช่างทั้งหลายครับ ช่างนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องใช้มืออย่างหนัก เพราะในทุก ๆ วันต้องอยู่กับเครื่องมือเครื่องไม้ที่ใช้แรง โดยเฉพาะงานอย่างช่างฝีมือหรือช่างเครื่องที่วัน ๆ ต้องอยู่กับไขควง ประแจ สิ่ว กบไสไม้ ขวาน หรือค้อนต่าง ๆ งานใดที่ยิ่งประณีต นั่นหมายถึงเวลาและเรี่ยวแรงที่ต้องเสียไป ช่างฝีมือ อาทิ ช่างไม้ไทยที่ทำหน้าที่สร้างบ้านเรือนไทยอย่างเรือนเครื่องสับ จะต้องอยู่กับเลื่อย สิ่ว ค้อน ทั้งวัน เพื่อที่จะทำหน้าที่ขึ้นรูปไม้ที่จะใช้ประกอบไม้ในแต่ละชิ้นส่วนงานออกมาให้ประณีตที่สุด ซึ่งนั่นก็หมายถึงความเสียหายที่มือจะต้องได้รับนั่นเอง 4. นักยูโด (Judo, Jujitsu) อาชีพนักยูโดเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ต้องฝึกฝนกำลังข้อมือกำลังแขน และกำลังนิ้วเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะได้มีความแข็งแรงมากพอที่จะจับคู่ต่อสู้ทุ่มลง ฟาดนอนไปกับพื้น ซึ่งนักยูโคต้องใช้มือกำตรงชายเสื้อชุดยูโด (กิ) แล้วฉุดกระชากดึงในท่วงท่าที่หลากหลายรูปแบบเพื่อให้คู่ต่อสู้เสียหลัก ซึ่งบางครั้งคู่ต่อสู้บิดตัวทำให้ชายเสื้อม้วนรัดที่กำปั้นและข้อมือ ก็นำมาซึ่งอาการบาดเจ็บได้ กีฬายูโดเป็นกีฬาที่ต้องใช้กำลังนิ้วติดต่อกับเป็นเวลานานไม่ว่าจะเป็นในเวลาแข่งหรือในเวลาซ้อม อีกทั้งนักยูโดจะฝึกกำลังนิ้ว ด้วยการนำเอายางในจักรยานมาผูกเข้ากับเสา แล้วดึงขึ้นลงอยู่ตลอดทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคนิ้วล็อคได้มากกว่าอาชีพอื่น ๆ 5. แม่บ้าน (Housewife) อันดับสุดท้าย เป็นเรื่องที่ไม่น่าคาดคิดครับว่าเป็นอาชีพที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด นั่นก็คือ แม่บ้านนั่นเอง งานหลักของแม่บ้านนั้นก็คือทำงานในบ้าน ไม่ว่าจะทำกับข้าว จ่ายตลาด ทำความสะอาดบ้าน แต่ในทุกรายละเอียดของการทำงานนั้นเต็มไปด้วยสภาวะที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคนิ้วล็อคทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นหิวตะกร้าหรือหิ้วถุงเดินตลาด ทำกับข้าวที่ต้องใช้แรงผัด แรงกวน หรือการซักผ้า บิดผ้าความเสี่ยงที่จะเกิดนิ้วล็อคล้วนเกิดขึ้นตลอดเวลาในการทำงาน ที่สำคัญอาชีพแม่บ้านนั้นไม่มีวันหยุด ปัจจุบันแม่บ้านเป็นจำนวนมากจึงต้องเจอกับโรคนิ้วล็อคอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ที่มา ... Mix Magazine หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 28, 2012, 08:44:10 PM เชอร์รี่ ผลไม้ช่วยเนรมิตอารมณ์ดีให้สาว ๆ
(http://img.kapook.com/image/Food/Fruit-Vegetable/cherry.jpg) เชอร์รี่ ผลไม้เพิ่มความสุข (Woman plus) สาว ๆ รู้หรือไม่ว่า เชอร์รี่ ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซีที่มีมากกว่าส้มถึง 30-80 เท่า นั้น นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอความแก่ และช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้ว เชอร์รี่ยังมีคุณสมบัติช่วยให้สาว ๆ ทั้งหลายอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย จากผลงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าการกินเชอร์รี่มากถึง 20 ผล จะช่วยลดอาการซึมเศร้าได้มากกว่าการกินยา เนื่องจากในผลเชอร์รี่มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีในเชอร์รี่ ทำให้ผลไม้ชนิดนี้มีสีสันสดใส และมีสรรพคุณที่สำคัญคือ ทำให้คนกินมีความสุข ด้วยเหตุนี้แพทย์ตะวันตกจึงเรียกเชอร์รี่ ว่า เป็นแอสไพรินธรรมชาติ ถ้าเวลาใดที่สาว ๆ รู้สึกเครียด หรือเกิดอาการซึมเศร้า ก็ลองเปลี่ยนจากการกินยารักษา มาใช้วิธีธรรมชาติบำบัดด้วยการกินเชอร์รี่ดูนะคะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 28, 2012, 09:27:57 PM 10 อาชีพเสี่ยงโรคซึมเศร้า
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/128074.jpg) โรคซึมเศร้า เป็น โรคที่ทำให้เกิดการป่วยทางอารมณ์ อาการป่วยนี้สามารถเกิดขึ้นหลังจากมีเรื่องเครียด หรืออาจเป็นได้ทั้งๆที่ไม่มีเรื่องเครียด บางรายอาจมีเรื่องเครียดเพียงเล็กน้อย ผู้ ป่วยจะมีภาวะซึมเศร้า และเปลี่ยนไปจากเดิมชัดเจนและมีโอกาสฆ่าตัวตายได้ถ้าเป็นมากๆ อย่างไรก็ดีทั้งตัวผู้ป่วยเอง และญาติมักสังเกตเห็นว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติขึ้นแล้ว ในบางรายที่พอมีความรู้มักมารับการรักษาได้ค่อนข้างเร็ว ใน ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากการสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ซึ่งเว็บไซต์ เฮลท์ ดอท คอม ได้ทำการสำรวจอาชีพที่มีโอกาสจะป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามากกว่าอาชีพอื่นๆ ไว้ทั้ง หมด 10 อาชีพ ได้ผลดังนี้ 1. พยาบาลตามบ้านและผู้ดูแลเด็ก คริสโตเฟอร์ วิลลาร์ด นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยทัฟต์ส กล่าวว่า ผู้ที่ต้องทำหน้าที่ในการดูแลผู้อื่นเป็นการส่วนตัว อย่างเช่น พยาบาลตามบ้านและผู้ดูแลเด็ก มีแนวโน้มที่จะป่วยด้วยโรคซึมเศร้าสูงมากที่สุด เพราะพวกเขาต้องคอยดูผู้อื่นอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการป้อนอาหาร หรืออาบน้ำ แต่กลับไม่ได้รับคำแสดงความขอบคุณ หรือแสดงความซาบซึ้งใจกลับมา เพราะคนผู้ที่ถูกดูแลมักจะป่วยหรือเด็กเกินไป หรือไม่ก็รู้สึกว่า สิ่งที่พวกเขาทำเป็นหน้าที่ เป็นการทำงานแลกกับเงินอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องขอบคุณแต่อย่างใด 2. พนักงานเสิร์ฟอาหาร นั่นเป็นเพราะพนักงานเสิร์ฟจะต้องคอยก้มหน้ารับฟังคำสั่งของทุกคนในร้านตลอด เวลา ไม่ว่าจะเป็นจากลูกค้า จากพ่อครัวและจากพนักงานร้าน ทั้งหมดเพื่อแลกกับเงินค่าจ้างที่ค่อนข้างต่ำ โดยจากการสำรวจพบว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานเสิร์ฟที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง และ 15 เปอร์เซ็นต์ในนั้นเป็นผู้หญิง “นี่ เป็นอาชีพที่คนจะรู้สึกขอบคุณพวกเขาน้อยมาก ผู้คนมักแสดงความไม่สุภาพกับพวกเขาทั้งคำพูดและท่าทาง ซึ่งเมื่อคนเราเกิดความรู้สึกเครียดมันก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะมีแรงจูงใจ ในการทำงาน” เดเบอร่าห์ เลกจ์ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตกล่าว 3. นักสังคมสงเคราห์ หลายคนคงรู้สึกประหลาดใจที่นักสังคมสงเคราะห์เป็นอาชีพเสี่ยงต่อการเป็นโรค ซึมเศร้าสูงในอันดับต้นๆ เพราะเรามักมีภาพของความเป็นผู้ให้และเสียสละของพวกเขาอยู่ในใจ จนลืมคิดไปว่า งานของพวกเขาเป็นงานที่ต้องติดต่อกับผู้คน ซึ่งมีหลายรูปแบบและมีหลายปัญหาให้ต้องแก้ไข นักสังคมสังเคราะห์มักต้องทำงานกับคนที่มีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ จึงจำเป็นต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ และหากไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่ ก็จะสร้างความผิดหวังให้กับทั้งตัวนักสังคมสงเคราะห์และผู้ต้องการความช่วย เหลือเอง ซึ่งก็จะต้องนำมาซึ่งความเครียดอย่างเลี่ยงไม่ได้ “เรา มักจะมองว่ามันเป็นงานที่ดี แต่คุณต้องทำงานอย่างหนักและทุ่มเทมาก นักสังคมสงเคราะห์ต้องทำงานกับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำงานแบบผ่านๆ ผมเห็นนักสังคมสงเคราะห์ต้องเลิกทำงานนี้ไปในเวลาอันรวดเร็วบ่อยมาก” คริสโตเฟอร์ วิลลาร์ด นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยทัฟต์ส กล่าว 4. แพทย์ พยาบาลและนักบำบัดโรคต่างๆ ธรรมชาติของการประกอบอาชีพที่ต้องเกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพของผู้อื่น อย่าง แพทย์ พยาบาลและนักบำบัดโรคต่างๆ ก็คือการต้องทำงานโดยแบกรับความหวังหรืออาจจะหมายถึงการมีชีวิตรอดของผู้ อื่นเอาไว้ คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนเหล่านี้จะรู้สึกเครียดกับงานที่ทำ “คุณ ต้องเจอคนป่วย คนตายและต้องเผชิญหน้ากับญาติของพวกเขาทุกวัน มันเหมือนกับว่าโลกทั้งใบมันมีแต่เรื่องเศร้า” คริสโตเฟอร์ วิลลาร์ด นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยทัฟต์ส กล่าว 5. ศิลปินและนักเขียน อาชีพศิลปินและนักเขียนดูผิวเผินเหมือนจะเป็นอาชีพที่ปราศจากความเครียด นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้มองไปที่ขั้นตอนการทำงานของพวกเขา ว่ากว่าที่จะมีผลงานออกมาให้เราได้ชื่นชม พวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง “สิ่ง หนึ่งที่ฉันเห็นมากในกลุ่มศิลปินหรือนักเขียนก็คือ พวกเขามักป่วยด้วยโรคอารมณ์แปรปรวน คนกลุ่มนี้มักไม่รู้และไม่ได้รับการรักษาเรื่องอารมณ์ที่แปรปรวน เพราะความเชื่อที่ว่าศิลปินก็ต้องมีอารมณ์ขึ้นลงเป็นธรรมดา” เดเบอร่าห์ เลกจ์ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตกล่าว 6. ครู พวกเขาต้องทำงานอย่างหนัก นอกจากงานสอนเด็กๆ แล้วก็ยังมีอย่างอื่นให้ต้องทำอีก ซึ่งทำให้หลายๆ ครั้งต้องเอางานกลับไปทำที่บ้าน แค่นึกถึงการต้องรับมือกับลูกศิษย์หลาย 10 คนในแต่วันก็เหนื่อยแล้ว เพราะฉะนั้นคงไม่ใช่เรื่องแปลก หากครูจะเป็นอาชีพที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าสูง “พวก เขามีความกดดันในหลายด้าน ทั้งจากนักเรียน จากผู้ปกครอง จากการพยายามทำตามมาตฐานของโรงเรียน” คริสโตเฟอร์ วิลลาร์ด นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยทัฟต์สกล่าว 7. เจ้าหน้าที่สนับสนุนการขาย เจ้าหน้าที่สนับสนุนการขายมักต้องปวดหัวกับความต้องการที่มากมายของผู้อื่น แต่ตัวเองกลับควบคุมอะไรต่างๆ ได้น้อยมาก พวกเขาเป็นเหมือนหน้าด่านในการรับออร์เดอร์จากลูกค้าทั่วทุกสารทิศ แต่กลับเป็นอันดับล่างสุดในสายงานการขาย “ไม่ ต่างอะไรจากถังขยะ พวกเขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าต้องเจออะไรในแต่ละวัน แต่พวกเขาต้องทำให้การทำงานของคนอื่นง่ายขึ้น” เดเบอร่าห์ เลกจ์ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตกล่าว 8. เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง เพราะทุกครั้งเราจะเจอพวกเขาก็ต่อเรามีปัญหาหรือมีความผิดพลาดบางอย่างเกิด ขึ้น ซึ่งหมายความว่าเราคาดหวังว่าได้รับคำตอบที่น่าพอใจ หรือต้องการให้ปัญหาที่มีอยู่ละล่วงไปด้วยดี ความคาดหวังของผู้อื่น การต้องทำงานไม่เป็นเวลา ทำให้อาชีพเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงกลายเป็นอาชีพที่มีความเครียดสูง “อาชีพ นี้อาจจะมีรายได้สูง แต่พวกเขาก็มักถูกโดดเดี่ยวและในบางครั้งก็อาจจะเป็นอันตรายได้ง่ายได้ด้วย” คริสโตเฟอร์ วิลลาร์ด นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยทัฟต์สกล่าว 9. นักบัญชีหรือที่ปรึกษาด้านการเงิน แค่ได้ยินชื่อก็มองเห็นความเครียดลอยมาตรงหน้าแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากจะจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ หลังการเกษียณของตัวเอง นั่นหมายความว่าคนที่ประกอบอาชีพนี้ต้องดูแลเงินของคนมากมายมหาศาล “คน พวกนี้ต้องดูแลรับผิดชอบกับเงินของคนอื่นๆ มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าหากคุณทำงานของลูกค้าหายไป คนพวกนี้มักถูกลูกค้าตะโกนใส่หน้าเป็นประจำ” เดเบอร่าห์ เลกจ์ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตกล่าว 10. เซลล์ อาชีพเซลล์เป็นอาชีพที่เต็มไปด้วยความเครียดอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนอกจากต้องรับมือกับลูกค้ามากมายหลายสไตล์แล้ว พวกเขายังต้องเครียดกับเรื่องยอดขายที่มันหมายถึงเงินค่าคอมมิสชั่นอีกด้วย แม้ทั้ง 10 สายงานที่ได้กล่าวไปข้างต้น จะเป็นอาชีพที่มีโอกาสจะป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามากกว่าอาชีพอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ประกอบอาชีพเหล่านี้หรือสนใจอยากจะประกอบอาชีพ เหล่านี้ควรจะเปลี่ยนความคิดหรือเปลี่ยนสายงาน เพียงแค่ทำความเข้าใจว่าอาชีพที่ท่านสนใจหรือทำอยู่นั้น มีความเสี่ยงมากกว่าอาชีพอื่น แล้วหาทางผ่อนคลายความตึงเครียดที่อาจจะต้องเจอในแต่ละวัน เพื่อลดความเสี่ยงในการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าลง เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพราะหากจะว่ากันจริงๆ คงไม่มีอาชีพไหนที่ไม่มีปัญหาและไม่มีความเครียดอยู่เลย ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 01, 2012, 02:17:41 PM 21 ความจริงกับอาการนอนกรน
(http://img.kapook.com/image/health/Daily%20Life/snoring.jpg) 21 ความจริงกับอาการนอนกรน ของคนอินเทรนด์ (Twenty-Four Seven) อาการนอนกรนกำลังเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ฮิต ที่ไต่อันดับความนิยมที่ไม่น่าชื่นชมทั้งกับคนกรน และคนข้างตัวมากขึ้นทุกวัน ข้อมูลล่าสุดพบว่า สถิติโรคนอนกรนในคนไทย พบในกลุ่มผู้ชายมากถึง20-30% ส่วนผู้หญิงพบได้ 10-15% โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยทำงาน คนที่อาการรุนแรงมากพบได้สูงถึง 5% อาการนอนกรนในวันนี้ ไม่เพียงแค่สร้างความรู้สึกรำคาญ แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญญาณมรณะด้วย เพราะในบางคน อาการนอนกรนสื่อถึงการขาดอากาศหายใจในช่วงสั้นๆ ที่อาจทำให้หลับยาวแบบไม่ตื่นฟื้นไม่มีทีเดียว ดังนั้น จึงควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ และนี่คือ 21 ข้อเท็จจริงที่เรานำมาฝาก 8 Facts รู้ไว้ใช่ว่า….ใส่ปาก คาบไว้ อาการนอนกรน เป็นปัญหาของการนอนหลับที่พบบ่อยในคนอายุ 30-35 ปี ซึ่งมักจะเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน ผนังคอหนา เนื้อเยื่อในช่องคอหย่อนตัวขณะนอนหลับ ประมาณร้อยละ 20 เป็นเพศชาย และร้อยละ 5 เป็นเพศหญิง และอาการนอนกรนจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น เสียงกรนเกิดจากการที่อากาศเคลื่อนผ่านทางเดินหายใจที่แคบ ซึ่งมักเกิดจากการผ่อนคลายหรือหย่อนตัวของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนขณะนอนหลับ เช่น กล้ามเนื้อบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ ผนังคอหอย หรือโคนลิ้น ทำให้เกิดการสั่นสะเทือน และสะบัดของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนในบริเวณนั้นเกิดเป็นเสียงกรนขึ้น การอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนจากต่อมทอนซิล และต่อมอดีนอยด์ที่โตซึ่งเป็นสาเหตุของอาการนอนกรนที่สำคัญในเด็ก หรือเนื้องอกหรือซีสต์ (Cyst) ในทางเดินหายใจส่วนบนหรือการที่มีโพรงจมูกอุดตันจากหลายสาเหตุ เช่น อาการคัดจมูกจากโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ผนังกั้นช่องจมูกคด เนื้องอกในโพรงจมูกและ/หรือโพรงอากาศข้างจมูก ริดสีดวงจมูก ไซนัสอักเสบ ก็เป็นสาเหตุที่ให้เกิดอาการนอนกรนได้เช่นกัน อาการนอนกรนจึงไม่ใช่เรื่องปกติ แต่กลับบ่งบอกถึงการมีสิ่งอุดกั้นในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea)เป็นภาวะที่มีการอุดกั้นในทางเดินหายใจมาก จนกระทั่งทำให้เกิดการหยุดหายใจเป็นช่วงๆขณะนอนหลับได้ ใครมีปัญหาควรรีบปรึกษาแพทย์ การนอนกรนอาจส่งผลให้ง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ทำให้เรียนหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ถ้าต้องขับรถอาจเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ นอกจากนั้นจะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะโรคความดันโลหิตในปอดสูง โรคหลอดเลือดในสมอง ลักษณะทั่วไป ที่อาจส่งเสริมให้เกิดอาการนอนกรนขณะหลับได้ เช่น คอสั้น อ้วน น้ำหนักมาก มีความผิดปกติในลักษณะโครงสร้างของใบหน้า เช่น คางเล็ก ถอยร่นมาด้านหลัง หญิงที่มีรอบคอเกินกว่า 15 นิ้ว และชายที่มีรอบคอใหญ่กว่า 17 นิ้ว เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคนอนกรนได้ พอ ๆ กับคนที่มีต่อมทอนซิลโต และจมูกอักเสบเนื่องจากโรคภูมิแพ้ 13 TIPS กำจัดเสียงกรน 1.ดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำหนึ่งช้อนโต๊ะก่อนนอน 2.อย่ารับประทานอาหารหนัก สามชั่วโมงก่อนนอน กระเพาะที่เต็มไปด้วยอาหารจะส่งผลให้กะบังลมถูกกดทับ ทำให้การเดินลมในร่างกายตีบตัน 3.หลีกเลี่ยงการใช้หมอนนุ่ม ๆ เพราะจะไปทำให้คอหอยผ่อนคลาย ทำให้ระบบช่องลมไม่ขยาย 4.ปรับความชันของเตียงนอนให้ส่วนหัวสูงขึ้นจากแนวราบสี่นิ้ว จะช่วยผ่อนการกดทับของลิ้น และกราม ส่งผลให้ลดอาการกรนระหว่างหลับ 5.นอนตะแคง จะช่วยลดและผ่อนคลายความดันในช่องทางเดินอากาศ ที่เกิดจากการมีน้ำหนักมากเกินไปได้ แต่ถ้าไม่ชินกับการนอนตะแคง อาจใช้ลูกเทนนิส 2-3 ลูก เปลือกถั่วใส่ถุง หรือกระเป๋าวางไว้ด้านหลัง ลูกบอลหรือเปลือกถั่วเหล่านี้จะช่วยให้ไม่พลิกตัวไปนอนหงายได้ 6.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ และยาแก้แพ้ต่างๆ เป็นตัวทำให้การหายใจช้าลงและตื้นขึ้น กล้ามเนื้อหย่อนคลายลงมากกว่าปกติ จึงมีแนวโน้มได้มาก ว่าโครงสร้างลำคอจะอุดตันช่องทางเดินอากาศได้ง่าย เป็นสาเหตุให้เกิดอาการนอนกรน 7.ลดน้ำหนัก ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ เกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สุดสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากผิดปกติ ทำให้การหายใจเป็นไปได้อย่างยากลำบาก การลดน้ำหนักสามารถช่วยได้ แต่หมายถึงลดให้ใกล้เคียงกับน้ำหนักตามสัดส่วน 8.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังสามารถช่วยลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยที่สุด ทั้งยังช่วยปรับสภาพกล้ามเนื้อ และทำให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น 9.กำจัดปัจจัยในที่นอนที่ทำให้เกิดอาการหอบหืดภูมิแพ้ เช่น ไร ฝุ่น ขนสัตว์จะช่วยลดอาการคัดจมูกได้ด้วย 10.เพื่อป้องกันการนอนหงาย (แล้วจะกรน) อาจจะนำเอาลูกเทนนิส 2-3 ลูกมาใส่ถุงผ้าแล้วเย็บติดกับเสื้อที่ใส่นอน เวลานอนจะทำให้นอนหงายลำบาก เราจะต้องนอนตะแคงตัวไปเอง เป็นอุปกรณ์กันการนอนกรนแบบประหยัด 11.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือสัมผัสควันบุหรี่ 12.ใช้เครื่องมือที่เป่าลมเข้าไปในทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นหรือไม่อุดกั้นขณะนอนหลับ 13.หากเป็นมากต้องไปหาหมอ จะมีการตรวจหาความผิดปกติของการหายใจขณะนอนหลับ (ตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ) และอาจมีการรักษาโดยการใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการผ่าตัด แล้วแต่หมอจะเห็นเหมาะสม ขอขอบคุณข้อมูลจาก (http://img.kapook.com/image/Logo/247freemag.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 01, 2012, 02:22:30 PM มีอะไรอยู่ใน น้ำอัดลม ?
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/128482.jpg) คง จะปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำอัดลมเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยม ที่หลายๆ คนเลือกเป็นตัวเลือกแรกเมื่อกระหาย ลองคิดถึงความรู้สึกเหนื่อยๆ ร้อนๆ แล้วได้ดื่มน้ำอัดลมเย็นๆ สักขวด รู้สึกว่าดื่มแล้วจะมีเรี่ยวแรง ใครที่ออกกำลังกายมา ดื่มแล้วจะรู้สึกสดชื่น หายเหนื่อย อิ่มเลยก็มี บางคนถึงกับไม่ต้องทานอาหารมื้อนั้นเลยก็เป็นได้ แต่รู้หรือไม่ว่า องค์ประกอบของน้ำอัดลมนั้นมีอะไรบ้าง ทำไมดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลมรสไหน ชนิดไหนก็มีองค์ประกอบหลักเหมือนกัน คือ น้ำ, น้ำตาล, กรดคาร์บอนิก, กรดฟอสฟอริก, คาเฟอีน, สีและกลิ่นหรือรส รวมถึงสารกันบูด เมื่อเราทราบถึงองค์ประกอบของมันแล้ว เรามาวิเคราะห์กันดีกว่าว่าสารเหล่านั้นเป็นอย่างไรบ้าง มีประโยชน์หรือเป็นโทษอย่างไร มีผลกระทบต่อร่างกายเราอย่างไร เริ่มจากองค์ประกอบแรกและเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของน้ำอัดลม คือ น้ำ นั่นเอง ร่างกายเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 60-70% นอกจากน้ำจะทำให้เราสดชื่นแล้ว น้ำยังเป็นตัวรักษาสมดุลต่างๆ ให้กับร่างกาย เช่น ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิคงที่ เพราะน้ำมีความจุความร้อนมาก ช่วยละลายสารอาหารต่างๆ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ ทำให้เซลล์ต่างๆ ดูดซึมสารอาหารและนำไปใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้ยังช่วยในระบบขับถ่าย และเจือจาง สารพิษที่ร่างกายได้รับอีกด้วย แต่น้ำไม่ได้ให้พลังงานแก่ร่างกายแต่อย่างใด ในน้ำอัดลมไม่มีสารอาหารประเภทโปรตีนและไขมัน น้ำตาล จึงเป็นสารอาหารชนิดเดียวที่อยู่ในขวดน้ำอัดลม เพราะเป็นสารที่ให้ความหวานและพลังงาน น้ำตาลที่ใช้ในน้ำอัดลมคือ ซูโครส (น้ำตาลทราย) เป็นสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตซึ่งจะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีต่อกรัม ถ้าดูจากข้างขวดก็จะพบว่าในทุกๆ 100 มิลลิลิตร จะประกอบด้วยน้ำตาลประมาณ 10.6 กรัม (ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำอัดลม) ประมาณ 42.4 กิโลแคลอรี ถ้าเราดื่มน้ำอัดลม 1 ลิตร จะให้พลังงาน 424 กิโลแคลอรี ขณะที่โดยปกติร่างกายต้องการพลังงานวันละประมาณ 2000-2500 กิโลแคลอรี จึงทำให้เรารู้สึกอิ่มและสดชื่น การที่มีน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่าที่ร่างกายต้องการ อินซูลินจะทำงานหนักเพื่อที่จะเก็บน้ำตาลที่มากเกินพอในกระแสเลือดนั้นในรูป ของไกลโคเจนและไขมันใต้ผิวหนัง เป็นเหตุให้เรามีน้ำหนักมากขึ้นและอ้วนขึ้นนั่นเอง (ถ้าได้รับพลังงานมากกว่าที่ร่างกายต้องการ 7700 กิโลแคลอรี ก็จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม) นอกจากนี้การบริโภคน้ำอัดลมมาก จะทำให้อิ่มและรับประทานอาหารได้น้อยลง อาจเป็นเหตุให้ขาดสมดุลทางโภชนาการ ส่วนในเครื่องดื่มบางชนิด เช่น Light, Zero หรือ Diet นั้น จะใช้สาร (เคมี) ให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งจะให้ความหวานแต่ไม่ให้พลังงาน อันนี้ก็ต้องระวัง เพราะสารให้ความหวานบางชนิดจะเป็นพิษต่อร่างกายหรือเป็นสารก่อมะเร็ง สารให้ความหวานที่ใช้อยู่ปัจจุบันนั้นยังได้รับอนุญาตให้ใช้อยู่ เพราะปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าสารนั้นเป็นพิษต่อร่างกาย แต่ในอนาคตอาจพบว่าเป็นสารพิษเหมือนในอดีตที่เปลี่ยนสารให้ความหวานอยู่เสมอ เพราะพบว่าเป็นพิษ ก็เป็นได้ กรดคาร์บอนิก เป็นองค์ประกอบที่ทำให้น้ำอัดลมซ่า มีฟอง และมีรสเปรี้ยวอ่อนๆ กรดคาร์บอนิกนั้น ได้จากปฏิกิริยาระหว่างน้ำกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้ความดันสูงบังคับ (อัด) ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำปฏิกิริยากับน้ำให้ได้ เพราะในสภาวะความดันปกติคาร์บอนไดออกไซด์แทบจะไม่ละลายน้ำหรือทำปฏิกิริยา กับน้ำเลย แต่กรดคาร์บอนิกที่เกิดขึ้นนั้นไม่เสถียร คือสลายตัวได้ง่ายในสภาวะความดันปกติ ยิ่งถ้ามีความร้อนด้วยจะยิ่งเร่งการสลายตัวให้เร็วยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสลายตัวของกรดคาร์บอนิกก็คือน้ำกับคาร์บอนไดออกไซด์ นั่นเอง ดังนั้นจึงต้องเก็บน้ำอัดลมภายใต้ความดัน ก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้เราจึงเรียกว่าเครื่องดื่มชนิดนี้ว่า “น้ำอัดลม” เมื่อเปิดขวดออก ความดันสูงในขวดก็จะลดลงเท่ากับความดันปกติ จึงทำให้กรดคาร์บอนิกสลายตัวออกมา ได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดฟองนั่นเอง กรดคาร์บอนิกยังสามารถย่อยสลายหินปูนได้ จึงสามารถกัดกร่อนกระดูกและฟันได้เช่นกัน เช่นเดียวกับ กรดฟอสฟอริก ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะ ละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน นอกจากจะทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารแล้ว ยังทำให้นอนหลับยาก ฟันผุ อาจทำให้กระดูกพรุน เนื่องจากฟอสเฟสไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกและฟัน คาเฟอีน เป็นสารที่มีกลิ่นหอมและพบมากในชา กาแฟ เป็นสารกระตุ้นประสาทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก มีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายเกิดความตื่นตัวและลดความง่วงลง เมื่อ ได้รับคาเฟอีน ร่างกายจะมีความต้องการคาเฟอีนมากขึ้น และถ้าหยุดบริโภคคาเฟอีนอย่างทันที อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะและคลื่นไส้อาเจียนได้ การบริโภคคาเฟอีนมากเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะเสพติดคาเฟอีนได้ ซึ่งจะปรากฏอาการต่างๆ เช่น กระสับกระส่าย วิตกกังวล กล้ามเนื้อกระตุก นอนไม่หลับ ใจสั่น หรือแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ เด็กที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ จะทำให้มีรูปแบบการนอนที่ผิดแผกไปจากเดิม เด็กเหล่านี้จะนอนไม่หลับในเวลากลางคืนและง่วงนอนในเวลากลางวัน ทำให้ประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ลดลง สารกันบูดหรือวัตถุกันเสีย ใส่เพื่อให้สามารถเก็บน้ำอัดลมได้นาน ในน้ำอัดลมนิยมใช้ กรดซิตริก (เป็นกรดที่อยู่ในมะนาว) สามารถป้องกันการเจริญของแบคทีเรียและยีสต์ได้ดี แต่เป็นกรดค่อนข้างแรง จะทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร ส่วนสี กลิ่นและรส เป็นสารเคมีสังเคราะห์ทั้งสิ้น สารเหล่านี้เป็นสารก่อมะเร็ง ถ้าได้รับมากเกินไปก็อาจจะทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้ง่ายขึ้น แนวทางในการดื่มน้ำอัดลมที่ถูกต้อง 1.ไม่ดื่มในปริมาณมาก 2.ไม่ดื่มน้ำอัดลมระหว่างมื้ออาหารหลัก หรือดื่มในปริมาณน้อย 3.หลังดื่มน้ำอัดลม ควรบ้วนปากหรือแปรงฟันเสมอ เพื่อป้องกันฟันผุ 4.ไม่ควรดื่มบ่อย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ อาจทำให้กระเพาะเกิดแผลได้ เมื่อ ทราบแล้วว่าน้ำอัดลมประกอบด้วยอะไรบ้างแล้ว เราก็พอจะประเมินได้ว่า น้ำอัดลมมีประโยชน์และมีโทษต่อร่างกายเราอย่างไร การดื่มน้ำอัดลมในปริมาณที่เหมาะสมและถูกวิธี ก็สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับร่างกายได้ ขอบคุณ : vcharkarn.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 01, 2012, 02:24:05 PM ดื่มน้ำอัดลม หนึ่งกระป๋องต้องวิ่ง50นาที
นักวิจัยชี้ว่า ป้ายเตือนปริมาณสารอาหารบนผลิตภัณฑ์อาหารขยะ จะมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ หากเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่า จะต้องออกกำลังกายเท่าไหร่จึงจะขจัดแคลอรีที่บริโภคเข้าไปได้หมด (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img1/128490.jpg) งานวิจัยค้นพบว่า วัยรุ่นกว่าครึ่งรู้สึกไม่อยากดื่มน้ำอัดลม หากได้เห็นฉลากเตือนว่า จะต้องออกกำลังกายด้วยการวิ่ง 1 ชั่วโมงต่อการดื่มน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร “American Journal of Public Health” ระบุว่า การติดฉลากว่า ผู้บริโภคต้องออกกำลังกายเท่าไหร่ จึงจะสามารถขจัดแคลอรีจากอาหารขยะได้หมด จะช่วยลดความน่ารับประทานลง คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ติดป้ายเตือนด้านนอกร้านค้า 3 แบบ เพื่อทดลองว่าป้ายเตือนแบบไหนจะทำให้วัยรุ่นขยาดการรับประทานอาหารขยะมากที่ สุด แม้ป้ายทั้งสามจะระบุถึงจำนวนพลังงาน 250 แคลอรีเท่ากันหมดก็ตาม ป้ายอันแรกเตือนว่า น้ำอัดลมให้พลังงาน 250 แคลอรี ป้ายอันที่ 2 เตือนว่า น้ำอัดลม 1 กระป๋องให้พลังงาน 10% ของที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ส่วนป้ายอันสุดท้ายเตือนว่า ผู้บริโภคต้องวิ่งอย่างน้อย 50 นาที เพื่อกำจัดแคลอรีจากน้ำอัดลม ผลการศึกษาพบว่า ผลลัพธ์จากการระบุข้อมูลแคลอรีอย่างละเอียด ช่วยลดยอดขายอาหารขยะได้ 40% โดยเฉพาะป้ายเตือนว่า จำเป็นต้องออกกำลังกายในปริมาณเท่าไหร่หลังบริโภคประสิทธิภาพมากที่สุด สามารถลดยอดขายในกลุ่มวัยรุ่นได้ถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับคำเตือนชนิดอื่นๆ ดร.ซาราห์ เบลช ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า ผู้คนทั่วไปมักประเมินจำนวนแคลอรีที่ได้รับจากอาหารขยะต่ำไป แต่การเปรียบเทียบปริมานแคลอรีจากอาหารเป็นการออกกำลังกาย จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจง่ายขึ้น เช่น เปรียบจำนวนแคลอรีจากน้ำหวานเท่ากับการวิ่งกี่นาที เธอชี้แจงว่า เนื่องจากปัญหาสุขภาพโดยมากมีต้นเหตุมาจากอาหารขยะ มันจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องหายุทธศาสตร์ในการเตือนผู้บริโภคที่มี ประสิทธิภาพที่สุด เช่น ติดฉลากแบบใหม่บนสินค้า หรือบนเมนูร้านฟาสต์ฟู้ด น้ำหวานและน้ำอัดลมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ ไปจนถึงโรคเบาหวานประเภท 2 ทว่าน้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดาวัยรุ่น และผู้ที่มีรายได้น้อย ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 01, 2012, 02:33:37 PM อาหารทุกมื้อสำคัญกับการนอน
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/128484.jpg) การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดของร่างกาย เพราะช่วยเพิ่มและรักษาประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้สมบูรณ์แข็งแรง ขณะที่ผลเสียของการนอนไม่เพียงพอคือทำให้เซลล์ต่างๆ เสื่อมสภาพ น้ำหนักตัวเพิ่ม ไม่สดชื่น อ่อนล้าและอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ซึ่งหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้คุณนอนหลับได้ดีก็คือ อาหารทุกมื้อที่คุณรับประทานเข้าไปนั่นเอง อาหารเช้า การวางแผนรับประทานอาหารเพื่อการนอนหลับที่ดีนั้นไม่ได้เริ่มที่มื้อก่อนนอน หรือมื้อเย็นเพียงมื้อเดียว แต่ต้องเตรียมความพร้อมกันตั้งแต่มื้อแรกหรืออาหารเช้ากันเลย เพราะอาหารเช้าที่ดีจะช่วยให้ร่างกายตื่นตัว พร้อมลุย เนื่องจากร่างกายได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ เราจึงควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีน เนื้อสัตว์ ไข่ ข้าว แป้ง รวมทั้งอาหารที่มีไขมันในมื้อเช้ามากกว่ามื้ออื่นๆ ที่สำคัญนอกจากจะรู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่าและสมองมีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลงแล้ว การไม่ได้รับประทานอาหารเช้าจะทำให้เรารู้สึกหิวมากในมื้อต่อไป และมักจะกินอะไรที่อยู่ตรงหน้า โดยขาดความยับยั้ง อาหารว่างเช้า สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาหรือไม่เคยชินกับการรับประทานอาหารเช้าในปริมาณมาก ควรมีอาหารว่างระหว่างมื้อเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย เช่น แซนด์วิช ขนมปัง ซาลาเปา ขนมจีบ หรือผลไม้ต่างๆ ยกเว้นผลไม้ดอง อาหารกลางวัน พลังงานของอาหารมื้อนี้ควรน้อยกว่าอาหารมื้อเช้า โดยอาจจะเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงจากข้าวหรือแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องงอก ขนมปังโฮลวีท และเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน รวมถึงควรมีผัก และผลไม้เป็นประจำ หรืออาจจะกินขนมสลับบ้างก็ได้ แต่ควรเน้นขนมที่ทำจากถั่ว เช่น ถั่วเขียวต้ม ถั่วแปบ เต้าส่วน เพราะมีแมกนีเซียมสูง ส่วนครื่องดื่มควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมที่มีกาเฟอีนเป็นส่วนผสม อาหารว่างบ่าย เป็นมื้อที่มีความสำคัญต่อสุขภาพการนอนที่ดี ดังนั้นตั้งแต่มื้อนี้เป็นต้นไปเราไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนสูง เช่น กาแฟ ชา โกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง แต่ถ้ารู้สึกง่วงให้ดื่มชาเขียวอ่อนๆ แทน หรือจะรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ถั่วต่างๆ ก็ได้ รวมถึงควรเลือกดื่มนมวัวพร่องไขมัน นมถั่วเหลือง โยเกิร์ต ซึ่งนอกจากจะทำให้อิ่มท้องแล้ว ยังมีแคลเซียมสูง ป้องกันการเกิดตะคริว ซึ่งเป็นปัญหารบกวนการนอนในเวลากลางคืน อาหารเย็น เป็นมื้อที่ใกล้เวลานอนที่สุด มีข้อแนะนำที่ควรทำและควรหลีกเลี่ยงเพื่อช่วยให้หลับอย่างสบายดังนี้ กินอาหารเย็นตรงเวลา เพื่อให้ร่างกายเกิดความเคยชิน และควรกินก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนักในเวลานอนแล้ว ยังช่วยป้องกันและบรรเทาอาการกรดไหลย้อน ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของการนอนเป็นอย่างมาก ลดไขมัน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีพลังงานสูง อาหารทีมีฤทธิ์เป็นธาตุร้อน เช่น อาหารทอด อาหารมัน แกงกะทิ ขนมที่มีครีมเข้มข้น อาหารเผ็ดจัด เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารดิบ น้ำอัดลม เพราะอาหารเหล่านี้จะย่อยยาก ร่างกายต้องใช้เวลาในการเผาผลาญนาน ทำให้ร่างกายตื่นตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการนอนไม่หลับ ด้วยเหตุนี้มื้อเย็นจึงควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ซึ่งการปรุงด้วยการต้ม นึ่ง ตุ๋น อย่างเช่น ซุป หรือ แกงจืด จะย่อยง่ายกว่าแกงกะทิ ผัดผัก ดังนั้นจึงควรเลือกปลานึ่ง ไข่ตุ๋น แทนปลาทอด หรือไข่เจียว รวมถึงเลือกเนื้อสัตว์ชนิดที่ไม่มีหนังและมัน สำหรับมื้อเย็น จำกัดปริมาณผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งมักจะมีฤทธิ์ร้อน ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญมาก ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน ถ้าชอบรับประทานผลไม้เหล่านี้ก็ควรเลื่อนไปเป็นมื้อเช้า หรือมื้อกลางวันแทน นอกจากนี้ยังไม่ควรรับประทานผลไม้แทนอาหารเย็น รวมถึงไม่ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือรับประทานผลไม้ครั้งละมากๆ เพราะสารอาหารหลักของผลไม้คือคาร์โบไฮเดรทหรือน้ำตาล แต่ควรเลือกรับประทานผลไม้แทนขนมหวานที่มีส่วนผสมของกะทิ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด มื้อเย็นเป็นมื้อที่มีเวลาในการรับประทานมากกว่ามื้ออื่น จึงถือเป็นช่วงจังหวะที่เราควรเคี้ยวอาหารหลายๆ ครั้ง ซึ่งจะเกิดผลดีต่อร่างกายคือ ทำให้อิ่มง่าย ไม่รบกวนการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมของกระเพาะอาหารและลำไส้ กินข้าว แป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องงอก หรือโรยข้าวด้วยจมูกข้าวเป็นประจำทุกมื้อเย็น จะทำให้ร่างกายเก็บสะสมทริปโตเฟน (Tryptophan) และกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ที่มีคุณสมบัติพิเศษช่วยให้ผ่อนคลายและทำให้นอนหลับได้ดี แต่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำ เมนูปลา ถ้าร่างกายมีภาวะเครียดสูงทำให้นอนหลับยาก ดังนั้นลองเลือกเมนูจากปลาทะเลซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 หรือน้ำมันปลา และแมกนีเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่ต่อต้านความเครียด เช่น ข้าวต้มปลา ปลาผัดคี่นไช่ ปลาย่างซีอิ้ว ปลานึ่ง สเต็กปลา เป็นเมนูประจำสำหรับมื้อเย็น ลดโซเดียม เกลือหรือโซเดียมทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ส่งผลให้ร่างกายกระสับกระส่ายนอนหลับยากขึ้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทีมีโซเดียมสูง เช่น ผลไม้ดอง ปลาเค็ม กุ้งแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันฝรั่งทอดกรอบ รวมถึงการปรุงอาหารเค็มจัดและใส่ผงชูรสปริมาณมากด้วย นอกจากความสำคัญของอาหารทุกมื้อแล้ว ยังมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ ที่อาจจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้นดังนี้ ผลไม้ที่ช่วยให้หลับสบาย ได้แก่ กล้วย อินทผลัม ลูกพรุน ซึ่งอุดมไปด้วยกรดอะมิโนทริปโตเฟน โดยสมองจะนำทริปโตเฟนไปสร้างสารเซโรโทนิน (serotonin) ซึ่งถ้าร่างกายมีสารตัวนี้เพียงพอ ก็จะเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนิน (melatonin) ซึ่งช่วยในการควบคุมการนอนหลับ ให้มีมากขึ้น ร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด อารมณ์ดี นอนหลับสนิทตลอดคืน โดยนอกจากในผลไม้แล้ว ทริปโตเฟนยังพบมากในนม เผือก มัน สาหร่ายทะเล และงา เพิ่มวิตามิน B6 B12 เพราะวิตามินบี 6 มีความสำคัญในการสังเคราะห์เซโรโทนิน ขณะที่วิตามินบี 12 จะช่วยลดอาการนอนไม่หลับ ซึ่งเมนูที่มีวิตามิน 2 ตัวนี้สูงก็คือ ข้าวโอ๊ตใส่นมสดและกล้วยหอม ซุปไก่มันฝรั่ง และตับบด เครื่องดื่มและน้ำ ควรดื่มวันละ 6-8 แก้ว แต่อย่าดื่มมากก่อนเข้านอน เพราะอาจจะต้องลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึก ทำให้นอนต่อไม่ได้ ส่วนเครื่องดื่มที่ช่วยให้หลับสบาย ได้แก่ น้ำเก๊กฮวย ชาคาโมมายด์ น้ำมะตูมอุ่นๆ น้ำข้าวต้ม น้ำงาดำโดยผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย น้ำผึ้งซึ่งเป็นยาคลายเครียดอย่างอ่อนๆ จากธรรมชาติ ขอบคุณ : HealthToday หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 01, 2012, 02:36:26 PM กินเย็นในหน้าร้อน (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/128472.jpg) อากาศร้อนอ้าวจนมึนหัว ปากและคอแห้งโหยอยู่ตลอดเวลา ทำให้อยากดื่มแต่น้ำ บางวันอุณหภูมิช่วงเที่ยงสูงเกือบ 40 องศาเซลเซียส ทำให้ร่างกายเสียเหงื่อมาก อ่อนเพลีย และระบบย่อยอาหารมักทำงานได้ไม่ดี แต่ไม่ต้องห่วงเรามีอาหารเย็นช่วยแก้ร้อนมาแนะนำ กินเย็นในที่นี้ไม่ได้หมายถึงกินอาหารที่เย็นอย่างไอศกรีมหรือน้ำแข็ง แต่เป็นการกินอาหารที่ช่วยดับร้อนในร่างกาย กินให้มีสุขภาพดีและปลอดโรคในฤดูแสนทรมานนี้ ส่วนจะกินอย่างไร หรือกินอะไรจึงจะเรียกว่ากินเย็นนั้น ศาสตร์ทางตะวันออกได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างการกินกับฤดูกาลไว้ เราลองมาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันดีกว่า กินเย็นแบบไทย โดยปกติแพทย์แผนไทยจะแนะนำการบริโภคอาหารให้สอดคล้องกับธาตุเจ้าเรือน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสมดุลทางร่างกาย กล่าวคือ แต่ละคนเมื่อเกิดมาจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม และมีธาตุใดธาตุหนึ่งเป็นธาตุประจำตัว ซึ่งตามตำราได้ระบุไว้ว่า ธาตุดินควรกินอาหารรสฝาด หวาน มัน เค็ม ธาตุน้ำควรกินอาหารรสเปรี้ยว หลีกเลี่ยงอาหารรสมันจัด ธาตุลมควรกินอาหารรสเผ็ดร้อน หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด ธาตุไฟควรกินอาหารรสขม ไม่ควรกินอาหารรสร้อน แต่ถ้าย่างเข้าฤดูร้อนเมื่อไร นอกจากยึดหลักกินตามธาตุเจ้าเรือนแล้ว ควรกินอาหารรสขมและฝาดเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยการทำงานของระบบย่อยและถุงน้ำดี สำหรับผู้ที่มีอาการเบื่ออาหาร อาหารรสเปรี้ยวจะช่วยเรียก น้ำย่อยและทำให้อยากอาหาร อาหารรสหวาน ก็ต้องกินบ้างเพื่อเพิ่มกำลังและบำรุงร่างกาย แต่ควรเป็นความหวานที่ได้จากธรรมชาติ เช่น น้ำตาลทรายแดง น้ำอ้อย น้ำผึ้งหลวง ฯลฯ ปกติเรากินอาหารวันละสามมื้อ มื้อเช้าและกลางวันกินหนักได้ ส่วนมื้อเย็นให้กินน้อยๆ แต่ในหน้าร้อนควรกินทุกมื้อแบบเบาๆ กินทีละน้อย แต่กินบ่อย มากกว่าสามมื้อได้ตามความเหมาะสมของร่างกาย ส่วนมื้อเย็นเหมือนกันคือ ไม่ควรกินมาก เพราะจะทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ ข้าวที่กินควรเลือกข้าวเบา หมายถึงข้าวที่สามเดือนเก็บเกี่ยวได้แล้ว เพราะไม่มีแป้งมาก หรือใช้ข้าวกล้องหอมมะลิ นอกจากจะอิ่มได้สารอาหารครบแล้ว ยังได้รสหอมเย็น ซึ่งตามตำราไทยบอกว่ารสนี้จะช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื้นขึ้น เช่นเดียวกับข้าวแช่ที่เขาจะใส่น้ำลอยดอกมะลิให้หอม และใช้น้ำจากตุ่มดินซึ่งจะเย็นชื่นใจ ในสมัยก่อนจะไม่ใส่น้ำแข็งอย่างเดี๋ยวนี้ เพราะว่าการกินน้ำแข็ง ดื่มน้ำเย็นจัด ของเย็นๆ หรือแม้แต่ของร้อนจัดจะทำให้ปวดมวนท้องและกระเพาะทำงานได้ไม่ดี หน้าร้อนต้องระวังเรื่องการเสียน้ำ จึงควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาอุณหภูมิปกติให้มากพอ ถ้าอยากกินน้ำเย็นก็ใส่น้ำแข็งน้อยๆ แค่ก้อนสองก้อนก็พอ กินเย็นแบบจีน แพทย์แผนจีนแบ่งอาหารตามคุณสมบัติเป็น 4 แบบ คือ เย็น สุขุม (ค่อนข้างเย็น) ร้อน อุ่น และใช้อาหารที่มีคุณสมบัติเย็นและสุขุมไปรักษาโรคร้อน ดังนั้น การกินต้องเข้าใจสภาพร่างกายของเราว่าเป็นหยินหรือหยาง และเลือกกินให้สอดคล้องกับภูมิ อากาศ ฤดูกาล ช่วงเวลาที่กิน เพื่อให้เกิดความสมดุลภายในร่างกาย เช่น หน้าร้อนร่างกายจะได้รับความร้อนมาก หรือคนที่ปกติรู้สึกร้อนง่าย คอแห้ง ขมคอ ผอม ผิวหนังแห้ง แพทย์แผนจีนเรียกว่า ภาวะหยินพร่อง คือมีไฟในร่างกายมาก ควรจะกินอาหารที่เพิ่มหยินและขับร้อน หน้าร้อนจึงแนะนำให้กินอาหารที่ค่อนไปทางเย็น มีรสขม เค็ม และเปรี้ยว เช่น ผักและผลไม้ จะรู้สึกสบายท้องกว่าการกินอาหารรสเผ็ดและหวาน และไม่ควรกินอาหารชนิดเดียวต่อเนื่องกันนานๆ อาจทำให้ร่างกายเสียสมดุล เพราะพลังหยางของกระเพาะอาหารและม้ามถูกทำลายทำให้อ่อนแอ มีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย อาหารไม่ย่อยได้ง่าย คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการย่อยต้องหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นจัด และระวังอย่าให้ช่วงท้องกระทบความเย็น เพราะจะทำให้ระบบย่อยด้อยประสิทธิภาพ นอกจากนี้คุณหมอยังแนะนำให้ดื่มน้ำสะอาดที่ผ่านการต้มแล้วมากๆ หรือดื่มน้ำชาร้อน (ชาเป็นหยิน มีความเย็น ควรดื่มอุ่นๆ) น้ำเก๊กฮวย น้ำบ๊วย น้ำถั่วเขียว เพื่อลดความร้อนของหัวใจ ทำให้ตาสว่าง สำหรับคนที่ทำงานกลางแจ้งอาจเติมเกลือหรือน้ำตาลเล็กน้อยเพื่อชดเชยการเสียเหงื่อ ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด โดยเฉพาะชาใส่น้ำแข็ง น้ำชาแช่เย็น หรือแตงโมแช่เย็น เนื่องจากชาและแตงโมเป็นหยินหรือเย็นอยู่แล้ว การกินเย็นจัดจะรบกวนระบบย่อยอาหาร ทำให้ระบบต่างๆ หดตัวอย่างรวดเร็ว จึงไม่สบายง่าย การกินเย็นในหน้าร้อนโดยสรุปหมายถึงการกินเพื่อป้องกันและแก้อาการไม่สบายต่างๆ ที่เกิดจากสภาพอากาศในฤดูร้อน โดยเลือกกินให้สอดคล้องกับสภาพพื้นฐานของร่างกาย อาหารที่เหมาะสมคือมีคุณสมบัติเย็นมีประโยชน์ในทางสมุนไพร ช่วยดับความร้อนซึ่งไม่ได้หมายถึงอาหารที่มีอุณหภูมิเย็นเสมอไปมื้อต่อไป ถ้าคุณคิดออกแล้วว่าจะกินอะไร อย่าลืมพิจารณาเพิ่มอีกนิดว่า อาหารมื้อนั้นช่วยดับร้อนหรือเปล่า อาหารไทยที่เหมาะกับฤดูร้อน อาหาร เช่น แกงขี้เหล็ก แกงส้มแตงโมอ่อน ต้มโคล้งใบมะขามอ่อน ยำแตงกวา ต้มส้มปลากระบอก น้ำพริกกับผักรสขม มะม่วงน้ำปลาหวาน ข้าวแช่ (ไม่ใส่น้ำแข็ง) ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะม่วง มะดัน มะยม มะเฟือง อาหารที่มีคุณสมบัติเย็นตามทฤษฎีจีน เนื้อสัตว์ เช่น ปู เป็ด ห่าน ผลไม้ เช่น กล้วย ส้ม สาลี่ แตงโม สับปะรด น้ำมะพร้าว มะละ กอ ส้มโอ มังคุด ผัก เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง แตงกวา มะเขือเทศ ฟัก สาหร่ายทะเล มะระ ผักกาดขาว ดอกไม้จีน ผักบุ้ง หัวไช้เท้า หน่อไม้ เห็ดหูหนู อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในหน้าร้อน อาหารที่มีไขมัน เช่น ของทอด แกงกะทิ ขาหมู หมูกรอบ ปีกไก่ เบคอน เป็ดย่าง ฯลฯ อาหารที่มีรสร้อน เช่น พริก ดีปลี อาหารที่มีรสหวานจัด เช่น ขนมเชื่อม ทองหยิบ ทองหยอด เครื่องดื่มดับร้อน 1. น้ำเก๊กฮวย ใช้ดอกเก๊กฮวย 10 กรัม ชาใบเขียว 10 กรัม ต้มกับน้ำ 500 มิลลิลิตร (2 ถ้วย) ใช้ดื่มต่างน้ำช่วยขับร้อน 2. น้ำใบบัวบก ใบบัวบก 20 กรัม ต้มกับน้ำ 1 000 มิลลิลิตร (4 ถ้วย) เวลาดื่มเติมน้ำตาลได้เล็กน้อย ช่วยลดความกระหายน้ำ ลดไขมันในเลือด 3. น้ำบ๊วย บ๊วยเค็ม 100 กรัม (ชนิดเดียวกับที่ใช้นึ่งปลา) ต้มกับน้ำ 1,000 มิลลิลิตร ใส่น้ำตาลเล็กน้อย พักให้เย็น ดื่มแก้กระหาย แก้ไอ และท้องเสีย 4. น้ำกระเจี๊ยบ ใช้กลีบกระเจี๊ยบแห้งต้มกับน้ำตาลกรวด เติมเกลือป่นเล็กน้อยให้มีรสเปรี้ยวนำและ หวานกลมกล่อม ดื่มแก้กระหาย ทำให้ชุ่มคอ ขอขอบคุณข้อมูลจากธนาคารกสิกรไทย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 01, 2012, 02:58:41 PM 6 อันดับอาหารเช้าจานโปรด เมนูไหนเปี่ยมประโยชน์มากที่สุด
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/128475.jpg) เป็นที่ทราบกันดีว่า มื้อเช้า ถือเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุด จะสดใสร่าเริง สมองแล่นทั้งวันหรือไม่ ก็อยู่ที่มื้อเช้านี่แหละ เมื่ออาหารเช้าสำคัญขนาดนี้ มาสำรวจกันหน่อยดีมั้ย ว่าอาหารจานโปรดที่คุณๆ ทานกันทุกเช้านั้น เมนูใดเปี่ยมประโยชน์ เมนูไหนสมควรเลี่ยง! เรารวบรวมอาหารเช้าที่คุณคุ้นเคย 6 เมนู ไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ (Ani-Aging) นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ฟันธงว่าแท้จริงแล้ว เมนูอาหารเช้ายอดฮิตอย่าง น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋, โจ๊กหมู, ข้าวเหนียว หมูปิ้ง, ต้มเลือดหมู, ขนมปัง ไข่ดาว และขนมครกนั้น แท้จริงแล้วมีประโยชน์เพียงใด เหมาะจะนำมาเป็นมื้อสำคัญยามรุ่งอรุณแค่ไหน “การทานอาหารเช้าที่ดี คือ ให้กินอย่างราชา แต่จะต้องมีหลักนิดนึงคือ ถ้าเรากินอย่างราชาแต่หนักแป้งก็ไม่ดี เพราะมันจะทำให้เราหิวเร็ว ดังนั้นกฎข้อแรกของการกินอาหารเช้าคือ พยายามทานแป้งกับน้ำตาลให้น้อยที่สุด เพราะแป้งและน้ำตาลดูดซึมได้เร็ว เมื่อไหร่ที่ดูดซึมเร็ว อินซูลิน (Insulin) จะมาควบคุมไม่ให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูง เมื่ออินซูลินมากดนานเข้า ก็จะทำให้น้ำตาลเราต่ำ เมื่อน้ำตาลต่ำ เราก็จะหิวเร็ว ดังนั้นย้ำนะครับ ว่าอาหารเช้าไม่ควรขาดเลย แต่ควรจะงดแป้งและน้ำตาล กฎข้อที่สองคือ อาหารเช้ามื้อนั้นๆ ไม่ควรจะรสจัดเกินไป เพราะในตอนเช้ายังไม่มีน้ำย่อยเยอะ และกระเพาะอาหารยังไม่ขยับเต็มที่ หากเราทานอาหารที่มีความมัน หรือเผ็ดเกินไป มันจะทำให้เกิดข้อเสียมากกว่า ดังนั้นในมื้อเช้าจึงไม่ควรจะทานอาหารที่มันและเผ็ดเกินไป” คุณหมอกฤษดา อธิบายถึงหลักการรับประทานอาหารมื้อเช้าที่ดีต่อสุขภาพ หลังบอกถึงหลักการทานอาหารเช้าที่เหมาะสมแล้ว เรามาดูกันเลยค่ะว่า อาหารเช้าที่หลายท่านนิยมชมชอบ ด้วยเพราะคุ้นเคยดี แถมซื้อหาได้ง่าย (เพราะขายอยู่พรึ่บทุกปากซอย) แท้จริงแล้ว แต่ละเมนูมีประโยชน์แค่ไหน เหมาะจะเป็นมื้อเช้าที่ดีของคุณๆ หรือไม่ และคุณหมอท่านฟันธงมาว่าเมนูไหนเยี่ยมสุด อันดับ 1 ต้มเลือดหมู เมนูอันดับหนึ่ง คุณหมอผู้ผู้เชี่ยวชาญด้าน Anti-Aging ยกนิ้วให้เป็นเมนูเพื่อสุขภาพสุดๆ ทว่าจะให้ทานแล้วดีต่อร่างกายอย่างแท้จริง...ก็ต้องมีเทคนิคในการทาน “ต้มเลือดหมูเป็นอาหารที่เรียกได้ว่าเป็น perfect combination หรือเป็นคู่ที่สมกันมากเลย เพราะในเลือดหมูมีธาตุเหล็ก และในผัก เช่น ใบตำลึง จะมีวิตามินซีเยอะ ธาตุเหล็กต้องมีวิตามินซี มันถึงจะดูดซึมได้ดี เช่นเดียวกับที่วิตามินซี ก็ต้องมีธาตุเหล็กมันถึงจะดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้ดี ฉะนั้นมันเป็นคู่ที่เพอร์เฟคเลย แต่สิ่งที่ควรระวังคือ หากใครเป็นเก๊าท์ ต้องระวังหน่อย เพราะน้ำซุปต้มเลือดหมูทำจากน้ำต้มกระดูก ซึ่งมีกรดยูริค (Uric Acid) เยอะ ส่วนเครื่องในก็มีกรดยูริคสูงเหมือนกัน อันนี้อาจต้องระวังสักนิด นอกจากนี้คนอีกกลุ่มที่ต้องระวัง คือ คนที่เป็นธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เพราะคนที่เป็นธาลัสซีเมีย ไม่ควรกินธาตุเหล็กเยอะ แต่ต้มเลือดหมู มีทั้งเลือดหมู, เครื่องใน, ใบตำลึง เหล่านี้มีธาตุเหล็กทั้งนั้นเลย แต่ถ้าในคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นธาลัสซีเมีย ต้มเลือดหมูคือต้มที่ดี เป็นต้มที่เปี่ยม คอลลาเจน (Collagen) เพราะในเลือดหมูมีคอลลาเจน ในน้ำต้มกระดูกก็มีคอลลาเจน ทั้งยังมีผักเขียวที่มีวิตามินซี ก็ยิ่งทำให้คอลลาเจน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีอีกด้วย ดังนั้นต้มเลือดหมู ถือว่าเป็นซุปสวยได้เลย เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีชนิดหนึ่ง ผมว่าดีกว่าปาท่องโก๋จิ้มนมนะ แต่มันจะกลายเป็นอาหารที่ไม่สุขภาพไปได้ เช่น หากเราใส่กระเทียมเจียวเยอะๆ ใส่หมูติดมัน หรือบางเจ้าใส่หมูสามชั้น หรือหมูกรอบเข้าไป แล้วปรุงให้รสจัดเกินไป หรือหวานไป” อันดับ 2 ขนมปัง + ไข่ดาว สำหรับอับดับสองเป็นเมนูอาหารเช้าทำง่าย...ทานง่าย อย่าง ขนมปัง-ไข่ดาว ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ยกให้เป็นอาหารเช้าเปี่ยมประโยชน์ที่เหมาะนักสำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน และน้องๆ วัยเรียน จะต้องเป็นขนมปังโฮลวีท (whole wheat) และไข่ดาวน้ำ หรือไข่ต้ม (ที่ไร้น้ำมัน) นะคะ “ในช่วงเช้า สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศ (office) ที่ต้องไปทำงาน หรือเด็กในวัยเรียน การเพิ่มอาหารจำพวกโปรตีนเข้าไปก็ถือว่าเหมาะมาก เพราะโปรตีนจะกระตุ้นให้รู้สึกกระฉับกระเฉง ดังนั้นการทานอาหารที่มีโปรตีนอย่าง ไข่ ก็เป็นอาหารเช้าที่ดีมาก ราคาไม่แพง และมีโปรตีนที่ช่วยกระตุ้นสมองด้วย สำหรับไข่ทอดอาจจะมีปัญหาเรื่องของน้ำมัน ดังนั้นหากทานเป็นไข่ต้มได้ก็ยิ่งดี โดยอาจทานไข่ต้ม, ไข่ลวก, ไข่ดาวน้ำ โรยซีอิ้วขาว โรยพริกไทยก็ยิ่งดี เพราะพริกไทยช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ และลดไขมันได้ด้วย หรือไข่ต้มอย่างเดียวอาจไม่อิ่ม การทานคู่กับขนมปังโฮลวีท ก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะขนมปังโฮลวีท เป็นแป้งที่มีคุณภาพ คือ แป้งมีกาก มีธัญพืชทั้งหลาย โดยอาจนำขนมปังขนมปังโฮลวีท มาทำเป็นแซนวิช (sandwich) ไข่ เพิ่มผักอีกสักหน่อย ก็ยิ่งทำให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น ทานกับนมอีกนิดเพอร์เฟค (perfect) เลย เพราะนมก็มีโปรตีน และกรดอะมิโน (Amino acid) ที่ช่วยกระตุ้นสมอง ถ้าผู้ใหญ่บางท่านแพ้นมวัว ทานแล้วท้องเสีย ก็สามารถทานโยเกิร์ต (Yoghurt) แทนได้ เพราะโยเกิร์ตคือ นมที่ย่อยแล้ว และไม่ทำให้ห้องเสีย ถือว่าเป็นอาหารชูกำลัง แทนที่เราจะกระตุ้นด้วยกาแฟ เรากระตุ้นด้วยอาหารชูกำลังอย่าง นม หรือโยเกิร์ตดีกว่า” อันดับ 3 ขนมครก + กาแฟ “ขนมครกนั้น จะมีปัญหาตรงที่มันมีแป้ง ถ้าเจ้าไหนใส่แป้งเยอะ ก็ไม่ต่างจากปาท่องโก๋เท่าไหร่ ดีกว่านิดหน่อยตรงที่มันใช้การปิ้ง เป็นการทำให้สุกด้วยความร้อนแทนการทอด แต่ข้อดีของมันคือ มีกะทิ ซึ่งกะทิเป็นไขมันดี เป็นกลุ่มของไขมัน มีเดียม-เชน ไตรกลีเซอไรด์ (Medium-chain triglycerides) เป็นไขมันที่ร่างกายขับออกได้ดี ก็เลยไม่ค่อยถูกเก็บสะสมในร่างกาย ซึ่งเรามักเข้าใจว่ากะทิก่อให้เกิดอันตราย แต่จริงๆ แล้ว กะทิถือเป็นของดีเลย อันนี้เป็นอีกหน้าฉากหนึ่งและในมะพร้าวก็ยังมีวิตามินอี ที่ช่วยบำรุงผิวด้วย และส่วนใหญ่แล้ว หน้าของขนมครก ก็จะเป็นหน้าเพื่อสุขภาพ คือโรยด้วยเผือก, ต้นหอม, ข้าวโพด, ก็จะมีวิตามินเอ ซึ่งวิตามินเอ ต้องอาศัยไขมันจากกะทิ ในการดูดซึมดังนั้นก็เข้ากันพอดี ยิ่งทานขนมครกกับชา หรือกาแฟ ก็ถือว่าเหมาะสม เพราะในกาแฟจะมีคาเฟอีน (Caffeine) เยอะ ซึ่งถ้าเราได้ อาหารอย่างขนมครกเข้าไปรองท้องก็จะดี เพราะร่างกายจะได้ไม่ต้องดูดซึมคาเฟอีนเข้าไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งมันอาจจะมากเกินไปสำหรับร่างกาย ดังนั้นขนมครกก็ไม่ถึงกับเป็นอาหารเช้าที่เลวร้ายนัก แต่ก็ต้องระวังไว้นิด เพราะบางเจ้าอาจมีการใส่น้ำตาลเยอะ รสหวานเกินไป อันนี้ก็ต้องระวังไว้หน่อย ไม่อย่างนั้นก็จะได้รับน้ำตาลมากเกินไปเหมือนกัน” อันดับ 4 โจ๊กหมู “ตัวโจ๊กหมู จะมีปลายข้าว รำข้าว ถ้าเยอะไปก็ทำให้หิวเร็วได้เช่นกัน เพราะมันคือ แป้งที่ทำให้เราหิวเร็วได้ ส่วนสิ่งที่ควรจะทานคู่กับโจ๊กหมูคือ ขิง และต้นหอม เพราะขิงจะช่วยระบบเผาผลาญในร่างกาย และทำให้ไม่รู้สึกเลี่ยน ต้นหอม ช่วยในเรื่องลดไขมัน และควบคุมน้ำตาล ส่วนประโยชน์นั้น หากเราเลือกโจ๊กที่ทำจากปลายข้าวแท้ๆ แล้วผสมจมูกข้าวลงไปด้วย มันจะทำให้เราได้วิตามินอี (Vitamin E) และ แกมมา ออริซานอล (Gamma-Orizanal) ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่มีในข้าว หรือรำข้าว และถ้ายิ่งได้โจ๊กที่ทำจากข้าวกล้องงอกจะยิ่งดีมาก เพราะมันจะมี กาบา (Gaba) ที่ทำให้สมองร่าเริง ดังนั้นถ้าเลือกได้ก็ควรเลือกซื้อโจ๊กที่ใช้ข้าวที่มีประโยชน์เหล่านี้ แต่ถ้าหาซื้อลำบาก หาได้เป็นโจ๊กข้าวขาวธรรมดา ก็ไม่ต้องซีเรียส ลองพยายามลดความเสี่ยงจากการได้แป้ง กับน้ำตาลเยอะ โดยเน้นทานผักเยอะๆ และไม่ต้องปรุงรสให้หวานขึ้น หรือเค็มขึ้น ข้อควรระวังคือ อย่ากินโจ๊ก คู่กับปาท่องโก๋ เพราะนั่นคือการนำแป้งมาจิ้มแป้ง และหากโจ๊กนั้นใส่หมูสับแล้ว ก็ไม่ต้องใส่เครื่องในหมูเข้าไปอีก เพราะเครื่องในเป็นแหล่งของกรดยูริค ที่ทำให้เกิดเก๊าท์ และในตัวโจ๊กก็ทำจากน้ำต้มกระดูก ซึ่งมีกรดยูริคมากอยู่แล้ว หากเราใส่เครื่องในเข้าไปอีกมันก็จะได้กรดยูริคมากเกินไป แถมยังได้คอเลสเตอรอล (Cholesterol) มากเกินไปด้วย เพราะหมูสับก็มีคอเลสเตอรอลอยู่แล้ว หากใส่เครื่องในอีกก็อาจจะทำให้เราได้คอเลสเตอรอลในมื้อนั้นมากเกินไป ” อันดับ 5 ข้าวเหนียว+ หมูปิ้ง เมนูอับดับห้านี้ คุณหมอเตือนมานิดว่า แม้จะอร่อย ทานง่าย แถมพกพาสะดวก ทว่าก็ต้องระมัดระวังเลือกร้านที่ไว้ใจได้ และเลี่ยงทานส่วนที่ “มัน” “ในเรื่องของพลังงานที่ได้จากการเผาผลาญอาหาร เราอาจได้รับแคลอรี่ (Calorie) เยอะอยู่ แต่ถ้าเทียบกับโจ๊กแล้ว ข้าวเหนียวหมูปิ้งก็เป็นตัวที่สลับกันทานกับโจ๊กได้ เพราะอย่างน้อยในข้าวเหนียว ก็จะมีกลูเตน (Gluten) หรือไฟเบอร์เยอะกว่าข้าวขัด จะดีขึ้นมาระดับหนึ่ง และถ้ายิ่งได้ทานหมูปิ้งกับข้าวเหนียวดำ มันก็จะมี โอพีซี (OPC) สารสีม่วงซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่อยู่ในข้าวเหนียวดำด้วย ส่วนหมูปิ้งมีเทคนิคการทานคือ ให้เลือกหมูปิ้งในส่วนที่มีมันค่อนข้างน้อย เพราะเมื่อไหร่ไขมัน ไปสัมผัสกับความร้อน มันจะเพิ่มอัตราเสี่ยงของการเกิดสารก่อมะเร็งขึ้น ดังนั้นให้เลือกมันน้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมันที่แทรกอยู่ในเนื้อหมู หรือมันที่ติดอยู่โคนไม้เหล่านี้ก็ต้องเลี่ยง นอกจากนี้เรื่องถ่านที่ปิ้งหมู ก็ต้องระวังเรื่องของสารปนเปื้อนที่มาจากถ่านที่ไม่ได้คุณภาพด้วย เพราะพวกนี้อาจจะมียาฆ่าแมลงที่ติดมากับไม้ที่นำมาทำเป็นถ่าน หรือหากเขาใช้ไม้เฟอร์นิเจอร์ (Furniture) มาทำเป็นถ่านก็ยิ่งต้องระวัง เพราะไม้พวกนี้เขามีการพ่นปลวก พ่นสารเคมีเอาไว้ อาจจะทำให้เราได้รับสารเคมีได้” อันดับ 6 น้ำเต้าหู้ + ปาท่องโก๋ สำหรับเมนูสุดท้ายอย่าง น้ำเต้าหู้ และปาท่องโก๋นี้ คุณหมอหนุ่มระบุว่า ปาท่องโก๋นั้น ถือเป็นอาหารที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้คุณอ้วนได้ง่าย เพราะทานแล้วหิวเร็ว ส่วนน้ำเต้าหู้นั้น ถือเป็น “อาหารล้างบาป” ให้กับปาท่องโก๋ที่คุณทานเข้าไป “ปาท่องโก๋เนี้ย ตัวทำให้อ้วนเลยครับ ถ้าคนเราทานปาท่องโก๋ วันละ 1 คู่ ทุกวัน ภายในเวลา 1 ปี น้ำหนักจะขึ้นเป็นกิโลกรัมเลย เพราะปาท่องโก๋เป็นอาหารที่มีแป้ง แต่น้ำเต้าหู้ เป็นตัวล้างบาปที่ดี นี่คือภูมิปัญญาของคนไทย เพราะน้ำเต้าหู้ มันมีสารอาหารที่ช่วยเรื่องสุขภาพ ทั้งโปรตีน (Protein), แอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant), เปปไทด์ (Peptide) หรือถ้ายิ่งเป็นน้ำเต้าหู้ใส่ธัญพืช ก็จะมีไฟเบอร์ (Fiber) ที่ช่วยไล่ไขมันในปาท่องโก๋ได้ อีกสิ่งที่ต้องระวังจากตัวปาท่องโก๋คือ มันอาจจะมีสารตัวหนึ่งที่ก่อมะเร็งได้ นั่นคือกลุ่มของอะคริลาไมด์ (Acrylamide) ตัวนี้จะเกิดในพวกของทอด อาหารที่ต้องทอดด้วยน้ำมันชุ่มๆ และอาหารทอดซ้ำ ดังนั้นถ้าเราจะทานปาท่องโก๋ ก็ต้องพยายามเว้นวันบ้าง อย่าทานทุกวัน หรือถ้าจะทานปาท่องโก๋เมื่อไหร่ ควรจะทานน้ำเต้าหู้ที่มีธัญพืชเยอะๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำเต้าหู้ใส่ถั่วแดง, เม็ดแมงลัก, ข้าวบาร์เล่ย์ (Barley) ใส่ธัญพืชเหล่านี้เข้าไปสักหน่อย มันจะได้ช่วยไม่ให้แป้งในปาท่องโก๋ ดูดซึมเร็วเกินไป จนทำให้หิวง่าย ส่วนผู้ที่นิยมทานปาท่องโก๋จิ้มนมข้น อันนั้นเรียกว่า คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) จิ้มคาร์โบไฮเดรต หรืออ้วนจิ้มอ้วนเลย เพราะนมข้นหวานทำจากหางนม แล้วปรุงรสด้วยน้ำตาล, น้ำเชื่อม เพราะฉะนั้นถ้าทานปาท่องโก๋ กับนมข้น ข้อเสียคือ ทำให้เราติดหวาน หากมื้อเช้ามื้อนั้นเราทานปาท่องโก๋ จิ้มนมข้น มันอาจจะทำให้คุณรู้สึกมีความสุข เพราะได้น้ำตาล แต่มันจะทำให้หิวเร็ว” คุณหมอกฤษดา อธิบายปิดท้ายเมนูสุดท้ายแบบครบถ้วนกระบวนความ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 01, 2012, 03:40:22 PM นอนดึก-ตื่นเช้า กินอะไรให้สดชื่น
(http://pics.manager.co.th/Images/555000004214901.JPEG) ใครที่ชอบนอนดึกตื่นเช้า จะด้วยภาระหน้าที่การงาน ติดหนังติดละคร นอนดูบอลยามดึก กว่าจะได้ล้มตัวลงนอนก็ปาเข้าไปค่อนคืน แถมยังต้องตื่นแต่เช้ามาผจญกับวันใหม่ ยังไงๆ ก็ต้องง่วงหงาวหาวนอนกันเป็นธรรมดา แถมยังทำให้ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเหมือนกับวันที่พักผ่อนเต็มที่อีกด้วย และอาหารที่กินเข้าไปก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ความสดชื่นกลับมา เยือนอีกครั้ง “108 เคล็ดกิน” ก็มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากสดชื่นในยามเช้า เริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่ควรกินกันก่อน นั่นคือ อาหารทอด หรืออาหารมัน อาหารเค็มจัด และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาหารเหล่านี้จะยิ่งทำให้อาการนอนน้อยแย่ลงไปอีก ส่วนอาหารที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายก็คือ อาหารพวกผัก ผลไม้ อาหารจำพวกนี้จะมีโครเมียม ที่ช่วยให้รักษาระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย โดยเฉพาะในแอปเปิ้ล กล้วย และมันฝรั่ง อาหารที่มีวิตามินบี และซี วิตามินบีจะช่วยลดอาการ นอนไม่หลับ ช่วยให้สมองผ่อนคลาย และทำให้ประสาทตื่นตัว พบมากในข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ ไข่ เนื้อสัตว์ เป็นต้น ส่วนวิตามินซี จะช่วยต้านความเหนื่อยล้าของร่างกาย สร้างภูมิต้านทาน พบมากในผักและผลไม้สด และผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าจากความเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดด้วย ควรกินอาหารเบาๆ ย่อยง่ายๆ กระเพาะจะได้ไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไป อย่างเช่น กินเนื้อปลา จะได้โปรตีนที่ย่อยง่าย ได้รับไขมันชนิดดี เช่นโอเมก้า 3 ที่จะช่วยบำรุงสมอง สร้างสมาธิและความจำให้ดีขึ้นเวลาอดนอน กินถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าวสาลี และธัญพืชต่างๆ นอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ก็ยังมีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยบำรุงประสาท และช่วยให้จิตใจแจ่มใสสดชื่น สุดท้าย ต้องดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อเรียกความสดชื่นให้ กลับคืนมา การที่พักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ และอาจเกิดอาการร้อนใน การดื่มน้ำเข้าไปชดเชยให้เพียงพอนั้นจะช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลเข้าสู่ภาวะ ปกติได้ และกลับมาสดชื่นเหมือนเดิม แต่ข้อสำคัญ ก็ไม่ควรนอนน้อยเกินไป หรืออดนอนบ่อยๆ เพราะจะทำให้ร่างกายทรุดโทรม หน้าตาไม่ผ่องใส ไม่สดชื่น หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 01, 2012, 04:00:21 PM ดื่มน้ำเย็น มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงหรือ
(http://www.siamdara.com/Picture_Girl/201203228952740.jpg) การดื่มน้ำเย็น ๆ ซักแก้วทำให้เรารู้สึกสดชื่น ดับกระหาย โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อน ๆ แบบนี้ด้วยแล้วยิ่งทำให้ชื่นใจ ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แต่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการดื่มน้ำเย็น ๆ มาก ๆ จะมีผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งความจริงแล้ว หากเรารู้จักดื่มน้ำเย็นให้บาลานซ์กับที่ร่างกายต้องการก็จะไม่มีผลกระทบใด ๆ ตรงกันข้ามกลับส่งผลดีต่อสุขภาพเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้ นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี ให้ความรู้ว่า น้ำมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ เช่น ช่วยย่อยอาหาร ช่วยลำเลียงสารอาหาร ดังนั้นคนเราจึงควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรหรือวันละ 8 แก้ว หากดื่มน้ำมากเกินอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าผลดี เพราะทางการแพทย์ธรรมชาติบำบัดพบว่า การดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้ไตอ่อนแอ เนื่องจากต้องคอยขับน้ำทิ้งออกจากร่างกายด้วยการปัสสาวะบ่อย จึงทำให้เรามีอาการมือเย็น เท้าเย็น อ่อนแรง ปวดเมื่อยเอว อ่อนเพลียเรื้อรังและหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปัจจุบันมีความตื่นตัวเรื่องการดื่มน้ำส่งเสริมสุขภาพ เช่น ควรดื่มน้ำตอนตื่นนอน 5 แก้ว จะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี บางคนถึงกับคลั่งดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ ซึ่งความจริงแล้วในเมืองไทยมีผักผลไม้มากมายที่รับประทานแล้วสามารถทำให้ ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีโดยไม่ต้องดื่มน้ำมาก ๆ ให้ไตทำงาน เพราะใครที่ดื่มน้ำมาก ๆ อาจเจอกับภาวะไตทำงานหนัก โดยแนะนำว่าในแต่ละวันเราได้รับน้ำจากสารอาหารที่รับประทานเข้าไปอยู่แล้ว เช่น น้ำจากแกง น้ำจากผักผลไม้ จึงดื่มน้ำจริง ๆ แค่วันละ 4 แก้วก็เพียงพอแล้ว หรืออาจดื่มตามธรรมชาติ คือการดื่มตามความหิว ไม่หิวก็ไม่ต้องดื่ม สำหรับปัญหาเรื่องการดื่มน้ำเย็นที่เรามักสงสัยกันว่า อาจเป็นผลเสียต่อร่างกายนั้น คุณหมอไขปัญหาเพิ่มเติมว่า เมืองไทยเป็นเมืองร้อน โดย เฉพาะหน้าร้อนหากได้ดื่มน้ำเย็น ๆ ก็จะชื่นใจ ซึ่งเราสามารถดื่มตามความบาลานซ์ได้ หากอากาศเย็น ๆ ก็ไม่ต้องดื่มน้ำเย็นไปดื่มน้ำอุ่นแทนเพื่อให้ร่างกายได้รับความอบอุ่น แต่มีข้อจำกัดสำหรับผู้ที่มีอาการปวดท้องเนื่องจากมีประจำเดือน ปวดท้องเนื่องจากท้องเสียและเป็นโรคกระเพาะ เนื่องจากเวลาที่เราปวดท้องมดลูก ลำไส้จะบีบตัวเมื่อถูกความเย็นก็จะยิ่งมีความรัดตัว ทำให้ปวดท้องมากขึ้น ดังนั้นจึงควรประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อนเพื่อคลายความปวด ส่วนผู้ที่มีสุขภาพปกติสามารถดื่มน้ำเย็นได้ เพราะช่องปากของคนเรามีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก เวลา กินอาหารร้อนหรือเย็นเมื่อผ่านช่องปากจะช่วยปรับอุณหภูมิให้มีความใกล้เคียง กันประมาณ 37 องศา ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบ แต่ใครที่ดื่มน้ำเย็นแล้วรู้สึกจี๊ด ๆ ที่บริเวณหน้าผากหรือศีรษะ เนื่องจากที่บริเวณเพดานปากของเรามีเส้นประสาทเส้นหนึ่งมีแขนงโยงใยไปที่ บริเวณใบหน้าและหน้าผาก ทำให้เวลาดื่มน้ำเย็นจะรู้สึกจี๊ด ๆ ทรมานแค่ชั่วคราว แต่ไม่เป็นผลเสีย ซึ่งทางการแพทย์ทางเลือกสามารถใช้น้ำเย็นแก้ไขความเบี่ยงเบนของบุคลิกได้ ด้วย เช่น ผู้ที่บุคลิกขี้เหนียว ขี้ตืด มักจะมีปากคอแห้ง กระหายน้ำบ่อย ท้องผูก จึงต้องดื่มน้ำเย็นจะช่วยแก้บุคลิกได้ หรือคนที่มีบุคลิกขี้ร้อน เวลาโดนแดดแล้วเหงื่อออกเยอะ รักแร้เหม็น มีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง เท้าเหม็น หากดื่มน้ำเย็นจะช่วยแก้ไขได้ สำหรับน้ำอุ่นเหมาะสำหรับคนที่มีบุคลิกขี้กังวล หงุดหงิดง่าย ปากร้าย คนกลุ่มนี้จะมีอาการหนาวง่ายหากดื่มน้ำอุ่นจะช่วยแก้ไขได้ ไขปัญหากันจนครบถ้วนทุกข้อแบบนี้แล้ว หน้าร้อนนี้เราคงได้ดื่มน้ำเย็นให้ชื่นฉ่ำใจโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีผลเสีย ต่อสุขภาพ เพราะหากเรารู้จักดื่มแบบพอดี ๆ และถูกจังหวะก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 01, 2012, 04:05:10 PM ยาตีกันอันตราย
(http://img.kapook.com/image/health/drug_5.jpg) ยาตีกันอันตราย (หมอชาวบ้าน) โดย ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ยาตีกัน คืออะไร ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร? รู้ไหมว่า ยิ่งใช้ยามากชนิด ก็จะยิ่งเพิ่มยาตีกัน เนื่องจากทุกวันนี้มียาให้เลือกใช้มากกว่าในอดีตเป็นอันมาก ชนิดของยานับวันจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มีทางเลือกให้แพทย์ได้สั่งจ่ายยาที่มีความเฉพาะเจาะจงและเหมาะสมกับผู้ ป่วยมากขึ้น ทั้งยังครอบคลุมการรักษาโรคให้กว้างยิ่งขึ้น ท่ามกลางการค้นพบยาใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ป่วยก็มีโอกาสใช้ยาจำนวนมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ยิ่งถ้าผู้ป่วยเป็นหลายโรค ก็ต้องใช้ยามากชนิดขึ้นตามอาการของโรคที่เป็นทำให้มีแนวโน้มว่าคนจะมีการใช้ ยากันมากขึ้น การที่ ต้องใช้ยาหลายชนิดในคราวเดียวกัน เพื่อรักษาโรคที่เป็นปัญหาอยู่นั้น อาจจะส่งผลให้ยาที่ใช้อยู่นั้นเกิด “ผลต่อกันได้” ซึ่งอาจจะเป็นคุณหรือโทษต่อผู้ใช้ยาก็ได้ และเราเรียกผลของยาชนิดที่หนึ่งที่ไปส่งผลต่อยาอีกชนิดหนึ่งนี้ว่า “ยาตีกัน” คำว่า “ยาตีกัน” มาจากภาษาอังกฤษว่า druginteraction ซึ่งถ้าแปลตรงตัวจะได้ความว่า ปฏิกิริยาระหว่างยา ในที่นี้ขอเรียกให้เข้าใจตรงกันง่าย ๆ ว่า “ยาตีกัน” ยาตีกัน มีทั้งคุณและโทษ เมื่อใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ก็อาจส่งผลกระทบต่อกัน หรือยาตีกัน ซึ่งจะส่งผลบวกหรือลบต่อสุขภาพร่างกายได้ โดยด้านบวกหรือคุณ ก็จะช่วยเพิ่มคุณประโยชน์ของยา ช่วยให้ลดขนาดของยาที่ใช้ลงได้ หรือเมื่อเกิดยาตีกันแล้วทำให้ได้ผลการรักษาดีขึ้น ขอยกตัวอย่างเช่น การใช้ยาเพนิซิลลิน (ยาปฏิชีวนะ) ร่วมกับยาโพรเบเนซิด (ยารักษาโรคเกาต์) จะเกิด “ยาตีกัน” ขึ้น และทำให้ยาเพนิซิลลินถูกขับออกจากร่างกายได้ช้าลง เป็นผลให้ระดับยาเพนิซิลลินสูงขึ้น และอยู่ในร่างกายได้นาน เสมือนกับมีการยืดระยะเวลาการออกฤทธิ์ของยาให้นานยิ่งขึ้น ทำให้ไม่ต้องให้ยาในขนาดที่สูง ๆ และ/หรือไม่ต้องให้ยาบ่อย ๆ เป็นการเพิ่มความสะดวกในการใช้ยา และลดค่าใช้จ่ายของยา พร้อมกับคงประสิทธิภาพของยาได้เหมือนเดิมอีกด้วย “ยาตีกัน” มักจะทำให้เกิดโทษมากกว่า แต่ ในทางตรงกันข้าม ยาตีกันชนิดที่ทำให้เกิดโทษ ซึ่งเป็นปัญหาจากการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน เป็นปัญหาที่พบบ่อย ก่อให้เกิดความสูญเสีย และเป็นอันตรายต่อผู้ใช้เป็นอันมาก ฉบับนี้ขอยกตัวอย่างยาตีกันที่พบบ่อยและทำให้เกิดโทษหรืออันตรายต่อผู้ใช้ยา ดังนี้ 1.การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ร่วมกับยาอะม็อกซีซิลลิน อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้ 2.การใช้ยาลดไขมันในเลือด กลุ่มสแตตินกับยาอีริโทรไมซิน อาจพาลให้ไตวาย 3.การใช้ยาลดน้ำตาลในเลือด ในโรคเบาหวานกับยาแก้ปวดข้อกลุ่มเอ็นเสด ทำให้ช็อกได้ (http://img.kapook.com/image/health/drug0.jpg) ยาเม็ดคุมกำเนิด + ยาอะม็อกซีซิลลิน การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดร่วมกับยาอะม็อกซีซิลลิน อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้ ตัวอย่างที่ 1 นี้ต้องขอยกให้กับคุณผู้หญิงที่แต่งงานหรือมีแฟนแล้วทุกคน เพราะว่าระหว่างที่คุณกินยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นประจำทุกวันนั้น ก็ด้วยความหวังที่จะใช้ชีวิตครอบครัวตามปกติ และยังไม่ประสงค์ที่จะมีบุตร จึงต้องกินยาเม็ดคุมกำเนิดติดต่อกันทุกวันเป็นประจำต่อเนื่องเป็นแรมเดือน แรมปี แต่ถ้าระหว่างนั้นมีเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) ซึ่งเป็นยารักษาอาการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอร่วมด้วย เมื่อยาทั้ง 2 ชนิดมาเจอกัน ก็จะเกิดการตีกันของยาได้ โดย ยาอะม็อกซีซิลลินจะไปมีผลต่อเชื้อจุลชีพที่อยู่ในทางเดินอาหาร ส่งผลรบกวนการดูดซึมของยาเม็ดคุมกำเนิดในทางเดินอาหาร ทำให้ปริมาณยาคุมกำเนิดที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ลดน้อยลง เมื่อปริมาณยาคุมกำเนิดในเลือดลดน้อยลงกว่าปกติ ก็จะส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดน้อยลงด้วย จนอาจทำให้ล้มเหลว ไม่ได้ผลในการคุมกำเนิด และเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นได้ กรณีนี้ อาจสังเกตด้วยตนเองได้ว่า ขณะนี้ระดับยาคุมกำเนิดในเลือดลดต่ำลง เพราะจะมีอาการเลือดออกกะปริดกะปรอยได้ ดังนั้น คุณผู้หญิงที่กำลังอยู่ในระหว่างการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดและมีความจำเป็นต้อง ใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน จึงขอแนะนำให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดประเภทอื่นร่วมด้วย (เช่น การใช้ถุงยางอนามัย) เพื่อช่วยให้คงการคุมกำเนิดได้ระหว่างที่ใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน โดยเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน จนกระทั่งหยุดใช้ยาไปแล้ว 1 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะตั้งครรภ์ได้ (http://img.kapook.com/image/health/medicin04.jpg) ยาลดไขมันในเลือด + ยาอีริโทรไมซิน การใช้ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสแตตินกับยาอีริโทรไมซินอาจพาลให้ไตวายได้ ตัวอย่างที่ 1 แค่คุมกำเนิดไม่ได้ผล ทำให้เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่คาดฝัน และต้องเลี้ยงดูบุตรไปจนโต แต่ตัวอย่างที่ 2 ของยาตีกันนี้ ทำให้เกิดโรคไตวายได้ เรียกว่าเกิดอันตรายกับตัวผู้ใช้ยา และรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ เพราะโรคไตวายนี้มีอาจารย์แพทย์บางท่านจะผวนคำว่า “ตายไว” และนิยมพูดกันเล่นๆ ว่า “ไตวาย ทำให้ตายไว” ยาตีกันดังตัวอย่างที่ 2 นี้ก็เป็นยาที่ได้รับความนิยมมากอีกชนิดหนึ่ง คือ ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสแตติน (statins) ซึ่งเป็นยาที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ตัวอย่างยากลุ่มนี้ เช่น ซิมวาสแตติน (simvastatin) อะโทรวาสแตติน (atrovastatin) โลวาสแตติน (lovastatin) เป็นต้น จะสังเกตได้ว่า ชื่อยากลุ่มนี้จะลงท้ายว่า “สแตติน” ทุกตัว จึงเรียกกันติดปากว่า กลุ่มสแตติน ยากลุ่มสแตตินนี้นิยมจ่ายให้กับผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง และจะต้องใช้ยาติดต่อกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเป็นประจำ เพื่อควบคุมลดปริมาณคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับที่เป็นปกติ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ทำให้ยอดจำหน่ายยากลุ่มนี้ติดอันดับหนึ่งสูงกว่ายากลุ่มอื่น ๆ ติดต่อกันหลายปีทีเดียว แต่ เมื่อไหร่ที่มีการใช้ยาอีริโทรไมซิน (erythromycin) ร่วมกับยากลุ่มสแตติน ยาอีริโทรไมซินซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ในผู้ที่แพ้ยาเพนิ ซิลลิน เมื่อยากลุ่มสแตตินมาพบกับยาอีริโทรไมซิน ก็จะทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างกัน หรือเกิดยาตีกัน กรณีนี้ ยาอีริโทรไมซินจะไปยับยั้งการทำลายยากลุ่มสแตติน ทำให้ปริมาณยาสแตตินไม่ถูกทำลายตามปกติ และคงอยู่ในร่างกายนานพร้อมทั้งมีปริมาณมากขึ้น และมีการสะสมตัวยากลุ่มสแตตินในเลือดมากขึ้น จนทำให้เกิดพิษ โดยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อลีบ และเป็นพิษต่อไตได้ ดัง นั้น ตัวอย่างที่ 2 นี้เป็นตัวอย่างของยาตีกันที่เป็นอันตรายถึงชีวิต จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาทั้ง 2 ชนิดนี้ร่วมกันซึ่งแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการเปลี่ยนจากยาอีริโทรไมซินไปใช้ยา ชนิดอื่นแทน หรืออาจจะเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มสแตตินอื่นที่ไม่เกิดผลต่อยาอีริโทรไมซิน เช่น ฟลูวาสแตติน (fluvastatin) พราวาสแตติน (pravastatin) เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่มสแตตินอยู่ก็จะต้องคอยสังเกตอาการผิดปกติของตนเองด้วย โดยเฉพาะอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นต้น (http://img.kapook.com/image/health/medicine003.jpg) ยาลดน้ำตาลในเลือด + ยาแก้ปวดข้อกลุ่มเอ็นเสด การใช้ยาลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน กับยาแก้ปวดข้อกลุ่มเอ็นเสด ทำให้ช็อกได้ ตัวอย่างที่ 3 เป็นกรณีของผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาลดน้ำตาลในเลือดกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (sulfonylureas) เช่น ไกลเบนคลาไมด์ (glibencalmide) คลอโพรพาไมด์ (chlorpropamide) เป็นต้น ยากลุ่ม นี้มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งก็ทำนองเดียวกันกับ 2 ตัวอย่างแรกที่จะต้องใช้ยานี้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป เพราะถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นระยะเวลานาน ๆ จะไปทำลายระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้า ตาฝ้าฟาง และเป็นโรคไตได้ ถ้าผู้ป่วยได้รับยาแก้ปวดแก้อักเสบข้อและกล้ามเนื้อกลุ่มที่เรียกว่า เอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไดโคลฟีแนก (diclofenac) ไพร็อกซิแคม (piroxicam) ยากลุ่มเอ็นเสด เมื่อเจอกับยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย ก็จะเกิดการตีกันของยาโดยยาเอ็นเสดจะส่งผลให้ปริมาญากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียใน เลือดเพิ่มสูงมากขึ้น ทำให้ฤทธิ์การลดน้ำตาลในเลือดเพิ่มมากขึ้นตาม จนอาจไม่มีน้ำตาลเหลืออยู่ในเลือดเลย ผู้ป่วยก็อาจจะมีอาการอ่อนแรง เป็นลม หมดสติ และช็อกได้ กรณีนี้ก็เช่นเดียวกับตัวอย่างที่ 2 ที่จะต้องระวังตัวไม่ควรใช้ยากลุ่มเอ็นเสดร่วมกับยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย เพื่อไม่ให้เกิดการตีกันของยา และทางที่ดีควรติดตามวัดระดับน้ำตาลในเลือด หรือลดขนาดของยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียลงให้เหมาะสมระหว่างที่มีการใช้ยากลุ่ม เอ็นเสดร่วมด้วย สมุดบันทึกยา : วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยป้องกันยาตีกัน จากทั้ง 3 ตัวอย่างของ 3 คู่ของยาตีกัน ที่อาจส่งผลต่อการรักษา และ/หรือทำให้เกิดพิษ เกิดอันตรายจากการใช้ยาได้ ในที่นี้ขอแนะนำวิธีง่าย ๆ ในการช่วยป้องกันยาตีกัน ก็คือสมุดบันทึกยา สมุด บันทึกยาหรือบันทึกรายการยา ใช้บันทึกรายชื่อยาทั้งหมด ทั้งที่ใช้ประจำ และนาน ๆ ใช้ครั้งหนึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และสมุนไพรด้วย โดยนำรายชื่อยาและสารอื่น ๆ เหล่านี้ไปปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร ว่าจะมีโอกาสเกิดยาตีกันหรือไม่ จะได้เฝ้าระวัง ป้องกัน และหลีกเลี่ยงตามลักษณะเฉพาะของยาแต่ละคู่แต่ละประเภท กรณีที่จะไปพบแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อรักษาโรคก็ขอเสนอให้พกสมุดบันทึกยา (หรือบันทึกรายการยา) ไปด้วยเสมอ และควรแสดงให้กับแพทย์ที่ตรวจรักษาได้รับรู้ และ/หรือแสดงให้เภสัชกรที่จ่ายยาได้ทราบ เพื่อจะจ่ายยาให้เหมาะสมไม่เกิดการตีกัน (http://img.kapook.com/image/health/medicine03.jpg) ข้อแนะนำการใช้ยา 1.ก่อนใช้ยา ควรอ่านฉลากยาอย่างละเอียด และไม่ควรกินยาของคนอื่น การไม่อ่านฉลากยา และใช้ยาผิดอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ 2.การกินยาหลังอาหาร หมายถึง กินยาหลังอาหารทันที ไม่จำเป็นต้องรอเวลา (30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง) 3.ยาส่วนใหญ่จะระบุให้กินหลังอาหารเพื่อให้จำง่าย ซึ่งผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภารกิจเร่งรีบจนไม่มีเวลากินอาหารตามมื้อควรกิน ยาในเวลาเดียวกันเป็นประจำ โดยไม่ต้องคำนึงถึงการกินอาหาร เพื่อผลในการควบคุมโรค เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยาขับปัสสาวะ ที่ต้องกินตรงเวลาทุกเช้า 4.ยาบางชนิดจำเป็นต้องกินหลังอาหารทันทีหรือพร้อมอาหาร เนื่องจากมีฤทธิ์กัดกระเพาะ ดัง นั้น หากถึงเวลากินยาก็จำเป็นต้องกินอาหารรองท้องไว้ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากยากัดกระเพาะจนอาจเป็นแผลเลือดออก ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการงดยา เพราะจะทำให้ควบคุมอาการของโรคไม่ได้ 5.ยาที่ต้องกินก่อนอาหาร หมายถึง กินก่อนมื้ออาหารครึ่งชั่วโมงขึ้นไป (30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง) เนื่องจากอาหารจะลดการดูดซึมของยา หรือเพื่อให้ยาออกฤทธิ์บรรเทาอาการได้ในเวลากินอาหาร เช่น ยาแก้คลื่นไส้อาเจียนหากลืมกินยา และกินอาหารไปแล้ว ให้กินยาหลังอาหารมื้อนั้น 1 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อให้ท้องว่าง แต่ต้องระวังว่าเวลาที่กินอาหารจะไม่ใกล้กับยาในมื้อถัดไป 6.ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะต้องกินยาก่อนอาหารเป็นนาที ถึงครึ่งชั่วโมง แล้วแต่ชนิดของยา เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจากการกินอาหาร จึงจำเป็นต้องกินอาหารหลังกินยาทุกครั้ง มิฉะนั้นจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ทำให้หน้ามืด วิงเวียน เป็นลม และในทางกลับกัน หากงดยาเองเพราะไม่อยากกินอาหารก็อาจทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น 7.การ กินยามีความสำคัญ ผู้ป่วยที่ไม่มั่นใจในการกินยาควรปรึกษาเภสัชกรที่ห้องจ่ายยาโรงพยาบาลหรือ ร้านยาทุกครั้ง เพื่อให้ใช้ยาได้อย่างปลอดภัย เภสัชกรสามารถจัดตารางการกินยาให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตประจำ วันของผู้ป่วย หรือแม้แต่ประสานกับแพทย์ เพื่อปรับเปลี่ยนยาที่ต้องกินวันละหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งไม่สะดวก มาเป็นเพียงวันละ 1-2 ครั้ง ไม่ควรลดหรือเพิ่มขนาดยาเอง 8.การไปพบแพทย์หลาย ๆ โรงพยาบาล (หรือคลินิก) อาจทำให้ได้รับยาชนิดเดียวกัน ผู้ป่วยต้องกินยาซ้ำซ้อน หรือเกิด “การตีกัน” ของ ยาซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงแก่ผู้ป่วยได้ การไปพบแพทย์หรือเภสัชกรจึงควรมีรายการยา หรือนำยาที่กำลังใช้อยู่ทุกชนิดไปด้วยทุกครั้ง เพื่อให้เภสัชกรพิจารณาว่ามียาซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หรือยาตีกันหรือไม่ จะได้หาทางแก้ไขและป้องกัน เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากการใช้ยา 9.ผู้ป่วยที่มีภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรแจ้งเภสัชกรทุกครั้งที่รับยา เพื่อให้เภสัชกรพิจารณาความเหมาะสมของยา และผลของยาที่อาจมีต่อบุตรในครรภ์หรือบุตรทีได้รับนมแม่ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 13, 2012, 07:35:04 AM กิจกรรมที่ควรทำ วันสงกรานต์
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/128969.jpg) 1.ทำบุญตักบาตร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่ชีวิต 2.ปล่อยนกปล่อยปลา คนไทยมีความเชื่อว่าการปล่อยนกปล่อยปลา ถือว่าเป็นการอโหสิกรรมและชำระบาปในส่วนที่ตน เป็นผู้ก่อ อีกทั้งทำให้เคราะห์ร้ายที่จะเกิดขึ้นหมดไป 3.ให้ทานแก่ผู้ที่ขัดสน เช่น คนชรา เด็กพิการ เด็กกำพร้า เป็นต้น 4.สรงน้ำพระพุทธรูป และสรงน้ำพระภิกษุสามเณร 5.การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ได้แก่ บิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ และบุคคลที่มีพระคุณ การรดน้ำผู้ใหญ่ในวันสงกรานต์ ด้วยต้อง การขอขมาสิ่งที่อาจจะล่วงเกินผู้ใหญ่ ในบางครั้ง รวมถึงเป็นการขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล และข้อคิดเตือนใจแก่ตนเอง อีก ทั้งเพื่อเป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณอีกด้วย การรดน้ำ ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ซึ่ง แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีของบุตรหลานที่มีต่อบุพการีหรือญาติผู้ใหญ่ อีกทั้งเป็นการขอพรจากบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ เพื่อเป็นสิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่ 6.การละเล่นสาดน้ำ ประเพณีนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของวันสงกรานต์เลยทีเดียว ด้วยงานฉลองวันสงกรานต์นั้นเป็นช่วง ฤดูร้อน ประเพณีเริ่มจากการที่มีการสรงน้ำพระ และรดน้ำญาติผู้ใหญ่ การเล่นสาดน้ำนั้นนิยมกันในหมู่ของหนุ่มสาว น้ำที่ ใช้สาดกันนั้นจะใส่น้ำอบ น้ำหอม แต่ในปัจจุบันประเพณีอันดีงามอันนี้ ได้จางหายไปตามกาลเวลาและยุคสมัย ใน ปัจจุบันมีการสาดน้ำกันอย่างรุนแรง รวมถึงได้มีการนำอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ามาใช้ในการละเล่นสาดน้ำมากขึ้นด้วย อย่าลืมทำกิจกรรมดีๆ ในวันสงกรานต์นะ ขอบคุณ : sakid.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 13, 2012, 07:36:34 AM ทำบุญวันสงกรานต์
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/129002.jpg) 1. เครื่องนุ่งห่มเพื่อใส่ในโอกาสไปทำบุญที่วัด ตลอดจนเครื่องประดับตกแต่งร่างกายอย่างค่อนข้างจะพิถีพิถัน 2. ของทำบุญ เมื่อใกล้จะถึงวันงานก็เตรียมของทำบุญเลี้ยงพระ และที่เป็นพิเศษของที่จะทำขนมพิเศษ ๒ อย่างได้แก่ ข้าวเหนียวแดงในวันตรุษ และขนมกวน หรือ กะละแมในวันสงกรานต์ นอกจากจะทำขึ้นเพื่อทำบุญแล้ว ยังแลกเปลี่ยนแจกกันในหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรีในวันสำคัญ 3. การทำความสะอาดบ้านเรือนที่อาศัยตลอดจนบริเวณใกล้เคียง เพื่อให้ดูเรียบร้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บูชาพระและที่เก็บอัฐิบรรพบุรุษ แม้เสื้อผ้าที่ใช้สอยก็ต้องซักฟอก ให้สะอาดหมดจดโดยถือว่า กำจัดสิ่งสกปรกให้สิ้นไปพร้อมกับปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ด้วยความบริสุทธ์ผุดผ่อง 4. สถานที่ทำบุญ วัดเป็นสถานที่ทำบุญสวดมนต์เลี้ยงพระ และทำต่อเนื่องกันหลายวัน นอกจากจะทำความสะอาดกุฎิที่อาศัยแล้ว ยังต้องทำความสะอาดหอสวดมนต์ โบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ ตลอดจนลานวัด เพราะต้องใช้ทำกิจกรรมหลายอย่าง ได้แก่ การทำบุญตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลา สรงน้ำพระ ก่อพระเจดีย์ทราย และงานรื่นเริงต่างๆ ด้วย 5. ไหว้พระขอพรเก้าพระอารามหลวง • วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) มีคติว่า "แก้วแหวนเงินทองไหลมาเทมา" หรือ "เพื่อจิตใจสะอาด ดุจรัตนตรัย" • วัดกัลยาณมิตร มีคติว่า "เดินทางปลอดภัย มีมิตรไมตรีที่ดี" • วัดชนะสงคราม มีคติว่า "มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง" • วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) มีคติว่า "ร่มเย็นเป็นสุข" • วัดระฆังโฆสิตาราม มีคติว่า "มีคนนิยมชมชื่น" • วัดสุทัศนเทพวราราม มีคติว่า "มีวิสัยทัศนกว้างไกลมีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป" • วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) มีคติว่า "ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน" • ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร มีคติว่า "ตัดเคราะห์ต่อชะตาเสริมวาสนาบารมี" • ศาลเจ้าพ่อเสือ มีคติว่า "เสริมอำนาจบารมี" • วัดบวรนิเวศวิหาร มีคติว่า "พบแต่สิ่งที่ดีงามในชีวิต" • วัดสระเกศ มีคติว่า "เสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล" ขอบคุณข้อมูลจาก Horolive หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 14, 2012, 09:42:45 AM รับมือ 6 ปัญหารบกวนการนอนของลูกน้อย
(http://img.kapook.com/image/baby1/01_256.jpg) รับมือ 6 ปัญหารบกวนการนอนของลูกน้อย (Mother & Care) Highlight baby Orawan ช่วงเดือนแรก ๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจต้องเจอกับปัญหา คือ ปวดท้องโคลิก, ความหิว, ฟันกำลังขึ้น, เจ็บป่วยเฉียบพลัน, เจ็บป่วยเรื้อรัง, ลูกติดพ่อแม่มาก ที่จะรบกวนลูกน้อยในยามหลับซึ่งคุณจะต้องเตรียมรับมือ ฉบับนี้ พญ.ธิดาวรรณ วีระไพบูลย์ กุมารแพทย์ จะมาให้คำแนะนำวิธีการรับมือกับปัญหาทั้ง 6 ดังนี้ค่ะ 1.ปวดท้องโคลิก หรือเรียกแบบไทย ๆ ว่า ร้องร้อยวัน แม่ฝนเล่าว่า เมื่อน้องภูอายุ 2 เดือนเริ่มออกอาการโคลิก คือ ทุก ๆ วันเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง-สี่ทุ่ม น้องภูจะร้องไห้จ้าแบบไม่มีสาเหตุ พยายามปลอบให้หยุดร้องยิ่งปลอบก็ยิ่งร้องหนัก เสียงร้องดังแหลม เกร็งแขนและขาไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น แม้ว่าจะอุ้มหรือให้นม สงสัยว่านี่คืออาการของโคลิกใช่หรือไม่คะ คุณหมอบอกมา เด็กทารกที่เป็นมักจะเริ่มมีอาการโคลิกตั้งแต่ประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังคลอดปวดท้องโคลิกเป็นอาการซึ่งไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดเด็กจะร้องไห้ ซ้ำ ๆ ในช่วงเวลาเดิม ๆ โดยมากจะเป็นช่วงเวลาเย็น ๆ ใกล้ค่ำ หรือช่วงรอยต่อระหว่างกลางวันและกลางคืน อาการอาจจะรุนแรงขึ้นในช่วงอายุ 6-8 สัปดาห์ แล้วหายไปเองเมื่อเด็กอายุประมาณ 3 เดือน ทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่าโคลิกเกิดจากลมในท้อง ซึ่งถูกสร้างขึ้นระหว่างวัน ดังนั้น การให้ยาขับลมอาจได้ผล การอุ้มพาดบ่าหรือให้นอนคว่ำบนตักคุณพ่อคุณแม่ พร้อมลูบหลังไปด้วยอาจช่วยบรรเทาอาการ ข้อสังเกต ลูกร้องคล้ายปวดท้อง โดยเกร็งท้อง มือ และขางอเข้าหาตัว ร้องเป็นระยะ วันละ 1-2 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นตอนเย็นหรือค่ำ โดยมีอาการครั้งละ 1-2 ชั่วโมง ระหว่างที่ไม่มีอาการลูกดูปกติ แข็งแรงดี ไม่มีอาการแสดงว่าหิว Mom can do ก่อน อื่นตัวคุณพ่อคุณแม่เองต้องไม่หงุดหงิดโมโหลูกหรือเขย่าตัวลูกเวลาที่ลูก ร้องไห้ ให้อุ้มลูกเดินไปมา เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ หรือเปิดเพลงเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายความเครียดทั้งตัวคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย 2.ความหิว กระเพาะน้อย ๆ ของลูกตัวเล็ก ยังไม่สามารถเก็บกักอาหารไว้ได้นาน แม่มลเล่าว่า น้องเกรทอายุ 4 เดือน กินนมแม่อย่างเดียว กลางคืนตื่นทุก ๆ 3 ชั่วโมง และช่วงใกล้เช้าทุกชั่วโมง ตื่นมาก็ดูดนมนิดหน่อยถึงหลับต่อได้ แต่แม่แทบไม่ได้นอนเลยค่ะ จะแก้ไขอย่างไรได้บ้างคะ คุณหมอบอกมา เนื่องจากทารกที่อายุยังไม่ถึง 6 เดือน โดยมากมักจะตื่นมากลางดึกเพราะหิว หลังจากให้นมยามดึก เด็กโดยมากก็สามารถนอนหลับต่อได้เองค่ะ แต่สำหรับบางคนที่อายุเกิน 6 เดือนไปแล้วก็ยังคงตื่นมากลางดึกเพื่อกินนม คงต้องมาดูว่า ลูกร้องเพราะหิวหรือว่าเป็นเพราะความเคยชิน หากคุณแน่ใจว่าลูกได้รับนมอย่างพอเพียงช่วงก่อนนอน แต่ลูกยังคงร้องเพราะติดการกินนมในมื้อดึก ขอให้ลองลดปริมาณนมลง แต่หากว่าลูกไม่ยอมกินนมในตอนกลางวัน แต่มาเน้นกินนมตอนกลางคืนแทน แสดงว่าระบบการกินไม่ปกติค่ะ แก้ไขโดยให้ลูกกินน้ำเปล่า หรือผสมนมให้เจือจางในตอนกลางคืน ซึ่งจะทำให้ลูกหิวมากขึ้นในช่วงกลางวัน เมื่อให้นมในตอนกลางวันลูกจะกินนมมากขึ้นเองค่ะ ข้อสังเกต ลอง จดบันทึกการนอนและการกินในรอบวันของลูก โดยบันทึกทั้งพฤติกรรม เช่น การดูดไปเรื่อย ๆ การดูดอย่างหิวโหย เวลาที่ใช้ในแต่ละมื้อ รวมทั้งระยะห่างระหว่างมื้อ หาก ลูกดูดไปเรื่อย ๆ อาจเป็นไปได้ว่า เพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ใช่เพราะความหิว ต้องพยายามให้หยุดกินเมื่อรู้สึกว่าอิ่มแล้ว หลังจากนั้นพาเข้านอน Mom can do หากสังเกตว่าลูกเคยชินกับนมมื้อดึกมากกว่าเป็นเพราะหิว ลองวิธีต่อไปนี้ ให้น้ำแทนนม อาจค่อย ๆ ผสมนมให้เจือจางลงเรื่อย ๆ และค่อย ๆ ลดเวลาของการให้นมแต่ละครั้ง เมื่อลูกร้องควรรอสัก 5 นาที ก่อนเข้าไปหา เพราะลูกอาจหลับต่อได้ด้วยตัวเอง ก่อน ให้นมมื้อดึก ต้องมั่นใจว่าลูกหิวจริง ๆ เพราะการที่ให้ลูกตื่นขึ้นมากลางดึกสงบลงด้วยการให้นมเป็นเรื่องง่ายมาก แต่ถ้าทำอย่างนั้นบ่อย ๆ ลูกจะตื่นขึ้นมา เพราะความเคยชินไม่ใช่จากความหิว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกตื่นขึ้นมาเพราะเปียกแฉะ ร้อน หนาว หรือฟันกำลังขึ้น เมื่อลูกโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่จะพบว่า ระยะห่างระหว่างมื้อของนมมื้อดึกนานขึ้น จนในที่สุด ลูกจะงดนมมื้อดึกได้ด้วยตัวเอง 3.ฟันกำลังขึ้น ฟันที่กำลังขึ้นอาจสร้างความเจ็บปวดให้ลูกจนร้องไห้ตลอด ทำให้ลูกนอนหลับได้ไม่ยาวในช่วงกลางคืน แม่ปุ๋มเล่าว่า น้องน้ำมนต์อายุ 6.5 เดือน ช่วงกลางคืนที่เคยนอนยาวก็ตื่นมาร้องทุก 3-4 ชั่วโมง กลางวันก็งอแงต้องอุ้มปลอบกันทั้งวัน สังเกตเห็นที่เหงือกมีตุ่มขาว ๆ ขึ้นมาไม่ทราบว่าเป็นการงอแงจากอาการฟันขึ้นหรือไม่คะ คุณหมอบอกมา โดยทั่วไปเด็กทารกเริ่มมีฟันขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 เดือนและจะต่อเนื่องไปจนอายุ 3 ปี โดยทารกแต่ละคนจะมีปฏิกิริยาต่อความเจ็บปวดที่แตกต่างกันไป คุณแม่สามารถช่วยให้ลูกน้อยหายเจ็บปวดและช่วยให้คุณและลูกน้อยนอนหลับสนิทใน ตอนกลางคืนได้ดังนี้ค่ะ ยาพาราเซตามอลสำหรับเด็กช่วยให้ดีขึ้น (เหมาะ กับเด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไป) หรืออาจใช้เจลสำหรับทาฟันที่กำลังขึ้นเพื่อให้รู้สึกชา ซึ่งเมื่อทาแล้วเด็กจะรู้สึกชาเพื่อบรรเทาอาการปวด และให้เด็กนอนหลับในช่วงดังกล่าว แต่ข้อนี้ต้องปรึกษาคุณหมอก่อนใช้ยานะคะ ใช้สมุนไพรไทย เช่น ใบแมงลักโขลกให้ละเอียดผสมเกลือเล็กน้อย ทาบริเวณเหงือกที่ปวดของลูก อาจช่วยบรรเทาอาการได้ หรือต้มใบสะระแหน่ 5 กรัม กับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย ดื่มวันละ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย ดื่มวันละ 2 ครั้ง ข้อสังเกต ลูกมีอาการหงุดหงิด งอแงมากขึ้น และร้องมากขึ้นในเวลากลางคืน น้ำลายไหลมาก แก้มของลูกจะเป็นสีแดง เหงือกของลูกจะบวมแดง ลูกอยากดูดนมแม่หรือนมขวดมากขึ้น ลูกจะนอนหลับไม่สนิท Mom can do ถ้าเหงือกของลูกไม่บวมหรือเจ็บจนแตะไม่ได้ ให้คุณแม่ล้างมือให้สะอาดแล้วลองใช้นิ้วเข้าไปนวดเหงือกของลูกเบา ๆ อาจช่วยให้ดีขึ้นได้ ถ้าเหงือกมีอาการบวมแดงมาก ควรปรึกษาหมอฟัน 4.เจ็บป่วยเฉียบพลัน เช่น ท้องเสีย แพ้อาหาร แม่อิงเล่าว่า น้องอายุมิ อายุ 8 เดือน ตอนกลางวันร่างกายปกติดี แต่หลังจากการตื่นมาให้นมมื้อดึกแล้ว สักพักก็ตื่นและร้อง อาเจียน เป็นมา 2 คืนแล้วไม่ทราบว่าควรทำอย่างไรดีคะ คุณหมอบอกมา การที่คุณแม่สังเกตเห็นถึงความผิดปกติต่าง ๆ เวลาที่ลูกป่วยไข้ไม่สบายนั้น ข้อมูลจากคุณแม่เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้คุณหมอวินิจฉัยอาการและรักษาลูกน้อยได้ถูกต้องแม่นยำมากยิ่ง ขึ้น เช่น อาการไข้ การกินนม อาเจียน การขับถ่าย หรืออาการอื่น ๆ ข้อสังเกต งอแง ไม่ยอมกินนม อาหาร มีไข้ ซึมผิดปกติ อาเจียน หรือท้องเสีย หรือมีผื่นขึ้นตามตัว ต้องการให้อุ้มตลอดเวลา หอบ หายใจไม่สะดวก หรือมีอาการชัก Mom can do หมั่นสังเกตอาการของลูก หากลูกมีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรรีบพาไปพบคุณหมอทันทีค่ะ จดอาการที่เป็น อาหารที่กิน พฤติกรรมการเล่น ก่อนเกิดอาการ แล้วแจ้งคุณหมอ อย่างละเอียด 5.เจ็บป่วยเรื้อรัง เด็กที่เป็นโรคประจำตัวเช่น หอบ หืด ภูมิแพ้ แม่นันท์เล่าว่า น้องนนท์อายุ 11 เดือน จะมีอาการหายใจดังครืดคราด คล้ายกับอาการหอบทุกครั้งเมื่อเมื่ออากาศเย็น ควรทำอย่างไรดีคะ คุณหมอบอกมา คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความอบอุ่นอยู่ใกล้ ๆ ลูก ขณะหอบลูกน้อยจะนอนลำบาก คุณแม่ควรให้ยาตามที่คุณหมอสั่งและอุ้มลูกน้อยไว้บนตักประคองตัวลูกไว้ อาจมีหมอนวางบนตักลูกน้อย เพื่อลูกน้อยจะได้ซบหน้าลงบนหมอนนั้นจนกว่าจะหายใจสะดวกขึ้น ถ้าไม่ดีขึ้นควรไปพบคุณหมอ ข้อสังเกต หลีกเลี่ยงข้าวของเครื่องใช้ที่สะสมฝุ่น ไม่นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในห้องนอนลูก ใช้ผ้าปูที่นอนชนิดพิเศษซึ่งป้องกันไรฝุ่นได้ ดูดฝุ่นเครื่องนอนของลูกอย่างสม่ำเสมอ คอยสังเกตและเตรียมรับมือกับอาการป่วยของลูกไว้ให้พร้อมค่ะ Mom can do ถ้า ลูกมีอาการเจ็บป่วยเรื้องรังอื่น ๆ ที่รบกวนการนอนให้ปรึกษาคุณหมอถึงวิธีการช่วยบรรเทาอาการของโรคนั้น ๆ เพื่อให้ลูกหลับได้สบายขึ้นในตอนกลางคืน ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจโรคของลูกด้วย เพราะลูกอาจจะหงุดหงิดง่าย งอแงร้องกวนตลอดคืน คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเห็นใจ และมีสติอยู่ตลอดเวลา ไม่โมโหหรือหงุดหงิดกับสิ่งที่ลูกแสดงออกมา 6.ลูกติดพ่อแม่มาก เกิดขึ้นจากความกังวลในการแยกจากคุณพ่อคุณแม่ แม่ปรางเล่าว่า น้องซันอายุ 9 เดือน ช่วงนี้ลูกมักมาร้องตื่นกลางดึกบ่อย ต้องสลับกันอุ้มพาเดินรอบห้องนอนจนกว่าจะหลับคาอก แล้วจึงไปวางที่นอน แต่บางครั้งหลับได้ 1-2 ชั่วโมงก็ตื่นร้องอีก ไม่ทราบเกิดจากสาเหตุใด คุณหมอบอกมา ลูกติดพ่อแม่มาก เด็กบางคนติดพ่อแม่มากกว่าเด็กคนอื่น หลายคนเริ่มติดพ่อแม่ในขั้นของพัฒนาการด้านการรับรู้สภาพความเป็นจริง ซึ่งอยู่ในช่วงอายุประมาณ 8 เดือน เด็กเริ่มเรียนรู้ว่า พ่อแม่และลูกไม่ใช่คนเดียวกัน ส่วนใหญ่จึงแสดงออกด้วยการติดพ่อแม่มากขึ้นในระยะนี้กินเวลาประมาณ 2 เดือน และถูกเรียกว่า ความกังวลในการแยกจาก ควรฝึกให้ลูกนอนหลับได้เองก่อนเข้าสู่ช่วงนี้ แม้ช่วงนี้จะยังฝึกให้เขาสงบด้วยตัวเองได้ยากขึ้น คุณพ่อคุณแม่อาจหาวิธีที่คิดว่าเสริมความมั่นใจกับลูกในระดับที่เขาต้องการ และใช้เวลาสักระยะก่อนตัดสินใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ลูกจะเข้าใจในที่สุดว่าการที่คุณพ่อคุณแม่จากไปไม่ใช่การทอดทิ้งเขา Mom can do วิธีฝึกลูกน้อยให้หลับสบาย พา ลูกไปนอนบนเตียงขณะที่ลูกยังตื่นอยู่ทุกครั้ง หากลูกหลับระหว่างให้นมมื้อก่อนนอน ลองขยับเวลากินนมให้เร็วขึ้นเพื่อให้ลูกอิ่มก่อน หรืออาจกระตุ้นที่นิ้วหัวแม่เท้าให้ตื่นขณะวางลงบนเตียง พูดกับลูกด้วยประโยคเดิมทุกครั้งเมื่อพาลูกไปนอนบนเตียง เพื่อช่วยกระตุ้นเตือนให้ทราบว่าได้เวลานอนแล้ว ให้ ลูกหลับเองด้วยวิธีเดียวกัน ไม่ว่าจะพาลูกไปนอนบนเตียงตอนกลางคืน งีบหลับตอนกลางวัน หรือพากลับไปนอนในกรณีตื่นขึ้นมากลางดึก (หากนอนตอนกลางวัน อาจบอกลูกว่าถึงเวลานอนแล้ว ด้วยประโยคเดียวกับที่บอกเป็นกิจวัตรยามเข้านอนตอนกลางคืนก็ได้) ควบคุมทั้งอากาศ เสียง แสงแดด บรรยากาศต่าง ๆ เพื่อให้ลูกนอนหลับได้นานและยาวขึ้น thanks (http://img.kapook.com/image/Logo/mother&care.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 14, 2012, 03:41:00 PM กวาวเครือ
(http://www.herblpg.com/thai/images/plants/kwaokruakao_rs400x263.jpg) กวาวเครือ ลักษณะทางพฤษศาสตร์ กวาวเครือขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pueraria mirifica Airy Shaw et Suvatab. เป็นพืชตระกลูถั่ว (วงศ์ Leguminosae) ขึ้นในป่าเบญจพรรณ บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 250-800 เมตรในป่าสูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ เป็นไม้ผลัดใบ ขนาดกลาง เถายาวประมาณ 5 เมตร ลำต้นเกลี้ยง เปลือกนอกของลำต้นมีสีน้ำตาลเข้มและค่อนข้างแข็ง มีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ทำหน้าที่สะสมอาหาร ลักษณะ ค่อนข้างกลม และคอดยาวเป็นตอนๆต่อเนื่องกัน กิ่งอ่อน ยอดอ่อน ก้านช่อดอก และกลีบเลี้ยงมีขนสั้นๆ ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ ก้านใบประกอบยาว 10-38 ซม. ใบย่อยใบกลางรูปไข่กว้าง 9-15 ซม. ยาว 15-30 ซม. ปลายมนถึงเรียวแหลม โคนสอบถึงมน กวาวเครือแดง คาดว่าคือ Butea superba Roxb. ในวงศ์ Leguminosae เช่นเดียวกัน สรรพคุณทางการแพทย์แผนไทยและแผนพื้นบ้าน จากตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรกล่าวว่า กวาวเครือมี 4 ชนิด คือ 1. กวาวเครือขาว เป็นไม้เถา ขึ้นกับต้นไม้หรือเลื้อยไปบนดิน ก้านใบหนึ่งมี 3 ใบใบเล็กกว่าชนิดแดง หัวคล้ายมันแกว ขนาดของหัวจะขึ้นอยู่กับลักษณะดินการใช้ทำยาให้เลือกหัวแก่ เอามีดปาดดูจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม เนื้อเปราะมีเส้นมาก 2. กวาวเครือแดง เมื่อถูกสะกิดที่เปลือกหัวจะมียางสีแดงคล้ายเลือดไหลออกมาเมื่อใช้ทำเป็นยา ชนิดแดงแรงกว่าชนิดขาว 3. กวาวเครือดำ ลำต้นและเถาเหมือนกวาวเครือแดง แต่ใบและหัวมีขนาดเล็กกว่า มียางสีดำ ใช้ทำเป็นยามีฤทธิ์แรงมาก ขนาดที่ใช้น้อยมาก 4. กวาวเครือมอ ทุกส่วน ต้น เถา ใบ หัว เหมือนกับชนิดดำ แต่เนื้อในหัวและยางสีมอๆค่อนข้างจะหายาก เช่นเดียวกับชนิดดำ มีหัวเล็กขนาดมันเทศ สรุปสรรพคุณของกวาวเครือตามตำรา ยาไทย เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับผู้สูงอายุใช้ได้ทั้งหญิงและชาย (คนหนุ่มสาวห้ามรับประทาน) + ทำให้กระชุ่มกระชวย + ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นกลับเต่งตึงมีน้ำมีนวล + ช่วยเสริมอก กระตุ้นเต้านมขยายตัว โดยเฉพาะกวาวเครือขาว + ช่วยให้เส้นผมที่หงอกกลับดำ และเพิ่มปริมาณเส้นผม + แก้โรคตาฟาง ต้อกระจก + ทำให้ความจำดี + ทำให้มีพลัง การเคลื่อนไหวการเดินเหินจะคล่องแคล่ว + ช่วยบำรุงโลหิต + ช่วยให้รับประทานอาหารมีรสชาติอร่อย ข้อห้ามใช้ แพทย์พื้นบ้านแนะนำว่า ไม่ควรรับประทานกวาวเครือมากหรือต่อเนื่องกันนานเกินไป จะทำให้ มีอาการเต้านมโตเกินไป เต้านมดานแข็งเป็นก้อน และทำให้เกิดเป็นลมสาน (เนื้องอกหรืออาจเป็นมะเร็ง) ที่เต้านมได้ และสำหรับผู้ชายหากรับประทานมาก จะมีเยื่อหุ้มที่อัณฑะหนาตัวขึ้นและอาจนำไปสู่การเป็นลมสาน (มะเร็ง) ที่อัณฑะได้ อาการข้างเคียง เมื่อรับประทานกวาวเครือ 3-4 วัน จะปวดครั่นตามเนื้อตัว ที่เอวและข้อต่อทุกแห่ง เมื่อมีอาการปวดดังกล่าว ให้อาบน้ำเย็นก็จะมีอาการดีขึ้น ให้รับประทานยาต่อไปได้ไม่ต้องหยุดยา ข้อควรระวัง กวาวเครือทุกชนิดมีพิษทำให้เมาเบื่อในตัวเอง โดยเฉพาะชนิดแดงมีพิษมาก แต่ทุกชนิดสามารถนำมาทำยาได้หมด โดยจะต้องนำสมุนไพรอื่นร่วมในการทำยา เรียกว่าเป็น “ตัวคุม” ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา งานวิจัยเกี่ยวกับกวาวเครือส่วนใหญ่เน้นไปที่การศึกษาผลคล้ายฮอร์โมน estrogen ของสมุนไพรหรือสิ่งสกัดจากสมุนไพรชนิดนี้ ซึ่งผลการทดลองเกือบทั้งหมดเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง ยังมีการศึกษาในมนุษย์น้อยมาก งานวิจัยในช่วงแรกๆมุ่งไปที่การศึกษาฤทธิ์ของสาร miroestrol ซึ่งพบว่าในสัตว์ทดลอง สารนี้มีฤทธิ์ประมาณ 2 ใน 3 ของ stilbestrolเมื่อทดลองให้หนูถีบจักรที่ยังไม่โตเต็มที่กินสารนี้เข้าไป และมีฤทธิ์ราว 70% ของสาร 17b-estradiol เมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูขาว แต่เมื่อให้โดยวิธีเดียวกันนี้กับหนูถีบจักร พบว่ามีฤทธิ์เป็น 2.2 เท่าของสาร estrone ผลการทดลองในสตรีที่ประจำเดือนไม่มาตามปกติ 10 คน โดยให้สารนี้ในขนาด 1 และ 5 มก. วันละ 6 ครั้ง พบว่าสารนี้แสดงฤทธิ์เป็น estrogen อย่างรุนแรง โดยแสดงผล 2-3 สัปดาห์หลังจากเริ่มให้สารนี้ และในบางกรณีสามารถทำให้ประจำเดือนมาหลังจากหยุดให้สาร 7-18 วัน อาการข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ..... ที่มา: http://www.thaifitway.com/education/ndata/n2db/question.asp?QID=5 (http://www.thaifitway.com/education/ndata/n2db/question.asp?QID=5) การอ้างอิง กวาวเครือขาว สรรพคุณของกวาวเครือขาว ต่อระบบสืบพันธุ์ และฮอร์โมนเพศ กวาวเครือขาวเป็นพืชสมุนไพรที่มีสารไฟโทเอสโทรเจนสูง เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้ระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกายดขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น มีภูมิต่านทานโรค กระดูกกล้ามเนื้อแข็งแรง เป็นเพราะกวาวเครือขาว มีผลต่อ ฮอร์โมนโกรท (Growth hormone) ซึ่งมีผลทำให้เกิดการเจริญเติบโต มีพัฒนาของเนื้อเยื่อและอวัยวะ ที่สำคัญ คือ ฮอร์โมนเพศ ซึ่งมีผลทำให้เกิอการพัฒนาเนื้อเยื่อและอวัยวะเพศ มีการทดสอบ กวาวเครือขาวว่ามีสารออกฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกด้วย สรรพคุณของกวาวเครือขาว ต่อระบบกระดูก จากการศึกษาทดลองในลิง พบว่ากวาวเครือมีฤทธ์ในการป้องกันหรือรักษาภาวะกระดูกพรุนที่เกิดขึ้นจากร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน วิธีการปรุงยาสมุนไพรโบราณจากกวาวเครือขาว ที่ได้รับการยอมรับไปทั่ว ของหลวงอนุสุนทรได้กล่าวไว้ คือ 1.นำผงกวาวเครือขาวตำผสมกับน้ำนมวัวมีสรรพคุณช่วยความจำผิวหนังนุ่มกระชับอายุยืน 2.รับการกวาวเครือขาวร่วมกับน้ำมันเนยหรือน้ำผึ้งมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ 3.รับประทานผงกวาวเครือขาวผสมกับมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก มีสรรพคุณบำรุงสายตา รักษาโรคตาฟาง 4.รับประทานผงกวาวเครือขาวผสมกับน้ำนมควาย มีสรรพคุณบำรุงเส้นผม เพิ่มเติม เป็นพืชสมุนไพรประเภทไม้เลื้อยมีหัวอยู่ใต้ดิน ในไทยเรามี กวาวเครือแดง กวาวเครือขาว กวาวเครือดำ กวาวเครือมอ ปล. สมุนไพรเป็นยาใช้รักษาโรคมาอย่างยาวนาน ควรใช้ให้ถูกกับโรค ถูกกับตัวเราเองด้วย หรือควรมีความรู้ก่อนที่จะกินมันเข้าไปพอสมควร หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 15, 2012, 09:56:12 AM ผลวิจัยชี้ วิ่งไม่ทำให้เข่าเสื่อม
(http://img.kapook.com/image/ning/health/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1.jpg) วิ่งเท่าไหร่ก็ไม่เสื่อม (GMLIVE) งานวิจัยชิ้นใหม่ระบุว่า การวิ่งไม่ได้ทำให้ข้อเข่าของเราเสื่อมอย่างที่คิด เคยมีการศึกษาผู้หญิงถึง 5,000 คน พบว่า การออกกำลังกายอย่างหนักในช่วงวัยกลางคน อาจทำให้คุณเกิดปัญหาข้อเข่าเสื่อมได้เมื่ออายุย่างเข้า 50 ปี แต่จากผลการศึกษาล่าสุด จากทีมวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา กลับพบว่า มันแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกันอยู่เลย หรืออาจได้ผลตรงกันข้ามด้วยซ้ำ การออกกำลังกายด้วยการวิ่งไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการข้อเข่าเสื่อม แตกต่างจากผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งแต่อย่างใด ผลการวิจัยใหม่นี้แทบจะเปลี่ยนความคิดของผู้ออกกำลังกายและนักวิ่งทั้งหลาย ไปเลย เมื่อเจมส์ ไฟร์ หัวหน้าทีมวิจัยเรื่องนี้จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ตีพิมพ์ผล การวิจัยของเขาในวารสารทางการแพทย์ Archive of Internal Medicine ว่าจากการศึกษาผู้ที่วิ่งเฉลี่ยปีละ 300 – 3,000 กิโลเมตรต่อปี พบว่าหัวเข่าของพวกเขา ไม่ได้มีความแตกต่างกัน แถมยังพบอีกว่าผู้ที่วิ่งเป็นประจำดูจะมีปัญหาเรื่องการบาดเจ็บน้อยกว่าผู้ ที่ไม่ได้วิ่งอยู่ถึงร้อยละ 39 นิตยสารไทม์ยกย่องว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นหนึ่งสิ่งที่จะเปลี่ยนการรับรู้ของ มนุษย์ใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับการวิ่ง และยังบอกว่าก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่ทำไว้เมื่อปี พ.ศ. 2550 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Arthritis and Rheumatism ซึ่งทำการวิจัยผู้สูงอายุกว่า 1,279 คน ในเมืองแฟรมมิ่งแฮม (Framing- ham) รัฐแมสซาชูเซตส์ พบว่าผู้ที่กระปรี้กระเปร่าและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมีอัตราความเสี่ยง ต่อการป่วยเป็นโรคไขข้อ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย งานวิจัยนี้ยังเปลี่ยนความเข้าใจคนอเมริกันจำนวนมากที่เชื่อว่า การอ้วนและการเจ็บข้อกระดูก อาจจะเกิดจากยีนหรือกรรมพันธุ์มากกว่าการกินในแต่ละวัน แต่งานวิจัยชิ้นนี้ได้ยืนยันว่าร่างกายของคนเราสามารถพัฒนาความแข็งแรงได้ การทำให้ข้อต่อมีความยืดหยุ่น (คือการยืดและหดตัวจากการออกกำลังกาย) นั้นช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับข้อต่อเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การวิ่งจะไม่สร้างอาการบาดเจ็บใด ๆ เลยนะครับ เพราะนักกีฬาทุกคนรู้ดีว่า อาการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นมาคู่กับการออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่มันก็ดีกว่าปล่อยให้มันเสื่อมไปเฉย ๆ ใช่ไหมครับ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 15, 2012, 10:01:57 AM มือถือ เปียก ช่วงสงกรานต์ ทำไงดี?
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/129026.jpg) หลายคนตั้งท่าจะเล่นน้ำสงกรานต์ แต่ยังพะวงกับ โทรศัพท์มือถือ ที่พกติดตัวมาด้วย จะไว้ในกางเกงหรือกระโปรง ก็ไม่น่ารอด หรือจะใส่ในกระเป๋าหรือเป้ ก็ไม่น่ารอดเช่นกัน ถ้าจะเล่นน้ำ แต่ถ้าบางคนพลาดไปแล้วควรทำไง ลองมาดูกัน (อ้อ ใช้ได้กับมือถือที่หล่นในโถส้วมด้วยนะ) ถ้าโทรศัพท์มือถือของคุณเปียกน้ำหรือตกน้ำในช่วงสงกรานต์ ให้ปฏิบัติดังนี้ 1. หลังจากเอาเครื่องขึ้นจากน้ำแล้ว ห้าม!กด power เปิดเครื่องเด็ดขาดครับ ถ้าเปิดจะเกิดการลัดวงจรขนานใหญ่ ให้ถอดแบตเตอรี่ออกด่วนที่สุด 2. หาผ้าเช็ด เช็ดด้านนอกให้แห้ง เช็ดแบตด้วย ทีนี้เราก็จะได้เริ่มสำรวจว่าน้ำเข้าส่วนไหนบ้าง 3. หาถุงพลาสติกใส่เครื่องคุณไว้ รัดยางปิดถุงไว้ ไม่ต้องสลัดเครื่องนะครับช่วงนี้ไม่ต้องทำให้เครื่องแห้ง รีบกลับบ้าน 4. ห้าม!ใช้ไดรเป่าผมเป่าให้แห้งเด็ดขาด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย เกลียดและกลัวความร้อนที่สุด 5. ถึงบ้านแล้ว หาถุงผ้าหรือผ้าบาง ๆ ห่อเครื่องไว้ อย่าลืมเปิดฝาหลังที่ครอบแบตเตอรี่ด้วยนะครับ (ถ้ามี) หลังจากห่อดีแล้ว รัดยางครับ เอาไปฝังไว้ในถังข้าวสารครับ 24 ชม. รอดูผล ใจเย็น ๆ ครับคืนเดียวเอง ข้าวสารจะดูดความชื้นออกมาหมด ถ้าใจเย็นกว่านั้น 2 วันก็ได้ครับ ขอย้ำ อย่าใจร้อน 6. หลังจาก 1-2 วัน ก็เอาออกจากถังข้าวสาร ทีนี้ก็เอามาใส่แบต ร้อยละ 90 ถ้าทำอย่างที่ผมว่า เครื่องจะใช้ได้ครับ ขอย้ำนะครับ ต้องทำตามขั้นตอนที่บอกมานะครับ ขอบคุณเนื้อหาดีดีจาก blog.eduzones ปล. 1.ทำใจ 2.กินยาแก้ปวดหัว 3.ดื่มน้ำใบบัวบก เวลาคิดมากมักจร้อนใน 4.ซื้อใหม่ อิ อิ 5.รู้ว่าจะไปเล่งน้ำพกไปทำไม จิงป่ะ :P หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 15, 2012, 10:03:59 AM แพ้อะไร รู้ได้ 2 วิธีทดสอบ
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img1/128968.jpg) ใครที่มีโรคภูมิแพ้ เป็นโรคประจำตัว คงเข้าใจดีว่า เมื่ออาการกำเริบขึ้นนั้นจะรู้สึกไม่สบายตัว เช่น มีอาการระคายเคืองตา ตาบวม น้ำตาไหล คัดจมูก น้ำมูกไหล หอบ มีผื่นคัน อาเจียน ท้องเสีย ใบหน้าบวม แตกต่างกันไป โดยอาการของโรคภูมิแพ้ที่กำเริบขึ้นมานั้น เป็นเพราะร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งบางคนรู้ดีว่า ตนเองแพ้สิ่งใด ในขณะที่บางคนอาจยังไม่แน่ใจ อย่างไรก็ตาม วิธีทางการแพทย์สามารถให้คำตอบได้ว่า อะไรเป็นสารก่อภูมิแพ้ต่อผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งนิตยสารประจำโรงพยาบาลเวชธานี เผยไว้ว่า มีการทดสอบโรคภูมิแพ้ 2 วิธี คือ "การทดสอบในร่างกาย" แบ่งเป็นการทดสอบทางผิวหนัง โดยนำเอาน้ำสกัดของสารก่อภูมิแพ้มาหยดลงบนผิวหนังบริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง แล้วใช้ปลายเข็มกดลงบนผิวหนังเพื่อให้น้ำยาซึมซับลงไป ทิ้งไว้ราว 20 นาที ตุ่มใดที่ผู้ป่วยแพ้จะมีรอยนูนคล้ายตุ่มยุงกัด แพทย์จะวัดขนาดของรอยนูน สำหรับการทดสอบทางผิวหนังนี้ ผู้ป่วยควรงดใช้ยาแก้แพ้ แก้คัน ยาลดน้ำมูก ยาเสริมภูมิ และยารักษาภูมิแพ้อย่างน้อย 7 วัน ก่อนตรวจ อีกรูปแบบของการทดสอบในร่างกาย คือ ทดสอบโดยการท้าทาย โดยนำสารก่อภูมิแพ้ปริมาณเล็กน้อยตามที่คำนวณได้มาทดสอบ อาจใช้การรับประทาน ฉีด หรือทา แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณ ส่วนวิธีที่สอง "การทดสอบนอกร่างกาย" เช่น การเจาะเลือดไปตรวจ ที่จะใช้ในกรณีที่ไม่สามารถหยุดยาได้ แต่อย่างไรก็ตาม การทดสอบโรคภูมิแพ้ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย. ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 15, 2012, 10:05:32 AM อยากลบรอยสัก
(http://img.kapook.com/image/women/sak.jpg) อยากลบรอยสัก? (APPEAL THE BEAUTY BIBLE) โดย นพ.วาสนก วชิรมน Q : ผมมีรอยสักที่แขนตั้งแต่วัยรุ่น ทีนี้ผมอยากลบออก ไม่ทราบว่าจะลบยากมั้ยครับ A : ความยากง่ายในการลบรอยสัก ขึ้นอยู่กับประเภทของการสักและสีที่ใช้สัก ซึ่งการสักสามารถแบ่งเป็นหลายแบบตามประเภทของการสัก ดังนี้ สักกับช่างสักโดยการใช้เครื่องมือสักเข้าไป (Professional tattoos) เป็นการสักที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งจะทำให้เม็ดสีลงไปค่อนข้างลึก ยิ่งถ้าสักสีลงไปมากยิ่งทำให้ลบยาก สักกันเอง (Amateur tattoos) แบบนี้เม็ดสีจะอยู่ตื้นกว่า แต่เป็นรอยสักที่สวยสู้แบบให้ช่างสักไม่ได้ แต่การลบมักจะทำได้ง่ายกว่า รอยสักจากการประสบอุบัติเหตุ (Traumatic tattoos) เช่น โดนเศษกระสุนปืน เศษพลุ ซึ่งมีคาร์บอนหรือเม็ดสีอย่างอื่นฝังเข้าไปในผิว ซึ่งเม็ดสีจากการสักแบบนี้ มักจะฝังลงไปในผิวชั้นลึก ทำให้การลบรอยสักทำได้ยาก นอกจากนี้เม็ดสีจากวัสดุเหล่านี้ อาจไม่ตอบสนองต่อการลบด้วยเลเซอร์ เพื่อการรักษา (Medical tattoos) เช่น การสักหัวนมให้คนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดเอาเต้านมออก อันเนื่องมาจากมะเร็งเต้านม จึงต้องสร้างเต้านมเทียมขึ้นมา แล้วสักหัวนมให้เหมือนของจริง สักเพื่อความสวยงาม (Cosmetic tattoos) เช่น สักคิ้ว สักขอบตา สักริมฝีปาก ในอดีตมีการลบรอยสักหลายวิธี เช่น การใช้น้ำยาจี้ออก การกรอผิวการใช้ความเย็น การใช้คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (CO2 laser) และการผ่าตัด ซึ่งวิธีเหล่านี้มักจะให้ผลการรักษาที่ไม่แน่นอนและอาจเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น เกิดแผลเป็นในบริเวณที่ทำการลบรอยสักสำหรับการผ่าตัดมีข้อจำกัด คือจะทำได้เฉพาะรอยสักที่ไม่ใหญ่มาก ในปัจจุบันมีเลเซอร์ที่ใช้ในการลบรอยสัก ซึ่งให้ผลการรักษาที่แน่นอนกว่า เลเซอร์ดังกล่าว คือเลเซอร์กลุ่มคิวสวิทช์ (Q-switched laser) ซึ่งมีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติการจับเม็ดสีที่แตกต่างกันไป การลบรอยสักส่วนใหญ่จะต้องทำการลบไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งจึงจะเห็นผลชัด อย่างไรก็ตาม การลบรอยสักด้วยเลเซอร์ จะง่ายหรือยากก็ขึ้นอยู่กับสีที่สักมาด้วย คือ ถ้าเป็นสีดำและน้ำเงินจะลบง่ายกว่าเมื่อเทียบกับสีแดง สีเขียว และสีเหลือง ซึ่งจะลบยากและอาจลบได้ไม่หมด และตอบสนองกับเลเซอร์คิวสวิทช์ (Q-switched) บางประเภทเท่านั้น ภายหลังทำการรักษาด้วยเลเซอร์บริเวณนั้นจะกลายเป็นจุดเล็ก ๆ เหมือนจุดเลือดออกประมาณ 2-3 วันจะแห้งเป็นสะเก็ด และหลุดออกในหนึ่งสัปดาห์ สำหรับการดูแลบริเวณที่ทำเลเซอร์ ไม่ควรโดนน้ำประมาณ 1-2 วัน หลังจากนั้นควรทายาสมานแผลบ่อย ๆ จนกระทั่งสะเก็ดหลุด หากถามว่าต้องทำบ่อยแค่ไหน โดยเฉลี่ยก็เดือนละครั้ง ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการมีลวดลายตามตัวคือ ควรเลือกแบบเพ้นต์มากกว่า เช่น การเพ้นต์เฮนน่าเพราะลบออกง่าย สามารถเปลี่ยนลายได้เรื่อย ๆ ตามความนิยม หรือถ้าต้องการสักจริง ๆ ก็ควรเลือกสีดำเพราะลบออกง่ายกว่าสีอื่น ดังที่กล่าวข้างต้น หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 15, 2012, 07:39:48 PM ตังถั่งแห่เช่า (http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/95/95/images/TongRenTang/PICT0010.jpg) ยาบำรุงร่างกายชั้นยอดที่ได้จากการผสมผสานกันระหว่างตัวหนอนและเห็ด ตังถั่งแห่เช่า หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า "ถั่งเช่า" แปลเป็นไทยว่า "ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า" ที่เรียกว่า "หญ้าหนอน" ก็เพราะว่า ยาสมุนไพรชนิดนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นตัวหนอน เป็นตัวหนอนของผีเสื้อชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hepialus armoricanus Oberthiir และบนตัวหนอน มีเห็ดชนิดหนึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cordyceps sinensis (Berk.) Saec. เจริญเติบโตอยู่ เนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้ในฤดูหนาวเหมือนหนอนแต่ฤดูร้อนกลับงอกเป็นต้นหญ้าได้ จึงเรียกว่า "หญ้าหนอน" ถั่งเช่า เริ่มมีการบันทึกครั้งแรกในตำราเภสัชศาสตร์ "ปึ้งเช่ากังมักจั๊บหยุ่ย" ถั่งเช่ามีลักษณะพิเศษ ทั้งนี้เพราะเป็นการรวมตัวของหนอนกับเห็ดชนิดหนึ่ง ซึ่งก็คือ มีสปอร์ของเห็ดได้แทงเข้าสู่ตัวอ่อนของหนอนผีเสื้อค้างคาว (รูปลักษณะคล้ายตัวไหม) ที่ฝังตัวจำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว และเชื้อเห็ดนี้ก็เจริญเติบโตเป็นเส้นใย โดยอาศัยการดูดสารอาหารและแร่ธาตุจากตัวอ่อนของหนอนนั้นเติบโตขึ้นมา ส่วนตัวหนอนเองก็จะค่อยๆตายไป พอถึงฟดูใบไม้ผลิ ที่ส่วนหัวของหนอนจะงอกเป็นต้นเห็ด คล้ายหญ้างอกออกมาต้นหนึ่ง รูปลักษณะภายนอกคล้ายไม้กระบอก ส่วนตัวหนอนคงอยู่ในลักษณะของหนอนตายซากอยู่เช่นนั้น ถั่งเช่าที่ใช้ทำเป็นยาก็คือ ตัวหนอนและเห็ดที่แห้งแล้วนั่นเอง ถั่งเช่าส่วนมากเพาะในบริเวณภาคใต้ในมณฑลชิงไห่ เขตซางโตวในธิเบต นอกจากนี้ ยังมีเพาะเห็ดในมณฑลเสฉวน ยูนนาน กุ้ยโจว ถั่งเช่านี้ เก็บในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เมื่อขุดตัวหนอนขึ้นจากดินแล้ว ล้างน้ำให้สะอาด ตากแห้งก็ใช้เป็นยาได้ การเก็บรักษา ควรเก็บไว้ในที่แห้ง ระวังอย่าให้ชื้น หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 16, 2012, 09:47:04 PM อาหารที่เหมาะ…สำหรับคนป่วย (http://img.kapook.com/image/Food/eating03.jpg) อาหารที่เหมาะ…สำหรับคนป่วย (Woman’s Story) ใคร ที่เคยป่วย ก็ทราบเป็นอย่างดีแล้วว่าอาหารที่นำมารับประทานในช่วงเวลาที่ป่วยอยู่นั้นจะ ต้องดูและระมัดระวังกันเป็นพิเศษเพื่อสุขภาพ สุขอนามัยที่ดี อีกทั้งยังส่งผลให้อาการที่ป่วยอยู่นั้นดีขึ้นในเร็ววัน ซึ่งในฉบับนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ สำหรับอาหารของผู้ป่วยมาฝากกันค่ะ :)โรคกระเพาะอาหาร เริ่มต้นโดยเมื่อถึงเวลาควรหาอาหารรับประทานทันที เพื่อให้กรดและน้ำย่อยที่หลั่งออกมาได้ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร และควรดื่มน้ำมาก ๆ ระหว่างมื้อ ให้ได้วันละ 8-10 แก้ว ที่สำคัญปริมาณอาหารในแต่ละมื้อไม่ควรมาก ระหว่างที่เป็นโรคกระเพาะจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสเต็กชิ้นใหญ่ ๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด ของดอง น้ำอัดลม น้ำชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มชูกำลังที่มีสารกาเฟอีน อาหารที่แข็งหรือมีกากมากตลอดจนอาหารที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด อาหารเหล่านี้จะไปกระตุ้นเซลล์ให้ผลิตน้ำย่อยมากขึ้นนอกจากนี้ไม่ควรรับ ประทานอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง :) โรคความดันโลหิตสูง คนที่มีความดันเลือดสูงให้ลดอาหารเค็ม ซึ่งไม่ได้หมายถึงเกลืออย่างเดียวแต่รวมถึงส่วนผสมที่มีโซเดียมอยู่ด้วย ได้แก่ เครื่องปรุงอาหารอื่น ๆ ที่มีส่วนผสมของเกลือด้วย เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ผงชูรส ผงฟูที่ใช้ทำขนมปังหรือขนมเค้กต่าง ๆ ดังนั้นเราควรระวังการใช้เครื่องปรุงรสในอาหาร นอกจากนี้ควรรับประทานธัญพืช (เช่น ข้าวกล้อง ถั่ว งา) ผักสดและผลไม้สดมากขึ้น รับประทานปลาแทนเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ลดอาหารหวาน อาหารมัน และรับประทานอาหารที่มีโซเดียมต่ำจะช่วยควบคุมความดันเลือดได้ดีขึ้น :) โรคเบาหวาน โรค เบาหวาน ควรเลือกรับประทาน ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปัง โฮลวีต หรือแป้งที่ไม่ขัดสีมากกว่าข้าวขาว เพราะร่างกายย่อยและดูดซึมได้ช้ากว่าระดับน้ำตาลในเลือดจึงไม่ขึ้นสูงเร็ว ต้องระวังปริมาณที่รับประทานอย่าให้มากไป โดยทั่วไปไม่ควรเกินมื้อละ 2-3 ทัพพี และรับประทานเป็นเวลา เพราะสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ คนเป็นเบาหวานจึงควรรับประทานวันละ 3 มื้อ หลีกเลี่ยงการรับประทานจุบจิบ หรือการงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง งดเหล้า เบียร์ ไวน์ ยาดองเหล้า เครื่องดื่มบำรุงกำลัง หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 16, 2012, 09:52:10 PM ข้อควรปฏิบัติและหลีกเลี่ยงเมื่อใส่รองเท้าแตะ (http://img.kapook.com/image/160600.jpg) “รองเท้าแตะ” เรียก ได้ว่าเป็นรองเท้าแบบหนึ่งที่ทุกคนต้องมีอย่างแน่นอน เพราะถือว่าเป็นรองเท้าที่สวมใส่ง่าย เหมาะกับใส่ไปเดินเล่นในวันหยุดพักผ่อนสบาย ๆ แต่ใช่ว่ามันจะเหมาะกับทุกโอกาสและสถานที่เสมอไป ยังมีกฏบางอย่างที่หลายคนอาจไม่เคยรู้หรือมองข้ามไปเกี่ยวกับรองเท้าแตะน่ะสิ ดังนั้นวันนี้เราข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับรองเท้าชนิดนี้มาฝากกันครับ ข้อควรปฏิบัติเมื่อใส่รองเท้าแตะ (http://img.kapook.com/image/icon/37570_1.gif) - รักษาความสะอาดเท้าอยู่เสมอ รองเท้าแตะเป็นรองเท้าที่เปิดเผยให้เห็นสัดส่วนของเท้าทั้งหมด ถ้าเกิดเท้าคุณสกปรกเลอะเทอะ มันคงเป็นภาพที่ไม่น่าดูเท่าไหร่ แต่ยอมรับมาซะเถอะว่า คุณผู้ชายทั้งหลายไม่ค่อยจะรักษาความสะอาดเท้ากันใช่ไหมล่ะ หมั่นดูแลทำความสะอาดเท้าบ้าง เพื่อเท้าที่ขาวสะอาดของคุณเอง (http://img.kapook.com/image/icon/37570_1.gif)– ใส่ขนาดที่พอดีกับเท้า คุณคงไม่อยากเดิน ๆ อยู่แล้วหน้าคะมำล้มลงไปกับพื้นใช่ไหมล่ะ เพราะสังเกตเห็นว่าหลายคนมักใส่รองเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่าเท้าของตัวเอง เวลาเดินจึงรู้สึกไม่ค่อยถนัด ฉะนั้นเลือกใส่ที่พอดีกับเท้าดีที่สุด (http://img.kapook.com/image/icon/37570_1.gif) - เลือกรองเท้าให้เข้ากับกางเกงที่่ใส่ แม้จะเป็นรองเท้าที่ใส่ง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเข้ากับทุกชุดที่ใส่หรอกนะ เช่น รองเท้าแตะกับกางเกงสแล็ค ไม่ใช่ตัวเลือกที่แมทช์กันเลยแม้แต่นิดเดียว ฉะนั้นต้องเลือกนิดนึง ลองเปลี่ยนมาใส่กับกางเกงขาสั้นหรือแม้แต่ยีนส์ก็แหล่มอยู่นะ (http://img.kapook.com/image/icon/37570_1.gif) - ขัดถูรองเท้าให้สะอาดเป็นประจำ การทำความสะอาด ถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ควรคำนึงถึงสำหรับคนรักรองเท้าแตะ เพราะเราใส่รองเท้าชนิดนี้ (แทบ) ทุกวันเลยก็ว่าได้ เพียงแค่ใช้แปรงขัดถูเบา ๆ ให้คราบสกปรกหลุดออก จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง เพียงแค่นี้ก็สามารถนำกลับมาใส่ได้ใหม่อย่างไม่ต้องอายใครแล้ว (http://img.kapook.com/image/icon/37570_1.gif)- เปลี่ยนรองเท้าแตะเสียบ้าง รองเท้าแตะ ถือว่าเป็นรองเท้าที่ราคาไม่แพง (ถ้าไม่ซื้อแบรนด์ดัง) เมื่อมันเก่าหรือขาด ก็ถึงเวลาเปลี่ยนคู่ใหม่ได้แล้วล่ะ ไม่ต้องมัวทนทู้ซี้ใช้อยู่จนพังยับเยินขนาดนั้น อย่าเสียดายเงินเพียงเล็กน้อยเลย ยังไงก็ต้องได้ซื้อใหม่อยู่วันยังค่ำ ข้อควรหลีกเลี่ยงเมื่อใส่รองเท้าแตะ (http://img.kapook.com/image/icon/37570_1.gif)– อย่าใส่รองเท้าแตะไปทำงาน ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ เพราะคุณคงทราบกันดีว่ารองเท้าแตะเป็นรองเท้าสำหรับใส่ในวันสบาย ๆ ไม่ต้องการความเรียบร้อย ฉะนั้นเราต้องให้เกียรติกับสถานที่ ซึ่งเราทำงานอยู่ด้วย (ยอมรับกันมาเถอะว่า ขณะนี้คุณก็ใส่มันอยู่ทีทำงานใช่ไหม) (http://img.kapook.com/image/icon/37570_1.gif)- อย่าใส่ไปงานที่เป็นทางการ เหตุผลก็ใกล้เคียงกับข้อที่กล่าวไปเมื่อสักครู่ อย่างที่รู้กันดีว่างานที่เป็นทางการทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นงาน แต่งงาน งานเลี้ยงที่ร้านอาหารสุดหรู หรือแม้กระทั่งงานศพ ก็ไม่ควรใส่รองเท้าแตะไปโดยเด็ดขาด เพื่อเป็นการเคารพเจ้าของงานและสถานที่ด้วย (http://img.kapook.com/image/icon/37570_1.gif) – อย่าใส่ไปเที่ยวตามงานที่คนเยอะ ๆ ไม่ว่าจะเป็นบาร์ ใส่ไปดูคอนเสิร์ตหรือใส่เดินเที่่ยวงานที่คนเยอะ ๆ ขอให้เก็บรองเท้าแตะไว้ที่บ้าน เพราะอาจมีสาว ๆ ที่ใส่รองเท้าส้นแหลมปริ๊ดเผลอเดินมาเหยียบเท้าคุณอย่างไม่ได้ตั้งใจ แล้วลองคิดดูสิถ้าโดนเหยียบลงบนเท้าอันเปลือยเปล่าเต็ม ๆ เจ็บปวดอย่าบอกใครเลยล่ะ (http://img.kapook.com/image/icon/37570_1.gif) – อย่าสวมถุงเท้าโดยที่ใส่รองเท้าแตะ มันดูเป็นจับคู่ที่ดูไม่ลงตัวอย่างแรงระหว่างรองเท้าแตะกับถุงเท้า เอาเป็นว่าอย่าใส่ด้วยกันดีที่สุด เชื่อเราเถอะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 16, 2012, 09:55:24 PM 10 เมนูอันตราย เสี่ยงอาหารเป็นพิษ
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img4/129088.jpg) โรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคหนึ่งที่พบระบาดในช่วงหน้าร้อน ซึ่งการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา พบว่า ช่วงหน้าร้อนระหว่างเดือนมีนาคม–เดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นช่วงที่อากาศในประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงมาก แถมยังเป็นช่วงเทศกาลมีวันหยุดต่อเนื่องยาว ประชาชนมักถือโอกาสท่องเที่ยว กลับภูมิลำเนา มีงานเลี้ยงฉลอง มีงานบุญ จึงมีการรับประทานอาหารร่วมกัน ดังนั้น สิ่งที่พบบ่อยตามมา คือ การเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ เนื่องจากรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค อาหารไม่สะอาด อาหารปรุงสุกๆ ดิบๆ และอาหารที่ทำล่วงหน้าเกิน 4 ชั่วโมง โดยอากาศร้อน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้เร็ว ส่งผลให้อาหารบูดง่าย ทั้งนี้ จากการเฝ้าระวังโรคอาหารเป็นพิษ พบว่า ตลอดทั้งปี พ.ศ.2554 มีผู้ป่วย 100,534 ราย สำหรับปี พ.ศ.2555 ตั้งแต่ 1 มกราคม–26 มีนาคม พบผู้ป่วย 26,811 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยพบภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ป่วยสูงสุด รองลงมาเป็นภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ ตามลำดับ จังหวัดที่มีอัตราการป่วยสูงสุด ได้แก่ จังหวัดอำนาจเจริญ รองลงมาเป็นอุบลราชธานี บุรีรัมย์ ขอนแก่น และพิษณุโลก ตามลำดับ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เผยเมนูท็อปฮิตอันตรายหน้าร้อน จากการสอบสวนโรคจากผู้ป่วยพบ 10 เมนูอันตรายดังนี้... 1.ลาบ/ก้อยดิบ เช่น ลาบหมู ก้อยปลาดิบ 2.ยำกุ้งเต้น 3.ยำหอยแครง 4.ข้าวผัดโรยเนื้อปู โดยเฉพาะกรณีที่ทำในปริมาณมาก เช่น อาหารกล่องแจกนักเรียนหรือคณะท่องเที่ยว 5.อาหาร/ขนม ที่ราดด้วยกะทิสด 6.ขนมจีน 7.ข้าวมันไก่ 8.ส้มตำ 9.สลัดผัก และ 10.น้ำแข็ง ส่วนอาหารปิ้งย่างที่นิยมรับประทานกัน เช่น หมูกระทะ กุ้งกระทะ ช่วงหน้าร้อนนี้ควรปิ้งให้สุกจะได้ปลอดภัยจากอาหารเป็นพิษ ส่วนอาหารถุงอาหารกล่อง อาหารห่อ ต้องรับประทานภายใน 4 ชั่วโมงหลังปรุงสุก หากเป็นอาหารค้างคืน ต้องอุ่นทำให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง ที่สำคัญ อย่าลืมว่า ฤดูร้อนผู้ปรุงอาหารต้องปรุงอาหารให้ “สุก ร้อน สะอาด” ส่วนผู้บริโภคต้อง “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ” อย่างไรก็ตาม โรคอาหารเป็นพิษ มีอาการสำคัญคือ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ อุจจาระร่วง ซึ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากการถ่ายอุจจาระ การรักษาในเบื้องต้นควรให้สารละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส เพื่อป้องกันการขาดน้ำ หากไม่มีสามารถทดแทนได้โดยใช้น้ำต้มสุก 1 ขวดน้ำปลาใหญ่ หรือประมาณ 750 ซีซี ผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ และเกลือแกงครึ่งช้อนชาผสมให้เข้ากัน ทิ้งให้เย็นลง แล้วรับประทานแทนน้ำหรือไม่เช่นนั้น ให้ทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำข้าว หรือแกงจืด โดยไม่งดอาหารรวมทั้งนมแม่(กรณีของเด็ก) ส่วนเด็กที่ดื่มนมผสมให้ผสมเหมือนเดิม แต่ปริมาณลดลงและให้สลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทว่า รักษาเบื้องต้นแล้วอาการไม่ทุเลาลง ต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ไม่ควรกินยาเพื่อให้หยุดถ่าย เพราะจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกาย เป็นอันตรายมากขึ้น ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 18, 2012, 07:26:43 PM อาหารดับเครียด
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img1/129174.jpg) กล้วย มี ทริปโตเฟน ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นเซโรโทนิน ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดีขึ้น นอกจากนี้ วิตามินบี6 ยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดมีผลไปถึงภาวะทางอารมณ์ด้วยเช่นกัน วอลนัต นอกจากเป็นแหล่งที่ดีของโอเมก้า 3 ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งต้านมะเร็งแล้ว ผลวิจัยยังพบว่า มีผลต่ออารมณ์ และอัตราการลดลงของภาวะซึมเศร้า เมล็ดทานตะวัน อุดม ไปด้วยโฟเลต และแมกนีเซียม ที่มีบทบาทในการควบคุม และส่งเสริมระดับอารมณ์ คลายความวิตกกังวล หงุดหงิด ซึมเศร้า ทั้งนี้ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า แมกนีเซียม เป็นประโยชน์ในการรักษาโรคซึมเศร้า แนวโน้มความวิตกกังวล หงุดหงิด รวมถึงอาการนอนไม่หลับ ดาร์คช็อกโกแลต ช่วย กระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน นอกจากนี้ ยังมีทริปโตเฟนซึ่งเป็นกรดอะมิโนสำคัญ ทำหน้าที่ควบคุมเซโรโทนินสารสื่อ ประสาทที่ควบคุมอารมณ์ เมื่อร่างกายขับเซโรโทนินออกมา จะช่วยให้ผ่อนคลายความวิตกกังวล ไข่ พบว่า สารอาหารหลายชนิดมีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงาน ช่วยเสริมสร้างความจำ และบรรเทาอาการของภาวะซึมเศร้าได้ด้วย ลองหามารับประทานกันดูนะคะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 18, 2012, 07:37:01 PM รู้มั้ย !!ตำแหน่ง"สิว"บนใบหน้า บอกอะไร
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/129219.jpg) สัญญาณเตือนภัยจากตำแหน่งสิวบนผิวหน้า ถ้าคุณเป็นสิวที่ 1.หน้าผากด้านซ้ายและขวา เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร กระเพาะปัสสาวะ และต่อมหมวกไต สาเหตุ มีความเครียดสูง ล้างหน้าไม่สะอาด ทารองพื้นหรือแต่งคิ้วมากไป 2. บริเวณหว่างคิ้ว อาจมีปัญหาในการย่อยแลคโทส ( ดื่มนมวัวไม่ได้ ) สาเหตุุ เพราะกินอาหารรสจัด หรือกินอาหารดึกเกินไป 3.บริเวณใบหูทั้ง 2 ข้าง เกี่ยวข้องกับการทำงานของไต สาเหตุ ล้างแชมพูหรือสบู่ออกไม่หมด ใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไป ดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ หรือกินเนื้อสัตว์มากเกินไป หรือหากมีปัญหาสิวอุดตันช่วงใบหู อาจแสดงว่าฟันกรามมีปัญหา หรือว่าเพิ่งผ่าตัดฟันมา หรืออาจเกิดจากการมีรอบเดือน 4.บริเวณแก้มทั้ง 2 ด้าน แก้มส่วนบน เกี่ยวข้องกับไซนัสและปอด แก้มส่วนล่าง เกี่ยวข้องกับเหงือกและฟัน สาเหตุ สูบบุหรี่จัด หรือแพ้ควันบุหรี่ ภูมิแพ้ เป็นหวัดเรื้อรังหรืออาจใช้บลัชออนและรองพื้นไม่เหมาะสม แต่ถ้าเป็นริ้วรอยลึกบริเวณโหนกแก้มอาจบ่งบอกถึงปัญหาเรื่องปอดหรือการหายใจ ถ้ามีสิวแบบเป็นๆหายๆที่แก้มด้านล่างอาจมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน หรือโทรศัพท์มือถือไม่สะอาด 5.บริเวณรอบดวงตาทั้ง 2 ข้าง เกี่ยวข้องกับการทำงานของไต โรคภูมิแพ้ สาเหตุเครื่องสำอางที่ใช้อาจไม่เหมาะกับสภาพผิวหรือใส่แว่นตาที่เสียดสีมากรอยคล้ำอาจเกิดจากการมีสารพิษตกค้างในร่างกายมาก หรือพักผ่อนน้อย เปลือกตาหากมีการระคายเคืองอาจมาจากการเป็นภูมิแพ้หรือขาดสารอาหาร 6. บริเวณจมูกและเหนือริมฝีปาก เกี่ยวกับการทำงานของหัวใจและระบบสืบพันธุ์ หากมีผิวสีแดงเข้มที่จมูก สาเหตุ อาจบ่งบอกถึงโรคความดันโลหิตสูง การอุดตันหรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ บอกถึงผลกระทบจากฮอร์โมนเช่น กำลังมีประจำเดือน วัยทอง การใช้ยาคุมกำเนิด 7.บริเวณใต้ริมฝีปากด้านซ้ายและขวา เกี่ยวข้องกกับการทำงานของรังไข่ สาเหตุ อาจทำความสะอาดไม่ดีพอ หรือมาจากขาดความสมดุลทางฮอร์โมน 8.บริเวณปลายคาง เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก สาเหตุ อาจกินอาหารรสจัดเกินไปจนลำไส้เป็นแผล หรือมีปัญหาในการดูดซึม รู้แล้วก็ดูแลตัวเองด้วยนะ สิวจะได้ไม่มากวนใจอีก ขอขอบคุณข้อมูลจาก Living in shape หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 19, 2012, 07:51:44 PM คำที่คุณต้องเลิกเขียนผิด คะ/ค่ะ/นะคะ (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/129250.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/129251.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 19, 2012, 07:57:08 PM ‘กระเทียม‘ กลิ่นฉุน…แต่อุดมคุณประโยชน์
(http://www.thaifoodtoworld.com/data/ingredient/garlic1.jpg) หากพูดถึง ‘กระเทียม’ คง ทำให้ใครหลายๆ คนนึกถึงกลิ่นที่แสนฉุนและรสชาติอันเผ็ดร้อนเป็นอันดับต้นๆ แต่หากคุณมองข้ามกลิ่นและรสชาติที่ไม่ถูกปากนี้ไป คุณก็จะพบสรรพคุณที่หลากหลายจากกระเทียมกลีบเล็กๆ ที่ห่อหุ้มด้วย เยื่อบางสีขาวอมชมพูนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวช่วยลดความดันโลหิตสูง ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน เนื่องจากกระเทียมมีสารที่ช่วยละลายไขมันในหลอดเลือด ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของผนังกระเพาะและลำไส้ หากนำกระเทียม 5-7 กลีบ มาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ ปรุงรสนิดหน่อยด้วยน้ำตาลและเกลือเล็กน้อย แล้วกรองเพื่อสกัดเอาแต่น้ำ ดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร ก็จะช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ปัญหาท้องอืดท้องเฟ้อได้อีกด้วย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 03, 2012, 07:04:24 PM รังแค คืออะไร และวิธีการกำจัด รังแค
(http://www.krabork.com/wp-content/uploads/2012/03/rungca.jpg) รังแคคืออะไร รังแคเป็นโรคผิวหนังชนิดนึง โดยทั่วไปเกิดขึ้นที่บริเวณหนังศีรษะที่พัฒนาในระหว่างการเจริญเติบโตตาม ปกติศีรษะ ผิวของเซลล์ในหนังศีรษะปกติเซลล์เก่าตายและหลุดออกมา โดยสาเหตุของการเกิดรังแคแบ่งได้ตามนี้คือ รังแคที่เกิดจากภายในและรังแคที่เกิดจากภายนอก รังแคที่เกิดจากสาเหตุภายใน อาจจะเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน, โรคภูมิแพ้ให้นม, ถั่ว, ช็อตโลแกต หรือหอย ขาดการพักผ่อนหรือว่าเกิดความเครียดการบริโภคน้ำตาลหรืออาหารที่มีไขมันมาก เกินไปก็ทำให้เกิดรังแคได้ นอกจากนี้ในบางคนยังเป็นรังแคที่เกิดจากพันธุกรรมอีกด้วย รังแคที่เกิดจากสาเหตุภายนอก เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผมไม่ถูกต้อง และอาจใช้ในจำนวนที่มากเกินไปอย่างเช่นแพ้น้ำยายืดผม แพ้น้ำยาตัดผม แพ้สีทำผม สระผมแล้วล้างแชมพูไม่หมด ทั้งนี้รวมไปถึงสภาพแวดล้อมทางอากาศเช่น อากาศเย็น ความร้อนแห้งความอับซื้นบนหนังศีรษะ วิธีแก้ปัญหาเมื่อรังแคมาเยือน สระผมด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้หนังศีรษะไม่แห้งและลอกเป็ยขุยซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดรังแค และยังทำให้ผมดูนุ่มสวยเงางามได้อีกด้วย หลักเลี่ยงแสงแดดที่จัด เพราะแสงแดดเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้เกิดหนังศีรษะแห้ง เส้นผมชี้ฟู ขาด น้ำหนัก และไม่เงางาม นวดบำบัดขจัดรังแค ทุกครั้งที่สระผมควรรวดศีรษะเบาๆ ซึ่งนอกจากช่วยผ่อนคลายความเครียดแล้ว ยังสามารถขจัดเซลล์หนังศีรษะที่ตายให้หลุดออกได้ง่ายขึ้น เลือกยาสระผมให้เหมาะสม ควรเลือกให้ยาสระผมที่ช่วยขจัดรังแคอย่างสม่ำเสมอ และควรล้างแชมพูให้สะอาดทุกครั้งหลังสระผม เพื่อขจัดสารเคมีที่ตกค้าง รับประทางอาหารที่มีประโยชน์ ควรรับประทานอาหารที่มีส่วนปะรกอบของธาตุสังกระสีวิตามินบี ซี และอี อยู่เสมอ เพื่อการบำรุงหนังศีรษะ ที่มา : นิตยสาร Spicy หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 03, 2012, 07:06:12 PM ดูฉลากโภชนาการให้เป็น
(http://www.krabork.com/wp-content/uploads/2010/07/KBC0009.jpg) ตามข้างกล่อง ข้างถุง หรือข้างกระป๋องของอาหารต่างๆ ที่เราซื้อมานั้น หากใครลองมาจับพลิกดูคงจะเป็นกรอบสี่เหลี่ยมที่เขียนเอาไว้ว่า “ข้อมูบโภชนาการ” ซึ่งก็คือการแสดงข้อมูลโภชนาการของอาหารนั้นๆ ในรูปของชนิดและปริมาณสารอาหาร นอกเหนือไปจากการระบุชื่อที่อยู่ผู้ผลิต วันผลิต น้ำหนักสุทธิ ที่ต้องระบุอยู่แล้ว โดยข้อมูลโภชนาการนี้มีทั้งแบบเต็มและแบบย้อด้วย บางคนอ่านเจ้าข้อมูลโภชนาการแล้วก็ยังงงๆ อยู่ ไม่รู้ว่าหมยาถึงอะไร “108 เคล็ดกิน” จึงจะมาไขข้อข้องใจในฉลากโภชนาการแบบย่อให้ฟังกัน เริ่มจาก”หนึ่งหน่วยบริโภต” ก็หมายถึงปริมาณการกินหรือดื่มต่อครั้ง เช่น หนึ่งหน่วยบริโภค : 1 กล่อง (160 กรัม) หมายถึงกินครั้งละ 1 กล่องหรือ 160 กรัม แต่ถ้าเขียนว่าหนึ่งหน่วยบริโภค : 5 ลูก (150 กรัม) หมายถึง ห่อ ขวด หรือกล่องนี้กินได้กี่ครั้ง เช่น จำนวนหน่วย บริโภคต่อกล่อง: 1 หมายความว่า สามารถกินหมกกล่องภายใน 1 ครั้ง แต่ถ้าเขียนว่า จำนวนหน่วยบริด๓คต่อกล่อง : 3 ก็หมายความว่า 1 กล่องให้แบ่งกินได้ 3 ครั้ง ส่วน “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค” หมายถึงเมื่อกินตามปริมาณที่ระบุไว้หนึ่งหน่วยบริโภคแล้วจะได้รับพลังงานและ สารอาหารอะไรบ้างในปริมาณน้ำหนักจริงเท่าใด และปริมาณที่กินนี้คิดเป็นร้อยละเท่าไรของปริมาณที่ควรกินได้รับต่อวัน “ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน” หมายถึง สารอาหารที่ได้รับจากการกินแต่ละครั้งตามปริมาณที่ระบุไว่ในหนึ่งหน่วย บริโภคคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของปริมาณที่ระบุไว้ในหนึ่งหน่วยบริโภคคิดเป็น สัดส่วนเท่าใดของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน เช่น ถ้าปริมาณอาหารที่กินต่อครั้งให้คาร์โบไฮเรต 8% ของปริมาณที่แนะนำให้กินต่อวัน ก็ต้องกินคาร์โบไฮเดรตจากอาหารอื่นๆ อีก 92% และสุดท้าย “Thai RDT” หมายถึง ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้กินต่อวันสำหรับคนไทย 6 ปีขึ้นไป เช่น วันหนึ่งๆ ควรได้รับคาร์โบไฮเครตประมาณ 300 กรัม ไขมันน้อยกว่า 65 กรัม เป็นต้น หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 03, 2012, 07:09:00 PM กำจัดแก๊สในร่างกายด้วยท่าง่าย ๆ
(http://img.kapook.com/image/health/new/stomach3.jpg) กำจัดแก๊สในร่างกายด้วยท่าง่าย ๆ (คู่หูเดินทาง) หลาย ๆ คนมีลมอัดแน่นอยู่ในช่องท้องจนอยากเรอ อยากผายลมอยู่บ่อย ๆ บางคนทั้งเรอและผายลมแล้วก็ยังรู้สึกว่ามีลมหลงเหลืออยู่ ส่งผลให้ท้องอืดเกิดอาการไม่สบายท้อง มีอีกวิธีที่สามารถช่วงขับลมที่ไม่ต้องการออกจากช่องท้องได้ นั่นคือ การยืดเส้นยืดสายในท่า "นอนกอดเข่า" ซึ่งท่านี้ทำได้ง่าย ๆ เพียงนอนราบ จากนั้นงอเข่าทั้งสองข้างขึ้นมาถึงยอดอก พร้อมทั้งใช้มือทั้งสองข้างกอดเข่าเอาไว้ แล้วหายใจเข้าและออก ก่อนยกศีรษะโน้มเข้าหาเข่า จากนั้นตะแคงตัวไปด้านข้างขณะที่ยังนอนกอดเข่าอยู่ โดยตะแคงค้างนาน 10 วินาทีแล้วเบี่ยงตัวกลับท่าเดิม และตะแคงตัวไปอีกข้าง ท่านอนกอดเข่าแบบนี้ นอกจากจะช่วยขับลมแล้ว ยังสามารถผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงตัวของคอและหลังได้อีกด้วย thanks (http://img.kapook.com/image/Logo/bus-buddy.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 03, 2012, 07:13:00 PM เห็ดหอมแห้งของดีที่ต้องระวัง
(http://images.thaiza.com/26/26_20120423114843..jpg) เห็ด หอมถือเป็นอาหารที่หลายๆ คนยกย่องว่าเป็นอาหารชั้นเลิศ เพราะเชื่อกันว่ามีสรรพคุณทางยา ทานแล้วให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ดีต่อสุขภาพ แต่ ก็มีบางคนที่กลัวว่าเห็ดหอมแห้งที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไปดูไม่ค่อยปลอดภัย เพราะการเก็บรักษาดูไม่ค่อยสะอาด แถมที่สำคัญยังมีราคาสูงอีกต่างหาก โครงการพัฒนากลไกการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหารของผู้บริโภค และนิตยสารฉลาดซื้อ ได้ร่วมกันลงมือสุ่มเก็บตัวอย่าง เห็ดหอมแห้ง ในพื้นที่ดำเนินโครงการทั้งหมด 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรสงคราม ขอนแก่น มหาสารคาม เชียงใหม่ พะเยา สตูล และสงขลา รวมจำนวนตัวอย่างเห็ดหอมแห้งทั้งหมด 17 ตัวอย่าง ซึ่งเราจะนำมาทดสอบกันดูว่าเห็ดหอมแห้งที่เราซื้อมาประกอบเมนูซุปหรือเมนู ตุ๋นต่างๆ มีสารปนเปื้อนที่ไม่พึงประสงค์แปลกปลอมมาด้วยหรือเปล่า การทดสอบครั้งนี้เราดูเรื่องการตกค้างของสาร 3 ชนิดด้วยกัน 1.สาร ตกค้างทางการเกษตรประเภทยากันราหรือคาร์เบนดาซิม (Carbendazim) 2.สารตกค้างทางการเกษตรกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate)และ 3. การปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อราอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งจากการทดสอบตัวอย่างเห็ดทั้ง 17 ตัวอย่าง เราพบเห็ดหอมแห้งปนเปื้อนยากันราหรือคาร์เบนดาซิมจำนวน 12 ยี่ห้อ โดยค่าเฉลี่ยของสารเคมีที่พบเท่ากับ 0.33 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ส่วนการปนเปื้อนของสารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต พบว่ามีการปนเปื้อน 9 ตัวอย่าง มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.016 มิลลิกรัม/กิโลกรัมซึ่งตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง ไม่มีการกำหนดปริมาณของคาร์เบนดาซิมและออร์กาโนฟอสเฟต แต่สารทั้ง 2 ชนิดเป็นสารเคมีทางการเกษตรในกลุ่มกำจัดศัตรูพืช จึงไม่ควรมีตกค้างมาในพืชผักหรืออาหารที่เราทาน ส่วนการปน เปื้อนของสารพิษจากเชื้อราอะฟลาทอกซิน มีเห็ดหอมแห้งจำนวน 5 ที่มีการปนเปื้อน โดยปริมารค่าเฉลี่ยที่พบเท่ากับ 5.42 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 98) พ.ศ.2529 เรื่องมาตรฐานสารปนเปื้อน กำหนดให้มีสารอะฟลาทอกซินได้ไม่เกิน 20 ไมโครกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม นอกจากนี้เรายังทดสอบดูเรื่องความสะอาดในส่วนของเชื้อรา ซึ่งมี 7 ตัวอย่างที่พบเชื้อราสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานกรมวิทย์ฯ ที่กำหนดไว้ที 500 โคโลนี/กรัม ขณะที่อัตราค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,764.3 โคโลนี/กรัม แสดงให้เห็นว่าเห็ดหอมแห้งที่นำมาทดสอบถูกเก็บไว้นาน การ ปนเปื้อนทั้งหมดที่เราทดสอบตัวอย่างเห็ดหอมแห้งในครั้งนี้ โดยภาพรวมยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สูงนัก ไม่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายฉับพลันจากการบริโภค แต่หากเป็นไป ได้ก็ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ดูไม่สะอาดและไม่น่าไว้วางใจ ควรเลือกซื้อเห็ดหอมแห้งที่บรรจุเรียบร้อย ปลอดภัย มีการแจ้งวันเดือนปีที่ผลิตวันหมดอายุ และแจ้งผู้ผลิตชัดเจนจะดีกว่า หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 03, 2012, 07:17:19 PM ทาครีมหอมๆ...อันตรายถึงมะเร็ง!
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/129898.jpg) หากมีคนถามว่า มอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวหน้าที่คุณใช้อยู่ ให้กลิ่นหอมชวนรู้สึกดีทุกครั้งที่ใช้หรือเปล่า? แถมมองชื่อส่วนผสม ยังเจอคำว่า Synthetic Fragrance การันตีความเป็นสารสังเคราะห์เข้าอีกต่างหาก...รู้แล้วอย่างนี้ เรารู้สึกยังไงกันบ้าง ตราบใดที่ครีมกระปุกนั้นให้ผลลัพธ์ที่ดี เชื่อว่าสาวๆ หลายๆ คนคงยังไม่ทันฉุกคิดเป็นแน่ ว่าครีมที่เราทาลงบนผิวทุกวัน จะมีสารพิษชนิดหนึ่งซ่อนพิษร้ายไว้ทำลายผิวในวันข้างหน้าได้ และมากับน้ำหอมที่ทำให้เครื่องสำอางยิ่งน่าใช้นั่นเอง เบื้องหลังที่เราไม่รู้ เบื้องหลังการใส่น้ำหอมลงใน ครีมบำรุงผิวก็เพื่อให้กลิ่นเครื่องสำอางชวนประทับใจ หรือเดิม เนื้อครีมอาจมีกลิ่นไม่น่าใช้มากนัก เนื่องจากมีสารเคมีผสมกันหลายตัว น้ำหอมจึงเป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น น้ำหอม เกิดจากการที่เรานำเอาสารละลายหอมระเหยที่ทำจากน้ำมัน กับแอลกอฮอล์มาผสมกัน จึงแปลได้ว่า ไม่ว่าตัวทำความหอมจะมาจากการสังเคราะห์หรือจากธรรมชาติ กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของมัน คือที่มาจากการสังเคราะห์จากปิโตรเคมีนั่นเอง ที่น่ากลัวคือน้ำหอมกว่า 4,000 ชนิดในท้องตลาดนั้น บางชนิดมีสารพิษที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง โดยที่เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าเครื่องสำอางที่เราวางใจ ไม่ว่าจะเป็น แชมพู ครีมโกนหนวด เจลแต่งผม หรือครีมทาผิว เลือกใช้น้ำหอมตัวไหน และมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหนมาผสม และน้ำหอมไม่เพียงแต่ทำให้ผิวแพ้ที่ภายนอก แต่ด้วยกลิ่นที่เข้าไปได้ถึงระบบประสาท จึงสามารถอยู่กับร่างกายได้นาน เรียกได้ว่าถ้าใช้ต่อเนื่อง ก็สามารถอยู่ได้ไปตลอดชีวิต เพราะน้ำหอมที่เราสูดดมเข้าไปอย่างต่อเนื่อง สามารถเข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนกลางจนทำให้เกิดผลต่างๆ ได้เช่น ซึมเศร้า ตื่นตัว หรือระคายโพรงจมูกได้ (อย่าประมาทเชียวกลิ่นมีอานุภาพมากจริงๆ ) คราวหน้า เลี่ยงคำว่า Fragrance แน่นอนเชียวว่า เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพและผิวพรรณ การเลี่ยงส่วนผสมที่เขียนว่า Fragrance ไว้ก่อน เป็นดีที่สุด หรือที่ระบุว่า ปราศจากน้ำหอม (Fragrance Free) แถมยังเป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ เพราะมีงานวิจัยบอกด้วยว่า คนเราสามารถพัฒนาการแพ้น้ำหอมได้และนำไปสู่การเป็นโรคหอบหืดได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้แปลว่าเราอดใช้เครื่องสำอางกลิ่นดีๆ เสมอไป เพราะมีกลิ่นที่ทดแทนได้อย่างน้ำมันหอมระเหยที่เสี่ยงน้อยกว่ามาก และมีให้เลือกหลายกลิ่น ในเวลาเดียวกัน เมื่อเราเลี่ยงน้ำหอมแล้ว ก็ควรเลี่ยงสารเคมีจำพวก Mineral Oil ที่มากับน้ำหอมด้วย เมื่อเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหนังอุดตัน เกิดการแพ้ แล้วหันมาใช้น้ำมันที่สกัดมาจากพืชแทนที่ เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันโจโจบา เป็นต้น การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ จะลดความเสี่ยงได้หลายๆ ทาง และยังเป็นมิตรกับการทำงานในร่างกายจริงๆ ระวัง! อาการแบบนี้ แพ้น้ำหอมแน่ ระคายเคือง ง่ายๆ กับการสังเกตว่าเราฉีดน้ำหอมที่หลังหรือใช้แชมพูกลิ่นหอมๆ ทีไร สิวมักเกิดบนแผ่นหลังหรือเปล่า หรือหลังทาครีมที่ใบหน้า เราจะรู้สึกคันๆ เคืองๆ บนผิวยิบๆ แต่สักพักอาการก็หายไป แต่ได้ผดขึ้นมาแทนที่ เป็นไปได้มากว่านี่คือการแพ้น้ำหอม หายใจไม่สะดวก สำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ เมื่อได้รับกลิ่นจะมีอาการได้ในทันที กับกลิ่นที่เข้าไปรบกวนการทำงานของทางเดินหายใจ ทำให้หายใจติดขัด และระคายเคืองในโพรงจมูกทุกครั้งที่ได้กลิ่นนั้นๆ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 03, 2012, 07:21:49 PM น้ำหอมที่คุณใช้..เป็นพิษหรือเปล่า?
(http://img.kapook.com/u/patcharin/Women/skin/frag1.jpg) น้ำหอมที่คุณใช้..เป็นพิษหรือเปล่า? (ไทยโพสต์) น้ำหอมกับผู้หญิงนั้นถือเป็นของคู่กัน เพราะน้ำหอมนั้นถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่นอกจากช่วยเสริมสร้างเสน่ห์ ยังสามารถบ่งบอกถึงบุคลิกจากกลิ่นที่คุณสาว ๆ เลือกใช้ ได้พอ ๆ กับการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรา และแม้ว่าในปัจจุบันจะมีคำเตือนเกี่ยวกับน้ำหอมที่เราใช้นั้น อาจปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี หรือสารสังเคราะห์ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ เนื่องจากวัตถุดิบจากธรรมชาติที่นำมาผลิตน้ำหอมนั้นค่อนข้างหายาก ประกอบกับองค์การอาหารและยาไม่ได้กำหนดให้บริษัทผู้ผลิตน้ำหอม ใช้ส่วนผสมในน้ำหอมเป็นรายการเดียวกันทั้งหมด ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยให้คุณสาว ๆ รู้จักพิษภัยจากน้ำหอมขวดโปรดนั้น มีคำแนะนำดี ๆ ในการเลือกน้ำหอมอย่างถูกวิธีมาฝากกัน เริ่มกันที่น้ำหอมที่มีส่วนประกอบของ "สารพทาเลท, สารพาราเบน, โพลีไซคลิก/ไนโตรมาร์ค" นั้น กล่าวกันว่า สามารถกระตุ้นการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้หากคุณใช้เป็นเวลานาน ๆ เพราะเมื่อใดก็ตามที่สารพทาเลทและสารพาราเบนผสมอยู่ในน้ำหอม รวมไปถึงผลิตภัณฑ์สินค้าสำหรับความงามอื่น ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และยาทาเล็บนั้น คุณสมบัติหลัก ๆ ของสารดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความยืดหยุ่น หรือสารกันบูด ช่วยให้กลิ่นหอมคงทน จะคงประสิทธิภาพอยู่ในผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม รวมถึงผิวของคุณ ตราบเท่าอายุการใช้งานของสารอันตรายเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สารที่ขึ้นต้นด้วยตัว P ทั้ง 3 ชนิดนี้ ถูกแสดงให้เห็นว่า มันส่งผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนในร่างกาย และรบกวนการผลิตฮอร์โมนตามธรรมชาติ และสร้างความไม่สมดุลในร่างกายของคุณ และจากการวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าการใช้ชะมดสังเคราะห์ หรือสารโพลีไซคลิก/ไนโตรมาร์คนั้น มีข้อเสียในแง่ของการเป็นพิษต่อร่างกาย เนื่องจากพบว่าสารสังเคราะห์ชะมดมีความเป็นพิษรุนแรงมากกว่าสารพิษชนิดอื่น ๆ และสารดังกล่าวอาจทำให้เซลล์ในร่างกายเสียหายมากขึ้น ในอดีตที่ผ่านมาสารทั้ง 3 ชนิดนี้ กลุ่มของนักวิทยาศาสตร์ระบุว่ามีความปลอดภัย แต่เนื่องจากพวกมันถูกนำไปใช้ในเกือบทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอก ผลิตขวดน้ำพลาสติก ผลิตภัณฑ์ชำระล้างร่างกาย รวมถึงเทียนไข จากสิ่งที่ติดตามร่างกายในปริมาณที่น้อย แต่หากใช้บ่อย ๆ อาจก่อให้เกิดการสะสมสารเหล่านี้ได้ ดังนั้นทางเลือกที่ดีคือการใช้ให้น้อยที่สุด หรือเลือกใช้น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติจะดีที่สุด (http://img.kapook.com/u/patcharin/Women/skin/fra2.jpg) รองลงมาเป็นน้ำหอมที่สกัดจาก "ธรรมชาติ และสารอินทรีย์" เช่น มะกรูด ดอกพุด ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ดอกไม้สีส้ม เครื่องเทศ และวนิลา ลาเวนเดอร์ ที่นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ และต้องการหลีกให้ไกลจากยาฆ่าแมลงและสารปนเปื้อน ที่อาจก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ นายแดนนี ซีโร ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยา ในรัฐเพนซิลเวเนีย ได้อธิบายว่า "การเลือกกลิ่นหอมจากธรรมชาติหรือสารอินทรีย์ เช่น ลาเวนเดอร์ กลีบกุหลาบ และกลิ่นวนิลานั้น หมายความว่าคุณมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงอัตราที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือความอ่อนแอที่เกิดจากสารเคมีลงได้" เนื่องจากน้ำหอมเหล่านี้สกัดได้จากโมเลกุลของพืชที่มาจากธรรมชาติ และไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง และที่สำคัญในน้ำหอมเหล่านี้ยังมีแอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักเมล็ดธัญพืชตามธรรมชาติ จึงไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรืออาการแพ้แต่อย่างใด จึงอาจกล่าวได้ว่า น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติและสารอินทรีย์นั้น เป็นน้ำหอมที่อยู่แถวหน้าของน้ำหอมในท้องตลาดทั่วไป จึงนับเป็นหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจในการดูแลสุขภาพ ส่วนที่ยังลังเลระหว่างการเลือก "น้ำมันหอมระเหย และ "สารเคมีสังเคราะห์" นั้น ลองตัดสินใจจากคำแนะนำต่อไปนี้ (http://img.kapook.com/u/patcharin/Women/skin/fra3.jpg) แม้สารเคมีสังเคราะห์จะมีประโยชน์ ในแง่ของการใช้ทดแทนกลิ่นหอมบางชนิดที่ไม่สามารถกลั่นเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ แต่การเพิ่มหมายเหตุว่าน้ำหอมดังกล่าวไม่ได้สกัดจากธรรมชาติ หรือมีส่วนผสมของสารเคมีสังเคราะห์ ก็ถือได้ว่าเป็นคำเตือนให้กับผู้บริโภคปลอดภัยจากการชะโลมน้ำหอมได้ทางหนึ่ง โดยเฉพาะสารสังเคราะห์จำพวกปิโตรเลียมเคมี สารพทาเลท สารพาราเบน สารฟีนอล ฯลฯ ที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด การหายใจดังเสียงฮืด ๆ ปวดศีรษะ และโรคผิวหนังที่สามารถติดต่อได้ ดังนั้นการเลือกน้ำหอมที่มีส่วนผสมของ น้ำมันหอมระเหยที่ได้มาจากกระบวนการที่เรียกกันว่า การกลั่นไอน้ำ โดยเลือกใช้ใบ ลำต้น ดอก หรือเปลือกของพืชนั้น น้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่คุณชอบจะช่วยสร้างความสดชื่นให้กับร่างกายของคุณได้ อย่างไรก็ตามมีข้อควรระวังว่า แร่ธาตุที่ได้จากธรรมชาตินั้นสามารถก่อให้เกิดอันตรายและอาการระคายเคืองได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ที่รุนแรง thanks (http://img.kapook.com/image/Logo/thaipost.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 03, 2012, 07:45:02 PM ประโยชน์เด่น 'ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต'
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img4/129787.jpg) เมนูง่ายๆ เพื่อสุขภาพ อุดมด้วยใยอาหาร โดนใจคนกลัวอ้วน แถมลดเสี่ยงป่วยโรคหัวใจ ช่วงนี้เด็กในวัยเรียนกำลังปิดเทอม อาจจะเอ็นจอย อีทติ้ง เพลิดเพลินกับเรื่องรับประทานจนน้ำหนักตัวเพิ่ม มีผลให้ชุดยูนิฟอร์มคับแน่น ต้องซื้อใหม่ ส่วนผู้ใหญ่ก็ใช่ว่าจะต่าง หากกินมาก กินจุบจิบ ความอ้วนมาเยือนได้ไม่ยาก เพื่อไม่ให้หิวบ่อย รับประทานถี่ คงต้องเลือกอาหารที่อิ่มอยู่ท้อง อย่าง "ข้าวโอ๊ต" ธัญพืชมากคุณประโยชน์ที่รับประทานแล้วทำให้รู้สึกอิ่มนาน เมื่อไม่มีอาหารลงท้องบ่อยๆ ก็เท่ากับได้ควบคุมน้ำหนัก หรือลดอ้วนไปในตัว นอกจากนี้ ข้าวโอ๊ตยังอุดมด้วยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ชื่อ เบต้า-กลูแคน ช่วยเสริมประสิทธิภาพระบบขับถ่าย และที่สำคัญคือ ไฟเบอร์หรือกากใยอาหารในข้าวโอ๊ตทำหน้าที่ราวกับฟองน้ำซับคอเลสเตอรอลในลำไส้ แล้วขับออกมาจากร่างกาย จึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงปัญหาหลอดเลือด และโรคหัวใจ ทราบประโยชน์ของข้าวโอ๊ตแล้วอยากรับประทาน แต่ติดอยู่ที่รสชาติไม่ได้อร่อยถูกปาก โปรดอย่าเพิ่งถอดใจ ลองทำเมนูของว่างง่ายๆ เช่น "ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต" เพียงแค่มีโยเกิร์ตรสธรรมชาติสัก 1 ถ้วย ใส่ข้าวโอ๊ตลงไปผสมราว 2 ช้อนโต๊ะ แล้วเติมน้ำผึ้งเพิ่มรสหวานเล็กน้อย จะช่วยชูรสให้กลมกล่อม รับประทานได้ง่ายขึ้น ทั้งยังสามารถใส่ผลไม้ เช่น กล้วย สตรอเบอรี่ เข้าไปได้อีก ทว่าไม่ชอบรับประทานโยเกิร์ต ลองเปลี่ยนใช้นมสดแทน โดยใช้นมสดสัก 1 แก้ว ใส่หม้ออุ่นให้ร้อน ระหว่างนั้นเติมข้าวโอ๊ต และน้ำผึ้ง คนเรื่อยๆ จนส่วนผสมให้เข้ากันเป็นอันเสร็จ ตักใส่ชาม รับประทานตอนอุ่นๆ แต่ไม่ควรปล่อยให้เย็นชืด เพราะข้าวโอ๊ตจะอืดนม ดูไม่น่ารับประทานและเสียรสชาติ ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 03, 2012, 07:48:29 PM วิธีแก้ อาการง่วงเหงาหาวนอน
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/129858.jpg) อาการออฟฟิศซินโดรมอย่างหนึ่ง ที่รบกวนการทำงานของคนในสำนักงานคือ อ่อนเพลียง่วงเหงาหาวนอน ทำงานต่อไปไม่ไหว เหมือนกับอาการ ‘แบตหมด’ ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นโรค แต่เป็นอาการที่ร่างกายพยายามจะบอกเจ้าตัวว่า ไม่สามารถทนความเครียด ความร้อน ความเร่งรีบต่อไปได้อีกแล้ว เป็นเพียงอาการเล็ก ๆ ทางสมอง ส่งสัญญาณมาว่า “จะขอพักละนะ” นักวิทยาศาสตร์พบว่า อาการดังกล่าวเกิดจาก2 สาเหตุหลักคือ ออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองลดต่ำลง และน้ำตาลในเลือดลดลง เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เซลล์สมองจะทำงานต่อไปไม่ไหว มันก็จะปิดตัว ไม่รับคำสั่ง ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ง่วงเหงา ดังกล่าว หากฝืนตัวเองให้ทำงานต่อไป ร่างกายก็จะประท้วงมากขึ้น จะเกิดอาการปวดศีรษะ วิงเวียน หากใช้กาแฟกระตุ้น ซึ่งคนทั่วไปทำเช่นนี้ ก็รั้งแต่จะทำให้ประสาทเครียด สมองสั่งงานแบบไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งอาจจะเกิดอาการนอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท ฝันมาก ตามมา ดังนั้นวิธีการแก้ไขอาการง่วงเหงาหาวนอน ไม่มีแรง ‘แบตหมด’ สามารถทำได้ดังนี้ * ใช้ต้นไม้เพิ่มออกซิเจนในห้องทำงาน * งดของหวาน กินอาหารแป้งเชิงซ้อน เซลล์สมองต้องการน้ำตาลกลูโคสในการทำงานค่อนข้างมาก จึงจำเป็นที่ร่างกายต้องมีระดับน้ำตาลมากกว่า 80 มก./ดล. ดังกล่าว แต่ไม่ได้หมายความว่าให้คุณไปกินน้ำตาล หรือน้ำหวาน หรือขนมหวาน ตรงกันข้าม การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้เพียงพอ จะทำได้ต่อเมื่อคุณกินอาหารประเภทแป้งที่เป็นเชิงซ้อน เป็นอะไรที่ร่างกายต้องเสียเวลาย่อย เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโพด ลูกเดือย ขนมปังก็ต้องเป็นโฮลวีท หรือเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ ที่ไม่ขัดขาว ระดับน้ำตาลในเลือดจึงจะเพียงพอ ให้สมองใช้ * ออกกำลังกายสม่ำเสมอ * ฝึกหายใจทุกวัน การฝึกหายใจทำให้ได้ผล 2 ประการคือ ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น และหากทำนานพอก็จะคลายเครียดได้ด้วย ต่อไปนี้เป็นเครื่องดื่มที่จะเรียกเอาพลังงานกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งคาเฟอีนจากชาจีน ชาฝรั่ง ชาเขียว หรือกาแฟ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 03, 2012, 08:19:48 PM ไขความลับโรค "ใหลตาย"
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/129778.jpg) การเสียชีวิตในขณะนอนหลับ (Brugada syndrome) หรือ "โรคใหลตาย" ชื่อที่คนไทยคุ้นหู อีกหนึ่งโรคลึกลับที่คร่าชีวิตคนไทยมาร่วมร้อยปี ในอดีตคนไทยอาจรู้จักโรคใหลตายว่าเป็นโรคท้องถิ่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทำให้ชายหนุ่มที่ดูปกติแข็งแรงดี กลายเป็นศพในตอนเช้าโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคใหลตายพบได้ทุกภาคในประเทศไทย แต่ที่พบมากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาคือ ภาคเหนือ ส่วนภาคอื่นพบได้ประปราย เป็นได้ทั้งหญิงและชาย แต่เพศชายเสียชีวิตจากโรคใหลตายมากกว่า ครอบครัวใดที่มีพี่ชาย ญาติพี่น้องเป็นโรคใหลตายมากๆ จึงจะพบในผู้หญิงบ้าง สาเหตุของโรคใหลตาย การเสียชีวิตกะทันหันจากโรคใหลเกิดจากการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวเองของกล้ามเนื้อหัวใจ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ คือ การสูญเสียโปตัสเซียมแมกนีเซียมจากร่างกาย (เช่น จากการอาเจียน ท้องร่วง กินยาขับปัสสาวะ หรือดื่มกาแฟ ชา หรือเหล้า ซึ่งมีฤทธิ์ขับปัสสาวะเช่นกัน) รวมทั้งการมีไข้สูง การเกิดความเครียดจากการอดนอนทำงานหนัก สาเหตุของโรคใหลตายบางส่วนมีความเกี่ยวข้องกับสารเคมีในร่างกายเสียสมดุล เช่น ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งสารบางตัวออกมามากผิดปกติ นอกจากนี้ยังพบว่า พฤติกรรมการรับประทานอาหารหมักดอง ดื่มเหล้า เบียร์ สูบบุหรี่ รวมทั้งน้ำปลามีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคใหลตายได้อย่างชัดเจน อาการของโรคใหลตาย อาการที่แสดงออกของโรคใหลตายที่สังเกตได้ชัดเจน ได้แก่ คอบวม อกแฟบ แขนตึง ตาเหลือง เหงื่อออกที่อุ้งมือ หัวใจเต้นผิดปกติ โคนลิ้นขาว ปวดบริเวณหัวใจหรือลิ้นปี่ กระหายน้ำ ปวดสันไหล่ รวมถึงอาการทางจิต เช่น ใจหวิวบ่อยๆ เครียดง่าย ตื่นเต้นสูง นอนไม่หลับ อารมณ์ผันแปรง่าย คิดอะไรไม่ออกและเก็บกด เป็นต้น โรคใหลไม่ได้พบเฉพาะในคนไทยเพราะการเสียชีวิตในลักษณะเช่นนี้ยังพบได้ในภาคเหนือ (เรียกว่า หลับรวด) ในประเทศลาว (เรียกว่า ทำมะลา) ในประเทศฟิลิปปินส์ (เรียกว่า Bangungut) หรือในญี่ปุ่นซึ่งเรียกว่าโรค Pokkuri ความหมายของคำเหล่านี้ล้วนบ่งถึงการเสียชีวิตในขณะนอนหลับทั้งสิ้น โรคใหลตายกับหัวใจเต้นผิดจังหวะ การเสียชีวิตกะทันหันจากโรคใหลเกิดจากการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจที่เกิดขึ้นเอง (Spontaneous Ventricular Fibrillation, VF) ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจนกะทันหันเป็นผลให้กล้ามเนื้อตามตัว แขนขาเกิดอาการเกร็งและหายใจเสียงดังจากการมีเสมหะในหลอดลม บางรายจะมีอุจจาระปัสสาวะราด จากการสูญเสียการควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ ผู้ป่วยจะมีใบหน้า ริมฝีปากเขียวคล้ำและเสียชีวิตในเวลารวดเร็ว หากไม่ได้รับการกู้ชีวิตที่มีประสิทธิภาพ ผลจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้ป่วยโรคใหลที่รอดชีวิตร้อยละ 90 มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ และมีลักษณะเฉพาะ คือมีการยกตัวของคลื่น ST เหมือนกับที่คนไข้ที่เสียชีวิตกะทันหันในยุโรป ซึ่งวิธีที่จะป้องกันโรคใหลตาย คือ ปลูกฝังเครื่องกระตุกหัวใจ (ICD) ส่วนการรับประทานยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น ไม่มีผลในการช่วยชีวิตแต่อย่างใด เพราะการใช้ไฟฟ้ากระตุกหัวใจให้กลับมาทำงานเป็นปกติ เพื่อหยุด VF โดยเร็วที่สุด ในบางครั้ง VF อาจหยุดเองได้และผู้ป่วยจะรอดตายได้เช่นกัน แต่ก็อาจจะเกิดสมองพิการถาวรหากขาดออกซิเจนนาน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าการตรวจหัวใจไม่ว่าจะเป็นลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อและหลอดเลือดอย่างละเอียดจะให้ผลปกติ แต่กลับพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ สามารถกระตุ้นการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัว (ventricular fibrillation, VF) ได้โดยง่าย "คลื่นไฟฟ้าหัวใจดังกล่าวอาจกลับเป็นปกติได้ แต่จะสามารถตรวจพบด้วยการวางตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือใช้ยาบางชนิด" นอกจากนี้การวิจัยยังพบข้อมูลที่น่าสนใจ โดยร้อยละ 30 ของครอบครัวผู้ป่วยใหลในไทยและ Pokkuri ในญี่ปุ่นมีความผิดปกติในหน่วยพันธุกรรม (gene) จริง มีผลให้การควบคุมประจุไฟฟ้าโซเดียมในระดับเซลล์ลดลง หรือไม่ทำงาน จึงเกิดการเต้นระริกขึ้นได้ การศึกษาเพื่อหาทางรักษาและป้องกันการเสียชีวิตจากโรคอันตรายนี้ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยสถาบันวิจัยหัวใจเต็นผิดจังหวะ แปซิฟิก ริม โรงพยาบาลกรุงเทพ (Pacific Rim Electrophysiology Research Institute at Bangkok Hospital) ร่วมกับโรงพยาบาลภูอดุลยเดช ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิดวงตะวัน และมูลนิธิเวชดุสิต ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 07, 2012, 09:03:16 PM กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างฉลาด
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/130173.jpg) เกือบจะไม่มีคนไทยรายใดที่ไม่รู้จัก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งส่วนมากมักจะเรียกชื่อตามตราหรือยี่ห้อ เช่น มาม่า ยำยำ ไวไว โคคา และอื่น ๆ เป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยติดอันดับตลอดมา หากจะนำตัวเลขยอดของคนไทยกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาเปิดเผยแล้วหลายคนจะตาค้าง คาดไม่ถึงจากรายงานระบุว่า ในแต่ละวัน คนไทยกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 6 - 7 ล้านซอง ตกคนละประมาณ 50 ซองต่อปี กลุ่มที่กินมากที่สุดเห็นจะเป็นเด็ก และวัยเรียน วัยรุ่น โดยเฉพาะเด็กหอพัก แทบจะพูดได้ว่า กินกันทุกวัน บางราย เช้า-เย็น และกินติดต่อกันเป็นเวลานาน จนกว่าจะเบื่อ แต่บางรายไม่รู้จักเบื่อเพราะกินแทนข้าวเป็นอาหารหลักประจำไปเลย มีหลายเหตุผลที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นอาหารยอดฮิตในสังคมไทย อันได้แก่ ปรุงง่ายสะดวก ไม่เสียเวลา เหมาะสำหรับคนมีเวลาน้อย และทำกับข้าวไม่เป็น ใครๆ ก็ปรุงได้และหาซื้อง่ายราคาไม่แพง ที่สำคัญคือ มีหลากหลายยี่ห้อและรสชาติให้เลือกตามรสนิยมของคนไทย รสชาติอร่อยซึ่งส่วนมากเพราะผงชูรส เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา นักโภชนาการจัดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารด้อยคุณค่า ไม่สมดุลมีแต่แป้งและผงชูรส ต่อมาทานกระแสการบริโภคที่มาแรงของคนไทยไม่ได้ จึงร่วมมือกันนำมาพัฒนาให้มีคุณค่ามากขึ้น โดยการเสริมสารอหาร 3 ชนิด ในเครื่องปรุง คือ วิตามินเอ ไอโอดีน และธาตุเหล็กแล้วส่งเสริมการบริโภคให้ถูกหลักโภชนาการ การกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเพียงแค่เติมน้ำร้อนแล้วกินเลยนั้น ถือได้ว่ากินไม่ถูกต้องโดยเฉพาะกินแบบนี้ติดต่อกันจนเป็นนิสัย ที่เห็นยิ่งไปกว่านั้น คือ ฉีกซองกินทั้งดิบๆ เป็นขนมกินเล่นการกินลักษณะนี้ติดต่อกันเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ เพราะเท่ากับว่าได้กินเฉพาะแป้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารที่นับว่าใช้ได้ ไม่ได้เลยร้ายมากมายอะไร หากรู้จักปรุงกินให้ถูกวิธี โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อเฉพาะตำรับหรือยี่ห้อที่บนซองระบุว่า มีสารไอโอดีน เหล็ก และวิตามินเอ อยู่เท่านั้น เมื่อนำมาปรุงจะต้องเติมไข่ หรือเนื้อสัตว์และผักลงไปทุกครั้ง ผักที่เติมอาจเป็นถั่วงอก คะน้า ตำลึง ผักบุ้ง ผักกาด ก็ได้ แต่ที่สำคัญคือ จะต้องไม่ลืมฉีกซองเครื่องปรุงใส่ลงในบะหมี่ทุกครั้งที่ปรุง และไม่ควรใส่น้ำมาก ใส่น้ำพอดี เวลากินจะต้องซดน้ำให้ได้มากที่สุด หมดชามยิ่งดี เพราะเท่ากับว่าเราได้สารอาหาร 3 ชนิดนั้น เข้าสู่ร่างกายได้เต็มที่ ไม่ควรกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปติดต่อกันเป็นประจำนานๆ ซึ่งถือว่าเป็นการกินอาหารที่ซ้ำซาก ควรกินสลับกับอาหารประเภทแป้งอื่น โดยเฉพาะควรกินข้าวเป็นอาหารหลัก การกินอาหารที่ผ่านขบวนการผลิตซ้ำซากจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสะสมสารพิษบางชนิดในร่างกาย และทำให้ร่างกายได้รับสารอาหรไม่ครบถ้วน หรือได้รับอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไปบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินได้ แต่ต้องใส่ใจกินให้ถูก ปรุงให้สุก เติมเนื้อสัตว์ และผักทุกครั้ง หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 07, 2012, 09:07:29 PM พลุที่แตกออกมาเป็นรูปหน้าคุณ (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/130181.jpg) Personalised Fireworks เป็นพลุสั่งทำที่เมื่อยิงขึ้นไปบนฟ้าแล้วจะแตกออกมาเป็นรูปใบหน้าของคุณเอง ด้วยการใช้พลุทั้งหมด 200 นัดยิงขึ้นไปบนท้องฟ้าซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในระยะรัศมี 20 ไมล์จากจุดที่ถูกจุด เหมาะมากๆสำหรับคนที่อยากโปรโมทตัวเองด้วยวิธีที่ไม่เหมือนใคร ด้านล่างนี้คือคำบรรยายสรรพคุณของนวัตกรรมใหม่นี้ว่ามีการทำงานอย่างไร หลายคนคงสงสัยว่าพลุตัวนี้มีการทำงานอย่างไร? สิ่งที่คุณต้องเตรียมก็แค่รูปโปรไฟล์หน้าของคุณเท่านั้น เบื้องหลังของการประดิษฐ์พลุตัวนี้ก็คือเหล่านักวิทยาศาสตร์ชาวจีนได้ใช้ advanced mapping software ในการระบุจุดเด่นต่างๆที่อยู่บนใบหน้าของคุณ หลังจากนั้นก็ทำการเลือกส่วนผสมจากพลุจรวดต่างๆที่มีมากมายถึง 5000 แบบต่างกัน ด้วยขั้นตอนการผลิตแบบอัตโนมัติซึ่งมันจะช่วยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรให้การระเบิดออกมาเป็นภาพที่ดีที่สุด หลังจากนั้นก็จะบรรจุพลุที่ทำเสร็จแล้วเรียงในกล่องตามลำดับ เพื่อให้ง่ายต่อการจุดและการขนย้าย โดยเฉลี่ยแล้วกล่องที่บรรจุ Personalised Fireworks จะมีขนาดประมาณ 40 x 40 นิ้ว มีความสูง 3 นิ้ว แต่ทั้งนี้มันก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของรูปที่คุณอยากได้ด้วย ส่วนข้อเสียของมันก็คือเมื่อพลุระเบิดออกมาแล้ว รูปใบหน้าของคุณก็จะส่องสว่างเพียงแค่ 5 วินาทีเท่านั้นและจะเห็นภาพได้ชัดเจนที่สุดในระยะห่างออกไป 6 ไมล์จากจุดที่จุดพลุ ถ้าใครสนใจก็สามารถเข้าไปสั่งทำได้ที่เว็บ firebox ในสนนราคา 81.29 $ หรือประมาณ 2,440 บาทค่ะ dailygizmo หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 08, 2012, 04:09:12 PM 8 วิธีรับมือ เคมีร้ายในอากาศ
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/130184.jpg) สืบเนื่องจากเหตุสารเคมีรั่วภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เตือนให้ระวังอันตรายจากสารเคมีที่ปนเปื้อนมาในอากาศ โดยบรรดาเคมีพิษในอากาศมีอยู่หลายชนิดที่ก่อให้เกิดพิษร้ายถึงขั้นส่งผลต่อสุขภาพ ดังจะขอแบ่งง่ายๆ เป็น 2 พวก คือ “พิษเฉียบพลัน” และ “พิษสะสม” ส่วนลักษณะการเกิดพิษนั้นอาจแบ่งได้เป็น “พิษเฉพาะที่” กับ “พิษทั่วตัว” ทั้งสองนี้อาจเกิดพร้อมกันไปก็ได้ ทั้งนี้ไม่ใช่แค่กับนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น ที่ใดที่มีสารเคมีก็ควรต้องระวังไว้ทั้งสิ้น และยังไม่เฉพาะกับซากกากเคมีเท่านั้น แต่ซากพืช ซากสัตว์ก็หมักจนเกิดพิษได้ อย่างเช่น ก๊าซมีเทน เป็นต้น สำหรับตัวผู้ร้ายของเราที่เพิ่งระเบิดแถวนิคมอุตสาหกรรม คือ “โซเดียมไฮโปคลอไรท์” เป็นสารฆ่าเชื้อหรือใช้ฟอกขาวทำโซดาไฟก็ได้ มีกลิ่น “ฉุน” มาก ถ้ารั่วออกมามากเช่นนี้ กลิ่นจะเตะจมูกคนจนรู้สึกได้ อาการเจ็บป่วยจากการได้สารพิษมีชื่อเรียกว่า “ท็อกซิโดรมส์” มาจากท็อกซินผนวกกับซินโดรม ซึ่งผลของพิษที่ออกฤทธิ์ต่อสุขภาพมีดังต่อไปนี้ ระคายเยื่อบุอ่อน อาทิ เยื่อบุตา จมูก ช่องคอ ทางเดินหายใจ, เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ คออักเสบ หลอดลมบวมตีบ หายใจไม่ออก, คลื่นไส้อาเจียน, วิงเวียนสับสน, และอื่นๆ เช่น ฤทธิ์ต่อระบบประสาท สมอง ตับ ไต หัวใจ และกล้ามเนื้อ ส่วนวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น กรณีสูดดม สัมผัสหรือเข้าหูเข้าตา โดยเฉพาะโซเดียมไฮโปคลอไรท์ และโทลูอีน เริ่มจาก “ดูอวัยวะ” ดูทางพิษเข้า เช่น กลืนเข้าคอ, สูดเข้าจมูก, สัมผัสกับผิวหนังหรือทางอื่นๆ เพราะแต่ละช่องทางการสัมผัสสารพิษจะเป็นตัวกำหนดการดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น ถ้าเข้าคอก็ต้องกลั้วคอล้าง หรือเป็นหมอกควันพิษที่แสบหูแสบตาไปหมด ก็ต้องล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำเกลือปลอดเชื้อดังนี้ เป็นต้น ต่อมา “ผละให้ไว” ไปยัง Support zone ที่จัดไว้ให้ไวที่สุด สารกลุ่มโซเดียมไฮโปคลอไรท์เป็นสารระเหยที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศได้จึงต้องรีบออกมาจากสถานที่เกิดเหตุนั้นโดยไว แต่ก็ต้องไม่ตระหนกจนเกินไปเพราะในความสับสนนั้นอาจทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของสารนั้นมากยิ่งขึ้นได้ “ให้ดูพิษ” ถ้าเราทราบแหล่งที่มาของสารพิษนั้นด้วยได้จะดีเพราะเป็นข้อมูลที่บอกชนิดของพิษนั้นได้ว่าจะทำอันตรายกับอวัยวะใดของเราบ้าง การมีตัวอย่างสารพิษหรือมีข้อมูลโรงงานผลิตจะช่วยคุณหมอในการดูแลรักษาเบื้องต้นได้มาก “ไล่ตามปิด” เมื่อทราบชนิดของพิษแล้วก็จะรู้ว่าอวัยวะที่เป็นเป้าใหญ่คืออะไร ให้มาพุ่งเป้าที่ส่วนนั้นๆ เช่น ไฮโปคลอไรท์จะทำให้เยื่อบุตาอักเสบ คอเจ็บก็หาอุปกรณ์มาปิดตาปิดปากส่วนที่เสี่ยงเอาไว้ หรืออย่างโทลูอีนก็เป็นสารที่ระเหยได้หรือเป็นของเหลวให้สัมผัสได้ก็ต้องหาเสื้อกันสารเคมีชนิดที่มิดชิดมิดเม้นจะได้เลี่ยงสัมผัสเราง่าย “ทิศทางลม” ใช้ได้กับสารระเหยที่เป็นเคมีลอยล่องอยู่ในอากาศรอบตัว โดยปกติถ้าเป็นก๊าซจะอยู่ได้ไกลถึง 600 เมตรในที่ลมสงบ แต่ถ้าลมแรงก็จะลอยไปไกลกว่านั้นมาก หากรู้ทิศแล้วจะได้หลบไว้ไม่ไปอยู่ใต้ลม เพราะเคมีบางชนิดก็เป็นก๊าซหนักจะลอยลงไปปกคลุมคนที่นอนอยู่ได้ เช่น กรณียูเนียนคาร์ไบด์ที่อินเดีย “ผสมน้ำ” การปฐมพยาบาลด้วยน้ำสะอาดยังเป็นสิ่งที่ใช้ได้อยู่เสมอ หากแสบหูแสบตามากให้ล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ น้ำ หรือเปิดน้ำก๊อกให้ไหลผ่าน ถ้าเปื้อนตามตัวให้ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนนั้นออก แล้วล้างน้ำให้มากเข้าไว้ จะช่วยให้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการสัมผัสเคมีพิษซ้ำสอง “ไม่ซ้ำอาเจียน” สำหรับท่านที่เผลอกลืนเข้าไป การให้อาเจียนไม่ใช่ทางแก้ที่ดีนัก เพราะความตกใจอยู่แล้วอาจทำให้สำลักลงปอดยิ่งพาให้สารนั้นเข้าปนเปื้อนในตัวเราหนักขึ้นถึงขั้นปอดอักเสบ หรือถ้าไม่สำลักสารก็มักขึ้นมาในหลอดอาหารอีกครั้งทำอันตรายขึ้นมาได้ซ้ำสองอีกครั้งหนึ่ง และ “พบหาหมอ” เมื่อแก้เบื้องต้นแล้วก็ยังไม่พ้นคุณหมอ โดยคุณหมอด้านเกี่ยวกับพิษต่อสุขภาพนี้คือ “นักพิษวิทยา” เป็นเชี่ยวชาญอาการพิษจากเคมี เมื่อไปหาแล้วให้ข้อมูลท่านละเอียดก็จะบอกได้ถึงชนิดของพิษนั้นและวิธีแก้หรือการส่งต่อไปหาคุณหมอเฉพาะทางในแต่ละด้าน เช่น โดนสารเคมีเข้าตาก็ส่งไปพบจักษุแพทย์. ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 08, 2012, 04:11:10 PM มาทานอาหารบำรุงรอบเดือนกันเถอะ
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/130185.jpg) มาอีกแล้ว..ทุกเดือนเลย เรื่องนี้กลายเป็นความเคยชินของผู้หญิงเราเสียแล้ว แต่รู้มั้ยว่าในแต่ละเดือนคุณต้องเสียเลือดเป็นจำนวนมาก และร่างกายต้องสูญเสียวิตามินและเกลือแร่ อย่างแคลเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร และซึมเศร้า การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมในช่วงนี้จะให้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างยิ่งค่ะ ดังนั้นคุณควรเลือกรับประทานอาหารที่บำรุงเลือดมาก ๆ เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ถั่วเมล็ดแห้ง และผักใบสีเขียวจัด เช่น คะน้า กวางตุ้ง สาหร่าย เป็นต้น เพราะอาหารพวกนี้จะให้ธาตุเหล็ก วิตามินบี 6, บี 12, บีรวมป และกรดโฟลิกสูง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเลือดนั่นเองค่ะ ที่มา... Momypedia หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 08, 2012, 04:14:02 PM ประโยชน์มากมายในผักกาด (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/130195.jpg) ผักกาด จัดเป็นผักประเภทกินใบ ได้แก่ ผักกาดขาว ผักกาดดำ ซึ่งถือว่าเป็นผักพื้นเมืองในไทย ดองได้อร่อยกว่าผักดองเปรี้ยวเค็มชนิดอื่น ผักกาดขาวปลีที่ชาวไร่ปลูกขายในโรงงาน ปรุงสดๆ จะขมเฝื่อน แต่ถ้าดองแล้วรสชาติดี กรอบไม่ยุ่ย เก็บไว้ได้นานไม่เสีย หากปลูกกันมาก จะมีราคาถูก ต่ำสุดอยู่ที่ กก.ละ 30 สตางค์ หากในหน้าแล้งปลูกน้อย ราคาจะแพงถึง กก.ละ 5 บาทเลยทีเดียว กะหล่ำปลีและผักกาดกวางตุ้งอยู่ในตระกูลเดียวกัน ปลูกกันมากที่สุดในประเทศจีน สามารถนำมาทำเป็นแกงผักกาดจอและทำมัสตาร์ดขายไปทั่ว คะน้า ก็เป็นผักกาดอย่างหนึ่ง เชื่อว่ามีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูกได้แข็งแรง และผักกาดโสภณ หรือผักฮ่องเต้ จะมีราคาแพงหน่อย แต่ก็มีสารอาหารพอๆ กัน ผักกาดกินดอก เช่น กะหล่ำดอก ในทางวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแล้วว่า อุดมไปด้วยสารต่างๆ ที่ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง คนไทยในอดีต จึงคั้นเอาแต่น้ำสดๆ อมกลั้วคอ รักษาอาการร้อนใน และทารักษาโรคเรื้อนกวาง บร็อคโคลี่ ก็นับว่าเป็นตระกูลเดียวกับผักกาด มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กะหล่ำดอกอิตาเลียน ผักทั้ง 2 ชนิดนี้ ดอกกะหล่ำสวยๆ ขาวๆ ชาวสวนจะใช้ยาฆ่าแมลงและยากันเชื้อราฉีดลงไปทุกๆ วันนกว่าจะตัดขาย ซึ่งถ้าไม่ทำเช่นนั้นแล้ว ผักก็จะถูกหนอนเจาะ และเชื้อดำระบาดบนดอก ซึ่งจะต้องหมั่นล้างและแช่ผักเพื่อให้สารเคมีของยาฆ่าแมลงหมดไป บร็อคโคลี่ กินได้สบายปาก แมลงมักไม่ค่อยะมารังควานเท่าไหร่นัก อีกทั้งยังไม่เป็นที่นิยมรับประทานกันสักเท่าไหร่ จึงปลูกน้อย รวมทั้งปลูกให้ดูดีก็ยาก เพราะชอบอากาศที่หนาวเย็นมาก ผักอีกอย่างที่อยู่ในตระกูลเดียวกับผักกาด ก็คือ หัวผักกาด ซึ่งกินแต่ส่วนหัว เช่น นำมาทำแกงจืด แกงส้ม หัวไชเท้า และดองไชโป๊หวาน และโหระพา ซึ่งเด็ดเอาแต่ใบ ล้างและแช่น้ำให้สดและกรอบ สำหรับคุณค่าอาหารในผักกาด ที่เก็บมาฝากก็มีดังต่อไปนี้ บร็อคโคลี่ ซึ่งมีพลังงานมากกว่าผักชนิดอื่นๆ รองลงมา ก็คือ คะน้า หัวไชโป๊ กะหล่ำดอก ผักกาดขาวปลี(อีลุ้ย) และกวางตุ้ง ส่วนผักกาดหอม(ผักสลัด) ผักกาดแก้วที่ปลูกบนดอยสูง กับผักกาดนกเขา ไม่จัดเป็นผักในวงศ์เครือญาติของผักกาด ฝรั่งได้บอกว่า มันเป็นผักกาดปลอม หากอยากจะทานผักกาดให้อร่อย ต้องปรุงให้สุกอย่างเร็ว โดยใส่ลงไปในน้ำเดือดจัดๆ ประมาณ 3 นาที ยกลงออกจากเตา หรือผัดด้วยไฟแรง และถ้าต้องการทำสลัด ก็ฉีกด้วยมือ ผักจะสดกรอบดีกว่าหั่นมีด นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า ผักตระกูลผักกาด เป็นผักที่รักษาโรคครอบจักรวาล จึงแนะนำให้รับประทานผักอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยป้องกันกระดูกพรุน หูตาที่ฝ้ามัว ป้องกันมะเร็ง หรือกินคะน้าที่สร้างเสริมกระดูกให้แข็งแรง จึงขึ้นชื่อว่า ผักสร้างกระดูก สารสำคัญที่พบในผักเหล่านี้ ก็คือ ซันโฟราเฟน (sulforaphane) สารผลึกอินโดลส์ (indoles) กรดธรรมชาติโฟลิก (folic acid) และกำมะถัน (sulphur) แพทย์แผนไทยโบราณ ได้จัดผักกาดเป็นสมุนไพร ซึ่งสามารถนำผักจำพวกผักกาดต้มน้ำ ดื่มแก้เจ็บคอ หยดเป็นยาล้างแผลเรื้อรัง หอบหืด อีกวิธีหนึ่งคือ บดผักกาดหรือกวางตุ้ง คั้นเอาแต่น้ำ1 ถ้วย เทลงไปในน้ำเดือดจัด 2 ช้อนโต๊ะตั้งบนไฟ รีบยกออก ทิ้งไว้ให้อุ่น ดื่มแทนน้ำเสริมพลังงาน ลดอาการแก่ชราที่ความจำไม่ค่อยดีได้ ซึ่งเป็นแบบอย่างของจีน จีน เป็นชาติที่น่านับถือในเรื่องการดูแลสุขภาพ เห็นว่ามีการตั้งโรงงานผลิตน้ำผักกาดสกัดเป็นแคบซูลขาย ซึ่งเป็นอาหารเสริม นับว่าสะดวกอย่างมาก เราสามารถลวกใบผักกาดขาว ตัดเป็นชิ้นๆ โรยกับเกลือ น้ำส้ม น้ำตาล เหยาะน้ำมันงาบริสุทธิ์ 1 ช้อนชา หมักประมาณ 10 นาที ทานกับข้าวต้มทุกวัน จะฟื้นตัวจากไวรัสตับอักเสบบีได้รวดเร็ว สำหรับผักกาดเขียวปลี ครึ่งกก. เต้าหู้ขาว 3 ชิ้น มะขามป้อมลูกโต 8 ลูก ขิงสดแง่งใหญ่ นำไปต้มกับน้ำ 4 แก้ว ดื่มหลังอาหาร แก้อาการหวัดเย็นได้ อีกวิธีหนึ่ง คือ นำผักกาดเขียวปลี 1 กก.กับแห้วสดครึ่งกก. ต้มดื่มเป็นน้ำชา แล้วบีบมะนาวลงไปด้วย ช่วยขับปัสสาวะและลดความร้อนในร่างกาย ป้องกันโรคนิ่วได้ แต่ประโยชน์ของผักจะมีสูงสุด หากมีผักสวนครัวปลอดสารพิษ ที่เราสามารถใช้เวลาว่างปลูกเองได้ นับว่าดีทีเดียว ขอบคุณ : samunpri.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 20, 2012, 07:47:13 PM เตือนใช้ผงปรุงรสเสี่ยงป่วยโรคหัวใจ
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/130541.jpg) ผศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนมีความนิยมในการใช้ผงปรุงรส หรือก้อนปรุงรสเพิ่มมากขึ้นว่า จากการเก็บข้อมูลส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ประเภทดังกล่าว พบว่าส่วนผสมส่วนใหญ่ร้อยละ 40 ประกอบไปด้วยโซเดียมหรือเกลือ รองลงมาคือ ไขมันปาล์มร้อยละ 18-20 และผงชูรสร้อยละ 15-20 แต่หากเป็นชนิดที่ไม่มีผงชูรส ก็จะเปลี่ยนเป็นเกลือเพิ่มขึ้น และน้ำตาล ร้อยละ 8-10 เพื่อทำให้มีรสชาติกลมกล่อมขึ้น นอกจากนี้ก็จะมีเนื้อสัตว์อบแห้งเพื่อเลียนแบบของธรรมชาติ โดยทั้งผลิตภัณฑ์ชนิดก้อนและผงมีส่วนประกอบที่ไม่ต่างกันมากนัก ผศ.ดร.วันทนีย์กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลด้านโภชนาการ ในการเติมส่วนประกอบดังกล่าวลงในอาหาร คือ อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับปริมาณโซเดียมที่สูงเกินไป โดยพบว่าก้อนปรุงรส 1 ก้อน มีปริมาณโซเดียม 1,800 มิลลิกรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา โดยปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันอยู่ที่ 1,000-1,500 มิลลิกรัม ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัม ซึ่งในการบริโภคแต่ละวัน จะได้รับโซเดียมจากแหล่งต่างๆ อยู่แล้ว ทั้งในผัก ผลไม้ และจากการเติมเครื่องปรุงรสต่างๆ ทำให้เมื่อใส่ผงปรุงรสโอกาสที่จะได้รับโซเดียมเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ และหากรับประทานติดต่อกันอย่างต่อเนื่องก็ทำให้เกิดผลต่อสุขภาพได้ในที่สุด "ประชาชนสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโดยการใช้ผักทดแทน เช่น แครอต หัวไช้เท้า กระดูก เพราะการเติมผงหรือก้อนปรุงรสมีความเสี่ยงที่จะทำให้ได้รับโซเดียมเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ และพบว่าประชาชนมักเพิ่มเครื่องปรุงชนิดอื่นลงไปอีก ทั้งซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำตาล ยิ่งทำให้ได้รับปริมาณเพิ่มขึ้น โดยการได้รับโซเดียมมาก สัมพันธ์กับโรคความดัน ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือด หัวใจ หลอดเลือดสมอง หากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ก็จะยิ่งได้รับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก" ผศ.ดร.ววันัทนีย์กล่าว หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 20, 2012, 07:55:12 PM บริโภค"น้ำตาล"แล้ว"โง่" ผลวิจัยชี้กินหวานมากไป กระทบ"ความทรงจำ-การเรียนรู้"
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/130665.jpg) ผลการศึกษาชิ้นล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯชี้ว่า การรับประทานอาหารหวานมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อ"ความสามารถของสมอง" นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแองเจ (ยูซีแอลเอ) ได้ทำการศึกษาผลกระทบของน้ำตาลฟรุกโตส ที่ได้มาจากข้าวโพด ที่มีต่อการทำงานของสมอง โดยใช้หนูทดลองที่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล และกลุ่มที่สองให้รับประทานน้ำตาลเช่นเดียวกับน้ำดื่มติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ทั้งนี้ กลุ่มหนึ่งได้รับอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงสมองโดยให้สารโอเมกา 3 ในรูปแบบของน้ำมันจากเมล็ดป่านและกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก หรือดีเอชเอ ขณะที่อีกกลุ่มจะไม่ได้รับสารดังกล่าว โดยก่อนที่จะต้องดื่มไซรัป หนูกลุ่มหนึ่งจะถูกจับให้เข้าไปอยู่ในเขาวงกตที่ซับซ้อนเป็นเวลา 5 วัน โดยหลังจากเสร็จสิ้นการทดลองเป็นเวลา 6 สัปดาห์ หนูทั้งหมดจะถูกจับมาอยู่ในเขาวงกตอีกครั้ง เพื่อเปรียบเทียบทักษะก่อนและหลัง ผลการทดลองพบว่า หนูที่ไม่ได้รับดีเอ็นเอ มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเขาวงกตช้ากว่าเดิม สมองของพวกมันแสดงสัญญาณที่ลดลงในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเซลล์ประสาท และการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ที่กระทบต่อความสามารถในการกระทำกิจกรรมในการคิด และการเดินไปตามเส้นทางในเขาวงกตของพวกมัน เมื่อศึกษาอย่างละเอียด พบว่าสมองของหนูทดลองที่ไม่ได้รับดีเอ็นเอ ยังแสดงสัญญาณที่เริ่มพัฒนาของการต่อต้านอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและควบคุมการทำงานของสมอง ที่เป็นตัวขัดขวางการเรียนรู้และความทรงจำ ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า การรับประทานน้ำตาลฟรุกโตสมากเกินไป อาจขัดขวางความสามารถในการควบคุมการทำงานและการเก็บกักน้ำตาลของเซลล์ ซึ่งจำเป็นต่อกระบวนการในการคิดและอารมณ์ ที่จะส่งผลรบกวนการจดจำและการเรียนรู้ ข้อมูลของกระทรวงการเกษตรสหรัฐฯระบุว่า ชาวอเมริกันบริโภคน้ำตาลฟรุกโตสจากไซรัปข้าวโพด เฉลี่ย 18 กิโลกรัมต่อปี ขณะที่ผลการศึกษา ไม่ได้ชี้ว่าผลดังกล่าวสามารถนำมาเปรียบเทียบในกรณีเดียวกันกับมนุษย์ได้หรือไม่ นักวิจัยกล่าวว่า การทดลองก่อให้เกิดหลักฐานบางประการว่า กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญอาหาร สามารถส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 20, 2012, 07:56:53 PM หลากหลายคุณประโยชน์จากกะหล่ำปลีม่วง
(http://images.thaiza.com/26/26_201109141617541..jpg) กะหล่ำ ปลีม่วงที่มีสีสันสดใสชวนกิน ซึ่งมักพบบ่อยในจานสลัด หรืออาจกลายมาเป็นของประดับในอาหารจานอื่น แต่ใครจะรู้บ้าง ว่ากะหล่ำปลีสีสวยนี้จะมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมาก เนื่อง จากกะหล่ำปลีม่วงเป็นพืชที่มีใยอาหารสูงและล้วนอุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลาย ชนิด ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต โซเดียม และวิตามินซี นอกจากนี้การกินกะหล่ำปลีม่วงอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรค มะเร็งลำไส้ใหญ่และโรคมะเร็ง ในช่องท้องได้ อีกทั้งยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยเสริมสร้างฮีโมโกลบินซึ่งเป็นส่วน สำคัญที่ทำให้มีเม็ดเลือดแดงไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย อย่างไรก็ตามในแต่ละวันเราไม่ควรกินกะหล่ำปลีดิบมากเกิน 1-2 กิโลกรัม เพราะถ้ามีสาร Goitrogen จากกะหล่ำปลีสะสมในร่างกายมากเกินไป อาจส่งผลให้ต่อมไทรอยด์นำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อยลง แต่สารนี้จะหายไปเมื่อกะหล่ำปลีนั้นสุกแล้ว หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 20, 2012, 08:01:09 PM ลองแลบลิ้นดู...สุขภาพจะดี
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img1/130544.jpg) คุณแยกระหว่างความหิวกับความอยากออกจากกันได้หรือไม่ ... หลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า ทำไมเพิ่งรับประทานอาหารจึงรู้สึกหิวขึ้นมาอีกแล้ว ซึ่งนั่นเกิดจากน้ำย่อยที่หลั่งออกมาเพื่อทำให้คุณเกิดความหิวนั่นเอง แต่แท้จริงแล้วปริมาณอาหารในกระเพาะของคุณก็ยังคงมีอยู่เท่าเดิมโดยไม่ได้ย่อยเลย แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าปริมาณอาหารในกระเพาะตอนนั้นมีปริมาณเท่าไหร่... สังเกตดูที่ "ลิ้น" ของคุณสิ บอกได้! การตรวจดูว่าวิธีที่ง่ายที่สุดและได้ความแม่นยำที่สุดในการตรวจสอบร่างกายของตนเอง ด้วยการดู "สภาพของลิ้น" ซึ่งสภาพของลิ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งตามลักษณะนิสัยการกินอาหาร เวลากิน จนระดับความแข็งแรงของกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะลิ้นเปรียบเสมือนเครื่องตรวจวัดสุขภาพของอวัยวะภายในร่างกาย โดยการเปลี่ยนสภาพของลิ้นนั้นจะบ่งบอกด้วยการสังเกต สีลิ้น ความหนา และคราบสกปรกที่ติดอยู่ สิ่งสกปรกที่เกิดอยู่บนลิ้น หรือที่ทุกคนเรียกกันว่า "ฝ้าลิ้น" นั้น เป็นตัวบ่งชี้ปริมาณสิ่งของตกค้างที่อยู่ภายในท้อง ยิ่งมีฝ้ามากก็แสดงว่าในกระเพาะอาหารของคุณยังมีอาหารอยู่ แต่หากมีฝ้าตกค้างน้อย ลิ้นก็แทบจะไม่มีฝ้าเกาะอยู่เลย เริ่มมาเช็กดูสภาพของลิ้นกันดีกว่า ว่าในกระเพาะอาหารของคุณมีปริมาณอาหารที่ยังไม่ย่อยอีกเท่าไหร่... ประเภทที่ 1 ลิ้นแทบจะไม่มีฝ้าเกาะอยู่เลยและลิ้นมีสีชมพู นั่นแสดงว่าระบบย่อยอาหารของคุณทำงานได้ดี ลิ้นของคุณมีสีสวย ผิวลิ้นสะอาด สุขภาพดีแทบไม่มีฝ้าเกาะอยู่เลย ประเภทที่ 2 มีฝ้าเกาะที่ลิ้นเป็นคราบสีขาว แสดงว่ามีอาหารหลงเหลือค้างอยู่ในกระเพาะ ระบบย่อยอาหารยังทำงานไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ยิ่งมีอาหารตกค้างมาก ฝ้าสีขาวที่ลิ้นจะยิ่งหนามากขึ้น ประเภทที่ 3 ฝ้าที่ลิ้นเป็นสีเหลือง แสดงว่ามีอาหารตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารมาก ทั้งยังอัดแน่นอยู่ในลำไส้ ยิ่งกินเยอะในตอนดึก ฝ้าจะหนาและเป็นสีเหลือง รู้อย่างนี้แล้วก็ลองส่องกระจกสังเกตดูลิ้นของตัวเองว่ามีปริมาณอาหารที่กระเพาะยังไม่ย่อยอีกมากเท่าไหร่ เราจะได้คิดเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและไม่ทำให้กระเพราะทำงานหนักมากจนเกินไป ขอบคุณ : WomanPlus /หนังสือ กินให้ผอม หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 20, 2012, 08:14:31 PM กินได้กินดี…ไม่มีอ้วน
(http://images.thaiza.com/26/26_20120515162409..jpg) เรื่องราวความเชื่อมีแฝงอยู่ในทุกๆ เรื่องของมนุษย์เราค่ะ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของการลดความอ้วน! เรามักจะโดนฝังหัวมาตลอดใช่ไหมคะสาวๆ ว่าทานอันนี้ได้ กินอันนี้ดี กินนี่เท่าไหร่ก็ไม่อ้วน กินอันนั้นเยอะๆ ไม่ได้ จะอ้วน จะบวม ฯลฯ เพราะเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด ว่าแต่ …เรื่องที่เชื่อๆ กันมานั้น เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ใช่หรือมั่วกันล่ะคะสาวๆ ว่าแล้วเราก็มีความเชื่อเบาๆ ที่เกี่ยวกับเรื่อง “กิน” ล้วนๆ มาฝากกันค่ะ …ที่ว่ากินได้กินดี จริงๆ แล้วมันดีจริงหรือเปล่า? ไปดูกันเลยค่ะ “ปลา” กินเข้าไป เท่าไหร่ก็ไม่อ้วน? ปลาจัดได้ว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพอย่างหนึ่ง เป็นหนึ่งในโปรตีนฮิตประจำเมนูไดเอ็ทของสาวๆ ก็ว่าให้เพราะในเนื้อปลา นอกจากจะมีไขมันที่เป็นอันตรายต่อร่างกายน้อย (ไขมันอิ่มตัว/ไขมันสัตว์ทั่วๆ ไป) ยังมีไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย (ไขมันไม่อิ่มตัว เช่น โอเมกา 3,โอเมกา 6) ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่า ไขมันไม่อิ่มตัวเหล่านี้ จะช่วยให้เราเกิดโรคที่มาจากไขมันในเลือดสูงได้ เช่น ความดันโลหิตสูง, ไขมันอุดตันในเส้นเลือด, หลอดเลือดโป่งพอง/แตก, โรคหัวใจ ฯลฯ เอ้า…ดูดีมีประโยชน์ซะขนาดนี้ทานไปเยอะๆ ก็ต้องดีแน่นอน แต่ว่า… ช้าก่อนค่ะ… ประโยชน์ของปลาตรงจุดนี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความอ้วนแม้แต่น้อย เพราะเรื่องความอ้วนนั้น เป็นผลมาจากพลังงานที่ร่างกายได้รับและพลังงานที่ร่างกายใช้ไป ไม่ได้เกี่ยวกับชนิดของไขมันที่ได้รับแต่อย่างใด แต่ที่เชื่อกันว่ากินปลาแล้วจะผอม เป็นเพราะในเนื้อปลา เมื่อเทียบเป็นน้ำหนักที่เท่าๆ กันกับเนื้อสัตว์อื่นๆ จะมีส่วนของโปรตีนค่อนข้างมากและมีไขมันค่อนข้างน้อย พูดง่ายๆ ว่าถ้าหากกินปลาเทียบกับกินเนื้ออื่นๆ ในปริมาณเท่ากัน เนื้อปลาก็จะให้พลังงานกับร่างกายน้อยกว่าแต่เถ้าคุณกินเปลาเข้าไปมากๆ จนเกินความจำเป็นของร่างกาย คุณก็มีโอกาสอ้วนได้เช่นเดียวกับการทานอาหารชนิดอื่นๆ นั่นแหล่ะค่า กินผลไม้เข้าไป เท่าไหร่ก็ไม่อ้วน? เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่ถูกครึ่งเดียวค่ะ เชื่อ ไหมคะว่าในผลไม้นั้นเมื่อเราบริโภคเข้าไป เราจะได้รับแคลอรี่จาก “คาร์โบไฮเดรต” โดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของ “ฟรุคโตส” ซึ่งเป็น “น้ำตาล” ธรรมชาติในผลไม้ แต่คาร์โบไฮเดรตไม่ได้มีเฉพาะในผลไม้เท่านั้น แต่พบในอาหารจำพวกพืช (plant foods) ทุกชนิดอีกด้วย ผลไม้บางชนิดก็มีน้ำตาลสูง แม้จะเป็นน้ำตาลจากผลไม้ก็ทำให้อ้วนได้เช่นกันค่ะ ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงได้แก่ สับปะรด มะละกอสุก มะม่วงสุก องุ่น แอพริคอต ลิ้นจี่ แตงโม เป็นต้น แต่หากทานผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ เส้นใยอาหารสูง รวมกับอาหารกลุ่มแป้งและไขมันน้อยลงก็จะช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้ค่ะ และการทานผลไม้เล็กน้อยทุกวันเป็นการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย อีกด้วย นอกจากนี้ยังได้รับวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยจากผลไม้ ซึ่งดีต่อสุขภาพ ดังนั้นการลดความอ้วนที่ดีเราจึงควรกินผลไม้ได้เป็นบางชนิดที่ไม่หวานมาก แต่ควรลดอาหารพวกแป้งและน้ำตาลลง โดยเฉพาะแป้งที่ขัดสี แป้งข้าวขาว ก๋วยเตี๋ยว พาสต้า ขนมปังขาว เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป และไม่ทำให้อ้วนค่ะ นมถั่วเหลือง ดื่มได้ ไม่อ้วน? นมถั่วเหลืองและเต้าหู้ได้รับความนิยมในฐานะ ที่เป็นเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ช่วยลดอาการหลังหมดประจำเดือน และอาจช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมได้อีกต่างหาก ในเรื่องของการลดความอ้วน นมถั่วเหลืองกลายเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ เพื่อแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่สาวๆ มักจะงด หรือทานน้อยลง โปรตีนจากนมถั่วเหลืองนั้นย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์มากค่ะ แต่จริงๆ แล้ว นมถั่วเหลืองช่วยให้เราไม่อ้วนได้จริงหรือไม่? การศึกษาจากประเทศญี่ปุ่นหลายรายงานพบว่า การกินผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองมากๆ (แบบที่หลายๆ สูตรแนะนำให้ทานแทนน้ำเปล่าก็มี) จะรบกวนการทำงานของต่อมไทรอยด์ ส่งผลทำให้ทำให้เพลีย หงุดหงิดง่าย และน้ำหนักขึ้นได้ กลไกที่เป็นไปได้คือ สารจากถั่วเหลืองไปรบกวนการนำไอโอดีนเข้าเซลล์ (iodine uptake) และในถั่วเหลือง 100 กรัม ยังมีสารไฟโทเอสโทรเจน (phytoestrogen) หรือฮอร์โมนพืชออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงอย่างอ่อน ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ทำให้ประสิทธิภาพในการเผาผลาญสารอาหาร ให้เป็นพลังงานลดน้อยลง ซึ่งเมื่อเผาผลาญได้น้อย พลังงานใช้ไม่หมด ก็แปรสภาพมาเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง อาหารทุกชนิดบนโลกล้วนมีทั้งประโยชน์และโทษค่ะ บางอย่างที่เป็นประโยชน์ หากกินมากเกินไปย่อมก่อให้เกิดโทษได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการรับประทานอย่างถูกต้อง และถูกวิธี ย่อมส่งผลต่อน้ำหนักที่ควบคุมได้อย่างมีหลักการ ไม่ใช่แค่เชื่อกันไปต่างๆ นานา และก็กินกันผิดๆ ต่อไป แล้วก็มานั่งสงสัยว่าทำไมน้ำหนักไม่ลงเสียที อย่างนี้ก็ต้องแก้ที่แนวคิดก่อนล่ะค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 23, 2012, 09:24:20 PM อยู่ไฟ 5 ชาติกับแม่เอเชีย/ModernMom
(http://pics.manager.co.th/Images/555000007874601.JPEG) ทุกๆ ชาติมีจุดประสงค์ตรงกัน ก็คือ การดูแลให้แม่ตัวอุ่นเข้าไว้ เชื่อว่า หลังคลอดร่างกายของแม่จะเย็น เพราะเสียสมดุล ตรงกับความรู้ทางการแพทย์แผนใหม่ ที่อธิบายว่า การเสียเลือดมากจะทำให้รู้สึกหนาวได้ แม้อยู่ในอากาศร้อน นอกจากนี้ ยังต้องการลดความเจ็บปวด ปวดเมื่อย และช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายแม่ให้แข็งแรงเป็นปกติเร็วขึ้น และไม่มีปัญหาสุขภาพเมื่ออายุมาก ญี่ปุ่น หลังคลอด 1 วัน คุณแม่ต้องให้นมลูกทันที เพื่อให้แม่ฟื้นตัวเร็ว คุณแม่ญี่ปุ่นที่ปฏิบัติตามธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด จะไม่อาบน้ำสระผมเลยเป็นเวลา 1 เดือน ยังดีใช้ฟองน้ำขัดตัวแทนได้ มีการบดขิงขัดผิวเพื่อบำบัดรักษา แม่ต้องพักผ่อนมากๆ สมาชิกในครอบครัวจะช่วยดูแลและทำหน้าที่แทน คุณพ่อจะช่วยคุณแม่เลี้ยงลูกด้วย ถึงแม้จะเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวเป็นหลัก งานนี้ต้องช่วยคุณแม่อีกแรงหนึ่ง ถ้ามีพยาบาลผดุงครรภ์ดูแล จะอยู่กับแม่หลายชั่วโมงหลังคลอด และมาเยี่ยมบ้านทุกวันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นหลายเดือนก็คอยหมั่นมาเยี่ยมดูอาการ Do : เมนูอาหารคุณแม่ญี่ปุ่นน่าอร่อยมาก ได้กินซุปร้อนๆ อร่อยๆ อย่างซุปปลาคาร์พกับโมจิ เพื่อกระตุ้นน้ำนม ซุปมิโสะ เพื่อช่วยบำรุงสุขภาพ ต้องกินผักโขม และผักสีเขียวช่วยป้องกันเลือดอุดตัน Don’t : ห้ามแม่ลูกออกนอกบ้าน 2-4 สัปดาห์ บางท้องถิ่นแม่ต้องอยู่บ้าน 2 เดือน ระหว่างอยู่บ้านถือเป็นเวลาเรียนรู้การดูแลลูกน้อย เกาหลี คุณแม่ชาวเกาหลี ดูเหมือนจะสบายมาก ไม่ต้องทำอะไรเลย 21 วัน นอกจากกินกับนอนเท่านั้น แต่ก็ต้องทนรำคาญตัวเพราะไม่ได้อาบน้ำสระผมร่วมเดือน มีความเชื่อว่า แม่อาบน้ำ ลูกจะป่วย แต่ยอมให้อาบน้ำฝักบัวได้ในวันออกจากโรงพยาบาล และต้องทำร่างกายให้อบอุ่นเข้าไว้ ใส่เสื้อแขนยาวกับกางเกงหลายชั้น ห่มผ้าหลายชั้น Do : แม่จะต้องกินแต่ของร้อน เช่น ชาร้อน และซุปสาหร่ายไป 4 สัปดาห์ เพื่อขจัดพิษและทำความสะอาดร่างกาย คุณแม่เกาหลีต้องห่อตัวนั่งบนพื้นที่ให้ความร้อนคล้ายกับคุณแม่ไทยนอนอยู่ไฟ Don’t : ห้ามเปิดหน้าต่างให้ลมเข้าห้อง ห้ามโดนลมเย็น ห้ามถูกน้ำเย็น ห้ามกินแอปเปิ้ล ห้ามถือของหนัก ห้ามยืนเป็นเวลานานๆ ห้ามซักผ้าด้วยมือ ห้ามดูโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือพิมพ์นานๆ อากาศอุ่นอย่างไรก็ห้ามออกนอกบ้าน 100 วัน ยกเว้นออกไปหาคุณหมอ มาเลเซีย หลังคลอดช่วงเวลา 53 วัน คุณแม่ต้องจำกัดอาหารการกิน จำกัดการติดต่อกับผู้คน กินน้ำน้อยๆ เชื่อว่า การดื่มน้ำมากทำให้ท้องยุบช้า การดูแลแม่หลังคลอดมีทั้งการนวด ประคบร้อน รัดหน้าท้อง กินและใช้สมุนไพรปรับชีวิตประจำวัน กินอาหารร้อน ใช้สมุนไพรจามู และให้แม่อยู่อย่างสงบ Do : กิน อาหารสมุนไพรต่างๆ เช่น ขิง อาหารไม่มีไขมันจะได้ไม่อ้วน กินขมิ้น หรือน้ำขมิ้นเพื่อให้ท้องยุบลง กินน้ำสมุนไพร Jamu เพิ่มพลัง ทำให้ร่างกายอบอุ่น ขจัดพิษและช่วยดูแลกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนั้น แม่ต้องนวด 10 ครั้ง เพื่อให้เลือดไหลเวียน ท้องไม่หย่อนยาน ทำให้หลอดเลือดแข็งแรง กำจัดไขมัน มีการนวดหน้าอกช่วยให้มีน้ำนมเพิ่มด้วย นอกจากนี้ยังมีการใช้ผ้ารัดหน้าท้อง ช่วยให้หน้าท้องคืนสภาพเดิม มีการประคบร้อนด้วยสมุนไพรอย่าง ตะไคร้ ใบเตย และข่า ช่วยขับพิษจากร่างกาย อาบน้ำสมุนไพรเพื่อเสริมพลัง ขับลม ขจัดกลิ่นน้ำคาวปลา และช่วยให้ฟื้นจากความเจ็บปวด ล้างทำความสะอาด กระชับช่องคลอด มีการใช้น้ำมันทาหน้าท้อง ขา และร่างกายที่รู้สึกอ่อนล้า เชื่อว่าช่วยขับลม ลดความเจ็บปวด และดูแลผิว มีการขัดผิวด้วยไม้จันทน์ ขมิ้นถั่ว และส่วนผสมอื่นเพื่อช่วยให้ผิวนุ่มด้วย Don’t : ไม่กินอาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส ห้ามกินของเย็น สำหรับข้อห้ามบางอย่างที่เคร่งครัดตามความเชื่อมาก ๆ อาจทำให้คุณแม่เครียด ส่งผลให้น้ำนมน้อย รวมถึงการให้ดื่มน้ำน้อยๆ งดอาหาร เช่น ผักผลไม้อาจทำให้ขาดน้ำ และสารอาหารได้ ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้ บรรดาคุณแม่คนใหม่จำนวนไม่น้อยที่ไม่สนใจปฏิบัติเลย แต่ขณะเดียวกัน ภูมิปัญญาโบราณยังมีเรื่องดีๆ ต่อสุขภาพกับแม่อยู่บ้าง ทางที่ดี เราจึงควรเลือกประนีประนอมกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ขัดกับวิถีชีวิตของแม่จน เกินไป เพื่อให้ภูมิปัญญาโบราณกับชีวิตสมัยใหม่ เดินเคียงข้างไปด้วยกันได้ค่ะ อินเดีย คุณแม่คนใหม่ต้องอยู่ในข้อกำหนดหลังคลอดประมาณ 40-60 วันตามความเชื่อ คุณแม่จะได้รับการนวด Maalish ซึ่งเป็นการนวดทั้งตัววันละ 1 ครั้งเพื่อคลายความอ่อนล้า และช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ถ้าผ่าคลอดจะนวดเฉพาะขา แขน ไหล่ และศีรษะ Do : อาหารที่คุณแม่ชาวอินเดียต้องกินเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น คือ น้ำเต้า ซึ่งเชื่อว่าช่วยเพิ่มน้ำนม กินใบพลูหลังอาหารทุกมื้อช่วยย่อย กินเนยที่เรียกว่า Ghee เชื่อว่า เพื่อเรียกพลังคืนมา และช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ดื่มนมอัลมอนด์ ดื่มนมกระเทียม น้ำยี่หร่า ชาผักชีลาว น้ำข้าวบาร์เล่ย์และยี่หร่า น้ำโหระพา น้ำขมิ้นที่ทำใหม่ เพื่อเพิ่มน้ำนม และแนะนำให้กินพริกไทยดำแทน อาหารที่เชื่อว่ากินแล้วมีลมในท้องมากอย่างหัวหอม และขนุนต้องงดหมด Don’t : งดอาหารที่เชื่อว่าจะทำให้ร่างกายเย็น เช่น ผลไม้ น้ำผลไม้ และน้ำอัดลม พวกพริกเขียว หรือพริกแดงย่อยยาก นอกจากนั้น คุณแม่ชาวอินเดีย บอกต่อกันมาว่า ถ้าเชื่อตามคำแนะนำและข้อห้ามเหล่านี้ จะช่วยให้ไม่มีปัญหาปวดข้อ ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตัวเมื่ออายุมากขึ้น จีน หนึ่งเดือนหลังคลอด แม่สามีชาวจีนจะเป็นผู้ดูแลลูกสะใภ้ให้สวมหมวกให้ศีรษะอุ่น ใส่เสื้อผ้า และห่มผ้าห่มหนาๆ หลายชั้น จะร้อนแค่ไหน มือและเท้าห้ามออกนอกผ้าห่ม ห้ามสระผม ห้ามอาบน้ำ ห้ามล้างมือล้างเท้า ใช้การเช็ดตัวด้วยน้ำร้อน แอลกอฮอล์ และเกลือแทนใช้น้ำอุ่นจัดๆ แปรงฟัน และล้างหน้า Do : ดื่มน้ำน้อยแต่ให้กินน้ำซุปเป็นหลัก กินอาหารรสร้อน เช่น ขิง กระเทียม โสม แครอต เห็ด เห็ดแห้ง เนื้อแกะ หมู เป็ด ไก่ ไวท์ วิสกี้ น้ำมันงา พุทราจีน ให้ดื่มเหล้าวันละ 3 ครั้งเพื่อให้เลือดไหลเวียนดี และยังให้กินปลา และหนังปลาเพื่อช่วยให้แผลหายเร็วด้วย Don’t : ห้ามกินของเย็น ของเปรี้ยว ผัก ผลไม้ ห้ามดื่มน้ำมาก ให้เลี่ยงแตงกวา ถั่ว เซเลอรี่หรือขึ้นฉ่าย มะเขือ กะหล่ำปลี มะเขือเทศ แตงโม แพร์ กีวี แอปเปิล สับปะรด และชาสมุนไพร เป็นต้น บางท้องถิ่นห้ามดื่มชาเพราะทำให้ลูกร้อง (http://pics.manager.co.th/Images/555000007874602.JPEG) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 28, 2012, 11:07:54 AM (https://fbcdn-sphotos-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/525184_251360784958988_1862410146_n.jpg) :D เก็บขนมดีน้ะ แต่หนูจะเก็บไว้กินวันอื่นไม่ได้กลัวขนมมันน้อยจัย ;D กินมันไม่หมด ^-^ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 09, 2012, 06:33:14 PM วิธีทดสอบน้ำผึ้งแท้
(http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1991265) น้ำผึ้ง นอกจากจะใช้แต่งกลิ่นแต่งรสในอาหาร ขนม และเครื่องดื่มแล้ว ยังใช้เป็นส่วนผสมในยาหลายขนาน รวมทั้งสูตรเสริมความงามอีกหลายสูตร เรียกได้ว่านำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย มีคุณค่าทางอาหารและมีสรรพคุณทางยา แต่การใช้น้ำผึ้งเพื่อให้ได้คุณค่าที่แท้จริงนั้น ต้องเลือกน้ำผึ้งแท้เท่านั้น ขณะที่ความต้องการน้ำผึ้งมีมากกว่าที่ผลิตได้ตามธรรมชาติ จึงมีคนทำน้ำผึ้งปลอมมาหลอกขายกัน วันนี้จึงมีวิธีสังเกตและทดสอบน้ำผึ้งแท้มาฝากค่ะ สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการรับประทานน้ำผึ้ง เพียงแค่สังเกตจากลักษณะและลองชิมดู ก็อาจทราบแล้วว่าเป็นน้ำผึ้งแท้หรือไม่ แต่สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่ชำนาญ คงเป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดลงไป น้ำผึ้งส่วนใหญ่ที่ขายตามห้าง ยี่ห้อที่มีชื่อเสียงมานาน ก็ไม่น่าจะเอาชื่อเสียงของตัวเองมาเสี่ยง แต่สำหรับน้ำผึ้งที่ชาวบ้านหาบขายหรือวางขายตามร้านค้าตามบ้าน ก่อนจะเลือกซื้อต้องพิจารณาให้ดี วิธีพิสูจน์น้ำผึ้งแท้ที่เราเคยทราบกันมา เช่น หยดน้ำผึ้งลงบนกระดาษทิชชู น้ำผึ้งแท้จะซึมผ่านช้ามาก แต่น้ำผึ้งปลอมจะซึมผ่านเร็ว หรือทำให้กระดาษทิชชูขาดทะลุ เนื่องจากมีปริมาณน้ำเจือปนอยู่มาก หรือวิธีนำหัวไม้ขีดมาจุ่มน้ำผึ้ง แล้วนำไปจุดที่ข้างกลักไม้ขีด ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้จะจุดไฟติด ส่วนน้ำผึ้งปลอมจะจุดไฟไม่ติดเพราะจะดูดซึมน้ำเอาไว้ อีกวิธีก็คือหยดน้ำผึ้งลงในแก้วใส่น้ำเย็น น้ำผึ้งแท้จะจมลงก้นแก้วแล้วค่อยละลาย ส่วนน้ำผึ้งปลอมเมื่อหยดลงน้ำจะกระจายตัวทันที วิธีการต่างๆ เหล่านี้ที่จริงแล้วบอกได้เพียงความเข้มข้นของน้ำผึ้ง แต่บางครั้งก็ไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นน้ำผึ้งแท้หรือไม่ เพราะน้ำผึ้งที่ผสมแบะแซหรือคาราเมล ก็มีความข้นหนืดเหมือนน้ำผึ้งแท้ได้เช่นกัน การทดสอบน้ำผึ้งว่าเป็นของแท้หรือไม่ ต้องใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ทดสอบเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน จึงจะทราบแน่ชัด ไม่มีวิธีการทดสอบง่ายๆ ตามที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันมา อย่างไรก็ตาม มีหลักเกณฑ์ที่พอจะใช้สำหรับสังเกตน้ำผึ้งแท้ได้ ดังนี้ - น้ำผึ้งต้องมีสีตามธรรมชาติ ตั้งแต่สีเหลืองอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาล แต่ถ้ามีสีเข้มมากจนดำแสดงว่าเป็นน้ำผึ้งที่เก็บมานานแล้ว ซึ่งคุณประโยชน์อาจจะลดน้อยลงไป ควรสังเกตวันหมดอายุที่ข้างขวดด้วย - น้ำผึ้งต้องใสสะอาด ไม่มีสิ่งเจือปน ไม่มีผึ้งปน ถ้ามีแสดงว่าวิธีการเก็บเกี่ยวไม่ดี - เขย่าขวดดูฟองอากาศและการแยกชั้น น้ำผึ้งแท้จะมีฟองอากาศใหญ่ ลอยตัวเร็ว เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แยกชั้น ส่วนน้ำผึ้งปลอมจะมีฟองอากาศมาก ลอยตัวช้า และมองเห็นการแยกตัวเป็นชั้น - น้ำผึ้งแท้จะมีความหนืด เหนียว ไหลช้าเวลาเท แม้จะอยู่ในสภาพอากาศร้อน - น้ำผึ้งควรมีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ระบุไว้บนฉลาก เช่น น้ำผึ้งลำไยก็ควรมีกลิ่นลำไย นอกจากนี้ควรมีกลิ่นรสตามธรรมชาติ ไม่บูดเปรี้ยวหรือเป็นฟอง - สังเกตจากผลึกของน้ำผึ้ง หลายคนเข้าใจผิดว่า น้ำผึ้งแท้นั้นไม่ตกผลึก แต่น้ำผึ้งปลอมตกผลึก ความจริงแล้วทั้งน้ำผึ้งแท้และน้ำผึ้งปลอมตกผลึกได้เหมือนกัน เพียงแต่รูปแบบของผลึกจะแตกต่างกัน ผลึกของน้ำผึ้งแท้จะเป็นเหลี่ยมเป็นแท่งที่แหลมคม ส่วนน้ำผึ้งปลอมที่มีส่วนผสมของน้ำตาลหรือคาราเมล ผลึกจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู แต่ต้องส่องดูด้วยกล้องจุลทัศน์จึงจะมองเห็น ส่วนน้ำผึ้งปลอมที่ทำจากแบะแซจะไม่มีการตกผลึก น้ำผึ้งที่ตกผลึกก้นขวด อาจเป็นเพราะเก็บไว้นานแล้ว - ถ้าดูน้ำผึ้งไม่เป็นเลย ก็อาจสังเกตจากฉลากว่า มีชื่อผู้ผลิตและที่อยู่ชัดเจน บริษัทผู้ผลิตน่าเชื่อถือหรือไม่ ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือไม่ เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกซื้อ โดย อย. ได้กำหนดให้น้ำผึ้งเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ ต้องมีคุณภาพมาตรฐานตามที่กำหนด ห้ามเจือสีและห้ามใช้วัตถุเจือปนอาหารทุกชนิด ภาชนะบรรจุต้องสะอาด แห้ง ปิดสนิท ไม่มีสี ไม่มีสารพิษที่อาจละลายออกมา และสามารถมองเห็นน้ำผึ้งที่บรรจุอยู่ภายในได้ ปริมาณที่บรรจุต้องครบตามที่ระบุไว้ในฉลาก ที่สำคัญ ต้องมีเครื่องหมาย อย. บนฉลาก เมื่อเลือกซื้อน้ำผึ้งที่ดีได้แล้ว ก็ต้องเก็บให้ดีด้วย ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท เก็บในที่เย็น แต่ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น และไม่ควรถูกแสงแดด เพราะจะทำให้น้ำผึ้งเสียคุณค่าทางอาหารก่อนที่เราจะรับประทานหมด ตามอายุการใช้งานแล้วไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 2 ปี และแม้ว่าน้ำผึ้งจะมีสรรพคุณมากมาย แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะหากรับประทานมากเกินไป แทนที่จะได้ประโยชน์ อาจทำให้เกิดโทษได้ โดยเฉพาะถ้าไม่ใช่น้ำผึ้งแท้ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 09, 2012, 08:05:53 PM ผม…ก็ต้องการอาหารดี ๆ เช่นกัน
(http://img.kapook.com/u/soisuda/Hair/300_3.jpg) ผม…ก็ต้องการอาหารดี ๆ เช่นกัน (Woman Plus) อย่าคิดว่าแค่สระผมลงครีมนวดจะเพียงพอสำหรับการดูแลเส้นผม โดยเฉพาะผมแห้งเสียและถูกทำลายยิ่งต้องการการดูแลอย่างลึกซึ้ง นอก จากการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่สามารถแก้ปัญหาผมแห้งเสียได้อย่างตรงจุด แล้ว อาหารก็มีส่วนสำคัญในการดูแลและบำรุงเส้นผมจากภายใน มาดู 3 สุดยอดอาหารบำรุงผมสวยที่คุณต้องไม่พลาด ไข่แดง อุดมไปด้วย Biotin หรือ Co-Enzyme R เมื่อทำงานร่วมกับวิตามินบีรวมจะช่วยให้เส้นผมเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง ไม่ฉีกขาดง่าย เนื้อปลาแซลมอนและทูน่า อุดมไปด้วย Omega-3 ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ พร้อมทั้งป้องกันผมแห้งและเสีย หอยนางรม อุดมไปด้วยวิตามินสังกะสี Zinc Vitamin จะช่วยให้รากผมยึดแน่นและแข็งแรง เส้นผมไม่เปราะหรือหักง่าย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 09, 2012, 08:10:07 PM ประโยชน์ของเปลือกแอปเปิ้ล
ประโยชน์ของเปลือกแอปเปิ้ลนั้นมีค่ามากกมายไม่เฉพาะแต่ในเนื้อ ของ แอปเปิ้ลเท่านั้น คุณรู้หรือไม่ว่าใน ประโยชน์ของเปลือกแอปเปิ้ล นั้นมีสารฟลาโนอยด์สูงซึ่งเจ้าสารตัวนี้มีหน้าที่ในการปฏิบัติการล้างพิษใน ร่างกายอีกทั้งยังช่วยป้องกันโมเลกุลและต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ที่สำคัญไปยิ่งกว่า คือ ประโยชน์ของเปลือกแอปเปิ้ล ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ซึ่งเป็นปัญหาต้นๆ ของโรคในปัจจุบัน ฉะนั้นเมื่อรู้ถึงคุณค่าและประโยชน์ของเปลือกแอปเปิ้ลแล้วก็อย่าลืมที่จะ หันมารับประทานเปลือกแอปเปิ้ลกันบ้างนะค่ะ เมื่อเวลาที่ซื้อแอปเปิ้ลทุกครั้งจงอย่าลืมล้าให้สะอาดและอย่าปลอกเปลือก เป็นอันขาดเพราะคุณอาจจะทิ้งสารอาหารอันมีคุณค่าที่ดีต่อสุขภาพร่างกายของ คุณนะค่ะ (http://p.s1sf.com/wo/0/ud/187/939556/w_3.jpg) นักวิทยาศาสตร์โปแลนด์พบอีกว่า หากกินแอปเปิ้ล ผลไม้ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าบำรุงสุขภาพ ให้ได้วันละหนึ่งลูกจะป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงได้ วารสารวิชา “การป้องกันมะเร็งแห่งยุโรป” แจ้งว่า นักวิจัยได้ศึกษาโดยการให้คนไข้โรคมะเร็งชนิดนั้น กินแอปเปิ้ลประจำวันอาทิตย์ละ 9.5 หน ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ปรากฏว่าโรคสามารถพัฒนาไปได้น้อยลง คนไข้รายที่กินแอปเปิ้ลวันละ 1 ลูก โรคจะทุเลาลงในอัตรา 0.65 ส่วนรายที่กินมากกว่านั้น ปรากฏว่า อันตรายของโรคจะลดลงได้ประมาณถึงครึ่ง พวกเขาเชื่อว่าคุณสมบัติในด้านป้องกันของมันคงมาจากการที่มีสาร ฟลาโวนอยด์สูงมันทำหน้าที่เป็นตัวล้างพิษมีอยู่อย่างอุดมในเปลือกของ แอปเปิ้ล ช่วยป้องกันโมเลกุลหรืออนุมูลอิสระไม่ให้ทำอันตรายเนื้อเยื่อและยังยับยั้ง อาการตั้งต้นของโรคและการเติบโตกับขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วของเซลล์ด้วย นักวิจัยยังได้แนะนำว่า เนื่องจากสารต่อต้านอนุมูลอิสระจะรวมกันอยู่ตามเปลือกมากกว่าในเนื้อถึง 5 เท่า ดังนั้น เวลากินจึงไม่ควรปอกเปลือกล้างน้ำให้สะอาดอย่างเดียวก็พอ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 09, 2012, 08:54:01 PM แผ่นดินไหวทำไมจึงไหว?
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pree/Untitled-1.jpg) แผ่นดินไหวเกิดขึ้นได้อย่างไร? อาจจะเป็นคำถามที่หลายคนอาจไม่รู้คำตอบเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่เมื่อวัน ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซียซึ่งก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล ต่อชายฝั่งอันดามันในภาคใต้ของไทยประกอบกับในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามีการ เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กอยู่บ่อยครั้งในหลายจังหวัด คงทำให้ผู้คนตื่นตัวที่จะเรียนรู้และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับแผ่นดินไหวเพิ่ม มากขึ้น ก่อนหน้านี้แผ่นดินไหวในประเทศไทยส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กถึงปานกลาง และเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก จึงทำให้ประชาชนไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือ และไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับแผ่นดินไหวนอกจากนี้การรายงานข่าวเกี่ยวกับ แผ่นดินไหวและความเสียหายจากแผ่นดินไหวตามสื่อต่างๆในปัจจุบันนั้นรวดเร็ว และกระจายเป็นวงกว้างจึงทำให้เกิดความตื่นเต้นตกใจไปกับกระแสข่าวบางครั้ง ข้อมูลที่ประชาชนได้รับนั้นอาจจะผิดเพี้ยนไปจากความจริง โดยเฉพาะเมื่อรายงานเกี่ยวกับแผ่นดินไหวเป็นข่าวลือหรือคำทำนายสมาคมธรณี วิทยาแห่งประเทศไทยจึงให้การสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องสู่ ประชาชนเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ตรงกันและเท่าทันกับเหตุการณ์ (http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pree/Untitled-2.jpg) ก่อนที่เราจะตอบคำถามข้างต้น เราควรทำความรู้จักกับโลกที่เราอาศัยอยู่เป็นอันดับแรกท่านทราบหรือไม่ว่า โครงสร้างของโลกนั้นเปรียบได้กับไข่ไก่ส่วนเปลือกโลก(crust) เปรียบได้กับเปลือกไข่มีความหนาเพียง 16-40 กิโลเมตร ไข่ขาวนั้นเปรียบได้กับเนื้อโลก (mantle) ซึ่งเป็นหินร้อนหนืดกึ่งแข็งกี่งเหลวหนาประมาณ 2,900 กิโลเมตร ซึ่งเคลื่อนตัวช้าๆเป็นกระแสหมุนเวียนอยู่ใต้เปลือกโลก โดยส่วนไข่แดงนั้นเปรียบได้ดังแก่นโลก(core) ซึ่งมีลักษณะเป็นทรงกลมรัศมีประมาณ 3,475 กิโลเมตร เปลือกโลกนั้นเบากว่าเนื้อโลก จึงสามารถลอยตัวและเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ตามกระแสหมุนเวียนของหินหนืดในชั้นเนื้อโลกเปลือกโลกนั้นแยกออกเป็นหลายแผ่น เรียกกันว่าแผ่นเปลือกโลก ซึ่งประกอบด้วย 15 แผ่น สามารถเปรียบเทียบได้กับเกมส์จิกซอว์วางตัวอยู่บนสสารคล้ายของเหลวหนืด ๆ ที่เคลื่อนตัวเป็นกระแสหมุนเวียนทำให้เกมส์จิกซอว์เคลื่อนตัวได้การคลื่นที่ ของหินหนืดและการหมุนของโลกสามารถทำให้แผ่นเลือกโลกเกิดการชนกัน เคลื่อนที่ออกจากกันหรือเคลื่อนผ่านกันได้ (http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pree/Untitled-3.jpg) นอกจากนี้ แผ่นเปลือกโลกใต้มหาสมุทรที่หนักกว่าแผ่นทวีปยังสามารถมุดตัวลงไปใต้แผ่น ทวีป เกิดการบีบอัดบริเวณตระเข็บรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกทำให้เกิดรอยเลื่อนจำนวนมาก รอยเลื่อนคือรอยแตกบนเปลือกโลกที่หินหรือดินสองข้างของรอยแตกเลื่อนในทิศทาง ตรงกันข้ามการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกเช่นนี้หากมีพลังงานสะสมก่อนการ เคลื่อนตัวมากจะทำให้เกิดการปลดปล่อยความเครียด(หรือพลังงาน)อย่างฉับพลัน เพื่อรักษาภาวะสมดุล ทำให้เกิดคลื่นที่สร้างความสั่นสะเทือนกระจายไปทั่วทุกทิศทาง การสั่นสะเทือนดังกล่าวคือสิ่งที่เราเรียกว่า แผ่นดินไหว (http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pree/Untitled-5.jpg) บริเวณรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่รายรอบมหาสมุทรแปซิฟิก มีชื่อเรียกว่า วงแหวนไฟ เป็นบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวทั้งขนาดเล็กและใหญ่อยู่เป็นประจำ ประเทศที่อยู่ในเขตวงแหวนไฟ เช่น อินโดเนเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ชิลี จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวสูงประเทศไทยนั้นโชคดีกว่าหลายประเทศ เนื่องจากไม่ได้ตั้งอยู่บริเวณวงแหวนไฟการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยจึงมี น้อยและไม่รุนแรงมาก ล่าสุดแผ่นดินไหวขนาด 8.6 ริกเตอร์ที่เกิดขึ้นที่เกาะสุมาตราเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2555 ส่งผลกระทบให้รอยเลื่อนคลองมะรุ่ย ที่พาดผ่านอ่าวภูเก็ต-พังงาเกิดการขยับตัว ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.3 ริกเตอร์ ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2555 และก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.0 ริกเตอร์ ที่จังหวัดระนองเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2555 นักธรณีวิทยาบางท่านคาดว่าอาจจะเกิดแผ่นดินไหวได้อีกในอนาคต แต่จะเป็นขนาดเล็กถึงปานกลางคือขนาดไม่เกิน 5.0 ริกเตอร์ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงมากนัก ใน ปัจจุบันการเกิดแผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถจะทำนาย ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ขนาดเท่าใด หรือที่ไหน จะไปยับยั้งไม่ให้เกิดก็ทำไม่ได้เราควรเรียนรู้ว่าจะอยู่กับภัยธรรมชาติชนิด นี้อย่างไร ประชาชนที่อยู่อาศัยตามแนวรอยเลื่อนในประเทศไทยควรเตรียมตัวรับมือกับแผ่น ดินไหว โดยศึกษาแบบอย่างที่ประชาชนในประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตแผ่นดินไหว เช่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นตัวอย่าง โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจกับธรรมชาติของแผ่นดินไหว และศึกษาหลักปฏิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหว เมื่อเกิดแผ่นดินไหวควรตั้งสติอย่าตกใจหากแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวมี ขนาดเล็กและเกิดในระยะสั้น ๆ ไม่กี่วินาทีมักจะไม่สร้างความเสียหาย แต่ถ้าหากการสะเทือนเกิดขึ้นนานเป็นนาทีควรเข้าไปหลบใต้โต๊ะ ถ้าอยู่ชั้นล่างสุดของอาคารควรให้วิ่งออกมายังที่โล่งแจ้ง สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องตั้งสติและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pree/Untitled-6.jpg) นอกจากนี้ ประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่แนวรอยเลื่อนที่อาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวควรหมั่น ตรวจสอบและปรับปรุงโครงสร้างของบ้านและสิ่งก่อสร้างให้แข็งแรงพร้อมที่จะรับ แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ หากสิ่งปลูกสร้างมีสภาพแข็งแรงคงทนเมื่อเกิดแผ่นดินไหวก็ขนาดเล็กถึงปานกลาง มักจะไม่ได้รับความเสียหาย หรืออาจจะได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย (http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pree/Untitled-7.jpg) แผ่นดินไหวคงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทยอีกต่อไปแล้ว เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติให้ได้ ในตอนหน้า เราจะทำอย่างไร เมื่อเกิดแผ่นดินไหว?ร่วมค้นหาติดตามคำตอบในคอลัมภ์ ธรณี มีคำตอบ ในตอนต่อไป….. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 10, 2012, 10:33:33 AM เตรียมตัวเตรียมใจก่อนไปผ่าตัดมะเร็ง
(http://www.thaihealth.or.th/sites/default/files/users/user-12897/285----899.jpg) เป็นธรรมดาที่ใครก็ตามที่ต้องถูกผ่าตัดย่อมต้องวิตกกังวลไม่มากก็น้อย ลำพังแค่รู้ว่าเป็นมะเร็งก็ทำเอาอกสั่นขวัญแขวนไปมากพอแล้ว ยิ่งต้องมาถูกผ่าตัดก็ต้องหวั่นไหวและหวาดเสียวเป็นธรรมดา จะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับความเข้มแข็งและประสบการณ์ของแต่ละคน สำหรับคนที่จิตใจเข้มแข็งหรือเคยถูกผ่าตัดใหญ่มาก่อน คงไม่น่าเป็นห่วงอะไรมาก แต่ในคนที่ไม่เคยก็อย่าพึ่งกลัวจนเกินกว่าเหตุ ขอให้คิดในแง่บวกว่าไม่มีอะไรหนักหนาสาหัสกว่าตอนที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งแล้ว ตอนนี้ทำใจรับสภาพความเป็นจริงได้แล้ว ถึงเวลาที่ต้องรีบอัญเชิญเจ้าเนื้อร้ายออกจากร่างกายไปอยู่ไกลๆ โดยเร็วซะที ประการแรกที่สำคัญมากคือเตรียมใจก่อน อย่างที่เขาว่าจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว ถ้าใจท้อใจไม่สู้ก็จะมีผลทำให้ระบบฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง จะเตรียมกายให้ดีอย่างไรก็เอาชนะโรคร้ายได้ยาก ก่อนอื่นต้องมีความตั้งใจแน่วแน่และเชื่อมั่นในแผนการรักษาที่จะได้รับ ประเภทที่ยังลังเลไม่แน่ใจว่าจะผ่าดีหรือไม่ผ่าดี ก็หาข้อมูลเพิ่มเติมให้มั่นใจเสียก่อน ถ้าตัดสินใจได้ว่าจะผ่าแน่นอนแล้วก็ขอร้องว่าอย่าเบี้ยวหรือเปลี่ยนใจกะทันหันก่อนวันนัดผ่าตัดไม่กี่วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลรัฐบาลที่มีผู้ป่วยรอคิวผ่าตัดมะเร็งจำนวนมาก เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำบาปโดยไม่รู้ตัวเพราะเป็นการไปทำให้คนไข้ที่เค้าอยากจะรีบผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกเร็วๆ ต้องเสียโอกาสไปโดยปริยาย ถ้าตัดสินใจแล้วก็จงทำจิตใจให้สบาย ปลอดโปร่ง ให้กำลังใจกับตัวเองว่าผ่าเที่ยวนี้เอามะเร็งออกหมดแน่ ญาติพี่น้องหรือผู้ใกล้ชิดก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย ไม่ควรให้ข้อมูลประเภทฟังเค้าเล่าว่า ไปรักษาอย่างนู้นอย่างนี้แล้วได้ผลดี ทั้งที่แท้จริงแล้วไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าเป็นมะเร็งชนิดเดียวกันหรือระยะเดียวกันหรือไม่ เพราะจะทำให้ผู้ป่วยสับสนเสียโอกาสในการรักษา และที่สำคัญเมื่อผู้ป่วยตัดสินใจแน่วแน่ในการเลือกแนวทางการรักษาที่ชัดเจนแล้ว ก็ควรเคารพการตัดสินใจของตัวผู้ป่วยเองเป็นหลัก ส่วนการเตรียมตัวนั้น อันที่จริงก็ขึ้นอยู่กับว่าจะผ่าตัดมะเร็งอะไรของอวัยวะไหน ซึ่งมีรายละเอียดในการเตรียมตัวแตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วหลักปฏิบัติทั่วไปในการเตรียมตัวก็เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ ควรดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วถ้าไม่มีภาวะน้ำเกิน ไตเสื่อมหรือไตวาย ออกกำลังกายเบาๆ สักวันละ 15 นาที งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท รักษาความสะอาดของทุกส่วนของร่างกายโดยเฉพาะความสะอาดของบริเวณที่จะผ่าตัดและที่สำคัญนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ สุดท้ายก็คือการเขียนบันทึกช่วยจำที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องทำเป็นกิจวัตรและการปฏิบัติตัวก่อนการรักษาเพื่อให้สามารถทำตามที่แพทย์แนะนำได้อย่างครบถ้วน วันที่จะไปผ่าตัดต้องเตรียมข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวอะไรไปบ้าง อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามก็คือเขียนโน้ตเรื่องอื่นๆ ให้คนในบ้านทำภารกิจต่างๆ แทนตัวเอง ของสำคัญอะไรอยู่ตรงไหน เพื่อตัวผู้ป่วยเองจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงกังวลใจกับเรื่องสัพเพเหระต่างๆ แต่คงไม่ต้องถึงขนาดสั่งเสียหรือทำพินัยกรรมหรอกนะครับ ก็อย่างที่บอกล่ะครับว่าต้องให้กำลังใจตัวเองว่าผ่าตัดครั้งนี้หายขาดแน่นอน...เชื่อผมสิ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 13, 2012, 09:20:01 PM กินเค้กอย่างไร…ไม่อ้วน!!
ผู้หญิงกับเค้กเป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะมาล่อใจช่วงเวลาไหนรับรองสาวๆ ก็ควบคุมความอยากของตัวเองไม่ได้ วันนี้เรามีเคล็ดลับการกินเค้กมาฝาก คอนเฟิร์มเลยว่าถึงจะกินเค้กทุกวันก็ไม่มีทางอ้วนแน่นอน (http://p.s1sf.com/wo/0/ud/195/978234/cake.jpg) พูดถึงการกินเค้กอย่างไรไม่ให้อ้วน สิ่งแรกที่สาวๆ ควรรู้ไว้เลยว่าต้องกินให้ “ถูกเวลา” ซึ่งช่วงเวลาที่หมาะสมกับการกินเค้กนั้นคือ “ช่วงเช้า” อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอาหารเช้ามีความสำคัญต่อร่างกาย ตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายทำงานมากที่สุด เมื่อเรากินอาหารเข้าไปทำให้สามารถนำอาหารที่เรากินไปใช้ประโยชน์ได้อย่าง เต็มที่ ดังนั้นสาวๆ ที่ชอบกินเค้ก ให้นำมาเป็นอาหารที่ให้พลังงานในมื้อเช้า เพราะในช่วงเช้าระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำ ไม่ว่าใครก็ตามที่ตื่นนอนใหม่ๆ สมองจะไม่สามารถทำงานได้คล่องแคล่วในช่วงเวลานี้ เพราะจะมีการตอบสนองที่ไวต่อน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นพิเศษ และน้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย ถ้าเรากินเค้กในมื้อสาย หรือคิดง่ายๆ ว่าเป็นของว่างระหว่างมื้อในตอนกลางวัน จะทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้พลังงานที่ได้จากการกินเค้กหมดไป ร่างกายของจะสามารถใช้พลังงานให้หมดไปด้วยการทำกิจกรรมใน 1 วัน โดยการเคลื่อนไหว ยิ่งเคลื่อนไหวมากร่างกายจะดึงพลังงานจากเค้ก 1 ชิ้นให้หมดไปในช่วงก่อนเที่ยงได้ … แค่ปรับเวลาการกินเค้กมาอยู่ในช่วงเช้า สาวสวยอย่างเราก็ไม่ต้องกลัวอ้วนอีกต่อไป หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 13, 2012, 09:24:01 PM ต้นขจร อาหารบำรุงฮอร์โมนหญิง
(http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2012/07/246.jpg) ว่าแล้วอย่ารอช้า เรามาทำความรู้จักกับ ต้นขจร หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า ต้นสลิด กันค่ะ คุณค่าทางอาหาร ทั้งยอดอ่อน ผลอ่อน และดอกของขจรสามารถนำมาทำอาหารได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะใช้เป็นผักต้มหรือผักลวกจิ้มน้ำพริก หรือทำเป็นอาหารอื่นๆ เช่น แกงส้มดอกขจร ยำดอกขจร แกงจืดดอกขจร ข้าวต้มดอกขจร เป็นต้น และส่วนที่มีคุณค่าทางอาหารมากที่สุดคือส่วนยอดอ่อน ทั้งนี้ดอกขจรมีคุณค่าวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง สรรพคุณทางยา ดอกขจร มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน รักษาหวัดที่เกิดจากการตากลมหรืออากาศเย็น ช่วยบำรุงตับ บำรุงสายตา บำรุงเลือด บำรุงฮอร์โมนของสตรี ช่วยขับเสมหะ และแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ราก เป็นเครื่องยาสมุนไพรใช้หยอดรักษาตา อีกทั้งมีสรรพคุณทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมา ดับพิษได้อีก ใครว่าต้นไม้ไทยๆ จะสวยแต่รูปใช่ไหมค่ะ ขอบคุณข้อมูลจาก ชีวจิต หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 13, 2012, 09:25:59 PM มะเขือเปราะผักพื้นบ้านต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ
(http://p2.s1sf.com/wo/0/ud/185/929649/106397238.jpg) ในบ้านเรามีพืชผักสมุนไพรหลายอย่างที่ช่วยชูรสอาหาร อีกทั้งยังให้ประโยชน์แก่ร่างกายมากอีกด้วย อย่าง “มะเขือเปราะ” ก็ เป็นมะเขืออีกชนิดหนึ่งที่เรานิยมนำมาประกอบในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวาน แกงป่า หรือบางคนก็นิยมกินสดๆ จิ้มน้ำพริก หรือใส่ในยำต่างๆ ก็ได้รสอร่อยเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่สมควรปล่อยให้มะเขือเปราะต้องวางทิ้งอยู่ข้างจานอีกต่อไป สำหรับประโยชน์มะเขือเปราะนั้นก็มีมากทีเดียว โดยในอินเดียนั้นจะนำมะเขือเปราะมาทำเป็นยา โดยผลมะเขือเปราะนั้นจะช่วยขับพยาธิ ลดการอักเสบ ช่วยย่อยอาหารและช่วยในการขับถ่าย อีกทั้งยังมีงานวิจัยที่พบว่าผล มะเขือเปราะมีฤทธิ์ลดการบีบตัวกล้ามเนื้อ เรียบ ต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ และลดความดันเลือด และยังลดปริมาณน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานได้อีกด้วย โดยสารสกัดจากมะเขือเปราะนั้นจะออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน โดยช่วยเสริมการใช้งานกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลเชิงบวกต่อการทำงานของตับอ่อน นอกจากนั้นยังมีวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 2 วิตามินซีอีกด้วย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 15, 2012, 12:17:39 PM เรื่องน่ารู้ ศัลยกรรมยกกระชับผิวหน้า
(http://img.kapook.com/u/soisuda/women/350_6.jpg) ในแวดวงศัลยกรรมปัจจุบันนี้ มีนวัตกรรมเพื่อการแก้ปัญหาผิวหน้ามากมาย ทั้งการการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมริ้วรอยให้ตื้นขึ้น การยิงเลเซอร์เพื่อกระตุ้นการทำงานของคอลลาเจนใต้ชั้นผิวทำให้ผิวหน้าเนียนกระชับ การลอกผิวให้หน้าใส กำจัดจุดด่างดำ การกรอผิวให้ริ้วรอยและรอยแผลเป็นดูตื้นขึ้น หรือการฉีดโบท็อกซ์เพื่อยับยั้งการเกิดริ้วรอย แต่หากเป็นปัญหาเรื่องผิวขาดความกระชับ หย่อนยาน จนทำให้หนังตาตก หนังเป็นรอบพับเห็นริ้วรอยลึกชัดเจน หรือผิวหย่อนจนเกิดคางสองชั้น วิธีที่จะแก้ปัญหาได้ดีที่สุด ยังคงเป็นการ "ศัลยกรรมยกกระชับผิวหน้า" อยู่นั่นเอง การศัลยกรรมยกกระชับผิวหน้า (facelift surgery) นี้ เป็นกระบวนการศัลยกรรมผิวเพื่อความสวยงามแบบแรก ๆ ที่มี แต่ก็ถูกกระบวนการที่ทันสมัยกว่าในปัจจุบันเข้าแทนที่ เพื่อแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ที่ตรงจุด และเจ็บตัวน้อยกว่า แต่การศัลยกรรมยกกระชับผิวหน้าก็ยังคงได้เปรียบกว่าในเรื่องของผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยลงตามอายุ เพราะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และเห็นผลที่ดี คือผิวหน้าดูตึงขึ้น ไม่คล้อยห้อยลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกเช่นเดิม ว่าแล้วเรามาทำความรู้จักการศัลยกรรมยกกระชับผิวหน้าให้มากกว่านี้กันดีกว่าค่ะ ปัญหาผิวหน้าเช่นไรที่แก้ไขได้ด้วยการศัลยกรรมยกกระชับผิวหน้า ผิวหน้าหย่อนคล้อยลงตรงส่วนกลางใบหน้า หนังตาเหี่ยวและรอยพับลึก หรือหนังตาเหี่ยวคล้อยลงมาทับรอยพับที่เปลือกตา ร่องลึกข้างแก้มจากปลายจมูกไปยังมุมปาก ซึ่งเกิดจากผิวทั่วทั้งใบหน้าหย่อนคล้อย ไขมันบนผิวหน้าที่ห้อยย้อยลง หรืออยู่ผิดตำแหน่ง ผิวคล้อยลงร่วมกับไขมันสะสมที่ใบหน้า ทำให้ไหลลงมาใต้คาง และดูเป็นคนมีคางสองชั้น ซึ่งเกิดขึ้นได้แม้ในรายที่มีน้ำหนักปกติ การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการศัลยกรรมยกกระชับผิวหน้า เพื่อการเตรียมตัวที่ดีในการเข้ารับการผ่าตัด แพทย์จะแนะนำให้คุณงดอาหาร ยา และพฤติกรรมบางอย่าง ที่จะส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดและการรักษาตัวของบาดแผล รวมทั้งสอบประวัติการใช้ยาของคุณด้วย งดการใช้ แอสไพริน ยาแก้อักเสบชนิดไม่ผสมสเตียรอยด์ และยาละลายลิ่มเลือด ก่อนเข้ารับการผ่าตัด 2 สัปดาห์ เนื่องจากยาเหล่านี้กระตุ้นการให้เลือดไหลได้ดี งดการรับประทานอาหารเสริมอย่าง วิตามินอี โอเมก้า3 ใบกิงโกะ และชาเขียว เพราะสามารถเพิ่มอัตราการไหลของเลือดได้เช่นกัน ซึ่งส่งผลไม่ดีกับบาดแผลทั้งระหว่างและหลังการผ่าตัด แต่ให้เสริมด้วยการสมุนไพรอย่างอาร์นิก้า และบรอมีเลน ซึ่งเป็นสารสกัดจากสับปะรด อันจะช่วยลดอาการช้ำบวมของแผลหลังผ่าตัดได้ งดบุหรี่ เนื่องจากสารนิโคตินในทำให้อัตราออกซิเจนในเส้นเลือดต่ำลง ส่งผลให้แผลหายช้า และอาจเกิดอาการเนื้อตายตามมา อย่างไรก็ตาม หากคุณรับประทานยาที่มีความเสี่ยงใด ๆ อยู่ อย่าเพิ่งหยุดยาเองโดยกระทันหัน แต่ให้ปรึกษาแพทย์ของคุณก่อนเสมอ กระบวนการศัลยกรรมยกกระชับผิวหน้า การปรึกษากับแพทย์ศัลยกรรมเป็นสิ่งที่คุณต้องทำเป็นอันดับหนึ่ง ก่อนตัดสินใจว่าต้องการผ่าตัดดึงผิวหน้าจริงหรือไม่ เมื่อตัดสินใจแล้ว แพทย์จึงดูรูปหน้า ความยืดหยุ่นของผิว โครงหน้า และลักษณะปัญหาของคุณ เพื่อพิจารณารูปแบบการศัลยกรรมผ่าตัดเป็นลำดับถัดไป การใช้ยาชา การผ่าตัดเพื่อดึงผิวหน้ามักใช้ยาระงับประสาทอย่างอ่อน (sedative) ร่วมกับยาชาเฉพาะจุด (local anesthesia) และการใช้ยาชาอย่างอ่อนผ่านหลอดเลือดดำ (mild intravenous anesthesia) แต่ในบางกรณีแพทย์อาจเลือกใช้เพียงยาชาเฉพาะจุด หรือยาสลบ (general anesthesia) ก็ได้ การผ่าตัด รอยผ่าตัดจะอยู่ที่บริเวณด้านหน้าและหลังใบหู ซึ่งอาจเลยไปถึงแนวไรผมด้วยก็ได้ โดยในกรณีเช่นนี้ แพทย์จะดูความเหมาะสมให้แผลอยู่ที่บริเวณรอยพับตามธรรมชาติของผิวหนัง เพื่อความกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ส่วนในผู้ป่วยเพศชายนั้น รอยผ่าตัดอาจอยู่ที่แนวไรเครา การดึงกระชับผิวหน้า เมื่อลงมือผ่าตัดแล้วกระบวนการดึงกระชับผิวหน้าก็เริ่มต้นขึ้น ชั้นผิวส่วนต่าง ๆ ของผิวหน้าจะถูกทำให้ตึงขึ้น ผิวหนังส่วนเกินจะถูกตัดออกไป รวมทั้งไขมันบางส่วนอาจถูกดูดออกไปด้วยกระบวนการดูดไขมัน ในบางกรณีผิวหนังและเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อจะได้รับการจัดแต่งใหม่ ชั้นกล้ามเนื้อจะถูกจัดแต่งใหม่ให้ตึงขึ้น โดยจะทำเป็นไปพร้อม ๆ กับการดึงผิวหนัง หรือทำแยกชั้นกันก็ได้ จากนั้นจึงเย็บปิดแผลด้วยไหมหรือไหมละลาย และพันผ้าพันแผล การพักฟื้นหลังการศัลยกรรมยกกระชับผิวหน้า กระบวนการผ่าตัดโดยทั่วไปนั้นใช้เวลา 2-4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละกรณี หลังจากนั้นผู้ป่วยมักต้องนอนพักที่โรงพยาบาลเพื่อพักฟื้น ทั้งนี้หลังการผ่าตัด 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยอาจมีอาการสลึมสลือจากฤทธิ์ยาระงับประสาทหรือยาสลบ รวมทั้งแพทย์จะต่อสายยางเพื่อระบายเลือดที่คั่งบางส่วนออกจากบาดแผล ผู้ป่วยอาจมีอาการเปลือกตา หรือส่วนอื่น ๆ ของใบหน้าบวม แต่ก็จะค่อย ๆ ยุบลงได้ และผ้าพันแผลที่พันมาหลังผ่าตัด อาจถูกแทนที่ด้วยผ้ายืดเพื่อช่วยกระชับ และลดอาการบวม หลังการผ่าตัด 2 วัน ผู้ป่วยสามารถสระผมได้ และหลังจากนั้นจำเป็นต้องงดเว้นกิจกรรมที่ออกแรงมาก จนกว่าอาการบวมของแผลจะหายไป ซึ่งอาจใช้เวลาราว 4-6 สัปดาห์ แผลคุณจะเริ่มหายและดูดีขึ้น สามารถออกไปทำกิจกรรมเบา ๆ กับคนใกล้ชิด อย่างกินข้าวกับเพื่อนหรือคนครอบครัวได้ภายใน 2-3 เดือน แต่อย่างไรก็ดี ยิ่งมีเวลารักษาบาดแผลนาน ใบหน้าก็จะดูเข้ารูปมากขึ้นตามไปด้วย ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในการทำศัลยกรรมยกกระชับผิวหน้า การศัลยกรรมยกกระชับผิวหน้า ก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกับกระบวนการผ่าตัดทั่วไป โดยความเสี่ยงที่อาจขึ้นได้มีดังนี้ รอยแผลไม่พึงประสงค์ เลือดคั่งใต้ผิวหนัง อักเสบ เนื้อตายบริเวณรอยผ่าตัด ความเสี่ยงจากการใช้ยาสลบ เส้นประสาทที่ผิวหน้าได้รับความเสียหาย ใบหน้าเสียสมมาตร อาการชา หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ ที่ผิวหนัง เกิดไตไขมันใต้ผิวหนัง อันเกิดจากเนื้อเยื่อไขมันถูกทำลาย แต่ไม่ได้ถูกกำจัดออกมานอกร่างกาย ของเหลวคั่งใต้ผิวหนัง อาการบวม และสีผิวไม่สม่ำเสมอ ขนหรือผมร่วง เส้นเลือดขอด อาจต้องการการผ่าตัดแก้ไขอีกครั้ง การศัลยกรรมกระชับผิวหน้านับเป็นการแก้ปัญหาผิวหย่อนยานลงตามวัย แต่ก็ต้องไม่สับสนกับปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าซึ่งเป็นคนละกรณีกัน อย่างไรก็ตามในการการผ่าตัดยกกระชับผิวหน้า อาจมีกระบวนการอื่น ๆ เข้ามาเสริมอย่างการศัลยกรรมตกแต่งเปลือกตา การฉีดฟิลเลอร์ เพื่อให้ได้ผลของใบหน้าที่มีผิวหน้ากระชับขึ้น และริ้วรอยดูเรียบตื้นขึ้นตามที่ต้องการ แต่ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการแบบไหนผู้ที่สนใจก็ต้องหาข้อมูลอย่างละเอียด และปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งนะคะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 15, 2012, 12:22:17 PM การปฐมพยาบาลเมื่อสิ่งแปลกปลอมเข้าตา หู จมูก
ในชีวิตประจำวัน เรามีโอกาสได้รับอุบัติเหตุจากการที่สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายได้เสมอ อาจโดยบังเอิญหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น เศษวัตถุ ฝุ่นละออง เมล็ดผลไม้ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เมื่อเข้าไปติดอยู่ในอวัยวะต่างๆ เช่น ตา หู คอ จมูก จะทำให้เกิดอันตรายได้ หากรู้วิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง ก็จะช่วยลดการบาดเจ็บหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ (http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1729395) สิ่งแปลกปลอมเข้าตา เมื่อเศษฝุ่นละออง ขนตา หรือแมลงตัวเล็กๆ เข้าตา จะทำให้เกิดอาการระคายเคือง คัน ตาแดง น้ำตาไหล เจ็บปวด บางครั้งอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย ให้หลีกเลี่ยงการขยี้ตา ล้างมือให้สะอาด และอาจนำเศษผงออกเองได้โดยการลืมตาในน้ำสะอาด หรือล้างตาด้วยน้ำอุ่น หากมองเห็นเศษของสิ่งแปลกปลอมอยู่ที่เปลือกตาด้านล่าง ให้เงยหน้าขึ้น แล้วดึงเปลือกตาล่างลง ใช้มุมผ้าบางๆ ที่สะอาดหรือกระดาษทิชชูเขี่ยออกเบาๆ ไม่ควรใช้สำลี เพราะเศษของสำลีจะเหนียวติดที่ตา หากสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ที่เปลือกตาบน ให้จับและดึงเปลือกตาบนด้วยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ พับหนังตาบนด้วยไม้พันสำลี แล้วมองลงต่ำ จะเห็นบริเวณเปลือกตาและดวงตา จากนั้นใช้มุมผ้าสะอาดหรือทิชชูค่อยๆ เขี่ยสิ่งแปลกปลอมออก หากกะพริบตาแล้วยังรู้สึกระคายเคืองหรือเจ็บตาอยู่ ให้ปลิ้นเปลือกตาขึ้น โดยใช้ก้านไม้พันสำลีกดที่เปลือกตาบนแล้วดึงเปลือกตาขึ้น ตรวจดูว่า มีเศษผงติดอยู่ที่เปลือกตาบนหรือไม่ จากนั้นใช้มุมผ้าสะอาดค่อยๆ เขี่ยเศษผงออก แล้วกลับเปลือกตาให้อยู่ในสภาพปกติ หากมองไม่เห็นสิ่งแปลกปลอม แต่ยังระคายเคืองที่ตาด้านล่าง ให้เหลือบตาลงด้านล่าง แล้วจับเปลือกตาบนดึงขึ้นดึงลงเบาๆ เป็นการกระตุ้นให้น้ำตาไหล น้ำตาจะช่วยชะล้างสิ่งแปลกปลอมให้หลุดออกมา หลังจากนำสิ่งแปลกปลอมออกได้แล้ว ให้ทำความสะอาดตาด้วยน้ำยาล้างตาหรือน้ำอุ่นสะอาดๆ หากยังระคายเคืองตา หรือไม่สามารถนำสิ่งแปลกปลอมออกได้ ให้รีบไปพบแพทย์หากสิ่งแปลกปลอมซึ่งมีความแหลมคมฝังติดอยู่ในตา เช่น สะเก็ดหิน อย่าขยี้ตาหรือพยายามเขี่ยสิ่งแปลกปลอมออกเอง ให้หลับตาและใช้ผ้าก๊อซสะอาดปิดตา พันผ้าไว้เพื่อยึดไม่ให้เคลื่อนไหว แล้วรีบไปพบแพทย์ (http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1729396) สิ่งแปลกปลอมเข้าหู สิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในหูส่วนมากมักจะเป็นแมลงตัวเล็กๆ เช่น มดหรือแมลงกลางคืน หากแมลงยังไม่ตายในทันที และบินวนอยู่ในหูเพื่อหาทางออก จะมีอาการปวดหูมาก การได้ยินอาจเสียไปเล็กน้อย อย่าใช้นิ้วแคะหรือใช้ไม้พันสำลีเช็ดหูเพื่อพยายามเอาแมลงออก ให้ใช้น้ำมันพืชค่อยๆ หยอดลงไป แมลงจะสำลักน้ำมันตาย และหยุดการเคลื่อนไหว จากนั้นจึงไปพบแพทย์ หากเป็นเด็กที่เล่นซน เช่น ใส่ของเล่นชิ้นเล็กๆ หรือสิ่งแปลกปลอมอย่างอื่นเข้าไปในหูโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ให้เอียงหูข้างนั้นต่ำลงแล้วกระตุกใบหู วัตถุอาจจะเลื่อนออกมาเองได้ หรือหากมองเห็นวัตถุนั้นชัดเจน และมั่นใจว่า สามารถนำออกมาได้อย่างแน่นอน ให้ใช้คีมถอนขนปลายแคบค่อยๆ คีบออก แต่หากมองไม่เห็นวัตถุนั้น หรือมองเห็นไม่ชัด หรือไม่แน่ใจว่าจะสามารถนำออกมาได้ อย่าพยายามใช้นิ้วมือ ไม้แคะหู หรือคีมคีบออก เพราะจะทำให้สิ่งนั้นเลื่อนลึกลงไปอีก ห้ามใช้น้ำหรือน้ำมันหยอดหู เพราะวัตถุบางอย่างอาจดูดซับน้ำและพองตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ควรรีบไปพบแพทย์ สิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้าไปในหูอาจกระทบกระเทือนถึงหูชั้นในได้ อาจทำให้เยื่อแก้วหูฉีกขาดหรือแก้วหูแตก เนื่องจากเยื่อแก้วหูเป็นอวัยวะที่บอบบาง บางครั้งถ้าได้ยินเสียงดังมากๆ ถูกสิ่งของกระแทกเข้าไปในช่องหู หรือเกิดการติดเชื้อ เยื่อแก้วหูอาจถูกทำลายได้ สังเกตได้ว่าจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยอย่างกะทันหัน มีอาการปวด บางครั้งอาจมีเลือดออกทางช่องหู ให้รีบนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด สิ่งแปลกปลอมเข้าจมูก สิ่งแปลกปลอมเข้าจมูกจะพบในเด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากความซนและอยากรู้อยากเห็น ที่พบได้บ่อยๆ คือมีเมล็ดผลไม้ ลูกแก้ว ก้อนหิน หรือชิ้นส่วนของเล่น ติดคาอยู่ที่รูจมูก ความตกใจจะทำให้หายใจถี่ขึ้น มีอาการคัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ และจามในระยะแรก หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจเป็นแผลมีหนอง มีเลือดออก และมีกลิ่นเหม็น ส่วนใหญ่มักเป็นข้างเดียว หากมีน้ำมูกไหลอาจทำให้วัตถุที่พองตัวเมื่อถูกน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้นควรจะนำสิ่งแปลกปลอมออกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรใช้นิ้วหรือไม้แคะออก เพราะจะทำให้วัตถุนั้นเลื่อนลึกลงไปอีก วิธีง่ายๆ คือ ให้ปิดรูจมูกอีกข้างหนึ่ง แล้วพ่นลมหายใจออกแรงๆ ถ้ายังไม่ออก ให้หายใจช้าๆ ลึกๆ และทำซ้ำอีกครั้ง อีกวิธีคือพยายามทำให้จามด้วยการใช้กระดาษทิชชูแหย่เข้าไปในรูจมูก จะกระตุ้นให้จามได้ และจะช่วยให้สิ่งแปลกปลอมกระเด็นหลุดออกมา หากทำทั้งสองวิธีแล้วยังไม่ได้ผล ให้รีบไปพบแพทย์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 20, 2012, 08:23:26 PM กินช้าๆ สร้างหุ่นสวยทันใจ
อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต แนะนำให้เคี้ยวอาหารคำละ 50 ครั้ง ล่าสุด มีงานวิจัยพบว่า กินอาหาร 1 คำ เคี้ยว 40 ครั้ง ช่วยลดน้ำหนักได้! โดย Harbin Medical University ประเทศจีน ศึกษาวิจัยพบว่า การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดช่วยลดระดับฮอร์โมนเกรลิน (ghrelin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญ ที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกหิว (http://p.s1sf.com/wo/0/ud/189/945906/w_11.jpg) นักวิจัยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม จากนั้นให้กลุ่มแรกเคี้ยวอาหาร 15 ครั้งก่อนกลืน ส่วนกลุ่มที่สองเคี้ยวอาหาร 40 ครั้งก่อนกลืน หลังตรวจเลือดพบว่า อาสาสมัครกลุ่มหลังมีระดับฮอร์โมนเกรลินน้อยกว่า ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วกว่า จึงกินอาหารน้อยลง ทั้งยังพบอีกว่า อาสาสมัครที่มีรูปร่างอ้วน ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมกลืนอาหารเร็ว เนื่องจากใช้เวลากินอาหารน้อยกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติ ฉะนั้น หากคิดจะลดน้ำหนัก ไม่เพียงต้องควบคุมปริมาณอาหาร แต่ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดตามคำแนะนำ พร้อมกับกินอาหารให้ช้าลง ตามขั้นตอนต่อไปนี้ • ตักอาหารใส่จานในปริมาณที่กินแล้วอิ่มพอดี • พิจารณาอาหารในจาน กำหนดสติว่ากำลังจะกินอาหาร แล้วจึงตักใส่ปาก • เคี้ยวอาหารช้าๆ โดยพยายามเคี้ยวให้ได้อย่างน้อยคำละ 40 ครั้งก่อนกลืน • ตัก เคี้ยว และกลืนอาหาร อย่างมีสติทุกคำจนหมดจาน • เมื่อกินอาหารหมดแล้วไม่ควรตักเพิ่ม • หากรู้สึกอิ่มก่อนกินอาหารหมดจาน ควรหยุดกิน แล้วอย่าลืมลดปริมาณการตักอาหารในมื้อต่อไป เคี้ยวให้ละเอียดลดหุ่นสวยจะยิ่งได้ผลดี เมื่อกินอาหารชีวจิต โดยเฉพาะสูตร 2 ค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 20, 2012, 08:25:15 PM แคปซูลใยไหม กัน’ความร้อน-แสง-ยืดอายุยา’
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/133604.jpg) ไหมนอกจากทอผ้าสวยและมีราคาดีแล้ว ในอนาคตจะเข้าสู่วงการแพทย์ในรูปแบบของวัสดุห่อหุ้มตัวยา หรือวัคซีนด้วย หลังจากมีการค้นพบว่าเมื่อนำมาทำให้อยู่ในลักษณะแผ่นฟิล์มบางๆ สามารถยืดอายุยาปฏิชีวนะหรือวัคซีนที่ห่อหุ้มอยู่ได้ ซึ่งเหมาะสำหรับการส่งตัวยาสำคัญไปยังประเทศโลกที่ 3 ปกติ แล้ววัคซีนและยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่จำเป็นต้องแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพเอาไว้ ระหว่างการขนส่ง ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวไปเพิ่มต้นทุนให้กับราคายาบางตัวสูงถึงร้อยละ 80 อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าแม้จะแช่แข็งแล้วแต่มียามากกว่าครึ่งที่เสียหายไปในขั้นตอนดังกล่าว ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยทัฟต์ รัฐแมสซาชูเซ็ตส์ นำโดย ดร.เดวิด แค็ปแลน ประสบความสำเร็จในการสร้างฟิล์มใยไหมซึ่งเป็นโพลีเมอร์ชีวภาพชนิดโปรตีนที่ ทำจากเส้นไหม เมื่อนำมาใช้ในรูปของเหลวมันจะสามารถห่อหุ้มโมเลกุลของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่อยู่ในยาปฏิชีวนะและวัคซีนได้ ทีมดังกล่าวพบว่าองค์ประกอบทางเคมี โครงสร้างและกระบวนการของการผสมโพลีเมอร์ชีวภาพชนิดโปรตีนของเส้นไหมเข้ากับตัวยา สามารถสร้างเกราะคุ้มกันนาโนที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาได้ เพราะไม่เพียงกันความร้อน แต่ยังกันแสงได้ด้วย นัก วิจัยทดลองแล้วพบว่ารักษาวัคซีนโรคหัด หัดเยอรมันและคางทูม เตตระไซคลินและเพนิซิลลินไว้ที่อุณหภูมิ 113 องศาฟาเรนไฮต์ (45 องศาเซลเซียส) นาน 6 เดือนในสภาพแวดล้อมของห้องทดลองได้สำเร็จและ เชื่อว่าจะสามารถรักษาตัวยาและวัคซีนบางตัวที่อุณหภูมิสูงถึง 130 องศาฟาเรนไฮต์ (54 องศาเซลเซียส) ได้ด้วย และน่าจะสามารถเก็บไว้ได้นานกว่า 6 เดือน ในสภาพคงเดิมทุกประการ ซึ่งจากนี้นักวิจัยจะทดลองในสภาพแวดล้อมจริง หากว่า ผลการทดลองได้ผลอีก ในอนาคตก็ไม่จำเป็นต้องใช้ตู้แช่แข็ง ซึ่งจะทำให้ราคายาลดลง และเข้าถึงประชาชนยากจนในประเทศด้อยพัฒนา หรือในพื้นที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ได้ด้วย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 29, 2012, 05:38:41 PM กระเจี๊ยบแดงคู่แข่งเบอร์รี่
(http://woman.teenee.com/health/img7/7541.jpg) กระเจี๊ยบแดงจัดเป็นไม้พุ่มขนาเล็กที่มีประโยชน์มากมายทั้งในการใช้เป็นเครื่องดื่มและสมุนไพรเพื่อดูแลสุขภาพ ส่วนที่ใช้ของกระเจี๊ยบแดงคนทั่วำปมักเรียกว่าดอกกระเจี๊ยบนั้นแท้จริงแล้วคือส่วนของกลีบเลี้ยงหรือฐานรองดอก ที่อุดมไปด้วย Anthrocyanin เป็นสารที่ทำให้กระเจี๊ยบมีสีแดง และเป็นกลุ่มเดียวกับที่พบในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่แต่ต้องบอกว่าประโยชน์ของกระเจี๊ยบเหนือกว่าหลายเท่าตัวนัก ไม่ว่าจะเป็นมีฤทธิ์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ป้องกันตับจากการถูกทำลาย ปกป้องไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว รวมถึงการปกป้องโรคหัวใจขาดเลือดได้ น้ำต้มกระเจี๊ยบมีรสเปรี้ยวอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอสูง มีคุณสมบัติที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าขับปัสสาวะ ขับยูริค ป้องกันนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และลดความดันโลหิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เริ่มมีอาการความดันโลหิตสูงหรือรับประทานยาลดความดันไม่เกิน 2 ชนิด หากรับประทานกระเจี๊ยบร่วมด้วยก็มีประโยชน์ให้ควบคุมความดันโลหิตสูงได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตราฐาน จากการศึกษาในหนูอ้วนที่ได้รับน้ำต้มกระเจี๊ยบป้อนให้กินต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน พบว่าช่วยให้น้ำหนักตัวของหนูลดลงได้ โดยไม่มีผลต่อตับและไต และหากท่านเป็นผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง หรือ Metabolic syndrome (หมายถึง ผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซุลิน ภาวะอ้วน รอบลงพุง ซึ่งมักมีระดับน้ำตาลและไขมันใเลือดสูงร่วมด้วย) การรับประทานกระเจี๊ยบจะมีผลดีอย่างมาก โดยผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าการรับประทานกระเจี๊ยบต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ระดับไขมันในเลือดทั้งคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ LDL ลดลง และยังเพิ่มไขมันชนิดดีคือ HDL ได้ด้วย วิธีรับประทานก็ใช้กระเจี๊ยบสดหรือแห้ง ราว 5-10 กรัม ต้มกับน้ำประมาน 300 ซีซี อาจใช้วิธีการชงแบบชาหรือต้มรับประทานวันละ 2-3 ครั้ง เป็นข้อมูลสนับสนุนสำหรับสมุนไพรที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพในโลกยุคดิจิตอล “กระเจี๊ยบแดง” อีกทางเลือกเพื่อการมีสุขภาพที่ดีขึ้น หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 13, 2012, 04:12:40 PM 9 จุด เตรียมบ้านรับหน้าฝน
(http://img.kapook.com/u/pree/h1_2.jpg) 9 จุด เตรียมบ้านรับหน้าฝน (GM) เรื่อง : Openspace หลาย คนอาจจะยังลุ้นอยู่ว่าปีนี้พายุฝนที่เทกระหน่ำลงมาตอนนี้ จะช่วยให้ชาวนามีฝนพอทำมาหากินได้ หรือว่าจะทำให้ชาวกรุงอย่างเรา ต้องเตรียมกระสอบทรายกันขนานใหญ่เพื่อรอรับน้ำท่วมที่กำลังจะมาถึง ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย การเตรียมตัวไว้ก่อนน่าจะเหมาะกับสภาวะตอนนี้ที่สุด เราขอเสนอวิธีเตรียมบ้านให้ห่างไกลจากความเสียหายในหน้าฝนนี้ (http://img.kapook.com/u/pree/h2_4.jpg) 1. ตัดแต่งกิ่งไม้ใหญ่ใกล้หลังคาบ้าน ป้องกันความเสียหายจากกิ่งไม้ขนาดใหญ่ ที่อาจหักโค่นลงเมื่อเจอกับพายุฝนที่รุนแรง คุณควรตัดแต่งกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้กับตัวบ้าน และหลังคาบ้าน รวมทั้งกิ่งไม้ที่อยู่เหนือที่จอดรถด้วยเช่นเดียวกัน เราหมายถึงตัดนะครับ ไม่แนะนำให้โค่น 2. รางน้ำฝนอย่าให้อุดตัน รีบเคลียร์เศษกิ่งไม้ใบไม้ที่ค้างอยู่ในรางน้ำฝนบริเวณชายคาบ้านให้เรียบ ร้อย หากฝนตกหนักแล้วไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน อาจทำให้น้ำฝนไหลเอ่อย้อน เข้าได้แผ่นหลังคาไปสร้างความเสียหายภายในบ้านได้มากอย่างที่คุณคาดไม่ถึง 3. ตรวจดูรางระบายน้ำ –บ่อพักน้ำก่อนอุดตัน บ่อยครั้งที่น้ำฝนที่ไหลมาจากรางน้ำฝน ไม่อาจระบายออกสู่ภายนอกเพราะเศษใบไม้หรือขยะอาจลงไปอุดตันอยู่ในรางระบาย น้ำและบ่อพักน้ำ ให้จัดการเก็บออกให้หมด ถ้าน้ำยังไหลได้ไม่ดีอีก อาจเป็นเพราะรางระบายน้ำมีความลาดชันน้อย และบ่อพักน้ำมีขนาดเล็กเกินไป (http://img.kapook.com/u/pree/h4_1.jpg) 4. หลังคาแตกร้าวรั่ว ปัญหานี้ กว่าที่เจ้าของบ้านจะรู้ตัว ก็คงต้องผ่านฝนแรกไปเรียบร้อยแล้ว เราแนะนำว่าให้สังเกตจุดที่มีคราบน้ำรั่วหยดลงบนฝ้าแล้วเปิดฝ้าขึ้นไปดู ก็จะรู้ว่ามีหลังคาแตกร้าวรั่วอยู่ตรงไหน แล้วไปแก้ไขเปลี่ยนหลังคาให้เรียบร้อย 5. วงกบประตู-หน้าต่างรั่วซึม รอยต่อระหว่างวงกลประตูหน้าต่างเป็นจุดสำคัญที่น้ำฝนซึมเข้าสู่บ้านโดยปกติ จะต้องมีซิลิโคนยาแนวไว้ แต่อาจหมดอายุ ให้ขูดซิลิโคนเก่าออกแล้วลงซิลิโคนยาแนวใหม่แทน นอกจากนี้ตามรอยร้าวบนผนังก็อาจเป็นจุดที่ฝนรั่วซึมเข้ามาภายในบ้าน ให้ใช้อะครีลิกกันรั่วซึมโป๊วลงไป 6. เฟอร์นิเจอร์โดนน้ำเสียหาย ในจุดที่มีรอยแตกร้าวมักเป็นมุมของบ้านซึ่งมักเป็นที่วางเฟอร์นิเจอร์ เมื่อสังเกตพบรอยร้าวและการรั่วซึมให้รีบย้ายเฟอร์นิเจอร์ออกมาเพื่อป้องกัน ความเสียหายที่เกิดจากน้ำหากเปียกน้ำ ให้รีบนำเฟอร์นิเจอร์ไปตากให้แห้งก่อนที่จะซ่อมแซม 7. พื้นบ้านลื่นจากน้ำฝน บริเวณที่น้ำฝนกระเซ็นหรือจุดปล่อยน้ำจากรางน้ำอาจมีตะไคร่เกาะฝังแน่นที่ ผิววัสดุปูพื้น ทำให้พื้นลื่น รวมทั้งมีคราบสกปรกมากกว่าปกติ ให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะกับ ลักษณะพื้นผิวล้างให้สะอาดเพื่อป้องกันการลื่นล้ม 8. สัตว์ร้ายหนีฝนเข้าบ้าน มด แมลง หรือสัตว์มีพิษที่หนีน้ำเข้ามาในบ้านทางช่องว่างเล็ก ๆ อาจทำอันตรายผู้อยู่อาศัยได้ ให้รีบเคลียร์บ้านเก็บซอกหลืบที่รกรุงรัง เพื่อไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ร้ายเหล่านี้ (http://img.kapook.com/u/pree/h3_3.jpg) . ไฟรั่ว ไฟช็อตที่มาพร้อมกับฝน หมั่นสังเกตบริเวณปลั๊ก สวิตซ์ไฟหรือบริเวณที่วางเครื่องใช้ไฟฟ้าว่ามีน้ำฝน รั่วซึมเข้ามาถึงหรือไม่ เพราะอาจเป็นจุดที่เราต้องสัมผัสอยู่เป็นประจำ ซึ่งเสี่ยงต่อการโดนไฟช็อตไฟดูดได้ ส่วนปลั๊กหรือสวิตช์ไฟนอกบ้านให้ใช้รุ่นที่มีฝาปิดกันน้ำจะปลอดภัยมากขึ้น ขอขอบคุณข้อมูลจาก (http://img.kapook.com/image/Logo/GMLIVE%20logo.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 13, 2012, 04:19:59 PM มะพร้าว ธรรมชาติบำบัด (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/134522.jpg) มะพร้าว เป็นพืชยืนต้นที่คนไทยคุ้นเคยมานานแสนนาน ในอดีตบรรพบุรุษของเราเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของ พืชชนิดนี้และได้บอกต่อลูกหลาน จนกลายเป็นภูมิปัญญาไทย ที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ยก ตัวอย่างเช่น การนำใบมะพร้าว ทั้งอ่อนและแก่รวมถึงก้านใบมาใช้มุงหลังคา ทำเครื่องจักสาน และไม้กวาดทางมะพร้าว การนำเปลือกมะพร้าวไปแยกเอาเส้นใย ใช้ทำเชือก รวมถึงการนำกะลามาทำเป็นภาชนะ เครื่องประดับ และเครื่องดนตรีอย่างซออู้ที่หลายคนรู้จักกันดี เหล่านี้ยังไม่นับรวมถึงคุณประโยชน์ของมะพร้าวที่นำมาประกอบอาหารและมีสรรพคุณทางยานานัปการ นอกจากเนื้อและยอดมะพร้าวที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารทั้งคาวหวานแล้ว คนไทยยังเชื่อว่าน้ำมะพร้าวคือสุดยอดเครื่องดื่ม เพื่อสุขภาพที่หาได้ง่ายๆ จากธรรมชาติ เนื่องจากมะพร้าวมีลำต้นสูง การลำเลียงสารอาหารมายังลูกมะพร้าวจึงต้องผ่านการกลั่นกรองตามชั้นต่างๆ ของลำต้น ทำให้น้ำมะพร้าวที่ได้มีความบริสุทธิ์และอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที ชึ่งสามารถช่วยในการขับสารพิษและชำระล้างร่างกายได้อีกด้วย มากกว่าประโยชน์ในแง่ของการขับพิษ หลายคน ไม่คาดคิดว่าการดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได้ โดยผลจากงานวิจัยพบว่า ในน้ำ มะพร้าวมีฮอร์โมนชนิดหนึ่งคล้ายกับฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจน ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง สำหรับสาวๆ ท่านใดที่อยากมีผิวพรรณสดใส น้ำมะพร้าวก็สามารถช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งและขาวเด้งขึ้นได้จากภายในสู่ภายนอก เพราะ อุดมไปด้วยเอสโตรเจนซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย อีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มี ความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ แถม ในน้ำมะพร้าวยังมีสารที่สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโต มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นกว่าปกติและไม่ทิ้งรอยแผลเป็นอีกด้วยปกติและไม่ ทิ้งรอยแผลเป็นอีกด้วย ถึง แม้ว่าน้ำมะพร้าวจะเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติที่สามารถรับประทานได้ทุกเพศ ทุกวัย เนื่องจากไม่มีการปรุงแต่งและไม่มีสารตกค้างเหมือนน้ำหวานหรือน้ำอัดลมที่ จำหน่ายตามท้องตลาด แต่กระนั้นก็ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีที่กำลังมีประจำเดือนควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำ มะพร้าว เพราะจะทำให้ประจำเดือนหยุด เนื่องจากมีฮอร์โมนเพศหญิงที่ทำให้ผนัง เยื่อบุมดลูกหยุดการลอกตัว วิธีที่ดีที่สุดในการดื่มน้ำมะพร้าว ควรเปิดฝาลูกมะพร้าวแล้วรับประทานให้หมดทันทีในครั้งเดียว เพื่อ คุณประโยชน์และสารอาหารที่ร่างกายพึงได้รับอย่างเต็มที่ หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นควรเลือกบริโภคมะพร้าวจากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ อย่างที่ตลาดไท ก็นับเป็นตลาดกลางจำหน่ายสินค้าเกษตรอีกแห่งหนึ่งที่เราวางใจได้ เพราะที่นี่เค้ามีกระบวนการตรวจสอบสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน ยึดมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยเหนือสิ่งอื่นใด หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 13, 2012, 05:44:52 PM อันตราย…ถ้าไม่คิดก่อนกิน
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img5/134531.jpg) เรื่องดีๆ ที่น่าจะรู้ไว้ 1. พวกขนมปังปี๊บ กระบวนการผลิตบางแห่งไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นไส้สับปะรด, มันแกวหรือพืชอื่นๆ มักกวนใส่น้ำตาล และใส่กลิ่นกับแกนสัปปะรดไปนิดหน่อย 2. เชอรี่บนขนมเค้กราคาถูกตามตลาดสด คือ มะเขือเปาะฟอกสีจนใสเป็นวุ้น แล้วย้อมสีแดง (ผงฟอกสีทำให้เป็นโรคไต) พวกที่ใช้สารฟอกสีอื่นๆ เช่น มะม่วงกวน (แผ่นใสๆ) ยอดมะพร้าวขาวๆ 3. ซูชิในตลาดนัดที่อากาศร้อน แบคทีเรียจะเจริญเติบโตเร็ว ชูชิต้องเสริฟเย็นเท่านั้น 4. เอแคลร์กับลูกชุบ หรือขนมอะไรที่ต้องมีการปั้นๆ ถูๆ ต้องพึงระวังสุขอนามัย ควรซื้อกับร้านค้าที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงเท่านั้น 5. ลูกอมสีอื่นๆ เช่น ฟ้า เขียว ม่วง เป็นสีที่ขายไม่ดีไม่ควรซื้อเพราะใช้สีที่เก็บไว้นาน ทานลูกอมสีแดง ขาว ได้ 6. ปลายหน้าร้อนต่อต้นหน้าฝน ไม่ควรกินอาหารทะเล เพราะฝนเริ่มตกจะชะฝุ่นบนพื้นดินลงทะเลและสัตว์ทะเลจะกินเข้าไป จะมีแต่ไวรัส แบคทีเรีย โอกาสท้องเสียมีสูง 7. พวกอาหารแพ็คสำเร็จรูป มา อุ่นด้วย microwave ที่บ้าน wave ได้ ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ควรล้าง Package ภาชนะที่ใส่อาหารมาใช้ด้วยการเข้า microwave ซ้ำเพราะสารพิษจะออกมา 8. โยเกริ์ตต่างๆจะมีแป้งผสมอยู่ประมาณ 20% ควรทานโยเกริ์ต Home made ถ้วยเล็กๆ (ลองหยดไอโอดีนพิสูจน์ดูก็ได้ จะพบว่าโยเกริ์ตเป็นสีน้ำเงิน) 9. น้ำปลาเปิดขวดแล้ว ควรมีอายุการใช้ไม่เกิน 1 เดือน 10. ระวังเชื้อราตามคอขวดที่เปิดแล้วต่างๆ 11. กระดาษหนังสือพิมพ์ อย่าเอามาห่อผักแช่ตู้เย็น (เพราะมีสารพิษ จากหมึก) 12. อาหารกระป๋องถ้าใช้ไม่หมดควรเอาออกจากกระป๋องใส่ภาชนะอื่นแช่ตู้เย็น 13. ฟองน้ำล้างจานที่มีน้ำยาผสมน้ำทิ้งไว้ (เป็นน้ำๆ) ทิ้งไว้ได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง แบคทีเรียจะขึ้น ควรเททิ้งไปหรือล้างฟองน้ำให้สะอาดทุกครั้งที่ใช้งาน 14. อาหารหมักดองต้องระวังมีไวรัสที่ทำลายกล้ามเนื้อ ทำ ให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผักกาดดองตามท้องตลาด ในโรงงานบางแห่งจะมีกระบวนการผลิตที่ไม่สะอาด (ใช้คนลงไปในอ่างดอง เราไม่แน่ใจว่าคนนั้นๆ มีโรคหรือไม่) ควรใช้ผักกาดดองกระป๋องที่เชื่อถือได้ 15. เบียร์สดจะไม่กรองยีสต์ที่ตายแล้วออก เรา จะกินยีสต์ที่ตายแล้วเข้าไปด้วย (เบียร์ขวดจะถูกกรองไปแล้ว) ยีสต์ที่ตายและจะเหลือผนังเซลล์ของยีสต์มีประโยชน์เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพ กินได้ไม่เป็นไร นี่ เป็นแค่เพียงบางส่วน ยังมีอาหารอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ ดังนั้น ก่อนจะรับประทานหรือเลือกซื้ออาหาร ขอให้คิดนิดนึง ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเองล้วนๆ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 13, 2012, 05:47:52 PM แก้นิสัยชอบกินตอนกลางคืน
(http://img.kapook.com/image/Food/Eating%20-%20Drinking/eat%20watermelon.jpg) แก้นิสัยชอบกินตอนกลางคืน (Lisa) เอ้า…ใครชอบลับ ๆ ล่อ ๆ ลงมาเปิดตู้เย็นหาของหม่ำตอนดึก ๆ ลองมาอ่านทริคดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณคลายหิวมื้อดึกได้กันค่ะ 1.กินอาหารให้ครบทั้งสามมื้อ เช้า กลางวัน และเย็น คนที่หิวตอนกลางคืนมักชอบงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง หรือไม่กินอาหารอย่างสมดุลในระหว่างวัน 2.ติดป้ายไว้ที่ประตูตู้เย็น หรือตู้กับข้าวว่า “งดบริการหลังอาหารค่ำ” 3.แปรงฟันทันทีหลังอาหารค่ำ เพื่อเตือนตัวเองว่า ห้ามกินอาหารอีกแล้ว 4.ไม่กินอาหารพร้อมกับการทำกิจกรรมอื่น ๆ ไปด้วย เช่น อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ดูทีวี หรือนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะได้ไม่กินมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว 5.การกินมื้อดึกอย่างเดียว ไม่ได้เป็นสาเหตุของน้ำหนักขึ้น แต่เกี่ยวกับจำนวนแคลอรีที่คุณกินมากกว่าเวลากิน ฉะนั้น เลือกกินอาหารแคลอรีต่ำไว้ก่อน ถ้าไม่อาจเลี่ยงการกินตอนกลางคืนได้จริง ๆ 6.ถ้าคุณกินตอนกลางคืน เนื่องจากปัญหาทางจิตใจ คุณต้องหันมาใส่ใจปัญหาที่เกิดขึ้น และดูแลตัวเองในวิธีการที่ได้ผลจริง ๆ หาวิธีการที่ไม่ใช่การกินในการรับมือกับความเครียดของคุณแทน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 18, 2012, 09:33:16 AM เลือกซื้อหมอนอย่างไรให้นอนหลับสบาย (http://p.s1sf.com/ca/0/ud/202/1010905/images_f6ote8mwed104935.jpg) การนอนเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด … เพราะร่างกายผ่านการทำงานมาอย่างหนัก เมื่อถึงเวลาพักผ่อนเราจึงควรที่จะให้ความสำคัญกับความสบายในการนอนให้มาก ที่สุด การที่เราต้องให้ความสำคัญกับการเลือกหนอนนั้น นอกจากในเรื่องของความสบายแล้วเรื่องของสุขภาพมาเป็นปัจจัยสำคัญที่เราควร คำนึงถึงด้วย เนื่องจากกระดูกสันหลังของคนเรามีลักษณะคล้ายกับตัว S ที่ช่วงหน้าอกจะงอไปข้างหลัง ช่วงคอจะงอมาด้านหน้า ทำให้เวลานอนคนเราจำเป็นต้องมีหมอนหนุนคอ เพื่อให้ได้โค้งงอไปตามธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่ใช่หมอนทุกแบบนะครับที่ช่วยให้รูปกระดูกของเราเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะหมอนที่ดีนั้นควรมีความอ่อนนุ่มหนุนสบาย หมอนหนุนที่ศีรษะและคอ หมอนที่ดีควรจะรองตั้งแต่ต้นคอจรดถึงศีรษะ ความสูงของหมอนประมาณ 4-6 นิ้วโดยหมอนควรจะนุ่มเพื่อที่ส่วนที่รองศีรษะยุบจนกระทั่งหมอนสามารถรองรับ บริเวณคอได้ทั้งหมด ทีนี้แล้วเราจะเลือกหมอนยังไงล่ะ ? - ถ้าเลือกซื้อหมอนที่เตี้ยและนุ่มมากเกินไป เวลานอนหมอนจะยุบลง ทำให้แรงดันในหลอดเลือดสูง โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่อตื่นขึ้นมาจะเกิดอาการมึนศีรษะ หน้าและหนังตาบวม อาจทำให้มีอาการเหมือนคนตกหมอน ปวดเคล็ดต้นคอ และหันลำบาก - ถ้าเลือกซื้อหมอนที่สูงและแข็งเกินไป จะทำให้ส่วนของศีรษะสัมผัสกับหมอนน้อย และบริเวณที่สัมผัสกับหมอนเลือดจะไหลเวียนไม่สะดวก และทำให้คอตั้งมากเกินไป เลือดไปเลี้ยงสมองไม่สะดวก อาจทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับข้อต่อกระดูกต้นคอทับหลอดเลือด และเส้นประสาท หรือเกิดอาการเป็นเฉพาะที่ เช่น ปวดต้นแขน และผู้ที่อาการหนักยังอาจทำให้นอนกรนอีกด้วย (http://p.s1sf.com/ca/0/ud/202/1010905/7edc0ec4a50f9e20acba698c52e004cf.jpg) - ถ้าเป็นคนที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคปอดหรือโรคหัวใจ เลือกซื้อหมอนสูงเพื่อเวลานอนหมอนสูงจะช่วยให้หัวใจและปอดทำงานเบาขึ้น - ถ้าคนไหนเป็นไข้หวัดบ่อย ควรเลือกซื้อหมอนน้ำเพื่อให้ความเย็นและช่วยลดความร้อนที่ศีรษะให้ดีขึ้นได้ และท้ายที่สุดถ้าคุณเป็นคนที่รักสุขภาพ ปัจจุบันมีหมอนที่มีออฟชั่นเสริมให้เลือกมากมาย ทึ้งแบบกันไรฝุ่น หมอนสมุนไพร หมอนน้ำ ซึ่งต้องดูความเหมาะสมและองค์ประกอบของตัวคุณเองด้วย ลองกลับไปดูหมอนของตัวเองดูว่าเลือกได้ถูกต้องตามหลักรึเปล่า ถ้าไม่ล่ะก็รีบหามาเปลี่ยน เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณนั่นเอง ที่มา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 26, 2012, 04:28:35 PM กว่าจะมาเป็น’ไข่ปลาคาเวียร์’แสนแพง
กว่าจะมาเป็น ‘ไข่ปลาคาเวียร์’ ที่มีราคาแสนแพง ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นไข่ปลาที่อร่อยที่สุดในโลก ”คาเวียร์” หรือ “ไข่ปลาคาเวียร์” (Caviar eggs) เป็นไข่ปลาที่มีราคาแพงที่สุดในโลก เพราะ มีราคากิโลกรัมละหลายแสนกันเลยทีเดียว คำว่า “คาเวียร์” มาจากภาษาเปอร์เซีย ซึ่งมีความหมายว่า “ไข่ปลาที่ปรุงรส” โดยส่วนมากนิยมนำมาจากไข่ปลาสเตอร์เจียน ซึ่งคาเวียร์ยังได้มีการโฆษณาและได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยที่ สุดในโลก ทั้งนี้ในปัจจุบันคาเวียร์ ที่มีชื่อเสียงจะมาจากฝั่งทะเลแคสเปียน ในแถบอาเซอร์ไบจัน อิหร่าน และรัสเซีย คาเวียร์มีหลายประเภทและหลายสีโดยคาเวียร์สีทอง ที่ได้มาจากปลาสเตอร์เลต (sterlet) เป็นคาเวียร์ที่หายาก นิยมรับประทานกันในหมู่กษัตริย์ โดยในปัจจุบันคาเวียร์ชนิดนี้แทบจะหาไม่ได้เนื่องจากมีการล่ามากจนเกินไปและ ทำให้เกิดการสูญพันธุ์ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาวันนี้เราจึงมีภาพวิธีการหาไข่ปลาคาเวียร์มาให้ได้ ชมกัน แล้วจะรู้ว่าทำไม๊…ทำไม ไข่ปลาคาเวียร์ถึงได้มีราคาแพงแสนแพงขนาดนี้ ” คม ชัด ลึก” ออนไลน์ (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/135285.jpg) คาเวียร์ หรือไข่ปลาคาเวียร์ (Caviar) ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ได้มาจากปลาคาเวียร์ เพียงอย่างเดียว แต่อย่างใด แต่เป็นไข่ปลา ที่ผ่านการปรุงรสมาแล้ว โดยไข่นั้นได้มาจากปลาหลากหลายประเภท โดยส่วนมากจะนำมาจาก ไข่ปลาสเตอร์เจียน โดยแหล่งที่ขึ้นชื่อว่ามีปลาสเตอร์เจียนชุกชุม คือทะเลสาบแคสเปียน ใน อดีตเคยอาศัยอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ให้ชาวประมงรัสเซียได้จับกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้ปลาลดจำนวนลงมาก รัฐบาลรัสเซียจึงต้องออกกฎหมายห้ามจับโดยเด็ดขาด (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/135286.jpg) ไข่ปลาคาเวียร์อัลมาส (ภาษาเปอร์เซี่ยนแปลว่า “เพชร”) ที่ได้มาจากปลา “เบลูก้า สเตอเจียน” อายุหนึ่งร้อยปีขึ้นไป ถือเป็นไข่ปลาคาเวียร์ที่หายากที่สุด และมีราคาแพงที่สุด โดยมีราคาสูงถึงเกือบ 25,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (ประมาณ 850,000บาท/ก.ก.) ในขณะที่ราคาเฉลี่ยของเบลูก้า คาเวียร์ โดยทั่วไปในปัจจุบันจะอยู่ที่ 7,000 – 10,000เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก.(ราว 2.38 -3.4 แสนบาท/ก.ก.) ในปัจจุบันทั้งในทวีปยุโรป และอเมริกาเหนือ มีการล่าจับปลาสเตอร์เจียนกันมาก จนองค์การ CITES (อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการค้าสัตว์และพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ทั้งหมดราว 30,000 ชนิด ได้เข้ามาควบคุมการทำร้ายปลาสเตอร์เจียนด้วย เพื่อไม่ให้สูญพันธ์ ทั้งนี้เพราะได้มีการพบว่า ผู้คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า คาเวียร์ จากทะเลสาบแคสเปียนมีคุณภาพดีที่สุด จึงทำให้มีการซื้อขายคาเวียร์ทำเงินได้ปีละตั้งแต่ 2,000–4,000 ล้านเหรียญ แต่ CITES ก็ตระหนักดีว่าการปกป้องคุ้มครองปลาจำพวกนี้นั้น จำต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งศุลกากร, นักวิทยาศาสตร์ และชาวประมง จึงได้ออกกฎหมายบังคับห้ามจับปลาสเตอร์เจียน ในปริมาณที่เกินกำหนด อีกทั้งห้ามชาวประมงไม่ให้สร้างมลภาวะที่ร้ายแรงในทะเลสาบ และห้ามฆ่าปลาสเตอร์เจียนในช่วงก่อนอายุวางไข่ (15 ปี) รวมถึงให้มีการจำกัดโควตาการผลิต คาเวียร์ โดยให้ทุกประเทศที่อยู่เรียงรายรอบทะเลสาบแคสเปียนปฏิบัติตาม (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/135287.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/135288.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/135289.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/135291.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/135292.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 26, 2012, 04:30:18 PM มอสพุดเดิ้ล(Poodle Moth)ตาโปนขนฟู
(http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2012/08/0242.jpg) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า (24 ส.ค.) ดอกเตอร์อาร์เธอร์ อันเคอร์ นักวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์ภาพลงบนเว็บไซต์ Flickr โดยมีคำบรรยายใต้ภาพว่า “มอสพุดเดิ้ล(Poodle Moth)” ซึ่ง แสดงให้เห็นภาพสัตว์ประหลาดมีดวงตาปูดโปนและมีขนฟูปกคลุมร่างกาย ซึ่งในเวลาต่อมาก็ทราบว่า สัตว์ประหลาดตัวนี้คือตัวมอสที่มีอยู่จริงตามธรรมชาติในเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นสถานที่ที่คอดเตอร์อาร์เธอร์ใช้กล้องบันทึกภาพไว้ได้ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 30, 2012, 11:34:55 AM ดูแลตัวเอง ให้ห่างไกล มะเร็ง
ลดเสี่ยงห่างไกลมะเร็ง กับการดูแลตัวเองขั้นพื้นฐาน (ไทยโพสต์) มะเร็งเป็นโรคที่เกิดกับใครก็ได้ ไม่ว่าเด็กหรือแก่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย จะร่ำรวยหรือยากจน มะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิต ของผู้คนทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของโรคมะเร็งได้รับการพัฒนาไปมากพอ จนเราเรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเองจากโรคมะเร็งได้ และนี่คือคำแนะนำ 10 ประการ ที่คุณสามารถลงมือปฏิบัติได้ เพื่อชีวิตที่ห่างไกลจากโรคมะเร็ง 1. ลดหรือเลิกบุหรี่ ในแต่ละปีมะเร็งปอดคร่าชีวิตผู้คนไปมากที่สุดในบรรดามะเร็งชนิดต่าง ๆ ทั้งหมด ดังนั้น หากคุณติดบุหรี่ การเลิกสูบเสียแต่วันนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมครั้งสำคัญที่สุด ที่จะลดความเสี่ยงจากมะเร็งปอดและโรคอื่นๆ ที่มีสาเหตุมาจากบุหรี่ เลิกบุหรี่อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คุณสามารถขอคำปรึกษาถึงวิธีการเลิกแบบต่าง ๆ จากแพทย์ได้ ทั้งการรักษาด้วยยา หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะช่วยทำให้คุณเลิกบุหรี่ได้ 2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลายคนคงยังจำได้ดีเวลาถูกพ่อแม่บังคับให้กินผัก และก็คงไม่ได้คิดว่าพวกท่านจะทราบอะไรดี ๆ ที่พวกเราไม่รู้ แต่การถูกบังคับให้กินผักนี้กลับเป็นประโยชน์มากต่อตัวเราเอง เพราะผักจำพวก บร็อกโคลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี และกะหล่ำดาว ที่คนส่วนน้อยจะชอบรับประทานนั้น กลับอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นในการต่อสู้กับมะเร็ง รวมทั้งเป็นส่วนประกอบสำคัญในตำรับอาหารต้านมะเร็ง นอกจากนี้ ผลเบอร์รี่ ถั่วแดง และชาเขียว ก็อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับไวน์แดง ช็อกโกแลต และถั่วพีแกน ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วยร่างกายต่อต้านปฏิกิริยาเคมีที่ส่งผลร้ายต่อเซลล์ปกติ ซึ่งในท้ายที่สุดอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ควรเลือกรับประทานแต่พอประมาณ 3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายนานครั้งละ 30 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งลำไส้ การออกกำลังกายในที่นี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงแบบนักกีฬา แต่การเล่นโยคะ เดิน หรือเต้นแอโรบิกก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้ดีที่สุดเช่นกัน นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังช่วยไม่ให้คุณเป็นโรคอ้วน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งหลายชนิด 4. ตรวจสุขภาพประจำปี มีหลักฐานยืนยันว่า การตรวจสุขภาพประจำปีและการตรวจพบมะเร็งแต่เนิ่น ๆ ทำให้โอกาสที่จะรักษาจนหายก็มีมากขึ้นเท่านั้น และยังช่วยให้การรักษาฟื้นฟูทำได้เร็วขึ้นโดยมีผลข้างเคียงลดลง ดังนั้น ควรตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และขอคำแนะนำจากแพทย์เรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งที่เหมาะกับวัยของคุณ เช่น ผู้หญิงในวัย 40 ปีขึ้นไป ควรทำเมมโมแกรมเพื่อตรวจหามะเร็งเต้านม หรือชายในวัย 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมาก โดยที่มะเร็งบางชนิดอาจไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก 5. ดื่มแต่พอดี การดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปอาจเป็นผลร้ายต่อตับมากเป็นพิเศษ แม้แพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ (ไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน) 6. สืบสาวเรื่องราวครอบครัว มะเร็งหลายชนิดมักเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ หรือพูดง่าย ๆ มะเร็งสามารถสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ ดังนั้น การได้ทราบว่าคนในครอบครัวของคุณมีประวัติเจ็บป่วยด้วยมะเร็งชนิดใด ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการป้องกันมะเร็ง โดยการพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และควรแจ้งประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวให้แพทย์ทราบ เพื่อแพทย์จะสามารถให้คำแนะนำและดูแลคุณได้อย่างเหมาะสม 7. หลีกเลี่ยงแสงแดด รังสีอัลตราไวโอเลต (ยูวี) ในแสงแดดเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งผิวหนัง ซึ่งส่วนมากแล้วสามารถป้องกันได้ง่าย ๆ 2 วิธี คือ ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง และพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดโดยตรงในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่รังสียูวีมีความเข้มสูงสุด 8. มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยไม่เพียงช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเสียชีวิตของผู้หญิงไทยและผู้หญิงทั่วโลก เชื่อกันว่าประมาณร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูก มีสาเหตุมาจาก Human Papillomavirus (HPV) ที่สำคัญเชื้อ HPV นี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งที่ทวารหนักและอวัยวะเพศอีกด้วย แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนชนิดใหม่ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อ HPV ได้ในระดับหนึ่ง โดยต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ 9. นอนหลับให้สนิท จากการศึกษาพบว่า การนอนหลับให้สนิทจะมีผลไม่ทำให้เป็นมะเร็ง เนื่องจากมีผลการศึกษาพบว่าสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สมองผลิตในระหว่างการนอนหลับมีคุณสมบัติในการต่อสู้กับมะเร็ง แต่เมลาโทนินจะช่วยป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อการนอนนั้นเป็นการนอนหลับอย่างสนิท ต่อเนื่องในห้องมืดเท่านั้น 10. หลีกเลี่ยงการเผชิญกับสารเคมีอันตราย สารจำพวกยาฆ่าแมลง น้ำยาทำความสะอาด น้ำมันเบนซิน นั้น เต็มไปด้วยสารเคมีอันตรายที่เกี่ยวโยงกับการเกิดมะเร็ง แม้การควบคุมสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การจำกัดหรือหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเหล่านี้ในบ้าน หรือที่ทำงาน ย่อมเป็นการลดโอกาสในการสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารกันไฟ หรือ PBDE ซึ่งมักจะใช้กับผ้า เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 01, 2012, 08:05:59 PM กินไข่ทุกวัน อันตราย หรือปลอดภัย
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img1/135742.jpg) มีข้อกล่าวถึง ไข่ แหล่งโปรตีนราคาถูกไปในทางดีและทางร้ายอยู่ตลอดเวลา อะไรคือข้อเท็จจริง ไข่เจียวร้อน ๆ กับพริกขี้หนูสด ฟาสต์ฟู้ดคนไทยที่อร่อยสุดยอด หรือไข่ออมเลตแบบอเมริกันเบรกฟาสท์ กินไข่ปลอดภัยหรือทำร้ายหัวใจของเรา ผู้ที่รักสุขภาพมากมายเริ่มรังเกียจความอร่อยของไข่ เพราะกลัวโคเลสเตอรอลที่มากับไข่แดง บางคนถึงกับแยกกินเฉพาะไข่ขาวปราศจากไข่แดง น่าเสียดาย เรากำลังโยนทิ้งคุณค่าอาหารที่ดีที่สุดในไข่แดงเหมือนกับเรากินข้าวขัดสีสวยงามที่ขัดเอาวิตามินออกไปเสียหมด ไข่แดงมีโคเลสเตอรอลสูง เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ร่างกายเราจำเป็นต้องมีโคเลสเตอรอลที่เหมาะสมในกระบวนการเผาผลาญอาหารหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย หากเรากินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำตลอดเวลา ร่างกายก็ต้องผลิตออกมาเพื่อสร้างความสมดุล ถ้าคุณมีโคเลสเตอรอลสูงกว่าปกติอยู่แล้ว ไข่แดงก็ควรจะหลีกเลี่ยง แต่ทว่าขอให้ระลึกไว้ด้วยว่า ภาวะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โคเลสเตอรอลไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ก่อให้เกิดปัญหา(ส่วนใหญ่เกิดจากความเครียด ไม่ออกกำลังกายหรือกินมากไป) การเลือกกินเฉพาะไข่ขาวเพราะกลัวโคเลสเตอรอล ทำให้คุณพลาดคุณค่าที่ดีของไข่แดง เพราะในไข่แดงมีสารอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี วิตามินเอ โฟเลต โคลีน และบรรดาเกลือแร่ต่าง ๆ แคลเซี่ยม เหล็ก กินไข่ไขมันดีเพิ่มมหาวิทยาลัย North Carolina สหรัฐอเมริกา สนับสนุนให้กินไข่ทุกวันเพราะเป็นแหล่งสารอาหารที่ถูกมากโดยเฉพาะโคลีนที่มีมากในไข่แดง ซึ่งช่วยให้ระบบเซลล์สื่อประสาททำงานได้ดี ช่วยเรื่องความจำ เด็ก ๆ ควรกินสม่ำเสมอเพราะไม่ต้องห่วงเรื่องโคเลสเตอรอล กินไข่ทำให้โคเลสเตอรอลตัวดี HDL เพิ่มมากขึ้น การมี HDL เพิ่มมากขึ้นทำให้อัตราส่วนโคเลสเตอรอลรวมกับHDL ดีขึ้น สัดส่วนที่ดีหมายถึงเอาโคเลสเตอรอลรวมหารด้วย HDL ค่าที่ดีควรอยู่ที่ 2-3 ในผู้หญิง และ 3-4 ในผู้ชาย กินไข่ไม่ทำให้อ้วน จากการติดตามศึกษากลุ่มคนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นไข่เทียบกับกลุ่มที่ทานซีเรียลและขนมปัง เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่กินไข่เป็นอาหารเช้าจะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยต่ำกว่าอีกกลุ่ม เป็นเพราะโปรตีนจากไข่ร่างกายจะค่อย ๆ ย่อยเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ไม่เหมือนกับการกินคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันที่จะย่อยเร็วกว่า จึงทำให้หิวเร็วกว่าและทานซ้ำมากกว่า แม้ว่าไข่จะมีโคเลสเตอรอลสูงถึง 200 มิลลิกรัมซึ่งสมาคมโรคหัวใจของอเมริกา (American Heart Association) ได้ให้ข้อกำหนดว่าเราควรกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ทำการศึกษาว่าการกินไข่มากกว่าวันละฟองไม่ทำให้ความเสี่ยงของโรคหัวใจเพิ่มขึ้น แต่การปฏิเสธไม่กินไข่เลยหรือเลือกกินเฉพาะไข่ขาวไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเพราะร่างกายหากได้โคเลสเตอรอลไม่เพียงพอร่างกายเราก็จะพยายามผลิตออกมาเอง ซึ่งอาจจะมากกว่าการกินเข้าไป การกินแบบพอดี ไข่วันละฟองหรือสัปดาห์หนึ่ง 3-4 ฟอง ไม่ก่อปัญหาให้มากแต่ที่เป็นปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการได้ไขมันส่วนเกินจากเครื่องเคียงเสียมากกว่า เช่น ไส้กรอกทอดที่อุดมด้วยน้ำมันทั้งนอกและใน ไข่เจียวอมน้ำมัน หรือขนมปังทาเนยจริงหรือเทียม ล้วนเป็นตัวสร้างปัญหาให้มากกว่าตัวไข่เอง กินไข่ต้มรับรองว่าคุณได้สารอาหารที่ครบคุณค่าและปลอดภัยจากไขมันที่มาจากการปรุง สำหรับผู้ใหญ่ที่มีปัญหาสุขภาพก็ควรระมัดระวัง แต่สำหรับเด็ก ๆ ไข่คืออาหารที่วิเศษที่คุ้มค่าราคาเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ ขอบคุณ never-age.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 01, 2012, 08:08:52 PM น้ำลูกเดือย ช่วยบำรุงกระดูก และบำรุงสายตา
(http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2012/08/1267.jpeg) ประโยชน์ของการดื่มน้ำลูกเดือย นอกจากจะช่วยบำรุงกระดูกสำหรับเด็กๆ ที่กำลังเจริญเติบโตแล้ว น้ำลูกเดือยยังบำรุงสายตา และเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัว (http://www.108health.com/ckfinder/userfiles/images/Jina_Jee/1057.jpg) น้ำลูกเดือยเป็นเครื่อง ดื่มที่อุดมไปด้วยฟอสฟอรัส ที่ช่วยบำรุงกระดูกได้ดี เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา ช่วยให้เจริญอาหารและเหมาะที่เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยที่กำลังพักฟื้น คนสมัยก่อนใช้น้ำลูกเดือยเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน บำรุงไต บำรุงกระเพาะอาหารและม้าม แก้อาหารคลื่นไส้อาเจียน และโรคท้องร่วงได้ดี วิธีทำการทำน้ำลูกเดือย เตรียมส่วนผสมดังต่อไปนี้ ลูกเดือยต้มสุก 4 ถ้วยตวง น้ำเปล่า 10 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง เกลือป่น 1 ช้อนชา ขั้นตอน นำลูกเดือยต้มสุกผสมกับน้ำ ต้มให้เปื่อย พอเดือดแล้วจึงยกลง พักไว้ให้เย็น จากนั้นจึงนำมาปั่นให้ละเอียด เมื่อได้น้ำลูกเดือยแล้ว นำมาตั้งไฟผสมน้ำตาลทราย เกลือ คนให้ละลายเข้ากัน พอเดือดแล้วจึงยกลง เพียงเท่านี้คุณก็จะได้น้ำลูกเดือดที่มีประโยชน์สำหรับทั้งคุณ และเด็กๆ เอาไว้ดื่มได้นานๆ แล้วล่ะค่ะ -------------------------------------------------------------------------------- ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติและวิชาการดอทคอม และ naturezonesthome.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 14, 2012, 07:43:52 PM 7 ข้อสงสัย "สายตาเอียง"
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/136372.jpg) หากพูดถึงปัญหาสายตาเอียง (Astigmatism) มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังเข้าใจผิด และมีคำถามคาใจมากมาย ครั้งนี้มุมสุขภาพมีข้อเท็จจริงจากฝ่ายวิชั่นแคร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพตา ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ประเทศไทย) มาไขข้อสงสัยใน 7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับปัญหาสายตาเอียง เริ่มจาก "คนสายตาเอียงต้องใส่แว่นสายตาเพียงอย่างเดียว" ข้อมูลจากฝ่ายวิชั่นแคร์ ระบุว่า "ไม่จริง" แม้หลายคนเชื่อว่า แว่นสายตา คือคำตอบเดียวสำหรับผู้มีปัญหาสายตาเอียง แต่ในปัจจุบันมีคอนแทคเลนส์ที่พัฒนาและผลิตขึ้นมาพิเศษสำหรับคนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะคอนแทคเลนส์รายวันสำหรับสายตาเอียงที่ไม่เพียงช่วยแก้ไขค่าสายตาเท่านั้น ยังให้ความรู้สึก ชุ่มชื้นสบายตา สะดวกสบาย และสะอาดถูกสุขอนามัยในการสวมใส่ ช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียง สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ และไม่ต้องคอยกังวลกับผลข้างเคียงต่างๆ ทั้งอาการวิงเวียนและอาการปวดศีรษะอีกต่อไป ข้อถัดมา "ปกติแล้วคนเราไม่เกิดปัญหาสายตาเอียงกันง่ายๆ" ตอบคือ "ไม่จริง" เพราะจากสถิติพบว่า จากสถิติพบว่า ร้อยละ 50 ของผู้มีปัญหาสายตา มักมีสายตาเอียง ร่วมอยู่ในค่าสายตาด้วย และที่สำคัญสายตาเอียง ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่มีค่าสายตาเยอะๆ เท่านั้น สายตาเอียงเป็นอาการทางสายตาชนิดหนึ่ง แตกต่างจากสายตาสั้น หรือสายตายาว อธิบายวิธีสังเกตง่ายๆ คือ ผู้ที่มีสายตาสั้น หรือสายตายาว จะมองเห็นตัวเลข ตัวอักษร ชัดเท่าๆ กันทุกตัว หรือมัวเท่าๆ กันทุกตัว แต่ผู้ที่มีสายตาเอียง จะมองเห็นตัวเลข หรือตัวอักษรบางตัวชัด บางตัวไม่ชัด ข้อต่อมา "คนที่สายตาเอียง มักเป็นเพราะนอนอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ มากเกินไป" ความเข้าใจข้อนี้ก็ "ไม่จริง"เนื่องจากสายตาเอียง คือความผิดปกติของสายตาที่เกิดจากความโค้งของกระจกตาในแต่ละแนวไม่เท่ากัน ซึ่งนับเป็นความผิดปกติทางกายภาพ ถือเป็นปัจจัยภายใน และแม้การนอนอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ในที่มืดบ่อย อาจก่อให้เกิดความเมื่อยล้าของดวงตา เนื่องจากการเพ่งสายตาในระยะเวลานาน แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสายตาเอียง "คนที่สายตาเอียงจะรู้สึกเวียนศีรษะง่าย เมื่อดูโทรทัศน์ 3 มิติ ใช้คอมพิวเตอร์ รวมถึงสมาร์ทโฟนมากเกินไป"ข้อนี้ถือ "เป็นเรื่องจริง" เนื่องจากผู้ที่มีสายตาเอียงจะไม่สามารถจับภาพที่มีลักษณะเบลอ รวมถึงภาพที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วได้อย่างชัดเจนนัก ส่วนข้อคาใจที่ว่า "การหรี่ตา คืออีกหนึ่งสัญญาณว่าเราอาจจะมีปัญหาสายตาเอียง" ตอบคือ "จริง" เพราะนอกจากจะทำให้สาวๆ เสียบุคลิก การหรี่ตาเป็นประจำยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดริ้วรอยก่อนวัย นอกจากนี้ ผู้ที่ชอบหรี่ตาบ่อยๆ อาจกำลังประสบปัญหาสายตาเอียง เนื่องจากผู้ที่สายตาเอียงจะมองเห็นภาพไม่ชัด จึงมักจะพยายามเพ่งสายตาเพื่อปรับโฟกัสของภาพตามธรรมชาติ ด้วยการหรี่ตานั่นเอง "คนที่มีสายตาเอียงน้อย สามารถทดค่าสายตาได้ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขสายตาเอียง" ตอบคือ "ไม่จริง"หลายคนเชื่อว่าค่าสายตาเอียงเล็กน้อย สามารถแก้ไขได้ด้วยการทดค่าสายตา เช่น สายตาสั้น 900 แต่มีปัญหาสายตาเอียง 200 ก็ใช้วิธีทดค่าสายตา โดยใช้เลนส์แก้ปัญหาสายตาสั้น 950 เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นและกลบปัญหาสายตาเอียง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเราใช้สายตามากขึ้น เช่น อ่านหนังสือ ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้สมาร์ทโฟน หรือดูทีวี ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็สามารถกระตุ้นให้มองเห็นภาพเบลอ และอาจทำให้เริ่มมึนหัวได้ การทดค่าสายตาจึงไม่ใช่วิธีที่แก้ปัญหาได้เสมอไป และ "สายตาเอียง ไม่ได้มีผลอะไรมากนักกับชีวิตประจำวัน ไม่ต้องไปสนใจนักก็ได้" ซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญตอบว่า"ไม่จริง" เพราะหากไม่แก้ไข นอกจากจะทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน อาจก่อให้เกิดอาการเมื่อยล้าสายตา เวียนหัว ปวดศีรษะ และแน่นอนว่าอาการเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงกับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ตลอดจนการเดินทางขับรถ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ที่สายตาจะไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนนัก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียงควรตรวจวัดระดับสายตาที่โรงพยาบาลหรือสถานบริการตรวจวัดสายตาชั้นนำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจหาค่าสายตาจริง และหาทางแก้ไขที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 14, 2012, 07:48:06 PM รู้กันไหม??...น้ำแข็งเข้ามาเมืองไทยครั้งแรกเมื่อไหร่
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/136544.jpg) น้ำแข็ง เราเคยเห็นมาแต่เด็กหากินง่ายมาก แต่จะมีกี่คน ที่รู้ประวัติของ "น้ำแข็งในไทย" มีบันทึกการเข้ามาว่าของน้ำแข็งในสมัยที่ 4ว่าต้องสังมาจากสิงค์โปร์โดยการนำเข้ามากับเรือกลไฟชื่อ"เจ้าพระยา"ซึ้งเดินทางไปมาระหว่าง กรุงเทพกับสิงคโปร์และส่งตรงเข้ามาในวังเท่านั้น พวกในรั้วในวังก็ได้ชิมเพราะได้รับจากการพระราชทานเท่านั้น (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/136545.JPG) ต่อมาในปี พ.ศ. 2448 สมัยที่ 5 นายเลิศ เศรษฐบุตร(คนเดียวกับที่ทำรถเมล์คนแรก)ได้ตั้งโรงน้ำแข็งในไทยแห่งแรกที่สะพานเหล็กล่าง ตรงถนนเจริญกรุง ชื่อว่า"น้ำแข็งสยาม"แต่ชาวบ้านเรียกว่าโรงน้ำแข็งนายเลิศ ที่นิยมที่สุดก็เอาน้ำแข็งมาทำให้เป็นเกล็ดมาอัดเป็นแท่งเสียบไม้แล้วราดด้วยน้ำหวาน เป็นที่ถูกใจคนไทยสมัยนั้นและช่วยคลายร้อนได้ที่สุดในสมัยนั้นเลย (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/136546.gif) ที่มา : หนังสือ เรื่องเก่า เล่าสนุก ของ : โรม บุนนาค เรียบเรียง : วาทิน ศานติ์ สันติ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 14, 2012, 07:51:31 PM น้ำแร่และน้ำเปล่าแตกต่างกันอย่างไร
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/136570.jpg) น้ำเปล่า เป็นน้ำที่บริสุทธิ์ ไม่มีสารอาหารใดๆ เป็นโมเลกุลที่มีขั้ว ประกอบไปด้วยไฮโดรเจน 2 อะตอม และออกซิเจน 1 อะตอมยึดเหนี่ยวกันด้วยพันธะไฮโดรเจน น้ำเป็นตัวทำละลายที่ดีมากๆ และร่างกายสามารถดูดซึ่มได้รวดเร็วและดีที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำชนิดอื่นๆ น้ำแร่ เป็นน้ำที่อยู่ใต้ดินซึ่งประกอบไปด้วยสารอาหารมากมาย แต่แร่ธาตุจะมากหรือจะน้อยขึ้นอยู่กับแหล่งที่เกิดทางธรณีวิทยา เช่น ถ้าเกิดในบริเวณชั้นหินที่มีอายุเยอะแล้วจะมีความอุดมสมบูรณืของแร่ธาตุดีมาก แต่สารอาหารในน้ำแร่ ก็มีทั้งที่ดีและไม่ดีกับร่างกาย สารอาหารที่ดีต่อร่างกายในน้ำแร่ก็อย่างเช่น เกลือซัลเฟต ช่วยในการขับถ่าย , ฟลูออไรด์ , แคลเซียม , โพแทสเซี่ยม ช่วยในกระบวนการเมทาบอลิซึ่ม , โซเดียม ช่วยรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย เป็นต้นและน้ำแร่แบ่งได้อีกหลายชนิด ตามแหล่งที่เกิดและสรรพคุณที่ช่วยในการรักษาโรค ส่วนสารอาหารที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น สารหนู โครเมียม ไซยาไนด์ โมลิบดินัม แวนาเดียม เป็นต้น สิ่งที่เหมือนกันระหว่างน้ำแร่และน้ำเปล่า คือ เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการเพื่อนนำน้ำไปใช้ในกระบวรการต่างๆของร่างกาย เช่น ขับของเสียออกจากร่างกาย สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างน้ำแร่และน้ำเปล่า ความแตกต่างระหว่างน้ำแร่และน้ำเปล่า จะต่างกันที่น้ำแร่มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการมากกว่าน้ำเปล่าเท่านั้นเอง แต่แร่ธาตุเหล่านี้ เราจะได้รับอยู่แล้วในทุกๆ วัน ซึ่งได้จากการรับประทานอาหาร ถ้าร่างกายได้รับแร่ธาตุมากเกินไป ก็จะถูกขับออกมาในรูปของของเสีย ทำให้ดื่มไปก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรขึ้นมาสำหรับท่านใดที่ดื่มน้ำแร่แทนน้ำเปล่าก็ลองพิจรณากันดูอีกทีนะ เพราะราคาที่แพงกว่าแต่คุณค่ามีเท่าๆกัน ข้อเสียสำหรับผู้ที่ไม่ชอบดื่มน้ำหรือน้ำเปล่า โดยการเลือกดื่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม หรือ กาฟแทน หรือบางท่านอาจดื่มเฉพาะเวลาที่รู้สึกกระหายน้ำเท่านั้น ขอบอกว่าให้เลิกพฤติกรรมนี้ซะ เพราะว่าเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกานจะไปกระไปด้วยน้ำ ถ้าคุณไม่ดื่มน้ำหรือดื่มแต่น้ำหวาน จะส่งผลให้เซลล์ในร่างกายเหี่ยว ร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ สุขภาพย่ำแย่ ไม่มีสมาธิเพราะสมองขาดน้ำ รู้สึกเหนื่อยและหงุดหงิดง่าย อาจเกิดการตกผลึกของเกลือแร่ทำให้เกิดโรคนิ่วในไตได้ง่าย หัวใจต้องทำงานหนักเป็นอย่างมากเพราะ ในเลือดไม่มีน้ำ แต่กลับมีน้ำตาลอยู่ ทำให้เลือด เหนี่ยวและข้น ยากต่อการที่จะส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ปาก คอ ผิวพรรณ แห้ง มันมีผลเสียมาเลยใช่ไหมค่ะ กับการที่ร่างกายขาดน้ำ สำหรับท่านใดที่ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า ก็เริ่มมาดื่มด้วยวิธีการจิ๊บน้ำแทนก่อน จิบบ่อยๆ และค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้นค่ะ และเราก็จะเคยชินกับการดื่มน้ำไปเอง หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 14, 2012, 08:03:06 PM ฟักข้าว พืชพื้นบ้าน ช่วยต้านมะเร็งชั้นยอด
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/136491.jpg) ได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพมาพักหนึ่งแล้ว สำหรับผักพื้นบ้านที่มีชื่อว่า "ฟักข้าว" เชื่อว่าหลายคนคงคุ้น ๆ กับชื่อนี้ แต่อาจจะยังไม่รู้ว่า "ฟักข้าว" มีประโยชน์อย่างไร ใครที่ยังไม่รู้ว่า สรรพคุณของฟักข้าวมีดังนี้ ฟักข้าว เป็นพืชไม้เลื้อยอยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระ มีชื่อสามัญว่า Spring Bitter Cucumber เป็นพืชที่ขึ้นตามรั้วบ้าน หรือตามต้นไม้ต่าง ๆ มีมือเกาะคล้ายกับตำลึง ใบเป็นรูปหัวใจคล้ายใบโพธิ์ ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 3-5 แฉก ดอกจะมีสีขาวแกมเหลือง ตรงกลางมีสีน้ำตาลแกมม่วง ผลของฟักข้าว 2 ลักษณะ คือ ทรงกลม และทรงรี ผลกลม ๆ จะยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ส่วนผลรีจะยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ถ้ายังเป็นผลอ่อนอยู่ ผลจะมีสีเขียวอมเหลือง มีหนามถี่ ๆ อยู่รอบผล แต่เมื่อสุกแล้ว ผลจะมีสีแดง หรือแดงอมส้ม และหากผ่าผลฟักข้าวออกดูข้างใน ก็จะเห็นเมล็ดจำนวนมากเรียงตัวกันคล้ายเมล็ดแตง แต่ละผลหนักประมาณ 0.5-2 กิโลกรัม หลายคนที่อยู่ต่างจังหวัดอาจจะไม่คุ้นชื่อกับ "ฟักข้าว" แต่คุณอาจจะคุ้นกับชื่อที่เรียกกันในท้องถิ่น อย่างจังหวัดปัตตานี จะเรียก "ฟักข้าว" ว่า "ขี้กาเครือ" จังหวัดตาก จะเรียกว่า "ผักข้าว" จังหวัดแพร่ เรียก "มะข้าว" เป็นต้น เห็นหน้าค่าตารู้จัก "ฟักข้าว" กันไปแล้ว ลองมาดูกันบ้างดีกว่า ว่า "ฟักข้าว" นำไปทำประโยชน์อะไรได้บ้าง ที่เห็นชัด ๆ เลยก็คือ คนนิยมนำผลอ่อนของฟักข้าวมาปรุงอาหาร เพราะรสชาติของฟักข้าวอร่อยออกขมนิด ๆ แต่นุ่มลิ้น และเพราะว่า "ฟักข้าว" เป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็นเช่นเดียวกับพืชตระกูลแตง การรับประทาน "ฟักข้าว" จึงช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ด้วย ซึ่งวิธีปรุงอาหารจาก "ฟักข้าว" ก็ไม่ยาก แค่นำ "ฟักข้าว" มาลวก หรือต้มให้สุก แล้วจิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่ในแกง เช่น แกงเลียง แกงส้ม ก็ได้เมนูอร่อยเด็ดอีกจานแล้ว ขอบคุณข้อมูลจาก หมอชาวบ้าน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 14, 2012, 08:07:14 PM “กินผัก”อย่างไรให้ปลอดภัยจาก“ยาฆ่าแมลง”
กินผัก”อย่างไรให้ปลอดภัยจาก“ยาฆ่าแมลง” สวัสดีวันศุกร์ในฤดูฝนกันนะคะ สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปแอ่วบนดอยชื่อ “ม่อนแจ่ม” จ.เชียงใหม่ ที่นี่มีคนบอกว่า หน้าฝนบนดอยที่ม่อนแจ่มมีทะเลหมอกสวย นอกจากวิวสวยแล้ว ยังมีโครงการหลวงหนองหอย โครงการในพระราชดำริของในหลวง เพื่อส่งเสริมอาชีพให้ชาวเขาปลูกผักผลไม้ขาย ภายใต้แบรนด์ “ดอยคำ” ให้เลือกรับประทานกัน วิวแปลงผักที่นี่สวยสบายตามากค่ะ ดอยทั้งดอยถูกเนรมิตเป็นแปลงปลูกผัก มองไปจะมีสีเขียวอ่อนไปจนเขียวเข้มของผักถูกสลับไล่ระดับกันไปมา เห็นแล้วอดไม่ได้ที่ต้องหาเมนูสลัดผักสดๆชามใหญ่ๆกับน้ำสลัดฟักทองมาทาน เมื่อพูดถึงเรื่องผัก พลันนึกถึงประสบการณ์ที่เคยตรวจฟาร์มตรวจโรงงานผักผลไม้ให้หลายแห่งที่ส่งออกไปต่างประเทศ ทำให้ได้ทราบว่า กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป, อเมริกา ออสเตรเลียหรือแม้แต่ประเทศเอเชีย อย่าง ญี่ปุ่น เขามีกฏหมายควบคุมปริมาณสารกำจัดศัตรูพืช หรือยาฆ่าแมลงตกค้างสำหรับผักผลไม้ทั้งสดและแปรรูปที่จะนำเข้าไปยังประเทศดังกล่าว แต่ส่วนที่ปลูกเพื่อขายภายในประเทศเราเองกลับไม่มีอะไรควบคุมเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเลย อย่างที่ทราบกันว่า การปลูกผักในปัจจุบันมีการใช้สารเคมีและสารกำจัดศัตรูพืชมากมายเหลือเกิน ยกเว้นพวกผักออแกนิคที่ใช้ต้นทุนสูงมากในการเพาะปลูก ทำให้มีสารเคมีและยาฆ่าแมลงตกค้างในผักและมีโอกาสสะสมจนเกิดผลเสียต่างๆ กับร่างกาย เคยมีการสุ่มตรวจพืชผักที่ขายในตลาดบ้านเราพบว่า พืชผักที่พบสารเคมีตกค้างมากที่สุด ล้วนแต่เป็นของสามัญประจำมื้อ จำพวกพริกขี้หนู ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ-มะเขือเปราะ ผักชี กะหล่ำปลีและแตงกวา (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/136512.jpg) สาระคอลัมน์ “กินดี” กับเดลินิวส์ออนไลน์วันนี้ จึงอยากนำเสนอวิธีกินผักให้ปลอดภัยจากยาฆ่าแมลงค่ะ เริ่มจากผักออแกนิคหรือผักที่มีสัญลักษณ์ Q Mark สีเขียวๆ อยู่บนถุงน่ะค่ะ เคยเห็นกันไหมคะ จัดเป็นผักที่ค่อนข้างปลอดภัยตามมาตรฐานกรมวิชาการเกษตร ผักชนิดนี้ต้องปลูกตามระบบที่เรียกกันว่า แก่บ (GAP : Good Agricultural Practice) โดยควบคุมการใช้สารเคมีตามรายการที่อนุญาตให้ใช้เท่านั้น อีกทั้งกำหนดให้เก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่ปลอดภัย แต่ข้อจำกัด คือ ราคาสูงกว่าผักทั่วไปมากกว่าเท่าตัว แถมยังหาซื้อยาก เพราะมักมีขายเฉพาะในห้างสรรพสินค้า ดังนั้นหากยังจำเป็นต้องซื้อผักจากตลาดสดทั่วไป วิธีที่ช่วยได้มาก คือ การล้างก่อนการบริโภค ย้ำว่าสำคัญมากจริงๆ นะคะ ซึ่งวิธีการล้างผักให้สะอาด ปลอดภัยจากยาฆ่าแมลงตกค้าง มีคำแนะนำดังนี้คะ 1.ล้างด้วยน้ำยาล้างผัก จะช่วยลดสารพิษได้ประมาณ ร้อยละ 25 2.ล้างผัก ผลไม้ แล้วแช่ในด่างทับทิมสีชมพูอ่อนๆ นาน15 นาที ลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ 40 3.ล้างผัก ผลไม้ โดยเปิดก๊อกน้ำไหลผ่านตลอดเวลา พร้อมทั้งถูผักผลไม้ 3-5 นาที ลดสารพิษได้ ร้อยละ 60 4.ล้างผัก ผลไม้ แล้วแช่ในน้ำส้มสายชู (ผสมน้ำส้มสายชู 250 ซีซี : น้ำ 2 ลิตร ) แช่ไว้นาน 5 นาที จะลดสารพิษได้เกือบหมด 5.ใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่นาน 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกที ลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ 29-38 6.ใช้โซเดียมไปคาร์บอเนต (ผงฟู) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง (20 ลิตร) แช่นาน 15 นาที ลดปริมาณ สารพิษได้ร้อยละ 90-95 7.ลอกหรือปอกเปลือกชั้นนอกของผัก ผลไม้ออกทิ้ง เด็ดผักเป็นใบ ๆ แล้วแช่น้ำสะอาดนาน 10-15 นาที ลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ 27-72 8.ต้มหรือลวกผักด้วยน้ำร้อน ลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ 48-50 ถึงตอนนี้หลายคนอาจมีคำถามว่า แล้วในกรณีของแม่บ้านถุงพลาสติกไม่ได้ทำอาหารเองล่ะ จะทานอย่างไรให้ปลอดภัย ตอบว่า ผู้เขียนมีเทคนิคส่วนตัวซึ่งใช้ได้กับการทานอาหารทุกกรณีที่ต้องการลดการสะสมของสารเคมีในอาหาร นั่นคือการเลือกทานอาหารให้หลากหลายเข้าไว้ค่ะ อย่าทานผัก หรืออาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่เราชอบบ่อยๆ เป็นระยะเวลานานๆ ไม่ใช่ทานคะน้าทุกมื้อ หรือกะหล่ำปลีผัดหมูทุกวัน อีกวิธีคือทานพืชผักสวนครัวที่เราปลูกเองได้ง่ายๆ อย่างตำลึง แบบนี้สบายใจได้แน่ว่าไม่มีสารตกค้าง รู้วิธีกินผักให้ปลอดภัยกันแล้ว อย่าลืมนำไปใช้กันนะคะ อย่าลืมที่เคยย้ำกันนะคะว่า You are what you eat ทานอะไรก็เป็นแบบนั้น ไม่อยากมีโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากยาฆ่าแมลงสะสม ก็ต้องรู้จักทำเหตุเพื่อลดความเสี่ยงอย่างที่บอกมานะคะ. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 18, 2012, 05:36:00 PM กินแบบไทย ไล่มะเร็ง
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/136680.jpg) อยู่ดี ๆ ไม่มีอาการอะไรผิดปกติ แต่พอไปตรวจสุขภาพ หมอบอกเป็นมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย อีก 6 เดือนต้องตาย เป็นไปได้อย่างไร? แม้วงการแพทย์ยังไม่ฟันธงถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคมะเร็ง แต่จากการศึกษาติดต่อกันมาเนิ่นนานพอจะระบุได้ว่า ต้นเหตุของโรคมะเร็งส่วนน้อยนิดไม่ถึง 20% เกิดจากกรรมพันธุ์ แต่อีก 75-80% ไปสัมพันธ์กับวิถีชีวิต มลพิษ และสิ่งแวดล้อม ทั้ง 3 สิ่งนี้มนุษย์เป็นผู้กระทำให้ตนเองเกิดโรคมะเร็ง ทั้งตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจ วิถีชีวิตที่เครียดกับการทำงาน และการดำเนินชีวิตท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดปากกัดตีนถีบ มีเวลาพักผ่อนน้อย ทุ่มเทชีวิตให้กับงาน ไม่เคยสนใจออกกำลังกาย หมกมุ่นอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทั้งหมดก่อให้เกิดโรคมะเร็งอารมณ์ ชีวิตจึงเหี่ยวเฉา เซ็ง หน้าเคร่งเครียด อารมณ์บูดตลอด ทั้งหมดมีผลกระทบทำให้เซลล์ผิดปกติ หากเกิดติดต่อกันนาน ๆ นำไปสู่มะเร็งทางกายได้ในที่สุด ส่วนสาเหตุมะเร็งที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมมีหลายสาเหตุย่อย แต่เชื่อไหมส่วนมากเกิดจากอาหาร บุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นสิ่งที่เราเสพเข้าไปทั้งนั้น ดั้งนั้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราสามารถที่จะป้องกันมะเร็งไม่ให้เกิดกับตัวเราด้วยตัวเราเอง แต่เชื่อเถอะคุณไม่สนใจที่จะดูแลตัวเองเรื่องการกิน มะเร็งจึงได้เข้าโจมตีคุณโดยไม่บอกคุณล่วงหน้า การกินอาหารไทย ๆ (ต้องไทยแท้ ๆ) สามารถป้องกันมะเร็งได้ ขอฟันธง เพราะสิ่งที่จะบอกต่อไปนี้ สามารถอธิบายได้ ทางวิทยาศาสตร์ขององค์ประกอบของอาหารไทย ที่ป้องกันมะเร็งได้หลายเหตุผล อาทิ อาหารไทยแท้แบบดั้งเดิมเป็นอาหารที่ปรุงประกอบมาจากอาหาร หรือวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่ผ่านกระบวนการใด ๆ นั้น ย่อมปลอดภัยจากสารพิษปนเปื้อนและสารก่อมะเร็ง เรียกว่า กินตามธรรมชาติให้มา และที่สำคัญการกินอาหารไทยเน้นปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น เมนูอาหารไทยแท้จะปรุงมาจากปลาเป็นส่วนใหญ่ซึ่งมีไขมันต่ำ และเป็นโปรตีนที่ดีย่อยง่าย ป้องกันมะเร็งได้ อาหารไทย ๆ มักเน้นการปรุงแบบ ต้ม ปิ้ง ย่าง และยำ ไม่เน้นการทอด ไขมันจึงต่ำ อาหารไทยมีรสชาติปานกลางกลมกล่อมไม่หวานจัด มันจัด เค็มจัด อาหารไทยในหนึ่งสำรับ หรือหนึ่งจานครบ 5 หมู่ และมีความสมดุลของสารอาหาร และพลังงาน จึงถือได้ว่าอาหารไทย คือ อาหารบาลานท์ไดเอท (Balance Diet) เหตุผลทั้งหมด จะอธิบายได้เต็มปาก หากกินอาหารไทยจะไล่บี้มะเร็งได้ จริง ๆ นะ การป้องกันมะเร็งนอกจากปรับพฤติกรรมหันมากินอาหารไทย ๆ ให้มากขึ้นตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังจะต้องหลีกเลี่ยงการกินอาหารปิ้งย่างจนไหม้เกรียม อาหารมันจัด เช่น หนังหมู หนังไก่ อาหารทอด โดยเฉพาะทอดน้ำมันลอยที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ อาหารสีฉูดฉาด อาหารหมักดอง อาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมอาหาร (Process Food) และหาโอกาสออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตลอดจนหลีกเลี่ยงความเครียด และหาทางสลัดมันออกโดยเร็วเมื่อรู้ตัวว่าเครียด ลด หรือ งดสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ได้ ขอบคุณข้อมูลจาก สุขกายสบายใจ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 18, 2012, 05:41:01 PM มือใหม่เริ่มวิ่งทำอย่างไร
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/136633.jpg) ที่เราหันมาสนใจการออกกำลังกายด้วยการเดินเร็ว ร่างกายก็จะค่อย ๆ เพิ่มความแข็งแรงมากขึ้น คุณจะรู้สึกว่าเดินได้ระยะทางมากหรือไม่ก็เดินได้เร็วมากขึ้น โดยที่ไม่เหนื่อยเหมือนเก่าหรือเหนื่อยน้อยลง คราวนี้คุณคงอยากจะเริ่มวิ่งจ๊อกกิ้งบ้างแล้ว เพราะรู้สึกว่าแค่เดินจะไม่ทันใจเสียแล้ว ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เรามาดูข้อดีของการออกกำลังกายประเภทเดินเร็วหรือวิ่งจ๊อกกิ้งกันว่า อรรถประโยชน์แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร การออกกำลังกายที่หัวใจและปอดได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การไหลเวียนเลือดเป็นไปอย่างดี เราเรียกการออกกำลังกายประเภทนี้ว่า แอโรบิก เอ็กเซอร์ไซส์ คำจำกัดความแท้จริงคือ การใช้ออกซิเจนอย่างสม่ำเสมอในการออกกำลังกาย ซึ่งไม่ใช่แค่การเต้นแอโรบิก แต่รวมถึงการเดินเร็ว วิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือแม้แต่เล่นสกี การออกกำลังกายเหล่านี้ จะต้องอาศัยการทำงานของปอดและหัวใจอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอเหมือนรถที่วิ่งในความเร็วคงที่ ไม่กระโชกโฮกฮาก แบบการเล่นกีฬาบางประเภทที่มีทั้งอยู่กับที่ วิ่งเร็วบ้าง วิ่งช้าบ้าง แบบนั้นไม่ใช่การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งทำร้ายการทำงานของหัวใจมากกว่าการช่วยให้หัวใจแข็งแรง ซึ่งเรามักได้ยินข่าวอยู่บ่อยที่เล่นฟุตบอลหัวใจวาย เล่นเทนนิสหัวใจวาย สำหรับมือใหม่หัดวิ่งหรือหัดเดินเร็ว สิ่งที่สมควรลงทุนมากสุดคือรองเท้าที่ดีเหมาะสมกับเราหนึ่งคู่ หากท่านได้เริ่มเดินจนรู้สึกดีมาระยะหนึ่งแล้วก็เรามาเริ่มวิ่งจ๊อกกิ้งกัน แต่อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือการยืดเส้นยืดสาย อบอุ่นร่างกาย ให้เตรียมพร้อมกับการออกกำลังกาย ทั้งก่อนและหลังการวิ่ง เป็นเรื่องที่ลดการบาดเจ็บและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ดีมาก เสื้อผ้าที่ใส่ไม่ต้องมิดชิดมาก คนเริ่มวิ่งใหม่ ๆ มักจะอายหรือไม่คุ้นกับตัวเอง มักใส่เสื้อผ้ารุ่มร่าม ขอแนะนำ เสื้อยืดแขนสั้นหลวม ๆ สีอ่อน(เพราะจะไม่ดูดแสงทำให้ร้อนไป) กางเกงขาสั้นดีกว่าขายาว แต่แรก ๆ ยังเขิน ๆ ก็พออนุโลมกันได้ วิ่งที่ไหนดี คำตอบคือที่ไหนก็ได้ที่มีที่ให้เราวิ่ง ในหมู่บ้าน สวนสาธารณะใกล้บ้าน ริมถนนที่ไม่ค่อยมีรถ วิ่งได้ทั้งนั้นไม่จำเป็นต้องลงทุนไปที่ยิม เพราะบางทีจะเสียเงินฟรี กับการจ่ายค่าสมาชิกแล้วไปไม่กี่ครั้ง วิ่งเร็วแค่ไหน เริ่มแรกไม่ต้องเน้นความเร็ว การออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน็ให้เน้นที่ระยะเวลามากกว่าระยะทาง เริ่มแรกควรวิ่งได้ต่อเนื่องอย่างน้อย 20 นาที ในระยะเวลา 20 นาทีนี้ถ้ามีเพื่อนวิ่งด้วย ให้วิ่งแบบวิ่งไปคุยกันไปรู้เรื่อง ถ้าเริ่มคุยไม่ได้ เริ่มหอบ หายใจไม่ทัน แสดงว่าวิ่งเร็วเกินไปแล้ว ให้ลดความเร็วลงมา ท่าวิ่งสำคัญ อย่าลงปลายเท้า วิ่งจ๊อกกิ้งไม่ใช่วิ่งเร็วหรือวิ่งแข่ง การลงเท้าสัมผัสพื้นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ อย่าลงด้วยปลายเท้าแบบนักวิ่งร้อยเมตรเพราะเราไม่ได้เน้นความเร็ว ขอให้วิ่งลงส้นเท้าหรือตั้งแต่กลางเท้าสัมผัสพื้นก่อน แล้วค่อยตามด้วยปลายเท้าด้านหน้า วิ่งแบบนี้จะวิ่งได้นาน น่องจะไม่เกร็ง ไม่ล้า ไม่ปวดเมื่อย และป้องกันการบาดเจ็บ ได้มาก ส่วนแขนสองข้างงอขึ้นมาสบายๆ กำมือหลวมๆ อยู่ราวหน้าอก ไม่ต้องกุมอกแน่นแบบสาวๆ หลายคน ที่กลัวหน้าอกหน้าใจจะถูกแรงโน้มถ่วงดึงลงมา หลักง่ายๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องยกสูง อย่าฝืนวิ่ง ไม่ไหวสลับเดินได้ ตั้งเป้าไว้ว่าต้องวิ่งให้ได้เท่านั้นเท่านี้ บางทีมือใหม่อาจหน้ามืดเป็นลมเป็นแล้งไปได้ ถ้ารู้สึกว่าร่างกายไม่เอาด้วย อย่าได้ฝืน วิ่งให้ช้าลง หรือไม่ไหวจริงๆ ก็สลับเดินได้ อย่าได้วิ่งแล้วหยุดกึกทันที ทำแบบนี้จะอันตรายหน้ามืดได้ ต้องเดินต่อเนื่องให้ร่างกายได้ปรับตัว พอหายเหนื่อยก็กลับไปวิ่งเหยาะในความเร็วเดิมได้ ทำแบบนี้บ่อยๆ ในช่วงเริ่มต้น คุณจะแปลกใจกับความแข็งแกร่งของร่างกาย รู้สึกว่าเหนื่อยน้อยลง หรือไม่ก็วิ่งโดยไม่ต้องหยุดได้ครบระยะเวลาที่ตั้งใจ เตรียมตัวอย่างไรก่อนวิ่ง ไม่ควรกินอาหารหนักก่อนวิ่งอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพราะร่างกายต้องการเลือดส่วนใหญ่ไปที่กระเพาะอาหาร เพื่อช่วยการย่อยอาหาร หากเราไปออกกำลังกายช่วงนี้ เลือดในร่างกายก็ถูกดึงไปใช้เลี้ยงกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการย่อยอาหารที่ไม่สมบูรณ์ ท้องอืด ท้องเฟ้อ และทำให้จุกเสียดท้องได้ แต่ไม่ใช่ว่าต้องท้องว่าง คุณอาจทานอะไรเบา ๆ เพื่อเป็นพลังงานในการเตรียมการออกกำลังกาย เช่น น้ำผลไม้ นมครึ่งแก้ว ผลไม้ชิ้นสองชิ้น ทำให้เราออกำลังกายได้สนุกมากขึ้น เรื่องน้ำดื่ม อย่าได้เชื่อผิด ๆ ว่าระหว่างการวิ่งอย่ากินน้ำทำให้จุก จะเป็นจริงก็เพราะดื่มมากไป การวิ่งหรือเล่นกีฬา ต้องมีการจิบน้ำเป็นระยะ เพื่อให้ความสดชื่นแก่ร่างกายที่เสียเหงื่อออกไป และช่วยลดความร้อนในร่างกายขณะออกกำลัง วิ่งบ่อยถี่แค่ไหนเหมาะสม ตามทฤษฎี สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 -30 นาที ร่างกายถึงจะได้ประโยชน์ หัวใจและปอดจะแข็งแรงดี แต่ถ้าทำได้มากกว่านั้นก็ยิ่งมีประโยชน์ แต่ส่วนใหญ่จะทำได้น้อยกว่านี้ ช่วงแรก ๆ พยายามทำให้ได้ตามนี้ เมื่อทำเป็นนิสัยคุณจะรู้ว่าการออกกำลังกายจะทำให้คุณปลอดโปร่งได้มากแค่ไหนทั้งภายในร่างกายและสภาพจิตใจ อ่านจบแล้ว นึกอยากออกไปวิ่ง อยากออกไปเดิน ทำได้ทันที ไม่ต้องรอใครไม่ต้องชวนเพื่อน เอารองเท้าออกมา ใส่ชุดสบาย ๆ เอา IPOD หรือ MP3 โทรศัพท์มือถือเปิดเพลงมัน ๆ ไปกับเราด้วย ให้เวลาตัวเองซักครึ่งชั่วโมง ทำไมจะหาไม่ได้ ในเมื่อเราให้คนอื่น เรายังให้ได้มากกว่านี้ Never-Age.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 18, 2012, 05:42:39 PM 10 วิธีคืนความสมดุลให้กับร่างกายรับหน้าฝน
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/136800.jpg) ความสมดุลในร่างกาย คือ การที่ระบบอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างสัมพันธ์กัน โดยความสมดุลของร่างกายอยู่ที่ประมาณ 37 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าอุณหภูมิภายนอกจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นร้อน เย็น หรือชื้น ร่างกายก็จะปรับอุณหภูมิภายในให้อยู่สภาวะคงที่ 37 องศา เราจึงควรสร้างสมดุลให้กับตัวเองเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ด้วย 10 วิธีง่าย ๆ ช่วยรับมือกับอากาศแปรปรวนในหน้าฝน 1. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1.5 ลิตร เพื่อให้สมดุลของอุณหภูมิในร่างกายคงที่ จะช่วยทำให้โอกาสการติดเชื้อลดลง 2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ถ้านอนหลับยาก ลองรับประทานกล้วยหอมก่อนนอน ซึ่งกล้วยหอมจะมีสารทริปโตเฟน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับได้ง่ายขึ้น 3. หน้าฝนมักจะไม่ค่อยเสียเหงื่อ เพราะอากาศชื้น ควรออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้ขับของเสีย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายวิธีหนึ่งด้วย 4. อาหารที่ควรรับประทานอาหาร ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา กระชาย เป็นต้น เพราะเป็นอาหารที่มีความเผ็ดร้อน เป็นการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย 5. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงรับประทาน คือ อาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสขม เพราะจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมากกว่าเดิม ส่งผลให้ระบบการย่อยทำงานหนัก ย่อยยาก 6. ไม่ควรอยู่ในที่อึดอัด เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ควรอยู่ที่อากาศแห้งและถ่ายเทสะดวก เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และทำตัวเป็นมนุษย์สะอาด ล้างมือทุกครั้งหลังทำกิจกรรมเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค 7. หน้าฝนอากาศไม่ปลอดโปร่ง ทำให้คนมีจิตใจหดหู่ ควรหาเวลาไปพักผ่อนเพื่อเพิ่มออกซิเจนบริสุทธิ์ให้กับร่างกาย 8. อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ง่าย เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยการรับประทานวิตามินซีเสริมวันละ 500-1,000 มิลลิกรัม 9. ควรใส่เสื้อผ้าสีสดใส เพื่อเติมพลังงานให้กับจิตใจ ใครจะคิดบ้างว่าแค่การปรับเปลี่ยนสีเสื้อผ้าก็ทำให้อารมณ์คุณเปลี่ยนแล้ว 10. นอกจากเตรียมความพร้อมของร่างกายแล้ว ควรเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ ทำจิตใจให้สงบนิ่ง ด้วยการนั่งสมาธิ เพื่อรับมือกับทุกสภาวะ ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยโพสต์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 18, 2012, 05:44:08 PM 10อาชีพอนาคตที่จะมา'แรงส์'สุดๆ
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img4/136794.jpg) 1. วิศวกรเนื้อเยื่อ อนาคตโลกเราจะมีผิวหนังปลอม และกระดูกอ่อนเทียมออกวางจำหน่าย นักวิจัยสามารถสร้างลำไส้ และกระเพาะปัสสาวะใหม่ขึ้นมาในช่องท้องของสัตว์ เป็นการเริ่มต้นสร้างเนื้อเยื่อของตับ หัวใจ และไต ขึ้น 2. นักวางโครงสร้างยีน แผนผังโครงสร้างทางพันธุกรรม (ยีน) ของมนุษย์ ทำให้ช่างเทคนิคสามารถสร้างหรือเปลี่ยนแปลงหน่วยทางพันธุกรรมของมนุษย์แต่ละคนได้ ด้วยการเขียนรหัสคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใหม่ เมื่อมีการสแกนภาพของดีเอ็นเอเราเพื่อหาข้อบกพร่อง แล้วหมอจะใช้การบำบัดทางพันธุกรรม มีการคัดเลือกเอาแต่โมเลกุลที่ฉลาดๆ เพื่อป้องกันปัญหาบางอย่าง เช่น โรคมะเร็ง 3. ชาวนา เกษตรกรยุคใหม่ จะปลูกพืชพรรณต่างๆ มีการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งผ่านการดูแลทางด้านพันธุวิศวกรรมมาก่อนแล้ว โครงการนี้เริ่มก้าวหน้ามากแล้ว มีทั้งวัคซีนที่จะฉีดให้มะเขือเทศโต และวิทยาการอื่นๆ 4. ผู้ตรวจสอบเรื่องอาหาร ไม่ต้องกังวลว่าจะมีอะไรกินในมื้อค่ำ เมื่อมีปลาที่โตเร็ว และมีการตัดต่อทางพันธุกรรม ทำให้มีอาหารพอสำหรับประชากรที่ล้นโลก แต่ก็จะต้องระวังเรื่องผลกระทบทางพันธุกรรมต่างๆ ด้วย 5. นักขุดข้อมูล อนาคตจะมีนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญมาจัดการข้อมูลของที่ต่างๆ เขาจะรู้รูปแบบพฤติกรรมของผู้คน ทำให้เป็นประโยชน์ต่อนักการตลาดมาก 6. ช่างซ่อมด่วนตามสาย ถ้าคุณไม่สามารถจัดการกับบรรดาเครื่องเล่นวิดีโอหรือว่าดีวีดีได้ละก็ คุณจะมีรีโมทที่ทำหน้าที่ดูแล อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างในบ้าน แต่ก็น่าจะยังมีช่างซ่อมที่เราจะเรียกใช้บริการตามสายผ่านวิดีโอโฟนอยู่บ้าง 7. นักแสดงแบบ Virtual Reality การชมโทรทัศน์แบบเสียเงินจะกลายเป็นการจ่ายต่อครั้งที่มีการแสดง ต่อไปนักแสดงจะมีปฏิกิริยากับเราได้ในโลกของละคร Cyber Space อาชีพนักเขียนบทก็ยังจะมีคนต้องการสูงเพราะคงจะมีบทแปลกๆ อีกมาก 8. นักโฆษณาเพื่อคนๆ เดียว อุตสาหกรรมโทรทัศน์จะมุ่งเน้นไปที่บุคคลมากขึ้น นักโฆษณาจะสร้างสรรค์เนื้อหาโฆษณาของสินค้า เพื่อผู้บริโภคแต่ละคนโดยเฉพาะ แต่ก็จะมีโฆษณาอื่นๆ ที่พยายามดึงความสนใจเราด้วยกลิ่นและรส เพื่อส่งกระแสกระตุ้นให้เราอยากซื้อสินค้าในทันที 9. มนุษย์เลียนแบบ วิศวกรคอมพิวเตอร์ ยังคงพยายามที่จะเลียนแบบสติปัญญาของมนุษย์ ในอนาคตเราจะแยกไม่ออกเลยว่าเรากำลังคุยกับคนหรือหุ่น เจ้ามนุษย์หุ่นยนต์นี้จะทำหน้าที่ดูแลลูกค้า หรือเป็นคนคอยสรุปอีเมลให้เรา หรือแม้กระทั่งตอบจดหมายแทนเราเลย 10. วิศวกรแห่งความรู้ นักเลียนแบบสติปัญญาของมนุษย์ จะแปลผลงาน หรือการทำงานของเราลงไปเป็นซอฟท์แวร์ ทำให้สมองพวกเรามีขนาดเล็กลง หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 18, 2012, 05:51:23 PM จริงๆแล้วซูชิมีกี่ประเภท?
ในบางวันที่อาจจะมีการนัดประชุม พบปะลูกค้า แล้วเลือกเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งในเมนูยอดนิยมคือ ซูชิ เราลองมารู้จักเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของการกินซูชิกันดีกว่าที่นอกจากจะเป็นความรู้รอบตัวแล้ว เผื่อว่าวันหนึ่งลูกค้าที่คุณต้องติดต่อด้วยเป็นชาวญี่ปุ่น จะได้สร้างความประทับใจ ทำไมถึงต้องเป็นซูชิ? ชาวญี่ปุ่นมีเหตุผลหลักๆ ที่สร้างสรรค์เมนูอร่อยก้องโลกอย่างซูชิด้วยกัน 3 ข้อ คือ เพื่อการถนอมอาหาร เพื่อปรุงอาหารให้มีขนาดที่พอดีคำ สะดวกในการกิน พกพาไปในที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย และข้อสุดท้ายที่ซูชิต้องปั้นเป็นคำๆ เพื่อให้สามารถใช้มือหยิบกินได้สะดวก ซึ่งปัจจุบันร้านอาหารญี่ปุ่นแท้ระดับสูงมักจะมือในการหยิบ จริงๆแล้วซูชิมีกี่ประเภท? ซูชิมีทั้งหมด 4 ประเภทด้วยกัน (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/136704.jpg) 1. นิงิริซูชิ ( Nigiri Sushi ) เป็นซูชิพบได้บ่อยในภัตตาคาร ซูชิจะมีลักษณะข้าวเป็นก้อนรูปวงรีแล้ววางเนื้อปลาดิบ ปลาหมึก ฯลฯ ไว้ข้างบน อาจจะใส่วาซาบิเล็กน้อย หรือตกแต่งด้วยสาหร่ายทะเลก็ได้ ซูชิแบบนี้เป็นที่นิยมมากที่สุด (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/136705.jpg) 2. มากิซูชิ ( Maki Sushi ) มีวิธีทำ 3 แบบด้วยกัน (1) ม้วนข้าวไว้ด้านในสาหร่ายทะเลอยู่ด้านนอก (2) ม้วนสลับกับแบบแรกโดยที่สาหร่ายอยู่ด้านในส่วนข้าวอยู่ด้านนอก (3) ห่อเป็นรูปกรวย เรียกว่า แคลิฟอร์เนียมากิ (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/136706.jpg) 3. ชิราชิซูชิ ( Chirashi Sushi ) เป็นการจัดปลาดิบ ปลาหมึก กุ้ง ผัก ฯลฯ ที่หั่นเป็นชิ้นๆ วางเรียงบนข้าวที่ใส่อยู่ในกล่อง (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/136707.jpg) 4. โอชิซูชิ ( Oshi Sushi ) หรือรูปแบบคันไซจากเมืองโอซาก้า เอาข้าวมาอัดลงในแม่พิมพ์รูปสี่เหลี่ยมตามยาวหั่นขนาดพอดีให้รับประทานเป็นคำๆ แล้ววางเนื้อปลาไว้ด้านบน ส่วนหน้าของซูชิก็มีหลายอย่าง คือ ซูชิหน้าปลาแซลมอน ซูชิหน้าปลาโอ ซูชิหน้าไข่หวาน ซูชิหน้าไข่กุ้ง ซูชิหน้าไข่ปลา ซูชิหน้าปลาหมึกยักษ์ ซูชิหน้ากุ้ง ซูชิหน้าสาหร่าย ซูชิหน้าปลาซาบะ ซูชิหน้าแตงกวา ซูชิหน้าปลาไหล และซูชิหน้าอื่น ๆ อีกหลายอย่าง คนที่ชอบทานซูชิทั้งหลายคงคุ้นหน้าตาใช่มั้ยล่ะ ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก • yodnapa.bloggoo.com • www.dek-d.com (http://www.dek-d.com) • www.flickr.com (http://www.flickr.com) ที่มา www.lekcooking.com (http://www.lekcooking.com) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 18, 2012, 06:05:50 PM ความมืดมีประโยชน์ ช่วยต้านมะเร็ง แถมลดน้ำหนัก
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/136803.jpg) นักวิชาการต่างประเทศชี้ว่า ความมืดเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคมะเร็ง และช่วยลดน้ำหนักตัวได้ด้วย แสงสว่างในตอนกลางคืนจะรบกวนการผลิต "ฮอร์โมนความมืด" นั่นคือ เมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารตามธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ช่วยต้านมะเร็ง ผลิตจากต่อมไพเนียล หรือต่อมใต้สมอง นอกจากนั้นแล้ว ความมืดยังส่งผลดีดังนี้ ช่วยให้อารมณ์ดี การไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดสามารถส่งผลต่ออารมณ์ของคนเราได้ นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยโอไฮโอพบว่า การดูทีวีจนดึกดื่นจะทำให้ซึมเศร้า อันเป็นผลจากแสงที่ปล่อยมาจากหน้าจอ ดังเช่น เมื่อหนูทดลองถูกเลี้ยงไว้ในห้องที่เปิดไฟตลอด 24 ชั่วโมง พวกมันมีอาการซึมเศร้ากว่าพวกหนูที่อยู่ในแสงสว่างสลับความมืดเป็นวงจร ช่วยให้นอนหลับ ผลวิจัยบอกว่า แสงสว่าง ทั้งแสงตามธรรมชาติและแสงจากไฟฟ้า เป็นปัจจัยที่ทำให้นอนหลับได้ไม่ดี งานของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียแสดงให้เห็นว่า คนงานระบบกะที่ได้นอนหลับในห้องที่มีการดับไฟหรือม่านบังแสง จะนอนหลับได้ดีกว่าคนที่นอนในห้องที่สว่าง ช่วยลดน้ำหนักตัว เมื่อถึงยามกลางคืน การดับไฟอยู่ในที่มืดจะช่วยลดการกินจุบกินจิบในตอนดึก คนที่ใช้ชีวิตในแสงสว่างมาก ๆ มักไม่สามารถลดน้ำหนักตัวได้ ความมืดเป็นสิ่งส่งสัญญาณว่าเราต้องการนอนหลับ แสงสว่างเป็นสิ่งส่งสัญญาณว่าเราต้องตื่นและกิน ถ้าละเลยจังหวะตามธรรมชาติของกลางวันสลับกลางคืน เราก็จะกินมากขึ้นในเวลาที่ไม่ควรกิน ตั้งนาฬิกาชีวภาพใหม่ ความมืดเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาความเที่ยงตรงของนาฬิกาในตัวเรา แต่ขณะที่บรรพบุรุษของเราเข้านอนเมื่อมืดลง และนอนเร็วขึ้นในฤดูหนาวนั้น พวกเรากลับตื่นอยู่จนดึกดื่นค่อนคืน บางคนยังคงช็อปปิ้ง ทำงาน ใช้คอมพิวเตอร์ ดูทีวี หรือนอนหลับก็ยังเปิดไฟ การรบกวนวงจรเวลาของร่างกายเช่นนี้ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ตั้งแต่ความเครียด โรคหัวใจร่วมหลอดเลือด อาหารไม่ย่อย แผลเปื่อยพุพอง ข้อแนะนำก็คือ ปิดทีวีให้เร็วขึ้น ให้เวลาตัวเองปรับตัวเข้ากับความมืด ปล่อยให้ร่างกายเปิดสวิตช์ผลิตเมลาโทนิน ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยโพสต์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 21, 2012, 07:37:17 PM ขวดพลาสติก ใส่น้ำอีกครั้ง เป็นอันตรายจริงหรือ
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img5/136973.JPG) หลายคนอาจเคยได้ยินได้ฟังข่าวเกี่ยวกับการนำขวดน้ำพลาสติกใส่บรรจุน้ำดื่ม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ขวด PET นั้นว่า หากเรานำกลับมาใช้ซ้ำเพื่อใส่น้ำดื่ม หรือทิ้งขวดตากแดดไว้นานๆ สาร DEHA (diethyl hydroxylamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ผสมอยู่ในเนื้อขวดพลาสติกนั้น สามารถออกมาปนเปื้อนกับน้ำในขวดได้จนทำให้ใครต่อใคร ไม่แน่ใจในความปลอดภัยและพากันใช้แล้วทิ้งขวดน้ำเหล่านั้นไปอย่างน่าเสียดาย ขวด PET ที่เราใช้กันมากมายทุกวันนี้ ทำจาก พลาสติกโพลีเอทีลีนเทอเรพทาเลท (Polyethylene Terephthalate) หรือ PET ซึ่งเป็นพลาสติกมีความโปร่งใส แข็งแรงทนทาน เหนียว ไม่แตกง่าย สามารถป้องกันการซึมผ่านของก๊าซ (Gas) ได้ดี และทนต่ออุณหภูมิได้ไม่เกิน 70 ถึง 100 องศาเซลเซียส ปัจจุบัน เรามักนำไปใช้เป็นขวดบรรจุน้ำอัดลม น้ำดื่ม น้ำมัน น้ำมันพืช น้ำปลา น้ำยาบ้วนปาก กล่องขนม ฯลฯ เนื่องจากมีความใสที่ใกล้เคียงกับขวดแก้วแต่มีน้ำหนักเบาและมีราคาที่ถูกกว่าแก้ว พลาสติกชนิดนี้จึงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง หลายสถาบันได้ออกประกาศยืนยันความปลอดภัยในการใช้งาน ขวด PET อาทิ สมาคมพลาสติกสหรัฐอมเริกา (The America Plastics Council) ยืนยันว่า “วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตขวด PET ไม่มีสาร DEHA เป็นสารประกอบ” ส่วนองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (The US Food and Drug Administration)และองค์กรด้านความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety Authority) แห่งประเทศนิวซีแลนด์ ก็ออกมายืนยันแล้วว่า “ขวด PET ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของภาชนะบรรจุอาหาร” เช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับ การศึกษาของสถาบันวิทยาศาตร์ธรรมชาติแห่งสหรัฐอเมริกา (Institutional Life Sciences Institute) ที่กล่าวว่า“ระดับความเป็นไปได้ที่สารปนเปื้อนจะแพร่ออกจากขวด PET ต่ำกว่ามาตรฐานด้านความปลอดภัยที่กำหนดไว้ และปริมาณของสารปนเปื้อนก็ต่ำกว่าระดับที่จะก่อให้เกิดผลทางพิษวิทยา” จากคำยืนยันที่กล่าวมา คงช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ถึงความปลอดภัยในการใช้ซ้ำขวด PET กันได้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าตังค์กันได้โขแล้ว ถือว่าเรายังจะเป็นอีกแรงที่ได้ช่วยรักษาทรัพยากรและสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับโลกของเราใบนี้อีกด้วย ขอขอบคุณ : ข้อมูลองค์ความรู้ "สภาวิศวกร" และ สาระดี @ plus.google หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 21, 2012, 07:39:12 PM อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจโฟม!
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img4/136972.jpg) หลายคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ใช้ภาชนะโฟมใส่อาหารไม่เหมาะสม ใส่อะไร ใส่อย่างไร เสี่ยงรับสารก่อมะเร็ง หากมีการสำรวจพฤติกรรมของคนยุคนี้ด้วยคำถามว่า “เคยทานอาหารที่บรรจุในกล่องโฟม หรือถ้วยโฟม กันไหมคะ?” เชื่อว่าในร้อยคน จะมีผู้ตอบว่า เคยกันเกินครึ่งแน่ๆ และเผลอๆอาจเกือบทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าภาชนะที่ทำจากโฟมนี้ มีอิทธิพลกับมนุษย์ยุคเรากันมากจริงๆ อาจเพราะผู้ประกอบธุรกิจอาหารในยุคปัจจุบัน เห็นว่าภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากโฟมนั้นราคาไม่สูง สะดวกในการซื้อหา น้ำหนักเบา ใช้แล้วทิ้งได้เลย ไม่ต้องตามกลับมาล้างให้วุ่นวาย จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายตั้งแต่แผงลอย รถเข็น ร้านอาหาร ไปถึงตามนิทรรศการ งานแฟร์ต่างๆ ทั้งในรูปของจาน กล่อง ถ้วยกาแฟโฟม กระทั่งถาดโฟมใส่เนื้อในซุปเปอร์มาร์เก็ต ด้วยการขาดความรู้หรือข้อมูลด้านความปลอดภัยของอาหารที่ไม่ดีพอของผู้ประกอบการ แม่ค้าพ่อค้าขายอาหารและผู้บริโภคในบ้านเรา จึงทำให้ภาชนะโฟมถูกนำมาใช้บรรจุอาหารผิดประเภท และมีความเสี่ยงสูงในการเกิดพิษสะสมในร่างกายของผู้บริโภค โดยปกติแล้วกล่องโฟม ถ้วยโฟมประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะทำมาจากพลาสติกขนิดที่มีชื่อว่า โพลีสไตรีน โฟม (Polystyrene Foam หรือ PS foam หรือ Styrofoam) ค่ะ ซึ่งเป็นสารโพลิเมอร์ (polymer) จำพวกหนึ่ง กรรมวิธีผลิตก็คือ เอา PS foam นั้นไปผ่านการให้ความร้อนด้วยไอน้ำ จากนั้นจะถูกนำไปรีดให้เป็นแผ่น เรียกว่า แผ่นโพลิ-สไตรีน โฟม (Polystyrene Paper Foam หรือย่อว่า PSP) ก่อนที่จะนำไปขึ้นรูปเป็นภาชนะบรรจุอาหารรูปร่างต่างๆ ตามต้องการ อย่างที่เราเห็นๆ และใช้กันอย่างหลากหลายในท้องตลาดอยู่ทุกวันนี้ ถ้าถามว่า มีอาหารประเภทไหนที่นำไปบรรจุในภาชนะโฟม แล้วจะเกิดอันตรายบ้าง? คำตอบคือ หากใช้บรรจุอาหารที่มีอุณหภูมิสูง หรือที่เรียกง่ายๆว่า อาหารร้อนๆ รวมทั้งอาหารที่มีไขมันหรือแอลกอฮอล์ จะทำให้เกิดการปลดปล่อยสารสไตรีน (styrene) ออกมา ซึ่งสารนี้เป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง ในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ออกมาปะปนกับอาหารที่เราทาน โดยที่เรามองไม่เห็น และไม่รู้ตัว ซึ่งปริมาณของสารสไตรีนที่หลุดออกมาปะปนในอาหาร จะขึ้นกับสามปัจจัยหลักได้แก่ 1.อุณหภูมิของอาหารที่บรรจุ 2.ปริมาณไขมันในอาหาร และ 3.ระยะเวลาที่ภาชนะโฟมสัมผัสอาหาร หลักการคือ สารดังกล่าวจะละลายได้ดีในน้ำมันและแอลกอฮอล์ ดังนั้นเมื่อใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหารที่มันๆทั้งหลาย ยิ่งถ้าเป็นของปรุงใหม่ๆร้อนๆ แล้วมีการตักหรือบรรจุ ทิ้งให้อาหารสัมผัสกับภาชนะโฟมเป็นเวลานานด้วยแล้ว ยิ่งมีการปลดปล่อยสารสไตรีนออกมาสู่อาหารได้มากขึ้น ไม่แต่เฉพาะของร้อน แม้แต่อาหารที่เป็นของแข็งที่มีไขมันสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน หรือ เนยแข็งที่บรรจุอยู่ในถาดโฟมในซุปเปอร์มาร์เก็ตเอง ก็ถูกปนเปื้อนด้วยสารสไตรีนจากถาดโฟมที่บรรจุอยู่ได้เช่นเดียวกัน ไม่เพียงแค่ต้องระวังการใช้โฟมกับอาหารเท่านั้นนะคะ เนื่องจากส่วนผสมบางอย่างในเครื่องดื่ม เช่นแอลกอฮอล์ หรือกรดในชามะนาวเอง ก็มีผลให้การละลายของ สารสไตรีนลงสู่อาหารที่บรรจุอยู่ได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ทราบข้อมูลกันแบบนี้แล้ว คงไม่แปลกใจว่าทำไมคนยุคเราถึงมีอัตราการป่วยเป็นมะเร็งกันมาก เพราะมีความเสี่ยงอยู่ใกล้ตัว และรอบตัวแบบนี้เอง จึงขอแนะนำให้ทุกท่านหลีกเลี่ยงเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีของท่านเอง อย่าลืมนะคะว่า You are what you eat ทานอะไรก็จะส่งผลให้ร่ายกาย เจ็บป่วยได้ตามของที่เราทานกันนั่นแหละคะ ด้วยความเป็นห่วงนะคะ พบกันวันศุกร์หน้า ในสาระดีๆกับมุมสุขภาพคะ. "PrincessFangy" twitter.com/PrincessFangy ข้อมูลบางส่วนอ้างอิงมาจากเว็บไซต์ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร http://www.pharm.su.ac.th (http://www.pharm.su.ac.th)[/size] หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 21, 2012, 07:41:25 PM 7 โรคจากการกินที่ "คนบ้านรวย" ควรระวัง!
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/136929.jpg) "บ้านรวยทำอะไรไม่ผิด" เป็นวลีที่พูดปนเสียดสีให้แสบๆ คันๆ นิดหน่อย ซึ่งบ่อยครั้งที่ไม่จริงเสมอไป โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพที่ความรวยอาจไม่ได้ส่งผลให้ทำอะไรๆ ก็ไม่ผิด แต่อาจเป็นการทำผิดมากขึ้นก็เป็นได้ ความน่าสนใจของวลีข้างต้น นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine เปิดเผยให้ฟังว่า เรื่องดังกล่าวนี้ทำให้บางคนกลัวมาก จนกลายเป็นคนเลือกกิน ซึ่งนับวันยิ่งมีให้เห็นมากขึ้น รวมทั้งหลากลัทธิสุขภาพก็ช่วยกัน "อวย" ให้งดกินของดีๆ อาทิ นมวัว มะเขือเทศ เนื้อสัตว์ และอื่นๆ ทั้งที่การเลือกกิน กับการกินเป็น หรือกินถูกนั้นต่างกันลิบลับ "ถ้าจับเรื่องนี้มาวางแล้ว ก็เหมือนเด็กแว้นกับเด็กไทยใส่จุก ซึ่งเกี่ยวกับระดับความลึกของกระเป๋าอยู่เหมือนกัน ดูง่ายๆ ใครที่กระเป๋าลึก และสายป่านยาวมาก ก็มักมีทางเลือกมากกว่า เลยเลือกเสียให้สมใจ ใช้ทั้งยา อาหารเสริม เติมด้วยอาหารแพงที่คิดว่าดี ทั้งที่ไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป และฝังใจว่าต้องกินแต่อาหารสดเสมอ ถึงจะปลอดภัย ทั้งหมู เห็ด เป็ด ไก่ แต่กลับไม่ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บในคนรวยได้เลย มิหนำซ้ำกลับมากขึ้นจนถูกเผยว่าเป็นโรคคนรวยด้วยซ้ำ" นพ.กฤษดากล่าวเสริม และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ คนบางคนยิ่งรวย แต่ทำไมกลับถูกโรคภัยรุมเร้า ซึ่งเรื่องนี้ นพ.กฤษดา มองว่า อาจเป็นเพราะความรวยไม่ได้ช่วยรับประกันด้านสุขภาพ แต่อยู่ที่ใครจะจับหลักได้มากกว่ากัน ซึ่งไม่ควรไปโทษอาหารรอบๆ ตัว แต่ควรพุ่งเป้ามาที่ตัวเราจะดีกว่า "ความรวยเงินพร้อมรวยโรค ไม่ว่าอาชีพใดก็เกิดได้ แม้ในอาชีพบุคลากรด้านสาธารณสุขเองก็ตาม ที่กินดีอยู่ดี ประชุมไปกินเลี้ยงไป ทั้งอาหารกินเล่น กินจริง นอกจากนี้ยังมีภาวะกลับตาลปัตรเกิดขึ้นได้ คือคนไม่รวยก็มีสิทธิ์อ้วนได้ถ้าไม่รู้จักกิน" ส่วนสาเหตุที่ว่าความอ้วนผอมเกี่ยวกับเศรษฐานะนั้น ได้มีกล่าวไว้อย่างละเอียดใน Agenda ของ Healtheconomics ซึ่งบ่งชี้ไว้ชัดว่าเกี่ยวพันกับการควบคุมตนเองและวินัยในใจด้วย ดังนั้น ถ้ารวยแล้วแต่ไม่ดูแลตัวเองจะมีสิทธิ์รับโรคอะไรบ้าง คุณหมอคนเดียวกันนี้ได้แจกแจงไว้ 7 โรคดังนี้ต่อไปนี้ 1. โรคอ้วน การกินดีอยู่ดีมักตีคู่มากับความรวยแต่ไม่อำนวยสุขภาพเพราะต้องคอยวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ สุขภาพดีกับความรวยจึงกลายเป็นเส้นขนานที่ไม่มาพานพบกัน แต่ถ้ารวยแล้วคิดว่าอยากจะอยู่รวยต่อไปได้กินของอร่อยนานๆ ก็ต้องยอมทานแบบไม่รวยคือ "ทานจน" แล้วจะรวยสุขภาพดีตามมา 2. น้ำตาลพุ่ง เมื่อมีเงินก็มีความเสี่ยงที่จะตามใจปาก โดยเฉพาะความหวาน เห็นได้จากคนรวยหลายคนที่มีความเชื่อแบบผิดๆ ว่าถ้ามีเงินจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งความคิดนี้เสี่ยงต่อการทำลายสุขภาพมาก ถ้าเกิดความอยากก็หาของใส่ปาก แล้วเอาเงินซื้อยากินทีหลังหรือไปนั่งสวยเข้าคอร์สสปา 3. ไขมันไม่รุ่ง คือมีไขมันดีต่ำ ซ้ำไขมันเลวยังขึ้นเอา ๆ โรคคนรวยแท้ ๆ เพราะแค่ยาลดไขมันเม็ดหนึ่งตั้งหลายสิบบาท ยิ่งกินยาเข้าไป ก็ยิ่งทำลายตับ แถมปวดกล้ามเนื้อ แต่ถ้าเปลี่ยนการใช้เงินแล้วนำไปซื้อ เส้นใย (Fiber) มารับประทานบ้าง ก็จะช่วยล้างไขมันได้ อาทิ รำข้าวโอ๊ต ซึ่งมีขายสำเร็จรูปหรือถั่วมันๆ ที่อุดมด้วยใยละลายน้ำ (Soluble fiber) ก็สามารถช่วยได้ 4. ความดันยุ่ง เมื่ออ้วนจัดก็จะวัดความดันได้สูงตามกฎฟิสิกส์ที่ว่าแรงดันน้ำ(เลือด) จะสูงขึ้นเมื่อพื้นที่หน้าตัดเล็กลง สำหรับคนรวยเมื่อเริ่มเพลินลิ้น กินแบบเทกระเป๋าแล้วก็มักตามมาด้วยการติดรสที่ต้องปรุงให้ติดลิ้น ซึ่งนานเข้าก็อาจติดโรคเข้ามาแถมด้วย โดยเฉพาะความดันที่เกิดจากการปรุงกันมากเกินไป ขอให้ลองกินอาหารแบบไม่ปรุงให้ได้บ่อยขึ้น หาความสุขจากรสธรรมชาติที่เขาทำมาสำเร็จแล้วบ้างจะช่วยลดเสี่ยงความดันได้เป็นอย่างดี 5. สมาธิสั้น เกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เพราะในของกินหลากหลายที่ใส่สารกันบูดนั้นทำให้ความจำสั้นลง เพราะมีกรดเบนโซอิก,ซัลไฟต์ และสารให้สี ปะปนอยู่ด้วย 6. หยุดหายใจขณะหลับ คนรวยมักต้องมีกิจวัตรออกงานสังคมเป็นประจำ กว่าจะเลิกก็ดึกดื่น และเมื่อเพลียก็จะหิว หิวก็ต้องกิน ทั้งกินดึก นอนดึก บ่อยๆ ลำตัวก็จะยิ่งพองเหมือนถูกสูบลม เวลาหายใจเหมือนจมไขมันตัวเองโดยเฉพาะเวลานอนเป็นช่วงอันตรายที่ต้องจับตา ส่วนในเด็กเล็กจะทำให้การเรียนแย่ลง ขณะที่ผู้ใหญ่อาจมีโรคเก่ากำเริบได้จนถึงหลับในยามขับรถ 7. ภูมิแพ้ ลำพังแค่อ้วนก็แย่พอตัวอยู่แล้ว แต่ความรวยนั้นอาจนำโรคภูมิแพ้มาให้ด้วยเพราะคนรวยที่ “เลือกกิน” นั้นใช่ว่าจะดีเสมอไป การ "กินถูก" ดูจะมีภาษีมากกว่าเพราะว่ายิ่งเลือกกินก็ยิ่งทำให้ภูมิในร่างกายอ่อนแอไม่ได้สัมผัสกับสารกระตุ้นภูมิแพ้บ้างนิดๆ หน่อยๆ ต้องคอยกินแต่ยา ซึ่งมีทั้งสเตียรอยด์และยาฆ่าเชื้อที่ทำให้ยิ่งดื้อยาและภูมิในร่างกายต่ำลงเรื่อยๆ กลายเป็น "อ้วนจากยา" เห็นได้ว่า "ความรวย" มีส่วนกระตุ้นให้ป่วยได้ ถ้าไม่ระวังให้ดี ยิ่งรวยมาก ยิ่งเจริญอาหารมาก ซึ่งเป็นความรวยพ่วงด้วยโอษฐภัย ดังนั้น การที่มีเงินไม่ได้เชิญสุขภาพดีมาอยู่กับตัวเสมอไป แต่ถ้ารู้จักใช้ และมีระเบียบในใจตัวเองก็ไม่น่ากังวลมากนัก แม้จะมีอาหารรายล้อมอยู่ตรงหน้า แต่ทว่าคนรวยที่ "รวยคิด" ก็จะยับยั้งชั่งใจ และอยู่กินบนโลกนี้ไปอีกนาน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 23, 2012, 02:24:13 PM ที่สุดในโลกที่มนุษย์สร้างขึ้น
1. สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุด....พีระมิด เมืองกิซ่า ประเทศอียิปต์ 2.สิ่งก่อสร้างที่ใช้เวลานานที่สุด....หอเอนเมืองปิซา ประเทศอิตาลี (ใช้เวลาสร้าง 176 ปี 3.สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก....เสาอากาศวิทยุวาร์สซาวา ในโปแลนด์ มีความสูง 646 เมตร 4.พระราชวังที่สวยงามที่สุด....พระราชวังแวร์ซายส์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 5.หอคอยเหล็กที่สูงที่สุด....หอไอเฟล กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 6.หอที่สร้างด้วยเหล็กที่สูงที่สุดในโลก....หอเอ็นซีทาวเวอร์ ในศูนย์การค้าเมโทรที่กรุงโตรอนโต ประเทศแคนาดา สูง 553.34 เมตร 7.วัดในพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก....วัดบุโรพุทโธ ที่ประเทศอินโดนีเซีย 8.เจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุด....เจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนม่า 9.เจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก.....พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม ประเทศไทย 10.ตึกที่สูงที่สุด....ตึกเซียร์ทาวเออร์ เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา 11.ตึกที่ใหญ่ที่สุด....ตึกเพนตากอน กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา (ปัจจุบัน พังทะลายไปแล้ว) 12.หอสมุดที่ใหญ่ที่สุด....หอสมุดสภาอเมริกา กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา 13.หอดูดาวที่ใหญ่ที่สุด....หอดูดาวปาโลมา สหรัฐอเมริกา 14.หอนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุด....หอนาฬิกาบิกเบน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ 15.พิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุด....British Museum ประเทศอังกฤษ และ American Museum of Natural History กรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา 16.หอประชุมที่ใหญ่ที่สุด....หอประชุมองกรค์หประชาชาติ กรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา 17.ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุด....ท่าเรือนิวยอร์ค กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา 18.ท่าเรือที่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุด....ท่าเรือนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย 19.ท่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุด....ท่าอากาศยานคิงคาลิดอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศซาอุดิอาระเบีย 20.ปราสาทที่ใหญ่ที่สุด....ปราสาทวินเซอร์ ประเทศอังกฤษ 21.เขื่อนที่สูงที่สุด....เขื่อนโบลเดอร์ฮูเวอร์ สหรัฐอเมริกา 22.เขื่อนที่ใหญ่ที่สุด....เขื่อนซันเสีย กั้นเเม่น้ำเเยงซี ในสาธารณรัฐประชาชนจีน อุโมงที่ยาวที่สุด....อุโมงรถไฟไซกัน (Seikan Rail Tunnel) ประเทศญี่ปุ่น ยาว 33-46 ไมล์ อุโมงที่กว้างที่สุด....อุโมงผ่านเกาะเยอร์บา บูนา (Yerba Buena) รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กว้าง 76 ฟุต ถนนที่กว้างที่สุด....ถนนมานูเมน ตัลแอกซิส ประเทศบราซิล สะพานที่ยาวที่สุด....สะพานฮัมเบอร์ ประเทศอังกฤษ ยาว 4,626 ฟุต สะพานที่กว้างที่สุด....สะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ กว้าง 160 ฟุต เรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุด....เรือควีนอลิซซาเบธที่ 2 ของประเทศอังกฤษ เครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุด....เครื่องบินจัมโบ้เจ็ต โบอิ้ง 747 สนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุด....สนามกีฬาสตราฮอฟ กรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ค เทวสถานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย....นครวัด ประเทศกัมพูชา พระราชวังที่ใหญ่ที่สุด....พระราชวังอิมพีเรียล (Imperial Palace) กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีเนื้อที่ 177.9 เอเคอร์ สถานทูตที่ใหญ่ที่สุด....สถานทูตของสหภาพโซเวียต ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน หอคอยที่สูงที่สุด....หอคอยซีเอ็นทาวเออร์ หรุงโตรอนโต ประเทศแคนาดา โรงแรมที่ใหญ่ที่สุด....โรงแรมเอกซ์คาลิเบอร์ รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา บ้านที่ใหญ่ที่สุด....บ้านบิลท์มอร์ รัฐนอร์ธแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา มี 250 ห้อง สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุด....สวนสนุกดิสนีย์เวิลด์ รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุด....ภัตตาคารตำหนักไทย กรุงเทพ ประเทศไทย กำแพงที่ยาวที่สุด....กำแพงเมืองจีน ทางรถไฟที่ยาวที่สุด....ทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย จากเมืองมอสโกไปถึงเมืองวลาดิวอสต็อก ประเทศรัสเซีย ยาว 5864.5 ไมล์ อนุสาวรีย์ที่สูงที่สุด....อนุสาวรีย์โค้ง สหรัฐอเมริกา สูง 630 ฟุต มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุด....มหาวิทยาลัยคารูอีน ประเทศโมร็อกโก ปืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก....ปืนใหญ่ซาร์ปุชก้า (ราชาแห่งปืนใหญ่) อยู่ในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 25, 2012, 08:29:03 PM 5 วิธีเพิ่มการเผาผลาญในวัย 40 up
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/137187.jpg) การลดน้ำหนักสำหรับสาวแรกรุ่นดูจะเป็นเรื่องไม่ยากเย็นนัก เพราะระบบเผาผลาญของสาว ๆ ยังทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพอยู่ แต่ถ้าอายุเหยียบเลข 4 แล้วล่ะก็ ระบบเผาผลาญจะเริ่มทำงานช้าลงไปเรื่อย ๆ ถ้าอายุเหยียบเลข 4 แล้วล่ะก็ ระบบเผาผลาญจะเริ่มทำงานช้าลงไปเรื่อย ๆ และถ้าคุณอยู่ในกลุ่ม 40Up แล้ว ต้องเร่งระบบการเผาผลาญให้ตัวเองได้แล้วล่ะ ด้วย 5 วิธีที่เราขอเสนอ 1.ทานให้พอดี รู้ไหม? หากคุณรับประทานอาหารน้อยกว่า 1,000 แคลอรี่ต่อวัน หรือเน้นแต่การไดเอตมากเกินไป นั่นจะยิ่งทำให้ระบบการเผาผลาญทำงานช้าลง เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะร่างกายจะพยายามเก็บพลังงานเอาไว้ให้คุณนั่นไงล่ะ เพราะฉะนั้น ขอแนะนำให้คุณสาว ๆ วัย 40 อัพ พยายามทานอาหารมื้อย่อย ๆ บ่อย ๆ ซึ่งมันจะช่วยเร่งอัตราเมตาบอลิซึ่มให้คุณได้ ที่สำคัญ ควรเลือกทานอาหารที่ไม่ใช่อาหารแปรรูป เช่น ข้าวกล้อง ผักสีเขียว ผลไม้สด หรือโปรตีนที่ปราศจากไขมัน (Lean Protein) เช่น อกไก่ ไข่ขาว ปลา 2.จำไว้! อาหารเช้าสำคัญมาก ๆ หากต้องการเร่งระบบเมตาบอลิซึ่ม คุณควรจะทานอาหารเช้าภายใน 2 ชั่วโมง หลังจากลุกจากที่นอน เพราะอาหารมื้อนี้แหละที่จะช่วยเติมพลังให้คุณไปทั้งวัน แนะนำให้เน้นการทานโปรตีน เช่น ไข่ขาว และผลไม้ อย่างเช่น เกรปฟรุต ซึ่งจะช่วยเติมพลังงานให้คุณเพียงพอที่จะทำงานได้อย่างสดชื่นทั้งวัน 3.เติมโปรตีนในทุกมื้อ โปรตีนนี่แหละคือสารอาหารสำคัญที่สาว ๆ วัย 40 อัพ ไม่ควรมองข้าม เพราะมันจะช่วยทำให้คุณอิ่มไปได้นาน แถมยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย ได้ยินแบบนี้ สาว ๆ หลายคนอาจจะดีใจคิดจะทานเบคอน ไส้กรอก อย่างอิ่มหมีพีมันล่ะสิ หยุด! โปรตีนที่เราบอกหมายถึงโปรตีนจากถั่ว และอาหารประเภทนมจากโยเกิร์ตต่างหากล่ะ 4.เคลื่อนไหวเยอะ ๆ อย่าลืมนะจ๊ะว่าคุณไม่ใช่สาวแรกรุ่นแล้ว หากคุณยังทำตัวเหมือนสมัยสาว ๆ นั่ง ๆ นอน ๆ วัน ๆ ทำแต่งาน โดยไม่ลุกไปไหน หรือไม่ออกกำลังกายเลย งานนี้ คุณแย่แน่ ๆ ค่ะ เพราะเมื่ออายุขึ้นเลข 4 แล้ว ร่างกายของคุณจะทำงานแตกต่างไปจากเดิม ระบบเผาผลาญทำงานน้อยลงกว่าเดิมมาก แต่การออกกำลังกายนี่แหละที่จะช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้คุณรู้สึกแข็งแรงขึ้นด้วย ถ้าคิดไม่ออกว่าจะออกกำลังกายแบบไหนดี การเต้นแอโรบิก หรือเดินไกล ๆ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ 5.จิบชาเขียวทุกวัน ออกกำลังกายกันไปแล้ว ลองมาเพิ่มอัตราการเผาผลาญด้วยอาหารกันบ้างดีกว่า โดยมีผลวิจัยออกมาว่า ชาเขียว คือตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากเพิ่มประสิทธิภาพของการเมตาบอลิซึ่ม เพราะมันประกอบด้วยสาร Epigallocatechin หรือ EGCG ซึ่งเป็นสารกลุ่มคาเทชิน ที่ช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญ และยังช่วยลดน้ำหนักด้วย นอกจากนี้ กาเฟอีนในชาเขียวยังจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางให้ไปเผาผลาญไขมันในร่างกายได้มากขึ้นด้วย แต่กาเฟอีนในชาเขียวนี้ไม่มีผลต่อการทำให้คุณนอนไม่หลับหรอกนะ เพราะฉะนั้น อย่าลืมจิบชาเขียวทุก ๆ วันนะคะ สาว ๆ ทุกวัยล้วนต้องดูแลสุขภาพตัวเองทั้งนั้น สาว ๆ วัยกลางคนก็เช่นกัน ถ้าอยากผอมหุ่นดีเหมือนสมัยวัยรุ่นล่ะก็ ต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้นเป็นสองเท่าเลยนะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 06, 2012, 07:24:43 PM ทานอาหารไขมันสูงทำให้เด็กหญิงเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเมื่ออายุมากขึ้น
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img5/138039.jpg) ทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันพบหลักฐานที่โยงความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมกับโภชนาการของเด็กหญิิงวัยรุ่น จากการศึกษาเรื่องนี้ในหนูทดลองที่มหาวิทยาลัย University of California Davis คุณรัส โฮวี่ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าทีมวิจัยศึกษาพัฒนาการของหนูทดลองตัวเมียที่ระบบการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนถูกบล็อกไม่ให้ทำงาน ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่มีบทบาทในพัฒนาการทางเพศของผู้หญิง รวมทั้งการเติบโตของเต้านม ในการทดลอง หนูตัวเมียไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเพศหญิงได้ หลังจากนั้นนักวิจัยให้หนูทดลองกินอาหารที่มีระดับแคลอรี่สูง เป็นอาหารทีมีกรดไขมันชนิด 10 และ 12 ซีแอลเอ อาหารที่มีกรดไขมันทั้งสองอย่างในปริมาณสูงทำให้หนูเริ่มพัฒนาอาการก่อนเป็นโรคเบาหวาน คือ เริ่มมีความผิดปกติในระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง น้ำหนักตัวเพิ่ม ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมากและมีความดันโลหิตสูงตามมา คุณโฮวี่ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่าอาหารที่มีกรดไขมันสูงยังไปกระตุ้นให้เต้านมหนูทดลองโตขึ้นทั้งๆที่ระบบผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายหนูทดลองจะถูกควบคุมไม่ให้ผลิตฮอร์โมนก็ตาม คุณโฮวี่ กล่าวว่าสิ่งที่การวิจัยพบแสดงให้เห็นว่าอาหารที่มีกรดไขมันบางชนิดในระดับสูงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย แต่ที่สร้างความแปลกใจแก่ทีมงานมากที่สดุคือการค้นพบว่าแม้หนูทดลองตัวเมียจะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน เต้านมของหนูยังโตขึ้น นอกจากนี้นักวิจัยพบว่าอาหารที่มีไขมันสูงทำให้หนูทดลองบางตัวยังเกิดก้อนเนื้อในเต้านมด้วย แต่เนื่องจากไม่ได้เกิดกับหนูทดลองทุกตัว นักวิจัยสงสัยว่าพันธุกรรมน่าจะมีบทบาทที่ทำให้หนูทดลองบางตัวเกิดมะเร็งในเต้านม ผลการวิจัยนี้ทำให้ทีมงานเชื่อว่าอาหารที่มีกรดไขมันบางอย่างสูง มีผลให้เด็กผู้หญิงวัยรุ่นเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและโรคอื่นๆเมื่ออายุมากขึ้น คุณโฮวี่ กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเช่นเดียวกับโรคเบาหวานชนิดที่สองที่เกิดจากอาหาร ที่อาจจะมีผลให้เกิดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้น โดยไม่เกี่ยวพันกับฮอร์โมนเอสโตรเจน โรคเบาหวานประเภทสองที่เกิดจากการโภชนาการที่ไม่สมดุลกลายเป็นปัญหาสุขภาพของคนทั่วโลกในปัจจุบัน ผลการวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันครั้งนี้ชี้ว่าโรคมะเร็งเต้านมกำลังกลายเป็นปัญหาที่ตามมาติดเพราะเชื่อว่าเป็นผลสืบเนื่องจากโรคเบาหวานประเภทที่สอง หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 06, 2012, 07:26:16 PM ดูแลฟันอย่างไร ในช่วงจัดฟัน
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/138106.jpg) การจัดฟันเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ฟันของคุณดูเรียงตัวสวยได้รูปขึ้น แต่หากจำเป็นต้องจัดฟันแล้วขาดการดูแลฟันอย่างถูกวิธีแล้วล่ะก็ ปัญหาเรื่องสุขภาพช่องปากคงต้องตามมาอีกเป็นขบวนแน่ การแปรงฟัน การมีลวดจัดฟันจะทำให้แปรงฟันได้ยากขึ้น จึงควรเพิ่มเวลาในการแปรงฟันแต่ละครั้งให้นานขึ้นและแปรงบ่อยขึ้น อย่างน้อยวันและ 3 ครั้งหลังทานอาหาร แปรงบริเวณ Brocket และลวดจัดฟัน วางขนแปรงบน Bracket ขยับและหมุนขนแปรงวนรอบ ๆ เหล็กจัดฟัน ในช่วงสั้น ๆ อย่างน้อย 5 ครั้งต่อซี่ แปรงด้านนอกของฟัน วางขนแปรงที่บริเวณคอฟันให้ขนแปรงจรดขอบเหงือกและทำมุม 45 องศากับแนวแกนฟัน ขยับขนแปรงไปมาในช่วงสั้น ๆ และปัดขนแปรงไปยังปลายฟัน แปรงด้านในของฟัน วางขนแปรงที่บริเวณคอฟันทางด้านในของฟันให้ขนแปรงจรดระหว่างขอบเหงือกและคอฟัน ขยับขนแปรงไปมาในช่วงสั้น ๆ และปัดขนแปรงไปยังปลายฟัน แปรงด้านบดเคี้ยว วางขนแปรงบนด้านบดเคี้ยว ขยับแปรงเข้าออกตามแนวฟันกราม เพื่อทำความสะอาดด้านบดเคี้ยวของฟัน การใช้ไหมขัดฟัน การแปรงฟันอย่างเดียวอาจไม่สามารถทำความสะอาดบริเวณซอกฟันได้อย่างสมบูรณ์ จึงควรใช้ไหมขัดฟัน (Dental floss) ช่วยทำความสะอาดด้วย โดยใช้ Floss threader ซึ่งมีลักษณะคล้ายเข็มพลาสติกช่วยนำไหมขัดฟันสอดใต้ลวดดัดฟัน จากนั้นใช้ส่วนที่เป็นไหมขัดฟันถูฟันไปมา เพื่อขจัดคราบพลัคใต้ลวดดัดฟันและร่องเหงือกระหว่างฟันแต่ละซี่ การใช้แปรงซอกฟัน แปรงซอกฟันจะสามารถเข้าไปทำความสะอาดซอกฟันและบริเวณใต้ลวดจัดฟันได้ ควรสอดหัวแปรงเข้าใต้ลวดระหว่างซอกฟัน และหมุนขยับเบา ๆ ขอบคุณ : สาระดี @ plus.google และ APPEAL หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 06, 2012, 07:30:27 PM น้ำเกลือ คืออะไร ?
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/137960.jpg) หลายคนสงสัยว่า น้ำเกลือ คือ อะไร ใช่น้ำผสมกับเกลือหรือไม่ จริงๆ แล้วน้ำเกลือนั้นมีองค์ประกอบเกลือแร่ต่างๆ เช่น โซเดียม คลอไรด์ ไบคาร์บอนเนต ฟอสเฟตบางชนิดจะมี โพแตสเซียม น้ำตาล ในปริมาณสัดส่วนต่างๆกัน ขึ้นกับชนิดของน้ำเกลือ โดยที่น้ำเกลือมีหลายชนิดแต่ละชนิดก็ความเข้มข้นต่างกัน ชนิดของน้ำเกลือ ที่ใช้บ่อยได้แก่ 1. นอร์มัลซาไลน์ (Normal saline solution/NSS) หมายถึง น้ำเกลือเกลือธรรมดาที่มีความเข็มข้น 0.9% ซึ่งเท่ากับกับความเข้มข้นของเกลือในกระแสเลือดของ คนปกติ มีอย่างขนาด 500 มล. และ 1,000 มล. 2. 5% เดกซ์โทรส ( 5% Dextrose in water หรือ 5%D/W) หมายถึงน้ำตาลเดกซ์โทรสที่มีความเข้นข้น 5% ไม่มีเกลือแร่ผสม มีอย่างขนาด 500 มล. และ 1,000 มล. 3. 5% เดกซ์โทรสในนอร์มัลซาไลน์ (5% Dextrose in NSS หรือ 5% D/NSS) หมายถึง น้ำตาลเดกซ์โทรส เข้มข้น 5% ผสมกับน้ำเกลือธรรมดา 4. 5% เดกซ์โทรสใน 1/3 นอร์มัลซาไลน์ (5% Dextrose in 1/3 NSS) หมายถึง น้ำตาลเดกซ์โทรสเข้มข้น 5 % ผสมกับน้ำเกลือที่มีความเข้มข้น 0.3% (เข้มข้นเพียง 1/3 ของน้ำเกลือธรรมดา) มีอย่างขนาด 500 มล. และ 1,000 มล. ข้อบ่งใช้น้ำเกลือจะให้ในผู้ป่วยที่มีอาการ ดังนี้ 1. ขาดน้ำ (Dehydration) เนื่องจากท้องเดิน, อาเจียนรุนแรง (เช่น กระเพาะลำไส้อุดตัน ก้อนในสมอง), หอบ (เช่น หืด ปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ) ควรให้น้ำเกลือที่มี NSS ผสม เช่น NSS, 5%D/NSS, 5% D in 1/3 NSS 2. ช็อก (Shock) เนื่องจากเสียเลือด เสียน้ำ หรือจากสาเหตุอื่น ๆ ควรให้น้ำเกลือที่มี NSS ผสมเช่นเดียวกับข้อ 1 3. หมดสติ หรือกินข้าวและน้ำไม่ได้นาน ๆ ควรให้น้ำเกลือที่มีเดกซ์โทรสผสมกับน้ำเกลือ เช่น 5%D/NSS, 5% D in 1/3 NSS 4. น้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) เนื่องจากอดอาหารนาน ๆ, ดื่มเหล้าจัด, ใช้ยารักษาเบาหวานเกินขนาด ควรให้น้ำเกลือที่มีเดกซ์โทรสผสม เช่น 5%D/W, 5% D/NSS, 5% D in 1/3 NSS 5. ผู้ป่วยที่อดอาหารและน้ำก่อนและหลังผ่าตัด ควรให้น้ำเกลือที่มีเดกซ์โทรสผสมกับน้ำเกลือเช่นเดียวกับข้อ 3 6. ผู้ป่วยที่ต้องฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดดำ วันละหลาย ๆ ครั้ง เลือกให้น้ำเกลือชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้ โดยให้ช้า ๆ เพียงเพื่อให้มีสายน้ำเกลือคากับหลอดเลือดดำ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการฉีดยา ผลข้างเคียง 1. ถ้าเครื่องใช้และน้ำยาไม่สะอาด หรือเทคนิคการให้ไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อได้ 2. ถ้ามีฟองอากาศ เพราะไล่อากาศจากสายน้ำเกลือไม่หมด ฟองอากาศจะเข้าไปในหลอดเลือดดำ และเข้าสู่หัวใจ อาจเป็นอันตรายได้ 3. มีอาการไข้และหนาวสั่น จากการแพ้น้ำเกลือ 4. ถ้าใช้น้ำเกลือที่มีความเข้มข้นของเกลือมากกว่าความเข้มข้นของเกลือในเลือด อาจเป็นอันตรายถึงตายได้ โดย เฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก 5. ถ้าให้น้ำเกลือมากหรือเร็วเกินไป อาจทำให้บวม มีน้ำคั่งในปอด หรือหัวใจวายถึงตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เด็กเล็ก คนสูงอายุ คนที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคไตอยู่ก่อน ข้อควรระวัง 1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ โรคไตวาย หรือมีอาการบวมทั่วตัว ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และควรหลีกเลี่ยงการใช้ น้ำเกลือที่มีความเข้นข้นของเกลือมาก เพราะอาจทำให้หัวใจวาย หรือเกิดภาวะน้ำคั่งในปอด หรือปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) ได้ 2. ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำเกลือที่มีความเข้มข้นของเกลือมาก (เช่น NSS, 5%D/NSS) ยกเว้นในรายที่มีภาวะขาดเกลือร่วมด้วย 3. ผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็กไม่ควรใช้น้ำเกลือที่มี NSS ผสม ควรใช้น้ำเกลือที่มีความเข้มข้นน้อย ได้แก่ น้ำเกลือที่มี ความเข้มข้น 0.3% เช่น 5% D in 1/3 NSS 4. ควรให้น้ำเกลือเฉพาะในรายที่มีความจำเป็น (มีข้อบ่งใช้) จริง ๆ เท่านั้น น้ำเกลือไม่ใช่ยาบำรุง ยาเพิ่มเลือด หรือยาเพิ่มแรง และก็ไม่ใช่ยาที่ใช้แทนอาหาร จึงไม่ควรใช้อย่างพร่ำเพรื่อ 5. ควรเตรียมเครื่องใช้ให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรค และทำตามเทคนิคที่ถูกต้อง 6. ควรให้น้ำเกลือช้า ๆ หรือ น้อย ๆ ไว้ก่อน เมื่อเห็นว่าน้อยไปก็เพิ่มเติมในภายหลังได้ อย่าให้เร็วเกินไป (ยกเว้นใน กรณีที่มีภาวะขาดน้ำรุนแรง หรือช็อก ควรให้เร็ว ๆ ใน 1-2 ชม.แรก) มิฉะนั้นอาจทำให้บวม น้ำคั่งในปอด หรือหัวใจวายได้ 7. หมั่นตรวจดูผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด (โดยเฉพาะในเด็กเล็ก คนสูงอายุ คนที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคไตวาย) ถ้าหากมี อาการบวม หายใจหอบ และฟังปอดมีเสียงกรอบแกรบ (crepitation) แสดงว่ามีน้ำคั่งในปอด เนื่องจากให้ น้ำเกลือมากเกินไป ต้องหยุดน้ำเกลือ และฉีดยาขับปัสสาวะ เช่น ลาซิกซ์ 1-2 หลอดเข้าหลอดเลือดดำทันที หากยังหอบอยู่ให้รีบพาไปโรงพยาบาล 8. ถ้ามีอาการหนาวสั่น ระหว่างให้น้ำเกลือ แสดงว่าผู้ป่วยแพ้น้ำเกลือ ให้ถอดเข็มน้ำเกลือออก และฉีดยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน 1/2-1 หลอดเข้ากล้ามทันที ถ้าจำเป็นต้องให้น้ำเกลือต่อ ควรเปลี่ยนขวดใหม่ เสริมความเข้าใจ อาการแสดงว่าให้น้ำเกลือแล้วดีขึ้น ผู้ป่วยที่มีภาวะขาดน้ำหรือช็อก เมื่อให้น้ำเกลือแล้วมีอาการดังต่อไปนี้ แสดงว่าอาการดีขึ้น 1. มีความรู้สึกตัวดีขึ้น พูดคุยได้ดีขึ้น หน้าตาดูอิ่มขึ้น ผิวหนังเต่งตึงขึ้น หอบน้อยลง และกระสับกระส่ายน้อยลง 2. ความดันเลือดที่เคยตก เริ่มกลับคืนสู่ระดับปกติ 3. ชีพจรที่เคยเต้นเบาและเร็ว กลับเต้นแรงขึ้น และช้าลง 4. มีปัสสาวะออกมากขึ้น โดยให้ผู้ป่วยปัสสาวะลงกระโถน หรือขวด แล้วตวงดู จะพบว่าปัสสาวะออกอย่างน้อย 1 มล.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อชั่วโมง เช่น ผู้ป่วยหนัก 30 กก. ใน 1 ชั่วโมง ควรมีปัสสาวะออกอย่างน้อย 30 มล. น้ำเกลือไม่ใช่ยาบำรุง ยาเพิ่มเลือด หรือยาเพิ่มแรง ควรใช้เมื่อยามจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 06, 2012, 07:35:33 PM เมื่อสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในทางเดินอาหารของลูก
(http://pics.manager.co.th/Images/555000012712501.JPEG) บ่อยครั้งที่เรามักพบ เหตุการณ์สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านเข้าไปตามทางเดินอาหาร ซึ่งเกิดได้ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ หากช่วยเหลือไม่ถูกวิธีอาจทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่รุนแรงได้ วันนี้เราจึงมีแนวทางดีๆ ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในทางเดินอาหารจากโรงพยาบาลเวชธานีมาฝากกัน เมื่อพูดถึงสิ่งแปลกปลอม หมายรวมไปถึงวัตถุ เศษวัตถุ หรือสารใดๆ ที่เข้าไปในร่างกาย และทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้น ซึ่งที่พบได้บ่อยไม่ว่าจะในเด็ก หรือผู้ใหญ่ คือ สิ่งแปลกปลอมในปากและคอ สิ่งแปลกปลอมในหลอดอาหาร และสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่กล่องเสียงและหลอดลม สิ่งแปลกปลอมในปากและคอ ในปาก และคอ จะพบสิ่งแปลกปลอมชนิดแหลม หรือมีคม เช่น ก้างปลา ไม้กลัด ลวดเย็บกระดาษ สิ่งเหล่านี้จะติดที่บริเวณโคนลิ้น ผนังคอ ต่อมทอนซิล หรืออาจลึกลงไปถึงฝาปิดกล่องเสียง โดยอาการส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกเจ็บคอเวลากลืนน้ำลายหรืออาหาร สิ่งแปลกปลอมในหลอดอาหาร มักพบสิ่งแปลกปลอมในบริเวณส่วนต้นของหลอดอาหารและเป็นวัตถุแหลมคม เช่น ก้างปลา ฟันปลอม กระดูกไก่ และเหรียญต่างๆ สำหรับในกรณีนี้ จะมีอาการเจ็บบริเวณคอเวลากลืนน้ำลายหรืออาหาร รับประทานอาหารไม่ได้ ต่อมาอาการเจ็บคออาจจะหายไปเนื่องจากสิ่งแปลกปลอมหลุดลงไปในกระเพาะอาหาร สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่กล่องเสียงและหลอดลม ในกรณีเช่นนี้ มักจะเป็นวัตถุที่ลื่น เช่น เมล็ดพืช กระดุม เศษอาหาร เหรียญต่างๆ อาการ ส่วนใหญ่สิ่งแปลกปลอมจะลงไปติดในหลอดลม ถ้าติดในกล่องเสียงผู้บาดเจ็บจะหายใจขัด ตัวเขียว และอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้น เมื่อสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในทางเดินอาหาร การช่วยเหลืออย่างถูกวิธีจึงเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนจะมีวิธีอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันได้เลยครับ 1.ถ้าเป็นก้างปลาเล็กๆ ให้กลืนน้ำอึกใหญ่ ข้าวเหนียวเป็นก้อน ไม่ต้องเคี้ยว ขนมปังปอนต์ หรือขนมสาลี สิ่งแปลกปลอมอาจจะหลุดไปเองได้ 2.ถ้าไม่ออก อย่าพยายามเขี่ยหรือดึงออก 3.ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ ให้คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปฐมพยาบาลรีบจับลำตัวคว่ำ ห้อยศีรษะลงต่ำแล้วตบกลางหลังแรงๆ เพื่อให้ไอออกมา 4.ถ้าเป็นเด็กโต หรือผู้ใหญ่ ให้ยืนก้มตัวลงมากๆ ให้ห้อยหัวลง ผู้ปฐมพยาบาลเข้าข้างหลังใช้แขนซ้ายสอดรั้งเอวไว้ ใช้มือขวาตบกลางหลังแรงๆ อาจไอออกมาได้ หรือให้นอนคว่ำหรือตะแคงศีรษะต่ำ ผู้ปฐมพยาบาลตบหลังผู้ป่วยระหว่างไหล่ทั้งสองข้างให้แรงพอสมควร ถ้ายังติดอยู่หรือติดอยู่ลึก ให้รีบพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล 5.ถ้ามีการหายใจขัด หรือหยุดหายใจให้ช่วยหายใจก่อน แล้วรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล การปฐมพยาบาลก็เพื่อลดความ รุนแรงของการบาดเจ็บ ดังนั้นการช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว และถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากพบปฐมพยาบาลแล้วผู้ป่วยยังไม่มีอาการที่ดีขึ้น ไม่ควรรีรอ รีบนำส่งแพทย์โดยทันที หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 06, 2012, 07:37:36 PM ใน'หน่อไม้'มีอะไร...?
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img5/137958.jpg) แม้ใครหลายคนจะไม่ชอบหน้าฝนเพราะความเฉอะแฉะเปียกปอน แต่ขอบอกว่าสำหรับชาวนาแล้วหน้าฝนเป็นฤดูทองทีเดียวเชียว เพราะนอกจากข้าวจะให้ผลผลิตออกรวงดีแล้ว ยังมีพืชชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์มากและงอกงามให้ผลดีนักในช่วงที่ฝนตกชุก พืชที่ว่านี้คือ "หน่อไม้" ที่แสนจะอร่อยและนำมาประกอบอาหารได้นับร้อยเมนูทีเดียว ง่ายๆ ตั้งแต่ต้มจิ้มน้ำพริกไปจนถึงแกงคั่ว แกงส้ม หน่อไม้เป็นต้นอ่อนของไผ่ที่จะเจริญเติบโตเป็นต้นไผ่ ที่สำคัญคือหน่อไม้มีประโยชน์มากกว่าที่คิดยิ่งในทางการแพทย์แผนจีนถือว่าหน่อไม้เป็นธาตุเย็น เลยนำมาทานเพื่อปรับสมดุลธาตุตอนที่ร่างกายร้อนเกินไป ในทางโภชนาการ หน่อไม้ก็มีสารอาหารหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากเลยทีเดียว ตั้งแต่มีเส้นใยอาหารสูงให้โปรตีนสูง มีทั้งวิตามินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี บี 1 บี 2 บี 5 และบี 6 เท่านั้นไม่พอยังมีฟอสฟอรัสกับเหล็กด้วย แล้วที่สำคัญยังให้กรดอะมิโนชนิดที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้อีกด้วย คิดง่ายๆ ก็คือหน่อไม้เป็นหน่ออ่อนที่ต้นไผ่ใช้สะสมอาหารไว้ก่อนจะเจริญเติบโตเป็นต้นไผ่ ดังนั้นหน่อไม้สดจึงมีคุณค่าโภชนาการมากนั่นเอง หน่อไม้มีสรรพคุณทางยา ช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยย่อยอาหาร เป็นสรรพคุณที่เห็นผลมาก เพราะหน่อไม้เป็นอาหารที่ให้เส้นใยสูงจึงช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ นอกจากนี้ยังช่วยขับพิษใต้ผิวหนังและแก้กระหาย ขับปัสสาวะ ละลายเสมหะ แก้ไอ บำรุงกำลังแก้อาการร้อนต่าง ๆ ได้ดีเพราะมีฤทธิ์เย็นเช่นเดียวกับเห็ด ยิ่งไปกว่านั้น คือทานแล้วไม่อ้วนเพราะมีน้ำตาลอยู่น้อยมาก มีแต่กากใยทำให้อิ่มง่ายจึงไม่อ้วน หน่อไม้สามารถนำมาประกอบอาหารเป็นเมนูเด็ดๆได้มากมาย อาทิ ต้มจืดหน่อไม้สดซี่โครงหมู แกงคั่วหน่อไม้หน่อไม้ผัดไข่ ผัดเผ็ดแกงไตปลา แกงเหลืองแกงหน่อไม้ใบย่านาง แกงอ่อม ห่อหมก หรือนำไปดองเพื่อถนอมอาหารให้ทานได้ตลอดทุกฤดูกาล แม้หน่อไม้ดองจะไม่มีคุณค่าโภชนาการเทียบเท่าหน่อไม้สด แต่ยังมีคุณค่าแฝงอยู่อีกคือ จะมีแบคทีเรียในหน่อไม้ดองที่ชื่อ คลอสทริเดียม โบทูลินัม แบคทีเรียชนิดนี้มีประโยชน์ โดยสำนักงานอาหารและยาหรือ FDA ของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นำแบคทีเรียนี้ไปผ่านกระบวนการแยกสารพิษ เพื่อนำไปใช้ในการบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อโดยตั้งชื่อใหม่ว่า โบท็อกซ์ (Botox) ที่วงการความงามรู้จักกันดีนั่นเอง จริงๆ แล้วหน่อไม้มีไว้ทานเพื่อความอร่อย โดยมีสุขภาพที่ดีเป็นของแถมแต่ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะนำหน่อไม้มาสกัดเป็นเครื่องสำอางก็เป็นได้ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 06, 2012, 07:39:05 PM หลากคุณประโยชน์จาก “ข้าว”
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/137962.jpg) อาหารมาเป็นเวลายาวนานนับพันปี และด้วยความที่ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจของคนไทย เราจึงคุ้นเคยและกินข้าวเป็นอาหารจานหลักมาตั้งแต่เล็ก นอกจากกินเพื่อให้อิ่มท้องแล้ว ข้าวยังเป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีสารอาหารอีกมากมายหลายชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย วิตามินอี สารแอนตี้ออกซิแดนด์ที่มีประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยลดการจัดตัวเป็นลิ่มเลือด ลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังมีประโยชน์ในด้านของความสวยความงามที่ช่วยให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง เบต้าแคโรทีน มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดอีกเช่นกัน ลูทีน สารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา เหมาะสำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หรือผู้ที่ต้องใช้สายตาอย่างหนัก เพราะลูทีนมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก สารทองแดง สารอาหารที่มีความสำคัญอีกตัวหนึ่ง เนื่องจากทองแดงเป็นส่วนประกอบในเอนไซม์ของอวัยวะในร่างกายหลายๆ ส่วนเลยทีเดียว เมื่อร่างกายขาดสารอาหารประเภทนี้จะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง มีเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติและเม็ดเลือดแดงต่ำลง ธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กอยู่ในเม็ดเลือดแดง โดยเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบิน ซึ่งก็คือสารที่ให้สีของเม็ดเลือดแดง เป็นตัวส่งออกซิเจนในเลือดไปสู่อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย รักษาและป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง ช่วยให้มีพลังและรู้สึกกระฉับกระเฉง การจะกินข้าวให้ได้ประโยชน์ควรจะเลือกกินข้าวที่ไม่ผ่านการขัดขาวหรือข้าวกล้องนั่นเอง ซึ่งข้าวกล้องเป็นข้าวที่มีจมูกข้าวและรำข้าวติดอยู่รอบเมล็ด อุดมไปด้วยสารอาหารทั้งหมดที่กล่าวมา ต่างจากข้าวที่ผ่านการขัดขาวซึ่งให้เพียงพลังงานจากแป้งและน้ำตาลเท่านั้น วิธีการหุงข้าว ก็มีผลต่อการเก็บรักษาคุณประโยชน์ที่อยู่ในเม็ดข้าวด้วยเช่นกัน การจะให้เกิดประโยชน์ก็คือซาวน้ำแค่ 1-2 ครั้ง เพื่อไม่ให้สารอาหารสูญเสียไปกับน้ำ และควรหุงข้าวในปริมาณที่พอดี กินได้หมดภายในมื้อเดียว เมื่อหุงข้าวจนสุกแล้วให้ถอดปลั๊กออกทันที การเสียบปลั๊กหม้อหุงข้าวทิ้งไว้นานๆ จะทำให้คุณค่าสารอาหารสลายไป หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 06, 2012, 07:43:35 PM ภูมิปัญญาชาวบ้าน
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/137905.gif) การกำจัดแมลงสาบ ในบ้านที่มักจะอยู่ตามครัว ตู้ โต๊ะ หรือตามซอกตามมุมต่างๆ เขาบอกว่าวิธีที่ได้ผลและง่ายแสนง่าย แต่คนมักไม่ทราบหรือคิดไม่ถึง นั่นก็คือใช้ " พริกไทยเม็ด " ไปวางตามจุดต่างๆ ที่แมลงสาบชอบออกมาไต่ยั้วเยี้ย หรือแอบมากินเศษอาหาร โดยวางไว้ที่ละ 4-5 เม็ดก็พอ แค่นี้ แมลงสาบได้กลิ่นก็ไม่มารบกวนแล้ว เพราะมันไม่ถูกกับกลิ่นพริกไทยเม็ด ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงให้เสียเงิน หรือเป็นอันตรายต่อคนในบ้านพอกลิ่นหมด ก็คอยเปลี่ยนใหม่ ข้อสำคัญ ระวังเด็กเล็กในบ้านอย่าคลานไปกินเข้า จะร้องไห้จ้าเพราะความเผ็ด กำจัดยุงและแมลงตัวเล็กๆ ไม่ให้มารบกวนตอนอ่านหนังสือหรือทำงานตอนกลางคืนเขาให้ใช้ "การบูร"มาห่อผ้าขาว หรือไปซื้ออย่างที่เขาห่อสำเร็จมาแล้วก็ได้จากนั้นนำมาแขวนไว้ใกล้ๆกับหลอดไฟหรือโคมไฟ เพื่อความร้อนจากหลอด หรือโคมจะทำให้กลิ่นการบูรค่อยๆ ระเหิดออกมาอย่างรวยริน ยิ่งกลิ่นออกมามากเท่าใด ยุงและแมลงก็จะบินหนีเพราะมันไม่ชอบกลิ่นการบูร แค่นี้ก็ไม่ต้องจุดยากันยุงหรือทายากันยุงให้เหนอะหนะเหนียวตัว ขับไล่หนูชุกชุม โดยไม่ต้องฆ่าให้บาปกรรม ด้วยการนำ น้ำมันระกำ 10 ส่วน ผสมกับน้ำมันสะระแหน่อีก 90 ส่วนให้เข้ากันแล้วเอาไปทาตามทางเดินของหนู หรือที่ๆ หนูชอบมา มันจะไม่มาอีกเลย เมื่อได้กลิ่นน้ำมันทั้งสองอย่างนี้แต่ทางที่ดีควรจะเก็บเศษอาหารให้หมด และทำบ้านเรือนให้สะอาด อย่ารกรุงรังเป็นดีที่สุด วิธีต้มไข่ให้ปอกเปลือกง่าย การต้มไข่นั้น ดูเป็นเรื่องไม่ยากแต่เชื่อไหมว่า หากจะต้มไข่ให้ปอกเปลือกง่ายๆ หลายคนกลับทำไม่ได้แถมปอกแล้วเนื้อไข่ติดเปลือกทำให้ไม่สวยงามอีก ดังนั้นวิธีง่ายๆที่จะต้มไข่ให้ปอกเปลือกได้ง่ายเขามีเทคนิคพิเศษด้วยการ ต้มไข่แบบธรรมดานี่แหละ แต่ให้เอา" เกลือ " ใส่เข้าไปพอสมควร ให้น้ำที่ต้มมีความเค็มเล็กน้อย กะว่าไข่สุกดีแล้ว ก็ให้เอาไข่นั้นแช่ในน้ำเย็นธรรมดาพอไข่ต้มเย็นลงพอควร ก็จับปอกเปลือกได้จะรู้สึกเลยว่าเปลือกไข่แกะออกง่าย และล่อนดีไม่ติดเหมือนปกติ ทำให้ปอกไข่ต้มออกมาได้อย่างสวยงาม น่ากิน ต้มถั่วดำ-ถั่วแดงให้สุกเร็ว การต้มถั่วดูเหมือนจะง่ายคล้ายๆกับต้มไข่ แต่จริงๆแล้วใครที่เคยต้มทั้งถั่วดำ ถั่วแดง จะรู้ดีว่ากว่าจะต้มสุกได้ต้องใช้เวลานานมากจนหลายคนเอือม ไม่คิดอยากกินถั่วอีกเลย หรือไม่ก็ไปซื้อเขาสบายกว่าบางคนก็ใช้วิธีแช่น้ำคืนหนึ่งก่อนนำมาต้ม แต่เขาบอกว่าวิธีที่เร็วและสะดวกกว่าคือ ก่อนนำถั่วไปต้ม ให้เอาไป " คั่ว " ในกะทะให้สุกเสียก่อนเป็นการทำให้สุกครั้งแรกที่ใช้เวลาไม่นาน จากนั้นจึงเอาหม้อใส่น้ำแล้วใส่ถั่วลงไป โดยกะน้ำให้พอดีกับถั่วที่จะต้ม แล้วตั้งไฟต้ม คราวนี้แหละถั่วที่ต้ม ก็จะสุกเร็วขึ้นเมื่อถั่วสุกก็ใส่น้ำตาลลงไป กะให้หวานพอเหมาะหรือตามแต่ชอบ วิธีเก็บขนมปังให้นานวันขึ้น โดยมิให้เสีย หรือหมดอายุเร็วเขาบอกว่าไม่ใช่เรื่องยาก ขนมปังที่ซื้อมาแล้ว และเรากินไม่หมดก็ให้ห่อเก็บในพลาสติก เหมือนเดิมนั่นแหละเพียงแต่ให้เอาผ้าขาวสะอาดๆมาห่อหุ้มเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง จากนั้นให้ผูกด้วยเชือกหรือใช้ยางรัดให้แน่น แล้วไปเก็บไว้ในตู้เย็นตามปกติธรรมดา ไม่ต้องไปเข้าช่องแข็ง ทำแบบนี้ขนมปังที่ว่าก็จะมีอายุนานขึ้นโดยไม่เสื่อมสภาพ เมื่อเอาไปย่าง ปิ้ง ทาเนยแยม ก็ยังจะอร่อย และคงความนุ่มไว้เหมือนเดิม วิธีหาเสี้ยน หรือหนามที่ตำ ให้เห็นง่ายๆ เมื่อเราถูกเสี้ยนหรือหนามตำไม่ว่าที่ไหนก็ตาม บางทีเสี้ยนมีขนาดเล็กและกลมกลืนไปกับสีผิว ทำให้มองไม่เห็นแต่หากไม่เอาออกก็จะระคายเคือง เจ็บปวดไม่หาย เขาบอกว่าวิธีการหาง่ายๆ คือให้ใช้" ทิงเจอร์ไอโอดีน " แตะบริเวณที่ถูกเสี้ยนหรือหนามตำ สีของทิงเจอร์ฯ จะทำให้เห็นรอยเสี้ยนที่หักคาอยู่อย่างเด่นชัด ทำให้เราจัดการเอาออกได้โดยง่าย อีกทั้งทิงเจอร์ฯ ยังช่วยรักษาแผลสดได้ดีอีกด้วย วิธีบำรุงสายตาด้วยสมุนไพรราคาถูก นั่นคือ " ผักบุ้ง "ที่เราส่วนใหญ่รู้ๆ กันอยู่แล้วนี่เอง นอกจากจะกินผักบุ้งเพื่อให้ได้วิตามินเอ ที่มีมากมายในตัวผักมาบำรุงสายตาแล้ว คนไม่น้อยคงไม่รู้ว่า เราสามารถเอาผักบุ้งไทยมาล้างให้สะอาด แล้วปั่นให้ละเอียดจากนั้น เอาผ้าขาวบางไปต้มฆ่าเชื้อเสียก่อน แล้วผึ่งให้หมาด นำมาปิดไว้ที่หน้าแล้วให้ผักบุ้งไทยปั่นที่ว่ามาโปะบนผ้าขาวบาง บริเวณดวงตาทั้งสองข้าง ปล่อยไว้นานพอควรจนรู้สึกว่า มีน้ำจากผักซึมเข้ามาที่ดวงตาที่หลับอยู่ ก็เอาออก แล้วหลับตาล้างเปลือกตาให้สะอาด เขาว่าให้ทำเช่นนี้สัปดาห์ละครั้ง จะช่วยสุขภาพของดวงตาให้ดีขึ้น ทำให้สายตาแจ่มใสอยู่เสมอ วิธีแก้กลิ่นเต่าแรง นอกเหนือไปจาก "สารส้ม" ที่เขาแนะให้นำมาถูรักแร้ตอนอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ แล้ว ก็ยังมีอีกสูตรในการแก้กลิ่นเต่าแรงคือ " ใบตำลึง " กับ " ปูนแดง " โดยให้ตำใบตำลึงให้เละที่สุด แล้วนำมาผสมกับปูนแดงสักก้อนเล็กๆ ผสมให้ทั่วกันดีแล้ว ก็นำมาทาที่รักแร้เพียงบางๆ แล้วปล่อยให้แห้งไปเอง ควรทำตอนอาบน้ำก่อนไปทำงานตอนเช้า จะได้ทำงานได้ตลอดวัน โดยไม่มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ออกมารบกวนใครต่อใคร บางคนอาจคิดว่ายุ่งยาก ลำบาก หาซื้อพวกโรลออนทาง่ายกว่า แต่แนะไว้เผื่อวิธีอื่นไม่ได้ผล ก็ลองดูวิธีนี้ดูบ้าง ว่ายน้ำแล้ว มิให้เกิดเป็นตะคริวขึ้นมา** *ตะคริว หมายถึง อาการที่กล้ามเนื้อกระตุกเกร็ง ชาไปหมด ความรู้สึกเสียไปถ้าเป็นบนบก ปล่อยให้อยู่นิ่งๆ ก็จะหายไปเอง แต่ถ้าอยู่ในน้ำหรือกำลังว่ายน้ำอยู่จะอันตรายมาก เพราะทำให้จมน้ำตายได้ วิธีแก้ไขหรือป้องกันมิให้เกิดเป็นตะคริวขณะว่ายน้ำ หรือเล่นน้ำอยู่นั้น เขาให้ดื่มน้ำเกลือ เสียก่อนลงไปว่าย เกลือที่ใช้ก็คือ เกลือแกงในครัวนั่นแหละโดยเอาไปละลายน้ำให้มีรสเค็มพอประมาณ ดื่มเสียให้เรียบร้อยก่อนลงไปดำผุดดำว่ายในน้ำ ทีนี้รับรองไม่เป็นตะคริวแน่นอน เป็นบิด และไม่มียาแผนปัจจุบัน โรคบิดเป็นโรคทางเดินทางอาหาร เวลาถ่ายจะปวดมวนท้องไส้มาก โรคนี้ส่วนใหญ่ต้องแก้ด้วยยาแผนปัจจุบัน แต่หากไม่มี ก็ให้เอากระชายสัก 5 ราก เผาไฟบดให้ละเอียดผสมน้ำ แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ดื่มน้ำนี้สักอึกสองอึก เว้นอีกสักชั่วโมงก็ดื่มอีก ไม่นานก็จะหาย ลดอาการไข้ ตัวร้อน ตามปกติเราก็กินยาแก้ปวดหัวตัวร้อน อย่างพาราเซตามอล แต่หากไม่มี แล้วเกิดอาการปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ขึ้นมา เขาบอกว่าให้ดื่มน้ำมะพร้าวสัก 1 แก้ว แล้วนอนพักผ่อน อาการไข้ก็จะทุเลาลง แล้วให้ดื่มแทนน้ำไปเรื่อยๆ ไม่นานอาการที่ว่าก็จะหายเป็นปกติ มีแผลในปากที่ทำให้เจ็บแสบ น่ารำคาญ เขาบอกวิธีง่ายๆ ที่จะแก้ คือ ให้กินสับปะรด ยิ่งตรงไหนเป็นแผลให้อมไว้ตรงนั้นนานๆ ไม่ช้าไม่นานก็จะหายไปเอง เหมือนหนามหยอกเอาหนามบ่ง ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนจกหนังสือดังกล่าวข้างต้น ที่เป็นเทคนิคหรือความรู้แบบชาวบ้านๆ ที่แม้ว่าโลกจะก้าวไปไกลเพียงไร แต่ใช่ว่าความเจริญเข้าไปถึงหมดทุกแห่ง ดังนั้นภูมิปัญญาเหล่านี้จึงยังมีประโยชน์และคุณค่าอยู่เสมอ ซึ่งคนสมัยปัจจุบันก็ยังสามารถทดลองใช้ได้ ข้อสำคัญส่วนใหญ่มีราคาไม่แพงและทำให้พึ่งตนเองได้ด้วย ที่มา FWD mail หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 06, 2012, 07:45:19 PM 9 อาหารใกล้ตัว รับรองกินแล้วสวย
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/137840.jpg) อยากสวยต้องเริ่มจากภายใน และอะไรจะช่วยคุณได้ล่ะ ถ้าไม่ใช่อาหาร มาดูกันว่า อาหารอะไรบ้างที่จะทำให้คุณสวย 1.เม็ดเก๋ากี้ มีชื่อกิ๊บเก๋ว่า "โกจิเบอร์รี่" ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่มีสารอาหารเต็มเปี่ยมมากที่สุดที่คุณจะได้กิน เจ้าเม็ดเหล่านี้ มีกรดไขมันจำเป็น สารต้านอนุมูลอิสระ แร่ธาตุ วิตามินบี และกรดอะมิโน ซึ่งไม่เพียงช่วยเรื่องผิวเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคอื่น ๆ อีกด้วย 2.อะโวคาโด และมะกอก อาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวโมเลกุลเดี่ยวจะช่วยให้ผิวของคุณเยาว์วัยและเต่งตึงขึ้น เช่น มะกอก อะโวคาโด และบัควีต ซึ่งอย่างหลังยังมีฟลาวานอยด์ชื่อ Rutin ที่จะช่วยให้ผิวยืดหยุ่นอีกด้วย 3.กิมจิและโยเกิร์ต อาหารตองตามธรรมชาติเหล่านี้จะมีโปรไบโอติกส์อยู่มาก ซึ่งจะช่วยให้ระบบขับถ่ายของคุณแข็งแรง และระบบขับถ่ายที่แข็งแรงจะช่วยดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นและทิ้งกากกับสารพิษที่คุณไม่ใช้ออกไป อย่างไรก็ดี ควรจำไว้ว่า โปรไบโอติกส์จะตาย หากผ่านความร้อนสูง หรือการบรรจุกระป๋อง 4.แตงกวา เห็นอย่างนี้แต่แตงกวาก็เต็มไปด้วยแร่ธาตุซิลิกา ที่ช่วยให้เส้นผมและเล็บของคุณแข็งแรง 5.สาหร่าย สาหร่ายมีทั้งไอโอดีนและกรดอะมิโน ซึ่งจำเป็นอย่างมากต่อเส้นผมที่งดงาม 6.ขิง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยขิงมีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบ และใต้ตาบวมที่เกิดจากการนอนไม่พอได้ 7.คะน้า หัวหอม และกระเทียม เพราะซัลเฟอร์คือหนึ่งในสารที่ช่วยเพิ่มความสวยของคุณ โดยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและทำให้ผิวเปล่งประกาย พร้อมกับช่วยล้างพิษในตับและผิวหนัง และสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันใหม่ นอกจากนี้ ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระจำพวกฟลาวานอยด์ชื่อ Quercetin ที่ช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระอีกด้วย 8.หอยแครงและหอยแมลงภู่ สังกะสีในหอยเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการซ่อมแซม และการสร้างใหม่ของผิวหนัง 9.แครอท และผักใบเขียว การกินอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูงจะทำให้คุณสวย (และแข็งแรง) มันช่วยขับสีผิวของคุณให้เปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะในสาว ๆ ที่มักจะบ่นว่าตัวเองผิวซีด ขอบคุณข้อมูลจาก Lisa หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 13, 2012, 07:44:17 PM การตรวจเต้านมด้วยตนเอง
วิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง การตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นการตรวจหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น ควรจะตรวจเป็นประจำตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป หากคลำได้ก้อน หรือสงสัยก็ควรจะปรึกษาแพทย์ ก่อนการตรวจด้วยตัวเองท่านต้องทราบขนาด และลักษณะเต้านมจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางคนจะมีขนาดโตขึ้น และแข็งมากขึ้นก่อนมีประจำเดือน เมื่อรับประทานยาคุมกำเนิดเต้านมก็จะมีขนาดโตขึ้น แต่บางคนเต้านมอาจจะแข็งตลอดเวลาที่มีประจำเดือน หลังเข้าสู่วัยทอง ขนาดของเต้านมจะเล็กลง ช่วงเวลาที่เหมาะในการตรวจเต้านมคือ 5-7 วันหลังมีประจำเดือนวันสุดท้าย เนื่องจากช่วงนี้เต้านมจะอ่อนนุ่ม สำหรับผู้หญิงวัยทองก็ตรวจตามสะดวก (http://www.chulacancer.net/R15.JPG) วิธีการตรวจทำได้ 3 วิธี (http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/picture/Woman1.gif) ให้ตรวจดูเต้านมของท่านอย่างน้อยเดือนละครั้ง ซึ่งสามารถทำได้ทั้งในห้องนอน หรือขณะอาบน้ำ ควรจะใช้มือทำความสะอาดร่างกายแทนการใช้ฟองน้ำ หากสังเกตหรือสงสัยว่าผิดปรกติควรจะปรึกษาแพทย์ (http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/picture/Woman2.gif) ตรวจหน้ากระจก •ให้ยืนปล่อยแขนลงข้างลำตัวตามสบาย •สังเกตสีผิว รอยบุ๋มของผิวหนังบนเต้านม หัวนมว่ามีของเหลวหรือมีแผลหรือไม่ •ยกมือขึ้นประสานเหนือศีรษะเพื่อเปรียบขนาดของเต้านมทั้งสองข้าง มีการบิดเบี้ยวของหัวนมหรือไม่ ผิวเต้านมมีรอยนูนหรือบุ๋ม •จากนั้นก็ก้มลงเอามือจับที่เข่าให้นมห้อย แล้วใช้มือบีบหัวนมว่ามีสิ่งผิดปรกติไหลออกมาหรือไม่ (http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/picture/Woman3.gif) ในท่านอนราบ •นอนราบในท่าสบาย ยกแขนซ้านเหนือศีรษะเพื่อทำการตรวจเต้านมแบน•ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลางและน้ำนางคลำ(ไม่ใช่บีบ) •คลำเริ่มจากรอบหัวนมและขยายจนทั่วนม •ถ้าคลำพบหรือสงสัยว่ามีก้อนให้ปรึกษาแพทย์ (http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/picture/Woman4.gif) การคลำสามารถคลำในท่ายืนคลำเต้านมทั้งสองข้าง และคลำต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ด้วย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 20, 2012, 09:19:42 PM ทึ่ง แปรงสีฟัน เชื้อโรคเยอะที่สุดในห้องน้ำ
(http://p2.s1sf.com/me/0/ud/0/359/teeth.jpg) นับเป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย เมื่อ Charles Gerba นักจุลชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต รายงานว่า สิ่งที่สะสมเชื้อโรคมากที่สุดในห้องน้ำคือ “แปรงสีฟัน” โดยเฉพาะหากแปรงสีฟันนั้นวางไว้ใกล้กับชักโครกมากเกินไป เพราะเวลาที่คุณกดชักโครกขณะที่เปิดฝาทิ้งไว้ ละอองสิ่งสกปรกจะกระเด็นออกจากชักโครกไปติดตามพื้นผิวทุกอย่างในห้องน้ำ! ที่สำคัญทุกครั้งที่แปรงฟันก็จะมีเศษอาหาร แบคทีเรีย คราบเลือด และน้ำลายติดมากับแปรงสีฟัน ซึ่ง หากไม่ทำความสะอาดดีๆ หลังแปรงฟัน สารพันเชื้อโรคก็จะกลับเข้าร่างกายอีกครั้งเมื่อแปรงฟันครั้งต่อไป ส่งผลให้เกิดโรคในช่องปากและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมาอีกเป็นพรวน ขณะที่ Tom Glass แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคในช่องปากที่มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา บอกว่าแปรงสีฟันแต่ละอันมีจุลินทรีย์อย่างน้อย 10 ล้านตัว! ซึ่งรวมถึงไวรัสไข้หวัดใหญ่สตาฟีโลคอคคัส สเตร็ปโตคอคคัส รวมถึงแบคทีเรียอีกหลายชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคเหงือกและหินปูน โดย คำแนะนำที่ดีคือ พยายามเก็บแปรงสีฟันของสมาชิกในครอบครัวให้ห่างกันอย่างน้อย 1 นิ้ว เพื่อไม่ให้เชื้อโรคติดต่อถึงกันได้ ให้เปลี่ยนแปรงสีฟันทุกครั้งหลังเป็นหวัด เป็นต้น หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 20, 2012, 09:21:52 PM ทำไมจึงรู้สึกจั๊กจี้ฝ่าเท้า
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img4/138301.jpg) ทำไมหนอเราจึงรู้สึกจั๊กจี้ หรือต้องยกเท้าหนี้เมื่อมีคนมาจั๊กจี้ที่ฝ่าเท้า หากใครมาจี้ฝ่าเท้าเรา ก็มักจั๊กจี้จนต้องยกเท้าหนี เหตุผลก็คือ การรู้สึกจั๊กจี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด เพราะอาจเป็นงูก็ได้ที่เท้าเราอาจเหยียบเจอ นั่นเพราะคนในสมัยโบราณเดินเปลือย เท้าเปล่า และที่เท้าเราก็มีเส้นประสาทมากมายจึงทำให้เท้าไวต่อความรู้สึก นอกจากเท้าที่จั๊กจี้แล้ว ก็ยังมีอวัยวะอื่น ๆ ที่ไวต่อความรู้สึก เช่น ท้อง รักแร้ และปลายนิ้ว และเราจะรู้สึกจั๊กจี้สุด ๆ เมื่อมันถูกสัมผัสโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าเราจี้เองกลับไม่รู้สึกจั๊กจี้นั่นเอง ขอบคุณข้อมูลจาก Lisa หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 20, 2012, 09:28:02 PM ดูแลผิวแต่ละวัย
(http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2012/10/337.jpg) ผิวสาวใสในวัยสาว คือสิ่งที่คนเราถนอมหวงแหนเป็นที่สุด และอยากให้คงสภาพผิวสดใส เปล่งปลั่งข้ามวัยไปนานๆ เพื่อให้ผิวดีอยู่คู่กับตัวต้องเริ่มดูแลตั้งแต่แรกรุ่นกันแล้วล่ะค่ะ วัย 20 ปี วัยนี้ธรรมชาติสร้างมาให้เป็นช่วงวัยที่ผิวกำลังเปล่งปลั่งเต็มที่ แต่ก็มีอุปสรรคเล็กน้อยคือเกิดสิว เนื่องจากมีฮอร์โมนเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง วัยนี้ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่อ่อนๆ (mild cleanser) ที่ผสมสารต้านการเกิดสิวเล็กน้อย เช่น ซาลิไซลิค แอซิด หรือซัลเฟอร์ และที่แน่นอนที่สุดต้องอย่าลืมใช้สารกันแสงแดดด้วยเสมอ วัย 30 ปี เป็นช่วงเวลาที่เริ่มจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวให้เห็นกัน เช่น ผิวบางส่วนก็มัน บางส่วนก็แห้ง จนทำให้เจ้าตัวสับสนเลือกใช้เครื่องสำอางไม่ถูกกันเลย แพทย์ผิวหนังจึงมักแนะนำให้ใช้พวกที่ไม่มีส่วนผสมของสารใดๆ ที่เกี่ยวกับการรักษาสิว (noncomedogenic) และให้เลือกใช้ครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่นผสมวิตามิน C วิตามิน E หรือเบต้าแคโรทีน เพื่อช่วยซ่อมแซมผิวที่ถูกทำลายเพราะแสงแดด นอกจากนี้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของทองแดง ชาเขียว หรือผสมสารอาหารที่เสริมสร้างคอลลาเจนก็น่าเลือกใช้เช่นกัน วัย 40 ปี การบำรุงเพื่อชะลอความเสื่อมสภาพของผิวเป็นเรื่องจำเป็น ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ช่วงวัยนี้ต่อมไขมันจะลดการผลิตลง ดังนั้นรอยเหี่ยวย่นปนตีนกาก็จะทยอยมาแทนที่ผิวตึงๆ โดยเฉพาะรอบๆ ปาก ดวงตา วัยนี้ก่อนการเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมบำรุงทั้งหลาย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อตรวจดูสภาพผิว วัยนี้อาจจะเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ alpha-hydroxy acid (AHA) เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป นอกจากนี้ประเภทครีมที่มีส่วนผสมของวิตามิน A ที่ช่วยบรรเทารริ้วรอยต่างๆ ก็มีประโยชน์เช่นกัน วัย 50 ปี ขึ้นไป ช่วงวัยนี้ผิวของคุณจะไม่ค่อยยึดหยุ่นและขาดน้ำหล่อเลี้ยงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะขาดคอลลาเจน หลายคนเริ่มมีกระ ฝ้า หรือสีผิวที่เปลี่ยนไปในบางบริเวณ หากมีความเปลี่ยนแปลงมากลองพบหมอผิวหนังตรวจสอบดูสักหน่อย เพราะคนวัยนี้ภูมิต้านทานลดลง ความแข็งแรงของผิวลดลง ได้สัมผัสมลพิษมาตลอดชีวิต จึงอาจเป็นช่วงที่เป็นโรคทางผิวหนังต่างๆ ได้ง่าย เช่น ผิวหนังอักเสบ มะเร็งผิวหนัง เชื้อราบนผิวหนัง เป็นต้น เครื่องสำอางที่เลือกใช้ควรเป็นประเภทที่มีสารบำรุงคอลลาเจน และตามที่คุณหมอแนะนำ จะเห็นว่าในแต่ละวัยนั้นควรเลือกใช้เครื่องประทินผิวที่มีสารบำรุงต่างกัน คนอายุยังน้อย ไม่ถึง 30 อย่าใจร้อนที่จะไปเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารเข้มข้นลดริ้วรอยมาปรนเปรอผิวโดย ไม่จำเป็น เพราะอย่างน้อยหากคุณเป็นคนใส่ใจตัวเองทั้งเรื่องการพักผ่อน ออกกำลัง อาหารที่เป็นประโยชน์ รู้จักละซึ่งความเครียดความโกรธ ผิวก็สามารถฟื้นตัว และแข็งแรงขึ้นได้เองตามธรรมชาติอยู่แล้วค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 20, 2012, 10:18:04 PM 5 ประโยชน์ของแอปเปิ้ลไซเดอร์
(http://img.kapook.com/u/soisuda/Health/2.jpg) 5 ประโยชน์ของแอปเปิ้ลไซเดอร์ (Lisa) น้ำส้มสายชูจากแอปเปิ้ลมีประโยชน์ในการดูแลความงามให้คุณได้อย่างไม่น่าเชื่อ และนี่คือประโยชน์ที่ว่า 1. ผิวเนียนนุ่ม เนื่อง จากน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด จึงช่วยปิดรูขุมขนและทำให้ผิวเนียนนุ่มขึ้นได้ เราจึงขอแนะนำให้ผสมน้ำส้มสายชูลงไปในครีมทาตัวเล็กน้อย ครีมทาตัวของคุณจะมีอานุภาพเพิ่มขึ้นทันที 2. เพิ่มความเงางาม สาว ๆ ส่วนใหญ่มักจะล้างแชมพูกับคอนดิชันเนอร์กันออกไม่หมด เส้นผมจึงหนักและดูไม่เป็นเงางามเท่าที่ควร วิธีแก้คือผสมน้ำส้มสายชูห้าหยดเข้ากับน้ำสะอาดหนึ่งชาม แล้วชโลมลงบนเส้นผมให้ทั่วหลังเสร็จจากแชมพูและคอนดิชันเนอร์ จากนั้น จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด 3. เยียวยาผิว น้ำ ส้มสายชูมีฤทธิ์ในการต่อต้านการอักเสบ จึงอาจช่วยลดอาการคันบนผิวให้คุณได้ วิธีการคือผสมน้ำส้มสายชูลงไปในน้ำที่อาบเล็กน้อย แล้วลงไปนอนแช่ให้สบายใจ 4. ขจัดรังแค น้ำ ส้มสายชูมีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อรา จึงช่วยขจัดปัญหารังแคให้คุณได้ โดยผสมเข้ากับน้ำสะอาดในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน จากนั้น เทใส่กระบอกฉีดน้ำ แล้วใช้ฉีดพรมลงบนเส้นผม 5. ปรับสภาพผิว น้ำ ส้มสายชูช่วยปรับสมดุลให้ผิวได้ แถมยังทำหน้าที่เหมือนโทนเนอร์สำหรับคนผิวมันด้วย โดยผสมกับน้ำในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน แล้วใช้เช็ดหน้าก่อนทามอยส์เจอไรเซอร์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 20, 2012, 10:19:56 PM เลือดกําเดาในเด็ก มาจากไหน?
(http://img.kapook.com/u/pimor/baby%201/01_3.jpg) เลือดกําเดามาจากไหน? (Mother&Care) ถึงแม้อุณหภูมิในหน้าร้อนจะสูงขึ้นสักเพียงไหน ก็ไม่เคยมาเป็นอุปสรรคขัดขวางความซนของเจ้าตัวแสบได้แม้แต่น้อย แต่…อ้าว! พูดยังไม่ทันขาดคํา เจ้าตัวเล็กก็ร้องไห้จ้า เพราะตกใจที่จู่ ๆ ก็มีเลือดไหลออกจากจมูก คุณแม่ก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกตามลูกไปนะคะ เพราะหน้าร้อนแบบนี้ เด็ก ๆ เขาก็อาจมีเลือดกําเดาไหลกันได้บ้าง สาเหตุที่เลือดกําเดาไหล ในเด็กผนังเยื่อบุโพรงจมูกจะบาง เมื่อเล่นกลางแจ้งนาน ๆ อุณหภูมิในร่างกายลูกจะสูงขึ้น เส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ อาจเกิดการฉีกขาด ทําให้เกิดอาการเลือดกําเดาไหลได้ เกิดการกระทบกระเทือน เช่น วิ่งชน หกล้ม หรือแม้แต่การแคะแกะเกาจมูกของเจ้าตัวเล็ก ก็อาจทําให้เลือดกําเดาไหลได้ ร่างกายขาดวิตามินซี ก็อาจทําให้เลือดกําเดาออกง่ายได้ อาการป่วยจากระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด ทางเดินหายใจ อักเสบ ไซนัสอักเสบ ที่ต้องรักษาตามอาการ ถ้าเลือดกําเดาไหล พร้อมกับมีอาการเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจ้ำ ๆ ตามตัว ควรพาไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นโรคเลือด เช่น ลูคีเมีย วิธีปฐมพยาบาล โดยทั่วไปเลือดกําเดาจะหยุดไหลได้เอง ภายในไม่เกิน 5 นาที ซึ่งคุณแม่สามารถช่วยบรรเทาอาการให้ลูกได้โดยใช้กระดาษชําระม้วนเป็นแท่ง เล็ก ๆ อุดในรูจมูก ให้ลูกนั่งตัวตรง ศีรษะอยู่สูงกว่าระดับหัวใจ และหายใจทางปาก หาผ้าห่อน้ำแข็งประคบบริเวณจมูก เพื่อทําให้เลือดแข็งตัว หยุดไหลเร็วขึ้น และส่วนหนึ่งช่วยลดอุณหภูมิร้อนในร่างกาย ป้องกันไว้ก่อน หลีกเลี่ยงการพาลูกไปวิ่งเล่นกลางแจ้งนาน ๆ เมื่ออากาศร้อนจัด ควรแวะพักในร่มหรือตามใต้ต้นไม้บ้าง อุณหภูมิในร่างกายจะได้ไม่สูงมาก เพราะอากาศร้อนนอกจากจะทําให้เลือดกําเดาไหลได้แล้ว ลูกอาจเป็นไข้ได้ อย่าให้ลูกแคะจมูกหรือสั่งน้ำมูกแรง ๆ เสริมอาหารวิตามินซีสูง อาจนํามาประยุกต์เป็นเครื่องดื่มผลไม้ปั่น เช่น น้ำส้มปั่น สับปะรดปั่น หรือเต้าฮวยฟรุตสลัด ให้ลูกเป็นของว่างสําหรับหน้าร้อนนี้ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 20, 2012, 10:21:48 PM ลูกเราเข้าใจคําพูดแค่ไหน?
(http://img.kapook.com/u/pimor/baby/01_119.jpg) ลูกเราเข้าใจคําพูดแค่ไหน? (Mother&Care) ช่วงนี้ลูกวัยวัยเตาะแตะ สามารถบอกความต้องการ ด้วยท่าทางและคําพูดได้ ก็เพราะเรียนรู้ความหมายสิ่งต่าง ๆ รอบตัวผ่านการได้ยิน จนพัฒนาเป็นการสื่อสารและความเข้าใจ แต่ลูกวัยเตาะแตะ จะรับรู้ เข้าใจแค่ไหน มาฟังคําตอบจาก พญ. ศิรินทร์ญา เทพรักษ์ ค่ะ ทักษะความเข้าใจ ตามช่วงวัย 1 ปี สามารถ เข้าใจคําพูด ประโยคหรือคําสั่งง่าย ๆ เช่น หยุดหรืออย่า ที่พ่อแม่พูด สามารถเชื่อมโยงเรื่องราว คําศัพท์ในชีวิตประจําวันต่าง ๆ ได้ เช่น รู้จักชื่อตัวเอง รู้ว่าใครคือพ่อ แม่ และพูดเป็นคําสั้น ๆ เช่น พ่อ แม่ แสดงออกด้วยท่าทาง เช่น พยักหน้า ส่ายหน้าได้ 1 ปีครึ่ง เข้า ใจคําสั่งและทําตามคําสั่งโดยมีท่าทาง (เช่น คุณแม่บอกให้ไหว้คุณหมอ พร้อมทําท่าให้ลูกดู) จนค่อย ๆ ทําตามคําสั่งได้โดยไม่ต้องมีท่าทาง เช่น ทิ้งขยะได้เอง โดยที่คุณไม่ต้องใช้มือชี้ไปที่ถังขยะให้ลูกดู และยังรู้จักบอกอวัยวะของตัวเองได้ถึง 3 ส่วน เช่น ตา หู หรือจมูก พูดคําพยางค์เดียวได้ 10-20 คํา และเลียนเสียงรถหรือสัตว์ร้องได้ สามารถบอกความต้องการและรู้จักการปฏิเสธเป็น เช่น เอา ไม่เอา 2-3 ปี อายุ 2 ปี สามารถทําตามคําสั่งได้ 2 ขั้นตอน โดยไม่ต้องมีท่าทาง เช่น ทิ้งขยะลงถัง แล้วหยิบผ้ามาให้แม่ รู้หน้าที่ของสิ่งของต่าง ๆ เช่น ช้อนมีไว้ตักข้าว แก้วน้ำมีไว้ดื่ม หรือรู้จักกิริยาของสัตว์ เช่น หมาร้องโฮ่ง ๆ แมวร้องเหมียว ๆ และเข้าใจคําถาม “นี่อะไร” ชี้ภาพได้ถูกต้องเมื่อถามได้ พูด 2-3 พยางค์ เช่น กิน ไปเที่ยว เมื่อ อายุ 3 ปี ความเข้าใจและการเชื่อมโยงคําศัพท์มีมากขึ้น เข้าใจคําสั่งที่ซับซ้อน เริ่มเข้าใจบุพบท, จํานวน, เพศของตัวเอง รู้จักสี รู้จักเปรียบเทียบ พูดเป็นประโยคสั้น ๆ บอกชื่อตัวเองได้ บอกความต้องการ เล่าเรื่องได้ ตอบคําถามที่ขึ้นต้น “อะไร ที่ไหน” สนใจคําถาม โดยเฉพาะการตั้งคําถามของเด็กวัยนี้ ก็เป็นสิ่งที่พ่อแม่สังเกตได้ เพราะลูกมีความสนใจอยากรู้สิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ปัญหาทางภาษา ที่อาจพบได้ พูดช้า พบ ว่ามีถึง 10-15% ในช่วงวัยเตาะแตะ พบในเด็กผู้ชายได้มากกว่าเด็กผู้หญิง 2-3 เท่า ดังนั้น พ่อแม่จึงควรรู้ถึงสาเหตุของการพูดช้า ซึ่งอาจเกิดจากภาวะการได้ยินผิดกปติ ภาวะสติปัญญาบกพร่อง ออทิสติก พัฒนาการผิดปกติ หรือพัฒนาการทางภาษาล่าช้าที่เกิดจากการเลี้ยงดู เมื่อสงสัยว่าลูกพูดช้าควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ แก้ไขได้ถูกต้องและเหมาะสม แบบไหนเข้าข่ายพูดช้า โดย ทั่วไปเด็กวัยหนึ่งขวบจะเริ่มพูดได้แล้ว หากอายุขวบครึ่ง ยังไม่สามารถพูดเป็นคําที่มีความหมาย ก็ต้องสังเกตว่า สามารถทําตามคําสั่งโดยไม่มีท่าทางได้หรือเปล่า หากขวบครึ่งยังไม่เข้าใจหรือทําตามคําสั่งอย่างง่ายโดยไม่มีท่าทางไม่ได้ อายุ 2 ปี พูดคําที่มีความหมาย หรือเมื่อ อายุ 3 ปี ยังไม่พูดเป็นประโยค จะจัดอยู่ในกลุ่มพูดช้า ควรพาลูกไปปรึกษาคุณหมอ พูดไม่ชัด การ พูดชัดของเด็กจะค่อย ๆ พัฒนาตามช่วงอายุ เด็กวัย 2 ปี จะสามารถพูดกับคนที่ไม่คุ้นเคยฟังได้ประมาณครึ่งหนึ่ง เมื่ออายุ 4 ปี จะสามารถพูดชัด ให้ผู้ฟังเข้าใจได้ทั้งหมด ในช่วงแรกที่ลูกเริ่มพูด การออกเสียงพยัญชนะอาจยังไม่ชัดได้ ซึ่งโดยทั่วไปเด็กวัย 2-2.6 ปี อย่างน้อยควรออกเสียงพยัญชนะตัว ม ย น ห ค อ ได้ชัดแล้ว อายุ 2.7-3 ปี จะพูดพยัญชนะตัว ก บ ป ว ได้ชัด อายุ 3.1-3.6 ปี จะพูดพยัญชนะตัว ท ต ล จ พ ชัด และเมื่ออายุ 5-6 ปี จะออกเสียงตัว ช ร ส ได้แล้ว ดัง นั้นควรสังเกตว่าลูกอยู่ในช่วงวัยใด ฟังการออกเสียงพูดของลูก หากลูกพูดไม่ชัดมากและยังไม่รู้เรื่อง ผู้ใหญ่ฟังไม่รู้เรื่องและพูดไม่ชัด หลายตัวอักษร งดการออกเสียงบางเสียง ออกเสียงอื่นแทน อาจทําให้เกิดปัญหาทางสังคมกับเพื่อน เรื่องการเรียน หรืออายุเกิน 8 ปียังออกเสียงไม่ชัด ก็ควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อตรวจการได้ยินหรืออวัยวะการใช้ลิ้น ว่าผิดปกติหรือเปล่า ไม่ยอมพูด มี อยู่บ้างแต่ไม่มาก อาจเกิดจากความวิตกกังวลหรือการปรับตัวของเด็ก ทําให้เด็กพูดเฉพาะกับคนในบ้าน แต่ไม่พูดกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่คุ้นเคย คุณแม่ควรค่อย ๆ ให้เวลาลูกปรับตัว ไม่ว่ากล่าว แต่ให้ลูกมีกิจกรรมนอกบ้านกับเด็กคนอื่น ๆ บ้าง แนวทางการส่งเสริมของพ่อแม่ พูดคุยกับลูกอย่างเป็นธรรมชาติ จากเรื่องใกล้ตัว ชีวิตประจําวัน เช่น คุณแม่ทําอะไรให้พูดไปด้วย เช่น กินข้าวก็บอกว่า “กินข้าวนะลูก” ทําท่าจะป้อนข้าว เพื่อช่วยให้ลูกเชื่อมโยงคําศัพท์สิ่งต่าง ๆ ได้ดี สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ๆ ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการพูด เช่น ใช้คําพูดที่เหมาะสม ไพเราะ พูดให้ชัดเจน และไม่ล้อเลียนลูกในเรื่องการพูดไม่ชัด แต่ควรให้กําลังใจกับลูก การอ่านนิทาน โดยใช้เสียงสูง ต่ำ มีรูปภาพประกอบ จะช่วยให้ลูกเรียนรู้เรื่องคําศัพท์ การเชื่อมโยงเรื่องราวได้เป็นอย่างดี พูดคุย ตั้งคําถามกับลูกอย่างเหมาะสม ควรเป็นคําถามปลายเปิด เช่น “นี่อะไรคะ” ควรฟังลูกพูดและมีปฏิกิริยาตอบสนอง ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ค่อยเป็นค่อยไป ถ้าลูกซักถามก็ต้องทําตัวเป็นคุณแม่ช่างตอบ ถ้ายังตอบคําถามไม่ได้ อาจใช้วิธีหาคําตอบในภายหลัง หรือชวนลูกค้นหาคําตอบด้วยกัน การสอนลูกเรื่องภาษา ควรดูความพร้อมของลูกตามช่วงวัย เพื่อจะได้ส่งเสริมได้เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะจะทําให้ลูกเบื่อหน่ายหรือไม่สนใจ สื่อที่ลูกเรียนรู้ ควรเป็นสื่อที่สื่อสารสองทาง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เชื่อมโยงเรื่องราวได้ดี เช่น หากลูกจะดูวีซีดี พ่อแม่ควรเลือกสื่อที่เหมาะกับวัยและดูพร้อมกับลูก คอยแนะนํา สอนลูก อย่าให้ลูกใช้เวลากับการดูวีซีดีมากเกินไป การอ่านนิทาน เล่นกับลูก จะส่งเสริมพัฒนาการได้อย่างเต็มที่ค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 12:04:36 PM จัดฟัน…เจ็บมั้ย
(http://img.kapook.com/image/health/tooth__2.jpg) จัดฟันเจ็บมั้ย (Lisa) กำลัง ฮิตในหมู่วัยรุ่นกันมากทีเดียวสำหรับ “การจัดฟัน” เพราะช่วยให้ฟันเรียงตัวสวยงามเป็นระเบียบ แถมบางคนยังมีรูปหน้าที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอีกต่างหาก (อานิสงส์จากฟันสวยนั่นเอง อิอิ) ว่าแต่หลายคนที่อยากจะจัดฟัน แต่ก็แอบกลัวว่า จัดฟันจะเจ็บมากน้อยแค่ไหนนะ ลองมาฟังคำตอบจาก ทันตแพทย์ รัชภูมิ เผ่าเสถียรพันธ์ กันค่ะ “เจ็บ แน่นอนครับ แต่ก็แค่ตอนปรับเครื่องมือใหม่ ๆ เท่านั้น ในช่วงที่หลอดเลือดถูกกดจากแรงที่ดันฟันจะทำให้เกิดอาการปวดหรือเสียวฟัน บ้าง ซึ่งเป็นเพียงการเริ่มต้นของกระบวนการเคลื่อนฟัน แต่จะบรรเทาลงใน 3–5 วัน ผู้ป่วยสามารถกินยาแก้ปวด เช่น ยาพาราเซตามอล เพื่อบรรเทาอาการปวดได้ และการเคี้ยวอาหารที่ไม่แข็งและเหนียวจนเกินไปในช่วง 8 ชั่วโมงแรกหลังจากการปรับเครื่องมือ จะสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้เพราะเป็นการขยับฟันบริเวณที่มีแรงกด และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตรอบรากฟันครับ” ได้รู้อย่างนี้แล้ว สาว ๆ คนไหนอยากมีฟันสวย ก็ต้องยอมทนเจ็บนิดหน่อยนะจ๊ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 12:09:32 PM อึ้ง! สาวอายุน้อย-สาวออฟฟิศ เสี่ยงมะเร็งเต้านมสูงขึ้น
(http://img.kapook.com/u/patcharin/Health/Women/Breast/breast_y_1.jpg) ชวนหญิงไทยตรวจมะเร็งเต้านมก่อนสาย สาวออฟฟิศ-อายุต่ำกว่า30เสี่ยงเป็นสูง (ไทยโพสต์) พบ หญิงไทยเป็นมะเร็งเต้านมอายุน้อยลงไม่ถึง 30 ปี ป่วยถึงตาย ส่วนกลุ่มอายุ 20-30 ปีพบก้อนซีสต์มากขึ้น และอาจพัฒนาการเป็นเซลล์มะเร็งได้ในอนาคต แพทย์เตือนเมื่อหน้าอกโตเต็มวัย ควรรีบมาตรวจ เพื่อความแม่นยำร่วมกับการตรวจคลำด้วยตัวเอง ระบุ กลุ่มที่มีประจำเดือนเร็วและหมดช้า หรือกลุ่มที่ไม่ผ่านการตั้งครรภ์ ไม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ รวมถึงกลุ่มที่ต้องรับฮอร์โมนวัยทอง เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูง เมื่อ “มะเร็งเต้านม” กลายเป็นภัยร้ายอันดับหนึ่งคุกคามผู้หญิงทั่วโลกแทนที่มะเร็งปากมดลูก แม้แต่ผู้หญิงไทยเองก็เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวมากขึ้น ขณะที่อายุของผู้เป็นโรคกลับน้อยลง บางรายตรวจพบในระยะร้ายแรงด้วยอายุเพียง 27 ปี ส่งผลให้กิจกรรมรณรงค์ป้องกันมะเร็งเต้านม หรือ Pink Ribbon ประจำเดือนตุลาคมของทุกปีถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ที่คิดแคมเปญ “October Go Pink” และดำเนินการมาเป็นปีที่ 3 เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักและพร้อมใจป้องกันโรคร้าย ทั้งนี้ พญ.สมสิริ สกลสัตยาทร กรรมการผู้จัดการและเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานเปิดงาน เผยว่า กว่า 2 ปีที่มะเร็งเต้านมกลายเป็นโรคร้ายแรงอันดับหนึ่งสำหรับผู้หญิงแทนที่มะเร็ง ปากมดลูก น่าตกใจว่าผู้หญิงไทยที่ป่วยเป็นโรคนี้แล้วเสียชีวิตมีอายุน้อย ลงเรื่อย ๆ จากเดิม 40 ปีถึงตรวจพบ แต่ปัจจุบันนี้ไม่ถึง 30 ปีก็ป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านม และยังพบด้วยว่าผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปมีซีสต์ที่เต้านมมาก ในเบื้องต้นอาจเป็นแค่ก้อนแคลเซียมธรรมดา แต่ในระยะยาวมีสิทธิ์พัฒนาการเป็นมะเร็งได้จากปัจจัยเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ที่น่าตกใจยิ่งกว่า ในกลุ่มสาวออฟฟิศมีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าชาวบ้าน ทว่าในกลุ่มนักโทษหญิงพบว่าป่วยเป็นมะเร็งทั้งสองโรค “ขอแนะนำให้ผู้หญิงที่มีเต้านมโตเต็มวัย หรือมีอายุประมาณ 20 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจหามะเร็งเต้านมกับสถาบันการแพทย์ ควบคู่ไปกับการตรวจด้วยตัวเอง เพราะบางครั้งการตรวจหาด้วยตัวเองอาจไม่แม่นยำพอ ซึ่งที่สมิติเวช สุขุมวิท เรามีเครื่องแมมโมแกรมตรวจมะเร็งเต้านมแบบ 3 มิติ หรือ Digital Breast Tomosynthesis ที่มีความละเอียดสูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม และได้รับการรับรองทางการแพทย์จากสหรัฐอเมริกา” พญ.สมสิริ กล่าว พญ.สมสิริ อธิบายต่อด้วยว่า การตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมแบบ 3 มิติ เป็นการตรวจที่มีความสามารถสูงในการหามะเร็งเต้านมที่ยังมีขนาดเล็กและไม่มี อาการ โดยเครื่องจะรายงานภาพแบบซอยละเอียดทุก 1 เซนติเมตรไปในแนวเดียวกัน จนเห็นภาพแยกตามตำแหน่งจริงไม่ซ้อนกัน ต่างจากการตรวจแมมโมแกรมแบบธรรมดาที่ภาพมักซ้อนกัน ทำให้การรักษาได้ผลดี ผู้ป่วยมีโอกาสอยู่รอดมากขึ้นและนานขึ้น ด้าน นพ.วิชัย วาสนสิริ กล่าวถึงสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านม พร้อมแนะนำวิธีการหลีกเลี่ยงการเกิดโรคไว้ดังนี้ว่า สาเหตุ การเกิดมะเร็งเต้านมที่แท้จริงทางการแพทย์ยังไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใดกัน แน่ เราจึงมาดูในเรื่องปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงแทน อย่างไรก็ดีเมื่อวิเคราะห์ตามหลักกายวิภาคแล้ว มะเร็งเต้านมมักจะเกิดในสองส่วนด้วยกันคือ ท่อน้ำนมและกระเปาะสร้างน้ำนมที่มีเซลล์เยื่อบุอยู่ข้างใน หากเซลล์ที่ว่ามีการพัฒนาตัวเองแต่ไม่ออกนอกผนังท่อหรือผนังกระเปาะ เราเรียกว่าระยะศูนย์ แต่เมื่อไรที่ลุกลามออกข้างนอกเราจึงจะเรียกมะเร็ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมจากสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้หญิงเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม มีทั้งที่เปลี่ยนแปลงได้และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ได้แก่ 1.อายุมาก 2.กรรมพันธุ์ 3.ผู้ที่ประจำเดือนมาเร็วก่อนอายุ 12 ปี และผู้ที่ประจำเดือนหมดช้าหลังอายุ 55 ปี และ 4.กลุ่มที่ต้องให้ฮอร์โมนวัยทอง โดย 2 ประการหลังเป็นเพราะผู้หญิงสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินควร “ส่วน ปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ก็คือ 1.การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะช่วยให้เต้านมผลิตฮอร์โมนโปรแลคตินมาแทนที่ฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน 2.มีบุตรคนแรกก่อนอายุ 30 ปี เพราะระหว่างตั้งครรภ์ร่างกายผู้หญิงไม่ต้องผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน 3.ไลฟ์สไตล์ที่ดี กินอาหารที่มีประโยชน์ 4.งดดื่มแอลกอฮอล์ และ 5.ฟิตแอนด์เฟิร์มด้วยการออกกำลังกาย เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมาจากไขมัน” นพ.วิชัย ให้ความรู้ทิ้งทาย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 12:12:19 PM ทำอย่างไรเมื่ออยากเลิกกาแฟ
(http://p2.s1sf.com/me/0/ud/0/224/coffee.jpg) การดิ่มกาแฟเป็นทั้งศิลปะ ความรื่นรมย์ไปจนถึงการเข้าสังคมไปแล้ว แต่ถึงกระนั้นอาจจะมีบางท่านที่ดื่มจัดจนถึงขั้น “ติด” แล้วอยากจะเลิก แต่พอวันไหนไมได้ดื่มขึ้นอาการออกทันทีอย่างอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ง่วงนอนมากจนตาจะปิด ปวดศีรษะ หรือรู้สึกคลื่นไส้ ซึ่งอาการดังกล่าวล้วนเป็นอาการของคนที่ติดกาแฟเข้าให้ซะแล้ว อย่างที่ทราบกันว่าในกาแฟมีสารคาเฟอินซึ่งเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ผู้ติดกาแฟมากๆ จะถูกจัดให้อยู่ในประเภทเดียวกับการติดสุรา มักจะพบในกลุ่มผู้ดื่มเกินวันละ 2 แก้ว ส่วนหนึ่งทางผู้เขียนเองก็ดื่มกาแฟวันละสองแก้วเหมือนกัน (ฮา) จึงขอนำเสนอวิธีการเลิกกาแฟมาให้อ่านกันครับ - ข้อแรก ที่ทำได้ง่ายมานั่นคือพยายามลดปริมาณกาแฟที่เราดื่มทุกวันให้ลด ลงครึ่งหนึ่ง (หากใจถึงจะมากกว่านั้นก็ได้นะครับ) เพื่อให้ร่างกายได้ปรับชินกับคาเฟอินที่ได้รับ อย่าลืมนะครับว่าเราไมได้รับคาเฟอินแค่จากกาแฟเท่านั้น ไหนจะโกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลมนี่ยังไม่นับผู้ที่สูบบุหรี่อีก จากนั้นให้เพิ่มปริมาณการพักผ่อน นอนเยอะๆ เพื่อให้ร่างกายสดชื่นไม่มีอาการง่วงหรืออยากจะหลับสักงีบจนไปต้องพึ่งกาแฟ และที่สำคัญคือการบังคับตัวเองให้ดื่มน้ำสะอาดวันละ 1 – 2 ลิตรเพื่อล้างสิ่งสกปรกและสร้างความสดชื่นให้แก่ร่างกาย - ข้อที่สอง นี่จะบอกว่ายากก็ยากว่าง่ายก็ง่ายนั่นคือพยายามอย่าเข้าไปในร้านกาแฟครับ (ฮา) หากจะนัดแนะคุยอะไรกันข้างนอกบ้านไปนั่งกันที่อื่นเถอะครับเดี๋ยวอดใจไม่ไหว (ทดลองจากประสบการณ์ตรงแล้ว อดไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ) สำหรับท่านที่มีอาการติดกาแฟหนักถึงขนาดหากไม่ได้ดื่มปวดศีรษะให้รับประทานยาพาราเซตามอลหรือแอสไพริน แต่ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดหัวจากไมเกรนเพราะตัวยาชนิดนี้มีส่วนผสมของคาเฟอีนอยู่ครับ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 12:18:47 PM สตาร์ทรถ เรื่องง่ายๆที่อย่ามองข้าม
เคยถามไหมว่า ก่อนออกรถคุณ ควรจะทำอย่างไร หลายอาจจะตอบคำถามนี้ในหลากข้อต่างๆมากมาย แต่เรื่องหนึ่งที่ดูแล้วจะขาดไม่ได้ก็คงเป็นในส่วนของการสตาร์ทเครื่องยนต์ ให้ทำงาน เพื่อพร้อมจะขับเคลื่อนไปข้างหน้า สู่จุดหมายปลายทาง พวกเราหลายคนที่ขับรถคงจะผ่านการทั้งบิด ทั้งกด เพื่อสตาร์ทรถยนต์แทบจะทุกวัน วันหนึ่งอย่างน้อยก็สองครั้ง หากแต่เคยคิดไหมครับ ว่าการสตาร์ทรถยนต์ก็ยังต้องการวิธีที่ถูกต้องและเรื่องง่ายๆนี้ก็อาจจะเป็น เรื่องที่ไม่คาดคิด เชื้อเชิญปัญหาให้เข้ามาดูดเงินในกระเป๋าคุณก็เป็นไปได้ (http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/4441/01.jpg) เมื่อเร็วๆนี้ ในประเทศไทยมีเคสหนึ่งที่น่าสนใจในการสตาร์ทรถยนต์ไม่ถูกวิธี เมื่อ โตโยต้าได้รับแจ้งจากลูกค้าว่า เกิดไฟโชว์แอร์แบ๊กติดตลอดเวลาขับขี่ และหลังจากลงไปแก้ไขปัญหานี้ก็พบว่า มีความเกี่ยวเนื่องมาจากการบิดกุญแจสตาร์ทรถไม่ถูกต้องทำให้เกิดการค้างหรือ ลัดวงจรของระบบทำให้ไฟโชว์ดังกล่าวเกิดขึ้น แม้ฟังดูมันไม่น่าจะเป็นเรื่องราวที่น่าจะเกี่ยวกันได้ แต่นี่เป็นข้อเท็จจริงที่หลายคนมองข้าม เพราะกุญแจในรถยนต์ไม่ได้เหมือนกุญแจบ้าน ที่เสียบแล้วก็จะกระทำชำเราบิดพรวดสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที เพราะในช่องกุญแจเหล่านี้นอกจากจะเป็นตัวล็อคต่างๆมากมายแล้ว ยังเป็นสวิทช์หลักในการตัดต่อระบบไฟฟ้าของรถยนต์ด้วย ซึ่งไปลองดูสิว่า วันนี้คุณสตาร์ทรถยนต์ถูกแล้ว หรือยัง 1.รู้จักตำแหน่ง ในการสตาร์ทรถยนต์แต่ละครั้งหลายคนอาจจะคิดว่าเสียบกุญแล้วบิดก้น่าจะจบ แต่ความจริงแล้ว ถ้าคุณลองบิดสวิทช์เหล่านี้ช้าๆก็จะพบว่า มันมีขั้นต่างๆประมาณ 3 ขั้น ด้วยกัน 1. Lock ตำแหน่งสวิทช์แรกที่เสียบกุญแจเข้าไปซึ่งตำแหน่งคือตำแหน่งดับเครื่อง เช่นเดียวกันมันยังสามารถใช้ล็อคพวงมาลัยได้อีกด้วย (http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/4441/startcar04.jpg) 2. ACC ในตำแหน่งที่ 2 อาจจะดูเหมือนไม่มีความสำคัญมากนัก แต่เป็นตำแหน่งที่คุณสามารถใช้ระบบความบันเทิงต่างๆของรถได้ เช่นระบบปรับอากาศ ,ระบบเครื่องเสียง โดยที่ไม่ต้องสตาร์ทเครื่องยนต์ แต่ไม่ควรทำบ่อยครั้ง เพราะแบตเตอร์รี่อาจจะหมดได้ อาจจะทำให้เสื่อมสภาพไวกว่าปกติ หรือถ้าใช้นานอาจสตาร์ทไม่ติด 3.On ตำแหน่งที่ไฟฟ้าถูกจ่ายเพื่อพร้อมสตาร์ทคล้ายกับ ACC แต่เมื่อบิดมาตำแหน่งนี้ ระบบ จะทำการสตาร์ทพร้อมทำงานในส่วนมาตรวัดต่าง โดยไฟเตือนต่างๆ จะทำงาน เพื่อแสดงสถานะความพร้อมใช้งาน 4. Start ตำแหน่ง สุดท้าย ที่เมื่อบิดกุญแจ ไฟฟ้าจะจ่ายไฟไปยังชุดมอเตอร์สตาร์ทเพื่อถีบฟลายวีล หรือล้อช่วยแรงที่ติดอยุ่กับเครื่องยนต์เพื่อเริ่มต้นการทำงาน และจะกลับมาที่ตำแหน่งออกเองหลักจากทำงานแล้ว หากในการสตาร์ทคุณเผลอไปบิดตำแหน่งนี้อีกครั้งหลังเครื่องยนต์ทำงาน อาจจะทำให้ฟันเฟืองของมอเตอร์สตาร์ทเสียหายได้ (http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/4441/multidiskclutch6.jpg) 2.สตาร์ทอย่างไรถึงถูก ด้วยความที่มันง่ายมาก ทำให้ไม่มีใครใส่ใจในส่วนของระบบกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์มากนัก แต่วันนี้เมื่อเราอยุ่ในช่วงร่วมสมัยลองมาดูสิว่า ต้องทำอย่างไรก่อนสตาร์ทกันบ้าง 1.ตรวจสอบตำแหน่งเกียร์ หลายคนมักลืมที่จะตรวจสอบในเรื่องนี้ก่อนทำการสตาร์ท ซึ่งสำหรับเกียร์อัตโนมัติมันอาจจะไม่ใช่ปัญหามากมายอะไร แต่กับเกียร์ธรรมดา ถ้าคุณลืมว่าเกียร์ถูกเข้าแล้วสตาร์ทเครื่อง เมื่อเริ่มการสตาร์ทรถก็อาจจะพุ่งไปข้างหน้าจนกลายเป็นอุบัติเหตุได้ ในที่สุด 2.ปิดระบบไฟฟ้าทั้งหมด หลายคนมักไม่ปิดระบบต่างตอนลงจากรถและเมื่อกลับขึ้นมาก็สตาร์ทเครื่องยนต์ทำ งาน พร้อมทั้งระบบปรับอากาศ และเครื่องเสียง ซึ่งจริงอยู่ว่าสามารถทำได้ แต่ในทางที่ถูกต้องควรจะปิดก่อน เพื่อให้แบตเตอร์รี่มีกำลังไฟเต็มที่ในการจ่ายไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าในการสตาร์ท เครื่องยนต์ ซึ่งจะทำให้มอเตอร์สตาร์ทสึกหรอน้อยลง เช่นเดียวกับชิ้นส่วนการทำงานของเครื่องยนต์ เนื่องจากการสตาร์ทเครื่องยนต์ครั้งแรกอาจจะต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ 3.ตรวจสอบสถานะ หลายคนลืมไปว่า เราควรตรวจสอบระบบต่างๆให้พร้อมก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ ซึ่งไม่ได้เสียเวลามากนัก ความจริงแล้วตามหลักที่ถูกต้อง คือ ควรให้ไฟเตือนนั้นขึ้นและดับครบก่อนจึงจะสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ และเมื่อสตาร์ทไปแล้วนั้น ก็ควรดูว่ายังมีไฟเตือนที่ผิดสังเกตหลงเหลือบนหน้าปัดหรือไม่ ในเรื่องนี้ก็รวมถึงในการตรวจสอบเสียง โดยเฉพาะเสียงในลักษณะเหล็กเคาะหรือเสียดสีกัน หรือความสั่นสะเทือนที่ผิดปกติของเครื่องยนต์ ก่อนออกรถด้ว การสตาร์ทเครื่องยนต์อาจจะเป็นเรื่องง่ายและใกล้ชิดกับพวกเราทุกคน แต่ว่า การทำอย่างไรให้ถูกต้องกับเป็นเรื่องที่เรามองข้างมไปโดยปริยาย ซึ่งอาจจะจริงที่ว่า มันไม่เสียง่ายๆแต่การทำในสิ่งที่ถูกต้องก็ช่วยรักษาสภาพไม่เพียงแค่สวิทช์ กุญแจ แต่รวมถึงในส่วนของเครื่องยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวโยงอื่นๆ ด้วย เรืองโดย ณัฐยศ ชูบรรจง (กูรูบอล) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 12:21:32 PM ความหมายของดอกไม้ ที่นำมาใช้ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ความหมายของดอกไม้ต่างๆ ตามโบราณท่านมีความเชื่อว่า ดอกไม้แต่ละอย่างนั้น ยังมีความหมายในตัวของมันเอง ท่านจึงนำดอกไม้แต่ละชนิด มาถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อที่ว่าผู้ใดนำดอกไม้อะไรมาถวาย การดำรงชีวิตของผู้นั้น จะได้รับผลตามความหมายของดอกไม้ ที่นำมาถวายให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ ดอกไม้แต่ละชนิดมีความหมายดังนี้ (http://p.s1sf.com/ho/0/ud/205/1027867/b-11.jpg) - ดอกมะลิหอม หมายถึง ความร่มเย็นเป็นสุข - ดอกพุด หมายถึง พบแต่สิ่งที่ดีๆ สิ่งที่บริสุทธิ์ - เขี้ยวกระแต หมายถึง มองเห็นแต่สิ่งที่ดี - ดอกบัวหลวง หมายถึง ความสุข, ความสำเร็จ - กุหลาบแดง หมายถึง ความรักที่สดชื่น - กล้วยไม้ หมายถึง ทำอะไรราบรื่น - ไผ่กวนอิม หมายถึง เป็นมิ่งขวัญแก่ตนเอง - ดาวเรื่อง หมายถึง พบแต่ความรุ่งเรื่อง - ใบมะตูม หมายถึง มีชื่อเสียง - ดอกชบา หมายถึง พบความสำเร็จ - หญ้าแพรก หมายถึง มีความฉลาด - ดอกลำโพง หมายถึง มีความโด่งดังทั่วฟ้า - บานไม่รู้โรย หมายถึง รักไม่รู้โรย ขอบคุณข้อมูลจาก http://board.palungjit.com (http://board.palungjit.com) ขอบคุณภาพประกอบจาก Photos.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 01:03:16 PM 5 สุดยอดผักผลไม้ กินแล้วไม่แก่!
(http://img.kapook.com/u/patcharin/Food/Fruit/5f.jpg) 5 สุดยอดผักผลไม้ กินแล้วไม่แก่! (Lisa) เมื่อนาฬิกาชีวิตเดินมาจนขึ้นเลขสาม อะไร ๆ ที่เคยสดใสเปล่งปลั่ง ก็เริ่มส่งสัญญาณแห่งวัยออกมา วันนี้เรามีสุดยอดผักผลไม้ที่สาว ๆ 30+ ควรติดบ้านเอาไว้เสมอมาแนะนำ เพื่อให้คุณเป็นสาวสามสิบยังแจ๋ว 1.เชอร์รี่ ผลสีแดง ๆ รสเปรี้ยวอมหวานชนิดนี้ อุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าส้มถึง 30-80 เท่า นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอความแก่ และช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้ว เชอร์รี่ยังช่วยให้สาว ๆ อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย เนื่องจากเชอร์รี่มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีที่ทำให้ผลไม้ชนิดนี้มีสีสันสดใส และมีสรรพคุณที่สำคัญคือทำให้คนกินมีความสุข ในทางการแพทย์เชอร์รี่จัดได้ว่าเป็น “แอสไพรินธรรมชาติ” เลยทีเดียว 2.กล้วย กล้วยทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม หรือกล้วยอื่น ๆ นอกจากจะหากินง่ายและมีราคาถูกแล้ว ยังเต็มไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ด้วยธาตุโพแทสเซียมที่สูง แต่โซเดียมต่ำ กล้วยจึงช่วยในการลดความดันโลหิต มีธาตุเหล็กสูงที่ช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด ทำให้ผิวพรรณของคุณดูเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด และปริมาณเส้นใยอาหารที่มีอยู่มากยังช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติด้วย กล้วยยังมีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ซึ่งมีผลไปถึงอารมณ์ สำหรับสาว ๆ ที่มีอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS-Premenstrual Syndrome) การกินกล้วยจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น (http://img.kapook.com/u/patcharin/Food/Eating/Fruit/strawberry.jpg) 3.สตรอว์เบอร์รี อุดมด้วยวิตามินซีและไฟติวเรียนต์ที่จะทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ระบบประสาท ผ่อนคลายความอ่อนล้าของสมอง และทำให้สมองของคุณกระฉับกระเฉง สามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ 4.ผักใบเขียวต่าง ๆ อายุมากขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย การกินผักใบเขียวทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนี้ได้ถึง 11 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังช่วยในเรื่องการมองเห็น เนื่องจากมีแคโรทีนอยด์ถึงสองชนิดคือ ลูทีน และซีแซนทิน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมอันเนื่องมาจากวัย และยังอุดมไปด้วยกรดโฟลิกที่จะช่วยให้ร่างกายผลิตเซลล์ใหม่ ๆ ทั้งเป็นแหล่งวิตามินอีและโฟเลตที่ช่วยชะลอปัญหาความจำเสื่อม (http://img.kapook.com/u/patcharin/Food/Eating/Fruit/apple-2.jpg) 5.แอปเปิล เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าแอปเปิลอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยขจัด ตัวการที่ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพ สำหรับสาว ๆ ที่ต้องการสวยสดใส ขอแนะนำให้เลือกกิน “แอปเปิลสีชมพู” ที่มีสารฟิโนลิก ซึ่งจะช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า และชะลอความแก่ให้ผิวหนัง และมีสารฟลาโวนอยด์ที่เพิ่มการดูดซึมวิตามินซี และทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยแข็งแรงด้วย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 01:05:45 PM เลิฟสตอรี่ตอน…ถั่วเหลืองที่รัก
(http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2012/11/34.jpg) แต่ก่อนร่อนชะไร สมัยจะกินอะไรยังไงก็ได้นั้น ถั่วเหลืองก็ส่วนถั่วเหลือง …ถั่วเหลืองไปวันๆ…เราก็เป็นเรา ต่างคนต่างอยู่ พอโตขึ้น รู้รักสุขภาพ รู้ดัดจริต ฮิตเทศกาลไปกับผู้คนเขาหน่อย พอถึงหน้ากิน เจทีไร จึงจะคิดถึงถั่วเหลืองเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่า เขา มีดีตรงเป็นพืชที่มีโปรตีนสูง สามารถบริโภคทดแทนเนื้อสัตว์ได้ดี นาน วันไป ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพี่ถั่วเหลืองก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น กลายเป็น ความผูกพันแน่นแฟ้นระหว่างครอบครัว เราเริ่มตีสนิทกับบรรดาญาติๆของพี่ถั่วเหลืองที่รักมากขึ้น ทั้งอร่อยและแสนดี อย่างคุณลุงเต้าหู้ยี้ และคุณอาเต้าหู้แบบต่างๆ คุณพี่ซอสหรือซีอิ๊ว คุณป้าเต้าฮวย คุณแม่น้ำ เต้าหู้ คุณน้องฟองเต้าหู้ คุณหลานเต้าฮวยเย็น ฯลฯ ญาติของเขาเยอะค่ะ ล้วนมีคุณค่าทางโภชนาการ เรียบง่าย ไม่หยิ่ง เป็นกัน เอง…อะเฝละเบิ้ล (available) ฮ่ะ…พบเห็นได้ดาษดื่น ราคาย่อมเยา นอกจากเด่นดังในทางโปรตีนแล้ว พวกเขายังมีแคลเซียมสูง ป้องกันลดความ รุนแรงของโรคกระดูกผุ มี ฮอร์โมนไฟโตเอสโตรเจน ที่ช่วยลดอาการไม่สบายเนื้อสบาย ตัว ร้อนวูบวาบ หงุดหงิด ปริวิตกกังวล ซึมเศร้า ในระยะหมดประจำเดือน ลดอัตราการ เสี่ยงจากมะเร็ง ดิฉันจึงตัดสินใจพาเขาไปแนะนำกับญาติผู้ใหญ่ฝ่าย หญิง ย่ายายป้าๆของดิฉันท่านให้คบหาดูใจไปนานๆ ทีนี้ก็สืบๆไปถึงตระกูลสิคะ…มีข้อ มูลจากสมาคมถั่วเหลืองอเมริกันแจ้งมาว่า (ดิฉันก็เพิ่งรู้นะคะว่าพวกเขานี่อินเตอร์ มิใช่ย่อย) บรรดาตระกูลถั่วทั้งหมดนี่นะคะ ถั่วเหลืองนี่มี สารไฟโตสเตอรอล มากเป็นอัน ดับสองรองจากถั่วงค่ะ สำคัญอย่างไรหรือคะ…ไฟโตสเตอรอลจะช่วยลด การดูดซึมของโคเลสเตอรอล เข้าสู่ร่างกายได้ ทำให้ช่วยลดอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ลดการเกิดโรคหัวใจ ก่อนเวลาอันสมควรได้ ที่ น้ำมันถั่วเหลือง ญาติของเขาได้ไปออกโทรทัศน์ในโฆษณาว่าเป็นน้ำมันถั่ว เหลืองที่เติมไฮโดรเจนนั้น ก็เพราะมีผลวิจัยบางอันเชื่อว่า จะช่วยเพิ่มความสามารถใน การลดโคเลสเตอรอลได้นี่ยังไงเล่า งานวิจัย อื่นๆยังบอกมาอีกว่า สารไฟโตสเตอรอลนี้ จะช่วยบรรเทาอาการถ่าย ปัสสาวะลำบาก ซึ่งมักเกิดในผู้ชายวัยกลางคนและวัยสูงอายุ และช่วยลดอัตราความเสี่ยง ของโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ ถึงตอนนี้ ญาติผู้ใหญ่ตั้งแต่ทั้งฝ่ายหญิงฝ่ายชายของดิฉัน ต่างก็เห็นดีเห็นงามไป ตามๆกัน แต่ความรักของเราก็ยังคงดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปค่ะ ไม่หวือหวาเหมือน อย่างความรักในวัยรุ่น เพราะญาติทางฝ่ายดิฉันทั้งที่เป็นคุณหมอและนักโภชนาการต่างก็เตือนนักเตือน หนาว่า “ถ้า ต้องการคุณค่าทางโภชนาการจากสารอาหารทุกประเภทอย่างเต็มที่นั้น เรา ควรจะบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะพอควรในแต่ละมื้อ แต่ควรจะบริโภคอย่างสม่ำเสมอเป็น ประจำ” ท่าน ว่าปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภคถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองนั้น คือ 100 กรัม : 1 วัน (เทียบเท่ากับดื่มนมถั่วเหลืองไม่เกินวันละถ้วยครึ่ง ถ้าเป็นเต้าหู้ ก็เท่ากับครึ่งถ้วย หรือถ้าเป็นเมล็ดถั่วเหลืองอบก็ประมาณวันละ 2 ช้อนโต๊ะ…ประเภท ที่ 7 ปีจะบริโภคสักทีหนึ่ง ถึงบริโภคคราวละกระสอบนี่คงไม่ได้ช่วยอะไรแน่) ความ รักของเรา (ระหว่างดิฉันกับถั่วเหลือง) จึงมีการเว้นระยะช่องไฟไว้แต่ พองาม คล้ายๆงานศิลปะอย่างหนึ่ง ถึงวันนี้ ดิฉันจึงตัดสินใจได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะคิดถึงพวกเขาสม่ำ เสมอเป็นประจำทุกวัน จะคิดถึงแต่พอประมาณ เพื่อเราจะได้มีโอกาสคิดถึงกันไปนานๆไงคะ เพราะเมื่อสุขภาพดี พวกเราก็มีร่างกายแข็งแรง จิตใจผ่องใส รวมทั้งอายุยืน ยาวขึ้นนั้นปะไร หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 01:08:59 PM กินขนมขบเคี้ยวเยอะ ไตก็ทำงานเยอะ
(http://www.jaowka.com/wp-content/uploads/2012/10/1156.jpg) สำหรับคนที่รักสุขภาพอย่างหนุ่มๆ สาวๆ 108health ทั้งหลาย ขนมขบเคี้ยวที่เผลอทานกันอยู่ทุกวันนั้น นอกจากจะไม่ให้ผลดีต่อร่างกายแล้ว ยังเข้าไปทำลายสุขภาพของเราได้อีกด้วยน่ะค่ะ ดังนั้นควรจะเลือกทานผัก ผลไม้ที่มีประโยชน์จะดีกว่าค่ะ กินขนมขบเคี้ยวเยอะ ไตก็ทำงานเยอะ โดยปกติขนมขบเคี้ยวส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย แป้ง น้ำมัน แป้ง น้ำมัน เนย น้ำตาลเป็นหลัก รวมทั้งผงชูรสและเกลือแร่ สารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ จะมีอยู่ค่อนข้างต่ำ เช่น โปรตีน เกลือแร่และวิตามิน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาสติปัญญา โดยเฉพาะเด็กถ้ารับประทานขนมขบเคี้ยวจนกระทั่งปฏิเสธอาหารมื้อหลักแล้ว อาจเป็นโรคขาดสารอาหารและเป็นโรคอ้วนได้ นักวิจัยจากสถาบันวิจัย โภชนาการ กล่าวต่อว่า พลังงานที่ร่างกายต้องการใน ๑ วันนั้น เด็กต้องการประมาณ ๑,๖๐๐ กิโลแคลอรี่ ผู้ใหญ่ประมาณ ๒,๐๐๐ กิโลแคลอรี่ พูดง่ายๆ คือ รับประทานอาหารมื้อหลักให้ครบ ๓ มื้อ แล้วพยายามรับประทานขนมขบเคี้ยวระหว่างมื้อให้น้อยลง โดยต้องดูปริมาณอาหารที่รับประทาน หากรับประทานมื้อหลักมากแล้ว ขนมระหว่างมื้อให้รับประทานน้อยลง และหันมารับประทานผลไม้ต่างๆ แทนขนมขบเคี้ยวในบางมื้อ ยกเว้นผลไม้ดอง เนื่องจากผลไม้จะอุดมไปด้วยเกลือแร่ วิตามินและมีใยอาหารช่วยให้ท้องไม่ผูก สำหรับเด็กควรอธิบายถึงข้อดีและข้อเสียของการรับประทานขนมขบเคี้ยวมากเกินไป และการเลือกซื้อโดยไม่ไปหลงเชื่อคำโฆษณา รวมทั้งไม่ควรอนุญาตให้เด็กรับประทานขนมขบเคี้ยวก่อนอาหารมื้อหลัก เพราะจะทำให้เด็กอิ่มและปฏิเสธอาหารมื้อหลัก สิ่งที่ตามมาคือทำให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ไม่เพียงพอ เป็นโรคขาดสารอาหาร โรคอ้วนหรือโรคริดสีดวงทวารตามมา เนื่องจากไม่ได้ใยอาหาร ทำให้การขับถ่ายผิดปกติ “อย่าฝึกให้เด็กรับประทาน ขนมขบเคี้ยวก่อนมื้ออาหารหลัก ให้เขารับประทานอาหารมื้อหลักให้เพียงพอก่อน ถ้าเขาอยากรับประทานขนมขบเคี้ยวก็ให้เขาบ้าง แต่ไม่ใช่ให้รับประทานหมดถุงหมดโหล และเลือกขนมขบเคี้ยวที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ถั่วง จะมีโปรตีนและกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ถั่วจะมีเกลือใส่อยู่ ที่กังวลคือ ปริมาณเกลือมากเกินไป ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจทำให้ความดันโลหิตสูง และในผู้ใหญ่บางคนอาจมีปัญหาเรื่องการย่อย กินถั่วเยอะๆ แล้วจะมีอาการท้องอืด ดังนั้น ต้องระวังในวัยผู้ใหญ่” ดร.รัชนี กล่าว ดร.รัชนี กล่าวด้วยว่า ในการเลือกซื้อขนมขบเคี้ยวควรตรวจดูวัน เดือน ปี ที่ผลิตและวันหมดอายุ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะสินค้าลดราคา ควรอ่านฉลากโภชนาการทุกครั้งว่า รับประทานแล้วจะได้รับสารอาหารอะไร ควรหลีกเลี่ยงขนมที่ใส่สีทุกชนิด และตรวจดูลักษณะซองหรือหีบห่อว่ามีรอยรั่วหรือฉีกขาดหรือไม่ ถ้าพบเห็นว่ามีรอยฉีกขาดไม่ควรซื้อมารับประทาน เนื่องจากอาจ เป็นของเก่าหรือของไม่ได้รับมาตรฐานหรือมีสัตว์มากัดกิน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม คุณควรเลือกรับประทานอาหารให้ได้ประโยชน์กับตัวคุณเองมากที่สุด เพื่อตัวคุณเอง และคนที่คุณรักน่ะค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 06, 2012, 10:01:28 PM ประโยชน์-โทษ ของอาหารรสชาติต่าง ๆ
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/139590.jpg) ตามตำราแพทย์แผนจีน รสชาติของอาหารทุกชนิดมีความสำคัญต่ออวัยวะภายในของร่างกายมนุษย์แทบทั้งสิ้น นอกจากประโยชนที่เราได้รับแล้ว หากทานมากไป อาจได้รับโทษของรสชาติเหล่านั้นมาด้วย มาดูว่าประโยชน์และโทษของอาหารที่เราทานอยู่เป็นประจำนั้น มีอะไรบ้าง อาหารรสหวาน ข้อดี - น้ำตาลจัดอยู่ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานกับร่างกายโดยทันที ส่งผลให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้ประเปร่า ช่วยส่งเสริมการทำงานของกระเพาะอาหารและม้าม รสหวานมีสรรพคุณทานยา รักษาอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ แก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงกำลัง และแก้กระหายด้วย ข้อเสีย - เมื่อทานอาหารที่มีรสหวานมาก ๆ ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน เพราะการได้รับน้ำตาลมากเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้ นอกจากนี้ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป ส่งผลให้อ้วน ทำให้เกิดอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไต ฟันผุ เป็นต้น อาหารรสเผ็ด ข้อดี - อาหารรสเผ็ดช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้เป็นไปตามปกติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และยังช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ข้อเสีย - อาหารรสเผ็ดจัดก็สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารเช่นเดียวกัน นอกจากนี้อาหารรสเผ็ดจำพวกเครื่องแกงมักมีส่วนผสมของเกลือ กะปิ ผงชูรส ซึ่งมีโซเดียมอยู่มาก จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต และดรคความดันโลหิตสูง อาหารรสเค็ม ข้อดี - โซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของเกลือ ทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ช่วยควบคุมระดับความเป็นกรด - ด่างของเลือด ช่วยขับร้อน แก้อาหารเลือกออกตามไรฟัน บำบัดอาการท้องเฟ้อ ข้อเสีย - เมื่อใดที่ร่างกายมีปริมาณโซเดียมจากเกลือสูงกว่าปกติ ร่างกายจะพยายามขับออกทางปัสสาวะ ส่งผลให้เรารู้สึกคอแห้ง กระหายน้ำ ร้อนใน แสบคอ เกิดอาหารบวมน้ำได้ หรือถ้าหากเป็นมากถึงขั้นภาวะขาดน้ำได้ นอกจากนี้ รสเค็มจะทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนช้าทำให้ความดันโลหิตสูง และทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น อาหารรสเปรี้ยว ข้อดี - เป็นข้อดีที่ไม่ค่อยมีใครรู้ ความเปรี้ยวช่วยในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อย ช่วยในการดูดซึมอาหารของร่างกาย ฟอกเลือด เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับเสมหะ และแก้เลือดออกตามไรฟันได้ ข้อเสีย - การกินอาหารรสเปรี้ยวมากเกินไป ทักทำให้ท้องเสีย ร้อนใน และระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหา จึงทำให้แผลหายช้า และเป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดฟันผุด้วย ทุกอย่างบนโลกนี้ มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี การทานอาหารก็เช่นกัน ทานแต่พอดี ร่างกายก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ เรียบเรียงโดย Never-Age.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 06, 2012, 10:03:20 PM อาหารเพิ่มคอลลาเจนให้กับคุณมีอะไรบ้าง
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img4/139539.jpg) คอลลาเจน เส้นใยที่ทำหน้าที่เป็นเนื้อเยื่อที่ช่วยผสานความยืดหยุ่นของร่างกาย ที่ทำจาก โปรตีนคอลลาเจน ที่มีทั้งความยืดหยุ่น แข็งแรง ที่ยืดเนื้อเยื่อของเราไว้ แต่เมื่อร่างกายเจริญเติบโตขึ้น (ปกติร่างกายจะสร้างคอลลาเจนน้อยลงเมื่ออายุเกิน 20 ปี) ซึ่งผิวของคุณจะสูญเสีย ความยืดหยุ่นและผลิตคอลลาเจนได้ต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งวิธีที่จะคืนคอลลาเจนให้ร่างกายของคุณได้นั่น นอกจะใช้ครีมบำรุง ฉีดคอลลาเจน (ไม่แนะนำเพราะว่าเจ็บมากกกก) และสุดท้ายการดื่ม คอลลาเจนผงที่กำลังได้รับความนิยม วิธีเหล่านี้สามารถช่วยให้คุณคืนคอลลาเจนให้กับผิวคุณได้ แต่วันนี้เรามีเทคนิคและวิธีธรรมชาติมาแนะนำให้กับหนุ่มๆ สาวๆ กัน 1. ทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อให้ร่างกายของคุณสามารถเปลี่ยน โพรลีน (Proline) และ ไลซีน (Lysine) ในร่างการของเราไปเป็น คอลลาเจน ซึ่งอาหารที่มีวิตามินซีสูงนั้นได้แก่จำพวกผักและผลไม้ เช่น สตรอเบอรี่, มะเขือเทศ, บลูเบอรี่ และผักใบเขียวต่างๆ 2. ทานอาหารจำพวกเนื้อ, ไข่ขาว, จมูกข้าวสาลี และถั่วง อาหารจำพวกนี้เป็นอาหารที่เต็มไปด้วยโพรลีนและไลซีนเพื่อจะปรับเปลี่ยนไปเป็นคอลลาเจน นอกจากนั้นถั่วงยังเป็นแหล่งอาหารที่เต็มไปด้วยกรดอะมิโนที่เป็นโครงสร้างของคอลลาเจนอีกด้วย 3. ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากชา เช่นอูหลง หรือจำพวกชาเขียวและชาดำ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ที่สามารถเรียกคืนคอลลาเจนและชะลอริ้วรอยได้อย่างดี 4. ทานอาหารที่มีส่วนผสมของกระเทียมเพราะกระเที่ยมสามารถช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตคอลลาเจน ซึ่งได้รับการยืนยันจาก George Mateljan Foundation ว่าช่วยชะลอการสูญเสียคอลลาเจนในร่างกาย 5. ทานผลไม้ที่มี Phytonutrients และ Anthocyanidins ที่พบมากในผลไม้ตระกูลเบอรี่ พบว่าผลไม้ตระกูลเบอรี่สามารถเสริมสร้างเส้นใยคอลลาเจนเพื่อรักษาผิวและกระชับผิวให้สุขภาพดีขึ้น นอกจากทานอาหารจากธรรมชาติแล้ว คุณสามารถป้องกันการสูญเสียคอลลาเจนด้วยเวลามีกิจกรรมกลางแจ้งให้ใช้ครีมกันแดดเพื่อป้องกันผิวทั้งป้องกัน UVA และ UVB ที่มีค่าอย่างน้อย SPF 30 หรือถ้าใครไม่สามารถหาท่านอาหารเหล่านี้ได้การกิน อาหารเสริมที่ช่วยสร้าง Collagen ให้ร่างกายได้เช่นกัน ปัจจุบันมีให้คุณเลือกมากมายทั้ง คอลลาเจนผง, เม็ด เลือกได้ตามที่ต้องการ ขอบคุณ : Reviews_Guy หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 11, 2012, 06:38:18 PM ข้อเท็จจริงของการกิน “ไข่“
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img5/139825.jpg) มีข้อกล่าวถึงไข่ แหล่งโปรตีนราคาถูกไปในทางดีและทางร้ายอยู่ตลอดเวลา … อะไรคือข้อเท็จจริง… ไข่เจียวร้อน ๆ กับพริกขี้หนูสด ฟาสต์ฟู้ดคนไทยที่อร่อยสุดยอด หรือไข่ออมเลตแบบอเมริกันเบรกฟาสท์ กินไข่ปลอดภัยหรือทำร้ายหัวใจของเรา ผู้ที่รักสุขภาพมาก มายเริ่มรังเกียจความอร่อยของไข่ เพราะกลัวโคเลสเตอรอลที่มากับไข่แดง บางคนถึงกับแยกกินเฉพาะไข่ขาวปราศจากไข่แดง น่าเสียดาย เรากำลังโยนทิ้งคุณค่าอาหารที่ดีที่สุดในไข่แดงเหมือนกับเรากินข้าวขัดสีสวย งามที่ขัดเอาวิตามินออกไปเสียหมด ไข่แดงมีโคเลสเตอรอลสูง เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ร่างกายเราจำเป็นต้องมีโคเลสเตอรอลที่เหมาะสมในกระบวนการเผาผลาญอาหาร หล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย หากเรากินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำตลอดเวลา ร่างกายก็ต้องผลิตออกมาเพื่อสร้างความสมดุล ถ้าคุณมีโคเลสเตอรอลสูงกว่าปกติอยู่แล้ว ไข่แดงก็ควรจะหลีกเลี่ยง แต่ทว่าขอให้ระลึกไว้ด้วยว่า ภาวะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โคเลสเตอรอลไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ก่อให้เกิดปัญหา(ส่วนใหญ่เกิดจากความ เครียด ไม่ออกกำลังกายหรือกินมากไป) การเลือกกินเฉพาะไข่ขาวเพราะ กลัวโคเลสเตอรอล ทำให้คุณพลาดคุณค่าที่ดีของไข่แดง เพราะในไข่แดงมีสารอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี วิตามินเอ โฟเลต โคลีน และบรรดาเกลือแร่ต่าง ๆ แคลเซี่ยม เหล็ก กินไข่ไขมันดีเพิ่ม มหาวิทยาลัย North Carolina สหรัฐอเมริกา สนับสนุนให้กินไข่ทุกวันเพราะเป็นแหล่งสารอาหารที่ถูกมากโดยเฉพาะโคลีนที่มีมากในไข่แดง ซึ่งช่วยให้ระบบเซลล์สื่อประสาททำงานได้ดี ช่วยเรื่องความจำ เด็ก ๆ ควรกินสม่ำเสมอเพราะไม่ต้องห่วงเรื่องโคเลสเตอรอล กินไข่ทำให้โคเลสเตอรอลตัวดี HDL เพิ่มมากขึ้น การมี HDL เพิ่ม มากขึ้นทำให้อัตราส่วนโคเลสเตอรอลรวมกับHDL ดีขึ้น สัดส่วนที่ดีหมายถึงเอาโคเลสเตอรอลรวมหารด้วย HDL ค่าที่ดีควรอยู่ที่ 2-3 ในผู้หญิง และ 3-4 ในผู้ชาย กินไข่ไม่ทำให้อ้วน จากการติดตามศึกษากลุ่มคนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นไข่เทียบกับกลุ่มที่ทานซีเรียลและขนมปัง เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่กินไข่เป็นอาหารเช้าจะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยต่ำกว่าอีกกลุ่ม เป็นเพราะโปรตีนจากไข่ร่างกายจะค่อย ๆ ย่อยเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ไม่เหมือนกับการกินคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันที่จะย่อยเร็วกว่า จึงทำให้หิวเร็วกว่าและทานซ้ำมากกว่า แม้ ว่าไข่จะมีโคเลสเตอรอลสูงถึง 200 มิลลิกรัมซึ่งสมาคมโรคหัวใจของอเมริกา (American Heart Association) ได้ให้ข้อกำหนดว่าเราควรกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ทำการศึกษาว่าการกินไข่มากกว่าวันละฟองไม่ทำให้ความเสี่ยงของโรคหัวใจเพิ่มขึ้นแต่ การปฏิเสธไม่กินไข่เลยหรือเลือกกินเฉพาะไข่ขาวไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเพราะ ร่างกายหากได้โคเลสเตอรอลไม่เพียงพอร่างกายเราก็จะพยายามผลิตออกมาเอง ซึ่งอาจจะมากกว่าการกินเข้าไป การกินแบบพอดี ไข่วันละฟองหรือสัปดาห์หนึ่ง 3-4 ฟอง ไม่ก่อปัญหาให้มากแต่ที่เป็นปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการได้ไขมันส่วนเกินจาก เครื่องเคียงเสียมากกว่า เช่น ไส้กรอกทอดที่อุดมด้วยน้ำมันทั้งนอกและใน ไข่เจียวอมน้ำมัน หรือขนมปังทาเนยจริงหรือเทียม ล้วนเป็นตัวสร้างปัญหาให้มากกว่าตัวไข่เอง กินไข่ต้มรับรองว่าคุณได้สารอาหารที่ครบคุณค่าและปลอดภัยจาก ไขมันที่มาจากการปรุง สำหรับผู้ใหญ่ที่มีปัญหาสุขภาพก็ควรระมัดระวัง แต่สำหรับเด็ก ๆ ไข่คืออาหารที่วิเศษที่คุ้มค่าราคาเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 11, 2012, 06:40:10 PM กินโปรตีนหนัก เพิ่มภาระตับ-ไต
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img1/139896.jpg) ก่อนอื่น มาทำความรู้จักโปรตีนกันให้ดีก่อนค่ะ โปรตีน เป็นสารอินทรีย์ ซึ่งเป็นโพลิเมอร์สายยาวของกรดอะมิโน ในแง่โภชนาการ โปรตีนเป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน โดยโปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี และถือเป็นส่วนประกอบของร่างกายที่มีปริมาณมากเป็นอันดับสองรองจากน้ำ โดยเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของเซลล์ในสิ่งมีชีวิต เช่น เอนไซม์ (enzyme) และฮอร์โมน อย่างไรก็ตาม โปรตีนจำเป็นต่อการดำรงชีวิต การเจริญเติบโต และการเสริมสร้างเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอของมนุษย์และสัตว์ เมื่อรับประทานอาหารที่มีโปรตีนเข้าไป ร่างกายจะย่อยสลายโปรตีนได้ออกมาเป็นกรดอะมิโน และกรดอะมิโนที่ได้นี้ ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ดังนี้… - สังเคราะห์โปรตีนต่างๆ ขึ้นใหม่ตามที่ร่างกายต้องการ เช่น สร้างกล้ามเนื้อ โครงกระดูก - สังเคราะห์สารอื่น เช่น เป็นตัวตั้งต้นของการสร้างสารส่งสัญญาณประสาท (Neurotransmitter) สังเคราะห์ฮอร์โมนธัยรอกซิน (Thyroxine) และเอนไซม์ เป็นต้น - เป็นสารตั้งต้นหรือตัวกลางในการสังเคราะห์กรดอะมิโนตัวอื่นๆ - ช่วยเพิ่มการสะสมไกลโคเจนและไขมัน - สร้างกลูโคสในยามที่ร่างกายขาดแคลน - ให้พลังงานแก่ร่างกาย เมื่อร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ส่วนแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสำคัญ ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง เมล็ดธัญพืช นอกจากนี้ จุลินทรีย์ เช่น ยีสต์ สาหร่าย เห็ด หรือ หนอน แมลงที่กินได้ ก็เป็นแหล่งของโปรตีนที่ดีเช่นกันคะ นอกจากนี้ โปรตีนนั้นจัดเป็นสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องได้รับจากในปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม และจะต้องเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพ สำหรับด้านปริมาณ หมายถึง ร่างกายควรได้โปรตีนจากอาหารประมาณ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน ในกรณีของหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กทารก ผู้ป่วย คนชรา ควรได้รับปริมาณโปรตีนเพิ่มขึ้น ส่วนด้านคุณภาพ หมายถึง ร่างกายจะต้องได้รับโปรตีนที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนในสัดส่วนที่พอเหมาะ โปรตีนจากนม ไข่ ปลา และเนื้อสัตว์ มีกรดอะมิโนทุกกลุ่มในสัดส่วนที่ดี ถือว่ามีคุณภาพสูง แม้เราจะทราบกันว่า แหล่งโปรตีนที่ดีมาจากนม ไข่ ปลา และเนื้อสัตว์ แต่หลายๆกระแส มักแนะให้เลี่ยงบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เป็นเพราะเกรงว่า เราอาจจะได้รับไขมันที่อยู่ในนม ไข่ เนื้อสัตว์ที่มากเกินความพอดี ดังนั้น ทางที่ดีควรทานโปรตีนที่มีไขมันต่ำกัน อย่าง นมไขมันต่ำ หรือเนื้อปลา เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันก็ได้ ถึงตอนนี้ มาดูกันคะว่าการกินโปรตีนมากๆ จะมีผลอย่างไรต่อร่างกาย แน่นอนว่าทุกๆ อย่างต้องการความพอดี การทานโปรตีนมากเกินไปจึงเกิดผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน โดยจะทำให้กรดอะมิโนในเลือดสูง ตับจะต้องทำงานหนักในการทำลายโปรตีนที่เกิน ไตก็ต้องทำงานหนักในการขับถ่ายกรดยูเรียออกมา อาหารโปรตีนสูงจึงไม่เหมาะกับคนที่ไตเสื่อม-ไตวาย เนื่องจากจะทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อขับถ่ายของเสียจากโปรตีนในรูปไนโตรเจน-ฟอสฟอรัสที่มีฤทธิ์เป็นกรดมากขึ้น ในเด็กถ้ากรดอะมิโนสูงขึ้นเรื่อยๆ จะทำลายประสาทหู และประสาทสมอง โดยเฉพาะถ้ากินโปรตีนสูงเกิน 4 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ในผู้ใหญ่ก็เช่นกัน ถ้ากินมากๆ ประมาณวันละ 2-3 กรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน โดยกินมากติดๆ กัน 3-4 วัน จะรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน กระวนกระวาย กระหายน้ำมาก และยังสามารถดูตัวอย่างได้จากชาวอเมริกันที่นิยมทานโปรตีนวันละ 100 กว่ากรัม ก็จะมีปัญหาในเรื่องการเสื่อมสภาพของเซลล์ และกระดูกกร่อน ในทางตรงกันข้ามหากทานโปรตีนในปริมาณที่น้อยกว่าความต้องการ จะส่งผลต่อร่างกายมากมาย คือ ทำให้การเจริญเติบโตช้า อ่อนเพลีย การสั่งการของสมองช้ากว่าปกติ ขาดตัวตั้งต้นของการสร้างสารส่งสัญญาณประสาท และการสังเคราะห์ฮอร์โมนธัยรอกซิน รวมถึงเอนไซม์ อีกทั้งร่างกายจะมีความต้านทานโรคต่ำ และเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย เช่น โรคควาชิออร์กอร์ (Kwashiorkor) มักเกิดกับเด็กที่หย่านมใหม่ๆ แล้วไม่ได้รับโปรตีนตั้งแต่อายุยังน้อยๆ พบมากในอายุ 1- 4 ปี เป็นแล้วจะมีอาการบวมไปตามแขน ขา ผมเปลี่ยนสี แห้งและเปราะ ไม่มีกล้ามเนื้อ ถ้ารุนแรงจะมีน้ำคั่งอยู่ในช่องท้อง พุงโร มึนซม ตับโต และอีกโรคที่เสี่ยงป่วย คือ โรคมารามัส (Marasmus) มักเกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี มีลักษณะผอมแห้ง ไม่มีกล้ามเนื้อ ผิวหนังเหี่ยวย่นคล้ายคนแก่ โรคนี้มักจะเกิดร่วมกับโรคควาชิออร์กอร์ จึงเรียกว่า มาราส มิก ควาชิออกอร์ ยังมีนักวิจัยจาก British Heart Foundation ประเทศอังกฤษ ศึกษาพบว่า แม่ตั้งครรภ์ที่ทานโปรตีนน้อย อาจส่งผลต่อการเกิดโรคเบาหวานของลูกเมื่อโตขึ้นได้อีกด้วยนะคะ มากไปก็ไม่ดี น้อยจนเกินความพอดีก็อันตราย ดังนั้นควรยึดทางสายกลางกันไว้นะคะ อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย จึงควรใส่ใจสิ่งที่เราจะทานเข้าไปกันสักนิดนะคะ อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 11, 2012, 06:43:28 PM ประโยชน์ดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในลูกพรุน
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/139772.JPG) ลูกพรุน ... ผลไม้ที่หลายๆ คนรู้จัก ส่วนมากจะในเรื่องช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดี แต่เจ้าลูกพรุนนี้ยังให้ประโยชน์อีกหลายอย่าง.... - เพียบไปด้วยสารอาหาร วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 วิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและสังกะสี - กากใยของลูกพรุนช่วยลดโคเลสเตอรอลได้ เหมาะสำหรับคนที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับความอ้วน - มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว และอุจจาระที่ออกมาก็จะนิ่ม หมดห่วงเรื่องริดสีดวงทวารอีกด้วย - มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะจนผลไม้อื่นอิจฉา - น้ำตาลจากลูกพรุนเป็นน้ำตาลฟลุคโตสและซอร์บิทอล ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ร่างกายจึงดูดซึมไปใช้ได้ทันที่กินเข้าไป - แคลเซียมในผลไม้ชนิดนี้ จะทำให้คุณเป็นสาวกระดูกเหล็ก ฟันแข็งแรง หัวใจแกร่ง ประสาททำงานเป็นปกติ จะคิดอะไรก็คล่อง - มีวิตามิน บี2 ที่ชื่อไรโนฟลาติน ที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงดีต่อผิม ผิว เล็บ และช่วยเรื่องการมองเห็น - อุดมด้วยวิตามินอี ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ยืดอายุของเม็ดเลือดแดง แถมยังบำรุงผิวและบำรุงสายตาให้เห็นชัดในความมืด - มีธาตุเหล็กสูง ขอบคุณ : สาระดี@ plus.google หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 11, 2012, 06:46:37 PM เป็นตะคริวบ่อยมากสาเหตุเกิดจากอะไร
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img4/139823.jpg) ตะคริว เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในนักกีฬาและบ่อยครั้งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ในระหว่างการแข่งขัน ทำให้ต้องออกจากการแข่งขันกลางคันเพราะกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว จะมีอาการหดตัวโดยไม่สามารถบังคับด้วยอำนาจจิตใจ (involuntary) ทำให้เกิดอาการปวดเกร็งและขยับไม่ได้ ตะคริวที่อาจเกิดแบ่งได้ 2 ชนิด คือ 1. แบบ tonic เป็นชนิดที่พบได้บ่อย กล้ามเนื้อจะมีการเกร็งอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง 2. แบบ clonic กล้ามเนื้อจะมีการหดตัวสลับกับการคลายตัวเป็นช่วงสั้น ๆ สลับกันไปอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่า…ตะคริวจะเป็นปัญหาคู่กับการเล่นกีฬามาช้านาน แต่ถ้าถามถึงสาเหตุของการเกิดตะคริวแล้ว คงจะมีน้อยคนที่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน เพราะโดยประสบการณ์ของนักกีฬา โค้ช หรือแพทย์สนาม ส่วนใหญ่แล้วจะมีความเห็นตรงกันว่า บ่อยครั้งที่ตะคริวเกิดขึ้นกับนักกีฬาที่มีความสมบูรณ์ มีความพร้อมในการเล่น โดยที่ไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติให้สังเกตหรือเป็นที่สงสัยมาก่อน ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถระบุสาเหตุได้แน่นอน อย่างไรก็ตามเป็นที่เชื่อกันว่า ปัจจัยที่จะกล่าวต่อไปนี้อาจเป็นสาเหตุหรือปัจจัยส่งเสริมให้เกิดตะคริวขึ้น ได้แก่ 1. การขาดเกลือแร่และอิเลคโตรไลด์ (Electrolyte) ซึ่งเป็นจากการสูญเสียทางเหงื่อ ระหว่างการเล่นกีฬา 2. การเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิร่างกายทันที จากร้อนเป็นเย็น หรือในทางที่กลับกัน 3. การที่กล้ามเนื้อขาดเลือดหล่อเลี้ยง ซึ่งอาจเกิดจากการใส่เสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ไม่เหมาะสม เช่น กางเกงกีฬาที่มีขอบขากางเกงรัดมาก ทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงขาและเท้าลดลง กล้ามเนื้อขาดออกซิเจน และมีการคั่งของของเสีย และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกล้ามเนื้อจึงเกิดตะคริวขึ้น นอกจากนั้นกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานจะล้า (Over fatigue) ก็มีโอกาสเกิดตะคริวได้ง่าย นอกจากปัจจัยเหล่านี้แล้ว การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อระหว่างการเล่นกีฬา เช่น ถูกกระแทกโดยตรงที่มัดกล้ามเนื้อ จะทำให้กล้ามเนื้อมีการหดเกร็งซึ่งทำให้เกิดตะคริวได้ การป้องกันตะคริวแบบง่าย ๆ - ก่อนออกกำลังกายควรมีการยืดกล้ามเนื้อก่อนทุกครั้ง อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ สังเกตง่าย ๆ คือ ดูสีน้ำปัสสาวะถ้ายังเข้มเหลือง โอกาสที่คุณลงเล่นกีฬาอะไรก็ตามจะเป็นตะคริวมีสูง - อย่าใช้อะไรรัดให้แน่นมากไป เช่น ใส่กางเกงขารัดมากไปเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ - สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img4/139824.jpg) การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดตะคริว เมื่อตะคริวเกิดที่ตำแหน่งใดให้ใช้ของเย็นประคบ อย่าใช้ของอุ่นหรือร้อน เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบีบเกร็งมากขึ้น ให้ยืดกล้ามเนื้อมัดนั้นออกอย่างช้า ๆ ในทางตรงข้ามกับที่มัดหดตัวเห็นได้ง่าย ๆ เช่น ตะคริวที่น่อง ให้เหยียดขาออก ผู้ช่วยค่อย ๆ ยืดกล้ามเนื้อน่องด้วยการค่อย ๆ กระดกเหยียดข้อเท้า (Passive extension) โดย นพ.อานนท์ วณิชยาธนากร หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 11, 2012, 06:48:43 PM รู้ได้อย่างไร??? ว่า...คุณบริโภคเนื้อไก่ที่ปลอดภัย
เนื้อไก่เป็นเนื้อสัตว์ที่ใครๆไม่ว่าชาติไหนก็กินได้ ค่าที่มีเนื้อนุ่มๆสามารถนำมากินได้เกือบทั้งตัว ทั้งยังให้คุณค่าทางโปรตีน และความอร่อยไม่แพ้เนื้อหมูเลย จากการที่สื่อต่างๆ ได้นำเสนอข่าวเรื่อง การชำแหละไก่เน่าในจังหวัดนครราชสีมา ทำให้ผู้บริโภคไก่หลายๆ ท่าน รวมถึงคุณผู้อ่านทั้งหลายคงวิตกกังวลกับการเลือกซื้อเนื้อไก่ที่จะนำมาบริโภคว่าเป็นเนื้อไก่ที่ปลอดภัยหรือไม่ วันนี้เราจึงนำวิธีการเลือกซื้อเนื้อไก่ที่ปลอดภัยมาฝากกันค่ะ (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img4/139881.jpg) • เนื้อไก่ ต้องใช้นิ้วกดดู ถ้าเนื้อไก่ที่สดจะไม่มีรอยบุ๋มสีเขียวหรือช้ำ และต้องไม่มีเมือก • น่องไก่ เหมาะสำหรับการย่างหรือตุ๋น ในการเลือกซื้อควรหลีกเลี่ยงน่องที่มีสีซีด และมีน้ำสีแดงไหลซึมออกมา เพราะนั่นแสดงว่าน่องไก่ไม่สดค่ะ • ปีกไก่ เหมาะกับการย่าง ต้มตุ๋นคุณควรเลือกซื้อปีกไก่ที่มีลักษณะบางใสเมื่อจับดูไม่มีเมือก • อกไก่ หรือสันในไก่ เนื้อส่วนนี้จะค่อนข้างนุ่มเนื้อติดมันน้อย เหมาะกับการผัดหรือทอด ควรเลือกซื้อเนื้อที่มีสีชมพูอ่อนใส • โครงไก่ ใช้ทำน้ำซุป หรือทำเป็นน้ำแกงจืด ในการเลือกซื้อควรเลี่ยงโครงไก่ที่มีสีคล้ำ และมีกลิ่นเหม็น หากซื้อเนื้อไก่ที่มีการบรรจุแพ็ค ควรดูความสด สะอาดและสังเกตป้ายบอกระยะเวลาในการบริโภคให้ดี เนื้อไก่ที่ซื้อมาแล้วต้องนำมาล้างให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ หากไม่ใช้ประกอบอาหารทันที ต้องเก็บใส่ถุงเก็บอาหาร หรือกล่องพลาสติกที่มีฝาปิดแล้วแช่ในช่องแข็งในตู้เย็น ในการปรุงเนื้อไก่ ควรทำให้สุกจริงๆ ไม่ควรรับประทานสุกๆดิบๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งเชื้อไข้หวัดนกที่แพร่ระบาด เพียงเท่านี้...ทุกท่านก็จะได้บริโภคเนื้อไก่ที่ปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และ...สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ ผู้บริโภคทั้งหลายควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละมื้อ และออกกำลังกายอย่าสม่ำเสมอ ที่มาจาก : วารสาร You Know ? มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 01, 2012, 05:48:39 PM วิตามิน-แร่ธาตุ..ไม่ต้องมาก แต่ขาดไม่ได้
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/140712.jpg) วิตามิน-แร่ธาตุ..ไม่ต้องมาก แต่ขาดไม่ได้ ศุกร์นี้ มาอ่านสารอาหาร สองหมู่สุดท้าย ที่ร่างกายต้องการกันค่ะ วิตามินและแร่ธาตุ จัดอยู่ในกลุ่มสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน เหมือนพวกคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน แต่มีความจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก จะพูดกันตรงๆ ว่า ขาดไม่ได้เลยล่ะค่ะ สำหรับวิตามิน (Vitamin) เป็นสารอินทรีย์ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งร่ายกายต้องการปริมาณไม่มาก แต่เมื่อขาดวิตามิน จะส่งผลให้เกิดภาวะผิดปกติเนื่องจากความบกพร่องของกระบวนการเคมีในร่างกาย วิตามินที่เราเคยเรียนๆ กันมา และจำเป็นต่อร่างกาย ก็ได้แก่ A, D, E, K หากลองนึกย้อนไปตอนเด็กๆ คุณครูจะให้เราท่องแยกเจ้า 4 ตัวนี้ก่อน แล้วจึงตามด้วยกลุ่มวิตามินบี ก็เพราะว่า เจ้า 4 ตัว แรกนี้นั้นละลายในไขมันนะ ส่วนที่เหลือ B1, B2, B3, B6, B12 และ C เป็นกลุ่มนี้ก็เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำนั่นเองค่ะ เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า แหล่งของวิตามิน ความสำคัญ และการขาดวิตามินชนิดต่างๆ นั้น จะส่งผลต่อร่างกายเราอย่างไรบ้าง ขอให้ดูจากตารางประกอบบทความค่ะ หลังจากดูตามตารางกันแล้ว สังเกตไหมคะว่า จริงๆ แล้ว วิตามินก็เป็นสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารทั่วๆไป เช่น ผัก ผลไม้ นม ไข่ ตับ ปลา และพืชตระกูลถั่ว ดังนั้น จำไว้นะคะว่า หากใครอาหารพวกนี้อยู่เป็นประจำ จะไม่มีทางขาดวิตามินเป็นอันขาด และถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ไม่เห็นจะต้องไปสรรหาวิตามินเสริมมาทานให้เปลืองสตางค์เลยค่ะ ครั้งนี้ได้รู้เรื่องราววิตามินชนิดชนิดต่างๆ กันแล้ว ผู้เขียนขอยกเรื่องแร่ธาตุไว้เล่าในสัปดาห์หน้า มาติดตามกันนะคะ. (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/140714.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/140715.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/140716.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/140717.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/140718.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 01, 2012, 05:50:10 PM น้ำตา...คืออะไร
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/140720.jpg) บางคนเวลาดีใจ หรือเสียใจก็ร้องไห้ เมื่อพูดถึงน้ำตาคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก น้ำใส ๆ ที่ไหลออกจากตาเวลามีอารมณ์เสียใจ ดีใจ หรือเจ็บปวด บางคนบอกว่า เกิดมาไม่เคยเสียน้ำตาให้กับสิ่งใด หารู้ไม่ว่าน้ำตามีการสร้างตลอดเวลาแม้ขณะที่คุณหลับ บางคนอาจไม่เคยเห็นว่าน้ำตาจะมีประโยชน์ตรงไหน ลองดูกันซิว่าคุณรู้จักน้ำตามากน้อยเพียงใด หน้าที่ หรือความสำคัญของน้ำตามีหลายประการ ได้แก่ การเคลือบให้ผิวกระจกตาเรียบ เพื่อให้เป็นพื้นผิวที่เหมาะสำหรับการมองเห็น การขับล้างสิ่งแปลกปลอมจากเยื่อบุตา หรือกระจกตาในกรณีที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอยู่ในตาจะรู้สึกได้ชัดเจนในช่วงที่มีฝุ่นผงเข้าตา ทำให้มีน้ำตาไหลออกมามาก การช่วยหล่อลื่นเปลือกตาเวลาที่มีการกระพริบตา นอกจากนี้ยังช่วยนำอ๊อกซิเจนมาเลี้ยงเซลล์กระจกตา และยังมีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อโรคด้วย เมื่อมีคุณค่ามากมายขนาดนี้ ลองมารู้จักน้ำตาเพิ่มขึ้นอีกหน่อยแล้วกัน น้ำตาที่ดูใส ๆ อย่างนี้ แท้จริงมีส่วนประกอบ 3 ส่วนด้วยกันคือ 1. ส่วนที่เป็นไขมัน เป็นชั้นที่อยู่ผิวบนสุด ไขมันนี้ได้จากต่อมที่สร้างไขมัน เราเรียกว่า Meibomian gland ชั้นไขมันนี้ จะมีหน้าที่ในการป้องกันการระเหยของน้ำตา ทำให้น้ำตาคงอยู่ในตานานขึ้น โดยปกติชั้นนี้จะบางมาก ทำให้ไม่เห็นสีของชั้นไขมันนี้ 2. ชั้นกลางเป็นชั้นที่เป็นน้ำ ซึ่งสร้างจากต่อมน้ำตา ทำหน้าที่ให้อ๊อกซิเจนแก่กระจกตา 3. ชั้นที่อยู่ในสุดติดกับกระจกตา มีลักษณะเป็นเมือก (mucus) ชั้นนี้เป็นส่วนที่สร้างจากเซลล์เยื่อบุของเยื่อบุตา ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นกับกระจกตา จะเห็นว่าน้ำตาใส ๆ นี้ มีส่วนประกอบมากกว่าที่เราเห็น ทั้งสามส่วนที่ประกอบเป็นน้ำตา มีความสำคัญในแต่ละด้าน ซึ่งถ้าขาดชั้นใดชั้นหนึ่งจะทำให้เกิดอาการผิดปกติของตา เช่นถ้าชั้นเมือก หรือ mucus มีน้อย หรือไม่มี อาจทำให้เกิดอาการตาแห้ง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการระคายเคืองได้ เนื่องจากชั้นนี้ทำให้ส่วนที่เป็นน้ำสามารถเกาะติดกับกระจกตา โดยปกติน้ำตาของคนเรามีการสร้างอยู่ตลอดเวลา หลายคนอาจคิดว่าน้ำตาสร้างเฉพาะตอนที่คนเราร้องไห้ น้ำตาที่ออกมามากในช่วงมีอารมณ์เศร้า หรือเจ็บปวดเรียกกว่า reflex tear เกิดจากการสั่งของระบบประสาท เมื่อมีการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม ดาราเจ้าน้ำตาทั้งหลายสามารถสร้างน้ำตาชนิดนี้ได้มาก รวมทั้งกรณีที่มีฝุ่นผงเข้าตา หรือมีการอับเสบของเยื่อบุตา แต่โดยปกติคนเราจะมีการสร้างน้ำตาตลอดเวลา เราเรียกว่า basic tear ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างโดยต่อมที่อยู่บริเวณเยื่อบุตา เป็นตัวที่ช่วยทำหน้าที่ต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้น ในกรณีที่มีความผิดปกติทางการสร้างน้ำตา ทำให้มีการสร้างน้ำตาน้อยกว่าปกติ ได้แก่ ในผู้ป่วยที่ขาดไวตามินเอ ความผิดปกติของเยื่อบุตา หรือกระจกตา นอกจานี้สาเหตุที่ทำให้มีการสร้างน้ำตาน้อยกว่าปกติ คือ สาเหตุมาจากความเครียด ซึ่งพบว่าเป็นสาเหตุ 50% ของผู้ป่วยที่มีตาแห้ง โดยเฉพาะในสตรีวัยหมดประจำเดือน ผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการตาแดง เคืองตามาก เมื่อเวลาที่ใช้สายตาอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ โดนแดดหรือลม ในกลุ่มนี้การรักษาคือหาสาเหตุที่ทำให้เครียด และการใช้น้ำตาเทียมเข้าช่วย เราคงจะได้ยินบ่อยๆ ถึงเรื่องของน้ำตาเทียม คำถามยอดนิยมสำหรับน้ำตาเทียมคงจะเป็นคำถามที่ว่า หยอดน้ำตาเทียมบ่อย ๆ จะมีอันตรายหรือไม่ คงต้องมาทำความเข้าใจถึงส่วนประกอบของน้ำตาเทียมว่ามีอะไรบ้าง โดยปกติประโยชน์ของน้ำตาเทียม โดยหลักคือ การให้ความชุ่มชื้นต่อดวงตา ซึ่งปกติน้ำตาของคนเรจะให้ความชุ่มชื้นเพียงพออยู่แล้ว แต่ในบางกรณีพบว่า ความชุ่มชื้นของตาน้อยกว่าปกติ ได้แก่ การสร้างน้ำตาน้อยลง ในผู้ป่วยบางรายที่ปิดตาได้ไม่สนิท หรือมีโรคของเยื่อบุตาบางอย่างทำให้มีอาการของตาแห้ง การอยู่ในที่ที่มีอากาศแห้งมาก เช่น ในห้องโดยสารในเครื่องบินจะพบว่า อากาศจะแห้งกว่าปกติ ทำให้ต้องมีการบริการน้ำดื่มตลอด หรือในผู้ป่วยที่ใช้เลนส์สัมผัส ก็อาจะทำให้มีความต้องการน้ำตาเพิ่มขึ้น น้ำตาเทียมจึงประกอบด้วยสารที่สามารถให้ความชุ่มชื้นตา มีความข้นหนืดทำให้สามารถอยู่ในตาได้นาน เช่น methycellulose หรือ polyvinyl alcohol บรรจุอยู่ในขวด ซึ่งสามารถใช้นานหลายวัน ซึ่งจำเป็นต้องการใช้สารการเสีย (preservatives) เพื่อให้สามารถเก็บยาขวดนี้ได้นาน ๆ โดยสามารถป้องกันการปกเปื้อนของเชื้อโรค ที่อาจเข้าไปในขวดขณะหยอดได้ ซึ่งสารกันเสียนี้ก็อาจทำให้มีการระคายเคืองหรือการแพ้ต่อเยื่อบุตา เราอาจสามารถแบ่งชนิดของน้ำตาเทียมตามการใช้สารกันเสียเป็นประเภทต่าง ๆ กัน ได้แก่ 1. น้ำตาเทียมที่มีสารกันเสีย กลุ่ม Benzalkonium chloride เป็นน้ำตาเทียมที่บรรจุในขวดประมาณ 10-15 มล. สามารถใช้หยอดตาต่อเนื่องได้ประมาณ 1 เดือนหลังจากเปิดขวด แต่มีข้อเสียคือ สารกันเสียอาจทำให้เดการแพ้ระคายเคืองต่อเยื่อบุตาเสียเอง หรือการปกเปื้อนในกรณีที่เก็บไว้นาน ๆ 2. น้ำตาเทียม ชนิดที่ไม่มีสารกันเสียอยู่เลย ได้แก่ น้ำตาเทียมที่บรรจุในกระเปาะเล็ก ๆ ใช้หมดวันต่อวัน ข้อดีคือผู้ป่วยจะไม่มีอาการแพ้เลย แต่มีข้อเสียเมื่อเปิดใช้แล้วจะต้องหมดในหนึ่งวัน และมีราคาสูงกว่าชนิดอื่น ปัจจุบันมีการพัฒนาน้ำตาเทียมโดยการใช้สารกันเสียที่สามารถสลายตัวเองได้เมื่อถูกแสงแดด เป็นกลุ่ม Nonperoxide Purite ซึ่งมีประโยชน์ในด้านของความประหยัดและการแพ้สารกันเสียได้ โดยสารชนิดนี้จะสลายตัวเมื่อถูกแสง แล้วกลายเป็นเกลือที่ไม่มีผลข้างเคียงต่อเยื่อบุตา การใช้น้ำตาเทียมให้ได้ประโยชน์เต็มที่ จึงต้องพิจารณาถึงความจำเป็นที่ต้องใช้ว่า มีปัญหาของน้ำตามากน้อยเพียงใด เราสามารถใช้น้ำตาเทียมได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการ โดยไม่ก่อให้เกิดผลแทรกซ้อน เหมือนยาหยอดตาที่มีสเตียรอยด์ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคต้อหิน หรือต้อกระจกเมื่อใช้หยอดตานาน ๆ แต่ยาหยอดตาทุกชนิดก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น การแพ้ หรือการสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ และปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนเสมอ ที่มา...รพ.รามาธิบดี women.thaiza หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 15, 2012, 07:42:42 PM เรื่องของ "กากใย" ใครว่าไม่สำคัญ!!
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img5/141533.jpg) หลายต่อหลายคนที่เคยประสบปัญหา หรือกำลังมีปัญหา ท้องผูก ถ่ายไม่ค่อยออก นานๆ ถ่ายที จนกลายเป็นโรคริดสีดวงทวารบ้าง มีปัญหาในระบบสำไส้บ้าง แม้แต่คนรู้จักของผู้เขียนบางคน ถึงขนาดถ่ายท้องแค่หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ก็ยังมีนะคะ และปัญหาแบบนี้ นิ่งนอนใจไม่ได้เลยล่ะค่ะ ทราบไหมว่า สาเหตุหลักๆ ของอาการที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น มาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนี่เอง และ "ฮีโร่" ที่ช่วยแก้ปัญหาพวกนี้ได้ก็คือ "กากใย" หรือ "เส้นใยอาหาร (Fiber)" กล่าวอย่างนี้แล้ว คงมีคำถามต่ออีกว่า ถ้ากากใยเป็นฮีโร่ในเรื่องนี้จริง แล้วเราจะทานกากใยอย่างไร กากใยมีอยู่ในอาหารชนิดไหนบ้าง แล้วทานกากใยแค่ไหนจึงจะเพียงพอต่อการขจัดปัญหาได้...ตรงใจผู้อ่านไหมคะ ดังนั้น มาทำความรู้จักฮีโร่ ที่ชื่อ กากใย กันดีกว่าคะ กากใย หรือเส้นใยอาหาร บางคนก็อาจเรียกทับศัพท์ว่า ไฟเบอร์ นั้น หมายถึง สารที่ประกอบกันเป็นส่วนต่างๆ โดยเฉพาะผนังเซลล์ของพืช ที่มีโมเลกุลซับซ้อนมากจนน้ำย่อยในร่างกายไม่สามารถย่อยเส้นใยเหล่านี้ได้ เส้นใยจึงไม่ถูกดูดซึม ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เมื่อเรากินพืชผักที่มีเส้นใยอาหารเข้าไป ร่างกายจะทำหน้าที่ย่อยสารอาหารในพืชผัก ซึ่งได้แก่ วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ส่วนกากใยที่เหลืออยู่หรือที่ร่างกายย่อยไม่ได้นั้น จะผ่านออกไปยังลำไส้ใหญ่ และถูกขับออกมาพร้อมกับอุจจาระ โดยกากใยจะทำหน้าที่ช่วยเพิ่มปริมาณของเสีย และเมื่อรวมกับอาหารอื่นที่ถูกย่อยและดูดซึมแล้ว ทำให้สามารถเคลื่อนตัวไปตามลำไส้ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยอุ้มน้ำ ซึ่งน้ำเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อาหารที่ผ่านการย่อยและดูดซึมแล้ว (ขณะนี้คือของเสีย) อ่อนนุ่มขึ้น จึงง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย หรือช่วยให้ถ่ายคล่อง ท้องไม่ผูกนั่นเองค่ะ แม้กากใยจะไม่ใช่สารอาหารที่ช่วยในการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เหมือนวิตามิน และ แร่ธาตุ และไม่ได้ให้พลังงานแก่ร่างกาย อย่างคาร์โบไฮเดรต โปรตีน หรือไขมัน แต่กากใยเป็นสิ่งที่จำเป็นเหลือเกินในระบบขับถ่าย ดังนั้น ร่างกายเราก็ขาดกากใยไม่ได้เช่นกันค่ะ ทีนี้มาอ่านกันต่อนะคะว่า กากใยมีอยู่ในอาหารชนิดไหนบ้าง? กากใยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน ทั้งสองกลุ่มมีความสำคัญที่ช่วยทำให้การทำงานของลำไส้และการขับถ่ายเป็นปกติ โดยกลุ่มที่ 1 คือ "กลุ่มละลายน้ำได้" มีลักษณะคล้ายเจลเมื่อจับตัวกับน้ำ แหล่งสำคัญของกากใยกลุ่มนี้ ได้แก่ ข้าวโอ๊ต ถั่วต่างๆ เมล็ดพืชต่างๆ ผลไม้หลากชนิด ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ "กลุ่มไม่ละลายน้ำ" ไม่รวมตัวกับน้ำ สามารถเคลื่อนตัวผ่านระบบย่อยอาหารได้รวดเร็วกว่า และมีประสิทธิผลดีกว่ากลุ่มแรก โดยไปเพิ่มปริมาณให้กับอาหารที่ย่อยและดูดซึมแล้ว (ของเสีย) และทำให้ของเสียนุ่มขึ้น แหล่งสำคัญของไฟเบอร์กลุ่มนี้ ได้แก่ เปลือกข้าวสาลี ซีเรียล ขนมปังแบบไม่ขัดสี ตลอดจนผักประเภทต่างๆ แล้วทานอย่างไรให้ได้กากใย? ก็ต้องทานอาหารที่มีส่วนประกอบของกากใย ได้แก่ ธัญพืช ผัก ผลไม้ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืช โดยกากใยอาหารจากธัญพืชส่วนใหญ่จะอยู่ที่เยื่อหุ้มเมล็ดชั้นนอก ซึ่งจะหลุดออกไปเมื่อถูกขัดสี ดังนั้น ธัญพืชเต็มเมล็ด (wholegrains) ซึ่งเป็นธัญพืชที่ไม่ขัดสีหรือขัดสีแต่น้อย (เช่น ข้าวกล้อง) และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธัญพืช จึงมีใยอาหารอยู่มาก เห็นไหมคะ จะทานให้ได้กากใยจากพวกธัญพืช ควรเน้นทานแบบไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีตจะดีกว่านะคะ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่ได้พยายามค้นหาประโยชน์ของเส้นใยอาหาร จนปัจจุบันได้คำตอบที่แน่ชัดแล้วว่า เส้นใยอาหารช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคความดันเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคมะเร็งต่างๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคอื่นๆ อีกหลายโรคเลยล่ะค่ะ แต่ละวันเราควรทานเส้นใยมากน้อยแค่ไหน? ในทางโภชนาการแนะนำให้ทานเส้นใยอาหารวันละประมาณ 25-30 กรัม แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ทานอาหารที่มีเส้นใยเพียง 2 ใน 3 ของปริมาณที่ร่างกายต้องการเท่านั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงพยายามรณรงค์ให้คนไทยทานผลไม้ให้หลากหลาย หากจะคำนวณออกมาเป็นตัวเลขจะดูเป็นเรื่องยุ่งยาก ดังนั้นหลักการง่ายๆ ในการปฏิบัติ เพื่อให้ร่างกายได้รับปริมาณเส้นใยอาหารทั้ง 2 ชนิด ในสัดส่วนที่เหมาะสม คือ... ควรทานข้าวเป็นอาหารหลัก โดยเฉพาะข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ หรือผลิตภัณฑ์จากข้าวที่ไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต เนื่องจากมีกากใยอาหารมากกว่าขนมปังขาวถึง 3 เท่า ทานผักผลไม้ให้มากๆ และพืชตระกูลถั่วให้หลากหลาย ควรทานผลไม้ทั้งเปลือก เช่น แอปเปิ้ล องุ่น ฝรั่ง ทานผลไม้สดแทนการดื่มน้ำผลไม้คั้น เช่น ส้มสด 1 ผล มีกากใยอาหารมากกว่าน้ำส้มคั้นถึง 6 เท่า พยายามทานนผักที่ทานทั้งต้นและก้านให้มากขึ้น เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง กวางตุ้ง เติมถั่วต่างๆ ลงในอาหาร เช่น ในสลัด ต้มจืด หรือแกงต่างๆ ดื่มน้ำมากๆ เพราะเส้นใยอาหารจะทำงานได้ดีต้องมีน้ำช่วย สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นชินกับการทานผักสด ผลไม้มากๆ มาก่อน ควรจะเพิ่มปริมาณอาหารที่มีกากใยทีละน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบย่อยอาหารเกิดอาการปั่นป่วน เพียงแค่นี้เราก็จะมีระบบขับถ่ายที่ปราศจากปัญหาท้องผูก อึดอัดเพราะถ่ายไม่ออก ห่างไกลโรคริดสีดวงทวารหนัก และโรคอื่นๆ จากระบบลำไส้แล้วคะ เริ่มใส่ใจกับการเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยกันเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพของเราเอง และคนที่เรารัก อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 01, 2013, 05:39:01 PM สวดมนต์ข้ามปีดีอย่างไร
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/142352.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/142353.jpg) ข้อมูล: สถิติอุบัติเหตุและข้อมูลช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่มา: ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน www.roadsafetythailand.com (http://www.roadsafetythailand.com) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/142355.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/142356.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 01, 2013, 06:28:14 PM ไข่ลวกมื้อเช้า..แก้ปัญหาท้องผูก
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/142375.jpg) ไข่เป็นอาหารที่ เพียบพร้อมด้วยโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ มากมายหลากหลาย ทั้งราคาก็ถูกปรุงเป็นอาหารอะไรก็ดูน่ากินไปหมด นอกจากนี้ไข่ยังเป็นอาหารที่เหมาะมากสำหรับคนที่มีปัญหาท้องผูก แต่มีข้อแม้ว่า ต้องรับประทานในช่วงเช้าขณะที่ท้องกำลังว่างเท่านั้น และไข่ที่รับประทานก็จะต้องเป็นไข่ลวก หรือไข่ที่ต้มไม่นาน เพียง 2-3 นาที ในน้ำเดือด ๆ ซึ่งรับรองว่า หากได้รับประทานไข่ต้มดังกล่าวไปสัก 1-2 ฟอง อาการท้องผูกที่ขมวดเป็นเงื่อนมาหลายวัน จะขับถ่ายออกได้อย่างง่ายดายทันที ทั้งนี้ เพราะไข่ลวกมีเอนไซม์บางอย่างที่จะไปช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงาน และช่วยหล่อลื่นให้กากอาหารเคลื่อนตัวไปสู่ปากทวารหนัก ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น Lisa หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 01, 2013, 06:30:09 PM ประโยชน์ของความสุข
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/142472.jpg) คนเราทุกคนย่อมต้องการที่จะมีความสุขในชีวิต นั่นเพราะความสุขช่วยให้เรารู้สึกดี มีความสดชื่น จิตใจเบิกบานสามารถยิ้มให้กับโลกได้ทั้งโลกเลยทีเดียว นอกจากนี้ ความสุขยังมีคุณค่าและประโยชน์มากมายต่อตัวเรา เช่น - ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้มแข็ง เราจะเห็นได้ว่าบางคนแม้มีโรคทางกายรุมเร้ามากมาย แต่ยังสามารถยิ้มได้ และดูสดชื่นแจ่มใสมากกว่าคนทั่วไปนั่นเพราะจิตใจของเขามีความสุข - ช่วยให้เรามีความยืดหยุ่น มีมุมมองที่รอบด้านมากขึ้น ในขณะที่ความทุกข์ทำให้คนเรามีมุมมองคับแคบและวนอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้น - ช่วยให้เรามีพลังในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์ จึงสามารถที่จะประสบความสำเร็จทั้งในการงานและชีวิตส่วนตัวได้อย่างลงตัว สิ่งเหล่านี้เป็นข้อดีของความสุขที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ที่สำคัญความสุขเป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างได้ด้วยตัวของเราเองไม่ต้องรอคอยหรือพึ่งพาสิ่งใด เราจึงสามารถแสวงหาความสุขได้ทุกเวลา หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 01, 2013, 06:31:48 PM กินต้านแก่แบบไทยๆ
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img1/142380.jpg) ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์อาจไม่ต้องง้ออาหารฝรั่งเลย เพราะ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรวัฒน์ หรือชะลอชรา (Anti-aging Medicine) แนะว่ามีอาหารไทยหลากหลายเมนูที่สรรพคุณชะลอชรา มีสารอาหารสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง โดยคุณหมอกฤษดา แนะนำมา 10 เมนู เริ่มจาก ส้มตำไก่ย่าง ที่สุดของอาหารต้านชรา ในส้มตำมีสุดยอดวิตามินอย่าง “มะเขือเทศ” ที่ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและเต้านม ส่วนมะละกอนั้นช่วย “ล้างพิษ” ให้กับลำไส้ทั้งเล็กและใหญ่ในมะละกอยังมีน้ำย่อยชื่อ “ปาเปน” เป็นน้ำยาทำความสะอาดลำไส้ให้ปลอดคราบโปรตีนเกาะ ส่วนการรับประทานคู่กับไก่ย่างนั้น มีข้อดี คือ ทำให้ไม่ขาดโปรตีน และที่สำคัญคือ “ไม่อ้วน” เท่าการกินกับข้าวเหนียวหรือกินแบบหนักแป้ง ตามด้วย แกงเขียวหวานไก่ ในน้ำแกงเขียวหวานเป็นอาหารทิพย์ อุดมด้วยวิตามิน น้ำแกงเข้มข้นหอมมันคือ “ซุปวิตามินชั้นดี” ที่มีทั้งวิตามินเอ, ดี, อี และเค ที่ละลายอยู่ในกะทิ ส่วนในเนื้อไก่ก็มีวิตามินบี ที่ช่วยบำรุงสมอง อีกทั้งในพริกที่ใส่เป็นเครื่องแกงก็มี “กรดแคปไซซิน” กับ “เบต้าแคโรทีน” ที่ช่วยบำรุงสายตา เมนูต่อมาเป็น เมี่ยงปลาทู ได้ทั้ง “ซัลโฟราเฟน” กลุ่มสารต้านมะเร็งจากใบคะน้าห่อเมี่ยง ถ้าให้ดีต้องหยิบ “มะเขือเทศราชินี” หั่นเสี้ยวใส่เข้าไป ช่วยผิวพรรณสวย ส่วนในเนื้อปลาทู มีทั้งกรดไขมันดีและ “แอสตาแซนทิน” ที่กินเข้ากัน เพราะวิตามินที่ว่านี้โดยมากละลายในไขมัน ถ้าท่านใส่ปลาทูทอดเข้าไปจะช่วยให้จับกันได้ดีขึ้น จากนั้นคือเมนู ผัดไท โดยเฉพาะผัดไทแบบต้นตำรับคลาสสิกที่สืบทอดตำนานแต่ครั้งรัฐนิยมของท่านจอมพล ป. ในผัดไทจะมีทั้งถั่วงอก ที่ถือเป็นอาหารมงคลรับปีใหม่ ด้วยหมายถึง การงอกงามของสิ่งใหม่ๆ ในถั่วงอกมี “วิตามินซี” อยู่มาก นอกจากนั้น ถั่วและเต้าหู้ในผัดไทยังอุดมไปด้วยวิตามินอี, แคลเซียม และสาร “พฤกษฮอร์โมน” ที่เป็นไฟโตเอสโตรเจนป้องกันมะเร็งและลดไขมัน โดยมีข้อแม้คืออย่าหนัก “เส้น” มากไป ยังมีเมนู ข้าวหอมนิล ข้าวไทยสีม่วงเข้ม ที่อัดแน่นอยู่ในสีสวยนั่นคือสาร “พฤกษเคมี” ที่มีพลังมากกว่าวิตามินอีกับซีรวมกันเสียอีก ที่สำคัญเอามาจัดเมนูคู่ปีใหม่ได้ง่ายๆ ตัวอย่างเช่น น้ำพริกปลาทูข้าวหอมนิล หรือจะกินคู่กับไข่เจียวร้อนๆ ก็ยังไหว ข้าวตอกน้ำกะทิ ขนมไทยช่วงปีใหม่ที่ถูกลืมไปนาน มีคุณค่าทางอายุรวัฒน์มาก นับตั้งแต่ตัวข้าวตอกมี “เส้นใย” ช่วยในเรื่องไขมันและน้ำตาลได้ ส่วนวิตามินข้างในนั้นก็เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ ข้าวต้มมัดหรือข้าวเหนียวปิ้งใส่ไส้ เป็นเมนูที่อยู่ท้องและมีประโยชน์ครบเครื่อง เพราะมีทั้ง 5 หมู่อยู่ในนั้น ส่วนวิตามิน ก็มีทั้งเอ, บี, ซี นอกจากนั้นในกล้วยยังมีเส้นใยกับสารกลุ่มฟีนอลชื่อ “กรดเอลลาจิก” ช่วยต้านมะเร็งและเนื้องอกได้ ข้าวเหนียวดำน้ำกะทิ มีใส่เครื่องเคราเยอะ ไม่ว่าจะเผือก, ลำไย, ลูกเดือย และธัญพืชอื่นๆ ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ชั้นสูง เพราะช่วยขัดล้างตั้งแต่หลอดอาหารลงมาถึงลำไส้ใหญ่ ส่วนตัวข้าวเหนียวดำเองก็มี “วิตามินอี” และ “ธาตุเหล็ก” สูงมาก รวมถึง “ธาตุม่วงต้านร่วงโรย(OPCs)” ก็มี ข้าวโพดม่วง อ่านๆ ไปอาจเห็นว่าเน้นแต่ของม่วง แต่นี่เป็นนวัตกรรมใหม่ของบ้านเรา ที่อยากนำเสนอคือ “ข้าวโพดทับทิมสยาม” ประกอบด้วยคุณประโยชน์มากมายทั้งวิตามินบำรุงตาอย่าง “ลูทีน” กับ “ซีแซนทิน” และธาตุม่วง ส่วนวิธีทำก็มาก และสุดท้าย น้ำสมุนไพร เช่น น้ำอัญชัน, กระเจี๊ยบ, น้ำย่านาง, น้ำใบบัวบก น้ำเหล่านี้ถือเป็นน้ำวิตามินขั้นเทพ รวมวิตามินระดับ “ซุป’ตา” อย่างแท้จริง ตั้งแต่อัญชันมีวิตามินสีม่วงที่ช่วยปกป้องผิวและบำรุงตับ ส่วนน้ำกระเจี๊ยบก็มีวิตามินซีและเอช่วยบำรุงไตได้ ส่วนน้ำใบย่านางกับใบบัวบกยิ่งดีใหญ่ เพราะประกอบด้วย “คลอโรฟิลล์” ที่หลายคนใฝ่ฝันหา และยังมี “กลูต้าไทโอน” ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระขั้นปราบเซียน เกือบทั้งหมด ล้วนเป็นเมนูหาได้ใกล้ตัว ดังนั้นเทศกาลปีใหม่นี้ เลี้ยงฉลองด้วยเมนูไทยๆ กันเถอะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 13, 2013, 07:57:52 PM ชูสมุนไพรไทยแชมเปี้ยน5ชนิด
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/143015.jpg) ชูสมุนไพรไทยแชมเปี้ยน 5 ชนิด เตรียมดันสู่ตลาดโลกเป็นอีกหนึ่งสินค้ามีชื่อเสียงของไทย นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานสมาพันธ์สุขภาพและความงามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีสมุนไพรที่มีสรรพคุณที่ดีมากมายหลายชนิด แต่จากการที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หารือร่วมกับนักวิชาการและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องได้มีการคัดเลือกสมุนไพรไทยที่จัดเป็นแชมเปี้ยน 5 ชนิด ได้แก่ กวาวเครือขาว บัวบก กระชายดำ ไพลและลูกประคบ โดยพิจารณาจากการที่สามารถปลูกได้ง่าย เป็นที่รู้จักทั่วโลก และมีอนาคตเนื่องจากมีการวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ที่จะนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย นายนาคาญ์ กล่าวอีกว่า กวาวเครือขาวเป็นที่รู้จักในต่างประเทศค่อนข้างดี อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นกวาวเครือจำนวนมาก ซึ่งกวาวเครือขาวจะให้สาระสำคัญที่เรียกว่าไฟโตเอสโตรเจน(phytoestrogens) ซึ่งคล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง เพราะฉะนั้น ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนการเสริมฮอร์โมนในรูปแบบนี้จะมีความปลอดภัยมากกว่าฮอร์โมนสังเคราะห์ นอกจากนี้ ในเครื่องสำอางหลายชนิดของยี่ห้อที่มีชื่อเสียงจะใช้สารสกัดกวาวเครือขาวในผลิตภัณฑ์ ส่วนใบบัวบก เป็นสมุนไพรที่ใช้ในทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องสำอางเกือบทุกชนิดในโลกใช้สารสกัดจากบัวบกเป็นส่วนผสม เพราะบัวบกทำหน้าที่ในการป้องกันการแพ้เครื่องสำอาง ช่วยเรื่องการบำรุงผิว บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย และแก้เมื่อยล้า ดังนั้น หากมีการปลูกอย่างมีคุณภาพจะเป็นสมุนไพรที่มีความต้องการในตลาดโลกสูง ประธานสมาพันธ์ฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับกระชายดำ ไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องของบำรุงร่างกายเพศชายเท่านั้น แต่มีการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นพบว่ามีฤทธิ์ในการลดน้ำหนัก และบำรุงผิวในสุภาพสตรีด้วย อีกทั้ง กระชายดำเป็นภาพลักษณ์เฉพาะเนื่องจากไม่ได้มีในหลายประเทศ แต่ในประเทศไทยมีความโด่งดังจึงคิดว่าสมุนไพรชนิดนี้มีอนาคตไกลและ จ.เลย เป็นจังหวัดที่มีกระชายดำมีชื่อเสียง สายพันธุ์ที่ดี ขณะที่ไพล เมื่อนำมาทำให้อยุ่ในรูปแบบของครีมจะมีสรรพคุณคล้ายกับบัวหิมะของจีน สามารถแก้เรื่องการอักเสบ ไฟไหม้น้ำร้อนลวกและการปวดข้อเข่า กระดูกต่างๆ และลูกประคบ จะมีการรวมใช้สมุนไพรหลากหลาย มีกลิ่นหอม และสปาไทยทุกแห่งจะมีกลิ่นนี้ซึ่งเป็นกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย โดยปกติมีการใช้ด้วยการนึ่งและนวดประคบ แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาให้ใช้ง่ายขึ้นในรูปแบบของครีม 'ในเรื่องการผลักดันจะมีการนำสมุนไพรทั้ง 5 ชนิดเสนอต่อ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมสมุนไพรดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตที่เก่งแต่ไม่เก่งในเรื่องของการตลาด หากทำให้การตลาดสมุนไพรดีขึ้น มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยจะเพิ่มขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม อนาคตเชื่อว่ากรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯจะประสานผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องให้มีโอกาสพบปะกับกลุ่มเกษตรกรเพื่อส่งเสริมให้มีการปลูกสมุนไพรภายใต้การควบคุมคุณภาพ เช่น ปลูกในภาวะเช่นไร เก็บเกี่ยวช่วงเวลาไหนและจำหน่ายราคาเท่าไหร่ เพราะหากไม่มีการควบคุมการปลูกบางครั้งมีการใช้สารเคมี สมุนไพรที่นำมาใช้ก็จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย' นายนาคาญ์กล่าว หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 13, 2013, 07:59:58 PM ดื่มน้ำผิดเวลา กระทบระบบย่อย
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/143045.jpg) น้ำสำคัญกับร่างกายมากจนอาจคาดไม่ถึง รู้หลักดื่มให้ถูกต้อง ไม่บั่นทอนสุขภาพ หลายคนอาจหลงลืมหรือให้ความสำคัญน้อยเกินไป กับสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับร่างกาย อย่าง "น้ำดื่ม" "ร่างกายของมนุษย์เรา มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70%"…จากข้อความนี้ น่าจะทำให้เห็นความสำคัญของน้ำเพิ่มมากขึ้นนะคะ เนื่องจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ทุกหนแห่ง น้ำในร่างกายแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ น้ำที่ประกอบอยู่ในเซลล์ประมาณ 60% มีอยู่นอกเซลล์ประมาณ 30% และที่อยู่ในเนื้อเยื่อ หรือเลือดอีก 10% เหตุนี้จึงทำให้มนุษย์ต้องการน้ำ ประมาณ 2–3 ลิตรต่อวัน ในทางกลับกัน แต่ละวันร่างกายก็มีการขับน้ำออกในลักษณะของปัสสาวะ 0.5-2.3 ลิตร นอกจากนั้นยังมีการขับน้ำออกทางเหงื่อ อุจจาระ และลมหายใจ หน้าที่ของน้ำในร่างกายนั้นมีมากมาย ทั้งช่วยย่อยอาหาร ละลายสารอาหารและออกซิเจนเพื่อขนส่งให้เซลล์ทั่วร่างกาย ช่วยให้หัวใจทำงานปกติ เลือดไหลเวียนดี ละลายสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกาย ทำให้ข้อกระดูกเคลื่อนไหวได้สะดวก ทำให้ผิวพรรณสดใสไม่แห้งกร้าน ใบหน้าชุ่มชื้นดูมีเลือดฝาด เมื่อน้ำสำคัญมากขนาดนี้ จะดื่มน้ำกันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายเรามากที่สุด? น้ำที่ดื่มต้องสะอาด : เรื่องนี้สำคัญมากนะคะ หากเราดื่มน้ำที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน อาจส่งผลต่อร่างกาย เช่น น้ำที่มีเชื้อจุลินทรีย์ปะปนในปริมาณมาก อาจทำให้อุจจาระร่วง ป่วยโรคบิดและไทฟอยด์ หากน้ำดื่มมีสารเคมี โลหะหนัก เช่น คลอไรด์, ไนเตรท, แมงกานีส, สังกะสี, ตะกั่ว ก็ยังส่งผลเสียต่อตับ ตับอ่อน ไต กระเพาะปัสสาวะ เพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็ง ดื่มน้ำให้เพียงพอและถูกต้อง : โดยปกติเราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว หรือ 2-3 ลิตร ควรดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอน โดยตอนเช้าควรดื่มน้ำอุ่นทันที 2 แก้ว เพื่อช่วยให้ขับถ่ายอุจจาระได้ดี ดื่มน้ำทุกครั้งที่รู้สึกกระหาย ไม่ควรดื่มน้ำเกินครึ่งแก้วก่อนรับประทานอาหาร 15 นาที และภายใน 40 นาทีหลังมื้ออาหาร เนื่องจากทำให้น้ำย่อยเจือจางลง ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหาร ทั้งนี้การดื่มน้ำก็ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในขณะนั้นด้วย เช่น อากาศที่ร้อน และแห้ง ร่างกายจะสูญเสียน้ำทางผิวหนังและลมหายใจมากกว่าปกติ ดังนั้น ผู้ที่อยู่กลางแจ้งและในห้องปรับอากาศที่เย็นจัดจะต้องการน้ำมากกว่าคนที่อยู่ในที่ร่มหรือในห้องที่อุ่นสบาย หรือผู้ที่ออกกำลังกาย มีไข้ ท้องเสีย อาเจียนก็ควรดื่มน้ำเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำด้วย ทั้งนี้ ควรดื่มน้ำทีละนิด แบบจิบทีละ 2–3 อึก จิบบ่อยๆ ไปตลอดทั้งวัน ซึ่งจะดีกว่าการดื่มน้ำครั้งละมากๆ เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบขับถ่าย อย่าง ไต ปอด ม้าม และระบบย่อยอาหาร อีกทั้งร่างกายจะดูดซึมไม่ทัน และขับออกมาเป็นปัสสาวะ แม้ดื่มน้ำเข้าไปมากก็ยังรู้สึกหิวน้ำอยู่บ่อยๆ การดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยให้ไตทำงานได้ดี ซึ่งหลายคนอาจคิดไม่ถึงว่า ไต ต้องทำหน้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกำจัดสารพิษต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเกิดจากกระบวนการทำงานภายในเซลล์, ดูดสารอาหารที่มีประโยชน์กลับคืนเข้าสู่ร่างกาย, ควบคุมระดับความเป็นกรด ด่าง ของของเหลวในร่างกาย, กำจัดของเสียส่วนเกินแล้วขับออกทางปัสสาวะ, สร้างฮอร์โมนที่เป็นตัวกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและวิตามินดี..ถ้าร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ไตก็ไม่สามารถทำหน้าที่ดังที่กล่าวได้ดี เช่นเดียวกับ ตับ ต้องทำงานหนักขึ้น เผาผลาญไขมันได้น้อยลง ทำให้ร่างกายมีการสะสมไขมันมากขึ้นอีกด้วย หากปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายต้องดึงน้ำจากส่วนต่างๆ มาใช้โดยที่เราไม่รู้ตัว ส่งผลให้เลือดข้น ระบบไหลเวียนของเหลวผิดปกติ ผิวหยาบ ปวดศีรษะ เป็นตะคริว ความดันสูง อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังในการดื่มน้ำอยู่บ้าง เช่น ผู้ป่วยโรคไต ที่มีอาการบวมน้ำ ต้องควบคุมปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวันตามแพทย์กำหนด เพราะไตของผู้ป่วยไม่สามารถขับน้ำออกจากร่างกายได้ตามปกติ น้ำปริมาณมากจึงคั่งอยู่ภายใน ส่งผลให้แขนขาบวม ความดันโลหิตสูง ไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัด : เพราะอวัยวะภายในร่างกายต้องปรับอุณหภูมิของน้ำที่เย็นจัดให้เท่ากับอุณหภูมิของร่างกายก่อนนำไปใช้งาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร เป็นผลให้ร่างกายอ่อนแอ ทางที่ดีควรดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำเพื่อช่วยขับเหงื่อ ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป : เพราะจะทำให้รู้สึกกระหายมากกว่าปกติ การดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้ร่างกายทำงานหนักและทรุดโทรมก่อนวัย ทราบกันอย่างนี้แล้วก็ปรับวิธีการดื่มน้ำให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายเรากันนะคะ เพื่อสุขภาพของเราเอง และคนที่เรารัก อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 13, 2013, 08:01:38 PM รู้ไหมว่า.. อาหารร้อนหรือเย็น ก็ทำให้สุขภาพดีได้
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/143152.jpg) เชื่อว่าหลายคนคงรู้อยู่แล้ ว่าอะไรก็ตามที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น แม้กระทั่งการกินอยู่ของเราทุกวันนี้ก็เหมือนกัน การกินร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไป จะส่งผลต่อร่างกายอย่างไรบ้างไปดูกันเลยดีกว่าครับ ร้อน-เย็น ธรรมชาติบำบัด รู้ไหมว่า อาหารแต่ละอย่างที่เรากินเข้าไปล่วนส่งผลต่อร่างกายทุกอย่างเช่น กินอาหารที่บูดอาจทำให้ท้องเสียได้ นี่คือแบบที่เห็นผลเร็วๆ แต่ที่จะเห็นผลช้า จนบางทีเราไม่ได้สังเกตุ เช่นการกินอาหารฤทธิ์ร้อน หรือฤทธิ์เย็นจนเป็นนิสัยก็เช่นกัน เพราะสุขภาพที่จะแข็งแรงได้นั้นต้องตั้งอยู่บนภาวะสมดุลคะ ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ภาวะต่างๆเหล่านี้จะส่งผลระยะยาวทำให้เกิดโรคต่างๆมากมาย อาการของภาวะที่ร้อน-เย็นเกินไป ร้อน เกินไป : หน้าแดง มีสิวขึ้น มีแผลในช่องปากด้านล่าง ตัวร้อน มือเท้าร้อน มีเส้นเลือดขอดตามจุดต่างๆ ท้องผูกเป็นประจำ ท้องอืด เจ็บปลายลิ้น เจ็บส้นเท้า เย็นเกินไป : ตาแฉะ ขี้ตาเยอะ เป็นแผลในช่องปากด้านบนหรือโคนลิ้น ตัวเย็น มือเท้าเย็น มีน้ำมูกใส นิ้วล็อคกำมือไม่ลง อุจจาระเหลวสีอ่อน เจ็บโคนลิ้น ร้อน-เย็น ดูกันยังไง วิธีที่เราจะสามารถรู้ได้ว่า อาหารฤทธิ์ร้อน กับอาหารฤทธิ์เย็น ก็ไม่ได้ยากอะไรเลยครับ ก็ใช้การสังเกตุจากภายนอก เราก็พอที่จะแยกออกได้ หมั่น สังเกตว่าอาหารที่กินเข้าไปทำปฏิกิริยาให้ร่างกายร้อนขึ้นหรือเย็นลงแค่ไหน นอกจากนี้ยังมีลักษณะของอาหารที่ให้ฤทธิ์ร้อน-เย็น มาให้อ่านเพื่อใช้ประกอบการสังเกตกันด้วยครับ อาหารฤทธิ์เย็น : มักจะมีลักษณะหวานหรือจืด สีจะออกไปทางสีอ่อน เช่น ขาว เขียว ความหนาแน่นของเนื้อสารจะน้อย ยุ่ยๆ หลวมๆ อาหารฤทธิ์ร้อน : มักจะมีลักษณะเค็ม ขม เนื้อแข็ง สีสันจะออกไปทางสีเข้มหรือคล้ำ เช่น แดง ม่วง ดำ ถ้าเป็นเขียวก็ออกเขียวเข้ม มีกลิ่นออกเหม็นเขียว แต่ในปัจจุบันนี้อาหารส่วนใหญ่ที่เรากินกันมักจะมีฤทธิ์ร้อน เช่น อาหารที่เค็มจัด มันจัด หวานจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารใส่สารเคมี อาหารใส่ผงชูรส เหล้า เบียร์ ไวน์ ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ขนมกรุบกรอบ บะหมี่ซอง รวมไปถึงน้ำร้อนจัด น้ำเย็นจัด และน้ำแข็ง จริงๆ อาหารก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีคิดแบบร้อน-เย็น เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการที่ร่างกายจะมีภาวะร้อนหรือเย็นอีกมาก เช่น ความเครียด อดนอน กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ เดินทางบ่อย หงุดหงิดโมโห และสูบบุหรี่ พอจะนึกออกแล้วใช่ไหมละครับ ว่าอาหารฤทธิ์ร้อน กับอาหารฤทธิ์เย็นต่างกันอย่างไร เพียงเท่านี้เราก็คงพอที่จะแยกออกแล้วว่าร่างกายของเราอยู่ในสภาวะที่ร้อน เกินไป หรือเย็นเกินไปหรือเปล่า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงการกินของเรา ก็พอที่จะช่วยให้สภาวะต่างๆของร่างกลับเข้าสู่สมดุลได้เช่นกันครับ แหล่งที่มา - widemagazine หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 13, 2013, 08:02:58 PM 10 อาหารที่กินแล้วผิวสวย
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/142918.jpg) 1. ปลา ปลาที่มีไขมันสูงอย่าง เช่น แซลมอน ให้กรดไขมันโอเมก้า -3 ที่ทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง 2. อัลมอนด์ ไม่เพียงแต่มีกรดไขมันโอเมก้า -3 แต่ยังมีโปรตีนที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ผิวและวิตามินอีที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ซึ่งปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ 3. ผักหลากสี เช่น ฟักทองสีเหลืองสด แครอทสีส้ม ผักโขมสีเขียว พริกหวาน ผักเหล่านี้อุดมด้วย แคโรทีนที่ดีต่อผิว 4. น้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน ให้ไขมันจำเป็นแก่ผิวที่ทำให้เซลล์มีความยืดหยุ่นและช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินเอและอีได้ดีขึ้น 5. อาหารนมไขมันต่ำ โยเกิร์ต ชีส นม อุดมด้วยวิตามินเอที่จำเป็นต่อสุขภาพผิวแบคทีเรียในโยเกิร์ตไม่เพียงแต่ดีต่อลำไส้ แต่ยังดีต่อผิวด้วยการย่อยที่ดีทำให้ผิวดูสดใสและแข็งแรง 6. ผักกาดหอม ให้เส้นใยอาหารคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเพียงเล็กน้อย วิตามินที่สำคัญที่สุดคือวิตามินเอและโพแทสเซียม 7. โฮลเกรน มีแร่ธาตุและแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เรียกว่า ซีลีเนียม ที่ช่วยควบคุมความเสียหายของเซลล์และงดพวกแป้งขาวที่จะให้ระดับอินซูลินเพิ่มขึ้นซึ่งจะนำไปสู่อาการอักเสบและระคายเคืองของผิว 8. อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่น เนื้อแดง อาหารทะเล ที่ใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดง ถ้าขาดจะทำให้เกิดอาการโลหิตจาง และทำให้ผิวดูซีดเซียวไม่สดใสและทำให้เกิดรอยคล้ำใต้ตา 9. ไข่ มีโปรตีนที่ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสียหายจากอนุมูลอิสระและยังมีไบโอตินที่ช่วยปกป้องผิวแห้งด้วย 10. ส้ม มีวิตามินซีสูงที่ช่วยปกป้องผิวจากสภาวะแวดล้อม เช่น รังสียูวี วิตามินซีช่วยผิวสร้างคอลลาเจนที่จำเป็นในการทำให้มันปราศจากริ้วรอย ขอบคุณ : Lisa หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 30, 2013, 07:45:43 PM 10 พฤติกรรมที่ต้องสระผม (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/144069.jpg) บางครั้งกิจกรรมบางอย่างที่คุณกำลังทำอยู่คุณอาจกำลังคิดว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นอันตรายต่อเส้นผมของคุณ แต่ช้าก่อน นั่นอาจเป็นการคิดที่ผิดเพราะกิจกรรมบางอย่างที่คุณออกไปทำมาทั้งวันอาจต้องเจอกับมลภาวะมากมายและนั่นจะส่งผลโดยตรงต่อเส้นผมของคุณ เราจึงขอแนะนำให้คุณรีบสระผมหลังจากที่ทำกิจกรรมต่อไปนี้ค่ะ 1. เที่ยวผับ เพราะผมที่เหนอะหนะจากเหงื่อหลายปี๊บที่เกิดจากการเต้นอย่างสุดมันนั้น จะสะสมฝุ่นละอองและความสกปรกได้ดีกว่าปกติอีกเป็นเท่าตัว แถมยังต้องเจอกับควันบุหรี่ที่ทำร้ายผมอย่างแรงเข้าไปด้วย 2. ดูคอนเสิร์ต โดยเฉพาะคอนเสิร์ตที่ต้องกระโดดกันจนเหงื่อชุ่ม 3. เล่นกีฬา ทั้งเปียกทั้งเหม็น แล้วอย่างนี้จะไม่สระอีกหรือ 4. เล่นกีฬาทางน้ำ แหล่งน้ำต่างๆ นั้นถึงจะดูสะอาด แต่จริงๆ แล้วเต็มไปด้วยความสกปรก และเชื้อโรคที่มองไม่เห็น ส่วนน้ำตามสระที่ผสมคลอรีนนั้น ยิ่งต้องรีบกลับมาสระผม เพราะจะกัดและทำลายผมให้แห้งกร้านและเสียได้ ถ้าหาแชมพูกำจัดคลอรีนโดยเฉพาะมาใช้ได้ด้วยก็จะดีมาก 5. เดินช็อปปิ้งที่ตลาดนัดกลางแจ้ง โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อน เพราะตลาดนัดก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่รวมฝุ่นละอองและความสกปรกไว้มากมาย 6. จัดทรงด้วยผลิตภัณฑ์แต่งผม ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมทั้งหลายนั้นใช้แล้วต้องสระออกให้สะอาดทันทีที่ทำได้ เพราะถ้าปล่อยไว้นานๆ สารเคมีในผลิตภัณฑ์ เหงื่อไคล และสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ จะทำปฏิกิริยากันจนทำให้ผมและหนังศรีษะมีปัญหาได้ 7. เมื่อผมเริ่มมันเยิ้มและจับตัวเป็นก้อนๆ ต้องรีบสระเพื่อกำจัดน้ำมันส่วนเกินที่อุดตันตามหนังศรีษะออกไปให้เร็วที่สุด 8. เมื่อผมเริ่มมีกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นสัญญาณแห่งความสกปรกที่มาจากน้ำมัน บวกกับคราบเหงื่อ และความสกปรกที่ตกค้างบนหัวมานาน 9. เมื่อเริ่มรู้สึกคันหัวอย่างรุนแรง โดยไม่ได้เป็นรังแค นั่นแสดงว่าหนังศรีษะเริ่มระคายเคืองจากความมันและสิ่งสกปรก เป็นสัญญาณเตือนว่าสระผมได้แล้ว 10. เมื่อไม่ได้สระผมมาเกิน 2 วัน ก็ได้ฤกษ์สระแล้วละมั้ง DIY : Do It Yourself ทำความสะอาดผมอย่างถูกวิธี ขั้นตอน 1. ใช้น้ำชโลมศรีษะให้เปียก เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับสภาพผมก่อนสระ อีกทั้งยังเป็นการล้างความสกปรกออกไปในเบื้องต้นด้วย 2. เทแชมพูลงบนฝ่ามือประมาณเท่าเหรียญ 10 บาทสักสองเหรียญ 3. ขยี้แชมพูบนฝ่ามือสักครู่จนเกิดฟอง 4. นำฟองแชมพูไปขยี้เบาๆ ให้ทั่วผม และใช้ปลายนิ้วทั้งห้ากดนวดเบาๆ ให้ทั่วศรีษะสักห้านาที 5. ล้างฟองแชมพูออกจนรู้สึกว่าสะอาดหมดจด ผมไม่ลื่น 6. เทครีมนวดลงบนฝ่ามือประมาณเท่าเหรียญ 10 บาทสักสองเหรียญ แล้วนำไปลูบผมให้ทั่วได้เลย 7. ใช้มือลูบผมจากโคนถึงปลาย เพื่อให้ครีมนวดซึมทั่วผมทั้งเส้น โดนเน้นที่ปลายเป็นพิเศษ 8. ใช้ปลายนิ้วทั้งห้าออกแรงกดนวดเบาๆ ให้ทั่วหัว 9. ทิ้งครีมนวดไว้สัก 1 – 2 นาที แล้วล้างออกจนรู้สึกว่าสะอาดหมดจดไม่เกาะกันเป็นก้อน 10. ใช้ผ้าขนหนูเนื้อนุ่มค่อยๆ ซับน้ำ แล้วเช็ดเบาๆ ให้ผมแห้งพอหมาด 11. เป่าผมให้แห้งด้วยไดร์ ( ถ้าที่บ้านไม่มีไดร์ อนุโลมให้ใช้พัดลมเป่าผมให้แห้งแทนได้ ) โดยเริ่มจากการปรับไดร์เป่าผมให้เป็นลมเย็นหรือร้อนปานกลาง 12. เป่าจากโคนสู่ปลายผมโดยเว้นระยะห่างระหว่างไดร์กับผมประมาณ 15 เซนติเมตร หรือราวๆ 1 คืบ เพื่อไม่ให้ร้อนเกินไป และหมั่นส่ายไดร์ไปมาเพื่อกระจายความร้อน X DDT : Don’t Do That! ขอร้อง!…อย่าทำแบบนี้กับผมเลย - อย่าเทแชมพูในปริมาณที่มากเกินไป เพราะนอกจากจะเปลืองแล้ว ยังทำให้ล้างออกยาก แลถ้าตกค้าง ก็อาจกัดหนังศรีษะจนแพ้หรือเป็นรังแคได้ - อย่าเทแชมพูลงบนผมโดยตรง หรือเทลงบนผมแห้ง เพราะเนื้อแชมพูข้นๆ อาจเกาะผมและหนังศรีษะ ทำให้ล้างออกยาก และมีเนื้อชมพูตกค้าง - อย่าใช้เล็บขูดหรือเก่าหนังศรีษะอย่างมันสะใจจนเกินไป เพราะจะขูดหนังศรีษะจนเป็นแผล และเป็นการกระตุ้นรังแคด้วย - อย่าทิ้งแชมพูหรือครีมนวดผมไว้นานเกิน 5 นาที โดยไม่ล้างออก เพราะผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตมาสำหรับการหมักผม ถ้าทิ้งไว้นานๆ อาจจะทำร้ายหนังศรีษะจนแพ้ ทำให้ผมร่วงหรือเป็นรังแคได้ - อย่าขยี้ผมเวลาเช็ด เพราะการขยี้จะทำให้ผมหลุดร่วงและพันกันได้ง่าย แถมยังทำให้ผมยุ่งไม่เป็นทรงเมื่อแห้งด้วย ทางที่ดีควรลูบจากบนลงล่าง ในทิศทางเดียวกันกับเส้นผม - อย่าจ่อไดร์เป่าผมใกล้หนังศรีษะเกินไป และอย่าจ่อที่จุดเดียวนานๆ หรือใช้ปากกระบอกไดร์สัมผัสกับผมโดยตรง เพราะความร้อนจะทำลายผมให้แห้งกร้านและเสียได้ในที่สุด อันตรายจากการนอนทั้งๆ ที่ผมยังเปียกอยู่ ใครที่ชอบสระผมแล้วนอนเลยทั้งผมเปียกๆ อย่าคิดว่าดีละ เพราะความชื้นเป็นบ่อเกิดของเชื้อราบนหนังศรีษะ แถมตื่นมาผมก็จะเป็นเป็ด ( ปลายผมหักงอและงอนไม่ทิ้งตัว ) ทำให้จัดทรงยาก อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเป็นหวัดอีกด้วย ( โดยเฉพาะในรายที่นอนห้องแอร์ ) นอกจากนั้น หมอนที่อับชื้นยังเหมาะมากสำหรับการเพาะพันธุ์ของแบคทีเรียและเชื้อรา ซึ่งจะทำให้หมอนมีกลิ่นและเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ มากมาย เพราะฉะนั้นจึงควรเอาหมอนออกไปผึ่งแดดบ่อยๆ ด้วย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 30, 2013, 07:48:52 PM 10 สุดยอดเมนูสุขภาพ คุณค่าอาหารล้น-ต้านชรา (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/144270.jpg) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ โดยศูนย์เวช ศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แนะนำ 10 เมนูสุขภาพรับปี 2556 สไตล์อายุรวัฒน์ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า อาหาร 10 เมนู มีผลต้านชราและบำรุงสุขภาพ ได้แก่ 1.ส้มตำไก่ย่าง ในส้มตำมีสุดยอดวิตามินอย่าง "มะเขือเทศ" ที่ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและเต้านม ส่วนมะละกอนั้นช่วย "ล้างพิษ" ให้กับลำไส้ทั้งน้อยและใหญ่ ในมะละกอยังมีน้ำย่อย "ปาเปน" ช่วยเป็นน้ำยาล้างห้องน้ำทำความสะอาดลำไส้ให้ปลอดคราบโปรตีนเกาะ ส่วนการรับประทานคู่กับไก่ย่างมีข้อดีทำให้ไม่ขาดโปรตีน 2.แกงเขียวหวานไก่ ในน้ำแกงเขียวหวานเป็นอาหารทิพย์ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ, ดี, อี และเค ที่ละลายอยู่ในกะทิ ส่วนในเนื้อไก่ก็มีวิตามินบีที่ช่วยบำรุงสมอง อีกทั้งในพริกที่ใส่เป็นเครื่องแกงก็มี "กรดแคปไซซิน" กับ "เบต้าแคโรทีน" ที่ช่วยบำรุงสายตา 3.เมี่ยงปลาทู หยิบกินง่ายๆ ได้ทั้ง "ซัลโฟราเฟน" เป็นกลุ่มสารต้านมะเร็งจากใบคะน้าห่อเมี่ยง ยิ่งหั่น "มะเขือเทศราชินี" ใส่เข้าไปด้วยจะช่วยให้ผิวพรรณสวย ส่วนในเนื้อปลาทูทอดมีทั้งกรดไขมันดีและ "แอสตาแซน ทิน" ที่กินเข้ากัน 4.ผัดไทย มีทั้งถั่วงอก อุดมด้วย "วิตามินซี" อยู่มากด้วย นอกจากนั้นถั่วและเต้าหู้ในผัดไทยยังอุดมไปด้วยวิตามินอี, แคลเซียม และสาร "พฤกษฮอร์โมน" ที่เป็นไฟโตเอสโตรเจนป้องกันมะเร็งและลดไขมัน 5.ข้าวหอมนิล อุดมด้วยสาร "พฤกษเคมี" มีพลังมากกว่าวิตามินอีกับซีรวมกัน 6.ข้าวตอกน้ำกะทิ มีคุณค่าทางอายุรวัฒน์มาก นับตั้งแต่ตัวข้าวตอกเองที่มี "เส้นใย" ช่วยในเรื่อง ไขมันและน้ำตาลได้ ส่วนวิตามินข้างในเป็นแอนตี้ออกซิแดนต์ 7.ข้าวต้มมัดหรือข้าวเหนียวปิ้งใส่ไส้ ได้วิตามินทั้งเอ, บี, ซี ในกล้วยยังมีเส้นใยกับ สารกลุ่มฟีนอล "กรดเอลลาจิก" ช่วยต้านมะเร็งและเนื้องอกได้ด้วย 8.ข้าวเหนียวดำน้ำกะทิ ใส่เครื่องเคราทั้งเผือก, ลำไย, ลูกเดือย และธัญพืชอื่นๆ เป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ชั้นสูงเพราะช่วยขัดล้างตั้งแต่หลอดอาหารลงมาถึงลำไส้ใหญ่ ส่วนตัวข้าวเหนียวดำเองก็มี "วิตามินอี" และ "ธาตุเหล็ก" สูงมาก รวมถึง "ธาตุม่วงต้านร่วงโรย (OPCs)" 9.ข้าวโพดม่วง มีทั้งวิตามินบำรุงตาอย่าง "ลูทีน" กับ "ซีแซนทิน" 10.น้ำสมุนไพร เช่น น้ำอัญชัน, กระเจี๊ยบ, น้ำย่านาง, น้ำใบบัวบก เป็นน้ำวิตามินชั้นดี เริ่มตั้งแต่อัญชันมีวิตามินสีม่วงที่ช่วยปกป้องผิวและบำรุงตับ ส่วนน้ำกระเจี๊ยบมีวิตามินซีและเอช่วยบำรุงไต น้ำใบย่านางกับใบบัวบก ประกอบด้วย "คลอโรฟิลล์" และยังมี "กลูต้าไทโอน" ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 30, 2013, 08:03:22 PM เป็นนิ่วเพราะภาชนะใส่อาหาร!?
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/144203.jpg) ผลวิจัยชี้การใช้ภาชนะยอดฮิตใส่อาหาร 2 แบบ เพิ่มความเสี่ยงป่วยนิ่วในไต หลายครอบครัวนิยมใช้ภาชนะเมลามีนซึ่งเป็นพลาสติกอย่างหนึ่งมาใส่อาหาร เนื่องจากน้ำหนักเบาและไม่แตกง่ายๆ ยิ่งถ้าจะออกไปปิกนิกนอกบ้าน จานชามเมลามีนยิ่งใช้งานสะดวกถูกใจเข้าไปใหญ่ ทว่าล่าสุด มีงานวิจัยชี้ว่า การกินของร้อนที่บรรจุในภาชนะเมลามีนอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การศึกษาดังกล่าวเกิดขึ้นที่ไต้หวัน โดยทีมวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยแพทย์เกาสง เผยว่า พวกเขาได้ทำวิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกให้รับประทานก๋วยเตี๋ยวน้ำซุปร้อนๆ ใส่ในชามเมลามีน ส่วนอีกกลุ่มให้รับประทานอาหารเมนูเดียวกันแต่บรรจุในชามเซรามิก ทีมวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำเช่นนั้นนาน 3 สัปดาห์ ก่อนจะมาสลับภาชนะกันแล้วทำต่อไปอีก 3 สัปดาห์ แต่ระหว่างนั้นจะมีการเก็บตัวอย่างปัสสาวะมาวิเคราะห์ปริมาณเมลามีนที่ปนออกมา โดยการเก็บตัวอย่างปัสสาวะนั้น จะเก็บก่อนรับประทานอาหาร และหลังอาหารทุกๆ 2 ชั่วโมง ต่อเนื่อง 12 ชั่วโมง และผลที่ได้คือ สารเมลามีนที่ถูกขับออกมากับปัสสาวะของผู้ที่รับประทานอาหารจากชามเมลามีน มี 8.35 ไมโครกรัม ส่วนคนที่รับประทานจากชามเซรามิกมี 1.3 ไมโครกรัม สำหรับสาเหตุที่ปัสสาวะของผู้ที่รับประทานอาหารจากภาชนะเมลามีนมีปริมาณเมลามีนมากกว่า ทางทีมวิจัยชี้ว่า เป็นเพราะความร้อนของอาหารทำให้เมลามีนปนเปื้อนออกมาในปริมาณมาก นอกจากนี้ อาหารที่เป็นกรดก็กระตุ้นให้เกิดการปนเปื้อนเมลามีนในอาหารได้สูงด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ ทีมวิจัยชี้ว่า ผลที่ได้เชื่อมโยงกับงานวิจัยชิ้นเก่า ซึ่งระบุไว้ว่า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หากได้รับเมลามีนไม่มาก แต่ยังได้รับอย่างต่อเนื่องและสะสมไปนานๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงเกิดนิ่วในไตได้ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ ก่อนเลือกภาชนะมาใส่อาหาร อย่าลืมศึกษาคำแนะนำการใช้ภาชนะให้เหมาะสมกับชนิดอาหารกันด้วย. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 30, 2013, 08:05:04 PM อยากของหวาน..เอาชนะยังไงดี?
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img4/144074.JPG) ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังอยู่ในระหว่าง Diet อย่างหนัก นั่นก็หมายความว่าคุณกำลังอยู่ในช่วงต้องตัดลดปริมาณการรับประทานรสหวานและรสเค็มลงให้ได้ ซึ่งการลดความอยากกินรสชาติอันยั่วยวนทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นายแพทย์ Mehmet Oz หรือที่รู้จักกันในนาม Dr. Oz ผู้เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงในวงการแพทย์รวมถึงยังเป็นนักแต่งหนังสือ ก็ได้มาให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ ที่จะช่วยให้คุณสามารถลดความอยากทานทั้งสองรสชาตินี้ลงได้ ซึ่งก็จะนำไปสู่หุ่นอันผอมเพรียวที่หวังไว้ในที่สุด! ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเรามักจะมีความอยากทานเค้กช็อกโกแลตหรือวัฟเฟิ่ล มากกว่าที่จะไปโหยหาผักนี่น่ะสิ Dr. Oz ถึงได้บอกว่า คุณจะต้องมีการวางแผนที่ดี 1. รู้จักความปรารถนาของตัวเอง ทุกคนมีความอยากอาหารที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นก็ให้คอยดูว่าอะไรที่จะกระตุ้นต่อมอยากอาหารของคุณ?และก็พยายามอยู่ห่างมันให้มากที่สุด สำหรับ Dr. Oz แล้ว ของโปรดของเขาก็คือถั่วเคลือบช็อกโกแลต ที่เขาบอกว่าเขากินมันได้ครั้งละเป็นแกลลอนๆ เลย แถมยังกินได้ไม่หยุดอีกด้วย เพราะฉะนั้นเขาก็เลยพยายามไม่ไปอยู่ใกล้ๆ มัน และหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุดถ้าทำได้ 2. เก็บอาหารประเภท ‘junk food' ออกจากบ้านให้หมด แนะนำว่าให้เก็บเอาอาหารขยะทั้งหลายออกจากบ้าน ออกจากสายตา และออกจากความคิดให้หมดเกลี้ยง อย่าไปคิดถึงมันเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้ามันยากเกินจะทำและเกิดเผลอคิดถึงมันขึ้นมาสักครั้งล่ะก็ ก็ให้ไปที่ร้านและซื้อมาปลอบประโลมความอยากของตัวเองแค่ชุดเดียวก็พอ! 3. ลองหาของทดแทนที่ดีต่อสุขภาพ นั่นก็หมายถึงทดแทนความอยากทานของหวาน ด้วยการทานผลไม้อย่าง อินทผลัม องุ่น หรือผลมะเดื่อแทน หรือถ้าอยากจะทานอะไรที่เป็นครีมข้นๆ ก็ลองเลือกโยเกิร์ตแบบไขมันต่ำ 4. ตั้งข้อแม้กับตัวเอง ลองทำใจเย็นๆ และอดทนกับความรู้สึกอยากทานอะไรสักอย่างให้ได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ถ้าความปรารถนานั้นยังแรงกล้ายากที่จะดับได้ ก็ให้ทานสิ่งที่อยากทานเข้าไปได้เล็กน้อย 5. หาอะไรล้างปาก ด้วยการแปรงฟันหรือเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะว่าหลังจากทำสองสิ่งนี้แล้ว อาหารชนิดไหนก็ไร้รสชาติทั้งนั้นถ้าคุณยังมีรสมินท์หลงเหลืออยู่ในปาก 6. โทร.หาเพื่อน บางครั้งความอยากอาหารของคุณจะเกิดจากความเครียดหรืออารมณ์ประเภทอื่นๆ ลองคุยกับเพื่อนสนิทสักคนที่คุณรู้สึกสบายใจที่จะคุยด้วย แทนที่จะหันไปแก้ปัญหาด้วยการตักไอศกรีมใส่ปาก ควรจะรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของคุณด้วยการรับประทานอาหารเช้า และอยู่ห่างจากคาร์โบไฮเดรต เช่น ขนมปังขาว ข้าวขาว และพาสต้าต่างๆ เช่นเดียวกับการหลีกให้ไกลจากวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล ที่จะยิ่งทำให้ความอยากอาหารรุนแรงขึ้นไปอีก ขอบคุณ : VoiceTV หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2013, 07:40:43 PM อันตรายจาก...มันฝรั่ง
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/144793.JPG) ทราบกันหรือเปล่าค่ะว่า มันฝรั่ง ที่เรากินนั้นมีอัตรายอยู่ไม่น้อย แล้วอันตรายของมันฝรั่งนั้นมันจะมีอะไรอยู่บ้าง และควรหลีกเลี่ยงอย่างไร ? เรื่องของมันฝรั่งเป็นที่นิยมกันมากและได้นำไปเล่าสู่กันฟังใน Food News เพราะเนื่องจากว่ามันฝรั่งเป็นอาหารที่คนไทยเราชอบกินกันเป็นอย่างมากในสมัยนี้ที่ชอบกินมากๆ คือเด็กและกลุ่มวัยรุ่น จะชอบบริโภคอาหารฟาสต์ฟู๊ดและขนมต่างๆ ที่ได้ทำมาจากมันฝรั่งแล้วรู้หรือเปล่าว่ามันฝรั่งที่เรากำลังกินอยู่นั้นมีอันตรายอะไรซ่อนอยู่ ได้มีการค้นพบว่ามันฝรั่งนั้นมีสารพิษร้ายแรงที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ซึ่งสารพิษที่พบในหัวมันฝรั่งนั้นได้แก่ สารไกลโคแอลคาลอยด์ (glycoalkaloids) นั้นจะไปยับยั้งการทำงานของ เอนไซม์คอลีนเอสเทอเรส (Cholinesterase) ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการ ปวดหัว อาเจียน ท้องเสีย หรือทำให้ไข้ขึ้นเลยก็เป็นได้ สารในมันฝรั่งนั้นจะมีอยู่ประมาณ 0.01 – 0.1% มีน้ำหนักแห้ง ที่สำคัญเลยก็คือ ความร้อนนั้นจะไม่สามารถทำลายสารนี้ได้ งั้นก็แสดงว่าหากมันฝรั่งได้ผ่านความร้อนจากการทอด การต้ม แล้วก็จะไม่ส่งผลกระทบอันตรายใดๆ ต่อเราได้เลย แต่การกินมันฝรั่งปกติในชีวิตประจำวันนั้นจะไม่เกิดโทษจากสารชนิดนี้ และนอกจากนี้แล้วมันฝรั่งยังมีการยับยั้งและมีโปรตีนอยู่ซึ่งได้แก่ สารที่ยับยั้งการทำงานของทริปซิน และการทำงานของไคโมทริปซิน เป็นต้น ซึ่งสารดังกล่าวนี้จะถูกทำลายเมื่อได้พบกับความร้อน จึงทำให้ไม่เป็นอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเวลาที่เรารับประทานมันฝรั่งนั้นเราควรจะต้ม ทอด ให้สุกก่อนเพื่อเป็นการละลายสารพิษ และเรายังสารมารถกินได้โดยไม่ต้องกังวลใดๆ ทั้งสิ้น ขอบคุณ : kappticer หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2013, 07:43:28 PM อวัยวะในร่างกายมนุษย์ มีอายุไม่เท่ากัน
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/144742.jpg) เราคิดกันว่าถ้าเราแก่มากขึ้น บรรดาอวัยวะต่างๆภายในร่างกายคงต้องมีสภาพอายุที่ใกล้เคียงกับอายุของเราที่เป็นเจ้าของร่างกาย แต่การวิจัยที่พบมากขึ้นเรื่อยๆบอกว่า จริงๆแล้วร่างกายเรา อวัยวะแต่ละส่วนล้วนมีการสร้างเซลล์ใหม่เป็นระยะๆ เพื่อทดแทนซ่อมแซมอยู่เสมอ มีเพียงบางอย่างเท่านั้นที่ไม่มีการสร้างใหม่ เรียกว่าอายุจริงเท่าไหร่ อวัยวะชิ้นนั้นก็แก่เท่าๆกัน • “สมอง” อายุเท่าอายุเจ้าของ เกิดมาโง่หรือฉลาดแค่ไหน ตั้งแต่เกิดเซลล์สมองมีแค่ไหนก็จะมีอายุเท่ากับอายุของคนนั้น จอห์น วาดลี่ย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมเส้นประสาทสมอง มหาวิทยาลัยลอนดอน บอกว่า เซลล์ที่พบว่ามีอายุยืนยาวนานในร่างกายเราส่วนมากเป็นเซลล์สมอง เราเกิดมาพร้อมกับเซลล์สมองประมาณแสนล้านเซลล์ และเมื่อแก่หรืออายุมากขึ้นก็มีเท่าเดิม ไม่มีการสร้างขึ้นมาใหม่ และที่น่าตกใจ เซลล์เหล่านี้นอกจากไม่มีใหม่แล้ว ของเก่าก็ค่อยๆหมดไปอีกด้วย ฉะนั้น การบาดเจ็บที่สมองทำไมจึงเป็นเรื่องที่อันตรายต่อชีวิตมนุษย์มาก แต่ก็มีบางส่วนของเซลล์สมองที่มีการพัฒนา คือเซลล์ที่มีส่วนสัมพันธ์กับการได้รับกลิ่นและสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ • “เส้นผม” อายุ 3-6 ปี อายุเส้นผมของผู้หญิงผู้ชายไม่เท่ากัน ผมของผู้หญิงมีอายุเฉลี่ยอยู่ได้ถึง 6 ปี แต่ผู้ชายเพียงแค่ 3 ปี ส่วนขนตาและขนคิ้วจะงอกใหม่ทุก 6-8 สัปดาห์ (ขอเตือนคนที่ชอบถอนขนคิ้วหรือกันคิ้ว จะทำให้มันไม่งอกออกมาเพราะว่าถูกรบกวน) เส้นผมที่ยาวหรือสั้นแสดงถึงอายุของผมเส้นนั้นเช่นกัน ค่าเฉลี่ยความยาวของผมเดือนหนึ่งจะยาวประมาณหนึ่งเซนติเมตร • “ดวงตา” อายุเท่าเจ้าของ ดวงตาเป็นอวัยวะอีกไม่กี่อย่างที่มีอายุยาวนานเท่ากับเจ้าของร่างกาย แต่ก็มีแค่ส่วนเดียวที่จะมีการสร้างใหม่อยู่สม่ำเสมอ คือบริเวณด้านนอกของเลนส์ตา ที่เรียกว่าคอร์เนีย เป็นฟิล์มบางๆที่อยู่ชั้นบนสุดของนัยน์ตา มันช่วยให้การโฟกัสภาพเป็นไปอย่างปกติ และสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ความเสื่อมของตาก็จะมีปัญหาเมื่ออายุมากขึ้น เพราะว่าความยืดหยุ่นของเลนส์ในตาทำให้เรามองเห็นไม่ชัดมากขึ้น • เซลล์ “เม็ดเลือดแดง” มีอายุ 4 เดือน เซลล์เม็ดเลือดแดง เป็นตัวสำคัญในการพาเอาออกซิเจนเข้าไปสู่ทุกๆเนื้อเยื่อทุกๆอวัยวะในร่างกายของเรา พร้อมกับขนของเสียออกจากเซลล์ด้วย เซลล์เม็ดเลือดแดงจะหมดสภาพ หมดประสิทธิภาพทุกๆ 4 เดือน ซึ่งตับจะดึงเอาเฉพาะธาตุเหล็กที่อยู่ในเม็ดเลือดเก็บไว้ แล้วส่งต่อเพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดแดงที่ยังดีอยู่ได้ใช้ ส่วนที่ใช้การไม่ได้ก็ส่งไปทำลายทิ้งที่ม้าม แต่ถ้าเราประสบอุบัติเหตุหรือสุภาพสตรีที่อยู่ในช่วงมีรอบเดือน ร่างกายก็จะเร่งสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่ม • อวัยวะ “หัวใจ” มีอายุ 20 ปี แต่เดิมเราเข้าใจว่าหัวใจไม่ได้มีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ แต่การศึกษาที่มีมาต่อเนื่องจากมหาวิทยาลัยแพทย์นิวยอร์ก พบว่าเซลล์ในกล้ามเนื้อหัวใจจะมีการสร้างใหม่ขึ้นมาทดแทนของเก่าอยู่ประมาณ 3-4 ครั้งในตลอดช่วงอายุของแต่ละคน เฉลี่ยออกมาก็อาจพูดได้ว่าเรามีหัวใจใหม่ทุกๆ 20 ปี • “ปอด” ที่หายใจ มีอายุ 2-3 สัปดาห์ ดร.คีท เพราส์ รองประธานสถาบันปอดแห่งสหราชอาณาจักร บอกว่า ปอดคนเราจะสามารถสร้างเซลล์ใหม่ให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา เซลล์แต่ละส่วนที่มีการทำงานไม่เหมือนกัน จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน ในส่วนเซลล์ของถุงลมปอดที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนระหว่างออกซิเจนกับแก๊สตัวอื่น เซลล์ส่วนนี้จะมีการสร้างใหม่ประมาณปีละครั้ง ส่วนเซลล์ที่เป็นด่านหน้าด้านนอกของปอดนั้นจะมีการเปลี่ยนใหม่ทุกๆสองสามสัปดาห์ ที่เป็นเช่นนี้ ดร.เพราส์ บอกว่าด้านนอกของเนื้อเยื่อปอดถือเป็นส่วนสำคัญในการเจอกับสารแปลกปลอมจากอากาศ ตัวมันเองจึงต้องมีการเปลี่ยนใหม่สร้างเพิ่มอย่างรวดเร็ว คนที่เป็นโรคเกี่ยวกับปอดจะทำให้ขัดขวางการสร้างเซลล์ใหม่ด้านนอก แถมไปทำลายเซลล์ในถุงลมปอดข้างในอีกด้วย • “ตับ” อายุ 5 เดือน ตับถือเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่ขับของเสีย ถือเป็นโรงงานกำจัดสารพิษชั้นยอดของมนุษย์ แต่ละวันมีเลือดผ่านตับเป็นจำนวนมหาศาล และตัวตับเองสามารถซ่อมตัวเองสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ได้ ลองดูจากพวกนักดื่มคอทองแดงที่ดื่มเหล้าเป็นน้ำ สภาพตับถูกทำลายไปมาก แต่เมื่อมีการลดลงหรือหยุดดื่ม ตับของพวกเขาก็สามารถฟื้นฟูกลับมาดีได้ภายใน 150 วัน หรือราว ๆ 5 เดือน เดวิด ลอยด์ ที่ปรึกษาด้านการศัลยกรรมตับ บอกว่า เขาสามารถผ่าตัดเอาเนื้อตับคนไข้ออกมา70% แต่ภายในสองเดือนเนื้อตับสามารถกลับมาได้ถึง 90% แต่ก็ไม่ใช่ข่าวดีของพวกดื่มเหล้า เพราะแม้ตับสามารถฟื้นฟูสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาได้ใหม่ แต่เซลล์ตับที่เสียหายไปจะเหมือนเป็นรอยแผลเป็นทำให้การฟื้นฟูกลับมาได้ยากลำบาก และอาจไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แถมอาจเป็นอันตรายต่อไปในภายภาคหน้า • “ลำไส้” กี่ขดก็อายุราว 2-3 วัน หลังจากที่เรากินอาหารเข้าไป ฟันบดเคี้ยวอาหารให้ฉีกขาด กระเพาะอาหารใส่น้ำย่อยลงไปคลุกเคล้าอาหารให้ละเอียดเหลว แล้วจึงส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กให้ดูดซึมอาหารเข้าสู่ร่างกาย ลำไส้ดูดซึมอาหารด้วยการใช้ วิลไล(Villi) เส้นขนเล็กๆ ที่มีอยู่ตลอดตามผนังลำไส้ ดูดซึมสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด วิลไลเป็นตัวหลักในการจับสารอาหารที่ผ่านเข้ามา ตัวมันต้องเจอกับน้ำย่อยที่ย่อยอาหาร มันทำงานหนัก จึงต้องมีการสร้างใหม่อยู่ทุก ๆ 2-3 วัน ภายในลำไส้ยังมีเมือกเคลือบลำไส้ เพื่อให้การไหลเวียนของสารอาหารเป็นไปอย่างสมบูรณ์ เมือกลื่นเหล่านี้ก็หนีไม่พ้นกรดอันรุนแรงของน้ำย่อยในร่างกาย มันทำหน้าที่ป้องกันลำไส้ ตัวมันเองจึงต้องสร้างใหม่ทุกๆ 3-5 วัน • “ลิ้น” ตุ่มรับรส อายุ 10 วัน อาหารอร่อยไม่อร่อยก็อยู่ที่เจ้าตุ่มในลิ้นรับรสที่ส่งข้อมูลไปให้สมอง ว่าสิ่งที่ใส่เข้าไปในปากรสชาติเปรี้ยวหวานมันเค็มอย่างไร เพราะเจ้าตุ่มพวกนี้มีมากกว่า 9,000 ตุ่มที่อยู่ติดลิ้นของเรา คอยรับรสต่างๆ สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มากคือ ตุ่มรับรสพวกนี้จะอักเสบได้ง่าย คนที่ชอบสูบบุหรี่ การติดเชื้อจะทำลายตุ่มรับรสเหล่านี้ และทำให้การสร้างใหม่มาทดแทนทำได้ยากขึ้น หรือทำให้ลิ้นเรามีการรับรสที่ไม่ดี กินไม่อร่อย • “กระดูก” แข็งไม่แข็ง อายุเฉลี่ย 10 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกออกมาอธิบายว่า ปกติกระดูกในร่างกายเราจะมีการสร้างทดแทนอยู่เสมอ กระบวนการสร้างทดแทนตัวเองนี้จะสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์จะใช้เวลาประมาณ 10 ปี เนื้อกระดูกเก่าในร่างกายจะมีการสูญเสียไปเป็นระยะ แต่ร่างกายก็สามารถสร้างกลับมาทดแทนได้ดีเหมือนเก่า ในร่างกายเราจะมีกระดูกใหม่กับกระดูกเก่าประกอบอยู่ด้วยกันเสมอ แต่เมื่อถึงวัยกลางคน การสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมาทดแทนจะทำไม่ทันเท่ากับความเสื่อมของกระดูกเก่า เนื้อกระดูกเราก็จะบางลง และเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุน ที่ชาววัยทองเป็นกันแทบทุกคน • “ผิวหนัง” ไม่ว่าดำหรือขาว อายุเฉลี่ย 2-4 สัปดาห์ ผิวชั้นนอกหรือที่เรียกว่าอิพิเดอร์มิส เป็นส่วนที่ปกป้องอวัยวะภายในร่างกายของเรา ซึ่งต้องเจอกับแสงแดด แสงยูวีที่ทำลายผิว มลภาวะที่แย่ลงทุกวัน ผิวชั้นนอกจึงต้องมีการสร้างใหม่ทดแทนอยู่ทุก ๆ 2- 4 สัปดาห์ แต่การที่ผิวสร้างใหม่ไม่ได้ทำให้ผิวเราสดใสหรือเต่งตึงตลอดไป เพราะร่างกายเราเมื่อมีอายุมากขึ้น จะสูญเสียคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ขาดความยืดหยุ่นที่ดี และขาดอีลาสตินทำให้ผิวเหี่ยวย่นเมื่อแก่ • “เล็บ” มีอายุ 6-10 สัปดาห์ เล็บเท้าเล็บมืองอกช้าเร็วไม่เท่ากัน ค่าเฉลี่ยความยาวของเล็บมือ เดือนละ 3.4 มิลลิเมตร เร็วกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับเล็บเท้า ไม่น่าแปลกใจเมื่อเราตัดเล็บอยู่บ่อยๆ เพราะเล็บมือต้องตัดบ่อยกว่าเป็นประจำ ใครหลายคนคงเคยได้มีประสบการณ์อุบัติเหตุนิ้วเท้านิ้วมือช้ำจนต้องถอดเล็บหรือว่าเล็บหลุด ค่าเฉลี่ยที่เล็บเท้าที่หลุดจะงอกออกมาปิดนิ้วเท้าได้เหมือนเดิม ต้องใช้เวลาประมาณ 10 เดือน ส่วนนิ้วมือถ้าเล็บหลุดก็ต้องใช้เวลา 6 เดือน สาเหตุที่การงอกยาวของเล็บมือเล็บเท้าช้าเร็วไม่เท่ากัน เป็นเพราะว่าการไหลเวียนของเลือดในบริเวณนั้นแตกต่างกัน การไหลเวียนที่ดีของเลือดทำให้เล็บงอกได้เร็ว คนหนุ่มสาวหรือเด็กเล็ก เล็บก็จะยาวเร็วกว่าคนสูงอายุ เพราะสาเหตุของการไหลเวียนของเลือดมาสู่บริเวณนั้น แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่า ทำไมเล็บนิ้วมือที่ยาวกว่างอกได้เร็วกว่าเล็บนิ้วเท้าที่เล็กหรือสั้นกว่า อะไรที่เป็นตัวเรา เราคิดว่ามันจะอยู่กับเราไปตลอด ทุกๆวันมันมีการเสื่อม มีการสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา อย่าได้ละเลยกับการดูแลร่างกายให้ดี เพราะถ้าของเก่าก็ไม่ดูแล ของใหม่ที่สร้างก็ไม่มีคุณภาพเท่าเก่า อายุจริงกับอายุเครื่องใน อาจจะต่างกันลิบจากข้อมูลทางวิชาการที่ว่านี้ (ข้อมูลจาก Never-Age.com) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2013, 07:48:16 PM ภัยเงียบจากกล่องโฟม... กินสบายแต่ตายเร็ว
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img1/144863.jpg) รู้ไหม? กินอาหารจากกล่องโฟมภัยร้ายที่ทำเราอายุสั้น หลายคนคงเคยชินกับการ รับประทานอาหารแบบกล่องโฟม กันใช่ไหมล่ะ เพราะสะดวก รวดเร็ว กินที่ไหนก็ได้ ประหยัดเวลาทำอาหาร และที่สำคัญทานเสร็จก็ไม่ต้องล้างอีกด้วย แต่เพื่อน ๆ เชื่อหรือไม่คะว่า ท่ามกลางความสะดวกสบาย กล่องโฟมก็แฝงไปด้วยผลร้ายต่อสุขภาพแบบร้ายกาจมาก เพราะในกล่องโฟมมีสารบางอย่างที่อาจทำให้เราตายเร็วขึ้น โดย นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความรู้ว่า กล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำ ๆ จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง อาหารตามสั่งที่บรรจุกล่องโฟม จึงเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ทำให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่ายหงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ และเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด ถ้าเป็นผู้ชายรับประทานเข้าไปมาก ๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งสองเพศมีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็ตาม สำหรับสไตรีน ถือเป็นสารอันตรายที่สหรัฐฯ เพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาสสมองเสื่อมเป็นเอ๋อ อวัยวะบางส่วนพิการ ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีโอกาสได้รับสารสไตรีนในกล่องโฟมได้ง่ายถึง 5 ปัจจัยได้แก่ 1. อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง ทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง 2. ถ้าปรุงอาหารโดยใส่น้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์ จะดูดสารสไตรีนจากกล่องโฟมได้มากกว่าปกติ 3. ถ้าซื้ออาหารใส่กล่องทิ้งไว้นาน ๆ ไม่ได้รับประทาน อาหารจะดูดสารสไตรีนได้มาก 4. ถ้านำอาหารที่บรรจุโฟมเข้าไมโครเวฟ สไตรีนจะไหลออกมาในปริมาณมาก 5. ถ้าอาหารสัมผัสพื้นที่ผิวกล่องโฟมมาก ๆ รวมถึงร้านไหนตัดถุงพลาสติกใสรองอาหาร ขอบอกว่าได้รับสารก่อมะเร็ง 2 เด้ง ทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติกเลยทีเดียว นพ.วีรฉัตร กล่าวเตือนด้วยว่า อาหารตามสั่งหรือข้าวราดแกงกับไข่ดาวหรือไข่เจียวร้อน ๆ อาจจะไปละลายผนังกล่องโฟม เสมือนรับประทานอาหารคลุกสไตรีนไปด้วย ถึงกระนั้นไข่ดิบที่วางขายในแผงไข่พลาสติก สารสไตรีนมีโอกาสวิ่งเข้าในเปลือกไข่ได้เช่นกัน ถ้าเลือกไข่ดิบควรเลือกซื้อจากแผงไข่กระดาษจะปลอดภัยที่สุด หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2013, 07:50:23 PM ความโกรธ จาก กรุ๊ปเลือด บอกนิสัย
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img1/144743.jpg) ความโกรธ จาก กรุ๊ปเลือด กรุ๊ป A : เจ้าคิดเจ้าแค้น ถ้าลองได้โกรธขึ้นมาเมื่อไรละก็หายยากเลยล่ะ ถือเป็นแบบฉบับระดับ ความโกรธ ของชาวกรุ๊ป A ก็ว่าได้ เพราะเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ดังนั้นอย่าพยายามยับยั้งเขา ปล่อยให้เวลาช่วยคลายอารมณ์จะดีกว่า กรุ๊ป B : โกรธง่ายหายเร็ว โกรธได้ไม่นาน เพราะฉะนั้นถ้าคนชาวกรุ๊ป B เกิดโมโหขึ้นมา ก็ไม่ต้องไปใส่ใจมากนักนะ เพราะจะยิ่งไปกันใหญ่ สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือ แกล้งๆ ลืมไปซะ ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี กรุ๊ป AB : จัดการยาก แบบนี้ต้องยอมก้มหัวให้เขาหน่อย เป็นคนชอบความมีเหตุผลแต่ค่อนข้างเข้าข้างตัวเองสักหน่อย ดังนั้นทุกครั้งที่โกรธแสดงว่าเขาคงมีเหตุผลจริงๆ แต่ไม่ต้องเครียด เพราะเพียงแค่ยอมขอโทษเท่านั้น ความรุนแรงก็จะลดลงเอง กรุ๊ป O : คุยกันรู้เรื่อง หรือคุยง่ายนั่นเอง เพียงอธิบายด้วยเหตุผล เป็นคนน่ากลัวเมื่อถูกทำให้โกรธ แต่ถ้ารู้ว่าสาเหตุคืออะไรก็หายทันที การอธิบายถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนกรุ๊ปนี้ ขอบคุณข้อมูลจาก Forward Mail หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2013, 07:52:10 PM 5 อาหารแย่ๆแต่ควรกิน!!
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/144861.jpg) ไข่ไก่ การกินไข่ทุกวันไม่ดีเพราะมีคอเลส-เตอรอล และไข่แดงยิ่งเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผู้ที่ดูแลสุขภาพ ความจริงแล้ว: ไขมันและไขมันอิ่มตัวเป็นสาเหตุใหญ่ในการเพิ่มคอเลสเตอรอลในเลือดมากกว่าคอเลสเตอรอลที่มีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ และไข่แดงยังมี Lutein และ Zeaxanthin ที่การวิจัยพบว่าสามารถลดความเสี่ยงภาวะจอประสาทตาเสื่อม (AMD) ในผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสาเหตุของการตาบอดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เนื้อวัว เนื้อวัวอุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอ-รอล เป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ความจริงแล้ว: เนื้อแดงของเนื้อวัวนั้นเป็นแหล่งของโปรตีนและธาตุเหล็ก แร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่สูญเสียธาตุเหล็กจากคลอดบุตร ลองเลือกเนื้อที่มีสีแดงเข้ม มีลายหินอ่อนเล็กน้อยก็จะเป็นเนื้อส่วนดีที่มีไขมันน้อย ช็อกโกแลต ช็อกโกแลตขึ้นชื่อเรื่องน้ำตาลสูง ไขมันก็สูง และรสชาติหวานมันย่อมไม่ดีกับคุณแน่ๆ ความจริงแล้ว: ดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้นมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยป้องกันเส้นเลือดตีบ และเมื่อเร็วๆ นี้นักวิจัยในสวิตเซอร์แลนด์รายงานว่าการกินดาร์กช็อกโกแลต 40 ออนซ์ ทุกวันเป็นเวลาสองสัปดาห์ ช่วยทำให้ฮอร์โมนความเครียดลดลง แต่ก็ไม่ได้หมายถึงกินมากแล้วจะเครียดน้อยลง ยังไงก็ควรกินแต่น้อยไม่งั้นจะพานเครียดกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นแทน มันฝรั่ง มันฝรั่งมีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างสูง จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเส้นเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วยังเข้าไปขัดขวางการทำงานของอินซูลินที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลด้วย ความจริงแล้ว: มันฝรั่งเป็นแหล่งของเส้นใย โพแทสเซียม และวิตามินซีชั้นดี ต่อให้กินมันฝรั่งทั้งผลก็ไม่มีผลต่อค่าดัชนีน้ำตาลมากนัก ถ้าคุณเพิ่มน้ำมันมะกอกลงไปเล็กน้อย เพราะไขมันจะช่วยชะลอการดูดซึมของคาร์โบไฮเดรตในมันฝรั่ง ขนมปังขาว ขนมปังแป้งแผ่นที่เต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ความจริงแล้ว: ขนมปังขัดขาวไม่ได้แย่เสมอไป แนวทางใหม่ในการบริโภคอาหารสำหรับชาวอเมริกันแนะนำให้กินขนมปังขัดขาวอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของธัญพืชที่กิน สลับกับขนมปังโฮลวีต 100% หรือขนมปังธัญพืชไม่ขัดสีอื่นๆซึ่งเป็นวิธีในการกินขนมปังให้ดีต่อสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2013, 08:02:24 AM ประเทศไทยคนแก่เยอะสุดในอาเซียน
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/146039.jpg) ก่อนจะถึงเวลา เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในอีก 2 ปีข้างหน้า ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนไทยยังไม่รู้ถึงข้อมลูของประเทศตนเองรวมถึงของประเทศเพื่่อนบ้าน เช่น เรื่องของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของสังคม แต่หลายคนกลับมองข้ามไป องค์การสหประชาชาตินิยามว่า ประเทศใดที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วนร้อยละ 10 หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป เกินร้อยละ 7 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ถือว่าประเทศนั้นได้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์เมื่อมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็นร้อยละ 14 จากข้อมูลสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2555 พบว่า โลกมีประชากรจำนวน 7,058 ล้านคน มีผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 565 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 8 ในขณะที่ ผู้สูงอายุของประเทศไทยมีอายุ 65 ปีขึ้นไป มีมากถึง ร้อยละ 12.59 ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประเทศอาเซียน โดยสิงคโปร์อยู่ที่ ร้อยละ 12.25 เวียดนาม ร้อยละ 8.53 นอกจากนี้ ยังพบว่าความก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทยทำให้อัตราการ เกิดน้อยลง ประชากรมีอายุยืนยาวมากขึ้น โดยสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 7 ล้านคน ในปี 2550 เป็น 7.5 ล้านคน ในปี 2553 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 14.5 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ในปี 2568 เมื่อประเมินแล้วพบว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และถัดไปอีก 10 ปีจะกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด โดยจากรายงานการประเมินแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2545-2565 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ.2552 ระยะที่ 2 พ.ศ.2550-2554 โดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) พบว่าประชากรมีการเตรียมความพร้อมเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพเพียง ร้อยละ 34.2 จากเป้าหมาย ร้อยละ 50 ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์เพียง ร้อยละ 18.7 จากเป้าหมาย ร้อยละ 30 เป็นสมาชิกชมรมและร่วมกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุเพียง ร้อยละ 23.7 จากเป้าหมาย ร้อยละ 25 ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะทุพพลภาพได้รับการเยี่ยมบ้านร้อยละ 29.9 จากเป้าหมายร้อยละ 80 ผู้สูงอายุได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพประจำปีเพียงร้อยละ 56.7 จากเป้าหมายร้อยละ 50 ซึ่งยังไม่ผ่านการประเมินตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ นับเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่คนไทยควรรู้และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังมาถึง เพราะสุขภาพของผู้สูงอายุรวมถึงสวัสดิการทางสังคมต่างๆของเขาเหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็น การจะขับเคลื่อนประเทศชาติไปข้างหน้าไม่ใช่หน้าที่ของคนรุ่นใหม่วัยทำงานหรือวัยเรียนแล้วเท่านั้น คนสูงอายุที่เกษียญไปแล้วก็เป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่จะทำให้ประเทศพัฒนาอย่างรอบด้าน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2013, 08:07:31 AM 28 ข้อคิดในการใช้ชีวิต
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/146007.jpg) 1.อย่าทำลายความหวังของใคร เพราะทั้งชีวิตเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้ 2.เมื่อมีคนเล่าว่าเขามีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญ จง เป็นผู้ฟังที่ดีอย่าไปคุยทับ อย่าไปขัดคอ 3.จงตั้งใจฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่วๆเท่านั้น 4.หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ตามทางบ้างเพราะมีอะไรดีๆบางอย่างซ่อนอยู่ 5.จะคิดทำการใดจงคิดการให้ใหญ่เข้าไว้ แต่ให้เติมความสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย 6.หัดทำสิ่งดีๆให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยโดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้ 7.จงจำไว้ว่า ข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น 8.เวลาเล่นเกมกับเด็กๆก็ปล่อยให้เด็กชนะไปเถอะ 9.ใครจะวิจารณ์เรายังงัยก็ตาม อย่าเสียเวลาไปโต้ตอบ แต่ให้ปรับปรุงตนเอง 10.จงให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ “สอง” แต่อย่าให้ถึง “สาม” 11.อย่าให้วิจารณ์นายจ้าง ถ้าทำงานไม่มีความสุขก็ลาออกดีกว่า 12.ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้วอะไรๆ มันก็ไม่สำคัญอย่างที่คิดไว้แต่แรกหรอก 13.ใช้เวลาให้น้อยๆในการคิดว่า”ใครผิด” แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า”อะไร” เป็นสิ่งที่ผิด 14.จงจำไว้ว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับ ” คนโหดร้าย ” แต่กำลังสู้กับ ” ความโหดร้าย ” ในตัวคน 15.โปรดคิด คิด คิด และคิดให้รอบคอบ ก่อนที่จะให้เพื่อนเรามีภาระในการเก็บรักษาความลับ 16.ยอมที่จะแพ้ในสงครามย่อยๆ เมื่อการแพ้นั้นจะทำให้เราชนะในสงครามใหญ่ 17.เป็นคนถ่อมตน จำไว้ว่าคนอื่นทำอะไรต่อมิอะไรสำเร็จกันมามากมายก่อนเราเกิดเสียอีก 18.ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายสักเพียงใด จงสุขุมเยือกเย็นเข้าไว้ 19.มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ 20.อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นต้องเบื่อหน่าย ถ้ามีใครมาถามว่า ” เป็นไง?” ตอบไปเลยว่า ” สบายมาก” 21.อย่าพูดว่าเรามีเวลาไม่พอ เพราะทุกคนในโลกก็มีเวลาวันละ 24 ชม.เท่ากัน 22.จงเป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยว เมื่อเหลียวไปดูอดีต เราจะเสียใจในสิ่งที่ควรทำแล้วไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว 23.ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานตนเอง ไม่ใช่มาตรฐานคนอื่น 24.จริงจัง และเคี่ยวเข็ญต่อตนเองให้มาก แต่จงอ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น 25.ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพโดยสุจริต ไม่ว่างานนั้นจะดูแย่แค่ไหนในสายตาคนรอบข้าง 26.คำนึงถึงการมีชีวิตให้ ” กว้างขวาง ” มากกว่าการมีชีวิตเพื่อ ” ยืนยาว ” 27.(บางครั้ง) อย่าไปหวังเลยว่าในชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม 28.ว่ากันว่ามี 3 สิ่งที่ไม่ควรถูกทำให้แตกหรือทำลาย ได้แก่ ของเล่นเด็ก คำสัญญาและจิตใจของใครๆ ก็ตาม หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 04, 2013, 08:14:00 PM สุขภาพดี...ด้วยสารพัดเห็ด
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/146332.jpg) ขอแนะนำอาหารดีๆ อีกชนิด เป็นพืชที่ชอบขึ้นตามขอนไม้ที่ชื้นแฉะอย่าง "เห็ด" หาทานได้ง่าย แถมยังมีประโยชน์มากมายเลยล่ะคะ โดยปัจจุบันเห็ดหลากชนิด อาทิ เห็ดฟาง เห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดแชมปิญอง เห็ดเข็มทอง เห็ดออรินจิ เห็ดสกุลนางรมต่างๆ เห็ดโคน เห็ดหูหนู ถูกนำมาทำเป็นอาหารสุขภาพหลากเมนู นิยมทานทั้งแบบเห็ดสด แบบบรรจุกระป๋อง หรือแม้แต่ตากแห้ง นอกจากนี้วงการยาก็นำไปศึกษาวิจัยเรื่องสรรพคุณทางยา ที่น่าสนใจคือเคยมีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า เห็ดหลายชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีโปรตีนสูง สามารถทดแทนโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ อาหารมังสวิรัติจึงนิยมใช้เห็ดเป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้เห็ดบางชนิดยังนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้อีกด้วย เห็ดส่วนใหญ่มีแคลอรีต่ำ ไขมันต่ำ ปราศจากคลอเลสเตอรอล มีธาตุโปแตสเซียมสูง จึงมีคุณสมบัติช่วยลดความดัน และยังมีสารซีลีเนียมที่เป็นสารต้านมะเร็ง แถมยังอุดมด้วยวิตามินบี เฉพาะในเห็ดหอมสดจะมีวิตามินซีสูงมาก ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เพื่อเสริมกระดูกและฟัน อย่างไรก็ตาม การทานเห็ดสดหรือเห็ดที่ปรุงโดยความร้อนที่ไม่สูง โดยใช้เวลาไม่นานนัก จะให้คุณค่าของสารอาหารมากกว่าเห็ดที่ปรุงสุกหรือผ่านความร้อนนานๆ นะคะ เว้นแต่ในส่วนดอกสดของเห็ดจะมีวิตามินซีมากจึงไม่ควรกินสด ควรทำให้สุกเสียก่อน เนื่องจากมีสารบางอย่างจะไปยับยั้งการดูดซึมของอาหารในระบบย่อยอาหาร คุณสมบัติของเห็ดจะเหมือนกับถั่ว ซึ่งมีโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ และกรดอะมิโนบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย ส่วนรสชาติเมื่อทำให้สุกจะคล้ายคลึงกับเนื้อสัตว์ แต่จะย่อยง่ายกว่า นอกจากนี้เห็ดยังให้พลังงาน คาร์โบไฮเดรต และเส้นใยซึ่งช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย เห็ดบางชนิดอย่างเช่นเห็ดหอมแห้งที่แช่น้ำก่อนนำมาปรุงอาหารจะมีปริมาณเส้นใยสูงเทียบเท่าผักที่มีเส้นใยมาก และยังมีปริมาณไขมันที่ต่ำ เห็ดยังถือเป็นทั้งอาหารและยาในเวลาเดียวกัน เพราะมีซีลีเนียม เป็นสารต้านอนุมูลอิสระใกล้เคียงกับวิตามินอี ลดเสี่ยงเกิดมะเร็ง และโรคสำหรับผู้สูงอายุ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ มีโพแทสเซียม เป็นสารที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ความสมดุลของน้ำในร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทต่างๆ มีวิตามินบีรวม ไรโบฟลาวิน ช่วยบำรุงผิวพรรณและการมองเห็น ไนอะซิน ควบคุมการทำงานระบบย่อยอาหารและระบบประสาท แต่เห็ดมีโซเดียมต่ำ เรามาดูสรรพคุณของเห็ดแต่ละชนิดกันบ้างดีกว่าค่ะ เห็ดหอม ลดไขมันในเส้นเลือด เพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็ง ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน โซเดียมต่ำเหมาะสำหรับคนป่วยโรคไต ลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร เห็ดหูหนู เป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรต เพิ่มความแข็งแรงให้เม็ดเลือดขาวส่งผลให้ภูมิต้านทานดี ช่วยรักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง บำรุงสมอง หัวใจ ปอด กระเพาะ ตับ แพทย์แผนจีนใช้บำรุงไต ลดไข้ กระตุ้นการทำงานของลำไส้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ต้มกับน้ำตาลกรวดจิบแก้ไอ เห็ดเข็มทอง ถ้าทานเป็นประจำจะช่วยรักษาโรคตับ กระเพาะและลำไส้อักเสบเรื้อรัง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่เยื่อบุช่องท้อง ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน เห็ดหลินจือ มีสารสำคัญเบต้ากลูแคน ช่วยต้านมะเร็ง คนญี่ปุ่นมักใช้เสริมการรักษาโรคมะเร็งและโรคผู้สูงอายุ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังสามารถรักษาโรคในระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้ อย่างระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะ ท้องผูก ริดสีดวงทวาร ระบบทางเดินหายใจ เช่น อาการไอ แก้ปอดอักเสบ ภูมิแพ้ และระบบการไหลเวียนของเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ลดคลอเลสเตอรอล ส่วนเห็ดนางฟ้า เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดนางรม เห็ดภูฎาน ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดน้ำตาลในเลือด ปรับสภาพความดันโลหิต ลดการอักเสบ ยังยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย เห็ดหูหนูขาว ช่วยบำรุงปอดและไต เห็ดฟาง ลดความดันโลหิต เร่งการสมานแผล บำรุงกำลัง บำรุงตับ แก้ช้ำใน เห็ดเผาะ หรือเห็ดถอบ บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง แก้ช้ำใน และเห็ดโคนบำรุงร่างกาย ทำให้แช่มชื่น กระจายโลหิต ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาสารสำคัญในเห็ด โดยเฉพาะสารจำพวกโพลีแซคคาไรด์ (polysaccharide) ผู้วิจัยพบมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเจริญของเอชไอวี ไวรัส เพิ่มการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ยืดอายุผู้ป่วยโรคมะเร็ง ยังยั้งการเจริญของก้อนเนื้องอก และลดระดับคอเลสเตอรอลในสัตว์ทดลองอีกด้วยค่ะ อย่างไรก็ดี ยังมีเห็ดบางประเภทที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย หรือที่เรียกว่า เห็ดพิษ ซึ่งสวนใหญ่เจริญในป่า ดังนั้นวิธีการง่ายๆ ที่เราจะหลีกเลี่ยงอันตรายจากเห็ดพิษ คือ ไม่นำเห็ดที่ไม่รู้จัก เห็ดที่ถูกเก็บมาจากป่า มาปรุงอาหารทานเด็ดขาด อ่านมาถึงตรงนี้แล้วท่านผู้อ่านที่รักสุขภาพคงได้ทำความรู้จักกับเห็ดกันมากขึ้นจนอยากจะหาเมนูเห็ดมาทานกันในมื้อถัดๆ ไปกันแล้วใช่ไหมค่ะ อย่าลืมนะคะว่า เลือกทานเฉพาะเห็ดที่เราคุ้นเคย แค่นี้เราก็จะมีสุขภาพที่ดีจากสารอาหารที่มีอยู่ในเห็ดกันแล้วล่ะคะ. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 07, 2013, 06:45:19 PM 8 ตำรับใช้ข้าวเป็นยารักษาโรค
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/146802.jpg) ประโยชน์ของข้าว อาหารหลักของชาวไทยมีมากมาย ซึ่งข้าวไม่ได้มีแค่คาร์โบไฮเดรต แต่ยังมีสารอื่นที่เป็นประโยชน์ อาทิ โปรตีน วิตามิน เส้นใยอาหาร และเกลือแร่ต่าง ๆ รวมแล้วมากกว่า 20 ชนิดโดย คุณประเสริฐ ภูมิสิงห์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวเป็นยารักษาโรค ชมรมการแพทย์พื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ได้แนะนำองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการนำข้าวมาเป็นยารักษาโรค ป่วยเมื่อไหร่ หยิบ 8 ตำรับยาง่าย ๆ จากข้าวนี้ลองใช้เพื่อการบำบัดอาการกันดู 1. น้ำซาวข้าว รักษาโรคพิษงูสวัด ส่วนผสม น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย ใบเสลดพังพอน 10 ใบ วิธีทำ ล้างใบเสลดพังพอนให้สะอาด นำมาตำให้ละเอียด จากนั้นนำไปผสมกับน้ำซาวข้าวที่เตรียมไว้ เมื่อผสมยาจนเข้ากันแล้วจะมีลักษณะเป็นน้ำข้นเหนียวสีเขียว ทิ้งไว้ให้แห้งก็นำไปทาได้เรื่อย ๆ สรรพคุณ ดูดพิษงูสวัด ถอนพิษจากสัตว์มีพิษ เช่น งู แมงมุม แมงป่อง ตะขาบ หรือแมงกัดต่อย นอกจากนี้ยังช่วยดูดพิษจากแผลอักเสบและพิษจากเห็ดได้อีกด้วย 2. ข้าวจี่ รักษาฝีหนอง ส่วนผสม ข้าวสุด 1 ปั้น น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย ใบลำโพง 10 ใบ วิธีทำ ล้างใบลำโพงให้สะอาด นำมาตำให้ละเอียด จากนั้นนำข้าวสุกไปจี่ไฟให้ดำ นำมาตำพร้อมกับใส่ใบลำโพงที่เตรียมไว้ ผสมกับน้ำซาวข้าว เมื่อผสมยาจนเข้ากันแล้ว ทิ้งไว้ให้แห้งก็นำไปใช้ได้เลย สรรพคุณ ใช้พอกบริเวณที่เป็นฝี ช่วยดูดพิษฝีหนอง นอกจากนี้ยังช่วยดูดพิษจากอีสุกอีใสได้อีกด้วย 3. น้ำซาวข้าวผสมขิงรักษาผด ผื่นแดง และอาการคัน ส่วนผสม ขิงแก่สด 2 ถ้วย น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย วิธีทำ ล้างขิงให้สะอาด นำมาตำให้ละเอียดโดยไม่ต้องขูดเปลือกทิ้ง จากนั้นนำไปผสมกับน้ำซาวข้าวที่เตรียมไว้ เมื่อผสมยาจนเข้ากันแล้ว แล้วจะมีลักษณะเป็นน้ำข้นสีเหลือง ทิ้งไว้สักครู่ก็นำไปทาได้เรื่อย ๆ สรรพคุณ ใช้ทาบริเวณที่เป็นผด ผื่นแดง ช่วยบรรเทาอาการคันได้ดี 4. น้ำข้าวตังก้นหม้อ แก้ปัญหาอาหารไม่ย่อย ส่วนผสม ข้าวตังก้นหม้อ 1 ถ้วย น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ หุงข้าวแบบเช็ดน้ำ นำข้าวตรงก้นหม้อที่สุกจนเกือบไหม้ติดก้นหม้อไปต้มให้เดือดแล้วลดไฟลง เคี่ยวด้วยไฟอ่อนประมาณ 3 นาที เติมน้ำมะนาวลงไป ได้เป็นน้ำข้าวตังเทน้ำข้าวตังที่ได้ใส่หม้อหรือเหยือกน้ำ รินดื่มได้ตลอดวัน สรรพคุณ ใช้ดื่มแก้หิวกระหาย บำรุงกำลังและช่วยกระตุ้นน้ำย่อย แก้ปัญหาอาหารไม่ย่อยได้ดี 5. น้ำนมข้าว ช่วยฟื้นไข้ แก้อาการอ่อนเพลีย ส่วนผสม รวงข้าวอ่อน 1 กำมือ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ล้างรวงข้าวอ่อนให้สะอาด นำมาทุบให้บุบแล้วตัดเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 นิ้ว ต้มรวงข้าวกับน้ำให้เดือดแล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ ประมาณ 10 นาที ค่อย ๆ เติมน้ำผึ้งลงไป ต้มต่ออีกสักครู่ แล้วเทน้ำนมข้าวใส่เหยือกน้ำ รินดื่มได้ตลอดวัน สรรพคุณ ดื่มแก้อ่อนเพลีย เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งฟื้นไข้ ดื่มแล้วจะหายเร็ว หรือนำน้ำนมข้าวผสมกับนมวัว เป็นยาบำรุงกำลังได้เช่นกัน 6. น้ำรากข้าวเหนียว แก้ไอ ละลายเสมหะ ส่วนผสม รากข้าวเหนียวแห้ง 1 ถ้วย น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ล้างรากข้าวเหนียวให้สะอาด นำไปตากแดดให้แห้งตัดเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 นิ้ว ต้มรากข้าวเหนียวแห้งกับน้ำให้เดือด แล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ ประมาณ 5 นาที ค่อย ๆ เติมน้ำผึ้งลงไป ต้มต่ออีกสักครู่ จะได้น้ำรากข้าวเหนียวที่มีรสชุ่มคอ จากนั้นเทน้ำรากข้าวเหนียวใส่เหยือกน้ำ รินดื่มเวลาที่มีเสมหะ สรรพคุณ ดื่มแก้ไอ ละลายเสมหะ บรรเทาอาการเจ็บคอและช่วยกระตุ้นน้ำลาย นอกจากนี้ยังช่วยแก้เหงื่อออกมากได้อีกด้วย 7. น้ำข้าวกล้องกับใบฝรั่งรวมพลังแก้ท้องเสีย ท้องร่วง ส่วนผสม ข้าวกล้อง 1 ถ้วย ใบฝรั่ง 7 ใบ เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำ 1 ลิตร วิธีทำ ล้างรากข้าวเหนียวให้สะอาด นำมาต้มรวมกับข้าวกล้องพอน้ำเดือดให้ลดไฟลง เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนน้ำเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง เติมเกลือลงไป กรองเอากากออก เก็บไว้แบ่งดื่ม เช้า กลางวัน เย็น จนกว่าจะหายท้องเสีย สรรพคุณ ดื่มแก้ท้องเสีย ท้องร่วง นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ได้อีกด้วย 8. ข้าวดอกมะขาม ขับเลือดลม แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ส่วนผสม ข้าวดอกมะขาม 1 ถ้วย น้ำ 1 ลิตร วิธีทำ นำข้าวดอกมะขามมาทั้งรวง (มีสีเหลืองนวลคล้ายดอกมะขามและมีลายในเมล็ดข้าว) ทุบให้บุบแล้วตัดเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 นิ้ว ต้มข้าวดอกมะขามกับน้ำให้เดือดเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ ประมาณ 20 นาที กรองเอากากออกจากนั้นเทน้ำข้าวดอกมะขามใส่แก้ว ดื่มให้หมดในครั้งเดียว สรรพคุณ ช่วยบำรุงเลือด ขับเลือดลมในผู้หญิงและแก้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ หมายเหตุ : 1 ถ้วย = 240 ซีซี, 1 ช้อนโต๊ะ = 15 ซีซี อาหารคือยารักษาโรคที่ดีที่สุดของคนเรา คำกล่าวของ ฮิปโปเครติล (Hippocrates) บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่มีคนจำนวนมากให้สมญานามว่าเป็นบิดแห่งการแพทย์ มีแนวคิดทางการแพทย์ที่คนในยุคปัจจุบันมักเรียกว่า "ธรรมชาติบำบัด" อยากให้คุณลองเริ่มต้มกินอาหารให้เป็นยา จะได้มีสุขภาพดี ๆ ไว้เป็นเพื่อนคู่กายตลอดไป คุณรู้หรือไม่! "ข้าวกล้องงอก" สุดยอดข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวกล้องงอก ถือเป็นนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพที่กำลังได้รับความสนใจ เนื่องจากเป็นข่าวกล้องที่ต้องผ่านกระบวนการงอกตามปกติ โดยการนำเมล็ดข้าวกล้องไปแช่น้ำทิ้งไว้จนเกิดการงอก เมื่อน้ำได้แทรกเข้าไปในเมล็ดข้าว จะกระตุ้นให้เอนไซม์ภายในเมล็ดข้าวทำงาน เมื่อเมล็ดข้าวเริ่มงอก สารอาหารที่ถูกเก็บไว้ในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยสลายไปตามกระบวนการทางชีวเคมี จนเกิดเป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กลงและน้ำตาลรีดิวซ์ นอกจากนี้โปรตีนภายในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยให้เกิดเป็นกรดอะมิโนและสารเปปไทด์ จากงานวิจัยยังพบว่าส่วนที่งอกออกมา เรียกว่า "คัพภะ" จะมีสาร GABA ซึ่งสารชนิดนี้คือ กรดอะมิโนบิวไทริก (Aminobutyricacid) ซึ่งข้ากล้องงอกจะได้ GABA มากกว่าข้าวกล้องตามปกติถึง 15 เท่า GABA ถือเป็นสารสื่อประสาทที่ปกติร่างกายมนุษย์ เราก็มีการสร้างขึ้นมาอยู่แล้ว แต่บางครั้งอาจจะไม่พอ ฉะนั้นถ้าเราทานข้าวที่มีสาร GABA อยู่ก็จะช่วยเสริมให้กับร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสมดุล ชะลอความเสื่อมของสมอง กระตุ้นต่อมที่ทำหน้าที่ผลิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ที่ช่วยสร้างเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อกระซับและป้องกันริ้วรอยได้ เกร็ดความรู้ การทานเฉพาะถั่วต่าง ๆ หรือลูกเดือยเป็นอาหารหลักอย่างเดียว ไม่ทานข้าวเลย ถือเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะคนที่ต้องใช้แรงใช้สมองมากต้องทานข้าว ไม่เช่นนั้นร่างกายก็จะมีปัญหา อาหารไทยมีการเพิ่มเนื้อหรือผักจะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารไม่ทำงานหนัก ทำให้สุขภาพดีร่างกายปรับตัวได้ดี หากทุก ๆ เช้าเราไม่ทานข้าว ต่อไปร่างกายก็จะปรับตัวทำให้ไม่หิว ทว่าวันหนึ่งเรากลับมาทาน ร่างกายอาจจะไม่กลับมาทำงานตามปกติ จะเป็นผลเสียต่อร่างกายอย่างมหันต์ ที่มา ... สุขภาพดี หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 07, 2013, 06:49:04 PM 8 อาหารย่อยยากสุดๆ
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/146692.jpg) 1. น้ำมะนาวหรือน้ำส้ม เครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดอาจทำให้หลอดอาหารระคายเคือง กระตุ้นเซลล์ประสาทให้รู้สึกอักเสบรุนแรงยิ่งขึ้น จนรู้สึกคล้ายกรดไหลย้อน (แต่ความจริงก็แค่ระคายเคือง) แถมปริมาณกรดมากมาย อาจทำให้เกิดปัญหาอื่น สมมติว่าคุณยังไม่ได้กินอะไร แต่ดื่มน้ำส้มไปแก้วใหญ่ๆ ตอนเช้ากระเพาะอาหารที่เต็มไปด้วยกรดอยู่แล้วก็จะได้รับกรดเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้น จำนวนที่เพิ่มขึ้นก็อาจจะทำให้คุณปวดกระเพาะได้ ส่วนคนที่ชอบน้ำมะนาวแต่ใส่น้ำเชื่อมข้าวโพดเยอะๆ ก็ต้องระวังท้องร่วงด้วยนะ 2. ช็อกโกแลต ส่วนใหญ่แล้วปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะคุณกินช็อกโกแลต แต่เป็นเพราะว่าคุณกินมากเกินไปต่างหาก อย่างราวนี่หนึ่งชิ้นอาจเป็นของว่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ดี แต่บราวนี่สามชิ้นหรือช็อกโกแลต ฟองดูนั้นอาจมากไปนิดนึง หากคุณเป็นโรคกรดไหลย้อน (GERD) ช็อกโกแลตอาจเป็นปัญหาสำหรับคุณได้แม้ในปริมาณนิดเดียว นี่เป็นเพราะช็อกโกแลตทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายออก กรดในกระเพาะก็จะไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ 3. บร็อกโคลี่ และกะหล่ำปลีดิบ จริงอยู่ที่ผักเหล่านี้มีทั้งใยอาหารสารอาหาร และก็ดีต่อสุขภาพของคุณมากๆ แต่พวกมันก็อาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะได้ ทางแก้นั้นง่ายมาก เพียงนำมาปรุงอาหารให้ผ่านความร้อนหรือแม้แต่ลวกเพียงเล็กน้อย ก็จะช่วยสลายสารซัลเฟอร์ที่ทำให้เกิดแก๊สได้แล้ว 4. มันบดและไอศกรีม หน้าตาเหมือนเป็นของย่อยง่าย แต่ถ้ากินเข้าไปแล้วรู้สึกกระเพาะปั่นป่วน เริ่มมีอาการท้องอืดมีแก๊สในกระเพาะเยอะ และเริ่มผายลมจนห้ามไม่ได้ นั่นล่ะคือสัญญาณบอกว่าร่างกายของคุณอาจแพ้แล็กโตส และต่อให้คุณปกติดี การกินไอศกรีมหรือมันบดที่มีครีมเยอะๆ ก็อาจเป็นปัญหาอยู่ดี เนื่องจากมันมีไขมันสูง และไขมันก็ย่อยยาก จึงอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าอาหารอื่นๆ ไงคะ 5. นักเก็ตไก่ ทุกครั้งที่คุณคลุกอาหารเข้ากับแป้งแล้วนำไปทอด คุณได้เปลี่ยนอาหารชิ้นนั้นให้กลายเป็นของย่อยยากที่สุด โดยของทอดมักจะมันและมีไขมันสูง ซึ่งทำให้มันเป็นปัญหาสำหรับกระเพาะของเรา ยิ่งถ้าคุณมีโรคลำไส้อักเสบร่วมด้วย ของทอดมันๆ อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้คุณคลื่นเหียน อาเจียน ดังนั้น สำหรับคนที่ชื่นชอบนักเก็ตจริงๆ ลองหันมาอบนักเก็ตจะดีกว่าทอด แต่ถ้าจะให้ดีก็ใช้เนื้ออกไก่คลุกแป้งทำดีกว่าซื้อนักเก็ตแช่แข็งมาทอดค่ะ 6. หัวหอมดิบ หัวหอมและเพื่อนร่วมก๊วนอย่างกระเทียม ต้นหอม และ Shallot นั้นมีไฟโตนิวเทรียนต์ ซึ่งบางชนิดให้คุณแก่สุขภาพและดีต่อหัวใจของคุณ ส่วนบางชนิดจะทำให้ปวดท้อง จริงอยู่ที่หัวหอมที่ผ่านความร้อน แล้วอาจมีสารดังกล่าวน้อยลง แต่ในขณะเดียวกันความร้อนก็จะสลายสารอาหาร ทำให้คุณค่าของหัวหอมลดลง ถ้าให้ดีจึงควรกินหัวหอมดิบผสมกับหัวหอมที่ผ่านการปรุงสุกแล้วจะดีกว่า 7. ถั่ว เป็นที่ทราบกันดีกว่าการกินถั่วมากจะทำให้ผายลม สาเหตุเนื่องมาจากเอนไซม์ที่ย่อยถั่วได้นั้น จะพบได้ในเฉพาะแบคทีเรีย ซึ่งมีชีวิตอยู่ในกระเพะอาหาร และถ้าคุณไม่กินถั่วเป็นประจำ คุณอาจมีเอนไซม์ไม่เพียงพอต่อการย่อยถั่ว ผลก็คือจะเกิดแก๊สแล้วท้องก็จะอืด ดังนั้น ก่อนกินถั่วก็ให้ผ่านความร้อนนานๆ หรือไม่ก็กินบ่อยๆ จะได้มีเอนไซม์เตรียมไว้ย่อยถั่วค่ะ 8. หมากฝรั่งปราศจากน้ำตาล Sorbitol คือสารชนิดหนึ่งที่มักใช้เป็นส่วนประกอบในขนมหวานสูตรไม่มีน้ำตาล เช่น หมากฝรั่ง ลูกอม มันอาจเป็นสาเหตุของแก๊สในกระเพาะอาหาร ดังนั้น ก่อนจะซื้อหมากฝรั่งมาเคี้ยวก็ลองพลิกฉลากมาดูก่อน หากมี Sorbital มากกว่า 10 กรัม นั่นก็แสดงว่ามันยากต่อการย่อยแน่ๆ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 07, 2013, 06:50:24 PM วิธีป้องกันไม่ให้เป็นร้อนใน
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/146707.jpg) วิธีป้องกันไม่ให้เป็นร้อนใน ร้อนในหรือแผลในปาก เชื่อว่าทุกคนคงเคยเป็นกันเวลาเป็นแล้วจะเจ็บและรับประทานอะไรก็ลำบาก วันนี้เรามีวิธีป้องกันไม่ให้เป็นร้อนในมาฝากกัน วิธีป้องกันไม่ให้เป็นร้อนใน มีดังนี้ 1. ระวังอย่าให้ท้องผูก เพราะร้อนในมักจะเป็นร่วมกับท้องผูก 2. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ร้อนใน เช่น ของทอด ของมันๆ ขนม น้ำตาล ทุเรียน ลำไย ข้าวเหนียวมะม่วง ฯลฯ อาหารพวกนี้กินแต่เพียงน้อยๆ อย่ากินมาก 3. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น กระเทียม หอม ขิง ฯลฯ แต่พริกกินได้ 4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยลดอารมณ์เครียด ความเครียดส่วนมากทำให้เป็นโรคนี้ 5. รักษาความสะอาดในช่องปากอย่างเข้มงวด คือ แปรงฟันทุกครั้งหลังจากรับประทานอาหารแล้ว(ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ไหมขัดฟันทุก ครั้งหลังอาหาร) 6. ดื่มน้ำมากๆ วันหนึ่ง ๆ ให้ได้ 10 แก้วขึ้นไป 7. อย่าอดนอน 8. กินผักและผลไม้มากๆ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 07, 2013, 06:52:05 PM ขจัดปัญหาแก๊สแน่นท้อง กับ 10 อาหารควรเลี่ยง
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/146709.jpg) ไม่ว่าใครคงเคยประสบอาการแน่นท้องเพราะแก๊สในกระเพาะอาหาร ซึ่งปัญหาดังกล่าวสร้างความอึดอัด ชวนรำคาญใจ แถมยังทำให้ต้องอายหากลมในท้องระบายออกมาในเวลาที่ไม่เหมาะสมอีกต่างหาก เป็นที่ทราบกันดีว่าถั่วเป็นหนึ่งในอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะ อาหาร แต่ทราบหรือไม่ว่ายังมีอาหารอีกหลายชนิดที่ก่อให้เกิดอาการแน่นท้องได้ วันนี้เรานำอาหารและการปฎิบัติตนที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวมา ฝากกันค่ะ 1. อย่าดื่มน้ำพร้อมอาหาร การดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหารนับเป็นเรื่องที่ฟังดูปกติ แต่กลับทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะได้ เพราะโดยปกติแล้วเราจะกลืนอากาศเข้าไประหว่างดื่มน้ำและรับประทานอาหารอยู่ แล้ว แต่หากยิ่งรับประทานและดื่มสลับกันระหว่างมื้ออาหารจะยิ่งทำให้เกิดแก๊สใน กระเพาะมากขึ้น ฉะนั้นควรเก็บน้ำไว้เป็นรายการสุดท้ายหลังรับประทานอาหารอิ่มแล้ว 2. เคี้ยวอาหารให้ช้า ๆ การรับประทานที่เร็วเกินไปก็ยังทำให้เรากลืนอากาศเข้าไปด้วยเช่นกัน ฉะนั้นควรเคี้ยวให้ละเอียด แต่ละมื้อควรมีเวลารับประทานอย่างน้อย 20 นาที และควรเลี่ยงการรับประทานระหว่างยืน เดิน และดูโทรทัศน์ 3. การออกกำลังการอย่างหนัก มีผลศึกษาเปิดเผยว่า 71% ของนักวิ่งมีปัญหาเรื่องการย่อย แก๊สในกระเพาะ และท้องอืด เพราะระหว่างการออกกำลังกายเรามีแนวโน้มจะหายใจทางปาก ซึ่งทำให้ได้รับอากาศเข้าท้องมากเกินไป 4. รับประทานผักบางประเภท เชอรี่ หัวหอม ผักกาดขาว แอปเปิ้ล เห็ด และข้าวโพด เหล่านี้เป็นผักผลไม้ที่ก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้คือถั่วทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กขนาดใหญ่ หรือถั่วที่ขึ้นชื่อว่าดีต่อสุขภาพอย่างถั่วเหลือง ซึ่งลำไส้เล็กย่อยไม่หมดจึงเหลือไปถึงลำไส้ใหญ่ ทำให้แบคทีเรียสร้างแก๊สขึ้นได้ 5. ความเครียดและความตื่นเต้น นอกจากจะสร้างปัญหาสุขภาพหลายอย่างแล้ว ความเครียดและความตื่นเต้นยังทำให้เรากลืนอากาศเข้าไปโดยไม่รู้ตัว 6. ชีส ในอาหารจำพวกนม หรือชีส จะมีน้ำตาลแล็คโตส ซึ่งจะถูกย่อยโดยเอนไซม์ชื่อแลคเตส แต่หากกระบวนการย่อยทำงานไม่ดีก็จะเกิดแก๊สและอาการท้องอืดได้ 7. อาหารอุ่นซ้ำ อาหารจำพวกแป้งที่ย่อยยาก อย่างแป้งพาสต้า เมื่อเย็นลง แล้วอุ่นซ้ำจะย่อยยากขึ้น เมื่อย่อยไม่หมดและหลงเหลือไปถึงลำไส้เล็ก จะทำให้แบคทีเรียย่อยอาหาร และนำไปสู่อาการท้องอืดได้ 8. เบียร์และไวน์แดง ไม่เพียงแต่จะมีแก๊สเท่านั้น เบียร์ยังหมักจากยีสต์ที่อาจทำให้สมดุลย์ของแบคทีเรียในกระเพาะเสียไป และก่อให้เกิดปัญหาในระบบย่อยอาหารได้ ส่วนไวน์มีสารที่ทำให้ไวน์เป็นสีแดงที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในระบบย่อย 9. หมากฝรั่ง การเคี้ยวหมากฝรั่งทำให้เรากลืนลมเข้าไปมากเกินไปได้ นอกจากนี้สารไซลิทอลในหมากฝรั่งหลายชนิดยังก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ 10. น้ำอัดลม ไม่ต้องบอกคงทราบกันดีว่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่อัดไว้ในน้ำอัดลมให้มีความซ่าจะก่อให้เกิดแก๊สได้โดยตรง สำหรับท่านที่มีแก๊สเยอะ การหลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มเสี่ยงก็อาจช่วยให้ไม่ต้องหงุดหงิดใจอีกต่อไปก็เป็นได้ค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 07, 2013, 06:53:26 PM ประโยชน์ของสีสันในผักและผลไม้
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/146755.jpg) ผัก และผลไม้มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายของเรายิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหารที่ช่วยในการย่อยและระบบขับถ่าย ยิ่งไปกว่านั้นสีสันของผักและผลไม้ต่าง ๆ ยังมีประโยชน์ อย่างที่เราคาดไม่ถึงอีกด้วย ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าสีของผักและผลไม้จะไปมีประโยชน์ได้อย่างไรกัน? ในความเป็นจริงแล้วสีสันสวยงามในพืชผักและผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นสีแดงสดใสในมะเขือเทศ สีเหลืองเปล่งปลั่งในมะม่วงสุก สีส้มเข้มข้นในแครอท หรือแม้แต่ผักต่าง ๆ ที่มีสีเขียวสด นอกจากจะช่วยให้เรามีความรู้สึกว่าอาหารนั้นมีหน้าตาน่ารับประทานและมีรส ชาติเอร็ดอร่อยแล้ว สีสันที่ว่านี้ยังมีคุณประโยชน์และมีบทบาทมากพอ ๆ กับวิตามินเลยทีเดียว สีสัน ในพืช ผัก และผลไม้ที่เราเห็นกันนั้นมาจากสารเคมีตามธรรมชาติที่แตกต่างกันไป ได้แก่ คลอโรฟีลล์, แคโรทีนอยด์, เบตาแคโรทีน, แอนโทไซยานิน เป็นต้น โดยสารเคมีตามธรรมชาติที่ว่านี้จะมี คุณสมบัติที่ทำให้พืช ผัก และผลไม้แต่ละชนิดมีสีสันที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น คลอโรฟีลล์เป็นสารที่ทำให้ผักมีสีเขียว, แคโรทีนอยด์ทำให้มีสีเหลืองและสีแดง สำหรับในผลไม้เองก็มีโมเลกุลชนิดที่เรียกว่า แอลฟาแคโรทีน แกมม่าแคโรทีน และไลโคฟีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของการสร้างสีของผลไม้ ตัวอย่างเช่น มะเขือเทศและแตงโมมีสีแดงสดเพราะมีไลโคพีนมากกว่าสารสีอย่างอื่น เป็นต้น แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ทำไมผลไม้บางชนิดตอนที่ยังดิบอยู่จะมีสีเขียว แต่พอสุกกลับมีสีเหลือง ยิ่งสุกก็ยิ่งเหลือง ซึ่งนั่นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ สารเคมีธรรมชาติที่ทำให้สีของผลไม้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อย่างมะม่วงจะมีการเปลี่ยนแปลงของคลอโรฟิลล์และแคโรทีนอยด์ กล่าวคือ ตอนที่เป็นมะม่วงดิบจะมีคลอโรฟิลล์มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปสารแคโรทีนอยด์ในมะม่วงจะเพิ่มมากขึ้นในขณะที่คลอโรฟีลล์ ลดลง จึงทำให้มะม่วงสุกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองนั่นเอง สาร สีแต่ละชนิดให้คุณประโยชน์อย่างไรกับร่างกายของเรา มีผู้สนใจทางเคมีวิทยาของพืชที่ชื่อว่า มาร์ ฟาร์กัวสัน ได้ทำการแยกไว้อย่างคร่าว ๆ พอให้เข้าใจได้ง่ายดังนี้ค่ะ 1. สารสีส้ม ได้แก่ เบต้าแคโรทีน (Betacarotene) ซึ่งเป็นเม็ดสีเหลืองส้มที่มีมากในแครอทและมะละกอ แคโรทีนเป็นสารที่มีศักยภาพสูงในการต่อต้านอนุมูลอิสระอันเป็นตัวก่อมะเร็ง และแคโรทีนยังสามารถทำลายเซลล์มะเร็ง โดยผลจากการทดลองกับหนูพบว่าแคโรทีนทำให้ขนาดก้อนมะเร็งลดลงได้ถึง 7 เท่าทีเดียว แถมยังสามารถลดการขยายตัวของก้อนมะเร็งในปอดและกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ใน การต้านมะเร็ง นอกจากนี้ เบตาแคโรทีนที่อยู่ในแครอทและมะละกอยังช่วยให้ผิวพรรณของเรามี สีเหลืองสวยงามได้ อีกด้วย และหากใครรับประทานมะละกอห่ามมาก ๆ นาน 2 ปี จะช่วยเปลี่ยนสีผิวหน้าที่เป็นฝ้าให้หายได้โดยไม่ต้องพึ่งครีมแก้ฝ้าเลย 2. สารสีแดง ไลโคพีน (Lycopene) เป็นตัวการทำให้เกิดมะเขือเทศและแตงโมมีสีแดงสดใส แต่ก็ยังมีสาร เบต้าไซซิน (Betacycin) ที่ให้สีแดงในลูกทับทิม บีทรูท และแคนเบอร์รี่เช่นกัน โดยทั้งไลโคพีนและเบต้าไซซินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งหลายชนิดเช่นกัน โดยเฉพาะไลโคพีนมีฤทธิ์ต้านมะเร็งมากกว่าเบต้าแคโรทีนถึง 2 เท่าทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือมะเร็งปอด เป็นต้น และผลจากการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ที่รับประทานอาหารใส่มะเขือเทศ ไม่ว่าจะเป็นซอสมะเขือเทศ หรือน้ำมะเขือเทศในหนึ่งอาทิตย์ไม่ต่ำกว่า 10 มื้อ จะแคล้วคลาดจากมะเร็งต่อมลูกหมากได้เกือบครึ่ง 3. สารสีเหลือง ได้แก่ ลูเทอีน (Lutein) คือ สารสีเหลืองที่ให้สีสันแก่ข้าวโพด ซึ่งช่วยป้องกันความเสื่อมของ จุดสี หรือแสงสีของเรตินาในดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนแก่มองไม่เห็นได้ 4. สารสีเขียว ได้แก่ คลอโรฟีลล์ (Chlorophyll) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้พืชผักต่าง ๆ มีสีเขียว ยิ่งผักที่มีสีเขียว เข้มมากก็ยิ่งมีคลอโรฟีลล์มาก เช่น ตำลึง คะน้า บร็อกโคลี่ ชะพลู ใบบัวบก เป็นต้น โดยสารคลอโรฟีลล์ที่ว่านี้มีคุณค่าอย่างมาก เพราะเมื่อคลอโรฟีลล์ถูกย่อยแล้ว จะสามารถป้องกันมะเร็งได้ ทั้งยังช่วยขจัดกลิ่นเหม็นต่าง ๆ ในตัวคนได้ดีด้วยค่ะ 5. สารสีม่วง พืชสีม่วงมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่ให้สีม่วงในดอกอัญชัน กะหล่ำม่วง ชมพู่ มะเหมี่ยว มะเขือม่วง แบล็กเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสารตัวนี้ช่วยลบล้างสารก่อมะเร็ง แถมสารแอนโทไซยานินยังออกฤทธิ์ในการขยายเส้นเลือด ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และอัมพาตได้อีกด้วย เห็น ไหมคะว่าสารสีต่าง ๆ ที่มีอยู่ในผักและผลไม้ทุกชนิดมีศักยภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระมากเพียงไร ซึ่งสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งโรคที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากได้เป็นอย่างดี ทีเดียว ทีนี้น้อง ๆ ก็ทราบถึงคุณประโยชน์ของสารสีในพืชผักและผลไม้กันแล้ว หากน้องจะรับประทานอาหารในมื้อต่อไปก็อย่าลืมเลือกอาหารที่มีผักและตบท้าย ด้วยผลไม้สดนานาชนิด จะได้มีสุขภาพดีกันถ้วนหน้าค่ะ ข้อมูลเพิ่มเติม "อนุมูลอิสระ" เป็นสารที่เกิดจากปฏิกิริยาย้อนกลับของออกซิเดน ซึ่งเป็นของเสียจากการที่ร่างกายเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน โดยอนุมูลอิสระนี้เป็นสารตั้งต้นที่ทำให้เกิดกระบวนการทำลายเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย อันเป็นสาเหตุความเสื่อมของร่างกายที่ก่อให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆ ที่เกิดจากสภาพเซลล์เสื่อม เช่น โรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคปอด โรคสมองเสื่อม โรคมะเร็ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของการแก่ก่อนวัย ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนผิวหนังได้ด้วย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 07, 2013, 06:55:06 PM ท่าโยคะกระตุ้นระบบขับถ่าย
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img5/146654.jpg) ระบบขับถ่ายที่ทำงานเป็นปกติมีส่วนสำคัญต่อการมีสุขภาพดี ท่านี้ช่วยให้ไตและลำไส้ถูกนวด ทำให้ระบบขับถ่ายเดินเครื่องได้สมบูรณ์ 1. นั่งตรงตัว เหยียดขาซ้ายออกไป พับขาข้างขวาเข้ามา โดยให้ส้นเท้าของขาขวาติด กับต้นขาข้างซ้าย มือวางไว้บนเข่าซ้าย 2. หายใจเข้าพร้อมกับเคลื่อนมือทั้งสองข้างยกขึ้นตรงเหนือศีรษะ แขนแนบใบหู 3. หายใจออกพร้อมกับค่อยๆ โน้มตัวต่ำลงไป เอามือทั้งสองข้างจับที่ปลายเท้าซ้าย โดยให้ข้อศอกทั้งสองข้างแตะพื้น หน้าผากวางลงบนเข่า 4. ค้างท่านับ 1-10 หายใจปกติ 5. ปฏิบัติเช่นเดียวกันนี้โดยทำสลับกับขาอีกข้างหนึ่ง 6. จาก 1-5 นับเป็นหนึ่งรอบ เสร็จแล้ว ดื่มน้ำสักแก้ว จะรู้สึกสดชื่น สบายท้อง สบายตัว ลองทำดูนะคะ ที่มา...ชีวจิต หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 07, 2013, 07:01:48 PM เครื่องทำน้ำเย็น ที่บ้านคุณ เป็นแบบนี้หรือป่าว
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/146584.jpg) เครื่องทำน้ำเย็น ที่บ้านคุณ เป็นแบบนี้หรือเปล่าเอ่ย ตู้กดน้ำเย็น - ร้อน ที่มักจะวางอยู่ที่ทำงาน ออฟฟิศ ที่สาธารณะ หรือแม้แต่ที่บ้านคุณ เคยบ้างไหมที่จะแกะมาดูสายยางที่อยู่ข้างในว่ามี ตะไคร่น้ำเกาะอยู่บ้างไหม หากไม่เคยลองมาชมภาพเหล่านี้ดู แล้วเอาไปทำตามกันบ้างก็ดีนะ เพราะเห็นแล้วไม่อยากกินน้ำจาก เครื่องทำน้ำเย็น แล้วเลยทีเดียว (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/146585.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/146586.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/146587.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/146588.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/146589.jpg) (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/146590.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 07, 2013, 07:03:20 PM อีก 2 เดือนระวังอันตราย ยุงลายรวมพลถล่มไทย!
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img5/146705.jpg) เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวใกล้ตัวที่น่ากลัวกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นั่นคือ การระบาดของไข้เลือดออก ที่ปีนี้ (พ.ศ.2556) คณะผู้เชี่ยวชาญและสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ประเมินว่า การลุกลามของโรคจะรุนแรงกว่าปี พ.ศ.2555 คาดว่าจะมีผู้ป่วยสูงถึง 120,000-150,000 ราย และเสียชีวิตถึง 120-200 ราย เนื่องจากมีรายงานจำนวนผู้ป่วยเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถึง 9,824 ราย เฉลี่ยสัปดาห์ละ 800-1,000 ราย สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเกือบ 4 เท่า และมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ราย ปัญหาหลักในการระบาดหนักคือ จำนวนยุงลายที่เพิ่มขึ้น นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข กล่าวพร้อมแนะว่า ต้องเร่งกำจัดลูกน้ำยุงลายในอาคารบ้านเรือนและโรงเรียนทั่วประเทศก่อนถึงฤดูฝน คาดว่าประมาณเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขกำจัดได้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายช่วยกำจัดลูกน้ำยุงลายจากแหล่งน้ำขังทุก 7 วัน สำหรับยุงลายที่เป็นพาหนะนำโรคไข้เลือดออกในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ยุงลายบ้าน (Aedes Aegypti) และยุงลายสวน (Aedes Albopictus) ซึ่งแหล่งเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงลายทั้งสองชนิดแตกต่างกัน ลูกน้ำยุงลายบ้าน จะอยู่ในภาชนะขังน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น โอ่ง, บ่อซีเมนต์, ถ้วยหล่อขาตู้กับข้าว, แจกัน, จานรองกระถางต้นไม้, ยางรถยนต์ และเศษวัสดุต่าง ๆ ที่มีน้ำขัง โดยยุงเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในบ้านและบริเวณรอบ ๆ บ้าน ขณะที่ ยุงลายสวน มักเพาะพันธุ์อยู่ในแหล่งธรรมชาติ เช่น โพรงหิน, โพรงไม้, กระบอกไม้ไผ่, กาบใบพืชจำพวกกล้วย, ยางรถยนต์เก่า และรางน้ำฝนที่อุดตัน เป็นต้น ซึ่งยุงลายทั้ง 2 ชนิด ล้วนเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกทั้งสิ้น ก่อนกำจัดมารู้จักวงจรชีวิตของยุงลาย เพื่อการกำจัดอย่างถึงรากถึงโคน วงจรชีวิตของยุงลายมี 4 ระยะ คือ หลังจากกินเลือดแล้ว 4-5 วัน ก็จะวางไข่ ซึ่ง ไข่ เมื่อวางออกมาใหม่ ๆ จะมีสีขาวนวล ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและดำสนิทภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนจะกลายเป็น ลูกน้ำ ระยะนี้ใช้เวลาฟักตัว 4-5 วัน จึงกลายเป็น ตัวโม่ง และ1-2 วันหลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วง ตัวเต็มวัย ฉะนั้น การกำจัดยุงลายให้สิ้นซาก ควรจัดการตั้งแต่ระยะลูกน้ำ เริ่มต้นจาก ปิดปากภาชนะเก็บน้ำ ด้วยผ้า ตาข่ายไนล่อน อะลูมิเนียม หรือวัสดุอื่นที่สามารถปิดภาชนะเก็บน้ำนั้นได้อย่างมิดชิด จนยุงไม่สามารถเข้าไปวางไข่ได้ ต่อมาให้ หมั่นเปลี่ยนน้ำทุก 7 วัน กรณีนี้เหมาะสำหรับภาชนะเล็ก ๆ เช่น แจกันดอกไม้ แจกันหิ้งบูชาพระ และแจกันประดับเป็นต้น หากบ้านไหนปลูกต้นไม้ในกระถางและเป็นกระถางขนาดใหญ่ให้ ใส่ทรายในจานรองกระถางต้นไม้ลึกประมาณ 3 ใน 4 ของความลึกของจาน กระถางต้นไม้นั้น เพื่อให้ทรายดูดซึมน้ำส่วนเกินจากการรดน้ำต้นไม้ หมั่นทำความสะอาดบ้านเรือน ทุกซอกทุกมุมให้สะอาด ปราศจากความอับชื้น ที่สำคัญ ทำลายเศษวัสดุที่ไม่ใช้และโละทิ้งของที่คิดว่าเผื่อจะใช้ในอนาคต อันเป็นแหล่งพักผ่อนของยุงลายด้วย สำหรับคุณแม่บ้านที่ต้องการป้องกันแต่เนิ่น ๆ หวังผลให้ฤทธิ์ควบคุมยาว 3 เดือนโดยประมาณ แนะนำให้ใช้ ทรายอะเบท เพราะทรายชนิดนี้เป็นทรายเคลือบสารเคมีในกลุ่มออร์แกโนฟอสเฟต ใช้ใส่น้ำเพื่อกำจัดลูกน้ำยุงลาย ในอัตราส่วน ทรายอะเบท 1 กรัม ต่อน้ำ 10 ลิตร ซึ่งทรายอะเบทจะใช้ได้ผลดีกับแหล่งน้ำนิ่งที่ค่อนข้างสะอาด แต่ทรายอะเบทมีราคาค่อนข้างแพงและหาซื้อยาก จึงควรใช้ในกรณีที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม หากมีการขยายพันธุ์ของยุงลายแล้วและไข้เลือดออกระบาดหนักแล้ว การใช้ทรายอะเบทจะไม่ทันการ เพราะทรายอะเบทเป็นเคมีที่ใช้ฆ่าลูกน้ำ แต่ไม่ได้ฆ่าตัวยุงเต็มวัย อีกวิธีเป็นของหาง่ายภายในบ้าน ได้แก่ เกลือแกง, น้ำส้มสายชู และ ผงซักฟอก เอาไปใส่ที่จานรองขาตู้กับข้าว เท่านี้ก็ป้องกันการวางไข่ได้แล้ว ยิ่งบ้านไหนเลี้ยงปลากินลูกน้ำ อาทิ ปลาหางนกยูง, ปลาสอด, ปลากัด ด้วยจะดีมาก หากป้องกันแล้ว แต่ยังพลาดโดนยุงกัด ลองสังเกตเบื้องต้นตาม ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ (http://visitdrsant.blogspot.com (http://visitdrsant.blogspot.com)) ว่าใช่ไข้เลือดออกหรือไม่ ในข้อมูลระบุว่า ไข้เลือดออกหรือ Dengue Hemorrhagic Fever (DHF) เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี เป็น โรคที่ติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง โดยมีพาหะคือยุงลาย เมื่อเชื้อเข้ามาสู่ตัวคนแล้วจะมีระยะฟักตัว 3-14 วัน จากนั้นจึงเข้าระยะเป็น ไข้สูงอยู่นาน 2-7 วันจากปฏิกิริยาที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายพยายามกำจัดเชื้อ อาจชักเพราะไข้สูง อาจมีจุดเลือดออกตามตัว มีตับโตเนื่องจากเกิดการอักเสบที่ตับแล้ว เมื่อไข้เริ่มจะลงก็เข้าสู่ระยะช็อก จากการที่ผนังหลอดเลือดที่เกิดการอักเสบจนปล่อยให้สารน้ำในหลอดเลือดรั่วออกไปนอกหลอดเลือด ทำให้เลือดข้นขึ้นแต่ปริมาตรเลือดลดลงจนไม่พอไหลเวียน ผู้ป่วยจะมีอาการซึม เหงื่อออก มือเท้าเย็น ไม่ถ่ายปัสสาวะ ชีพจรเบาและเร็ว มีเลือดออกง่าย เพราะเกร็ดเลือดต่ำโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ถ้าโรคเป็นมากก็ช็อกจนเสียชีวิตได้ ระยะนี้จะนาน 1-2 วัน เมื่อผ่านไปได้ก็จะเข้าระยะพักฟื้น คือค่อย ๆ ดีขึ้นจนหายเป็นปกติ โรคนี้มีอัตราตายต่ำกว่า 1% แต่ถ้ามีอาการช็อกจะมีอัตราตายสูงถึง 12-44% การวินิจฉัยโรคนี้ต้องเจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้เลือดออก หรือตรวจหาตัวเชื้อ (antigen) ไข้เลือดออกนั่นเอง อย่างไรก็ตาม เพื่อความสบายใจ หากไข้ไม่ลด 2-3 วัน แนะนำพบแพทย์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 07, 2013, 07:51:13 PM อันตรายจากน้ำมะนาวเทียม
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/146706.jpg) อันตรายจากน้ำมะนาวเทียม ใครที่ชอบทานส้มตำคงคุ้นตาดีกับภาพแม่ค้าขายส้มตำปรุงรสด้วยน้ำมะนาวสีเขียว ใสๆ ที่บรรจุอยู่ในขวดแก้ว (อันที่จริงก็ไม่ถึงกับทุกร้านหรอกนะครับ) น้ำมะนาวที่เห็นนั้นเรียกว่าน้ำมะนาวเทียมหรือเกร็ดมะนาว ให้มีรสเปรี้ยวแหลม ราคาถูก อีกทั้งยังมีสีสันคล้ายคลึงกันกับน้ำมะนาวจริงเกือบทุกประการ สิ่งที่ต้องระวังสำหรับผู้ที่ทานน้ำมะนาวเทียมเป็นประจำก็คือ เครื่องปรุงรสดังกล่าวผลิตมาจากกรด “ซิตริก” ซึ่งถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม มีความบริสุทธิ์น้อยและมีสารปนเปื้อนที่สำคัญสามารถย่อยสลายสิ่งต่างๆได้ ไม่เว้นแม้แต่อวัยวะภายในระบบทางเดินอาหารของผู้บริโภค ผู้ที่ชื่นชอบอาหารรสแซบทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นต้มยำ ส้มตำ หรือแม้แต่น้ำหวานหรือไอศกรีมรสมะนาวต้องคอยสังเกตวัตถุดิบที่พ่อค้า นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งของอาหารที่มีสารปนเปื้อนในความเป็นจริงแล้ว อาหารต่างๆ ที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม และมุ่งหวังผลประโยชน์การค้าเป็นสำคัญล้วนมีสารพิษชนิดใดชนิดหนึ่งที่เจือปนอยู่ทั้งนั้น นับเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างยิ่งของมนุษย์ยุคปัจจุบันที่ไม่อาจสืบทราบที่มา ตลอดจนเส้นทางการเดินทางของอาหารที่ตนทานได้ หนทางป้องก้น จึงควรที่จะหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อน หรือใช้วิธีการบริโภคอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อน หรือใช้วิธีการรับประทานอาหารเหล่านี้หมุนเนียนสับเปลี่ยนทานอาหารให้ได้หลากหลายประเภทโดยไม่ซ้ำหน้ากันก็จะช่วยลดความเสี่ยงสะสมในการรับและสะสมสารพิษภายในร่างกายลงได้ ส่วนการรณรงค์ให้ผู้ประกอบการ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมีนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลายาวนาน ที่มาข้อมูลและภาพ eduzones.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 26, 2013, 07:53:54 AM มาใส่ใจ "สมอง" ด้วยอาหารกันเถอะ
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img1/147699.jpg) การรับประทานอาหารนั้นแน่นอนว่าย่อมสัมพันธ์กับการทำงานของสมอง อันที่จริงแล้วมีคนถึงกับกล่าวว่า สมองเป็นอวัยวะที่ตะกละตะกลามที่สุดในร่างกายของเราเลยทีเดียว สิ่งที่เรากินจึงส่งผลกระทบไปยังความคิด และพฤติกรรมของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักวิชาการด้านอาหารของญี่ปุ่นแนะนำว่า ในหนึ่งวันควรแบ่งมื้ออาหารออกเป็น 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น และรักษาความสมดุลในแต่ละมื้อให้ดี เพราะด้วยความเร่งรีบในชีวิตประจำวันของคนสมัยใหม่ทำให้หลายๆ คนงดมื้อเช้า หรือบางคนห่วงสวย ต้องการลดอาหารก็จะงดมื้อเย็นเสีย ทำให้สมองไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ขณะที่ช่วงพักกลางวัน บ่อยครั้งที่สาวออฟฟิศจะบอกตัวเองว่างานยุ่ง ไม่ต้องลงไปพักก็แล้วกัน แต่การพักกลางวันนั้นอันที่จริงไม่ได้เป็นการพักรับประทานอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการพักสมองของคุณด้วย ในหนึ่งชั่วโมงนี้ร่างกายควรได้รับทั้งสารอาหารและออกซิเจนอย่างเพียงพอ (อากาศจากเครื่องปรับอากาศในตึกมีออกซิเจนไม่เพียงพอต่อชีวิตนับหมื่นในตึก) เพื่อให้การทำงานในช่วงบ่ายเป็นไปได้อย่างกระปรี้กระเปร่า ไม่หงุดหงิดง่าย สำหรับอาหารที่รับประทานนั้นก็ควรงให้ครบห้าหมู่ มีทั้งเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ โดยเฉพาะท่านที่ย่างเข้าสู่วัยกลางคนก็ควรเลือกรับประทานเนื้อสัตว์จำพวกปลามากกว่าเนื้อหมูหรือวัวที่ย่อยยาก มิฉะนั้นจะทำให้ง่วงในช่วงบ่าย เพราะร่างกายต้องทุ่มเทพลังงานให้กับการย่อยมากเกินไป วิตามินที่ช่วยบำรุงสมองนั้นได้แก่ วิตามิน B1 B6 และ B12 ช่วยดูแลการทำงานของสมอง นอกจากนี้ B12 ยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ วิตามิน A เป็นอาหารสมอง ส่วนวิตามินC และ E ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โคเอนไซม์ คิว10 ช่วยรักษาสมดุลในการทำงานของสมอง สำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อสมองเหล่านี้ ได้แก่ เห็ด ถั่ว ข้าวซ้อมมือ ผัก และผลไม้ ส่วนจังค์ฟู้ด หรืออาหารขยะที่ชาวอเมริกันนิยมกันนั้นอาจทำให้สมองของคุณด้อยประสิทธิภาพลงเร็วกว่าที่ควร ขอเสริมอีกนิดอย่างที่ได้กล่าวกันไปแล้วว่า ออกซิเจนนั้นเป็นหนึ่งในอาหารสมองที่สำคัญ แต่หลายๆ คนมักหายใจอย่างไม่มีประสิทธิภาพ บางท่านอาจจะงงว่าเราก็หายใจกันอยู่ทุกวินาที ไฉนจึงบอกว่าไม่มีประสิทธิภาพ แต่อย่าลืมว่าเราเพียงหายใจตามความเคยชินของตัวเองเท่านั้น ยกตัวอย่างสาวบางคนติดจะแขม่วหน้าท้องไว้เสมอ ก็จะทำให้หายใจไม่ลึก แถมมนุษย์ยุคใหม่ยังมีแนวโน้มจะหายใจถี่ สั้น ตามการดำรงชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้ร่างกายไม่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ เรื่องการฝึกหายใจจึงเริ่มมีคนให้ความสนใจมากขึ้น ทุกเช้าหลังตื่นนอนให้ฝึกหายใจลึกๆ 5-10 ครั้ง ก็นับเป็นการเริ่มต้นวันที่ดี อ้อ! การนั่งสมาธิก็เป็นการฝึกหายใจได้ดีอีกวิธีหนึ่งนะคะ ไม่ว่าใครก็อยากมีสมองที่ดี ทำงานให้กับเราอย่างซื่อสัตย์ ยืนยาวกันทั้งนั้น มาเริ่มเอาใจใส่ ‘สมอง’ ของตัวเองและคนรอบข้างเสียแต่วันนี้เถอะค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 26, 2013, 07:55:51 AM กินยาลดความดันให้ถูกวิธี
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/147872.jpg) ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบได้บ่อย และจำเป็นจะต้องรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย โรคไต หรือหลอดเลือดในสมองแตก เป็นต้น การรักษาโรคความดันโลหิตสูงนั้น มีทั้งการรักษาโดยใช้ยาและไม่ใช่ยาประกอบกัน หากผู้ป่วยต้องทานยาลดความดันโลหิต ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ยาดังกล่าว ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารด้านยา โรงพยาบาลเวชธานี ให้ข้อมูลว่า การทานยาลดความดันโลหิต ควรทานยาสม่ำเสมอ ไม่หยุดยา หรือปรับขนาดยาขึ้น ลง เอง ผู้ป่วยหลายท่านเมื่อทานยาไประยะหนึ่งแล้วความดันโลหิตลดลง และไม่มีอาการผิดปกติอะไร อาจเข้าใจว่าหายแล้ว ไม่มีอันตราย จึงหยุดทานยาไปเอง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรัง ไม่หายขาด ต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง การทานยาแล้วความดันโลหิตลดลงมาเป็นปกติแสดงว่าควบคุมความดันโลหิตได้ดี ลดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ แต่หากหยุดยาเมื่อใด ความดันโลหิตจะกลับมาสูงอีกและอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ นอกจากนี้ หากมีเพื่อนหรือคนรู้จักแนะนำยา หรืออาหารเสริมที่ระบุว่ามีผลดีในการลดความดัน ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อน ไม่ควรเปลี่ยนยาหรือรับประทานยาเพิ่มเอง เนื่องจากการได้รับยาลดความดันโลหิตมากเกินไปอาจทำให้ความดันลดต่ำจนเป็นอันตรายได้ อย่างไรก็ตาม การทานยาลดความดันโลหิตนั้น ควรทานในเวลาเดิมทุกวัน เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ควบคุมความดันได้อย่างสม่ำเสมอ เช่น ทานยาตอนเช้า ก็ควรทานตอนเช้าทุกวัน ไม่เปลี่ยนเป็นบางวันเช้า บางวันเย็น บางวันก่อนนอน เป็นต้น ส่วนจะทานยาก่อนหรือหลังอาหารนั้น ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของยาแต่ละชนิด ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรให้เข้าใจก่อนเริ่มทาน กรณีลืมทานยา หากยังมีเวลาอีกนานกว่าจะถึงมื้อถัดไปให้ทานทันทีที่จำได้ แต่หากอีกไม่นานจะถึงมื้อถัดไปให้มื้อถัดไปตามปกติ ไม่ต้องทานเพิ่มเป็น 2 เท่า เพราะจะทำให้ความดันลดต่ำลงอย่างมาก และอาจเกิดอาการหน้ามืด เป็นลมได้ สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาลดความดันโลหิตในกลุ่มยาขับปัสสาวะ จะทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ โดยทั่วไปหากทานวันละ 1 ครั้ง ควรทานตอนเช้า แต่หากต้องทานวันละ 2 ครั้ง ควรทานตอนเช้าและกลางวัน ไม่ควรทานตอนเย็นหรือก่อนนอน เพราะจะทำให้ต้องลุกมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยครั้ง นอกจากการทานยาแล้ว ผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมด้วยเพื่อให้ควบคุมความดันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น หากผู้ป่วยมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน การลดน้ำหนักสามารถลดความดันโลหิตได้ 5-20 มิลลิเมตรปรอท ต่อการลดน้ำหนักตัว 10 กิโลกรัม ควรทานผัก ผลไม้ให้มาก เพื่อลดปริมาณไขมันในอาหารโดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว ลดทานเกลือโซเดียมให้น้อยกว่า 6 กรัมของโซเดียมคลอไรด์ต่อวัน ควรออกกำลังกายชนิดแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็วๆ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน และเกือบทุกวัน จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 2 ดริ้งค์ ต่อวันในผู้ชาย และไม่เกิน 1 ดริ้งค์ ต่อวันในผู้หญิงและคนน้ำหนักน้อย (1 ดริ้งค์ เทียบเท่ากับ 44 มิลลิลิตร ของสุรา 40% หรือเท่ากับ 355 มิลลิลิตร ของเบียร์ 5% หรือ 148 มิลลิลิตร ของเหล้าองุ่น 12%). หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 26, 2013, 08:00:31 AM จัดการสิ่งแปลกปลอมเข้าตา
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/147695.jpg) แม้ว่าดวงตาจะอยู่ในเบ้าตา ซึ่งมีโครงกระดูกปกป้องภยันตรายอย่างดี มีหนังตาคอยปิดป้องกันฝุ่นละอองหรืออันตรายอื่นๆ แต่อุบั ติเหตุหรือความประมาทเลินเล่อก็อาจจะเป็นเหตุให้มีสิ่งแปลกปลอมมาสัมผัสกับดวงตาได้เสมอ ความรู้เรื่องวิธีการดูแลเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น สิ่งแปลกปลอมที่เยื่อบุตาขาว มักจะเกิดจากวัตถุเล็กๆ ปลิวเข้าตา เช่น ฝุ่นละออง เศษดิน ปีกแมลง เศษผง ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการเจ็บตา ระคายเคืองตาทันที แต่บางครั้งอาการอาจจะไม่มากนัก พอที่จะลืมตาได้เอง วิธีดูแลเบื้องต้น ใช้ไฟฉายส่องดูว่ามีเศษวัสดุติด อยู่บริเวณไหนของเยื่อบุตา ส่วนวิธีที่เอาออกง่ายๆ คือ การลืมตาในน้ำหรือล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที หากอาการเคืองยังไม่หาย และเห็นวัสดุแปลกปลอมอยู่ ให้ใช้ไม้พันสำลีสะอาดเขี่ยออก แต่ถ้าเศษวัสดุนั้นติดแน่นอาจใช้คีมขนาดเล็กๆ คีบออก หรือหากมีเข็มอาจใช้เข็มค่อยๆ เขี่ยออก เพราะโดยปกติเยื่อบุตาขาวจะไม่ค่อยไวต่อความรู้สึก เมื่อเอาเข็มเขี่ยจะเจ็บไม่มาก จึงพอทำได้โดยไม่ต้องใช้ยาชาหยอด แต่ถ้ามียาชาชนิดหยอดช่วยจะทำให้เขี่ยออกได้ง่ายขึ้น หากเขี่ยไม่ออกหรือเมื่อเอาออกแล้วยังเจ็บเคืองตามาก ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ อนึ่ง มีเศษผงบางชนิดอาจติดที่เยื่อบุตาใต้หนังตา ซึ่งต้องพลิกหนังตาถึงจะเห็นผง ดังนั้นหากเอาไฟฉายส่องแล้วไม่พบเศษผง แต่ผู้ป่วยยังเจ็บเคืองตาอยู่ โดยเฉพาะเวลากระพริบตา ควรต้องพลิกหนังตาดูว่ามีเศษผงติดอยู่ด้านในหรือไม่ หากพบก็มักใช้ไม้พันสำลีเขี่ยออกได้ไม่ยาก เศษผงติดที่กระจกตาหรือตาดำ หากมีเศษผงติดอยู่ที่บริเวณนี้ ผู้ป่วยมักจะมีอาการเจ็บและเคืองตามากทันที ด้วยเหตุที่กระจกตามีประสาทรับความรู้สึกมากกว่าเยื่อบุตา โดยเศษผงที่มักติดอยู่ที่กระจกตาอาจเป็นเศษเหล็ก ซึ่งผิวขรุขระจึงเกาะและฝังอยู่ที่กระจกตาได้ง่าย และหากปล่อยทิ้งไว้จะมีสนิมเหล็กรอบๆ ในเวลาต่อมา หรืออาจจะเป็นแมลงปีกแข็ง โดยปีกอาจฝังอยู่และเกาะแน่น เช่นเดียวกับเศษไม้ที่มีขอบคมก็อาจฝังอยู่ได้ โดยวัตถุที่มีสีคล้ำอย่างเศษเหล็ก ปีกแมลง จะมองเห็นได้ง่ายด้วยไฟฉาย แต่หากเป็นวัสดุสีใส เช่น แก้วหรือพลาสติกอาจมองเห็นได้ยาก ต้องใช้ไฟฉายส่องหลายๆ มุม จึงจะมีเงาให้เห็น วิธีดูแลเบื้องต้น หากพบหรือสงสัยว่ามีเศษผงติดที่กระจกตาให้ลองใช้น้ำสะอาดล้าง แต่หากจะลองเขี่ยออกเองต้องใช้ยาชาหยอดก่อน มิเช่นนั้นจะทำได้ยาก ถ้าไม่แน่ใจควรไปพบแพทย์จะปลอดภัยกว่า เพราะบางครั้งการเขี่ยผงที่ตาดำกันเองอาจเป็นเหตุให้ผงฝังลึกลงไปอีก ซึ่งจะเขี่ยออกได้ยากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ แม้จะเอาผงที่ติดอยู่ที่กระจกตาออกได้แล้ว ก็ต้องคอยสังเกตอาการ เนื่องจากอาจมีการติดเชื้อตามมาได้ โดยแผลติดเชื้อของกระจกตาเป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะอาจทำให้ตาบอดได้ถ้ารักษาไม่ถูกต้อง และมักพบในผู้ที่มีประวัติผงเข้าตานำมาเสนอ สารเคมีเข้าตา โดยอาจจะเป็นสารเคมีอ่อนๆ เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ แก๊สน้ำตาหรือวัตถุอันตรายที่รุนแรงกว่า เช่น น้ำกรดจากแบตเตอรี่รถยนต์ เป็นต้น หากสารเคมีที่เข้าตาเป็นสารเคมีอ่อนๆ ก็อาจทำลายเฉพาะผิวๆ ได้แก่ เยื่อบุตาหรือผิวหน้าของกระจกตาเท่านั้น แต่ถ้าเป็นกรดหรือด่างที่เข้มข้นก็อาจจะทะลุทะลวงผ่านกระจกตาเข้าไปทำลายสิ่งที่อยู่ภายในดวงตาอย่างม่านตา แก้วตา และก่อให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงภายในดวงตาถึงขั้นทำให้ตาบอดได้ โดยความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับดวงตาขึ้นอยู่กับ • ขนาดพื้นผิวตาที่มีสัมผัสและระยะเวลาที่สารเคมีอยู่ในตา • ชนิดของสารเคมี โดยทั่วไปด่างจะรุนแรงกว่ากรด และยิ่งสารเคมีมีความเข้มข้นมากก็จะยิ่งมีอันตรายมาก • ความลึกที่สารเคมีซึมผ่าน โดยด่างจะมีความสามารถในการทะลุทะลวงได้ลึกกว่ากรด • บริเวณที่สัมผัสสารเคมี หากเป็นบริเวณตาขาวต่อตาดำจะมีโอกาสถูกสารเคมีทำลายมาก และกระจกตาจะหายคืนสู่สภาพปกติได้ยาก เพราะเป็นบริเวณของ Stem Cell ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์บุผิวกระจกตา สำหรับอันตรายของสารเคมีที่ควรระวัง ได้แก่ สารเคมีประเภทด่าง - NH4OH เป็นด่างที่ทำลายดวงตาได้รุนแรงที่สุด เพราะสามารถซึมผ่านกระจกตาได้ทันทีและรวดเร็ว NH4OH มักอยู่ในรูปของแอมโมเนียที่พบได้ในปุ๋ย สารทำความเย็น สารทำความสะอาด ซึ่งเมื่อรวมกับน้ำจะเกิดไอระเหยของ NH4OH ซึมเข้าตาอย่างรวดเร็ว และทำอันตรายต่อดวงตาได้มาก - โซดาไฟ (NaOH) พบในน้ำยาทำความสะอาดล้างท่อ เป็นด่างที่รุนแรงมาก - แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ เป็นด่างที่มีอยู่ในดอกไม้ไฟ ไม่ค่อยรุนแรง แต่อาจมีผลเสียจากความร้อนได้ - ปูนขาว ปูนซีเมนต์ ปูนฉาบผนัง เป็นสาร Ca (OH)2 อันตรายจากสารเคมีประเภทนี้มักเกิดขึ้นบ่อยกับช่างปูน โดยมักมีความรุนแรงมากขึ้น ถ้ายังมีเศษปูนค้างอยู่ สารเคมีประเภทกรด - กรดซัลฟูริค (H2SO4) พบในแบตเตอรี่รถยนต์ น้ำยาทำความสะอาดในภาคอุตสาหกรรม มีอันตรายต่อตาปานกลาง - กรดซัลฟูรัส (H2SO3) มาจากสารที่ใช้กันบูดในผักหรือผลไม้ โดยถ้ารวมกับน้ำจะได้ซัลเฟอร์ ซึ่งซึมเข้าตาได้ง่าย - กรดกัดกระจก (HF) มีในสารขัดกระจก กลั่นแร่ การปรับคุณภาพน้ำมันเบนซิน การผลิตซิลิโคน - กรดน้ำส้ม ได้แก่ น้ำส้มสายชู กรดอะเซติคในน้ำแข็ง มีความรุนแรงไม่มากนัก - กรดโครมิค พบในอุตสาหกรรมชุบโครเมี่ยม ทำให้เยื่อบุตาขาวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล - กรดเกลือ ที่ใช้เป็นสารละลาย วิธีดูแลเบื้องต้น การรู้แหล่งที่มาของสารเคมีต้นเหตุและความรุนแรงของอุบัติเหตุ จะช่วยในการประเมินความเสียหายต่อดวงตา เช่น คุณแม่บ้านถูกน้ำส้มสายชูกระเด็นเข้าตาน่าจะเกิดจากกรดน้ำส้มที่ไม่ค่อยรุนแรง เมื่อเทียบกับคนงานล้างท่อถูกน้ำยาล้างท่อกระเด็นเข้าตา ซึ่งน่าจะเกิดจากโซดาไฟที่เป็นด่างอันตรายรุนแรง สำหรับวิธีการดูแลอันดับแรกที่ต้องทำด่วนคือ การขจัดสารเคมีออกจากตาโดยเร็วที่สุด โดยการล้างตาด้วยน้ำสะอาดที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ล้างบ่อยๆ และนานพอ รวมถึงต้องไปพบแพทย์ ซึ่งมักจะต้องล้างตาซ้ำอีก เพื่อล้างทุกซอกให้สารเคมีหมดไปจากตา แล้วประเมินพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นเพื่อการรักษาต่อไป หากเป็นสารเคมีที่ไม่รุนแรง เช่น น้ำส้มสายชู หรือน้ำยาล้างจานกระเด็น การล้างตาอาจทำให้หายเป็นปกติได้โดยเร็ว อย่าเข้าใจผิดว่า ถ้ากรดเข้าตาต้องเอาด่างเข้าไปล้างเด็ดขาด เพราะจะเกิดการทำลายอย่างรุนแรงจากสารเคมีทั้ง 2 ตัว ร่วมกับถูกความร้อนที่เกิดขึ้นทำลายตามากขึ้นไปอีก สิ่งแปลกปลอมภายในลูกตา มักจะเกิดจากอุบัติเหตุที่รุนแรงที่ทำให้เกิดแผลฉีกขาดของลูกตา โดยอาจจะเป็นการฉีกขาดของกระจกตาหรือ ตาขาว ทำให้เศษวัสดุแปลกปลอมผ่านรูฉีกขาดเข้าไปฝังอยู่ภายในลูกตา การบาดเจ็บลักษณะนี้มักจะมีประวัติชัดเจน เช่น เกิดจากการตอกตะปู โดนระเบิด ทำให้มีอาการเจ็บปวดและตามัวลง รวมถึงควรตรวจพบรอยฉีกขาด แต่ในบางครั้งรูที่ขาดอาจเล็กมากและแผลปิดได้เอง หรือถ้าเป็นเศษเหล็กชิ้นเล็กๆ ในตอนแรกอาจไม่มีอาการอะไรเลย วิธีการดูแล หากมีประวัติว่าตอกตะปูแล้วคล้ายมีอะไรกระเด็นเข้าตา ต้องได้รับการตรวจตาจากแพทย์อย่างละเอียด หรือในบางครั้งอาจต้องใช้เอ็กซเรย์ช่วยตรวจว่ามีเศษเหล็กฝังอยู่หรือไม่ โดยหากเศษวัสดุที่ฝังอยู่ในตาเป็นเหล็กหรือทองแดงก็จำเป็นต้องเอาออก เพราะตาจะอักเสบรุนแรงหากทิ้งไว้ และทำให้ตาบอดได้ในภายหลัง เนื่องจากทั้งเหล็กและทองแดงจะทำลายภายในดวงตาได้ ต่างจากทองคำ เช่น ตะกั่ว อาจจะไม่เกิดปฏิกิริยามากนัก ถ้าฝังอยู่ในที่ไม่อันตรายอาจปล่อยทิ้งไว้ในตาได้ อย่างไรก็ตาม การมีวัสดุแปลกปลอมภายในตาทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เพราะวัสดุดังกล่าวจะนำเอาเชื้อโรคเข้าไปด้วย จึงต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างเคร่งครัด หรือหากสงสัยว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าตาต้องไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจหาอย่างละเอียด หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 26, 2013, 08:02:14 AM ความลับในกระป๋องน้ำอัดลม
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/147855.jpg) รู้หรือไม่ว่าน้ำอัดลมที่เรากินๆ กันเข้าไป มันมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง ส่งผลต่อร่างกายเราอย่างไรบ้าง... สัดส่วนของเครื่องดื่มอัดลมกระป๋อง นอกจากจะมีโซดาเป็นส่วนประกอบใหญ่ที่ให้แคลอรี 150 แคลอรี ยังมีน้ำตาล 10 ช้อนโต๊ะ มีกาเฟอีนอยู่ตั้งแต่ 30-55 มิลลิกรัมอีกด้วย และมีสิ่งที่ผู้ผลิตแถมมาให้เราอีกก็คือ สีผสมอาหารและสารซัล ไฟต์ (สารกันบูดประเภทหนึ่ง) ซึ่งส่วนประกอบทั้งหมดสามารถส่งผลร้ายต่อสุขภาพของเราทั้งหมด 13 ข้อ ได้แก่... - ความดันโลหิต - ภาวะคอเลสเตอรอลสูง - ระบบย่อยอาหารทำงานแย่ลง - ฟันผุ - กระดูกบางลง - ภาวะร่างกายขาดน้ำ - ตับถูกทำลาย - โรคเบาหวาน - โรคอ้วน - อาการแสบร้อนกลางอก - ไตถูกทำลาย - โรคข้อ - โรคมะเร็ง รู้อย่างนี้แล้ว หันมาสั่งน้ำเปล่ากันดีกว่าไหม.... น้ำผลไม้แบบเป็นกล่อง มีคุณค่าหรือเปล่า ที่มา...สุขกายสบายใจ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 26, 2013, 08:05:08 AM อาหารดิบ...ดีจริงหรืออันตราย?
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/147841.jpg) เนื้อกึ่งดิบ หรือซาซิมินี่มันช่างหวานนุ่ม แต่กินแล้วมันดีกว่าอาหารปรุงสุกตรงไหน และอันตรายอย่างไร เป็นสิ่งที่คุณไม่รู้ไม่ได้ เขาอ้างกันว่า อาหารดิบนั้นมีเอนไซม์และสารอาหารจากธรรมชาติที่ดีต่อร่างกายที่สุด พร้อมกับช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ด้วย แต่ความจริงคืออะไร ลองไปดูกัน ทฤษฎีของอาหารดิบ เทคนิคการกิน Raw Food Diet นั้นมีหลากหลายมาก และคุณก็สามารถคิดค้นได้ด้วยตัวเองเสียด้วยซ้ำ โดยปกติแล้วร้อยละ 75-80 ของอาหารที่คุณกินจะมาจากพืช และไม่ปรุงด้วยความร้อนเกิน 115 องศาฟาเรนไฮต์ มีคนน้อยมากที่กินอาหารดิบจริง ๆ โดยนอกจากผักแล้วก็ยังเลือกกินซาซิมิ ปลาดิบ และเนื้อสัตว์ดิบบางชนิดได้ และคุณก็สามารถกินผักและผลไม้สดได้ อย่างหน่ออ่อนของพืช เมล็ดพืช และถั่ว รวมถึงเม็ดมะม่วงหิมพานต์ น้ำผลไม้สด น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ และธัญพืช สารอาหารและแร่ธาตุจากอาหารดิบ ไขมัน : ด้วยความที่อาหารดิบจะเน้นผักกับผลไม้ ปริมาณไขมันที่รับจึงอยู่ระหว่างร้อยละ 20-35 ของปริมาณแคลอรี่ทั้งหมดที่ควรได้รับจากไขมันในแต่ละวัน ข้อดีคือไขมันเหล่านี้จะเป็นพวกไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีอีกด้วย โปรตีน : แม้จะไม่ได้กินเนื้อสัตว์มากมาย แต่โปรตีนก็ยังอยู่ในระดับพอดีๆ ด้วยผักใบเขียว เมล็ดพืช และถั่ว คาร์โบไฮเดรต : ไม่มากและไม่น้อยเกินไป เกลือ : ต้องแยกระหว่างการกินอาหารแบบ Raw Food กับอาหารญี่ปุ่น โดยอย่างแรกนั้นคุณจะพบว่า การบริโภคเกลือน้อยลงมากและอยู่ในปริมาณที่แนะนำคือ โซเดียมไม่เกินวันละ 2,300 มิลลิกรัม (ยกเว้นผู้สูงอายุผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรัง ซึ่งจำกัดไว้ไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม) ในทางตรงกันข้ามการใช้โชยุอาจทำให้ระดับโซเดียมพุ่งสูงขึ้นได้ง่ายๆ สารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ ใยอาหาร : ไม่ต้องห่วงเรื่องใยอาหาร หากคุณกินผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว และเมล็ดพืชเป็นหลัก เพราะอาหารเหล่านี้มักจะมีใยอาหารสูงอยู่แล้ว ดังนั้น คุณน่าจะได้รับใยอาหารในปริมาณที่เหมาะสมคือ 22-34 กรัมต่อวัน โพแทสเซียม : สารอาหารชนิดนี้มีความจำเป็นต่อการควบคุมระดับความดันโลหิต ลดความเสื่อมของมวลกระดูก และลดโอกาสเกิดนิ่วในไต อย่างไรก็ดี การกินโพแทสเซียมให้ได้ปริมาณ 4,700 มิลลิกรัมต่อวันนั้นค่อนข้างยาก (แม้กล้วยจะมีโพแทสเซียมสูง แต่นั่นก็หมายความว่าคุณต้องกินประมาณ 11 ผลต่อวัน) แคลเซียม : แคลเซียมไม่ได้จำเป็นสำหรับกระดูกเท่านั้น แต่ยังสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดและการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งการกินอาหารดิบอาจทำให้คุณได้รับแคลเซียมน้อยเกินไปก็ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเลือกกินคะน้า ผักใบเขียว แอพริคอตแห้ง เพื่อช่วยทดแทน วิตามินบี 12 : ผู้ใหญ่ควรได้รับสารอาหารชนิดนี้ อย่างน้อย 2.4 ไมโครกรัม มันจำเป็นอย่างมาก ต่อกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของเซลล์ อย่างไรก็ดี วิตามินบี 12 พบในเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่ แม้ยีสต์ธรรมชาติอาจจะพอช่วยชดเชยได้บ้าง แต่การกินแคปซูลเสริมก็อาจจำเป็นเช่นกัน วิตามินดี : ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รับแสงแดดมากพอ จำเป็นจะต้องได้รับวิตามินดีอย่างน้อย 15 ไมโครกรัมต่อวัน อาหารดิบช่วยลดโรคหัวใจจริงหรือ ยังไม่มีรายงานชัดเจน แต่การกินอาหารดิบอาจจะมีผลดีก็ได้ เนื่องจากการกินปลา ผัก และผลไม้ ถือว่ากินไขมันอิ่มตัวน้อยมาก โดยในปี 2005 วารสาร Nutrition เคยตีพิมพ์ผลการศึกษาว่า ผู้ใหญ่ 201 คนที่กิน Raw Food Diet เป็นเวลาสองปีจะมีระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมลดลง มีเพียง 14% ที่มีระดับ LDL สูง ในขณะที่ไม่มีใครมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงเลย ผลกับโรคเบาหวาน ยังไม่มีรายงานชัดเจนเช่นกัน สิ่งที่เราควรทราบคือ การมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นจากการได้รับแคลอรี่ (ไม่ว่าแคลอรี่นั้นจะมาจากไหนก็ตาม) จะทำให้ระดับภาวะการต้านอินซูอินเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในทางกลับกัน การลดน้ำหนักและรักษาให้อยู่ในระดับนั้นเอาไว้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นเบาหวานได้ Sushi Pros & Cons ข้อดี โดยทั่วไปแล้วซูชิจะให้โปรตีนคุณภาพดี แต่แคลอรีต่ำ มันมีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลอยู่น้อยมากจึงดีต่อหัวใจของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแซลมอน ซึ่งมีโอเมก้า-3 อยู่สูง เช่นเดียวกับปลาทูน่า ส่วนตัวสาหร่ายยิ่งเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย เช่น ไอโอดีน ซึ่งจำเป็นต่อระบบฮอร์โมนที่ปกติ นอกจากนี้ คุณยังได้แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และไฟโตนิวเทรียนต์ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากซูชิแล้ว น้ำส้มสายชูที่ใช้ในการทำซูชิก็มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรียเช่นกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมน้ำส้มสายชูถึงถูกใช้ในการถนอมอาหารมาตั้งแต่โบราณ มันช่วยเรื่องการขับถ่าย ลดความเสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูง และช่วยให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วยไม่มากก็น้อย ข้อเสีย แคลอรี่แอบแฝง เพราะเครื่องปรุงส่วนใหญ่ของซูชิจะถูกม้วน หรือปั้นเป็นชิ้นเล็ก บางทีคุณก็อาจจะลืมไปว่า มันมีแคลอรี่มากขนาดไหน อย่างเช่น ซูชิทูน่าอาจมีน้อยกว่า 200 แคลอรี่ก็จริง แต่ถ้ารวมมายองเนส เทมปุระ หรือซอสอื่น ๆ คุณก็จะได้แคลอรี่เพิ่มขึ้นอีกมากโข (ซอสถั่วเหลือง มีแคลอรี่ต่ำก็จริง แต่มีโซเดียมสูง) ระดับปรอท : แหล่งน้ำเปิด อย่างเช่น แม่น้ำ ทะเลสาบ และทะเล จะทำให้ปลาปนเปื้อนปรอท สารพิษต่อระบบประสาทที่เป็นที่รู้จักดี บรรดาปลานักล่าตัวใหญ่จะมีระดับปรอทสูงสุด รวมถึงปลาทูน่าที่พบในซูซิ ดังนั้น เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ หรือคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์ควรอยู่ห่างจากปลาดิบเหล่านี้ Expert’s Corner ภัยแฝงจากอาหารดิบ ปลาดิบ ลาบ หลู้ อันตรายอย่างไร ลองมาฟัง นพ.ธวัช มงคลพร ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารและตับ ร.พ.สมิติเวช สุขุมวิท การกินอาหารดิบมีอันตรายอย่างไร ภาพรวมคือ ถ้าเรากินเนื้อดิบ หรืออาหารดิบ ก็จะเสี่ยงกับการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น อาหารทะเลดิบๆ หรือแม้แต่อาหารปรุงสุกแล้วแต่ปล่อยไว้นานๆ ก็อาจจะทำให้ติดเชื้อได้ ยกตัวอย่างเช่น โรคหูดับที่เกิดจากการกินเนื้อหมูดิบปรุงไม่สุก ก็จะมีแบคทีเรียที่ทำให้หูหนวกได้ อย่างที่สองคือ ถ้าในกรณีที่เป็นเนื้อวัว หรือเนื้อหมู และมีพยาธิตัวตืดอยู่ เวลากินก็จะมีเม็ดสาคูซึ่งก็คือพยาธิที่ยังไม่โตเต็มวัย มันจะเจริญเติบโตภายในตัวเรา จนทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง อีกกรณีหนึ่งก็ในเนื้อปลาดิบ โดยเฉพาะปลาทะเล น้ำลึกจะมีพวกพยาธิตัวกลม ซึ่งจะทำให้เราเป็น Accidental Host มาอยู่ในกระเพาะ หรือลำไส้และทำให้เราเจ็บปวดได้ ทีนี้ ถ้าเป็นปลาน้ำจืด ที่ติดมาก็จะเป็นพยาธิตัวจี๊ดที่จะไชเข้าไปในผิวหนัง หากพยาธิอยู่ที่ตาก็จะสามารถไชเข้าไปได้ทุกที่ หรือบางคนเข้าไขสันหลังก็จะทำให้สมองอักเสบได้ คนเราจะรู้รึเปล่าถ้ามีพยาธิอยู่ในตัว ถ้าไม่มาตรวจก็จะไม่เจอ ขึ้นอยู่กับชนิดของพยาธิ พยาธิบางตัวต้องไปดูที่อวัยวะนั้น ๆ แต่ส่วนใหญ่ มันจะผลิตไข่ออกมากับอุจจาระ ต้องใช้วิธีตรวจอุจจาระ ซึ่งโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนจะมีการตรวจที่ละเอียด คือปั่นให้ข้นแล้วเอาที่ข้น ๆ มาตรวจดู ก็จะตรวจหาไข่ของพยาธิได้ดีขึ้น ความจริงในปัจจุบันพยาธิก็เป็นเรื่องไกลตัวพอสมควร เพราะเดี๋ยวนี้เรามีห้องน้ำในบ้าน แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่า แม่ครัวล้างมือ สะอาดพอ หรือเขามีไวรัสตับอักเสบเอหรืออีไหม? หรือว่าเขาปรุงอาหารสุกขนาดไหน ถ้าเขาปรุงไม่สุกเราจะรู้รึเปล่า? ฉะนั้น จึงอยากให้กินทุกอย่างที่ปรุงสุกแล้ว ในกรณีของเนื้อสัตว์ขอให้ปรุงสุกและใหม่ก็จะปลอดภัยกว่ามาก ส่วนผักสลัดก็ควรล้างด้วยตัวเอง โดยล้างแล้วเทน้ำทิ้ง เผื่อบางทีมีไข่ติดอยู่ และจะได้เอาสารเคมีออกไปด้วย ในกรณีที่สัตว์มีเปลือกอย่างหอยจะต้องต้มนานกว่าปกติ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือถ้ามีอาการผิดปกติก็ต้องปรึกษาแพทย์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 01, 2013, 07:52:02 AM อยากหลับสบายกินอะไรดี
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img1/148216.jpg) การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ และการกินก็ส่งผลกับการนอน แร่ธาตุและสารอาหารอะไรที่สำคัญกับการนอน แมกนีเซียมและแคลเซียม ทั้งสองธาตุนี้จะทำงานด้วยกันในการเกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หากขาดธาตุใดธาตุหนึ่งอาจจะทำให้มีตะคริวตอนกลางดึก พบว่าผ่อนคลายกล้ามเนื้อลำบากและประสาทสัมผัสตึงเครียด เราสามารถพบธาตุทั้งสองได้ในปลา ถั่ว เมล็ดพืชและผักใบเขียว แต่หากคุณต้องการแคลเซียมมากเป็นพิเศษก็น่าจะลองผลิตภัณฑ์จากนมอย่างเช่น โยเกิร์ตหรือชีสที่มีไขมันต่ำ (ความจริงแล้วนมไขมันต่ำหรือขาดมันเนยมักจะมีปริมาณแคลเซียมเท่ากับหรือ มากกว่านมธรรมดาเสียด้วยซ้ำ) ทริปโตฟาน สำคัญกับการนอนอย่างมากเพราะร่างกายจะใช้กรดอะมิโนชนิดนี้ในการสร้าง เมลาโทนิน อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ พบได้ใน กล้วย ไข่ ลูกพรุน สาหร่าย ไก่งวง และนม วิตามิน จากวิตามินทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ วิตามินบี ที่พบได้ในธัญพืชมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในแง่ของการนอน มันช่วยปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ร่างกายจะผ่อนคลายจนสามารถหลับลึก ในส่วนของวิตามินบี 6 มันจะรวมตัวกับทริปโตฟานเพื่อกระตุ้นกระบวนการนอนหลับอีกด้วย เราพบวิตามินเหล่านี้ได้จากซีเรียล เต้าหู้ ถั่ว เนื้อวัว ปลา ไก้ ไข่ หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด คะน้า และบรอคโคลี นอกจากนี้ ยังมีวิตามินอื่นๆ อย่างเช่น วิตามินเอและซี ซึ่งพบได้มากในผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ (ที่มีทั้งวิตามินซี แคลเซียม และแมกนีเซียม) กีวี่ ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลส้ม มันฝรั่งหวาน ฟักทอง และบีตรูต ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาล (กลูโคส) ในเลือดเกี่ยวข้องกับการนอนหลับออย่างมากเพราะมันจะเป็นตัวชี้ว่าระบบต่างๆ จะทำงานอย่างไร หากน้ำตาลต่ำเกินไป ฮอร์โมนจะได้รับผลกระทบ เราก็อาจจะหลับๆ ตื่นๆ หรือมีปัญหานอนไม่หลับ แต่วิธีการป้องกันก็คือ ไม่กินอาหารที่มีน้ำตาลสูง เพราะเมื่อระดับน้ำตาลที่สูงมากตอนก่อนนอน พอกลางดึก น้ำตาลก็จะตกต่ำและเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น Tip : การทำกิจวัตรซ้ำๆ ก่อนนอนทุกคืนจะช่วยเตือนให้ร่างกายรู้ว่าถึงเวลานอนแล้ว กิจกรรมที่ควรทำเป็นประจำอาจจะรวมถึงอาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ และฟังเพลงทุกคืน จากนั้นก็ปิดไฟให้ห้องมืดสนิท เท่านี้คุณก็หลับได้สบายแล้วค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 11, 2013, 09:48:27 AM 4 น้ำสมุนไพรมากประโยชน์
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/148823.jpg) น้ำสมุนไพรมากประโยชน์ 1. น้ำใบบัวบก : น้ำใบบัวบกมีวิตามินเอสูงมาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องใช้สายตาทำงานหนักอยู่เป็นประจำ เพราะจะช่วยบำรุงสายตาได้อย่างดี และยังมีแคลเซียมและวิตามินบี1 สูงกว่าผักชนิดอื่นอีกด้วย ประโยชน์อื่นๆ ของน้ำใบบัวบกคือ ใช้แก้ช้ำใน แก้ฟกช้ำดำเขียว แก้ร้อนใน บำรุงสมอง บำรุงหัวใจ ถ้าดื่มทุกวันเป็นเวลา 1 อาทิตย์จะช่วยลดความดันโลหิตได้ แก้แผลอักเสบและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว ช่วยขับปัสสาวะ 2. น้ำว่านหางจระเข้ : ประโยชน์ของว่านห่างจระเข้อยู่ที่วุ้นซึ่งมีประสิทธิภาพในการสมานแผล ทำให้แผลหายเร็ว ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่อยู่รอบๆ แผล และถ้าเอาไปทานก็จะช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้หายอ่อนเพลีย ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ แต่เนื่องจากสารสำคัญในว่านหางจระเข้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้สดๆ ดังนั้นเมื่อตัดออกมาแล้วจึงควรใช้ทันที อย่าวางทิ้งไว้ และก่อนใช้ควรล้างยางสีเหลือๆ ออกให้หมดก่อน เพื่อไม่ให้เกิดอาการคันหรือแพ้ในภายหลัง 3. น้ำลูกเดือย : เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยฟอสฟอรัส จึงช่วยบำรุงกระดูกได้ดี เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา ช่วยให้เจริญอาหารและเหมาะที่เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยที่กำลังพักฟื้น คนสมัยก่อนใช้น้ำลูกเดือยเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน บำรุงไต บำรุงกระเพาะอาหารและม้าม แก้อาหารคลื่นไส้อาเจียน และโรคท้องร่วงได้ 4. น้ำขิง : อุดมไปด้วยแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน สารเบต้าแคโรทีนในน้ำขิงสามารถช่วยต้านมะเร็งได้ และยังมีคุณสมบัติเป็นยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ คลื่นไส้อาเจียน เมารถหรือเมาเรือ ลดการจับตัวของลิ่มเลือด ช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำดีและน้ำย่อย ทำให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 11, 2013, 09:57:02 AM 14 วิธีขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อสุขภาพที่ดี
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/148805.jpg) 14 วิธีขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อสุขภาพที่ดี ไม่น่าเชื่อว่า แม้คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะกันมาก ตั้งแต่แรกเกิด แต่หลายคนไม่ทราบวิธีที่ดีที่ทำให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นปกติวันนี้จะขอเสนอ 14 อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ 1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ 2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้ 3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา 4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง 5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้ 6. อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง 7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้ 8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด 9. ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ 10. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์ 12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน . คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน 14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 11, 2013, 10:02:05 AM ภัยเงียบ...จากแป้งฝุ่นทาตัว
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/148764.jpg) ทุกครั้งหลังจากอาบน้ำให้ลูกน้อย คุณแม่ยุคก่อนจะประแป้งให้ลูก เวลาลูกมีผดผื่นเปียกชื้นก็จะประแป้ง แต่คุณแม่ยุคใหม่ปัจจุบันดูจะลดความสำคัญกับแป้งฝุ่นลงไป เพราะแพทย์ต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า "แป้งทาตัวเด็กส่วนใหญ่ไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกวัย" รศ.ดร.ไสยวิชญ์ วรวินิต ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีแป้ง (Starch Technology) และนักเทคโนโลยีดีเด่นของมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในราชูปถัมภ์ ประจำปี 2549 เผยว่า "แป้งฝุ่นโดยทั่วไปทำจากสารทัลคัม ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า Magnesium Silicate Hydroxide เนื่องจากหินแร่ทัลคัมไม่สามารถย่อยสลายเองได้ด้วยจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ "หากสูดเข้าไปทีละเล็กละน้อยเป็นเวลานานๆ เกิดการสะสมในปอด โดยที่เซลล์บุผิวปอดจะดักจับแป้งไว้เป็นก้อน ทำให้มีปัญหากับการหายใจ ถ้าเป็นเด็กทารกก็อาจทำให้ปอดอักเสบ เกิดเป็นโรคเนื้องอกในปอด (Talcosis) และเสียชีวิตได้" ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น ภัยร้ายของทัลคัมคือ เมื่อสูดดมทัลคัมเข้าไปในปอดปริมาณมาก มีผลต่อปอดทำให้เกิดอาการไอ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของภูมิแพ้ เนื่องจากแป้งทัลคัมไม่สามารถย่อยสลายได้ "นักวิทยาศาสตร์พบว่า ผู้หญิงที่ใช้แป้งกับอวัยวะเพศเพื่อลดการอับชื้น มีอัตราเสี่ยงจากการจะเป็นมะเร็งรังไข่เพิ่มขึ้น โดยอาจเป็นไปได้ที่แป้งสามารถหลงเข้าไปในร่างกายผ่านช่องคลอด มดลูก และท่อนำไข่เข้าไปสู่ช่องท้อง" รศ.ดร.ไสยวิชญ์บอกอีกว่า เนื่องจากความไม่ปลอดภัยในการใช้แป้งทัลคัม แพทย์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้แป้งทาตัวเด็กที่มีส่วนผสมของทัลคัม และเลือกใช้แป้งที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบธรรมชาติ อาทิ แป้งข้าวโพด รวมทั้งแป้งข้าวเจ้าบริสุทธิ์ นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ไทยยังพัฒนาผลิตภัณฑ์แป้งเด็กภายใต้ชื่อแบรนด์ "ไรซ์แคร์" ซึ่งมีส่วนผสมของแป้งข้าวเจ้า "เนื่องจากปลอดภัยมากกว่าแป้งทัลคัม เพราะเป็นสารอินทรีย์ย่อยสลายได้ ไม่เกิดการสะสมในปอดหรือใต้ร่มผ้า ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และลดความเสี่ยงเกิดมะเร็งรังไข่" รศ.ดร.ไสยวิชญ์ทิ้งท้าย ต่อไป เวลาซื้อแป้งคงต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อมากขึ้น ที่มา : นสพ.มติชน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 11, 2013, 10:05:17 AM อาหาร 7 อย่างที่พึงเลี่ยงเมื่อท้องว่าง
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/148808.jpg) เมื่อคนมันหิว อะไรใกล้มือก็มักจะคว้าเข้าปากกันไปก่อน ใครมีนิสัยอย่างนี้ขอให้ ลองปรับตัวเสียใหม่ เพราะอาหารบางอย่างอาจเป็นเมนูที่ไม่ ค่อยเหมาะกับร่างกายในยามนั้นได้ “7 เมนู ที่ควรหลีกเลี่ยงยามท้องว่าง” ที่จะนำมาบอกกล่าวในครั้งนี้ นำมาจากคอลัมน์ “สุข กาย” ในจดหมายข่าว “สร้างสุข” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ( สสส.) เดือนพฤษภาคม 2550 มีรายการดังต่อไปนี้ 1. เหล้า กระเทียม ทั้งสองอย่างนี้จะยิ่งกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร อักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้ 2. น้ำตาลหรืออาหารหวาน เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะจะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ส่งผลต่อการ ดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต 3. ชาแก่ จะทำ ให้กรดเกลือของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือ จาง เกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่ มีแรง 4. ลูกพลับ เป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือออกมามาก ทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร 5. กล้วย เพราะจะเพิ่มธาตุแมกนีเซียมในเลือดให้สูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียม และแมกนีเซียม เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นอันตรายต่อ สุขภาพอย่างมาก 6. ผัก เพราะหากรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้ท้องอืด 7. นมและถั่วเหลือง แม้จะอุดมด้วยโปรตีน แต่จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อกระเพาะอาหารมีสารประเภท แป้งอยู่ แถมท้ายอีกนิดว่า ขณะท้องว่างไม่ควรอาบน้ำและออกกำลังกาย เพราะอาจทำให้เกิด อาการช็อกได้ง่าย เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 11, 2013, 10:07:58 AM ไอศครีม...คุณค่าที่คุณเลือกได้
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/148821.jpg) ไอศครีมเป็นของหวานทำด้วย ครีม ไข่ กะทิ น้ำตาล ที่ทำให้แข็งด้วยความเย็น ส่วนประกอบต่าง ๆ ล้วนแต่เพิ่มน้ำหนักให้กับผู้บริโภคทั้งสิ้น จึงควรเลือกชนิดของไอศครีมที่เหมาะสมหรือหลีกเลี่ยงไอศครีมชนิดที่มีไขมันสูง และไม่ควรรับประทานบ่อย ไอศครีมที่มีขายตามท้องตลาดมีหลายชนิด การเลือกรับประทานชนิดที่เหมาะสมจะทำให้ไม่เพิ่มไขมันและน้ำหนักตัวให้เป็นปัญหาสุขภาพตามมาภายหลัง ไอศครีมชนิดต่าง ๆ มีดังนี้ ไอศครีมธรรมดา ได้แก่ ไอศครีมวานิลลา กาแฟ ช็อคโกแลต ไอศครีมประเภทนี้ทำจามครีม ซึ่งเป็นไขมันจากนม นมผง (Milk Solids) และมีการปรุงแต่งรสชาติ ไอศครีมเหล่านี้มีไขมันจากนม อย่างน้อยร้อยละ 10 และมีนมผงอย่างน้อยร้อยละ 20 ไอศครีมนม (Ice Milk) มีไขมันจากนมอยู่ระหว่างร้อยละ 2-7 และมีนมผงอย่างน้อยร้อยละ 11 ไอศครีมเชอร์เบท (Sherbet) เป็นไอศครีมที่ไม่มีไขมันจากนมเนย และมีนมผงอยู่ระหว่าง 2-5 นอกจากนี้สิ่งที่แตกต่างจากไอศครีมอื่น ๆ ก็คือ ไอศครีมเชอร์เบทจะมีรสเปรี้ยว ซึ่งเกิดจากกรดผลไม้ที่อยู่ในส่วนผสม โดยทั่วไปไอศครีมเชอร์เบทจะมีกรดอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.35 ไอศครีมโยเกิร์ต (Frozen Yogurt) เป็นไอศครีมที่ทำจากโยเกิร์ตและเติมส่วนผสมอื่น ๆ เช่น ผลไม้ เจลาตินลงไป ปริมาณไขมันในไอศครีมประเภทนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของโยเกิร์ตที่นำมาทำไอศครีม ไอศครีมกะทิ เป็นไอศครีมที่มีการทดแทนไขมันจากนมด้วยกะทิ เป็นไอศครีมแบบไทย ๆ ที่มีความหวานมันและรสชาติอร่อย ไอศครีมกะทิสามารถเติมส่วนประกอบอื่นได้หลากหลาย เช่น ไอศครีมลอดช่อง ไอศครีมเผือก ไอศครีมถั่วดำ ไอศครีมเหล่านี้ไม่มีสูตรการทำที่แน่นอน ปริมาณไขมันจึงแตกต่างกันไปตามปริมาณกะทิที่ผู้ผลิตใส่ลงไป ไอศครีมหวานเย็น ทำจากน้ำหวานหรือน้ำผลไม้แช่แข็ง ไอศครีมชนิดนี้ไม่มีไขมันเป็นส่วนประกอบเลย หลายคนคงไม่ปฏิเสธว่าไอศครีมชนิดไหนก็อร่อยทั้งนั้น แต่สิ่งที่ต้องระวังในการบริโภคก็คือ ไอศครีมแต่ละชนิดมีไขมันเป็นส่วนประกอบ ทั้งไอศครีมจากนมและกะทิ ซึ่งมีผลทำให้ระดับคลอเรสเตอรอลสูงขึ้นได้ ผู้ที่มีปัญหาทางด้านโภชนาการ จึงควรพิจารณาเลือกรับประทานไอศครีมตามความเหมาะสมดังนี้ ผู้ที่มีระดับคลอเรสเตอรอลสูง ควรเลือกไอศครีมที่มีส่วนผสมของไขมันน้อย หรือเลือกไอศครีมที่ไม่มีไขมันเลย เช่น ไอศครีมเชอร์เบท หรือไอศครีมหวานเย็น ผู้ที่มีไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ควรรับประทานไอศครีมเป็นครั้งคราว และจำกัดปริมาณไอศครีมทุกชนิด เนื่องจากส่วนผสมของไขมันและน้ำตาลที่มีอยู่ในปริมาณมาก มีผลทำให้ระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ใสเลือดสูงขึ้นได้ ผู้ที่เป็นเบาหวาน ควรเรียนรู้เรื่องการแลกเปลี่ยนอาหาร โดยปริมาณของไอศครีมขนาดเท่ากับ 1 ลูกปิงปอง จะเท่ากับข้าวครึ่งทัพพี และไขมันหรือน้ำมัน 1 ช้อนชา ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ควรหลีกเลี่ยงไอศครีมที่มีไขมันสูง หากจะรับประทานไอศครีมให้เลือกไอศครีมเชอร์เบท หรือไอศครีมหวานเย็นและรับประทานเป็นครั้งคราว "ไอศครีมของหวานรสชาติอร่อย ถูกปากถูกใจ และยังให้ความสดชื่นแก่ผู้บริโภค แต่ก็ต้องระมัดระวังรู้จักเลือกชนิดให้เหมาะกับร่างกายด้วย จะได้ทั้งความอร่อยและไม่เสียสุขภาพ" หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 13, 2013, 10:20:28 AM รู้โรคจากกลิ่นลมหายใจ
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/148918.jpg) สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามนั่นคือ กลิ่นปาก หรือกลิ่นลมหายใจ ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ ที่ทำให้เราสูญเสียความมั่นใจเท่านั้น ยังสามารถสื่อถึงอาการของโรคต่างๆ ที่แอบแฝงในร่างกายเราได้ ดังนั้นคนที่มีกลิ่นปากหรือกลิ่นลมหายใจเหม็น หรือผิดปกติ คุณควรให้ความใส่ใจดูแลบ้าง กลิ่นแบบไหน สื่อถึงโรคใด กลิ่นลมหายใจ มีกลิ่นคล้ายเนย ระวัง ... โรคไซนัสอักเสบ กลิ่นลมหายใจ คล้ายผลไม้หอมหวาน ระวัง ... โรคเบาหวาน กลิ่นลมหายใจ คาว ระวัง ... โรคตับ กลิ่นลมหายใจ คล้ายกลิ่นปัสสาวะ ระวัง ... โรคไต แสดงว่าขับของเสียไม่หมด มีการดูดกลับเข้ากระแสเลือด กลิ่นลมหายใจ คล้ายกลิ่นคาวเลือด ระวัง ... โรคเหลือง กลิ่นลมหายใจ คล้ายโรงเลี้ยงสัตว์ เหม็นคาว ระวัง ... โรคไข้ทรพิษ กลิ่นลมหายใจ คล้ายขนมปังอบใหม่ ระวัง ... โรคไข้รากสาดน้อย กลิ่นลมหายใจ เหม็นเน่า ระวัง ... โรคเลือดออกตามไรฟัน กลิ่นลมหายใจ คล้ายขนมปังเหม็นบูด ระวัง ... โรคขาดสารอาหารพวกไนอาซิน และวิตามินบี 6 กลิ่นลมหายใจ มาจากเสมหะเหม็นน่า แสดงถึงการติดเชื้อขั้นรุนแรง กลิ่นลมหายใจ มีกลิ่นเหมือนแก๊ซ ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษเข้าไป ร่างกายมีการขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา กลิ่นลมหายใจ มีกลิ่นฝรั่งสุก ส่วนใหญ่พอในผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษพวกฟอสฟอรัสเข้าไป กลิ่นลมหายใจ มีกลิ่นหญ้าไหม้ พบในผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษพวกกัญชา แค่สังเกตลมหายใจ ก็สามารถวินิจฉัยโรคได้เบื้องต้นแล้ว ... หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 13, 2013, 10:22:17 AM ข้าวเหนียวมะม่วง...กินมากระวังโรค
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img7/148933.jpg) ข้าวเหนียวมะม่วง เป็นของหวานที่หลายคนชื่นชอบ เพราะความหวานของมะม่วงและความหอมหวานของข้าวเหนียวทำให้หลายคนติดอกติดใจ ทานแล้วอร่อยชื่นใจจนต้องทานบ่อย ๆ ยิ่งหน้าร้อนแบบนี้แล้วล่ะก็ยิ่งทานแล้วยิ่งอร่อยทวีคุณ แต่อยากจะบอกว่าขึ้นชื่อว่าเป็นของหวานแล้วนั้น ทานมาก ๆ ก็ไม่ค่อยจะดีต่อสุขภาพได้เช่นกัน... เพราะปริมาณแคลอรีในข้าวเหนียวมะม่วงนั้นมีสูงมาก ทั้งจากน้ำตาล น้ำกะทิ ข้าวเหนียว มะม่วง จึงอุดมไปด้วยไขมัน ความหวานจากน้ำตาล จากมะม่วง คาร์โบไฮเดรตจากข้าว หากคนที่มีสุขภาพดีปกติไม่มีโรคประจำตัว และออกกำลังกายบ่อย ๆ ทานมากคงจะไม่ค่อยมีอันตรายใด ๆ แต่หากทานมาก ๆ เป็นประจำก็มีความเสี่ยงที่จะมีโรคภัยตามมาได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน ทานมากคงไม่ดีนัก เพราะจะไปเพิ่มไขมันและน้ำตาลในร่างกายให้เพิ่มขึ้นดันก็จะเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย อีกทั้งความเค็มที่มากับเกลือหรือจากน้ำกะทิ ก็จะมีผลต่อไตและปริมาณน้ำหนักอาจจะเพิ่มมากขึ้นอาการปวดตามข้อต่าง ๆ ก็อาจจะเข้ามาร่วมด้วยอีกเช่นกัน ฉะนั้นแล้ว ผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ไม่ว่าจะของหวานใด ๆ ก็ควรทานให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ หรือผู้ที่ไม่มีโรคภัยใด ๆ ก็ตาม ก็ไม่ควรที่จะทานมาก เพราะโรคภัยไข้เจ็บนั้นอาจจะตามมาอยู่ในร่างกายโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ ทานในปริมาณที่พอเหมาะพร้อมกับออกกำลังกายเป็นประจำจะดีที่สุด หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 13, 2013, 10:43:56 AM สคบ.เตือนเล่นแป้งสงกรานต์ระวังดินสอพองปลอม
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/148914.jpg) สคบ.เตือนดินสอพองยิปซัมระบาด หลังพบผู้ค้าหัวใสแอบขายไว้เล่นช่วงสงกรานต์ ระบุมีอันตรายต่อร่างกาย เกิดการระคายเคือง และอาจแพ้รุนแรงได้ วันนี้ (11 เม.ย.) นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ.ขอแจ้งเตือนผู้บริโภคที่เตรียมเล่นแป้งดินสอพองในเทศกาลสงกรานต์ต้องระมัดระวังดินสอพองปลอมที่ระบาดในตอนนี้ เพราะล่าสุดจากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างดินสอพองบริเวณตลาดขายของเล่นสงกรานต์หลายแห่งในกรุงเทพมหานคร พบว่า ผู้ค้าบางรายมีการนำดินสอพองปลอมที่ดัดแปลงจากผงยิปซัม ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ทำฝ้าเพดานมาทำเป็นดินสอพองจำหน่ายให้ผู้บริโภค ซึ่งจากการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุผลออกมาว่า ผงยิปซัมดังกล่าวหากนำมาเล่นถือเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก เช่น เมื่อนำมาทาบริเวณผิวหนังจะเกิดการระคายเคือง หากผู้ใดแพ้ฝุ่นอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้ “ตอนนี้สคบ.ไม่ได้ออกกฎระเบียบว่าต้องจับคนที่ขาย เพราะกฎหมายของสคบ.ไม่ได้ระบุให้ดินสอพองเป็นสินค้าควบคุม แต่เชื่อว่าเมื่อเกิดกรณีอย่างนี้ขึ้นก็อาจทำรายละเอียดเสนอให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาแนวทางควบคุม” สำหรับดินสอพองปลอมนั้น มีลักษณะคล้ายกับแป้งดินสอพองจริง แต่มีขนาดเล็กกว่า และมีน้ำหนักที่เบากว่ามาก บรรจุขายเป็นถุงขนาดเล็ก ราคาถุงละประมาณ 10 บาท และมีแบบผสมสีหลายสี ทั้ง สีแดง เหลือง เขียว และฟ้า ซึ่งสีที่ผสมส่วนมากเป็นสีที่อันตรายไม่เหมาะที่จะนำมาเล่น เพราะจะเกิดอาหารระคายเคืองที่ผิวหนังหากสัมผัส ซึ่งจากการตรวจสอบดินสอพองปลอม พบว่ามีเชื้อโรคเจือปนอยู่มาก ขณะเดียวกันยังมีคุณสมบัติคล้ายแป้งชอล์ก สามารถนำมาเขียนเป้นตัวหนังสือได้ แตกต่างจากแป้งดินสอพองจริง อย่างไรก็ตามหากผู้บริโภคอยากพิสูจน์ว่าดินสอพองที่ซื้อมาเป็นของจริงหรือไม่ สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง โดยใช้น้ำมะนาวหยดใส่ หากเกิดปฏิกิริยาทางเคมี เช่น เกิดการฟูขึ้นมาถือว่าเป็นของจริง แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจะถือว่าเป็นดินสอพองปลอม. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 01, 2013, 09:34:26 AM จุดไหนร้อนที่สุดบนโลกเรา
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/149865.jpg) โลกเรากำลังร้อนขึ้น ทั่วโลก การบันทึกสถิติปีที่ร้อนที่สุดสิบครั้งอยู่ในห้วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น บันทึกสถิติระดับชาติก็ถูกทำลายลงด้วย ดังที่สภาพอากาศแบบสุดขั้วกำลังกลายมาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติทั่วไป เดือนมกราคม ปี 2012 ที่ผ่านมา องค์การสมุทรศาสตร์และชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกาออกมา ประกาศให้ ปี 2012 เป็นปีที่ร้อนที่สุด ส่วนออสเตรเลีย กำลังประสบกับสภาพอากาศที่ไม่ต้องการ ขณะนี้ออสเตรเลียกำลังประสบกับคลื่นความร้อน ไฟป่าไหม้รุนแรงได้ส่งผลให้ ครอบครัวเป็นพัน ๆ ต้องทิ้งบ้านเรือน อีกทั้งอุณหภูมิในช่วงหน้าร้อนยังลบสถิติเดิมอีกด้วย สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ของออสเตรเลีย ได้เพิ่มสีลงไปในแผนที่เพื่อแสดงให้เห็นถึง ความร้อนที่อาจขึ้นถึง 54 องศาเซลเซียส และคาดคะเนว่าความร้อนอาจพุ่งสูงเกินกว่า 52 องศาเซลเซียส ซึ่งจะร้อนกว่าในปี ค.ศ. 1960 ซึ่งร้อนที่ 50.6 องศาเซลเซียส ขอบคุณ : thaihealth.or.th หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 01, 2013, 09:39:25 AM เมื่อแพ้อาหาร..แล้วออกอาการที่ผิว
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/149782.jpg) สุขภาพที่ดี ต้องดีมาจากภายในสู่ภายนอก ที่ฝรั่งมักจะพูดกันว่า “You are what you eat.” คุณกินอย่างไร คุณก็เป็นอย่างนั้นยังไงล่ะคะ เพื่อสุขภาพที่ดี สาว ๆ ผู้รักสุขภาพทั้งหลายจึงมักจะสรรหาสารพัดเมนูมาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง หากยิ่งมีการออกกำลังกายอย่างพอเหมาะควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารดีมีประโยชน์แล้ว สุขภาพกาย สุขภาพผิว และสุขภาพจิต ย่อมดีไปกันทั้งหมดแน่นอนค่ะ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับบางคนที่ไม่อาจรับประทานอาหารบางอย่างได้ เพราะว่าเกิดอาการแพ้อาหาร หรือบางคนอาจคิดไปเองว่าตัวเองแพ้ ทำให้อดรับประทานอาหารบางอย่างไปตลอดชีวิต จะแพ้จริงหรือไม่จริงเป็นอย่างไร ก็ต้องลองสำรวจด้วยตัวเองกันดูก่อนนะคะ แพ้อาหารเป็นอย่างไร อาการแพ้มักจะเกิดกับอาหารที่เคยสัมผัสมาแล้ว เพราะร่างกายคนเราจะสร้างสารต่อต้านหรือภูมิต้านทาน (Antibody) ที่เรียกว่า IgE (Immunoglobin E) ซึ่งเป็นอาการแพ้แบบเฉียบพลัน ในกรณีของการแพ้อาหาร เมื่อได้รับประทานอาหารชนิดที่แพ้นั้นอีกครั้ง อาหารจะไปกระตุ้นให้มีการสร้าง IgE ขึ้นมามาก และ IgE นี้ก็จะไปเกาะบนผิวของแม็สเซลล์ (Mast cell) ซึ่งเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ที่อยู่ตามเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ขนานกับหลอดเลือด ทำให้เกิดการหลั่งสารเคมีที่ทำให้เกิดอาการแพ้อย่าง “ฮีสตามีน” (Histamine) ขึ้นมา พูดง่าย ๆ ก็คือ ร่างกายจะสร้างสารต่อต้านก็ต่อเมื่อเคยรู้จักกับสารนั้นๆ มาแล้ว ถ้ามีการหลั่งของฮีสตามีนบริเวณใด ก็จะมีอาการคันหรือบวมที่ตรงนั้น เช่น ที่ปาก คอ ก็จะทำให้หายใจลำบาก หรือกลืนอาหารลำบาก อาการแพ้อาหาร อาจมีสาเหตุจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ผู้ที่มีอาการแพ้ จึงมักมีคนในครอบครัวที่มีอาการภูมิแพ้อยู่ อาการแพ้นั้น มีตั้งแต่แพ้เพียงเล็กน้อยจนถึงขั้นรุนแรง คือ อาจจะแค่คัน บวม หรืออาจมีความดันโลหิตลดอย่างเฉียบพลัน และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปฏิกิริยาของการแพ้อาหารที่พบได้บ่อยที่สุดคือ 1. อาการทางผิวหนัง ซึ่งเป็นอาการที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุด เช่น เป็นลมพิษ มีผื่น รู้สึกคัน มีผิวหนังสากๆ หรือผิวหนังอาจบวมหรือนูนขึ้นมา และรู้สึกแสบร้อน 2. อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น การไอ หรือหอบ หากเป็นมาก ๆ อาจทำให้ร่างกายขาดอากาศและหมดสติได้ คนไข้บางราย อาจมีอาการแพ้ที่แสดงออกทางระบบทางเดินอาหาร ทำให้รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง ซึ่งอาจเป็นอาการแพ้แบบแอบแฝง หรือ IgG (Immunoglobin G) ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับแม็สเซลล์ แต่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับการที่อาหารที่แพ้บ่อยๆ ทำให้ร่างกายสร้าง IgG อยู่อย่างต่อเนื่อง จนถึงจุดที่เม็ดเลือดขาวจะต้านทานไว้ได้ ทำให้เกิดกระบวนการที่ไปกระตุ้นให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง เกิดความไม่สมดุล ทำให้เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาจพบผู้ที่เกิดอาการแพ้ชนิดนี้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง หวัดเรื้อรัง ไซนัสเรื้อรัง เป็นต้น จึงควรสังเกตอาการของร่างกายคุณให้ดีค่ะ สังเกตตัวเอง ไม่มีใครรู้อาการเจ็บป่วยของเราได้ดีกว่าตัวเราเองหรอกนะคะ ลองสังเกตดูว่า คุณมีอาการแพ้เมื่อได้รับประทานอาหารชนิดใด อาหารบางอย่าง อาจมีส่วนประกอบหรือส่วนผสมที่คุณแพ้ เช่น ขนมปังก็มีทั้งข้าวสาลี ไข่ นม เนย คุณอาจแพ้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างก็ได้ หากไม่ทราบก็ลองไปค้นหาดูสูตรเครื่องปรุงของเมนูจานต่าง ๆ ดู ที่มา ... chicministry.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 01, 2013, 09:42:44 AM กระบวนท่าแก้ปวดหลัง
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/149859.jpg) การนั่งจุ้มปุ๊กอยู่กับที่นานๆ เช่น นั่งทำงานที่โต๊ะ หรือขับรถแล้วต้องจอดติดอยู่บนถนน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ทางศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี เผยท่ากายบริหารง่ายๆ ที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง สร้างความยืดหยุ่น แข็งแรง ป้องกันการปวดเรื้อรังหรือลุกลามไปเป็นโรคอื่น การบริหารกล้ามเนื้อดังกล่าวมีอยู่ด้วยกัน 9 กระบวนท่า เริ่มจากท่าแรก นอนหงายชันเข่า 2 ข้าง แขนแนบข้างลำตัว ทำจังหวะที่ 1 เกร็งกล้ามเนื้อท้อง เพื่อกดหลังให้แนบกับพื้น นับ 1-3 ช้าๆ ต่อด้วยจังหวะที่ 2 คลายกล้ามเนื้อปล่อยพักตามสบาย ทำ 5-6 ครั้งในวันแรก แล้วเพิ่มขึ้นในวันต่อไป ท่าที่สอง นอนหงายชัยเข่า 2 ข้าง ผงกศีรษะค้างไว้นับ 1-2 แล้ววางลง เริ่มทำครั้งแรก 10 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มจนถึง 25 ครั้ง ในวันต่อไป ท่าที่สาม นอนหงายเหยียดขาทั้ง 2 ข้าง ยกขาข้างหนึ่งให้ตั้งฉากกับลำตัว โดยเข่าไม่งอ แล้วค่อยๆ วางลง จากนั้นยกอีกข้างหนึ่งสลับกัน เมื่อวางลงแล้วจึงยกพร้อมกันทั้ง 2 ข้างอีกครั้ง ตอนแรกให้เริ่มทำที่ 3 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มให้ถึง 10 ครั้ง ท่าที่สี่ นอนคว่ำขาเหยียดตรงแล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นค้างไว้ นับ 1-3 จังวางลงสลับกับยกขาอีกข้าง ทำเหมือนกันโดยที่เข่าไม่งอขณะยกขาประมาณ 5 ครั้ง ต่อไปค่อยเพิ่มขึ้น ท่าที่ห้า ยืนตั้งหลังตรง จากนั้นย่อตัว โดยงอเข่า งอสะโพกลง นั่งให้ชิดพื้นมากที่สุดโดยหลังไม่งอ เริ่มทำ 3 ครั้ง และเพิ่มขึ้นเป็น 10 ครั้งในวันต่อๆไป ท่าที่หก นั่งหลังตรง ขาข้างหนึ่งเหยียดยาวเข่าตรง ขาอีกข้างงอขึ้นมาตั้งไว้ เริ่มทำโดยเหยียดแขนทั้งคู่ แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด จนรู้สึกตึงที่หลังขาข้างที่เหยียด นับ 1-3 แล้วค่อยเอนหลังกลับตามเดิม ทำ 5-6 ครั้ง ต่อไปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ท่าที่เจ็ด นอนหงายงอเข่าขึ้นตั้งไว้ 2 ข้าง มือประสานไว้ตรงเข่า จากนั้นดึงขาเข้ามาชิดอก พร้อมกับยกศีรษะขึ้นด้วย นับ 1-3 แล้วกลับไปอยู่ที่เดิม ท่าที่แปด นอนหงายงอเข่าขึ้นตั้งไว้ ทำจังหวะที่ 1 โดยเกร็งกล้ามเนื้อท้องไว้หลังติดพื้น จังหวะที่ 2 ยกก้นขึ้นพ้นพื้นในเวลาเดียวกัน นับ 1-3 แล้วกลับสู่ท่าเดิม และท่าสุดท้าย ยืนตรง มือทั้งสองข้างยันกำแพงไว้ ให้ปลายเท้าห่างจากกำแพงครึ่งเมตร จากนั้นโน้มตัวไปข้างหน้าเข้าหากำแพง โดยลำตัวยังตรงอยู่ ส้นเท้าก็ยังคงแตะอยู่ที่พื้นเช่นเดิม นับ 1-3 แล้วดันตัวกลับมายืนเช่นเดิม หากมีกิจวัตรที่ต้องนั่งนานๆ อย่าลืมจัดสรรเวลาบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง แต่ถ้าทำแล้วไม่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง แถมยังปวดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แนะปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจความผิดปกติโดยด่วน. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 01, 2013, 10:33:37 AM ทายสิ? "คนไทย" กินบะหมี่กึ่งสำเร็จ อันดับเท่าไหร่ของโลก
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/149788.JPG) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีวางขายมานาน 50 ปีแล้ว และยอดขายก็พุ่งสูงอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว โดยจีนถือเป็นประเทศที่มีคนกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากที่สุด ตามมาด้วยอินโดนีเซียอันดับ 2 และญี่ปุ่น อันดับ 3 ในขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 8 ตามการเปิดเผยของสมาคมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโลกในญี่ปุ่น ผลสำรวจนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลายเป็นอาหารที่คนทั่วโลกขาดไม่ได้ไปแล้ว และคาดว่า ยอดขายจะพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และถ้าเทียบกันเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน จะเห็นว่า อินโดนีเซียนำมาเป็นอันดับหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ในฐานะ ชาติที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากสุดในอาเซียน ตามมาด้วย เวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย พม่า กัมพูชา และสิงคโปร์ เมื่อปีที่แล้ว มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขายได้ทั่วโลกทะลุ 1 แสนล้านหน่วย ทั้งแบบซองและแบบถ้วย เนื่องจากเป็นอาหารที่ปรุงกินได้อย่างง่ายๆ จึงทำให้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ผู้ที่คิดค้นอาหารประเภทนี้ขึ้นก็ คือ โมโมฟุกุ อันโดะ ผู้ก่อตั้งนิสชิน ฟู้ดส์ ผู้ผลิตอาหารยักษ์ใหญ่ของโลกในปัจจุบัน ขอบคุณข่าวจาก สปริงส์นิวส์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 14, 2013, 08:36:30 AM วันหมดอายุของอาหารนั้นสำคัญไฉน?
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img5/150229.jpg) วันหมดอายุของอาหารยึดถือได้จริงหรือ ผ่านกำหนดวันไปแล้วยังทานได้ไหม ปลอดภัยหรือเปล่า ด้วยวิถีชีวิตในยุคปัจจุบัน เราทั้งหลายต่างมีข้อจำกัดเรื่องเวลา จึงจำเป็นต้องพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปหรือแปรรูป มากักตุนไว้เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการทาน ไปซูเปอร์มาร์เก็ตทีก็ขนซื้อมายกใหญ่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลายเป็นว่า หมดอายุไปก่อนที่จะทานได้หมด เป็นเช่นนี้หลายคนที่มักนำอาหารพวกนี้แช่ตู้เย็นไว้ คงเคยสงสัยว่า อาหารที่พ้นวันหมดอายุไปแล้ว แต่กลิ่น รส รูปร่างยังไม่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นนั้น จะยังทานได้หรือไม่ เพราะจะทิ้งไปก็รู้สึกเสียดาย เช่น ไส้กรอก ขนมปัง...ถ้าต้องการรู้คำตอบ วันนี้ผู้เขียนมีมาบอก แต่ก่อนอื่นขอเล่าสิ่งที่ควรเข้าใจ อย่างเรื่องวันหมดอายุของอาหารกันก่อนนะคะ สำหรับการกำหนดอายุของผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปต่างๆ อย่างที่เราคุ้นตากัน ก็เช่น EXP….(วันหมดอายุ), BBE…(ควรบริโภคก่อน) นั้น ในทางหลักกฏหมายสากล โรงงานผู้ผลิตอาหารจำเป็นจะต้องทำการทดลองจัดเก็บผลิตภัณฑ์นั้นๆ ตามคำแนะนำสภาพการจัดเก็บที่ได้ระบุไว้บนฉลากตามจริง เช่น เก็บที่อุณหภูมิห้อง, ควรจัดเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศา, หรือจัดเก็บไว้ในสภาวะแช่แข็ง ฯลฯ และในระหว่างการทดลองโรงงานจำเป็นจะต้องสุ่มทำการตรวจเช็ค ทั้งทางด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเป็นระยะๆ จนครบอายุการจัดเก็บที่ได้อ้างไว้บนฉลากเพื่อให้มั่นใจได้ว่า สินค้านั้นๆ จะยังคงมีคุณภาพและความปลอดภัยจนถึงวันที่หมดอายุลง ทว่ามีตัวแปรที่สำคัญมาก คอยจะส่งผลให้อาหารเสื่อมเสีย ก็คือ ปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ และการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของอาหารแต่ละชนิด แม้โดยส่วนใหญ่แล้ว ถ้าเก็บไว้ตามสภาวะที่ระบุไว้บนฉลาก ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ก็จะสามารถนำมาทานได้อย่างปลอดภัยจนถึงวันหมดอายุ แต่จากประสบการณ์การตรวจโรงงานผลิตอาหารหลายร้อยแห่ง พบว่า ผู้ผลิตบางรายเคยเจอปัญหาร้องเรียน เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสื่อมหรือเสียก่อนวันหมดอายุ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นอาหารที่ต้องแช่เย็น หรือแช่แข็ง ทั้งๆ ที่กระบวนการผลิตและการจัดเก็บก็ถูกต้องตามหลักการผลิตที่ดี สาเหตุที่ทำให้เสียเร็วกว่ากำหนด ส่วนใหญ่มักมาจากการขนส่ง และร้านค้าปลีกที่นำไปขายหน้าร้านดูแลจัดเก็บไม่ดี เก็บในอุณหภูมิสูงกว่าที่กำหนดไว้ เหตุนี้เองล่ะค่ะ ที่จะบอกผู้อ่านว่า อาหารประเภทแช่เย็น และแช่แข็งนั้น อุณหภูมิการจัดเก็บมีผลโดยตรงต่อการเจริญและเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์จนส่งผลให้อาหารนั้นเสื่อมเสียเร็วกว่าวันหมดอายุที่ได้ระบุไว้บนฉลาก ในทางกลับกันหากเรานำอาหารแช่เย็นมาแช่แข็งแน่นอนคะว่า อาหารนั้นจะสามารถมีอายุยืนยาวกว่าที่ได้ระบุไว้บนฉลากเป็นแน่ เพราะอุณหภูมิแช่แข็งจะสามารถชะลอการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของจุลินทรีย์ได้อย่างมาก ดังที่เห็นได้จาก อาหารแช่แข็งมักมีอายุเป็นปีๆ ส่วนอาหารแช่เย็นมีอายุแค่ไม่ถึงครึ่งเดือน แต่เมื่อเรานำอาหารแช่เย็นมาเก็บรักษาโดยการแช่แข็งแล้ว เราจะไม่มีทางทราบได้เลยว่าแล้วจะหมดอายุอีกทีเมื่อไหร่ หากไม่ทำการส่งตัวอย่างไปตรวจวิเคราะห์ แต่เพื่อความปลอดภัย ยังจำเป็นที่จะต้องสังเกตอาหารหลังละลายน้ำแข็ง ก่อนนำมาปรุงหรือรับประทาน สิ่งที่ต้องสังเกต มีทั้ง 1.ก๊าซในอาหาร : หากอาหารถูกจัดเก็บไว้ในถุงที่ปิดมิดชิด แล้วถุงกลับพองขึ้น นั้นหมายถึง จุลินทรีย์กำลังทานอาหารชนิดนั้น และปลดปล่อยก๊าซออกมา ยิ่งถ้าถุงบวมเป่งแล้ว หรืออาหารกระป๋องที่บวมกว่าปกติแล้ว ไม่ควรเสี่ยงทานเลย 2.กลิ่นของอาหาร : ให้ใช้วิธีดมกลิ่นก่อนที่จะทาน หากกลิ่นผิดเพี้ยนหรือแปลกไปจากกลิ่นปกติ ให้สงสัยว่า อาหารกำลังจะเสื่อมเสีย 3.เมือกตามผิวของอาหาร หรือลักษณะเป็นวุ้นๆ สำหรับอาหารเหลว : ธรรมชาติของจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเสื่อมเสียมักสร้างเมือกขึ้นมาในระหว่างการเจริญ ดังนั้นจะสังเกตว่า อาหารเริ่มเสื่อมเสีย มักมีเมือกลื่นๆเคลือบอยู่ที่ผิวของอาหาร หรือ ถ้าอาหารชนิดนั้นเป็นของเหลว ก็ให้สังเกตเนื้อของเหลวนั้นว่ามีการข้นเป็นวุ้นปะปนหรือไม่ 4.สี รสชาติ และลักษณะทางกายภาพ : สีของอาหารก็มีส่วนสำคัญ หากสีเปลี่ยนหรือแตกต่างไป รวมถึงลักษณะทางกายภาพของอาหารที่เป็นชิ้นๆ ให้สังเกตรา หรือลักษณะแปลกปลอมที่มีในอาหาร หากผิดปกติแนะนำว่าทิ้งดีกว่า เห็นไหมค่ะว่า บางทีวันหมดอายุที่ระบุไว้บนฉลากก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ตายตัวเสมอไป หากแต่ยังมีปัจจัยในเรื่องการขนส่งและจัดเก็บ โดยเฉพาะอาหารแช่เย็นหรือแช่แข็ง หากซื้อมาแล้วควรรีบนำมาจัดเก็บในตู้เย็นให้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยเวลาให้อยู่ในอุณหภูมิปกตินานเท่าใด นั่นแสดงว่า เรากำลังทำให้จุลินทรีย์ที่มีในอาหารนั้นเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนได้ดีเลยล่ะค่ะ สุดท้าย ผู้เขียนขอฝากไว้อีกสักนิด สำหรับเรื่องวัตถุกันเสียในอาหาร หรือสารกันบูด หากผลิตภัณฑ์อาหารใส่สารดังกล่าวมากเกินไป บางทีผ่านวันหมดอายุแล้ว แต่อาหารนั้นก็ยังไม่แสดงถึงสภาพการเสื่อมเสียใดๆ เพราะวัตถุกันเสียมีผลโดยตรงต่อจุลินทรีย์ในอาหาร และวัตถุกันเสียเหล่านี้ยังเป็นอันตรายทางเคมีที่ส่งผลร้ายต่อร่างกายในระยะยาวได้ ทางที่ดีเราควรเลือกซื้อเลือกทานอาหารที่ไม่ใช้วัตถุกันเสีย ซึ่งสามารถสังเกตได้จากส่วนผสมที่ระบุไว้บนฉลากของผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ไหนใช้วัตถุกันเสียก็เลี่ยงๆ แล้วกันนะคะ. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 14, 2013, 08:43:12 AM 7 ความเชื่อคาใจ เกี่ยวกับ “สายตาเอียง”
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img1/150238.gif) มาคลายปัญหาคาใจ แนะนำเคล็ดลับและเกร็ดความรู้ดีๆ เกี่ยวกับ “สาเหตุ” “การดูแลรักษา” ตลอดจน “การแก้ไข” เรื่องน่าปวดหัวอย่าง สายตาเอียง ความเชื่อ 1 คนที่ “สายตาเอียง” ต้องใส่แว่นตาเพียงอย่างเดียว! ความจริง ... ไม่จริง! อาจมีหลายๆ คนเชื่อว่า แว่นสายตา คือคำตอบเดียวสำหรับผู้มีปัญหาสายตาเอียง แต่ในปัจจุบันมีคอนแทคเลนส์ที่พัฒนาและผลิตขึ้นมาพิเศษสำหรับคนกลุ่มนี้เพื่อแก้ไขค่าสายตาเอียงได้ง่ายและสะดวกสบายขึ้น โดยเฉพาะคอนแทคเลนส์รายวันสำหรับสายตาเอียงที่ไม่เพียงช่วยแก้ไขค่าสายตาเท่านั้น ยังให้ความรู้สึก ชุ่มชื้นสบายตา สะดวกสบาย และสะอาดถูกสุขอนามัยในการสวมใส่ เราจึงมั่นใจได้ว่าผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียง สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องคอยกังวลกับปัญหาด้านสายตา รวมถึงผลข้างเคียงต่างๆ ทั้งอาการวิงเวียนและอาการปวดศีรษะอีกต่อไป ความเชื่อ 2 ปกติแล้วคนเราไม่ “สายตาเอียง” กันง่ายๆ หรอก! ความจริง ... ไม่จริง! จากสถิติพบว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของผู้มีปัญหาสายตา มักมีสายตาเอียง ร่วมอยู่ในค่าสายตาด้วย และที่สำคัญสายตาเอียง ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่มีค่าสายตาเยอะๆ เท่านั้น สายตาเอียงเป็นอาการทางสายตาชนิดหนึ่ง แตกต่างจากสายตาสั้น หรือสายตายาว อธิบายวิธีสังเกตง่ายๆ คือ ผู้ที่มีสายตาสั้น หรือสายตายาว จะมองเห็นตัวเลข ตัวอักษร ชัดเท่าๆ กันทุกตัว หรือมัวเท่าๆ กันทุกตัว แต่ผู้ที่มีสายตาเอียง จะมองเห็นตัวเลข หรือตัวอักษรบางตัวชัด บางตัวไม่ชัด ความเชื่อ 3 คนที่สายตาเอียง มักเป็นเพราะนอนอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ มากเกินไป! ความจริง ... ไม่จริง! สายตาเอียง คือความผิดปกติของสายตาที่เกิดจากความโค้งของกระจกตาในแต่ละแนวไม่เท่ากัน ซึ่งนับเป็นความผิดปกติทางกายภาพ (ปัจจัยภายใน) และถึงแม้ว่า การนอนอ่านหนังสือ รวมถึงการดูโทรทัศน์ในที่มืดบ่อยเกินไป อาจก่อให้เกิดความเมื่อยล้าของดวงตาเนื่องจากการเพ่งสายตาในระยะเวลานาน แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสายตาเอียงแต่อย่างไร ความเชื่อ 4 คนที่สายตาเอียง จะรู้สึกเวียนหัวง่าย เมื่อดูโทรทัศน์ 3 มิติ ใช้คอมพิวเตอร์ รวมถึงสมาร์ทโฟนมากเกินไป! ความจริง ... จริง! ผู้ที่มีสายตาเอียง มักรู้สึกวิงเวียนง่ายกว่าผู้อื่นเมื่ออ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์ที่มีลักษณะ 3 มิติ เนื่องจากผู้ที่มีสายตาเอียงจะไม่สามารถจับภาพที่มีลักษณะเบลอ รวมถึงภาพที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วได้อย่างชัดเจนนัก ความเชื่อ 5 การ “หรี่ตา” คือ อีกหนึ่งสัญญาณ ว่าเราอาจจะมีปัญหา “สายตาเอียง”! ความจริง ... จริง! การหรี่ตา คือสัญญาณของปัญหาหลายอย่าง เพราะนอกจากจะทำให้สาวๆ เสียบุคคลิก การหรี่ตาเป็นประจำยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดริ้วรอยก่อนวัย นอกจากนี้ ผู้ที่ชอบหรี่ตาบ่อยๆ อาจกำลังประสบปัญหาสายตาเอียง เนื่องจากผู้ที่สายตาเอียงจะมองเห็นภาพไม่ชัด จึงมักจะพยายามเพ่งสายตาเพื่อปรับโฟกัสของภาพตามธรรมชาติ ด้วยการหรี่ตานั่นเอง ความเชื่อ 6 คนที่มีสายตาเอียงน้อย สามารถทดค่าสายตาได้ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขสายตาเอียง! ความจริง ... ไม่จริง! หลายคนเชื่อว่าค่าสายตาเอียงเล็กน้อย สามารถแก้ไขได้ด้วยการทดค่าสายตา แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเราใช้สายตามากขึ้น เช่น อ่านหนังสือ ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้สมาร์ทโฟน หรือดูทีวี ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็สามารถกระตุ้นให้มองเห็นภาพเบลอ และอาจทำให้เริ่มมึนหัวได้ ความเชื่อ 7 “สายตาเอียง” ไม่ได้มีผลอะไรมากนักกับชีวิตประจำวัน เราไม่ต้องไปสนใจนักก็ได้! ความจริง ... ไม่จริง! ผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียง หากไม่แก้ไข นอกจากจะทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน อาจก่อให้เกิดอาการเมื่อยล้าสายตา เวียนหัว รวมถึงปวดศีรษะได้ และแน่นอนว่าอาการเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงกับประสิทธิภาพในการทำงานและไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ตลอดจนการเดินทางขับรถ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ที่สายตาจะไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนนัก ข้อแนะนำ ... ควรไปตรวจวัดระดับสายตาที่โรงพยาบาลหรือสถานบริการตรวจวัดสายตาชั้นนำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจหาค่าสายตาจริง และหาทางแก้ไข นอกจากนี้ ผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียงควรได้รับการตรวจและแก้ไขอย่างถูกต้อง เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติสุข ที่มา...จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ประเทศไทย) จำกัด หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 14, 2013, 08:47:10 AM ภัยย้อนรอยในเครื่องปรับอากาศ
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img2/150193.jpg) ยิ่งอากาศร้อนจัดขึ้น เราก็ยิ่งหันมานิยมใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้นทั้งในกลางวัน และตอนกลางคืน เรียกได้ว่า ชีวิตของใครหลายคนทบจะอยู่ในไอเย็นของเครื่องปรับอากาศกันแทบ 24 ชั่วโมง และนี่คือสิ่งที่น่ากลัวมากมาย เพราะได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เรามีโรคแปลก ๆ หรือร่างกายอ่อนแอร์ติดต่อเชื้อง่ายนั้น มาจากเครื่องปรับอากาศทั้งในรถยนต์ บ้าน และออฟฟิศนั่นเอง สาเหตุสำคัญคือ ความไม่สะอาดถูกสุขอนามัยของเครื่องที่สะสมฝุ่น และเชื้อโรค อาจดูน่ากลัว แต่ที่จริงแล้วภัยเหล่านี้กำจัดได้ง่ายดาย คำตอบไม่ใช่การหยุดใช้งาน แต่คือการรู้จักทำความสะอาด และนี่คือ 9 เรื่องที่คุณควรอ่าน แอร์ในบ้าน...เครื่องปล่อยสารพัดเชื้อร้าย 24 ชั่วโมง เครื่องปรับอากาศ คือภัยที่หลายคนมองข้ามในฐานะแหล่งเพาะเชื้อโรคหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะเชื้อที่มีการแพร่ทางอากาศ ยิ่งเปิดนาน ก็ยิ่งรับการสะสมภัยอันตรายมาก และนี่คือ 5 เรื่องที่คุณไม่รู้ที่ควรอ่าน แพทย์ยืนยันชัดเจนว่ามีเชื้อโรคนานาชนิดอยู่ในเครื่องปรับอากาศ และเชื้อโรคที่อยู่ในเครื่องปรับอากาศทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา มักเป็นเชื้อโรคที่เจริญเติบโตได้รวดเร็ว และแพร่เชื้อผ่านทางอากาศ ส่งผลให้คนที่ใช้เครื่องปรับอากาศสุขภาพเสื่อมโทรม และเป็นโรคต่าง ๆ มากมาย ทั้ง วัณโรค เชื้อไวรัส โรคสุกใส งูสวัด โรคภูมิแพ้ หืดหอบ ปอดบวม และหัดเยอรมัน อาการโรคภูมิแพ้ จากเครื่องปรับอากาศคือ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการคันจมูก คันตา จามบ่อย แน่นจมูก และเมื่อตื่นนอนขึ้นมาจะมีอาการระคายคอ และหากมีอาการป่วยรุนแรงมาก จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ควรสังเกตว่า เวลาที่เปิดเครื่องปรับอากาศถ้ามีกลิ่นอับชื้นที่มากับความเย็น กลิ่นอับชื้นเหล่านี้มักมาจากเชื้อโรคที่ออกมาจากช่องระบายความเย็น และแผ่นกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศ โดยความชื้นจะเป็นแหล่งสะสมเพาะพันธุ์อย่างดีของเชื้อโรค และเมื่อสะสมมาก ๆ เข้า เชื้อโรคก็จะหลุดลอยออกมาปะปนกับอากาศเย็นภายในห้อง ควรล้างทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ โดยดูตามความเหมาะสมจากสภาพแวดล้อมและการใช้งาน ด้วยวิธีการล้างแผ่นกรองอากาศอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยใช้น้ำฉีดแรง ๆ ที่ด้านหลัง ด้านที่ไม่ได้รับฝุ่น ให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกหลุดออก และในแต่ละปีควรล้างเครื่องปรับอากาศแบบเต็มระบบ ควรปรับอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม โดยทั่วไปควรตั้งไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส และเปิดพัดลมระบายอากาศ เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศได้อย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ เช่น การสูบบุหรี่ การปรุงอาหาร ที่สำคัญ ควรดูแลสิ่งแวดล้อมในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ โดยกำจัดฝุ่น กำจัดแหล่งที่อยู่ของแมลงสาบ ละอองเกสรพืช ไรฝุ่นในที่นอน ขนสัตว์ และแมลงอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ หมั่นทำความสะอาดบ่อย ๆ และควรทำความสะอาดเพดาน ม่าน กำแพง ทุก ๆ 2 -3 เดือน กำจัดแหล่งเชื้อรา อย่าให้เกิดความชื้น หรือกลิ่นอับขึ้นภายในบ้านหรือในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ ตู้แอร์ในรถยนต์...เครื่องปล่อยเชื้อโรคเคลื่อนที่ ตู้แอร์รถยนต์ ไม่เพียงแค่เป็นแหล่งรวมของฝุ่นละออง แต่ยังเป็นที่อยู่ของเชื้อโรค เชื้อรา เชื้อแบคทีเรียหลายชนิด ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคุณและครอบครัว เพื่อสุขภาพอนามัย เราจึงควรล้างตู้แอร์ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และนี่คือ 4 เรื่องที่คุณไม่รู้ที่ควรอ่าน ฝุ่น จากภายนอกรถจะเข้ามาในระบบแอร์ทุกครั้งที่เปิดแอร์ เมื่อฝุ่นละอองมาเกาะอยู่ตามแผงคอยล์เย็นในตู้แอร์ ทุกครั้งที่เปิดแอร์ ลมแอร์ก็จะพัดเอาฝุ่นเล็ก ๆ เข้ามาในตัวรถ ยิ่งนั่งอยู่ในรถนาน ก็ยิ่งสูดฝุ่นเข้าไปในร่างกาย สะสมไปเรื่อย ๆ นานวันก็จะกลายเป็นสาเหตุของปัญหาโรคภูมิแพ้ โรคเยื่อบุในระบบทางเดินหายใจ ซากแมลงที่เน่าเปื่อยตายอยู่ในตู้แอร์ เป็นสิ่งที่พบได้เสมอ และนับเป็นอันตรายที่มองไม่เห็นและส่งผลต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง นอกจากคุณจะสูดฝุ่นละอองเข้าไป คุณยังสูดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย นั่นทำให้ร่างกายรับสารและก่อให้เกิดโรคแปลก ๆ ที่ไม่คาดคิดมากมาย โดยเฉพาะโรคจากการติดเชื้อในปอด และอวัยวะภายในร่างกาย เครื่องฟอกอากาศส่วนใหญ่จะอยู่ด้านหลัง แต่ตัวคุณขับรถอยู่ด้านหน้า ลมแอร์ที่เป่าออกมา จึงเหมือนส่งตรงเข้าจมูก ปอด ให้สูดก่อนที่เครื่องฟอกอากาศจะฟอกอากาศ ในขณะที่การหาซื้อเครื่องฟอกอากาศคุณภาพดีมาติดตั้ง ต้องใช้เงินมากกว่ามาก ดังนั้นการกำจัดที่สาเหตุ ด้วยการล้างตู้แอร์จึงเป็นทางหลีกเลี่ยงโรคภัยที่ดี และประหยัดกว่า หนึ่งในการล้างตู้แอร์ที่ได้รับการตรวจสอบ และรับรองโดยองค์การอาหารและยา คือการนำตู้แอร์มาทำความสะอาด ผ่านการล้างน้ำยาด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถแวะทำความสะอาดได้กับศูนย์บริการใกล้บ้าน เพียงเท่านี้คุณก็จะมีความสุขในบรรยากาศแสนสบาย กับเครื่องปรับอากาศคู่ใจแล้วค่ะ ขอขอบคุณข้อมูลจาก Twenty-four Seven หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 14, 2013, 08:51:55 AM “ปวยเล้ง” ผักป้องกันโรคสมองเสื่อม
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/150199.jpg) ปวยเล้งมีชื่อเรียกหลากหลาย ทั้ง ปวยเหล็ง สปิแนช ผักโขมจีน จนพากันสับสนว่า ชื่อไหนจริง ชื่อไหนลวง ปวยเล้ง ต้านสมองเสื่อม ปวยเล้งคือหนึ่งในผักใบเขียวที่นักวิจัยจาก Brigham and Women's Hospital ประเทศสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า ช่วยชะลออาการสมองเสื่อมในคนสูงอายุได้ นักวิจัยได้ทำการศึกษาโดยให้อาสาสมัครหญิงวัย 60 ปี ร่วมทำแบบทดสอบความจำ และตอบคำถามเรื่องการกินอาหารในชีวิตประจำวัน หลังจากทำแบบทดสอบ 10 ปี นักวิจัยให้อาสาสมัครหญิงชุดเดิมทำแบบทดสอบอีกครั้ง การศึกษาพบว่า แม้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองในหญิงสูงวัยส่วนใหญ่ลดลงตามวัย แต่ผู้ที่กินผักใบเขียว เช่น ปวยเล้ง เป็นประจำ มีคะแนนความจำดีกว่าผู้ที่ไม่กิน ทั้งพบว่า หากกินผักสัปดาห์ละ 8 ทัพพี สมองจะทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่กินผักน้อยกว่าสัปดาห์ละ 5 ทัพพี แม้ไม่ได้ทดลองในเพศชาย แต่นักวิจัยเชื่อว่าจะให้ผลเช่นเดียวกัน พร้อมเสริมว่า นอกจากปวยเล้ง การกินบรอกโคลีและผักกาดหวาน (romaine lettuce) ก็ช่วยต้านโรคสมองเสื่อมได้เช่นกัน ขั้นตอนก่อนเข้าครัว เลือกซื้อ ควรเลือกลำต้นสีเขียวอ่อน มีใบใหญ่สีเขียวเข้ม ไม่ควรเลือกใบหนา สีเหลือง เพราะเป็นผักที่ใกล้เสียแล้ว เก็บรักษา หากไม่ทำอาหารทันที ควรล้างทำความสะอาด แล้วเก็บในถุงพลาสติกหรือกล่องใส่อาหาร แช่ในตู้เย็น ช่องเก็บผัก สามารถเก็บได้นาน 3 - 4 วัน เมื่อพร้อมแสดงฝีมือ ก็เลือกสัก 1 เมนู ปวยเล้งสามารถกินเป็นผักสดกับน้ำพริก หั่นใส่สลัด หรือทำแกงเลียง แกงส้ม ต้มจืด สุกี้ ผัดไฟแดง ก็อร่อย ได้ประโยชน์และบำรุงสมองในคราวเดียว ผู้ป่วยโรคนิ่วควรหลีกเลี่ยง ปวยเล้งมีประโยชน์แต่ก็อาจก่อโทษหากกินมากเกินไป โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคนิ่วค่ะ สาเหตุหนึ่งของโรคนิ่วเกิดจากร่างกายดูดซึมและขับสารออกซาเลตผิดปกติ เมื่อสารนี้สะสมจนถึงจุดอิ่มตัว จะทำให้เกิดผลึกก่อนนิ่วได้ ปวยเล้งมีกรดออกซาลิก (Oxalic acid) สูง จากข้อมูลจากกลุ่มวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ กองโภชนาการ พบว่า มีกรดออกซาลิก 970 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม ในขณะที่ผักคะน้า และผักกาดหอมมี ประมาณ 7.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก100 กรัมเท่านั้น แม้สามารถกินกรดออกซาลิกจากอาหารได้วันละ 22,000 มิลลิกรัม หรือ 22 กรัม (สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม) โดยไม่มีเกิดโรค แต่เพื่อลดความเสี่ยงผู้ที่มีประวัติเป็นโรคนิ่ว หรือเป็นโรคนิ่วอยู่ขณะนี้ ก็ควรหลีกเลี่ยง รู้จักปวยเล้ง แถมวิธีกินอย่างฉลาด ไม่ว่าวัยไหนก็มีสมองใส ความจำแจ๋วได้ ที่มา...ชีวจิต หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 14, 2013, 08:53:49 AM คิดให้ดีก่อนซื้อ..ชุดออกกำลังกาย
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img5/150242.jpg) เห็นสาวน้อย สาวใหญ่ หนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ ยุคใหม่ใส่ใจออกกำลังกายอยู่เป็นประจำแล้ว ทำให้คิดว่าต่อไปคงจะมีแต่คนหุ่นดี สุขภาพดีเยอะแยะเต็มไปหมดเลยนะคะ และเพราะทุกวันนี้มีคนหันมานิยมออกกำลังกายกันมากขึ้น ก็เลยทำให้เกิดแฟชั่นชุดออกกำลังกายออกมามากมายหลายสีสันหลากสไตล์ ที่ใส่แล้วดูลุคเป็นสาว เปรี้ยว หนุ่มเท่ห์กันทั้งนั้น แต่ก่อนจะตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายที่คิดว่าอินเทรนด์สุดๆ แล้วล่ะก็ อย่าลืมค่ะ…อย่าลืมว่า ต้องคิดถึงจุดประสงค์ของการใช้งานด้วย เพราะชุดออกกำลังกายที่ดีต้องใส่แล้วเหมาะกับการออกกำลังกายประเภทนั้นจริงๆ คือต้องสามารถพยุงกล้ามเนื้อได้ดี แล้วที่ว่าเหมาะกับการออกกำลังกายนั้นเป็นอย่างไรมาดูกันค่ะ อันดับแรก… ไม่ว่าคุณจะซื้อให้ตัวเองหรือช่วยเลือกให้กับคนในครอบครัว ควรดูป้ายสินค้าก่อนเลยค่ะว่า มีรายละเอียดของผลิตภัณฑ์อย่างไร ทำจากเนื้อผ้าอะไร เพราะชุดออกกำลังกายที่ดีนั้นเนื้อผ้าต้องระบายอากาศและเหงื่อได้ดี เดี๋ยวนี้เขานิยมเนื้อผ้าไลครา สแปนเด็กซ์กันค่ะ เพราะเนื้อผ้าจะเข้ารูป มีความเรียบลื่น สวมใส่ง่าย ใส่สบาย ไม่ระคายเคืองผิวระหว่างออกกำลัง แถมยังดูดซับเหงื่อได้ดีอีกด้วย ที่สำคัญต่อมา อย่าลืมลองชุดก่อนตัดสินใจซื้อด้วยนะคะว่า ชุดนี้ใส่แล้วรู้สึกสบายไหม ลองขยับเขยื้อนร่างกายดูว่าคล่องตัวดี ใส่แล้วไม่รู้สึกร้อนหรือคัน แบบของชุดเข้ากับบุคลิกไหม ทำให้เรามีลุคอย่างที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า ต้องดูหลายๆ อย่างรวมกันเพราะบางทีเราอาจจะชอบรูปแบบของชุดนี้เหลือเกิน แต่ใส่จริงแล้วไม่สบาย ก็ต้องยอมตัดใจกันค่ะ เลือกที่ชอบรองลงมาแต่สวมใส่สบายๆ น่าจะดีกว่า อีกเคล็ดลับในการเลือกชุดออกกำลังกาย คือควรเลือกชุดที่ใส่พอดีตัว ถ้าคับเกินไปก็จะทำให้อึดอัด หรือถ้าหลวมเกินไปก็จะทำให้การออกกำลังกายบางประเภทไม่สะดวก อย่างชุดสำหรับเล่นโยคะ พีลาทีส ที่ต้องมีท่าก้มตัว ถ้าเสื้อผ้าหลวมเกินไปก็อาจจะร่นหรือเปิดได้ง่าย การเลือกใส่เสื้อผ้าที่พอดีตัวยังมีส่วนช่วยให้สามารถเช็ครูปร่างได้ง่ายด้วย เพราะได้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน ส่วนใครที่ยังไม่มีส่วนเว้าส่วนโค้ง เวลาใส่เสื้อผ้าพอดีตัวก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้อยากลดหุ่นให้มีรูปร่างสวย เท่ห์ เหมาะกับเสื้อผ้าอีกต่างหาก รองเท้าออกกำลังกายก็สำคัญค่ะ ต้องเลือกให้เหมาะกับกิจกรรมการออกกำลังกาย เดี๋ยวนี้มีทั้งรองเท้าวิ่ง รองเท้าเต้นแอโรบิค รองเท้าเทนนิส และอื่นๆ อีกมากมายที่ผลิตขึ้นมาสำหรับกีฬาแต่ละชนิด รองเท้าแต่ละแบบก็จะรองรับน้ำหนัก และกระชับรับกับเท้าแตกต่างกัน ส่วนเคล็ดลับการเลือกซื้อรองเท้าให้จำไว้เลยว่า ควรไปซื้อในช่วงบ่ายๆ เพราะเท้าจะบวมกว่าในช่วงเช้า เนื่องมาจากเราใช้เท้ามาแล้วทั้งวัน เวลาลองรองเท้าก็ให้ใส่รองเท้า แล้วผูกเชือกให้เรียบร้อย ทดลองเดิน หรืออาจลองวิ่งเหยาะๆ ดูก็ได้ สังเกตดูโดยให้ความยาวของรองเท้ายาวกว่านิ้วเท้าที่ยาวที่สุด ประมาณ 1.2 -1.75 ซม.ค่ะ ได้ชุดออกกำลังกายที่ถูกใจกันแล้ว คราวนี้ก็ชวนสมาชิกในครอบครัวไปออกกำลังกายด้วยกันได้เลยค่ะ ที่มา ... goodfoodgoodlife หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 28, 2013, 08:25:47 PM ตำแหน่งสิว บอกเรื่องสุขภาพได้ (จริงหรือไม่)
เมื่อปีสองปีก่อน เคยมีคำแนะนำเรื่อง วิธีสังเกตจุดที่เป็นสิวบ่อยๆ บนใบหน้า ที่อาจเป็นสัญญาณเตือนเรื่องสุขภาพของสาวๆ ได้อีกด้วย อาทิ (http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/150969.jpg) หน้าผากซ้าย-ขวา สาวๆ ที่เป็นสิวบริเวณ หน้าผากซ้าย-ขวา มักพบปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อย กระเพาะปัสสาวะและต่อมหมวกไต หรือสาเหตุอื่นๆ อาจเกิดจากการทำความสะอาดผิวหน้าไม่ดีพอหรือจากภาวะที่ร่างกายมีความเครียด สะสม หว่างคิ้ว สิว ที่ขึ้นบริเวณหว่างคิ้ว มักพบปัญหาเกี่ยวกับการย่อยน้ำตาลแล็กโทสซึ่งส่วนใหญ่พบอยู่ในน้ำนม หรือสาเหตุอื่นๆ อาจเกิดจากการทานอาหารรสจัด หรือระบบการดูดซึมที่ไม่สมบูรณ์ของกระเพาะและลำไส้เล็ก ภายในหู สิวภาย ในหู มักเกี่ยวกับการทำงานของไต หรือสาเหตุอื่นๆ อาจเกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือนานเกินไป รวมไปถึงการรับประทานเนื้อสัตว์ ดื่มกาแฟ และแอลกอฮอล์มากเกินไป แก้มส่วนบน สิวที่เกิดบริเวณแก้มส่วนบนหมายถึงอาจมีอาการไซนัสและปอด หรือสาเหตุอื่นๆ อาจเกิดจากการสูบบุหรี่จัด ภูมิแพ้ และเป็นหวัดเรื้อรัง แก้มส่วนล่าง สาวๆ ที่เป็นสิวบริเวณแก้มส่วนล่าง อาจพบปัญหาเกี่ยวกับเหงือกและฟัน หรือสาเหตุอื่นๆ อาจเกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือที่ไม่สะอาด รอบดวงตา เมื่อ มีสิวเกิดขึ้นบริเวณรอบดวงตาทั้งสอง อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของไตหรือโรคภูมิแพ้ หรือสาเหตุอื่นๆ อาจเกิดจากการสวมแว่นตาที่เสียดสีกับผิวมากเกินไป จมูกและเหนือริมฝีปาก สิว ที่ขึ้นบริเวณจมูกและเหนือริมฝีปาก มักพบปัญหาจากการทำงานของหัวใจและระบบสืบพันธุ์ หรือสาเหตุอื่นๆ อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนภายในร่างกาย หรืออยู่ในระหว่างการใช้ยาคุมกำเนิด ใต้ริมฝีปาก สาวๆ ที่เป็นสิวบริเวณใต้ริมฝีปาก อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของรังไข่ หรือสาเหตุอื่นๆ อาจเกิดจากภาวะการขาดความสมดุลย์ของฮอร์โมนภายในร่างกาย หรือการทำความสะอาดไม่ดีพอ ปลายคาง สิว ที่ขึ้นบริเวณปลายคาง มักพบปัญหาที่บริเวณกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก หรือสาเหตุอื่นๆ อาจเกิดจากการทานอาหารรสจัดจนลำไส้เล็กเป็นแผลหรือมีปัญหาในเรื่องการดูดซึม สรุปว่าการดูแลรักษาใบหน้าให้สะอาดหมดจด พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานผักผลไม้ อาหารที่มีประโยชน์เป็นสิ่งที่สาวๆ ควรทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้นอกจากสิ่งเหล่านี้ คือ การทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง ลดความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องสิวลงไปบ้าง มองโลกในแง่บวกว่าตัวเราเองก็มีจุดเด่นในด้านอื่นๆ อีกมากมาย เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเรียกความมั่นใจของสาวๆ กลับคืนมา และทำให้สาวๆ กลายเป็นสาวพราวเสน่ห์ได้อย่างง่ายดาย ..... แต่หลังจากนั้นอีกไม่นาน ก็เหมือนมีแพทย์ออกมาพูดว่า ไม่มีผลใดรองรับบทความนี้ ว่า จริง เท็จ ยังไง หากเชื่อแล้วไม่มีผลเสียกับตัวเรา ก็ไม่ต้องหวั่นใจไป อ่านไว้ไม่เสียหลายค่า webboard.yenta4. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 28, 2013, 08:29:40 PM เหงื่อออกมากบ่งบอกอาการของโรคได้
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/150994.jpg) เหงื่อออกมากบ่งบอกอาการของโรคได้ เหงื่อบ่งบอกอาการของโรคได้ อาการเจ็บป่วยหากเรารู้จักสังเกตุตนเองก็จะทำให้รู้ว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับสุขภาพของเราหรือไม่ ”เหงื่อออกมาก” หรือออกมากจนผิดปกติก็เป็นอาการที่บ่งบอกโรคได้เช่นกัน เหงื่อที่ออกมาจากร่างกายของคนเรานั้น เกิดขึ้นเมื่อร่างกายสัมผัสสิ่งกระตุ้น 2 อย่าง คือ ความร้อนและอารมณ์ และโรคที่สัมพันธ์กับเหงือมี 2 ประเภทคือ โรคที่ทำให้เหงือออกมาก ได้แก่ 1. โรคเครียด ลักษณะของเหงื่อที่ออกจะออกมากบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และหน้าผาก อาจจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่นใจสั่น ชีพจรเต้นเร็ว มือสั่น 2. ต่อมไทรรอยด์เป็นพิษ หรือคอพอก จะมีเหงื่อซึมออกมาทั่วตัวและบริเวณฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง อาจมีอาการหงุดหงิด มือสั้น ขี้ตกใจ ตาโปน ผมร่วง และหิวน้ำบ่อย 3. วัณโรค เหงื่อออกมากทั่วลำตัวในเวลากลางคืนสลับกับมีอาการไอเรื้อรังร่วมด้วย 4. โรคเบาหวาน จะมีเหงื่อซึมทั่วตัวโดยเฉพาะฝ่ามือ ฝ่าเท้า ใจสั่น เหนื่อยหอบ หวิวๆ คล้ายจะเป็นลม 5. โรคหัวใจ จะมีอาการเหงื่อแตก ร่วมกับใจสั่น เหนื่อยหอบขณะออกกำลังกาย หากมีอาการแน่นที่หน้าอก เหงือออกตามนิ้วมือนิ้วเท้าทุกครั้งที่ออกกำลังกาย เสี่ยงการเป็นโรคหัวใจสูง 6. ภาวะใกล้หมดประจำเดือน คนที่ใกล้หมดประจำเดือน สมองจะหลั่งฮอร์โมนเทศหญิงน้อยลง ทำให้เหงื่อออกมากในเวลากลางคืน ถึงแม้อาการเหงื่อออกมากจะบ่งบอกอาการของ โรคได้ แต่ก็ต้องมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย หากมีอาการเหงื่อออกมากผิดปกติก็ควรดูแลสุขภาพ หาวิธีป้องกันและพบแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายนะค่ะ ที่มาข้อมูลและภาพ tsgclub.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 28, 2013, 08:31:15 PM วิธีกำจัดขี้หู ที่ดีที่สุด
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/151020.jpg) ภัยร้ายแคะหู ดร.ไซม่อน เกน จากเคลียร์ เอียร์ คลินิก อังกฤษ เผยว่าในแต่ละปี โสต ศอ นาสิกแพทย์ของคลินิก ต้องกำจัด "ขี้หู" มากกว่า 100 ลิตรต่อปี ถึงจะเยอะจนน่ากลัว แต่ขี้หูเป็นสารธรรมชาติ มาพร้อมหน้าที่ป้องกันอันตราย และให้ความชุ่มชื่นภายในหู เกิดจากซีบัมหรือไขมันปกป้องผิว ผสมกับเหงื่อ และผิวเสื่อมสภาพที่หลุดล่อน ปกติเราแทบจะไม่รู้สึกถึงการก่อตัวของขี้หู แต่ถ้ามีมากเกินไป จะทำให้คัน และปวด ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการใช้สำลีเช็ดหู เป็นการทำความสะอาดที่ผิดมหันต์ เพราะทำให้ขี้หูอุดตันอยู่ด้านใน และเป็นต้นเหตุให้เกิดการอักเสบ ซึ่งอาจเลวร้ายถึงขั้นหูหนวกชั่วคราวได้ วิธีกำจัดขี้หูที่ดีที่สุด คือ ใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดขี้หูที่ขยายตัวออกมายังหูด้านนอก หรือใช้น้ำมันมะกอกเล็กน้อยหยดใส่หู อุดด้วยสำลี และรอให้ขี้หูอ่อนตัวและไหลซึมเข้าสำลี เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ นสพ.ข่าวสด หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 28, 2013, 08:32:41 PM สาเหตุปากเหม็นเรื้อรัง
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/150984.jpg) สาเหตุปากเหม็นเรื้อรัง เรื่องกลิ่นปาก สามารถรบกวนผู้คนได้ทุกเพศทุกวัย แม้ผู้ดูแลสุขภาพชั้นเซียนก็อาจไม่รอด ถ้ากลิ่นปาก เกิดจากอาหารที่เพิ่งกินเข้าไป คงพอครนา แต่ถ้ากลิ่นปากติดทนนานจนเรื้อรัง คงต้องหาสาเหตุเพื่อการป้องกันเสียแล้ว - มีเศษอาหารตกค้างอยู่ตามซอกฟัน ร่องเหงือก บนและโคนลิ้น รวมถึงต่อมทอนซิน - โรคอักเสบเรื้อรังของช่องปาก เช่น โรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง - โรคอักเสบเรื้อรังของโพรงจมูกหรือไซนัส - โรคต่อมทอนซินอักเสบเรื้อรัง - โรคกรดไหลย้อน - โรคมะเร็งในช่องปาก จมูก ไซนัส หรือลำคอ - ช่องปากแห้งจากการกินยาบางชนิด เช่น ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้โรคภูมิแพ้ - สูบบุหรี่ หรือดื่มสุราเรื้อรัง - ใส่ฟันปลอมและรักษาดูแลความสะอาดไม่ดี - โรคตับเรื้อรัง และโรคไตเรื้อรัง ฉะนั้นการกำจัดกลิ่นปากเรื้อรัง นอกจากรักษาโรคที่เป็นอยู่แล้ว จำเป็นต้องรักษาความสะอาดช่องปากให้ดี ด้วยวิธีใช้ไหมขัดฟัน การใช้น้ำยาบ้วนปาก ร่วมกับการแปรงฟัน แต่ถ้าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ เมื่อปลอดจากโรค ก็ปลอดจากกลิ่นปากค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 18, 2013, 09:37:00 AM ***บัวหิมะธิเบต(Kefir)***
(https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash4/p480x480/1003287_503135096431915_33230031_n.jpg) 1.บัวหิมะคืออะไร หรือ "kefir" บัวหิมะเติบโตในบริเวณที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3000 - 4000 เมตรขึ้นไปซึ่งแม้ในฤดูร้อนภูเขาก็ยังมีหิมะปกคลุม บัวหิมะเติบโตอย่างช้าๆ แต่ทนทานมาก โดยปกติเมล็ดของบัวหิมะเพียง 5% เท่านั้นที่เติบโตจนออกดอกได้ และใช้เวลา 3 ปีกว่าจะเก็บเกี่ยว ดอกบัวหิมะบานช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมของทุกปี ดอกเป็นสีขาวหรือเขียวอ่อน ดูคล้ายดอกบัวขนาดใหญ่ เบ่งบานท้าทายลมและหิมะ ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว คนเลี้ยงสัตว์แถบภูเขาถือว่าดอกบัวหิมะเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ เป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ หากใครได้เห็นถือเป็นบุญตา มีตำนานเล่าขานว่า เมื่อราชินีสวรรค์แห่งทะเลสาบหยก (Jade Lake) เสด็จลงมาอาบน้ำยังทะเลสาบเทียนชี หรือทะเลสาบสวรรค์ (Tianchiหรือ Heavenly Lake) ที่ซินเจียง เหล่านางฟ้าจะโปรยดอกบัวหิมะลงมา ทำให้ยอดเขาสูงชันกว่า 5,000 เมตรปกคลุมด้วยหิมะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับทะเลสาบสะท้อนความงามของเทพธิดาเป็นที่จับตาน่าหลงใหลยิ่ง บัวหิมะจึงถูกนับถือเป็นดอกไม้ล้ำค่า ชาวบ้านเชื่อกันว่าหากได้ดื่มน้ำค้างจากกลีบดอกบัวหิมะแล้ว อาการป่วยไข้จะปลาสนาการ และมีชีวิตยืนยาวยิ่งขึ้น ประเทศจีนได้บันทึกความสำคัญของบัวหิมะไว้ตั้งแต่โบราณ เช่นในหนังสือ The New Edition of Chinese Medicine เขียนสมัยถัง (ค.ศ.618-907) ระบุไว้ว่า แถบตะวันตกของจีนมีตัวยามีค่ากว่า 140 ชนิด และหนึ่งในนั้นคือ บัวหิมะ 2.แล้วมันต่างหรือเหมือนกับโยเกิตไหม ? ต่างกันครับ kefir จะเหลวกว่ากลิ่นแรงกว่า และมีแบคทีเรียที่มีประโยชน์หลายชนิดกว่า วิธีการทำก็ค่อนข้างต่างกัน คือเจ้าแลคโตบาสิลัสในโยเกิตมันข้อนข้างอ่อนแอ ทำให้เวลาทำต้องมีการต้มฆ่าเชื้อสารพัดและต้องใช้อุณภูมิที่เหมาะสมในการทำด้วยจึงจะได้ผลิตภัณท์ที่ดีและจะต้องผลิดจากนมเท่านั้น ส่วนเจ้า kefir มันสามารถผลิตได้จากหลายๆอย่างเช่น นม น้ำเต้าหู้ น้ำกะทิ หรือแม้แต่น้ำหวาน การผลิตก็ไม่ยุ่งยาก แค่ต้องระวังให้ภาชนะสะอาด เรื่องอุณภูมิมันสามารถอยู่ได้ในอุณภูมิที่กว้างมาก (2-40 C) ถ้าพูดกันในแนวของประโยชน์โดยตัดเรื่องของสารอาหารออกไป เจ้าโยเกิร์ตกินเข้าไปมันจะช่วยให้ทางเดินอาหารสะอาดและให้อาหารกับแบ็กทีเรียที่มีประโยชน์ที่อาศัยอยู่ในลำใส้เรา แต่จะเป็นแบบชั่วคราวคือกินแล้วก็แล้วกัน ส่วนเจ้า kifir มันจะมีประโยชน์เหมือนกับโยเกิตแต่จะต่างกันตรงเจ้านี้จะเข้าไปอาศัยอยู่ในลำใส้เราได้เลยทำให้มีประโยชน์ในระยะยาวกับระบบทางเดินอาหารของเรา แล้วมันยังมียีสเช่น Saccharomyces kefir และ Torula kefir ที่ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคที่จะเข้ามาในทางเดินอาหาร และจะทำให้เรามีความต้านทานต่อเชื้อโรคเช่น อีโคไล และปรสิตต่างๆดีขึ้น นอกจากนี้เจ้า kifir จะช่วยย่อยอาหารทำให้อาหารดูดซึมดีขึ้น ทำให้ลำใส้สะอาดมีสารพิษตกค้างน้อยลง และขนาดของ kifir จะเล็กกว่าโยเกิตทำให้ย่อยได้ง่ายกว่า 3.สารอาหารใน kefir มีอะไรบ้าง นอกจากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ และยีสแล้ว ใน kefir ยังมีกรดอมิโนที่จำเป็นต่างๆ และโปรตีนในนมซึ่งถูกย่อยไปแล้วเป็นบางส่วนโดยเจ้า kefir จะมีข้อดีคือดูดซึมได้ง่ายกว่าดื่มนมโดยตรง นอกจากนี้ยังมี แคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยม ช่วยบำรุงระบบประสาท มี ฟอสฟอรัส วิตตามิน B1,B12 วิตตามิน K 4.kefir มีประโยชน์อะไรบ้าง ใช้ดื่ม ทำให้ระบบทางเดินอาหารดีขึ้น มีสารอาหารต่างๆมากมาย ช่วยให้ระบบประสาทดีขึ้น ทำให้จิตใจสงบลง ช่วยในท่านที่นอนไม่ค่อยหลับ ส่วนสรรพคุณอื่นๆเห็นทางเว็ปเมืองนอกและคนที่เคยดื่มมีบอกไว้สารพัด แต่ผมไม่กล้าเอามาบอกเพราะดูจะเกินจริงไปหน่อยเลยอยากให้ไปอ่านเองจากต้นฉบับและใช้วิจารณะญาณเอาเองครับ อ้อส่วนสำหรับท่านสาวๆใช้พอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก เห็นเขาว่าทำให้ผิวดีขึ้นและขาวขึ้นได้ดีกว่าใช้โยเกิตครับเพราะยีสต์ใน kefir ช่วยในการฆ่าเชื้อได้ส่วนนึง เห็นเขาว่าสิวนี่ลดลงเยอะเลยครับ 5.จะทำ kefir อย่างไร ก่อนอื่นต้องไปหาหัวเชื้อมาครับ แย่ตรงที่คนไทยเชื่อกันผิดๆว่าห้ามซื้อขาย(ฝรั่งขายกันโครมๆ แพงเสียด้วย) ทำให้หาซื้อไม่ได้ ต้องตีซี้ขอเอาจากคนที่มีอยู่แล้วทำให้ลำบากพอสมควร พอได้มาแล้วก็เอามาใส่ลงไปในขวดที่ลวกน้ำร้อนแล้ว เทนมรสจืดลงไปหนึ่งกล่อง ไม่ต้องปิดฝาแต่ให้ใช้ผ้าขาวบางปิดปากขวดไว้ ทิ้งไว้ที่อุณภูมิห้อง 24-48ชั่วโมงแล้วแต่ว่าชอบเปรี้ยวมากหรือน้อย แล้วให้เทนมออกมาโดยกรองเอาเจ้าหัวเชื้อ(ที่เป็นเม็ดๆก้อนๆสีขาวๆ)เก็บเอาไว้ เอานมที่ว่าไปดื่มโดยใส่น้ำผึ้ง ผลไม้ ฯลฯ ตามชอบแช่ตู้เย็นไว้กินเย็นๆก็ได้ หรือจะเอาไปทาหน้าทาตัวก็แล้วแต่ ส่วนเจ้าหัวเชื้อก็ให้เอาไปใส่ขวดแช่นมเอาไว้เพื่อทำkifirชุดใหม่ต่อไป เจ้าหัวเชื้อนี้ไม่ว่าเราจะต้องการน้ำ kefir หรือไม่เราก็ต้องเปลี่ยนน้ำนมให้มันอย่างน้อยทุกๆสามวันครับ หากจะเก็บไว้นานกว่านั้นต้องเก็บในตู้เย็น แต่ยังไม่มีรายงานว่าเก็บได้นานสุดเท่าไรก่อนที่เชื้อมันจะตายครับ เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับ kefir 1. ห้ามขาย อันนี้ไม่จริงต่างประเทศเขาขายกันเพียบเลยครับ ด้วยคนไทยเชื่อว่าห้ามขายอย่างนี้ถึงได้หากินกันยากนักหนานี่แหละครับ เสียดายจริงๆ 2. ห้ามโดนภาชนะโลหะ อันนี้ไม่จริง แต่ไม่ควรหมักในภาชนะโลหะเพราะกรดที่เกิดจากการหมักจะไปกัดเอา โลหะขึ้นสนิม หรือออกมาปะปนกับน้ำ kefir ที่เราจะใช้ดื่มได้ ที่มา : natui.com./by สาระแห่งสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 18, 2013, 09:39:25 AM อาหารดัดแปรพันธุกรรม
(https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/p480x480/970876_502385806506844_205812539_n.jpg) .***อาหารดัดแปรพันธุกรรม*** ตามรูปภาพจะเห็นส่วนประกอบที่เป็นข้าวโพดดัดแปรพันธุกรรมในขนมขบเคี้ยวยี่ห้อหนึ่ง มีวางขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป เป็นสินค้า New Product ของกลุ่มขนมขบเคี้ยวยักษ์ใหญ่ ไม่น่าเชื่อว่าเราจะต้องกินอาหารที่ไม่ได้มาจากธรรมช...าติที่แท้จริงกันแล้ว... แล้วอาหารดัดแปรพันธุกรรม คืออะไร ??? พืชผลดัดแปลงพันธุกรรมผลิตขึ้นโดยใช้เทคนิคในห้องทดลอง โดยนำุพันธุกรรมจากเซลล์สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไปใส่ในสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นเองจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น การใส่ยีนจากปลาอาร์กติกในมะเขือเทศและสตรอเบอร์รี่ เพื่อให้ทนทานต่อความหนาวเย็น แน่นอนว่าปลาและมะเขือเทศไม่มีทางผสมพันธุ์กันได้เองตามธรรมชาติปัจจุบันอาหารดัดแปลงพันธุกรรมทั้งหมด ผลิตและขายโดยบริษัทสารเคมีขนาดใหญ่ ซึ่งโดยปกติจะทำงานร่วมกับแผนกเคมีภัณฑ์ของตนเอง พืชผลดัดแปลงพันธุ์กรรมส่วนใหญ่ทั่วโลกปลูกในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และ อาร์เจนตินา สิ่งมีชีวิตที่ประดิษฐขึ้นนี้์อาจออกแบบมาเพื่อให้ "ประโยชน์" บางอย่างแก่ผู้ปลูก (เช่น ทนทานต่อยาฆ่าแมลง) แต่ก็มักจะมีผลรองลงมาอย่างอื่นที่ไม่อาจคาดเดาได้ เนื่องจากพืชผลดัดแปลงพันธุกรรมเป็นสิ่งมีชีวิต พืชเหล่านี้จึงอาจเล็ดรอดออกแพร่พันธุ์ในสิ่งแวดล้อมเปิด ดังนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเก็บพืชผลดัดแปลงพันธุกรรมเหล่านี้กลับคืน โดยเฉพาะเมื่อเกิดความผิดพลาดอย่างไม่คาดคิดขึ้นแล้ว ปัญหาบางประการที่เกี่ยวข้องกับพืชดัดแปลงพันธุกรรม ได้แก่ การทำให้เกิดพิษหรืออาการภูมิแพ้ที่ไม่คาดคิด เนื่องจากพันธุวิศวกรรมเป็นเทคโนโลยีที่ไม่แน่นอน การใส่ยีนแปลกปลอมจึงอาจกระตุ้นให้เกิดโปรตีนที่ไม่คาดคิด ซึ่งอาจเป็นพิษ หรือทำให้ผู้บริโภคเกิดอาการภูมิแพ้ หรืออาจมีผลข้างเคียงต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ยีนถั่วบราซิลนัท ซึ่งนำไปใส่ในถั่วเหลือง ถั่วเหลืองนี้ทำให้คนที่แพ้ถั่วนัท เกิดอาการแพ้ขึ้นอย่างไม่คาดคิด จึงต้องป้องกันไม่ให้ถั่วเหลืองนี้ออกสู่ตลาดได้ โชคยังดีที่อาการแพ้ถั่วนัทเป็นอาการที่พบบ่อย จึงสามารถตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม พันธุวิศวกรรมส่วนใหญ่ใช้วัสดุจากสิ่งมีชีวิต เช่น ไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งไม่เคยเป็นอาหารของมนุษย์มาก่อน การดื้อยาปฏิชีวนะ นักวิทยาศาสตร์ได้ใส่ยีนดื้อยาปฏิชีวนะทั่วไป เพื่อตรวจสอบว่ากรรมวิธีทางการพันธุวิศวกรรมได้ผลหรือไม่ แม้จะมีเจตนาใช้ยีนเหล่านี้เป็นเพียง "ยีนบ่งชี้" แต่พวกมันก็มีอยู่ทั่วไปในอาหารดัดแปลงพันธุกรรม แพทย์ทั่วโลกเตือนว่า การใช้ยีนดื้อยาปฏิชีวนะอย่างกว้างขวางเช่นนี้ อาจทำให้ยาปฏิชีวนะบางชนิดไม่มีผลในการรักษาโรคของมนุษย์และสัตว์ สหภาพยุโรปและสมาคมแพทย์ทั่วโลกได้เรียกร้องให้ห้ามใช้สัญญาณอันตรายเหล่านี้ ผลต่อสิ่งแวดล้อม พืชผลดัดแปลงพันธุกรรมอาจก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่มีพฤติกรรมรุกราน เราได้เห็นผลเสียหายร้ายแรงจากการที่สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว เมื่อพวกมันกลายเป็นสัตว์รบกวน เช่น การปล่อยหอยทากทองในฟิลิปปินส์ ตัวอย่างผลกระทบอันตรายจากพืชผลดัดแปลงพันธุกรรมที่พบหลักฐานแล้ว ได้แก่ การปล่อยสารพิษลงสู่ดิน การมีพิษต่อแมลงที่มีประโยชน์และไม่มีอันตราย เช่น แมลงเลซวิงส์ หรือตัวอ่อนของผีเสื้อโมนาร์ค และการเกิด "สุดยอดวัชพืช" ที่แข็งแรง เช่น ในแคนาดานั้น ทุ่งปลูกคาโนลาดัดแปลงพันธุกรรม ส่งผลให้เกิดเมล็ดคาโนลาที่ทนทานต่อยาปราบวัชพืชสามชนิด การปนเปื้อนของเมล็ดพันธุ์และพืชผล แม้ว่าผู้บริโภคและเกษตรกรจำนวนมากทั่วโลกจะพยายามหลีกเลี่ยงอาหารและพืชผลดัดแปลงพันธุกรรม แต่ผู้คนก็ยังพบว่าแม้แต่ในวัตถุดิบไม่ดัดแปลงพันธุกรรมก็ยังมีการปนเปื้อน กรณีนี้เกิดจากการผสมเกสรข้ามพันธุ์ เช่น การที่ละอองเกสรที่ปนเปื้อนปลิวไปตามลม หรือเมื่อเมล็ดพืชแพร่กระจายออกไปในสิ่งแวดล้อม หรือมีการผสมพันธุ์ระหว่างการจัดการดูแล ทั้งยังเริ่มปรากฏชัดด้วยว่า ยีนสามารถเคลื่อนย้ายด้วยกระบวนการที่เรายังไม่ค่อยเข้าใจนักที่เรียกว่า การถ่ายยีนเชิงระนาบ โดยแบคทีเรียจะเก็บวัสดุพันธุกรรมและแลกเปลี่ยนมันกับแบคทีเรียตัวอื่นๆ ในดินหรือในลำไส้ จึงเป็นที่เกรงว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างจะปนเปื้อนสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งหากเกิดความผิดพลาดขึ้น ก็จะสายเกินไป นอกจากนี้ยังมีปัญหาทางจริยธรรมและสังคมหลายประการ เช่น อาหารดัดแปลงพันธุกรรมตัดทางเลือกของผู้บริโภค ผู้บริโภคในฟิลิปปินส์ถูกปฏิเสธสิทธิที่จะเลือกไม่กินอาหารดัดแปลงพันธุกรรม เนื่องจากมีการปนเปื้อนแพร่หลายที่เกิดจากพืชผลดัดแปลงพันธุกรรม และพืชผลดัดแปลงพันธุกรรมหลายชนิดไม่ได้มีการเก็บแยกออกจากระบบอาหาร เรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากฟิลิปปินส์ไม่มีการติดฉลากหรือการควบคุมอาหารดัดแปลงพันธุกรรม โจรสลัดชีวภาพ เพื่อให้ได้ลักษณะเฉพาะที่ต้องการ บริษัทสารเคมีมักใช้ยีนจากพืช สัตว์ และ แบคทีเรีย ที่หาได้จากประเทศที่ยากจนกว่า ซึ่งมักเป็นแหล่งของความหลากหลายทางชีวภาพส่วนใหญ่ กำไรและผลประโยชน์จากการใช้ยีนเหล่านี้จะเพิ่มพูนให้บริษัทที่ทำธุรกิจการเกษตรในประเทศซีกโลกเหนือ ผลคือมีการขโมยยีนเหล่านี้จากประเทศยากจนเพื่อป้อนกำไรให้บริษัท จากนั้นบริษัทข้ามชาติก็จะอาศัยกฎหมายสิทธิบัตรนานาชาติ บังคับให้ตนเป็นเจ้าของยีนเหล่านี้ การสูญเสียสิทธิของเกษตรกร เนื่องจากเมล็ดพืชดัดแปลงพันธุกรรมมีสิทธิบัตร บริษัทเมล็ดพืชจึงสามารถควบคุมการใช้เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ได้อย่างเคร่งครัด เกษตรกรสหรัฐที่ปลูกพืชผลดัดแปลงพันธุกรรมต้องเซ็นสัญญาเจาะจงว่าจะปลูกพืชผลอย่างไร และสัญญาว่าจะไม่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ หากพบว่าเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ บริษัทสารเคมีเหล่านี้ก็จะฟ้องร้องเกษตรกร ด้วยเหตุนี้เกษตรกรรายย่อยจึงสูญเสียสิทธิในการเก็บเมล็ดพืช ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงด้านอาหารตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก ขณะนี้บริษัทพืชผลดัดแปลงพันธุกรรมได้ควบคุมการค้าเมล็ดพืชทั่วโลก และเกษตรกรสหรัฐก็ได้รายงานว่าเมล็ดพืชไม่ดัดแปลงพันธุกรรมกำลังกลายเป็นของหายาก การดัดแปลงพันธุกรรมเป็นเรื่องผิดธรรมชาติิิิิ เนื่องจากพันธุวิศวกรรมข้ามพรมแดนสายพันธุ์ และแทรกแซงธรรมชาติเพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ผู้คนจำนวนมากจึงไม่เห็นด้วยกับการดัดแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทั้งในทางจริยธรรมและศาสนา เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2543 พระสันตะปะปาทรงมีพระดำรัสคัดค้านพืชผลดัดแปลงพันธุกรรม โดยแถลงต่อเกษตรกรประมาณ 50,000 คนจากอิตาลี และประเทศอื่นๆ ในพิธีกลางแจ้งพิเศษที่จัดให้เกษตรกร และเมื่อเดือนมีนาคม 2551 พระสันตะปะปาทรงมีพระดำรัสคัดค้านพืชผลดัดแปลงพันธุกรรมอีกครั้ง โดยจัดให้เป็น "หนึ่งในบาปร้ายแรง 7 อย่าง" ที่มา : greenpeace.org/by สาระแห่งสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 18, 2013, 09:46:16 AM ***บำบัดสายตาสั้นด้วยวิธีธรรมชาติ***
(https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/p480x480/8694_502039669874791_1416698739_n.jpg) หากสายตา ของคุณสั้นมากจนต้องสวมแว่น เชื่อได้เลยว่า มันคงจะ ทำให้คุณรำคาญพอดู บุคลิกก็ดูยังกะคนแก่เรียน ยิ่งพอจะไปเล่นกีฬาอะไรๆ เพื่อลดเชพก็รู้สึกว่า เจ้าแว่นตัวดี มันเกะกะเหลือเกิน โลกนี้ไม่สดใสเสียเลย ...หลายคน พอหันลองไปใช้ คอนแทคเลนส์แทน ก็รู้สึกจั๊กจี้ตาพิลึก ต้องมานั่งล้างก่อนนอนทุกคืน เผลอๆ ตาอันบอบบางก็ต้องมาเสี่ยงต่อการติดเชื้ออีกด้วย ไม่นานมานี้ เราได้พบบทความหนึ่ง ในนิตยสาร ด้านสุขภาพของอเมริกา เกี่ยวกับวิธี ที่จะช่วยบำบัด อาการสายตาสั้น ของคุณให้ดีขึ้น ซึ่งหากคุณ ได้ลองนำไปปฏิบัติประมาณ 2-3 อาทิตย์ทุกวัน คุณจะรู้สึกว่าสายตาของคุณดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บางคน ต้องไปค้นแว่นเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้ตั้งนานกลับมาใช้อีก วิธีง่ายๆที่จะช่วยบำบัดอาการสาย ตาสั้น สิ่งที่ต้องทำเป็นนิสัย สวมแว่นสายตาเมื่อจำเป็นเท่านั้น พยายามอย่าสวมแว่นเท่าที่จะทำได้ เพราะมันจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อตา และระบบประสาทรอบดวงตาของคุณ รู้สึกผ่อนคลาย วิธีอ่านหนังสืออย่างถูกต้อง เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องอ่านหนังสือ ต้องถอดแว่นออกทุกครั้ง แล้วพยายามอ่านหนังสือโดยที่ พยายามให้ตาทั้งสองข้างอยู่ห่างจากหนังสือมากที่สุด แต่ต้องเป็นระยะที่สามารถอ่านตัวหนังสือได้อย่างชัดเจน หากทำจนเป็นนิสัยแล้ว คุณจะรู้สึกว่า คุณจะค่อยๆ สามารถอ่านหนังสือได้ห่างมากขึ้นไปเรื่อยๆ (สำหรับคนสายตาสั้นไม่เท่ากัน ระยะห่างที่ชัดเจนของตาแต่ละข้างนั้น ค่อนข้างจะแตกต่างกัน ดังนั้นเวลาอ่านหนังสือ ให้ใช้มือข้างใดก็ได้ปิดตาข้างหนึ่งไว้ แล้วค่อยๆ อ่านด้วยตาทีละข้างสลับกันไป แต่ถ้าสายตาทั้งสองข้างต่างกันแค่นิดเดียว อ่านพร้อมกันทั้งสองข้างเลยก็ไม่เป็นไร) กระพริบตาให้บ่อย การฝึกกระพริบตาให้บ่อย (ประมาณ 1 ครั้ง ต่อ 10 วินาที) จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อตารู้สึกผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด วิธีบำบัดที่ต้องทำเป็นประจำ (ต้องทำทุกวิธี) การบริหารกล้ามเนื้อดวงตา ให้ชำเลืองตาขึ้นไปข้างบน ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วชำเลืองตาลงข้างล่าง ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วชำเลืองตาไปทางซ้าย ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วชำเลืองตาไปทางขวา ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที เสร็จแล้วพักตาสักพัก แล้วเริ่มทำใหม่ไปอีกเรื่อยๆ วันละ 10 นาที การบำบัดด้วยน้ำเย็น เมื่อล้างหน้าเสร็จ ก่อนจะอาบน้ำ ให้เตรียมน้ำเย็น (ไม่ใช่น้ำอุ่น) ใส่กาละมังเล็กๆ ไว้ ก้มหน้าลงไปเล็กน้อย ทำมือทั้งสองให้เป็นรูปถ้วย แล้วกวักน้ำให้เต็ม ให้มืออยู่ห่างจากดวงตาประมาณ 6 เซนติเมตร หลับตาลง แล้วค่อยๆ สาดน้ำมากระทบเปลือกตาเบาๆ น้ำเย็นจะช่วยให้กล้ามเนื้อรอบดวงตารู้สึกผ่อนคลายได้มากขึ้น (ให้ทำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที) การบำบัดด้วยการสร้างมโนภาพ ให้หาหนังสืออะไรก็ได้มา 1 เล่ม เปิดหน้าไหนก็ได้ที่มีตัวหนังสือ ถอดแว่นออก แล้วเลือกคำอะไรก็ได้ 1 คำจากหน้านั้น จำรูปร่าง ของคำนั้นไว้ให้ดี ยื่นหนังสือออกไปให้ไกล ในระยะที่คุณมองเห็นไม่ชัดและเบลอ แล้วหลับตาลง นึกภาพในใจให้รู้สึกว่าคุณเห็นคำนั้นได้อย่างชัดเจน การทำเช่นนี้ จะช่วยให้กล้ามเนื้อตาค่อยๆ ปรับโฟกัส ให้ดีขึ้นได้อย่างอัตโนมัติ (ให้ทำทุกวัน วันละประมาณ 10 นาที) การบำบัดด้วยอุ้งมือ ก่อนนอน ให้นั่งลงบนเก้าอี้ที่นั่งสบายๆ หลับตาลง แล้วใช้อุ้งมือซ้ายปิดตาซ้ายเบาๆ และใช้อุ้งมือขวาปิดตาขวาเบาๆ จะช่วยทำให้ไม่มี แสงเล็ดลอด เข้าสู่ตาได้ ความมืดมิดที่เห็น จะทำให้ดวงตารู้สึกสบายกว่าปกติ (ให้ทำทุกวันก่อนนอน วันละอย่างต่ำ 45 นาที) ไม่นานนัก คุณคงต้องโยน แว่นสายตาของคุณลงไปในถังขยะแล้ว ที่มา : dekcom.net/by สาระแห่งสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 18, 2013, 08:06:25 PM ปลาดอลลี่.......พี่ไทยโดนต้มจนสุก ขึ้นโต๊ะจีนราคาแพงๆที่แท้ "ปลาสวายธรรมดา" จากเวียดนาม
(http://www.yclsakhon.com/images/sub_1367075163/Slide1.jpg) ผู้ขายระบุชื่อว่าเป็น "ปลาดอร์ลี่แล่" กำกับภาษาอังกฤษว่า Pangasius Fillet (Pangasius Hypopthalmus) เป็นการให้ข้อมูลแบบไม่ครบถ้วนอาจสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นปลาทะเล หรือปลาชนิดใหม่ เปรียบเทียบกับสิ้นค้าชนิดเดียวกันที่อเมริกา (ภาพข้างล่าง) เขาระบุรายละเอียดชัดเจนว่าเป็นปลาเลี้ยงจากฟาร์มในประเทศเวียดนาม ใช้ชื่อการค้าว่า Swai จริงๆแล้วคนขายเขาก็ไม่ได้หลอกเพราะเขียนภาษาอังกฤษ พร้อมกำกับด้วยศัพท์วิทยาศาสตร์ไว้เห็นชัดๆว่า Pangasius hypophthalmus แต่ผู้บริโภคทั่วไปไม่ทราบว่านี่คือ "ปลาสวาย ทำความรู้จัก "ปลาดอร์ลี่" ตัวจริง กับ ย้อมแมว (http://www.yclsakhon.com/images/sub_1367075163/Slide1(7).jpg) ปลาดอร์ลี่ตัวจริงอยู่ในทะเลลึกที่มหาสมุทแอตแลนติก และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เนื้อแน่น น่ากิน มีชื่อเล่นว่า "จอห์น ดอร์ลี่" (John Dory) ชื่อวิทยาศาสตร์ Zenopsis conchifera (http://www.yclsakhon.com/images/sub_1367075163/Slide2(5).jpg) (http://www.yclsakhon.com/images/sub_1367075163/Slide3(1).jpg) (http://www.yclsakhon.com/images/sub_1367075163/Slide4(2).jpg) (http://www.yclsakhon.com/images/sub_1367075163/Slide1%289%29.jpg) (http://www.yclsakhon.com/images/sub_1367075163/Slide3%282%29.jpg) (http://www.yclsakhon.com/images/sub_1367075163/Slide1(10).jpg) ปลาดอร์ลี่ตัวจริงเสียงจริงเป็นปลาทะเล ส่วนปลาดอร์ลี่แบบไทยๆคือปลาสวายอยู่ในน้ำจืดเลี้ยงในบ่อตามริมแม่น้ำโขงที่ประเทศเวียดนาม เป็นยังไงครับเมื่อทราบข้อมูลที่แท้จริงเช่นนี้แล้ว ก็ต้องเริ่มคิดใหม่แล้วครับอย่าให้ถูกต้มถูกหลอกอีกต่อไป......... http://www.yclsakhon.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539377083 (http://www.yclsakhon.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539377083) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 10, 2013, 09:09:11 AM สาระแห่งสุขภาพ ***ขมิ้น ดีอย่างนี้เลย*** ผลงานวิจัยจาก University of Tsukuba ในญี่ปุ่นรายงานว่าสารอาหารในรากของขมิ้นสามารถชะลอวัย ปกป้องหัวใจได้เท่าเทียมกับการออกกำลังเเอโรบิคปานกลางได้ รากขมิ้นถูกใช้เป็นตำรับยาในซีกโลกตะวันออกมาหลายร้อยปี ส่วนซีกโลกตะวันตกเพิ่งเริ่มมาศึกษาเเละพบว่ารากของขิ้นอุดมด้วยสารต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ เรียกชื่อรวมๆว่า"curcuminoids,"หรือ "curcumin," ซึ่งทำให้ขมิ้นมีสีเหลือง -ส้ม จัด การวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างสตรีวัยหมดประจำเดือน มาทำการทดลองตลอดแปดสัปดาห์ เพื่อเปรียบเทียบผลระหว่างการออกกำลังกาย กับ การบริโภคสาร สกัดCurcumin จากขมิ้น ที่มีต่อสุขภาพหัวใจ การศึกษาที่หนึ่ง พบว่ากลุ่มที่บริโภคสารสกัด curcumin ร่วมกับการออกกำลังกายมีสุขภาพของผนังหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ (endothelial function) ดีขึ้นอย่างชัดเจน การศึกษาที่สองพบว่า การปริโภคสารสกัด curcumin แต่ไม่ออกกำลังกาย ให้ผลลัพธ์ต่อสุขภาพหลอดเลือดแดงเเละความดันโลหิต (arterial compliance) เช่นเดียวกับการออกกำลังกายแต่ไม่บริโภคสารสกัด และหากว่าบริโภคสารสกัดร่วมกับการออกกำลังกายจะยิ่งมีผลดีมากขึ้น การศึกษาสุดท้ายเพื่อดูผลที่มีต่อลิ้นหัวใจด้านซ้าย โดยใช้กลุ่มตัวอย่างรวม 45คน พบว่า กลุ่มที่บริโภคสารสกัดร่วมกับออกกำลังกาย มีสุขภาพลิ้นหัวใจดีขึ้นมากเเละชัดเจน เเต่น่าสังเกตว่าการบริโภคสารสกัดเเต่ไม่ออกกำลังกายไม่มีผลเปลี่ยนแปลงใดๆ ระดับความดันโลหิต systolic blood pressure (SBP)ลดลงในกลุ่มที่ออกกำลังกายแม้ว่าจะไม่บริโภคสารสกัดก็ตาม แต่ที่น่าสังเกตุคือกลุ่มที่บริโภคสารสกัดร่วมกับการออกกำลังกายจะมีระดับ aortic augmentation index (AIx) เเละ aortic SBP ลดลงอย่างชัดเจน ข้อสรุป : การบริโภคขมิ้นในอาหารประจำวัน มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคหัวใจของสตรีวัยหมดประจำเดือน นอกจากนี้ยังมีประโยชน์มากในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่สามารถออกกำลังกายได้ จึงอาจใช้ชดเชยทดเเทนการออกกำลังกายสำหรับผู้ที่สภาพร่างกายไม่สามารถออกกำลังกายได้ อย่างไรก็ดีพบว่าการบริโภคขมิ้นให้ได้ผลดีนั้นควรทานรากขมิ้นจากธรรมชาติ มีประสิทธิผลมากกว่าสารสกัด curcumin ในแคปซูลเพราะร่างกายจะดูดซึมได้สมบรูณ์กว่า ที่มา : Natural News/108health/by สาระแห่งสุขภาพ (http://sphotos-g.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash3/s403x403/1303_512244558854302_758363603_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 12, 2013, 09:26:25 PM Shellfish
Shellfish can cause severe allergic reactions (such as anaphylaxis). Therefore it is advised that people with shellfish allergy have quick access to an epinephrine auto-injector (such as an EpiPen®, Auvi-Q® or Twinject®) at all times. This allergy usually is lifelong. Approximately 60 percent of people with shellfish allergy experienced their first allergic reaction as adults. Shrimp, crab and lobster cause most shellfish allergies. Finned fish and shellfish do not come from related families of foods, so being allergic to one does not necessarily mean that you must avoid both. To prevent a reaction, strict avoidance of shellfish and shellfish products is essential. Always read ingredient labels to identify shellfish ingredients. There are two kinds of shellfish: crustacea (such as shrimp, crab and lobster) and mollusks (such as clams, mussels, oysters and scallops). Reactions to crustacean shellfish tend to be particularly severe. If you are allergic to one group of shellfish, you might be able to eat some varieties from the other group. However, since most people who are allergic to one kind of shellfish usually are allergic to other types, allergists usually advise their patients to avoid all varieties. If you have been diagnosed with a shellfish allergy, do not eat any shellfish without first consulting your doctor. To prevent a reaction, strict avoidance of shellfish and shellfish products is essential. Always read ingredient labels to identify shellfish ingredients. In addition, avoid touching shellfish, going to the fish market, and being in an area where shellfish are being cooked (the protein in the steam may present a risk). Avoiding Shellfish The federal Food Allergen Labeling and Consumer Protection Act (FALCPA) requires that all packaged food products sold in the U.S. that contain shellfish as an ingredient must list the specific shellfish used on the label. Read all product labels carefully before purchasing and consuming any item. Ingredients in packaged food products may change without warning, so check ingredient statements carefully every time you shop. If you have questions, call the manufacturer. As of this time, the use of advisory labels (such as “May Contain”) on packaged foods is voluntary, and there are no guidelines for their use. However, the FDA has begun to develop a long-term strategy to help manufacturers use these statements in a clear and consistent manner, so that food-allergic consumers and their caregivers can be informed as to the potential presence of major allergens. Avoid foods that contain shellfish or any of these ingredients: •Barnacle •Crab •Crawfish (crawdad, crayfish, ecrevisse) •Krill •Lobster (langouste, langoustine, Moreton bay bugs, scampi, tomalley) •Prawns •Shrimp (crevette, scampi) •It is important to note that mollusks are not considered major allergens under FALCPA and may not be fully disclosed on a product label. Your doctor may advise you to avoid mollusks or these ingredients: •Abalone •Clams (cherrystone, geoduck, littleneck, pismo, quahog) •Cockle •Cuttlefish •Limpet (lapas, opihi) •Mussels •Octopus •Oysters •Periwinkle •Sea cucumber •Sea urchin •Scallops •Snails (escargot) •Squid (calamari) •Whelk (Turban shell) Shellfish are sometimes found in the following: •Bouillabaisse •Cuttlefish ink •Glucosamine •Fish stock •Seafood flavoring (e.g., crab or clam extract) •Surimi Keep the following in mind: •If you have seafood allergy, avoid seafood restaurants. Even if you order a non-seafood item off of the menu, cross-contact is possible. •Asian restaurants often serve dishes that use fish sauce as a flavoring base. Exercise caution or avoid eating there altogether. •Shellfish protein can become airborne in the steam released during cooking and may be a risk. Stay away from cooking areas. •Carrageenan, or "Irish moss,” is not shellfish. It is a red marine algae that is used in a wide variety of foods, particularly dairy foods, as an emulsifier, stabilizer, and thickener. It appears safe for most individuals with food allergies. •Allergy to iodine, allergy to radiocontrast material (used in some radiographic procedures), and to shellfish are not related. If you have an allergy to shellfish, you do not need to worry about cross reactions with radiocontrast material or iodine. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 02, 2013, 07:43:22 PM สาระแห่งสุขภาพ
***แชมพูมะกรูดสูตรธรรมชาติมากๆ*** วันนี้มาแนะนำทำแชมพูมะกรูดแบบไร้สารเคมี คือ ไม่ใช้หัวแชมพูหรือผงฟอง ส่วนผสมหาง่ายๆ ใช้เพียงมะกรูด 1 กิโลกรัม กับน้ำสะอาด 1 ลิตร วิธีการทำ 1. นำผลมะกรูููดมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วผ่าซีีีก เอาเมล็็็ดออก หั่ั่ั่นทั้งเปลืืือกให้ เป็นชิ้น 2. นำไปต้มกับน้ำในหม้อ ปิดฝา ต้มนาน 15 นาที 3. ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำทั้งน้ำและเนื้อ มะกรูดไปปั่นในเครื่องปั่นจนละเอียด 4. นำมากรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะกรูดที่ข้นเหนียวเป็นครีม 5. นำน้ำมะกรูดที่ได้ไปนึ่ง หรือ ต้มไฟอ่อน พอเดือดปุดๆ ยกลงทิ้งไว้ ให้เย็น นำไปบรรจุขวดที่มีฝาปิด เก็บได้นาน 3-6 เดือน วิธีใช้ ใช้สระผมแทนแชมพูทั่วไป เวลาสระผมจะไม่มีฟอง แต่จะทำให้ผมสะอาด นุ่มสลวย ผมลื่นหวีง่าย ผมจะดกดำ เงางาม ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/p235x165/47062_526606180751473_566277227_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 16, 2013, 11:52:29 AM สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash4/p480x480/1001096_532880433457381_732078933_n.jpg) ***วัตถุกันเสีย ทำลายไต*** ไลพ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนเมืองส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งอาหารปรุงสำเร็จ ที่มักถูกเก็บรักษาหรือยืดอายุไว้ด้วยสารกันบูด ซึ่งเชื่อว่ามีผู้บริโภคน้อยคนที่จะทำให้ความสำคัญกับส่วนผสมในอาหารที่เรากินในแต่ละวัน ว่าจะส่งผลทางสุภาพร่างกายเราอย่างไรบ้าง วันนี้เลยอยากจะชวนคุณหันมาทำความรู้จักกับส่วนผสมในอาหารอย่าง “สารกันบูด” กันหน่อย เจ้าวัตถุกันเสีย หรือที่เราคุ้นคึยในชื่อของ สารกันบูด เป็นสารที่ช่วยยืดอายุอาหารไว้ให้เก็บได้นานขึ้น เมื่อใส่ลงไปในอาหารจะช่วยยับยั้งการการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เชื้อรา และยีสต์ ซึ่งวัตถุกันเสียไม่ได้มีเพียงแต่สารสังเคราะห์เท่านั้น แต่ยังมีสารที่เป็นธรรมชาติ อย่าง น้ำตาล เกลือ และกรด ที่มีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ ซึ่งคนเราได้ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติที่มาช่วยยืดอายุอาหารโดยการหมัก ดอง เพื่อถนอมอาหารไว้ได้นานขึ้น สำหรับสารสังเคราะห์ที่มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ที่เราคุ้นหู หรือเห็นกันบ่อยๆ บนฉลากผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กรดเบนโซอิก และเกลือเบนโซเอต หรือเรียกว่า สารกันบูด กรดซอร์บิก เกลือซอร์เบต กรดโพพีโอนิก และเกลือโพพีโอเนต หรือชื่อทั่วไปคือ สารกันรา และสารประกอบไนเตรต ไนเตรต ซึ่งคือ ดินประสิว นอกจากนี้ ยังมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์และเดกลือซัลไฟต์ เพียงแค่ชื่อ ก็แอบทำให้เวียนหัว เอาเป็นว่าวัตถุกันเสียแต่ละชนิดแตกต่างกัน ซึ่งอาหารสำเร็จรูปล้วนแล้วแต่มีวัตุกันเสียปนอยู่มากมาย หลายๆ คนคงสังสัยว่า หากเรากินอาหารที่ปนเปื้อนสารกันบูดมากๆ จะมีผลเสียต่อสุขภาพหรือไม่ หากปริมาณสารกันบูดในอาหารมีปริมาณตามที่กฏหมายอนุญาตให้ใช้ ไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด ก็ไม่ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ เพราะการกำหนดปริมาณนั้นต้องผ่านขั้นตอนการประเมินความปลอดภัยมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่าในแต่ละวันหากร่างกายได้รับสารกันบูดในปริมาณนี้ จะสามารถกำจัดออกได้หมด โดยไม่เหลือสารตกค้างสะสมในร่างกาย จึงไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว แต่ถ้าหากได้รับเกินปริมาณที่กำหนด ร่างกายอาจไม่สามารถกำจัดออกได้หมด ทำให้ตับและไตต้องทำงานหนักเพื่อขับสารพิษออกจากร่างกาย ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ อย่างไรก็ตาม อาหารที่ปรุงสดใหม่ย่อมให้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากกว่าอาหารที่ผ่านการเก็บรักษาไว้นานๆ เราในฐานะผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจในการบริโภค ฉลาดเลือก ฉลาดซื้อ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเองด้วย ที่มา : หนังสือพิมพ์เอ็มทูเอฟ/by สาระแห่งสุขภาพ [/color][/b][/size] หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 16, 2013, 11:53:58 AM สาระแห่งสุขภาพ
***ปัสสาวะ เรื่องเล็กที่ไม่เล็ก*** (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/p480x480/1176135_532423983503026_797439699_n.jpg) อาการปัสสาวะนานกว่าปรกติ ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือในสาว ๆ ที่มีอาการปัสสาวะบ่อยปนปัสสาวะไม่สุดให้รำคาญใจ ซึ่งในอาการที่ว่านี้มีโรคที่มาจากความเสื่อมของร่างกาย พูดง่าย ๆ ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงตามอายุอยู่หลายอาการ เมื่อตอนยังหนุ่มสาวไม่เป็นกลับเป็นตอนมีอายุ แต่ก็ใช่ว่าอาการที่ว่าจะปกติตามอายุเสมอไปเพราะในหลายกรณีเป็นความผิดปกติที่ถึงขั้นร้ายแรง เช่น มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ ดังนั้นก่อนจะข้ามไปสรุปว่าเป็นอาการ “ปัสสาวะบ่อยตามวัย” ขอให้ดูให้แน่ก่อนว่าไม่ใช่โรคอันตราย เท่าที่รวบรวมมามีโรคเกี่ยวกับปัสสาวะที่น่าจับตาอยู่หลัก ๆ 5 โรค 1) ต่อมลูกหมากโต เป็นโรคที่มักเกิดกับผู้ชายสูงวัย ต่อมนี้มักจะเริ่มโตเมื่ออายุเข้าเลขสี่นำหน้า อาการที่พบมีปัสสาวะไม่พุ่ง ใช้เวลาปัสสาวะนานกว่าปกติเหมือนยังไม่หมดท้องและถ้าโตหนักเข้าก็ทำให้ปัสสาวะไม่ออกเลยก็มี 2) กระเพาะปัสสาวะไวเกิน เกิดจากเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติไป มักพบในผู้ใหญ่ อาการมีง่าย ๆ คือไม่อยากไปเที่ยวไหนไกล เพราะมักปวดปัสสาวะบ่อยแล้วเวลาปวดก็อั้นไม่อยู่ ต้องดูแก้ให้ถูกจุด 3) ติดเชื้อท่อปัสสาวะ ปัญหานี้พบในสตรีบ่อยกว่า เพราะสรีระที่ต่างไป อาการคือทำให้เข้าห้องน้ำบ่อย คอยแต่จะลุกขึ้นมาปัสสาวะ ที่สำคัญคือมีอาการเจ็บขัด ปัสสาวะปนเลือด บางรายปวดหลังมีไข้ร่วมด้วย 4) กรวยไตอักเสบ นี่คือความรุนแรงอย่างหนักสุดของอาการปัสสาวะบ่อย เพราะกรวยไตอักเสบเป็นการติดเชื้อที่ทำให้ช็อคถึงขั้นเสียชีวิตได้ จะมีปัสสาวะบ่อยร่วมกับไข้หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่นและปวดหลัง 5) เนื้องอกและมะเร็งทางเดินปัสสาวะ คนยุคหนึ่งเคยเรียกขานอาการปัสสาวะผิดปกตินี้ว่า “ช้ำรั่ว” เพราะเห็นคนไข้มีอาการผิดปกติคล้ายกับมีรูรั่วต้องคอยปัสสาวะนิดๆหน่อยๆ อยู่ตลอดเวลา ดูเป็นอาการน่ารำคาญ ซึ่งความจริงมีอันตรายมากกว่านั้นต้องรีบรักษากัน ทางรักษาและป้องกันง่ายๆ ทางหนึ่งในสไตล์อายุรวัฒน์ก็คือปรับการใช้ชีวิต ดังต่อไปนี้ 1) ดื่มน้ำกระเจี๊ยบ ยา(เครื่องดื่ม)กลางบ้านของฝรั่งเวลาเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือ “น้ำแครนเบอรี่” ส่วนครื่องดื่มป้องกันท่อปัสสาวะแบบไทยๆ คือน้ำกระเจี๊ยบ ใช้ดื่มได้บ่อยๆ ชงแบบไม่หวานจะช่วยลดไขมันลงได้ด้วย ให้ดื่มสักประมาณวันละ 1 ลิตรในท่านที่มีปัญหาท่อปัสสาวะติดเชื้อ 2) รับประทานวิตามินซี การกินวิตามินซีจะช่วยให้ท่อปัสสาวะแข็งแรงและทำให้ปัสสาวะเป็นกรด เปรียบได้กับการฆ่าเชื้อในทางเดินปัสสาวะไปในตัว การรับประทานวิตามินซีก็ไม่ยากเย็นขอสักวันละ 1,000 มิลลิกรัมร่วมกับกินฝรั่งสดให้เยอะเข้าไว้ 3) ระวังการมีเพศสัมพันธ์ อาการปัสสาวะบ่อยเกิดได้ถ้ามีเพศสัมพันธ์ ขอให้ดื่มน้ำเอาไว้ให้เยอะแล้วถ้ามีอาการผิดปกติเช่น ตกขาว,เจ็บขัดเวลาปัสสาวะ, มีมูกผิดปกติติดชั้นใน ขอให้รีบตรวจหาเชื้อแล้วจะรักษาได้ 4) ไม่อั้นปัสสาวะ การอั้นปัสสาวะนาน ๆ ทำให้เสี่ยงท่อปัสสาวะอักเสบติดเชื้อ ทางที่ดีสุดคือปวดเมื่อไรหาทางระบายเมื่อนั้น ที่ไหนมีปัสสาวะคั่งอยู่นาน ที่นั่นจะมีอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ 5) ระวังเรื่องล้าง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เรื่องล้างคือการทำความสะอาดหลังเข้าห้องน้ำ เพราะเชื้อที่เข้าไปในท่อปัสสาวะได้ง่ายส่วนใหญ่คือเชื้อที่มาจากบริเวณทวารหนัก ดังนั้นการล้างให้ถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในเด็กผู้หญิงควรสอนล้างไม่ให้ย้อนทาง ส่วนเด็กชายก็ต้องจัดหาห้องน้ำสะอาดเอาไว้ให้ใช้ 6) หายารับประทาน สุดท้ายถ้ายังมีอาการปัสสาวะบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน ขอให้พบแพทย์ ในผู้ใหญ่ปัญหาที่เจอบ่อยคือกระเพาะปัสสาวะไวเกิน จะทำให้ “ช้ำรั่ว” ได้บ่อยกลั้นลำบาก ไม่ยาก กรณีนี้มียารักษา ส่วนท่านที่เป็นท่อปัสสาวะอักเสบก็สามารถกินยาฆ่าเชื้อแล้วหายได้เช่นกัน สำคัญที่ต้องไม่ทิ้งไว้นาน ทั้งหมดก็คือเรื่องราวของเรื่องปัสสาวะที่ถูกเรียกว่า “เรื่องการเบา” แต่ถ้าเราไม่รีบรักษาดูแลเสียแต่เนิ่น ๆ ปล่อยเพลิน ๆ ไปเรื่องการเบาก็จะกลายเป็นเรื่องหนักถึงขั้นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ,ไตวายหรือโลหิตติดเชื้อได้ สำหรับขั้นตอนการตรวจก็แสนง่าย อย่างแรกเลยคือตรวจได้จากปัสสาวะ ยอมสละปัสสาวะเพียงนิดก็เอาไปส่องตรวจเชื้อหรือเพาะเชื้อได้แล้ว ส่วนถ้ายังไม่แน่ใจก็ให้คุณหมอท่านส่องกล้องดูในกระเพาะปัสสาวะได้ ที่มา : นพ.กฤษดา ศิรามพุช/by สาระแห่งสุขภาพ [/color][/b][/size] หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 16, 2013, 11:54:55 AM ***กินอย่างไรห่างไกลโรคนิ่ว***
แม้ว่าโรคนิ่วจะสามารถรักษาได้ แต่ก็คงไม่มีใครอยากให้เป็น แล้วทำอย่างไร ถึงจะห่างไกลจากโรคนี้ นพ.ดนัยพันธ์ อัครสกุล หัวหน้างานศัลยศาสตร์ทางเดินปัสสาวะ กลุ่มงานศัลยกรรม รพ.ราชวิถี ให้ความรู้ว่า โรคนิ่วนั้นแบ่งออกเป็นสองชนิดหลักก็คือ นิ่วที่มีแคลเซียมกับนิ่วที่ไม่มีแคลเซียม "นิ่วที่มีแคลเซียม" นิ่วประเภทนี้จะเหมือนกระดูกเอ็กซเรย์แล้วเห็นง่ายยิ่งเห็นสีเข้ม แสดงว่า นิ่วแข็งมากการรักษาก็ลำบาก ส่วน "นิ่วที่ไม่มีแคลเซียม" นิ่วแบบนี้เอ็กซเรย์ธรรมดาจะไม่เห็น ต้องทำวิธีพิเศษ เช่น ซีทีสแกน หรือ อัลตราซาวนด์ แต่อัลตราซาวนด์จะเห็นแค่ช่วงไตและท่อปัสสาวะ การเป็นนิ่ว ใช่ว่าจะจบเพียงแค่นั้น เพราะมันยังสามารถมีภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น ติดเชื้อ ไตเป็นหนอง ต้องตัดไตออก หรืออาจนำไปสู่ภาวะไตวายได้เช่นกัน อาหารการกินนั้นเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดโรคนิ่ว ดังนั้น นี่คือ แนวทางที่ต้องรู้ในการบริโภคเพื่อห่างไกลจากโรคนิ่วไปชั่วนิจนิรันดร์ 1.อาหารที่ควรเลี่ยง 1.1 ผักที่มีสีเขียวเข้มเคี้ยวแล้วกรุบๆ กรอบๆ มีแคลเซียมสูงอาจทำให้เป็นนิ่วได้ 1.2 ชาที่เข้มหรือชงหลายครั้งมาก จะมีออกซาเลดหลุดออกมา การทานชาที่ถูกต้องควรทานน้ำเดียวชงครั้งเดียวแล้วทิ้งเลย 1.3 วิตามินซี (จำพวกยาเสริม) ถ้าทานเกินสามกรัมต่อวัน จะทำให้เกิดผลึกออกซาเลตและเป็นนิ่วได้ เพราะวิตามินซีที่ทานเข้าไป สามารถถ่ายเทออกทางท่อปัสสาวะและอาจจะมีการตกค้าง หากทานในปริมาณที่มาก 1.4 บางคนเชื่อว่า ดื่มโซดาช่วยให้ไม่เป็นนิ่วได้ ตรงนี้ไม่มีตัวเลขชัดเจน แต่มีบางแหล่งข้อมูลระบุว่าโซดาสามารถทำให้เกิดนิ่วได้ 2.อาหารที่ควรรับประทาน 2.1 ควรดื่มน้ำสะอาด มากกว่า 8 แก้วต่อวัน โดยดื่มทีละน้อยตลอดวัน 2.2 ควรดื่มน้ำผลไม้อย่างน้อย 2ชนิดต่อวัน โดยเฉพาะชนิดที่มีซิเทรต สารต้านอนุมูลอิสระ แร่ธาตุจำพวกโพแทสเซียม แมกนิเซียมสูง เช่น น้ำมะนาวเข้มข้น น้ำส้ม น้ำแอปเปิล 2.3 ทานผัก ธัญพืช และผลไม้ ซึ่งมีวิตามิน ใยอาหาร และแร่ธาตุที่ช่วยยับยั้งการเกิดนิ่ว ลดการทำลายของเซลล์เยื่อบุหลอดไต ลดการอักเสบ เพิ่มซิเทรตในปัสสาวะ 2.4 ไขมันจากพืชและจากปลา มีกรดไขมันโอเมก้า-3ช่วยลดการอักเสบการเสื่อมของไต และลดปริมาณแคลเซียมที่เป็นสารก่อนิ่ว ที่มา : ผู้จัดการ/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/p480x480/1098317_532013073544117_8008240_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 20, 2013, 09:45:27 AM สาระแห่งสุขภาพ ***วัยทองของสตรี*** ช่วงของชีวิตที่สตรีทุกคนต้องประสบเมื่ออายุถึงวัยกลางคน หรือเมื่ออายุประมาณ 45-55 ปี ในวัยนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง ของเลือดประจำเดือนมามากบ้าง น้อยบ้าง ขาดหายไปบ้างในบางเดือน สุดท้ายประจำเดือนจะขาดหายไปเกิน 12 เดือน จึงเรียกว่า หมดประจำเดือน การหมดประประจำเดือน มี 2 ลักษณะ ได้แก่ ประจำเดือนหมดไปตามธรรมชาติ และ การหมดประจำเดือนโดยการผ่าตัดมดลูกและรังไข่ทั้ง 2 ข้าง ออกไป ในร่างกายของผู้หญิงจะมีรังไข่สร้างฮอร์โมนเพศ ตั้งแต่เข้าสู่วัยรุ่น คือฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสโตรเจน ฮอร์โมนทั้งสองนี้จะมีบทบาทในการพัฒนาร่างกายให้มีรูปร่าง และสัดส่วนของสตรี ทำให้มีการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายเป็นปกติ รังไข่จะมีการตกไข่ทุกเดือน ไข่ที่ถูกผสมแล้วจะฝังตัวในโพรงมดลูก และเจริญเป็นทารกต่อไป ถ้าไข่ไม่มีการผสมและฝังตัวดังกล่าวเยื่อบุโพรงมดลูกจะลอกหลุดออกมาเป็น เลือดประจำเดือน เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นทุกเดือน จนเข้าวัยหมดประจำเดือนรังไข่จะเริ่มทำงานลดลง มีการตกไข่น้อยลง หรือบางเดือนไม่มีการตกไข่ทำให้ประจำเดือนช่วงนี้ของผู้หญิงมาบ้างไม่มาบ้าง การสร้างฮอร์โมนก็จะลดลงด้วย แต่ไม่ถึงกับหมดไป อาการเช่นนี้จะค่อยเป็นค่อยไปร่างกายสามารถปรับได้ ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้สึกมีอาการผิดปกติ นอกจากการขาดหายไปของประจำเดือนเท่านั้น สำหรับผู้ที่หมดประจำเดือนโดยการผ่าตัดมดลูกและรังไข่ทั้ง 2 ข้างออกไป ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนอย่างเฉียบพลัน เป็นผลทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นในสตรีบางราย ซึ่งจะต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์ แต่ในสตรีบางรายอาการจะดีขึ้นเองเมื่อร่างกายมีการปรับตัวให้ชินต่อระดับฮอร์โมนที่ลดต่ำลง อาการเตือนของวัยทองมีอะไรบ้าง เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระยะนี้มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเกิดขึ้นเป็นผลทำให้เกิดอาการผิดปกติในสตรีบางราย อาการที่เกิดขึ้นในระยะแรกที่เริ่มเข้าวัยหมดประจำเดือน 1. กลุ่มอาการทางระบบหลอดเลือดและประสาทควบคุม - ร้อนวูบวาบตามใบหน้าและลำคอ - เหงื่อออกตอนกลางคืน - ใจสั่น - ปวดศีรษะบ่อย - นอนไมหลับ 2. ระบบปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ - เจ็บเวลามีเพศสัมพันธุ์ - ปัสสาวะบ่อยกลั้นไม่ได้ - ปัสสาวะเล็ดเวลาไอ จาม 3. อาการทางจิตประสาท - อารมณ์แปรปรวน - อ่อนเพลีย ไม่มีแรง - หลงลืมง่าย - หงุดหงิด 4. ผิวหนัง - ผิวหนังแห้ง - เล็บเปราะบาง - ผมแห้ง ร่วงง่าย อาการที่อาจปรากฏในระยะหลังประจำเดือนหมดไปหลายปี - โรคกระดูกพรุน - โรคหัวใจแลหลอดเลือด การเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนถึงวัยหมดประจำเดือนจะช่วยป้องกัน และบรรเทาปัญหาต่างๆได้ เช่น - พบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี - รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และให้หลากหลาย - ออกกำลังกายสม่ำเสมอ - ผ่อนคลายความเครียด เช่น การฝึกสมาธิ พักผ่อนกับครอบครัวและเพื่อนๆ - ลดสิ่งให้โทษร่างกาย เช่นบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ - พบปะสังสรรค์เพื่อนฝูงวัยเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ร่วมกัน ที่มา : โรงพยาบาลพญาไท/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/s403x403/1174724_535716186507139_802736567_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 20, 2013, 09:46:20 AM สาระแห่งสุขภาพ ***2 ดาวเด่นเสริมเอสโตรเจน*** 1. น้ำมะพร้าว : อุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี นอกจากนั้นยังมีน้ำตาล กลูโคสดื่มช่วยให้ร่างกายสดชื่นได้อย่างรวดเร็ว คุณสมบัติที่โดดเด่นของน้ำมะพร้าวกับผู้หญิงก็คือ ช่วยเรื่องความสดใสของผิวพรรณเพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ยืนยันว่าน้ำมะพร้าวช่วยชะลอโรคอัลไซเมอร์ในกลุ่มหญิงวัยทองได้อีกด้วย 2.เต้าหู้ : เต้าหู้ที่เราคุ้นเคยกันดีนั้นมีดีซ่อนอยู่มากมายค่ะ ในถั่วเหลืองนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน A, B, B1, B2, B6, B12 ไนอาซิน และวิตามิน C, D, E และในเมล็ดถั่วเหลืองยังมี "เลซิทิน" ซึ่งเป็นสารบำรุงสมอง เพิ่มความทรงจำ ลดไขมัน และลดโคเลสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วย เต้าหู้นอกจากจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีแล้ว ยังดีกับผู้หญิงเราตรงที่ในเต้าหู้จะมีสารเคมีที่ชื่อว่า ไอโซฟลาโวน ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ประโยชน์ของสารตัวนี้สามารถลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ สำหรับนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ ถือเป็นเครื่องดื่มชั้นดีจะช่วยเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนให้กับผู้หญิงได้ สำหรับปริมาณที่ควรดื่มคือวันละ 1-2 แก้ว เวลาที่เหมาะสมที่จะดื่มคือตอนท้องว่าง และก่อนหรือหลังมื้ออาหารประมาณ 2 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากในนมถั่วเหลืองมีไฟเบอร์ที่ย่อยยาก หากกินพร้อมอาหารอาจทำให้ระบบย่อยและดูดซึมอาหารในมื้อนั้นลดประสิทธิภาพลงได้ ที่มา : women40plus.com/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash4/p320x320/1175356_535748383170586_1507282850_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 20, 2013, 09:47:56 AM ย้ำเตือน โทษของผงชูรส 2013-08-19 11:08:50 เชื่อว่าส่วนใหญ่แล้วในห้องครัวเกือบทุกบ้านต้องมี "ผงชูรส" เป็นหนึ่งเครื่องปรุงรสที่อยู่ในครัวอย่างแน่นอน ที่มาของผงชูรสนั้น มาจากประเทศญี่ปุ่น โดยศาสตราจารย์ ดร.คิคุนาเอะ อิเคดะ ค้นพบว่าผลึกสีน้ำตาลที่สกัดจากสาหร่ายทะเลที่ชื่อว่าคอมบุ นั่นก็คือ กรดกลูตามิก อีกทั้งเป็นอาหารประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย แต่หากรับประทาน "ผงชูรส" มากเกินไป ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เพราะ "ผงชูรส" จะไปทำลายสมองส่วนที่ควบคุมการเจริญเติบโต นอกจากนั้นยังไปทำลายระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาทตา และอาจจะเป็นต้นเหตุของโรคมะเร็งได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ไม่ควรจะรับประทาน เพราะหากรับประทานมากเกินไป ผงชูรสจะผ่านเยื่อที่กั้นระหว่างรก ทำให้ทารกในครรภ์จะได้รับผลโดยตรง นอกจากนี้บางคนอาจจะมีอาการแพ้ผงชูรสอีกด้วย ผู้ที่แพ้ผงชูรสนั้นจะมีอาการชา ร้อนวูบที่ปากและลิ้น มีผื่นขึ้นตามร่างกาย แน่นหน้าอก หรืออาจจะมีอาการหายใจไม่สะดวก เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ใส่ผงชูรส หรือไม่ควรรับประทานเกินวันละ 2 ช้อนชาต่อวัน และควรใช้ผงชูรสแท้ที่มีตรา อย. อีกด้วย เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณเองค่ะ แหล่งที่มา : http://variety.teenee.com/ (http://variety.teenee.com/) . หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 20, 2013, 09:54:12 AM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/1187063_588736017836374_2115911537_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 23, 2013, 09:20:12 PM สาระแห่งสุขภาพ ***50 วิธีเอาชนะภูมิแพ้*** (เนื้อหายาว) 1.สระผมของคุณก่อนเข้านอนทุกคืน โดยเฉพาะในฤดูที่มีเกสรดอกไม้ปลิวว่อนในอากาศ 2.อย่าตากเสื้อผ้า และเครื่องนอน (ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน) ไว้กับราวตากผ้ากลางแจ้งในฤดูที่มีเกสรดอกไม้ปลิวว่อนในอากาศ เพราะเกสรดอกไม้ และเชื้อราจะเกาะติดกับผ้าที่ตากได้ 3.ล้างมือทันทีหากไปเล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือให้อาหารมัน 4.เปิดไฟในตู้เสื้อผ้าตลอดเวลา เพื่อลดจำนวนเชื้อราภายในตู้ 5.ไม่ควรนำตุ๊กตาที่ยัดไส้ด้วยนุ่น หรือใยสัตว์ไว้ในห้องนอน 6.ช่วงสาย ๆ ไปจนถึงตอนบ่าย เป็นช่วงที่มีเกสรดอกไม้ปลิวว่อนไปทั่ว ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ง่าย 7.จงเปลี่ยนเสื้อผ้านอกห้องนอน เพื่อทิ้งสิ่งที่อาจทำให้คุณแพ้ไว้นอกห้องนอน 8.ถอดเสื้อผ้า และซักทันที หากคุณไปเยี่ยมเยียนเพื่อนที่มีสัตว์เลี้ยง 9.ห่อหุ้มหมอน และฟูกในผ้าพลาสติกแล้วปูทับด้วยผ้าฝ้าย 10.ใช้เครื่องปรับความชื้นในห้องที่อับชื้นมาก ๆ เพื่อลดจำนวนเชื้อรา ความชื้นที่พอเหมาะควรมีค่าอยู่ระหว่าง 25-50% 11.เลิกใช้พรมปูพื้นห้อง เปลี่ยนพื้นห้องเป็นไม้ หรือกระเบื้อง ซึ่งจะทำความสะอาดได้ง่ายกว่า 12.ถ้าคุณแพ้ผึ้ง หรือมดตะนอย ก็จงหลีกเลี่ยงการสวมเสื้อสีสด ๆ การฉีดสเปรย์ผม การใช้น้ำหอมดับกลิ่นตัว หรือการใส่น้ำหอม รวมทั้งการปิกนิก หรือการตั้งวงปิ้งอาหารรับประทานนอกบ้าน 13.เปลี่ยนเครื่องเรือนที่บุด้วยนุ่น หรือตกแต่งด้วยขนสัตว์มาเป็นเครื่องเรือนที่ทำจากพลาสติก ไม้ โลหะ หรือหนังสัตว์ ซึ่งจะไม่เก็บกักสิ่งที่อาจทำให้คุณแพ้ 14.ในการทำความสะอาดบ้าน จงอย่าใช้ไม้ขนไก่ หรือไม้กวาด แต่จงใช้ผ้า หรือไม้ถูพื้นที่ได้ชุบน้ำแล้ว 15.เลือกใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีน้ำเป็นตัวกักฝุ่น และมีแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง 16.สวมผ้าปิดจมูก และปากเสมอ เพื่อกันฝุ่นในขณะที่คุณทำความสะอาดบ้าน 17.อย่ารีบเข้าไปในห้องที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จ ควรรออย่างน้อย 20 นาทีก่อน เพื่อให้ฝุ่นผงที่ล่องลอยอยู่ในอากาศตกลงสู่พื้นให้หมด 18.ถ้าคุณมีสัตว์เลี้ยงคุณต้องป้องกันอากาศมิให้พัดจากนอกบ้านเข้ามาในห้องนอนของคุณ 19.ทำความสะอาดบริเวณที่มีราขึ้นด้วยน้ำยาฟอกคลอรีน โดยผสมผงคลอรีน 10 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน 20.ห้ามทุกคนรวมทั้งแยกสูบบุหรี่ในบ้าน หากจุสูบให้สูบนอกบ้าน 21.วานคนที่ไม่แพ้ ทำความสะอาดกรงของสัตว์เลี้ยง 22.ถ้าคุณจะออกกำลังกายกลางแจ้ง ก็ขอให้ทำในช่วงเช้า ๆ บ่ายแก่ ๆ หรือตอนเย็น ๆ 23.ปิดหน้าต่างรถของคุณให้สนิท แล้วเปิดเครื่องปรับอากาศภายในรถให้ไหลเวียน 24.ไม่ใช้พัดลม เพราะจะพัดเอาเกสรดอกไม้ และเชื้อราเข้ามาในบ้าน รวมทั้งไม่ใช้เครื่องทำความเย็นชนิดอังด้วยน้ำ เพราะจะทำให้ห้องชื้น 25.หากคุณปิดบ้านไว้นาน เชื้อราอาจจะเจริญเติบโตได้ ดังนั้นเมื่อคุณกลับมาอยู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง คุณควรเปิดบ้านให้ลมโกรม และทำความสะอาดอย่างดีเสียก่อน 26.ตรวจสอบว่ามีอะไรในบ้านบ้างที่เป็นแหล่งเพาะเชื้อรา เมื่อพบแล้วจงกำจัดให้หมด แหล่งเพาะเชื้อราที่อาจเป็นได้ เช่น ในเครื่องทำความชื้นบนพรมที่เปียกชื้น บนพื้นห้องที่ผุ ในถังขยะ บนกระดาษปิดฝาผนังที่เปียกชื้น เป็นต้น 27.เมื่อคุณใช้เครื่องดูดฝุ่น จงเลือกใช้ถุงเก็บฝุ่นชนิดถุงหนา 2 ชั้น และแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง 28.เมื่อคุณจะไปเที่ยวพักผ่อนในที่ใด ๆ ก็ตาม จงเลือกสถานที่ ๆ มีฝุ่นละออง หรือเกสรดอกไม้น้อย เช่น ชายทะเล 29.ถ้าคุณคิดว่าอาหารบางอย่างทำให้คุณแพ้ ก็อย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะลงมือเปลี่ยนรายการอาหารอย่างถอนรากถอนโคน 30.อ่านฉลากผลิตภัณฑ์อาหารที่คุณซื้อเสมอ เพื่อดูว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง ส่วนผสม เช่น นม ไข่ ถั่ว อาจทำให้คุณแพ้ก็ได้ 31.พกบัตรที่แสดงข้อความว่าคุณเป็นโรคภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืดอย่างรุนแรงไว้เสมอ 32.เลือกที่จะมีสัตว์เลี้ยงที่ไม่มีขน เช่น ปลา เต่า แทนการเลี้ยงแมว หรือสุนัข 33.ล้างมือ ผิวหนัง เสื้อผ้า สัตว์เลี้ยง หรืออะไรก็ตามที่เปื้อนยางต้นไม้ 34.ถ้าคุณต้องการพ่นยาฆ่าแมลง จงเลือกใช้น้ำยาที่คุณไม้แพ้ คุณควรอยู่นอกบ้าน และวานให้คนอื่นพ่นยาฆ่าแมลงให้ เมื่อพ่นยาเสร็จแล้วคุณควรเปิดบ้านให้ลมโกรกสัก 2-3 ชั่วโมง ก่อนที่จะกลับเข้าบ้าน 35.ทำความสะอาดห้องน้ำ ครัว และห้องใต้ดินบ่อย ๆ เพื่อลดจำนวนเชื้อราภายในบ้าน เพราะห้องเหล่านี้มีความชื้นสูง 36.หลีกเลี่ยงการใช้เตาที่เผาไหม้ด้วยไม้ เพราะควันไฟอาจทำให้คุณแพ้ได้ 37.สอบถามครูที่โรงเรียน เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ลูกของคุณแพ้ เช่น มีสัตว์เลี้ยงในห้องเรียนหรือไม่ มีแมลงสาบในตู้เก็บของหรือไม่ มีตัวไรฝุ่นในพรมปูพื้นหรือไม่ 38.เปิดเครื่องดูดควันเสมอเมื่อคุณทำอาหาร เพื่อลดความชื้น และกำจัดควัน และกลิ่นอาหาร 39.ซักเครื่องนอนทั้งหลาย (ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ฯลฯ) ในน้ำร้อนประมาณ 50 องศาเซลเซียสสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อฆ่าตัวไร การเป่าลมร้อนเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะฆ่าตัวไร 40.หากคุณต้องการขับรถท่องเที่ยวพักผ่อน ก็จงทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศในรถเสียก่อน เพื่อกำจัดเชื้อราที่อาจแอบซ่อนอยู่ 41.หากคุณต้องการออกกำลังกายกลางแจ้ง จงเลือกออกกำลังกายในวันที่ไม่มีลม 42.ติดตั้งพัดลมดูดอากาศที่ห้องน้ำ และเปิดใช้ทุกครั้งที่อาบน้ำ 43.อยู่ให้ห่างไกลจากสิ่งที่ทำให้แพ้ เช่น ควันบุหรี่ หมอกควัน น้ำหอม และสบู่หรือน้ำยาซักล้างที่มีกลิ่นฉุน 44.ถ้าคุณต้องการทาสีบ้านใหม่ จงเลือกใช้สีน้ำมัน และอย่าอยู่บ้านในขณะที่ช่างกำลังทาสีบ้าน 45.หากคุณคิดจะย้ายบ้าน จงแวะเวียนไปยังบ้านใหม่นั้นอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อน เพื่อทดสอบว่าคุณไม่แพ้ แต่ก็อย่าลืมว่าอาการแพ้อาจกลับมาหาคุณได้อีก แม้ว่าคุณจะไม่มีอาการเลยเป็นเวลาหลายเดือน หรือหลายปีก็ตาม 46.เลือกให้หมอน ฟูก หรือผ้าห่มที่บุด้วยยางแทนพวกที่ยัดด้วยนุ่นหรือขนสัตว์ 47.หมั่นทำความสะอาดบริเวณใต้ตู้เย็น ซึ่งมักเป็นที่สะสมของเศษอาหาร และฝุ่น และกลายเป็นสวรรค์ของแมลง และเชื้อรา 48.หมั่นตัดกิ่งไม้ ตกแต่งพุ่มไม้ บ่อย ๆ เพื่อไม่ให้รกเรื้อใกล้ตัวบ้านหรือห้องนอนของคุณ 49.ห้ามนำสัตว์เลี้ยงที่มีขน เช่น แมวและสุนัข ไว้ในห้องนอนอย่างเด็ดขาด ห้องนอนของคุณจะได้ปราศจากจากสิ่งที่อาจทำให้คุณแพ้ 50.ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการที่เป็น แพทย์อาจสั่งยาให้คุณ ถ้าคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ได้ ซึ่งจะทำให้คุณไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการแพ้ ที่มา : 108health.com/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/p480x480/578450_537587092986715_1414305776_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 23, 2013, 09:24:56 PM สาระแห่งสุขภาพ August 21 ***การดูแลผู้ป่วยเพื่อป้องกันแผลกดทับ*** แผลกดทับ พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ไม่สามารุถเคลื่อนไหวได้เอง หรือ นอนบนเตียงคนไข้นานๆ ทำให้ผิวหนังบางส่วนถูกกดทับ อย่างต่อเนื่อง เป็นเวลานาน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงผิวหนังที่ถูกกดทับ ได้อย่างสะดวก ทำให้ผิวหนังเป็นรอยแดง และมีการแแตกทำลายของผิวหนัง จากระดับที่1 เรื่อยไปจนถึงระดับ4 แผลกดทับมี 4 ระดับ ระดับ1 เป็นรอยแดง กดรอยแดงไม่จางหายภายใน30 นาที การป้องกันโดยป้องกัน แรงเสียดทานแรงกดทับโดยใช้อุปกรณ์ที่ช่วยลดแรงกดทับ เช่น หมอน ที่นอนลม เจลโฟม และเปลี่ยนท่านอนทุก 2 ชั่วโมง ทาโลชั่นไม่ให้ผิวแห้ง ป้องกันผิว ไม่ให้เปียกชื้น กระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหว ระดับ2 ผิวหนังส่วนบนหลุดไป ฉีกขาดเป็นแผลตื้น มีรอยแดงบริเวณเนื้อเยื่อ รอบๆ มีอาการปวด บวม แดง ร้อน มีสิ่งขับหลั่งจากแผลปริมาณเล็กน้อยหรือปานกลาง การดูแลคล้ายระดับ1 การป้องกันไม่ให้เป็นแผลเพิ่ม เช็ดรอบๆด้วย Alcohol 70 % ใช้น้ำเกลือ (sterile isotonic sodium chloride solution) ทำความสะอาดแผล ใช้ silver sulfa diazineทาแผล ปิดด้วยผ้าก็อส ใช้วาสลินทาผิวหนังรอบแผล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเปียกแฉะ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยา Povidine เช็ดแผล ระดับ3 มีการทำลายผิวถึงชั้นไขมัน มีรอยแผลลึกเป็นหลุมโพรง มีสิ่งขับหลั่ง ออกจากแผลมาก อาจมีกลิ่นเหม็น การรักษาควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ ระดับ4 มีการทำลายถึงเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ กระุดูก แผลเป็นโพรง มีสิ่งขับหลั่ง จากแผลมาก มีกลิ่นมาก การรักษาควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ การเกิดแผลกดทับจะส่งผลให้ผู็ป่วยทุกข์ทรมาน เจ็ป ปวดแผล เพิ่มความยุ่งยากในการดูแลรักษามากขึ้น จึงควรให้ความสำคัญต่อการป้องกัน ไม่ให้เกิดแผลกดทับ และการลุกลามของแผลกดทับ การดูแลผผู้ป่วยไม่ให้เกิดแผลกดทับ -จัดให้ผู้ป่วยนอน นั่งบนที่นอนหรือที่นั่งนุ่มๆ เช่น ที่นอนลม แผ่นรองนั่งแบบเจล -ใช้หมอนนุ่มๆรองตามปุ่มกระดูก -เปลี่ยนท่านอนอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อลดการกดทับบริเวณผิวหนังและปุ่มกระดูก -ดูแลความสะอาดผิวหนังและป้องกันไม่ให้เปียกชื้น -คอยตรวจดูสภาพผิวหนังทุกคร้งเมื่อพริกตะแคงตัว -หากพบรอยแดงหรือผิวหนังถลอกด้านใดควรหลีกเลี่ยงการนอนทับผิวหนังบริเวณนั้น -เมื่อมีแผลต้องรีบรักษาให้หายโดยเร็ว หากพบแผลลุกลามควรพบแพทย์โดยด่วน ที่มา : gertexhealthshop.com/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/p480x480/1175502_536518346426923_1601695907_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 23, 2013, 09:26:53 PM สาระแห่งสุขภาพ August 20 ***ดูแลและใส่ใจหัวใจ*** ในประเทศไทย โรคหัวใจที่พบได้บ่อยคือโรคของหลอดเลือด ซึ่งหัวใจมีหน้าที่ในการปั้มเลือด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการเลือดไปเลี้ยงตัวเองผ่านทางหลอดเลือด 3 เส้น ซึ่งเมื่อมีการใช้งานไปนาน ๆ หลอดเลือดเหล่านี้ก็จะมีไขมันและหินปูนไปสะสม เกิดเป็นตะกรันและทำให้หลอดเลือดตีบได้ หากตระกรันนี้เกิดการปริแตกออก ก็จะทำให้ลิ่มเลือดอุดตัน และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันได้ นอกจากนั้นยังอาจก่อให้เกิดความทุพลภาพได้ด้วย -โรคหัวใจ ไม่ใช่โรคของผู้สูงอายุเท่านั้น โรคหัวใจเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันสามารถพบโรคนี้ได้ในผู้ที่อายุน้อยลงกว่าเดิมมาก โดยพบผู้ป่วยในช่วงอายุ 30 – 40 ปีมากขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับคนในช่วงวัยดังกล่าวต้องออกไปทำงานและมีโอกาสสัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ มากขึ้น เช่นผู้ขับรถแท็กซี่ ซึ่งมีเวลารับประทานอาหารน้อย และมักเลือกรับประทานอาหารประเภทแป้งและมีไขมันสูง ไม่ค่อยได้ออกกกำลังกาย และบางรายยังสูบบุหรี่ด้วย ปัจจุบันจึงพบว่าผู้ขับแท็กซี่เป็นโรคหัวใจกันมากขึ้น -โรคหัวใจ...เป็นแล้วหายได้หรือไม่? ผู้ป่วยโรคหัวใจบางราย เมื่อได้รับการรักษาแล้วจะสามารถหายขาดจากโรคได้ แต่บางรายจะไม่หาย โดยคนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคหัวใจมักต้องรับประทานยาตลอดไป เพื่อลดโอกาสในการกลับเป็นซ้ำ ปัจจุบันยาสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจได้เปลี่ยนบทบาทจากการรักษาโรคมาเป็นป้องกันโรค ซึ่งก็ได้ผลมากในการลดอุบัติการณ์การกลับมาเป็นซ้ำและอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ เพราะฉะนั้นการรับประทานยาจึงมีความจำเป็นสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ -การดูแลหัวใจ สำหรับการวิธีการดูแลหัวใจที่ดีทั้งในส่วนของผู้ที่ป่วยเป็นโรคัวใจแล้ว ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงสูง และผู้ที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคหัวใจคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งได้แก่ หยุดสูบบุหรี่รวมทั้งหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับผู้ที่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารอย่างพอเหมาะ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทแป้ง อาหารที่ที่มีรสหวานจัด อาหารที่มีไขมันสูง และสำหรับผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคหัวใจ รวมทั้งผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจสูงก็ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อตรวจคัดกรองหาโรคหัวใจด้วย -การออกกำลังกาย สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเช่นกันว่าสามารถทำได้หรือไม่ และควรออกกำลังกายมากน้อยเพียงใด โดยทั่วไป แพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและคนปรกติ ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง ครั้งละ 30–40 นาที ซึ่งการเดินก็เป็นออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่ทำได้ง่าย โดยการเดินเพื่อออกกำลังกายที่เหมาะสมคือเดินครั้งละ 20 นาที สัปดาห์ละ 4 ครั้ง ซึ่งพบว่าการออกกำลังกายโดยการเดินที่เหมาะสมจะสามารถสามารถลดโอกาส ในการเกิดโรคหัวใจในผู้ที่ยังไม่ได้เป็นโรคหัวใจหรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้ ส่วนผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้วก็มีโอกาสในเกิดการเจ็บป่วยซ้ำใหม่น้อยลง ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/p480x480/1174854_536052099806881_1896835570_n.png) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 28, 2013, 12:03:05 PM หมุนตามโลก
พฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุ อุบัติเหตุบนท้องถนนมีให้เห็นเป็นข่าวแทบทุกวัน หลายครั้งเกิดจากความประมาท เช่น การขับรถเร็ว เมาแล้วขับ หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร แต่บางครั้งเกิดจากการนำพฤติกรรมในชีวิตประจำวันไปปฏิบัติขณะอยู่บนท้องถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย รวบรวมเอาพฤติกรรมต่างๆ ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ มาเตือนไม่ให้ผู้ขับขี่เผลอนำไปใช้ขณะขับรถ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น • การใช้โปรแกรมออนไลน์ทางโทรศัพท์มือถือ เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก แทงโก้ วอตส์แอพ หรือการเล่นอินเตอร์เน็ตอื่นๆ เนื่องจากสายตาของผู้ขับขี่จะอยู่ที่โทรศัพท์ และสมาธิอยู่กับบทสนทนา ทำให้ไม่สามารถควบคุมทิศทางของรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ต้องใช้มือข้างเดียวจับพวงมาลัย • การจับพวงมาลัยมือเดียว ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการควบคุม และบังคับทิศทางพวงมาลัย โดยเฉพาะการขับรถด้วยความเร็วสูง และขับผ่านเส้นทางเสี่ยง จะส่งผลต่อการทรงตัวของรถ เพื่อความปลอดภัย จึงควรจับพวงมาลัยให้มั่นด้วยมือทั้งสองข้างที่ตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา • การเปิดเพลงเสียงดัง ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ได้ยินเสียงผิดปกติที่เกิดกับรถ รวมถึงเสียงของรถที่ขับตามหลังมา และสัญญาณแตรจากรถคันอื่น เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จึงไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ทัน • การถอดรองเท้าขับรถ อาจทำให้รองเท้าที่ถอดและวางไว้ใต้เบาะนั่งคนขับ เข้าไปติดใต้แป้นเบรก และไม่สามารถหยุดรถได้ทัน เพื่อความปลอดภัย ผู้ขับขี่จึงควรสวมรองเท้าที่เหมาะกับการขับรถ หรือหากถอดรองเท้าขับรถ ให้วางไว้ด้านเบาะนั่งผู้โดยสาร • การนั่งพับขาขับรถ จะส่งผลต่อการบังคับพวงมาลัย และทิศทางรถ โดยเฉพาะเมื่อขับรถผ่านเส้นทางที่เป็นหลุมบ่อ • การกินอาหาร จะทำให้ผู้ขับขี่เหลือมือข้างเดียว เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จึงไม่สามารถหยุดรถได้ทัน และความมันจากอาหาร จะทำให้พวงมาลัยลื่นกว่าปกติ และส่งผลต่อการบังคับทิศทาง ผู้ขับขี่จึงควรกินอาหารก่อนออกเดินทาง หรือจอดพักกินอาหารในบริเวณที่ปลอดภัย • การหยิบสิ่งของ หรือการเอี้ยวตัวเพื่อค้นหาสิ่งของภายในรถ อาจทำให้ผู้ขับขี่เผลอปล่อยมือจากพวงมาลัย และละสายตาจากถนน จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าร้อยละ 50 จึงควรหยิบสิ่งของขณะที่จอดรถเรียบร้อยแล้ว • การแต่งหน้า แม้จะทำในช่วงที่การจราจรติดขัด หรือรอสัญญาณไฟ แต่ก็ส่งผลต่อสมาธิของผู้ขับขี่ เพื่อความปลอดภัยจึงควรแต่งหน้าให้เรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน หรือหลังเดินทางถึงจุดหมายแล้ว • การสูบบุหรี่ จะทำให้ผู้ขับขี่บังคับพวงมาลัยไม่ถนัด โดยเฉพาะหากเอามือถือบุหรี่ออกนอกรถ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกเฉี่ยวชน • การดูโทรทัศน์ มีผลให้แสงสว่าง เสียง และภาพเคลื่อนไหว ดึงดูดความสนใจของผู้ขับขี่ ทำให้สมาธิในการควบคุมรถและความสนใจต่อเหตุการณ์แวดล้อม ลดลง นอกจากนี้ การปรับเบาะนั่ง ปรับกระจก ปรับอุณหภูมิ หรือระบบเครื่องเสียงขณะขับรถ ก็ถือเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน จึงควรปรับอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อตนเอง และผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ คอลัมน์ที่ 13/ข่าวสดออนไลน์, 27 ส.ค.2556 หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 28, 2013, 12:04:32 PM ***ภาวะใจสั่น***
ภาวะใจสั่น คือการรับรู้การเต้นของหัวใจเร็วหรือแรงขึ้น การรู้สึกอาจกินเวลาเป็นวินาที นาที ชั่วโมง หรือเป็นวัน ซึ่งอาจมีสาเหตุโดยการการเต้นของหัวใจช้าเกินไป เร็วเกินไป แรงเกินไป หรือเต้นผิ ดจังหวะมากกว่าปกติ ภาวะใจสั่นพบได้บ่อยและส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตราย การเต้นที่ผิดจังหวะมักสำมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงวงจรไฟฟ้าของหัวใจ โดยอาจเกิดจาก หลอดเลือดในหัวใจตีบตัน กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ การเสื่องของลิ้นหัวใจ หรือเกิดจากวงจรไฟฟ้าผิดปกติของตัวมมันเองง ในถาวะปกติของการเต้นของหัวใจ อยู่ภายใต้จุดกำเนิดออโตเมติกหรือจุดกำเนิดไฟฟ้าอัตโนมัติ ที่เรียกว่า เอสเอ โหนด ซึ่งอยู่ที่หัวใจห้องขวาบน ถ้ามีจุดอื่นๆ ในหัวใจสามารถก่อกำเนิดจุดไฟฟ้าเองได้เรียกว่า การกระตุกหรือการกระตุ้นไฟฟ้า หรือวงจรไฟฟ้าผิดปกติ ซึ่งจะรู้ได้ง่ายช่วงออกกำลังกา ย ขณะที่มีการหลั่งสารอดรีนาลินออกมา หรือขณะอยู่เฉยๆ ช่วงที่หัวใจเต้นช้าหรือมีการเบี่ยงเบนจากการเต้นให้ใจช่วงที่ปกติ อาจจะเป็นช่วงของปกติได้ที่จะมีการเต้นผิดจังหวะบ้างและบางคนก็รับรู้ได้ว่ามีการกระตุกของหัวใจ สารกาเฟอีน เหล้า ภาวะเครียด อ่อนเพลีย ภาวะขาดสารน้ำ เจ็บป่วย ภาวะไทรอยด์เป็นพิษหรือทำงานมากเกินไป และยาบางชนิด อาจกระตุ้นภาวะใจสั่นมากขึ้น การเต้นของหัวใจเร็วเกินไปหรือใจเต้นเร็วที่เกิดจากวงจรไฟฟ้าผิดปกติมักเกิดขึ้นในทันทีทันใด และหยุดทันทีทันใด บางครั้งเป็นการยากที่จะชี้วัดได้ว่าเกิดขึ้นเมื่อใดและหยุดเมื่อใด ภาวะหัวใจเต้นเร็วมากๆ อาจจะมีการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เหนื่อย หรือเวียนศีรษะ บางครั้งหัวใจเต้นเร็วมากจนไม่สามารถพยุงความดันโลหิต ก็อาจเกิดอาการหน้ามืด เวียนศีรษะได้ ถ้าอาการเกิดขึ้นขณะอยู่เฉยๆ เริ่มต้นและหยุดทันทีทันใด โดยไม่สามารถคาดการณ์ได้ หรือสัมพันธ์กับอาการเวียน วูบ หน้ามืด มักเกิดจากวงจรไฟฟ้าเต้นผิดปกติ มากกว่าภาวะตื่นเต้น เครียด หรือการออกกำลังกาย ซึ่งมักมีการเต้นเร็ว ค่อยๆ เป็น และบ่อยๆ เต้นช้าลง การวินิจฉัยเพื่อค้นหาว่ามีการเต้นของหัวใจผิดปกติบ้างไหมที่สัมพันธ์กับการเกิดอาการ บางครั้งเราอาจจะรู้สึกหัวใจเต้นแรงได้ช่วงที่ตะแคงซ้ายในช่วงกลางคืน หรือระหว่างที่ตื่นเต้นตกใจหรือช่วงเครียด วิธีที่ดีที่สุดของการวินิจฉัยคือการทำกราฟหัวใจช่วงเกิดอาการ ถ้าอาการผิดปกตินานพอที่จะไปทำกราฟหัวใจที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หรือถ้าเป็นไม่นานพอก็อาจต้องติดการเต้นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมงไปที่บ้าน นอกจากนี้การเดินหรือวิ่งสายพานอาจจะพบกับการเต้นผิดปกติขณะที่มีการบันทึกการเต้นหัวใจ การรักษา การรักษาหัวใจในภาวะใจสั่นขึ้นอยู่กับการรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันขนาดไหน และรุนแรง หรืออันตรายของการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ ในถาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดไม่รุนแรง คงจะไม่ต้องใช้ยา คงให้แค่คำแนะนำหรือการแก้ไขบางอย่างเช่น การเป่าลมไปที่ทวาร หรือใช้ใบหน้าจุ่มลงไปในน้ำเย็น 1-2 นาที ถ้าอาการเกิดจากวงจรไฟฟ้าผิดปกติ เป็นบ่อยหรือรุนแรงก็อาจจะต้องใช้ยา หรือการจี้เส้นด้วยกระแสไฟฟ้าหรือสายเย็น เ พื่อทำให้วงจรไฟฟ้านั้นหายไป การจี้ คือการใส่สายสวนขนาดเล็กๆ ขึ้ที่ขาหนีบไปที่ภายในห้องหัวใจ เพื่อค้นหาจุดำเนิดที่ผิดปกติแล้วทำการจี้ด้วยกระแสไฟฟ้า เพื่อให้จุดกำเนิดนั้นหายไป บางครั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจต้องใช้ยาอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญวงจรไฟฟ้าจะช่วยในการตัดสินใจในการรักษาท่าน ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/563422_539015599510531_1116087450_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 28, 2013, 12:05:46 PM สาระแห่งสุขภาพ
***การนอน ใครว่าไม่สำคัญ*** การนอนทำให้กล้ามเนื้อและอวัยวะทุกส่วนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ พร้อมสำหรับการทำงานในวันต่อไป เมื่อนอนน้อยอาจส่งผลให้ทำงานผิดพลาด ทำงานได้น้อยลง คุณภาพงานต่ำกว่าปกติ และมีงานวิจัยในต่างประเทศ พบว่า คนที่นอนน้อยกว่า 4 ชม. หรือนอนมากกว่า 10 ชม. ต่อคืน เป็นประจำ อาจมีอายุสั้นกว่าคนที่นอนหลับปกติ คนที่นอนไม่เพียงพอนานๆ อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดเมื่ออายุมากขึ้น และการนอนระหว่าง 21. 00-22.00 น. จะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะโกร๊ธ ฮอร์โมน ( growth homone) หลั่งออกมาอย่างเต็มที่ในช่วง 22.00-24.00 น. ช่วยซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย และควรนอนให้ได้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ต่อวัน นอนหลับท่าไหนดีที่สุด การนอนมีความสัมพันธ์กับกระดูกสันหลัง เพราะหากนอนผิดท่า เช่น นอนงอตัวหรือนอนบิดตัว ติดต่อกันหลายๆ ปี อาจทำให้กระดูกสันหลังเลื่อนออกนอกแนวระนาบ ผิดรูป หรือคดงอได้ ท่านอน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นอนหลับสนิท ตื่นนอนอย่างสดชื่นและไม่ปวดเมื่อย - นอนหงาย ควรใช้หมอนหนุนหัวแบบต่ำเพื่อให้ต้นคออยู่แนวเดียวกับลำตัว ป้องกันการปวดคอจากนอนคอพับหรือนอนเงยคอมากเกินไป แต่ท่านี้ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมจะกดทับปอดทำให้หายใจไม่สะดวก หัวใจทำงานลำบากขึ้น การนอนหงาย ยังอาจทำให้ผู้มีอาการปวดหลังมีอาการรุนแรงขึ้นด้วย - นอนตะแคง การนอนตะแคงขวาช่วยให้หัวใจทำงานสะดวก และอาหารที่ค้างในกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ช่วยลดอาการปวดหลังได้ทางหนึ่ง แต่การนอนตะแคงซ้ายอาจทำให้เสียดลิ้นปี่ เพราะอาหารย่อยไม่หมดและค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร หญิงตั้งครรภ์ควรนอนตะแคงเพื่อไม่ให้มดลูกไปกดทับกระดูกสันหลังและเส้นเลือด แดงใหญ่กลางลำตัว - นอนคว่ำหน้า อาจทำให้หายใจติดขัดและปวดต้นคอ เพราะคอแอ่นมาทางด้านหลังหรือบิดไปด้านใดด้านหนึ่งเป็นเวลานานๆ ถ้าต้องนอนคว่ำหน้าควรใช้หมอนรองใต้หน้าอกเพื่อไม่ให้ปวดเมื่อยต้นคอ (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/1186049_539520016126756_1728354467_n.jpg) ที่มา : learning.eduzones.com/by สาระแห่งสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 03, 2013, 05:47:57 PM เรียนภาษาอังกฤษ
ชื่อผัก 37 ชนิด และคุณค่าของผัก (ไม่กินไม่ได้แล้ว) 1 สะเดา ( Neem tree) มีเบต้าแคโรทีนสูง บำรุงสายตา เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้นอนหลับ 2 ผักกาดขาว ( Chinese white cabbage) ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลทสูงบำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 ต้นหอม ( Shallot) มีน้ำมันหอมระเหย บรรเทาอาการหวัด มีสารฟลาโวนอยด์ต้านมะเร็ง 4 แครอท ( Carrot) เบต้าแคโรทีนป้องกันโรคมะเร็ง มีแคลเซียม แพคเตท ลดระดับคลอเลสเตอรอลได้ 5 หอมหัวใหญ่ ( Onion) มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 6 คะน้า ( Chinese kale) มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง 7 พริก ( Chilli) มีแคปไซซินกระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ 8 กระเจี๊ยบเขียว ( Okra) ลดความดันโลหิต บำรุงสมอง ลดอาการกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ 9 ผักกระเฉด ( Water mimosa) ดับพิษไข้ กากใยช่วยระบบขับของเสีย เพิ่มการเผาผลาญสารอาหาร 10 ตำลึง ( Ivy gourd) มีวิตามินเอสูง ดีต่อดวงตา เส้นใยจับไนเตรต ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร 11 มะระ ( Chinese bitter cucumber) มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อน ๆ น้ำคั้นลดระดับน้ำตาลในเลือด 12 ผักบุ้ง ( Water spinach) บรรเทาอาการร้อนใน มีวิตามินเอบำรุงสายตา ธาตุเหล็กบำรุงเลือด 13 ขึ้นฉ่าย ( Celery) กลิ่นหอม ช่วยเจริญอาหาร มีวิตามินเอ บี และซี บำรุงสมอง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด 14 เห็ด ( Mushroom) แคลอรีน้อย ไขมันต่ำ มีวิตามินดีสูง ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เสริมกระดูกและฟัน 15 บัวบก ( Indian pennywort) มีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำบำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ 16 สะระแหน่ ( Kitchen mint) กลิ่นหอมเย็นของใบให้ความสดชื่น ทำให้ความคิดแจ่มใส แก้ปวดหัว 17 ชะพลู ( Cha-plu) รสชาติเผ็ดเล็กน้อย แก้จุกเสียด ขับเสมหะ มีแคลเซียมสูง 18 ชะอม ( Cha-om) ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับ อนุมูลอิสระ 19 หัวปลี ( Banana flower) รสฝาด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และบำรุงน้ำนม มีกากใย โปรตีน และวิตามินซีสูง 20 กระเทียม ( Garlic) ลดไขมันในเลือด ป้องกันหัวใจขาดเลือด ใบกระเทียมมีโฟเลท เหล็กวิตามินซีสูง 21 โหระพา ( Sweet basil) น้ำมันหอมระเหยทำให้โล่งจมูก ช่วยระบายลม มีเบต้าแคโรทีนแคลเซียม 22 ขิง ( Ginger) บรรเทาอาการหวัดเย็น ลดอาการคัดจมูก รสเผ็ดร้อน แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ 23 ข่า ( Galangal) น้ำมันหอมระเหย ช่วยระบบย่อยอาหารขับลม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา 24 กระชาย ( Wild ginger) บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ มีวิตามินเอและแคลเซียม 25 ถั่วพู ( Winged bean) ให้คุณค่าทางอาหารสูง มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสาร ช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว 26 ดอกขจร ( Cowslip creeper) กระตุ้นให้รู้รสอาหาร ให้พลังงานสูง ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน 27 ถั่วฝักยาว ( Long bean) มีเส้นใย ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็ก บำรุงเลือด 28 มะเขือเทศ ( Tomato) มีวิตามินเอสูง วิตามินซี รสเปรี้ยว ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย และแก้อาการคอแห้ง 29 กะหล่ำปลี ( White cabbage) มีกลูโคซิโนเลท เมื่อแตกตัวจะเป็นสารต้านมะเร็ง และมีวิตามินซีสูง 30 มะเขือพวง ( Plate brush eggplant) ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยลดความดันเลือด มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส 31 ผักชี ( Chinese paraley) ขับลม บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง 32 กุยช่าย ( Flowering chives) มีกากใยช่วยระบายของเสีย มีธาตุเหล็กช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง 33 ผักกาดหัว ( Chinese radish) แก้ไอ ขับเสมหะ เพิ่มภูมิต้านทางโรค มีสารช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัวได้ดี 34 กะเพรา ( Holy basil) แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง มีเบต้าแคโรทีนสูง ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลือดได้ 35 แมงลัก ( Hairy basil) ช่วยย่อยอาหาร ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับลม ขับเหงื่อ 36 ดอกแค ( Sesbania) กินแก้ไขช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีวิตามินเอสูงบำรุงสายตา 37 หญ้าอ่อน กินเพิ่มความคึกคัก ให้กระชุ่มกระช่วย หัวใจสูบฉีด สมองแจ่มใส อายุยืนยาว เหมาะกับ โค เฒ่า 55555 (ขอบคุณ-หมอเจ็กหยิม/หมอสช.) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 03, 2013, 05:53:27 PM ตำลึงประโยชน์ตำลึง ผักสวนครัวไทย
(http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/3/37/Coccinia_grandis.jpg) ตำลึงผักสวนครัว รั้วกินได้ ที่มากมายด้วยสรรพคุณทั้งเป็นยาป้องกันโรค เป็นอาหารทานแล้วมีประโยชน์สูง เพราะอุดมไปด้วยสารอาหาร สรรพคุณ ตำลึงอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สูง เช่น สารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และหัวใจขาดเลือด มีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และยังมีฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอาซิน วิตามินซีและอื่นๆ นอกจากนี้ จากการค้นคว้าของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ตำลึงมีเส้นใยอาหารที่สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ในกระเพาะอาหาร อีกด้วย สำหรับตำรายาแผนโบราณ ตำลึงถือเป็นยาเย็น ใบช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้ อักเสบ แมลงมีพิษกัดต่อย แก้แสบคัน เจ็บตา ตาแดงและตาแฉะ แก้โรคผิวหนัง และลดน้ำตาลในเลือด ราก : แก้ดวงตาเป็นฝ้า ลดความอ้วน แก้ไข้ทุกชนิด ดับพิษทั้งปวง ฝนทาภายนอก แก้ฝีต่างๆ แก้ปวดบวม แก้พิษร้อนภายใน แก้พิษแมลงป่องหรือตะขาบต่อย ต้น : กำจัดกลิ่นตัว น้ำจากต้น รักษาเบาหวาน เปลือกราก : เป็นยาถ่าย ยาระบาย เถา : แก้ฝี ทำให้ฝีสุก แก้ปวดตา แก้โรคตา แก้ตาฝ้า ตาแฉะ แก้พิษอักเสบจากลูกตา ดับพิษร้อน ถอนพิษ เป็นยาโรคผิวหนัง แก้เบาหวาน ใบ : เป็นยาพอกรักษาผิวหนัง รักษามะเร็งเพลิง แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด แก้หืด รักษาผื่นคันที่เกิดจากพิษของหมามุ้ย ตำแย บุ้งร่าน ใช้เป็นยาเขียว แก้ไข้ ดับพิษร้อน ถอนพิษทั้งปวง แก้ปวดแสบปวดร้อน ถอนพิษคูน แก้คัน แก้แมลงกัดต่อย แก้ไข้หวัด แก้พิษกาฬ แก้เริม แก้งูสวัด ผล : แก้ฝีแดง ทั้งห้า รักษาโรคผิวหนัง รักษาอาการอักเสบของหลอดลม รักษาเบาหวาน ใช้เป็นรักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงกัดต่อย เช่น ยุงกัด ถูกตัวบุ้ง แพ้ละอองข้าว โดยเอาใบสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียดผสมน้ำเล็กแล้วคั้นน้ำจากใบเอามาทาบริเวณที่มีอาการพอน้ำแห้งแล้วทาซ้ำบ่อยๆจนกว่าจะหาย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 12, 2013, 12:46:24 PM ***เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับน้ำตาลในผัก***
ผักดีต่อสุขภาพอย่างไม่ต้องสงสัย คุณวิเศษของผักมีมากมาย แต่สำหรับคนเป็นเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลเป็นพิเศษ อาจไม่เหมาะกับผักบางชนิด วันนี้จึงมีข้อมูลดีๆในการเลือกกินผักให้ดีต่อสุขภาพมาฝาก -...ผักที่มีน้ำตาล 3-5 เปอร์เซ็นต์ มะเขือ น้ำเต้า ใบตังโอ๋ ผักกาดขาว ผักกระเฉด แตงกวา บวบ ผักโขม ผักบุ้ง หน่อไม้ หัวผักกาดขาว ฟักเขียว ผักกาดหอม ผักบุ้งจีน ยอดฟักทอง เห็ดบัว แตงร้าน ผักตำลึง ผักกาดขาวปลี ขึ้นฉ่าย มะระ ถั่วงอก ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า กุยช่าย สายบัว ชะอม ดอกหอม กะหล่ำปลี -ผักที่มีน้ำตาล 5-10 เปอร์เซ็นต์ ฝักถั่วลันเตา ใบชะพลู ต้นหอม ดอกกะหล่ำ ถั่วแขก ผักโขม หอมใหญ่ ใบทองหลาง ดอกโสน ถั่วพู มะรุม ดอกแค ขิง หน่อไม้ ข้าวโพดอ่อน หัวปลี กระเจี๊ยบ มะละกอดิบ ใบกระถิน ยอดและฝักอ่อนกระถิน -ผักที่มีน้ำตาล 15-20 เปอร์เซ็นต์ ดอกขี้เหล็ก เมล็ดถั่วลันเตา ใบมะขามอ่อน ใบย่านาง ผักหวาน ลูกเนียง มันฝรั่ง -ผักที่มีน้ำตาล 20-30 เปอร์เซ็นต์ กระจับ กลอย เผือก มันเทศ ใบขี้เหล็ก แห้วจีน อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ขอฟันธงกันชัดๆเลยว่า ผักในกลุ่มที่มีน้ำตาล 20-30เปอร์เซ็นต์ไม่เหมาะกับคนเป็นโรคเบาหวาน ลองเช็คดูว่าควรลดผักอะไรที่เป็นของชอบบ้าง ที่มา : ชีวจิต/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/p480x480/1231631_547210378691053_1491626425_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 12, 2013, 12:49:01 PM .***5 เทคนิคจัดยากินให้ปลอดภัย***
"กฎข้อห้ามข้อหนึ่งคือการกินยายิ่งมาก ยิ่งเสี่ยงมาก ทั้งพิษจากยาและยาออกฤทธิ์ตีกัน อีกข้อหนึ่งคือ กินยามากไม่ได้ช่วยให้หายมากขึ้น ตรงข้ามอาจทำให้ตับวายมากกว่า" น.พ.กฤษดากล่าว 5 เทคนิคจัดโปรแกรมกินยาไม่สับสน... แบบง่ายๆ สำหรับคนกินยาเยอะ คือ 1. แยกยาเป็นชนิดเขียนชื่อกำกับไว้ให้ชัดเจน 2. เขียนฉลากโดยเขียนฤทธิ์ยาสั้นๆ ติดไว้ พร้อมวิธีรับประทาน 3. ใช้ตลับแบ่งยา ข้อนี้ช่วยคนกินยาเยอะไม่ให้กินยาซ้ำ เช่น ยาละลายลิ่มเลือดหากกินซ้ำเข้าไปก็อาจทำให้ตกเลือดจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ 4. พกยาติดตัวไปหาหมอเพื่อไม่ให้เกิดการจ่ายยาซ้ำ 5. คือขอให้ถามหากสงสัย โดยเฉพาะเรื่องของยาซ้ำ ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกร ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ กล่าวว่า จากประสบการณ์การรักษาคนไข้ ได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับภาษาทางเคมีและปฏิกิริยาในทางเภสัชวิทยา ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องของการใช้ยา คือ ยาลดความดันกับยาโรคหัวใจ ยากลุ่มนี้มีอยู่มากบางตัวลดความดันและทำให้หัวใจเต้นช้าลง แต่ถ้ารับประทานผิดคือซ้ำซ้อนจนทำให้มากเกินไปอาจทำให้ หัวใจเต้นช้า มึนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยไม่รู้สาเหตุ ยิ่งกว่านั้นถ้าเป็นภูมิแพ้หอบหืดอยู่จะถึงขั้นหลอดลมตีบเสียชีวิตได้ ยาลดไขมันคอเลสเตอรอลกับยาลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ถูกเรียกให้สับสนว่า “ยาลดไขมัน” เหมือนๆ กัน การรับประทานที่มากเกินไปและต่อเนื่อง อาจจะส่งผลให้มึนศรีษะ ไม่สบายตัว ปวดตามร่างกายและทำให้ตับทำงานหนักถึงขั้นเสื่อมเร็วได้ ยาแก้ปวดกับ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาประเภทนี้มักถูกจ่ายคู่กันซึ่งในหลายครั้งไม่จำเป็นต้องกินควบเลย เพราะการได้รับมากไปใช่ว่าจะทำให้ดีขึ้น หลักง่ายคือห้ามคิดว่า ปวดมากต้องกินยามาก อันนี้จะอันตรายหนักขึ้น “ยาแก้แพ้กับยาแก้หวัด เป็นยาที่ถูกจ่ายบ่อยมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีหลักง่ายคือ ยาแก้แพ้บางชนิดไม่ใช่ยาแก้หวัด และยาแก้หวัดบางชนิดก็ไม่อาจแก้แพ้ได้ ข้อสำคัญคืออย่าใช้ซ้ำซ้อนกันมาก หากเป็นหวัดไปหาคุณหมอขอให้บอกว่าท่านใช้ยาเหล่านี้อยู่ครับจะได้ไม่ถูกจ่าย ยาซ้ำ ยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) ยา 2 ชนิดนี้ไม่ใช่ยาตัวเดียวกันเลย แต่ถูกจับมาเรียกจนคุ้นปากคุ้นหู ขอให้ทราบว่ายาแก้อักเสบมีอยู่กว้างมากและฆ่าเชื้อไม่ได้ ส่วนยาฆ่าเชื้อนั้นก็ใช่ว่าจะแก้อักเสบได้เสมอไป ถ้าใช้ยาฆ่าเชื้อนานไปจะเสี่ยงเชื้อดื้อยา มากขึ้นด้วย ยาคลายเครียดกับยานอนหลับ ยากลุ่มคลายเครียดอาจมีฤทธิ์ง่วงก็จริงแต่ไม่ใช่ยาช่วยให้หลับเพราะยาคลาย เครียดหรือต้านซึมเศร้ามีฤทธิ์ไปกวนสารเคมีในสมองทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ การรับประทานคู่กันจะยิ่งอันตรายต่อเคมีในสมองมากขึ้น ยาลดไข้กับยาแก้ปวด ท่านที่ทานยาแก้ปวดเป็นประจำอยู่ เมื่อมีไข้ขอให้ระวังการทานยาลดไข้เพิ่ม และให้หยุดยาแก้ปวดก่อน เพราะยาทั้งสองชนิดมีฤทธิ์ซ้ำซ้อนกันมาก และพิษก็ซ้ำซ้อนกันมากด้วย ยาโรคกระเพาะกับยาแก้ปวดบิดไส้ เวลาปวดท้องหมออาจจะให้ยาร่วมกันมาทั้ง 2 ชนิด ขอให้ดูให้ดีก่อนรับประทาน หากเป็นโรคกระเพาะไม่มากอาจไม่ต้องกินยาแก้ปวด หรือท่านที่ปวดท้องแต่ไม่แน่ใจว่าจากลำไส้ขอให้เลี่ยงยาแก้ปวดบิดไส้ไว้ก่อนยาช่วยระบายกับยาถ่าย ยกตัวอย่างยาช่วยระบายเช่น ใยอาหาร มะขามแขก ส่วนยาถ่ายคือแบบที่ทำให้ปวดลำไส้ถ่ายเหลวคล้ายท้องเสีย หากรับประทานร่วมกันจะทำให้เกิดอันตรายถ่ายจนถึงขั้นช็อกได้ ยาละลายลิ่มเลือดกับยาช่วยเลือดไหลคล่อง ยาละลายลิ่มเลือดอย่าง “แอสไพริน” ถ้ากินกับยาที่ทำให้เลือดไหลคล่องอย่าง “วาร์ฟาริน” จะทำให้เกิดเลือดออกได้มากหากไม่ระวัง ดังนั้น เทคนิคคือไม่ควรรับประทานร่วมกันและหมั่นเจาะเลือดดูการแข็งตัวของเลือดอยู่เสมอ ยาสร้างเม็ดเลือดกับยาธาตุเหล็ก ยา 2 ชนิดนี้บางทีถูกจ่ายคู่กัน แม้จะทานร่วมกันได้แต่มันมีพิษโดยเฉพาะกับ “ธาตุเหล็ก” ในกรณีที่โลหิตจางอย่างไม่แน่ใจขอให้เลี่ยงธาตุเหล็กไว้ก่อนเพราะมันเป็นพิษ กับโลหิตจางชนิด “ธาลัสซีเมีย” ส่วนยาสร้างเม็ดเลือดที่เป็น “โฟลิก” นั้นปลอดภัยรับประทานได้ในเลือดจางทุกประเภท ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/p480x480/559335_546736255405132_1653556402_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 12, 2013, 12:52:33 PM ***บรรเทาอาการเส้นเลือดขอด***
ไม่ว่าเราจะรักษาเส้นเลือดขอดด้วยวิธีใดก็ตาม ไม่สามารถรับประกันว่าจะไม่เกิดเส้นเลือดขอดใหม่ 100% และหมออาจให้การรักษามากกว่า 1 วิธีร่วมกัน เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาให้ได้ผลดีมากที่สุด เส้นเลือดขอด นอกจากจะทำให...้ผิวพรรณบริเวณนั้นๆ ดูไม่ดีแล้ว หากคุณปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจทำให้คุณเจ็บปวดได้ รีบรักษาเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะการรักษาไม่ได้ยุ่งยากอะไร ผลลัพธ์ที่ได้จะเพิ่มความมั่นใจและคุณก็สามารถใส่กระโปรงหรือกางเกงขาสั้น โชว์เรียวขาสวยได้แล้ว กรณีที่เป็นเส้นเลือดขอดไม่มากให้ออกกำลังกายดังนี้ -หมั่นนอนยกเท้าให้สูงเท่าระดับเอว หรือหัวใจอยู่เสมอ เพื่อช่วยการไหลเวียนเลือดดำสู่หัวใจ (ท่านอนปั่นจักรยาน) -กระดกข้อเท้าขึ้นลงเป็นประจำสม่ำเสมอติดต่อกัน 20 ครั้ง การบีบตัวของกล้ามเนื้อจะช่วยผลักดันโลหิตให้ไหลเวียนดีขึ้น -หมุนข้อเท้าเป็นวงกลม วนขวา 10 ครั้ง วนซ้าย 10 ครั้ง ติดต่อกัน -กระดกข้อเท้าขึ้น งอเข่าเต็มที่จากนั้นเหยียดเข่าออก พร้อมกับถีบปลายเท้าลง ทำติดต่อกัน 20 ครั้ง -ยืนเขย่งเท่าขึ้น สลับกับยืนด้วนส้นเท้า ทำสลับกัน 20 ครั้ง -ถ้าไม่มีเวลาจริงๆก็จะช่วยได้ด้วยการใช้ถุงน่องยางยืดที่ทำขึ้นเฉพาะไว้ใส่ประจำเพื่อรัดบีบหลอดเลือดที่ขาให้แฟบลงจะพอช่วยบรรเทาอาการเส้นเลือดขอดได้บ้าง โดยทั่วไปแล้วสำหรับเส้นเลือดขอดนี้ไม่สามารถใช้ยาอะไรทาให้หายได้ ต้องระวังการยืนอยู่กับที่นานๆ นอกจากนั้นพบว่า วิตามินอี มีบทบาทในการรักษาเส้นเลือดขอดโดย เสริมสร้างความแข็งแรงของลิ้นหลอดเลือดและผนังหลอดเลือดให้ยืดหยุ่นคงสภาพ ได้ดี ช่วยการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น อาหารธรรมชาติที่มีวิตามินอีมาก ได้แก่ เมล็ดทานตะวัน การออกกำลังกายอาจช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น เพราะในระหว่างการออกกำลังกายกล้ามเนื้อในขา จะขยายตัวและจะช่วยให้การสูบฉีดเลือดไหลกลับขึ้นไปที่หัวใจ นอกจากนี้แพทย์บางท่านกล่าวว่า คนที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ เส้นเลือดขอดที่เกิดขึ้นแล้วอาจจะช่วยให้ดีขึ้นทุเลาลงและยังช่วยป้องกันการเป็นเส้นเลือดขอดได้อีกด้วย การถ่ายทอดทางพันธุกรรมเป็นปัจจัยหนึ่งสำหรับผู้ที่เป็นเส้นเลือดขอด การออกกำลังกายยังช่วยป้องกันการเกิดโรคอื่น ๆ เช่นโรคอ้วน, เนื้องอก, เลือดอุดตันและโรคหัวใจ การออกกำลังกายมักจะถูกแนะนำสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมกับอาการเส้นเลือดขอด ที่มา : esanindy.com/posttoday/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash4/p480x480/1238137_540590106019747_1280403746_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 12, 2013, 12:56:33 PM ***วิธีการรักษา "เส้นเลือดขอด"***
เส้นเลือดขอดส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิง เช่น สตรีตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือคนที่ต้องยืนนานๆ เช่น พนักงานขายของ ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดก็คือ ลิ้นของเส้นเลือดดำเสีย ซึ่งปกติลิ้นจะช่วยดันเลือดให้ก...ลับเข้าสู่หัวใจ เมื่อลิ้นเสีย เลือดจะไหลลงมา ทำให้หลอดเลือดโป่งส่งผลให้ผนังหลอดเลือดคดเคี้ยว ทำให้เส้นเลือดเกิดการบิดเบี้ยว หากเราสังเกตุจะเห็นว่ามีเส้นเลือดขอดมีสองประเภทคือ เส้นเลือดแดงเส้นเล็กๆ ชนิดนี้ไม่เจ็บปวดแต่อีกชนิดหนึ่งเป็นเส้นเลือดขอดเส้นใหญ่ที่มีสีเขียวอาจมีความเจ็บปวดร่วมด้วย การรักษาเส้นเลือดขอด มี 2 วิธีคือ 1. ใช้ยาฉีดที่ทำลายหลอดเลือด ยาฉีดนี้จะทำให้เส้นเลือดขอดเส้นเล็กๆ ฝ่อไป อาจใช้ยาที่มีความเข้มข้นหรือเจือจางก็ได้ คือถ้าต้องการแบบเจือจางก็เจือจางด้วยน้ำเกลือวิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะกับการรักษาเส้นเลือดขอดที่เป็นเส้นเล็กๆ ทั้งนี้การฉีดจะช่วยให้หลอดเลือดฝ่อ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีหลังการฉีดจะบวมเล็กน้อยและต้องใส่ถุงน่องรัดให้ดันเลือดขึ้นไป แล้วนอนยกขาสูงประมาณ 2-3 วัน หากฉีด แล้วไม่ค่อยได้ผลอาจใช้เลเซอร์ควบคู่กัน 2. การผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ วิธีนี้เหมาะกับเส้นเลือดขอดเส้นใหญ่ๆ สีเขียว ซึ่งมีความเจ็บปวด กรณีนี้ไม่เหมาะกับการฉีดยาให้ฝ่อเพราะจะทำให้เส้นเลือดใหญ่อุดตันจนเกิดอันตรายได้ การป้องกันเส้นเลือดขอด 1. ใส่ถุงน่องซับพอร์ท ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและช่วยลดการโป่งพองของเส้นเลือดขอดที่ขาช่วยบรรเทาอาการปวดขา กระชับกล้ามเนื้อ ลดการเป็นตะคริวและลดอาการบวมที่ขาเหมาะสำหรับคนที่ต้องยืนนานๆ หรือใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ 2. ไม่ควรอยู่ในท่าเดียวนานๆ เช่น ยืนหรือนั่งนานๆ ควรขยับขาบ่อยๆ ทุก 10-15 นาที เช่น ขยับข้อเท้าขึ้นลง กระดกเท้าขึ้นลง หมุนข้อเท้า นอกจากนี้ก็ไม่ควรปล่อยให้อ้วนเพราะความอ้วนมีผลทำให้เกิดเส้นเลือดขอดด้วย ที่มา : n3k.in.th/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/p480x480/68896_540447089367382_483738233_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 12, 2013, 12:59:00 PM ***อาหารเสริมและยาที่ไม่ควรกินร่วมกัน***
1) น้ำมันปลากับแอสไพริน เนื่องจากน้ำมันปลานี้มีฤทธิ์ช่วยให้เลือดใสไม่หนืดเหนียว ส่วนแอสไพรินก็มีฤทธิ์เดียวกันคือช่วยให้ไม่เกิดลิ่มเลือดจับแข็งเป็นก้อนตัน เมื่อกินคู่กันเลยกลายเป็นคู่สังหารพาลให้เลือ...ดไหลพรวดพราดไม่หยุด แม้การกรอฟันเพียงนิดก็อาจทำให้เลือดออกได้ราวกับผ่าตัดใหญ่ 2) วิตามินอีและอีฟนิ่งพริมโรส ควรเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะทั้งสองล้วนแต่มีวิตามินอีทั้งนั้น ซึ่งถ้าได้มากเกืนไปไปอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจได้ 3) แคลเซียมเสริมกับแคลเซียมสด ถ้าสามารถกินงาดำได้วันละ 4 ช้อนโต๊ะ หรือเต้าหู้ขาวแข็งวันละ 3 ขีดก็จะได้แคลเซียมราว 1,000 มิลลิกรัมอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไปหาแคลเซียมเม็ดมากินเติมอีก เพราะจะทำให้แคลเซียมที่มากเกินพอดีจะไปจับหลอดเลือดให้ตีบตันได้ 4) กาแฟกับแคลเซียม กาแฟจะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียมจึงไม่เหมาะที่จะกินร่วมกัน 5) ธาตุเหล็กกับเลือดจางธาลัสซีเมีย ธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือด ยกเว้นกรณีที่เป็นเลือดจางชนิดธาลัสซีเมียแล้วไปกินธาตุเหล็กเสริมจะเท่ากับเติมยาพิษให้กับหัวใจและตับ ที่มา : bangkokbiznews.com/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/p480x480/536762_537238146354943_1106131961_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 12, 2013, 01:01:47 PM ***แก้ไอด้วยสมุนไพร***
อาการไอเป็นอีกอาการหนึ่งที่มักเป็นควบคู่กับอาการอื่นๆ และทรมานผู้ป่วยมาก ทั้งก่อให้เกิดอาการไอจนนอนไม่หลับ แต่การไอจะช่วยขับสิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่ในระบบหายใจ ซึ่งก็คือเสมหะนั่นเอง ถ้าไอเรื้อรังไม่หายสักที ก็อาจเกิด...จากหลายสาเหตุ อาการไอก็มีทั้งไอแห้งและไอที่มีเสมหะ เราลองมาดูว่าโบร่ำโบราณใช้ยาสมุนไพรอะไรบ้างเป็นยาแก้ไอ ซึ่งจำแนกได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่มีสารสำคัญเป็นน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ ขิง กระเทียม ดีปลี กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่มีสารสำคัญเป็นกรด คือ รสเปรี้ยว ตามสรรพคุณยาไทย รสเปรี้ยวบำรุงธาตุน้ำ กัดเสมหะ ฟอกโลหิต ได้แก่ มะนาว มะขามป้อม กลุ่มที่ 3 กลุ่มสมุนไพรอื่นๆ ได้แก่ มะแว้งเครือ มะแว้งต้น เพกา มะเขือแจ้ -มะนาว เป็นยาสมุนไพรครอบจักรวาลก็ว่าได้มีสรรพคุณมากมาย และยังเป็นสมุนไพรที่หาง่าย แต่บางฤดูกาลก็มีราคาแพงสูงถึงลูกละ 10 บาท เมื่อมีอาการไอระคายคอมักได้รับคำแนะนำให้ฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆ หรือหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าชิ้นเล็กๆ จิ้มเกลือ อมทิ้งไว้สักครูแล้วเคี้ยวกลืน หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นผสมเกลือเล็กน้อยใช้จิบ ช่วยป้องกันไข้หวัดได้ด้วย หรือตำรับเก่าแก่ของมนุษย์ทั้งโลกใช้คือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งจิบแก้ไอ -มะขามป้อม ใช้ แก้ไอแห้ง ไม่มีเสมหะ มีอาการริมฝีปากแห้ง และรู้สึกร้อนในอก ไอที่มาจากทรวงอกจนเจ็บชายโครง หรือไอมานานแล้วไม่หาย ใช้ผลสดตำคั้นเอาน้ำดื่มหรือจิบ หรือใช้ผลสดต้มกับน้ำตาลทรายแดง มะขามป้อมมีรสฝาดเปรี้ยวหลังจากกลืนลงคอไปแล้วจะมีรสหวานชุ่มชื่นคอม -ขิง รักษาอาการไอและขับเสมหะ หรือมีเสลดติดที่หลอดลมมากๆ ขิงจะช่วยให้หลอดลมขยายขึ้น และขับของเหนียวข้นออกมาได้ง่าย ให้ใช้เหง้าขิงสด ประมาณ 60 กรัม น้ำตาลทราย 30 กรัม ใส่น้ำ 3 แก้ว นำไปต้มให้เหลือครึ่งแก้ว แล้วจิบกินตอนอุ่นๆ หรือใช้ฝนกันน้ำมะนาวแทรกเกลือใช้กวาดคอหรือจิบบ่อยๆ ใช้รักษาอาการไอเรื้อรัง ให้เอาน้ำที่คั้นจากเหง้าสด ประมาณ 1 ลิตร ผสมน้ำผึ้งประมาณ 500 กรัม เคี่ยวในกระทะทองเหลือง ทำจนน้ำระเหยไปหมด แล้วจึงเอามาปั้นเป็นเม็ดเท่าลูกพุทราจีนใช้อม -มะแว้ง ต้น/เครือ ปัจจุบันมะแว้งได้รับการพัฒนาจากองค์การเภสัชกรรม ผลิตและจำหน่ายยาอมมะแว้ง สรรพคุณช่วยแก้ไอและชุ่มคอ แต่เราสามารถใช้ในรูปของอาหารและยาได้ โดยใช้ผลสดตำกับน้ำพริกหรือใช้รับประทานเป็นผักเคียงกับน้ำพริก ถือเป็นการใช้ในรูปแบบอาหารเป็นยา หรือใช้ผลมะแว้งเครือ/ต้นสด 5-6 ผล ล้างให้สะอาดเคี้ยวอมไว้ กลืนเฉพาะน้ำจนหมดรสขมแล้วคายทิ้ง หรือใช้ผลสด 5-10 ผล โขลกพอแตกคั้นเอาแต่น้ำใส่เกลือเล็กน้อย จิบบ่อยๆ เวลาไอ -กระเทียม ใช้กระเทียมและขิงสดอย่างละเท่ากัน ตำละเอียดละลายกับน้ำอ้อยสด คั้นน้ำจิบแก้ไอขับเสมหะและทำให้เสมหะแห้งหรือคั้นกระเทียมกับน้ำมะนาวเติม เกลือใช้จิบหรือกวาดคอก็ได้ กระเจี๊ยบแดง ใช้กลีบเลี้ยงดอกสดหรือแห้งประมาณ 1-2 กรัมมือต้มกับน้ำ เติมน้ำตาลและเหลือใช้จิบบ่อยๆ ช่วยให้ชุ่มชื้นคอ ดีปลี ใช้แก้อาการไอมีเสมหะ ควรใช้ดีปลีประมาณครึ่งผล ตำละเอียดเติมน้ำมะนาวและเกลือเล็กน้อย กวาดคอหรือจิบบ่อยๆ -มะขาม ใช้กัดเสมหะเอามะขามเปียก 3 กรัม จิ้มเกลือรับประทาน หรือนำมะขามเปียกมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาลและเกลือเล็กน้อย จะได้ยาขับเสมหะที่มีรสกลมกล่อม ข้อควรระวัง มะขามเปียกมีฤทธิ์เป็นยาระบายด้วย จึงไม่ควรรับประทานมากเกินไป -มะเขือแจ้หรือมะเขือขื่น อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เพราะเรามักจะบริโภคมะเขือเปราะมะเขือยาวมากกว่า มะเขือแจ้เมื่อผลแก้จัดมีสีเหลือง นิยมทานกับน้ำพริก ก่อนเอามาทานจะเอามาแช่น้ำเกลือก่อนเพื่อให้กรอบและทานง่าย ถ้าไอเรื้อรังยาวนานหรือไอถึงขั้นปัสสาวะรด ใช้ยาตัวนี้โดยเอารากมาล้างให้สะอาดแช่น้ำฝนหรือน้ำต้มสุกใช้ดื่ม วันแรกอาจดูเหมือนดื่มน้ำเปล่า แต่พอวันที่ 2-3 ตัวยาจะมีรสขมขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจลดปริมาณน้อยลง และจะช่วยให้อาการไอมานานนับเดือนนั้นหายเป็นปลิดทิ้ง ที่มา : kroobannok.com/by สาระแห่งสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/p480x480/972207_537204759691615_1187746351_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 12, 2013, 01:21:25 PM ***ไม่ใช้วัตถุกันเสีย...จริงหรือ ??***
ปัจจุบันผู้บริโภคตื่นตัวและหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น และเน้นอาหารที่มาจากธรรมชาติ หรือมีกระบวนการที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติมากขึ้น คือไม่ปรุงแต่งสารใด ๆ ลงไป แต่ยังมีผู้ค้าบางรายอาศัยช่องโหว่และความเจ้าเ...ล่ห์ในการค้าขาย โดยระบุข้างฉลากว่า "ไม่ใส่สารกันสีย/บูด" แต่จริง ๆ แล้วแอบใส่ลงไปในอาหารเพื่อทำให้อาหารนั้นมีอายุสินค้าที่ยาวนานมากขึ้น สารกันบูดในเมืองไทยมีอะไรบ้าง สารกันบูดตามประกาศกองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อนุญาตให้ใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 281) พ.ศ.2547 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร แบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มของกรดอ่อนและเกลือของกรดอ่อน (acid and its salts) นิยมใช้กันมากในระดับอุตสาหกรรม เพราะมีความเป็นพิษน้อยและละลายน้ำได้ดี สารกันบูดในกลุ่มของกรดอ่อน ได้แก่ กรดซอร์บิก กรดเบนโซอิก กรดโปรปิโอนิก ที่นิยมใส่ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ กรดฟอร์มิก และกรดอะซีติก ที่ให้ความเปรี้ยว ส่วนเกลือของกรดอ่อน ได้แก่ โซเดียมซอร์เบต โพแทสเซียมซอร์เบต โซเดียมเบนโซเอต โพแทสเซียมเบนโซเอท และโซเดียมอะซีเตท ซึ่งมีประสิทธิภาพดี ในอาหารที่มีความเป็นกรดสูง หรือมีค่า pH ต่ำ อนุญาตให้ใส่ในอาหารหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น แยม เยลลี่ ผักผลไม้ดอง รวมทั้งเครื่องดื่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม 2. กลุ่มของไนเตรตและไนไตรท์ (nitrate and nitrite) นอกจาก คุณสมบัติเป็นสารกันบูดแล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็นสารตรึงสีหรือเรียกง่ายๆ ว่าดินประสิว เช่น โซเดียมไนเตรต โซเดียมไนไตรท์ อนุญาตให้ใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์หมักต่างๆ เช่น แฮม ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง เบคอน หรือผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์หมักที่ผ่านกรรมวิธีบรรจุกระป๋อง 3. กลุ่มของซัลไฟต์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (sulfites and sulfur dioxide) เป็นสารที่ใช้ป้องกันการเกิดสีน้ำตาลอันเป็นผลจากอาหารทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ โดยซัลเฟอร์ไดออกไซด์หรือสารฟอกสี อนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์พืชผักผลไม้ชนิดแห้งและแช่อิ่ม ไวน์ เครื่องดื่ม น้ำตาลทราย วุ้นเส้น เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว ส่วนกลุ่มของสารประกอบซัลไฟต์ อนุญาตให้ใช้ในพืชผักผลไม้แห้งและแช่อิ่ม ได้แก่ โซเดียมซัลไฟต์ โซเดียมไบซัลไฟต์ โซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ และแคลเซียมไบซัลไฟต์ 4. กลุ่มอื่นๆ ที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ของต่างประเทศ เช่น ไนซิน ที่ใส่ในชีสบางชนิด โพรพิลพาราเบน เมทิลพาราเบน เอทิลพาราเบน ที่ใช้เฉพาะในแยมและเยลลี่ ไพมาริซิน ใช้เฉพาะที่ผิวของเนยแข็ง และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์หมักเกลือที่ผ่านหรือไม่ผ่านความร้อน อาหารชนิดใดที่เต็มไปด้วยสารกันบูด อาหารที่มักมีสารกันบูดเพื่อยืดอายุการบริโภค ได้แก่ อาหารที่มีปริมาณน้ำอิสระ (water activity) สูง เช่น ผลิตภัณฑ์จากแป้ง ไม่ว่าจะเป็นไม่ว่าจะเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว โดยเฉพาะเส้นสด เช่น เส้นเล็กและเส้นใหญ่ ขนมจีน วุ้นเส้น ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่บางชนิด ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ทั้งลูกชิ้น หมูยอ ไส้กรอก ผลิตภัณฑ์จากผักผลไม้ เช่น ผักผลไม้ดอง พริกแกง เครื่องดื่มบางชนิด เป็นต้น หากจะกล่าวว่ากว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่จำหน่ายในท้องตลาดทั้งชนิดสด แห้ง หรือบรรจุกระป๋อง ล้วนผ่านกระบวนการป้องกัน หรือชะลอการเน่าเสียมาแล้วทั้งสิ้นก็ย่อมได้ แต่ใช่ว่าหมูยอทุกยี่ห้อจะมีสารกันบูด ไม่ได้หมายความว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวทุกเจ้าจะปนเปื้อนสารเคมี หรือแม้แต่อาหารทุกกระป๋องก็ไม่ได้มีวัตถุกันเสีย เพราะในผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีขั้นตอนการผลิต ฆ่าเชื้อและบรรจุภัณฑ์สะอาดได้มาตรฐานก่อนถึงมือผู้บริโภคก็ไม่จำเป็นต้องใช้สารกันบูดเพื่อยืดอายุอาหารแต่อย่างใด อันตรายจากสารกันบูด สารกันบูดแต่ละชนิดที่อนุญาตให้ใส่ในอาหารมีความปลอดภัยระดับหนึ่ง เนื่องจากผ่านการทดสอบทางด้านพิษวิทยาและการประเมินความปลอดภัยแล้ว แต่ก็ไม่สามารถแน่ใจได้ว่าอาหารที่คุณซื้อใส่สารกันบูดในปริมาณที่ถูกต้องและเหมาะสมกับชนิดอาหาร แม้สารกันบูดบางชนิดจะระเหยได้เมื่อผ่านความร้อน แต่การบริโภคอาหารที่มีสารกันบูดเป็นประจำอาจส่งผลให้ร่างกายขับออกไม่ทัน กลายเป็นสารพิษตกค้างสะสมและนำมาซึ่งความเจ็บป่วยได้ พิษเฉียบพลัน คือ กรณีที่ได้รับสารกันบูดปริมาณมากเข้าสู่ร่างกาย เช่น การได้รับกรดเบนโซอิกจากเส้นก๋วยเตี๋ยวในปริมาณสูง อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย วิงเวียน และปวดศีรษะได้ หรือการบริโภคอาหารที่มีปริมาณไนเตรตไนไตรท์สูงมาก อาจทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงช็อกเฉียบพลัน (methemoglobin) คือ โมเลกุลของฮีมหรือสารสีแดงในเม็ดเลือดไม่สามารถจับกับออกซิเจนได้ ทำให้ไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ จนทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ หายใจไม่ออก ตัวเขียว เป็นลม และหมดสติได้ในที่สุด อาการนี้จะอันตรายมากหากเกิดในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภาวะซีดหรือมีโรคเลือด พิษกึ่งเรื้อรังและพิษเรื้อรัง เกิดจากการบริโภคอาหารที่มีสารกันบูดในปริมาณไม่สูงสะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตามปกติหากได้รับสารกันบูดในปริมาณไม่สูง ร่างกายสามารถขับออกเองได้ แต่ถ้าได้รับทีละน้อยแต่ยาวนานอาจก่อให้เกิดพิษเรื้อรัง นอกจากนี้วัตถุกันเสียบางชนิด เช่น กลุ่มของไนเตรตไนไตรต์ สามารถทำปฏิกิริยากับสารประกอบเอมีนและเอไมด์ในเนื้อสัตว์หรือเนื้อปลาในสภาวะที่มีความเป็นกรดเหมาะสม เช่น ภายในกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดสารประกอบไนโตรโซ ซึ่งหลายชนิดจัดเป็นสารก่อมะเร็ง แนวทางรับมือสารกันบูดในอาหาร ในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธสารกันบูด อีกทั้งการจะตรวจดูว่าอาหารที่ซื้อมานั้นมีสารกันบูดหรือไม่คงต้องส่งตรวจในห้องแล็ปเพียงอย่างเดียว แต่จะทำอย่างไรให้ร่างกายได้รับอันตรายจากสารกันบูดน้อยที่สุด ลองดูคำแนะนำดีๆ จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลกันค่ะ 1. เลือกซื้ออาหารที่มีบรรจุภัณฑ์ และมีฉลาก ระบุผู้ผลิต สถานที่ผลิตชัดเจน ระบุวันผลิต และวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ มีเครื่องหมายและเลขสารบบอาหารของ อย. 2. เลือกซื้ออาหารกับแหล่งจำหน่ายที่มีระบบการตรวจสอบสินค้าที่เหมาะสม ผลิตภัณฑ์อาหารบางชนิดจำเป็นต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ เช่น ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ได้แก่ หมูยอ ลูกชิ้น ควรเลือกซื้อกับผู้จำหน่ายที่มีการใช้ความเย็นในการควบคุมอุณหภูมิสินค้าขณะจำหน่าย 3. บริโภคอาหารหลายชนิดหมุนเวียนกันไป เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมสารพิษตกค้าง เพราะร่างกายคนเรามีกลไกขับสารพิษทางระบบขับถ่าย หากได้รับสารพิษในปริมาณไม่มากและไม่บ่อย 4. รับประทานผักผลไม้สดเป็นประจำ นอกจากใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย วิตามินบางชนิดและสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติยังทำปฏิกิริยาต้านการเกิดมะเร็งได้ด้วย 5. หลีกเลี่ยงอาหารปรุงสำเร็จ หรืออาหารพร้อมบริโภคบรรจุกล่องที่ไม่ได้ขายหมดวันต่อวัน เพราะอาหารเหล่านี้หากไม่บรรจุในภาชนะปิดสนิทหรือเก็บในที่รักษาอุณหภูมิ อาจบอกได้ว่ามีสารกันบูดเจือปนในปริมาณมาก 6. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีสดเกินไป เช่น เนื้อสัตว์สีแดงสด เพราะสีสันน่ากินเหล่านั้นล้วนมาจากสารตรึงสีที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ 7. ปรุงอาหารสดใหม่รับประทานเอง หากเป็นไปได้ควรทำอาหารกินเองบ้าง เพื่อให้แน่ใจว่าวัตถุดิบที่นำมาปรุงมีความสด สะอาด และปลอดภัยจากสารเคมี ที่มา : womenthaiza.com (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc1/p480x480/421971_444953668916725_1983657381_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 21, 2013, 09:15:59 AM ***ดูแลสุขภาพ 4 ช่วงวัย***
การดูแลสุขภาพให้ครอบคลุมทุกช่วงอายุ จะเน้นการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค โดยเด็กเล็ก เน้นในเรื่องพัฒนาการและการเรียนรู้ วัยรุ่น เน้นทางด้านจิตใจและสังคม วัยทำงาน เน้นการดูแลพฤติกรรมเสี่ยง ส่วนผู้สูงอายุ เน้นการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทั้ง 4ช่วงวัยมีสุขภาพดี ดังนี้ ช่วงวัยที่ 1อายุ 0-6 ปี จะเริ่มจากหญิงตั้งครรภ์ควรไปฝากครรภ์ และตรวจสม่ำเสมอ เพื่อให้ทารกในครรภ์ได้รับการดูแล และคลอดอย่างปลอดภัยโดยแพทย์ หลังคลอดจนถึงอายุ 6 ปี ต้องได้รับวัคซีนพื้นฐานครบถ้วน และได้รับการตรวจทางด้านพัฒนาการ การเรียนรู้ และพฤติกรรมต่างๆ ช่วงวัยที่ 2วัย 7-18 ปี สิ่งสำคัญคือ การเตรียมตัวให้วัยนี้เป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงทางด้านร่างกาย และจิตใจ มีอารมณ์ที่แจ่มใส มีภูมิคุ้มกันทางความคิดสามารถดูแลตนเองให้ห่างไกลจากยาเสพติด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมในวัยรุ่น เพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป ช่วงวัยที่ 3 อายุ 19-60 ปี เป็นวัยทำงาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวถึง 40 ปี มักมีเวลาในการดูแลสุขภาพตนเองน้อย ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ โดยมักเป็นโรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคจาก บุหรี่ สุรา หรือ โรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เช่น ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ โรคเครียด เป็นต้น จึงจำเป็นต้องตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าสู่วัย 60 ปี เป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี ช่วงที่ 4 อายุตั้งแต่ 60ปีขึ้นไป วัยนี้ถือเป็นวัยสูงอายุ นอกจากมีความเสื่อมถดถอย สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ควรรับการตรวจรักษาสม่ำเสมอและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองหากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็จะทำให้มีสุขภาพดีได้อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับผู้สูงอายุทั่วไป ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายทุกวัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส ไม่เครียด ที่มา : นพ.สมบูรณ์ อินทลาภาพร/สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ/by สาระแห่งสุขภาพ — with Punyasuk Leeprasert, Trisit Charoenchiengchai, ไตรสิทธิ่ เจริญเจียงชัย and รักนะ จุ๊บๆ. (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/45952_550986311646793_1814396114_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 29, 2013, 07:23:08 PM "วัยรุ่นติดโทรศัพท์" ... เตือนไม่ฟัง ยั้งไม่ได้ ....ให้ดูตัวอย่างนี้..!!..
(https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/p320x320/1234172_568416093223631_567769366_n.jpg) * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * .. สมองของมนุษย์จะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อถูกกระตุ้นจากสัญญาณโทรศัพท์..!!.. "ซาแมนต้า มิลเลอร์" เป็นเนื้องอกตรงกกหูจุดสัมผัสคลื่นมือถือ หลังจากที่เธอติดโทรศัพท์งอมแงมและเสียชีวิตในวัยเพียง 17 ปี * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * แม่ของเธอกล่าวว่า ลูกสาวเสียชีวิตด้วยโรคเนื้องอกในสมอง จากการใช้โทรศัพท์มือถือทุกวัน เพียงไม่ถึงปีหลังจากที่ เธอซื้อ โทรศัพท์ Samantha เริ่มบ่นว่ามีอาการปวดหัว มีเสียงในหูและใบหน้าชา แพทย์วินิจฉัยว่า เธอเป็นเนื้องอกในสมอง และ หลังจากการต่อสู้ยื้อชีวิตได้ 15 เดือน เธอก็จากครอบครัวไปอย่างไม่มีวันกลับ ก่อนการฉลองวันเกิดครบ 18 ปีของเธอ .... ครอบครัวของเธอ พ่อแม่ น้องชายและ น้องสาว ได้เลิกใช้โทรศัพท์มือถือทันที ..!!.. ซาแมนต้า ช่างคุยและติดโทรศัพท์ คุยได้ทั้งวันทั้งคืน กับเพื่อนกับแฟน จนกระทั่งเริ่มมีอาการปวดหัว เพราะเธอ ใช้เวลามาก ในการคุยโทรศัพท์ ทางโรงพยาบาลวินิจฉัยว่ามี เนื้องอกในขั้นอันตราย ซาแมนต้า ใช้เวลาหลายสัปดาห์ สุดท้ายของเธอ ต้องนั่งอยู่ในรถเข็นเพราะเป็นอัมพาต ซาแมนต้า เป็นมะเร็งตรงจุดที่เสาอากาศปล่อยสัญญาณไปที่หัวของเธอ เธอถือโทรศัพท์ ในตำแหน่งใกล้เคียงกับหู ทำให้รังสีตรงเข้าไปในสมองของเธอ การวิจัย โดย ดร. อลัน พรีซ ที่ มหาวิทยาลัยบริสต์ ได้ให้การสนับสนุน ต่อความเชื่อที่ว่าคลื่นโทรศัพท์มือถือ ไม่ปลอดภัย ในการศึกษา ดร.พรีซ ได้ระบุว่า สมองของมนุษย์ สามารถเปลี่ยนแปลง โดยการ ใช้ไฟฟ้ากระตุ้น จากการทดลองกับปลาหมึก คลื่นมือถือทำให้ปลาหมึกเปลี่ยนสี เมื่อได้สัมผัสสัญญาณโทรศัพท์ ( Leo Paul ) http://www.dailymail (http://www.dailymail)...ame-mobile.html หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 29, 2013, 07:29:23 PM « Older EntriesNewer Entries »Superfoods Rx กับประโยชน์ทางโภชนาการ
Superfoods Rx คือการกินอาหารซูเปอร์ฟู้ดส์บางชนิดร่วมกัน เพื่อให้เกิดคุณประโยชน์ทางโภชนาการมากกว่าการกินเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง แนวคิดนี้เกิดมาจาก มร.สตีเวน แพรทท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้ก่อตั้งซูเปอร์ฟู้ดส์ พาร์ตเนอร์ แอลแอลซี และผู้เขียนหนังสือ “SuperFoods Rx : Fourteen Foods That Will Change Your Life” ซึ่งกำลังได้รับความสนใจทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ ตัวอย่างการกินแบบ Superfoods Rx อะโวคาโด เพิ่มการดูดซับสารต้านอนุมูลอิสระจากซูเปอร์ฟู้ดส์อย่างผักโขมและมะเขือเทศ เครื่องปรุงรสเผ็ด เช่น พริกไทยดำโรยบนอาหาร เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ของอาหารซูเปอร์ฟู้ดส์ เช่น ผักโขม ถั่ว เบอร์รี่ ต่าง ๆ ชาเขียว และ บรอกโคลี อบเชยและเมล็ดข้าว เช่น ข้าวโอ๊ต เมื่อกินรวมกันช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด วอลนัท รับประทานผลวอลนัทเพียงหนึ่งกำมือหลังอาหาร จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น น้ำผึ้ง ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับแบคทีเรีย ชนิดที่มีอยู่ในโยเกิร์ต บลูเบอร์รี่ แซลมอน อะโวคาโด และผักโขม ล้วนเป็นอาหารบำรุงสมอง เมื่อกินรวมกันจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบสมองได้ดีขึ้น ข้อมูลข้างต้นคัดลอกจากหนังสือ Health&Cuisine ค่ะ หลายคนที่ได้อ่านต้องร้อง อ๋อ… ว่าคุ้น ๆ ซะเหลือเกินกับความคิดที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจนี้ ก้อยเองก็คุ้น ๆ ค่ะ คุ้นว่าอาหารไทยของเราก็มีลักษณะนี้เช่นกัน แต่เรากินแบบนี้จนเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีการวิจัยจริงจังว่าทำไมคนโบราณทำอาหารแบบนี้ เรามีอาหารเป็นยามานานหลายชั่วอายุคน แต่เราไม่ได้ใส่ใจ พอตะวันตกตื่นตัวเรื่องนี้ ตื่นเต้นกับอาหารไทยที่อุดมไปด้วยสมุนไพร คนไทยจึงเริ่มตื่นตัว ช่างเป็นเรื่องน่าอายมั้ยคะ เก็บเรื่องน่าอายไว้ก่อนก็แล้วกัน … อะไรที่ดีเราก็ต้องว่าดี ถ้าของ ๆ เราดีอยู่แล้ว เราก็ต้องสนับสนุนให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และเรื่องของอาหารการกินก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายเราแข็งแรง ยังไม่สายนะคะที่จะเลือกกินสิ่งที่มีประโยชน์กับร่างกาย…You are what you eat… ยังเป็นคำที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยค่ะ Share this: » Share» » Facebook» Email» » Twitter» Print» » Google» หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 29, 2013, 07:39:04 PM Forward mail ดีดี ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านค่ะ
Healthy Tip (http://paaying.files.wordpress.com/2008/06/e0b881e0b8a5e0b989e0b8a7e0b8a2.jpg?w=300&h=225) 1. การดื่มน้ำปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว อาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง ร่างกายจึงขับโปแตสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระหว่างน้ำในเซลล์และนอกเซลล์ ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดอาการเกร็งที่สมอง หัวใจ หรือปอด จะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละน้อย แม้ดื่มมากกว่าปกติก็ไม่เป็นอันตรายเพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ และถ้าเมื่อไรมีอาการจุกนั่นแสดงว่าดื่มน้ำมากไป ควรหยุดได้แล้ว 2. การปล่อยให้ตนเองหิวอาจนำไปสู่โรคร้าย เพราะความหิวกระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวานได้ ลองควบคุมความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวัน 3. ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดหลัง เพราะคาเฟอีนลดการหลั่งสารเอนโดรฟีนซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นและมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ 4. วิธีง่ายๆในการดูแลสุขภาพ คือ หลังจากตื่นนอนทุกเช้า จะดื่มน้ำส้มสายชูที่หมักจากผลแอ๊ปเปิ้ล ผสมกับน้ำผึ้งอย่างละ 1 : 1 ใส่น้ำอุ่นคนให้เข้ากันแล้วค่อยเติมน้ำแข็งลงไปเพื่อให้ทานง่ายและมีรสชาติดีขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะไปช่วยการดูดซึมของระบบลำไส้ และการเผาผลาญของร่างกาย แต่โรคบางโรคอาจเกิดจาก สุขภาพจิตที่อ่อนแอ ในหนึ่งอาทิตย์จึงควรจะมีวันพักผ่อนอย่างจริงจังหรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและลดมลภาวะทางจิตใจไปพร้อมๆ กัน 5. การนอนดึกคืนวันศุกร์-เสาร์แล้วตื่นสายในวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายตั้งเวลาตื่นใหม่ เมื่อถึงวันจันทร์จึงมีอาการอิดเอื้อนไม่อยากตื่น ทั้งยังทำให้ขาดสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสืออีกด้วย 6. แสงแดดยามเช้าไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรงเท่านั้น แต่การออกกำลังกายกลางแดดใน ช่วงเวลาดังกล่าวยังช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอนโดรฟีน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอาการซึมเศร้าตามธรรมชาติอีกด้วย 7. ความเครียดเป็นตัวการทำลายผิวที่ร้ายแรงที่สุด ฉะนั้นเราต้องปรับความคิดใหม่ และใช้ร่างกายเราอย่างทะนุถนอมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม หาเวลาออกกำลังกายบ้าง และรับประทานอาหารดีๆ 8. แอ๊ปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี มีประโยชน์ แต่ถ้าคุณรับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้เหล่านี้เพราะบูดง่ายในลำไส้ อาจเกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้ 9. การไอเรื้อรังอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ให้ใช้วิธีที่สุดแสนธรรมดาแต่ได้ผลมากกว่าคือ ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ อมยาอมให้ลำคอชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แค่นี้ก็หายแล้ว 10. การที่เราคิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี แถมอายุยังน้อย ทำให้เราชะล่าใจในการดูแลรักษาสุขภาพ เวลาเกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับร่างกายจะคิดว่าช่างมัน เดี๋ยวคงหายเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง 11. เมื่อมีอาการเท้าและข้อเท้าบวมให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาที แล้วขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลัง เพื่อช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงที่ขนทำจากวัสดุธรรมชาติ แปรงผิวหนังเบาๆ เริ่มบริเวณฝ่าเท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย แล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้องแขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) จากนั้นอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น 12. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และรับประทานไข่มากกว่าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น 13. ผู้ที่รับประทานไข่เป็นเวลา 8 อาทิตย์ลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และรอบเอวลดลงเกือบสองเท่า เพราะผู้ที่รับประทานไข่รู้สึกอิ่มกว่าการรับประทานขนมปัง ทำให้รับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็นน้อยลง 14. การรับประทานอาหารไปดูหนังไป ทำให้รับประทานอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะกินอิ่มมาแล้วหรือรสชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัวๆ ทำให้ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ค่อยระวังตัว เพลิดเพลินเจริญอาหารไปเรื่อย 15. เสียงเพลงมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของคนเรา ยิ่งดนตรีมีจังหวะเร็วเท่าไรก็ยิ่งกระตุ้นให้รับประทานอาหารมากขึ้นเท่านั้น 16. การดื่มน้ำ(เปล่า)เย็น 50 ออนซ์ (8 ออนซ์= 1 ถ้วย) จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี เท่ากับช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 5 ปอนด์หรือ 2.5 กิโลกรัม เพราะการดื่มน้ำเปล่าไม่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน แต่ต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำเย็นทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมากขึ้นอีก 17. การออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนัก และพิลาทิส ควบคู่กันไปจะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของปอดและหัวใจ รวมถึงความแข็งแรงและยืดหยุ่นของโครงสร้าง และการรับประทานอาหารมื้อย่อยๆ 5 มื้อต่อวัน โดยมื้อกลางวันจะเน้นอาหารประเภทโปรตีนเพียง 1 มื้อ นอกนั้นเน้นผักและผลไม้ จะทำให้มีพลังงานที่พอเหมาะในการใช้งาน และไม่ทิ้งไขมันส่วนเกินสะสม 18. ผู้ชายที่รับประทานมะเขือเทศ ซึ่งมีไลโคปีนสูงอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้นเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ วิธีง่ายๆ ให้นำมะเขือเทศไปปั่นให้ละเอียดเติมน้ำมันมะกอกและนำไปปรุงสุก ความร้อนจะช่วยให้มะเขือเทศปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น 19. รับประทานแอ๊ปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญใน การลดแบคทีเรียในช่องปากและช่วยให้เหงือกแข็งแรง การรับประทานสับปะรดและมะละกอก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซน์ซึ่งช่วยย่อย จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงมาได้ง่ายขึ้น 20. หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไป ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่นมะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุ๊ต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป 21. สำหรับหนุ่มเจ้าสำราญ ที่ชอบปาร์ตี้หามรุ่งหามค่ำ ก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยการนอนหลับให้นานหน่อย อีกวิธีหนึ่งในการดูแลตัวเองคือมีแฟนเด็ก จะได้มีแรงกระตุ้นให้เราทำตัวเด็กตาม ต้องดูดีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอบายมุข การเที่ยวกลางคืนก็เป็นอันต้องงด 22. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะเกมที่ต้องใช้สมาธิ ช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ เกมอื่นๆ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ หรือเลือกเรียนดนตรี ก็ช่วยได้เช่นกัน 23. การใช้พลาสติกใส่อาหารหรือปิดอาหาร รวมถึงใส่จานชามพลาสติกในไมโครเวฟ เพราะความร้อนจะทำให้พลาสติกปนเปื้อนในอาหาร เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม 24. ก่อนตั้งครรภ์ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน 1. ดูแลเรื่องอาหารการกิน เน้นโฟเลต แคลเซียม วิตามินต่างๆ ป้องกันอาการแพ้ท้องหรืออยากอาหารประหลาดๆ 2. ระวังเรื่องการรับประทานยาทุกชนิด อ่านฉลากให้ดี เพราะอาจทำร้ายลูกโดยไม่เจตนา 3.ทำใจให้สบาย คิดในแง่บวก 4. ออกกำลังกายที่เหมาะสม 25. ถ้ามื้อนั้นรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ไม่ควรรับประทานผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ทำให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จไปเรียบร้อยแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 29, 2013, 07:51:49 PM 6 สูตรล้างพิษง่าย ๆ ในวันหยุด
พูดถึงการถือศีลอดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะต่อเรื่องการล้างพิษ…เครดิตจากนิตยสาร Health & Cuisine ค่ะ 1. ล้างพิษด้วยน้ำผลไม้ สูตรนี้ง่ายมาก ๆ แค่ดื่มน้ำผักหรือผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน และควรเป็นชนิดที่ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง ชมพู่ องุ่น มะเขือเทศ และ เซเลอรี่ วิธีนี้จะทำให้ร่างกายดึงพลังงานเก่าออกมาใช้ สารพิษที่ตกค้างจึงถูกขจัดออกมาได้ง่ายด้วยกากใยของน้ำผักผลไม้ 2. กิน 2 มื้อ คือการรับประทานอาหารตามปกติในมื้อเช้าและกลางวัน ส่วนมื้อเย็นเปลี่ยนเป็นเมนูผลไม้ไม่หวานหนึ่งจานเล็ก เป็นวิธีง่าย ๆ สำหรับผู้ที่เริ่มเข้าสู่การล้างพิษ 3. การอดล้างพิษ 1 วัน โดยการรับประทานอาหารตามปกติ แต่ไม่ให้ร่างกายได้รับพลังงานเกิน 800 กิโลแคลอรีเมื่อจบโปรแกรม เช้าวันรุ่งขึ้นหลังตื่นนอนให้ดื่มน้ำผสมเกลือและน้ำมะนาว สารพิษจะถูกขับออกมาพร้อมการขับถ่าย 4. การอดล้างพิษระยะสั้น + การสวนกาแฟ โดยรับประทานผลไม้ที่ไม่หวานจัดเพียงชนิดเดียวตลอดทั้งวัน เพื่อไม่ให้ร่างกายใช้พลังงานในการย่อยมาก วันรุ่งขึ้นรับประทานอาหารตามปกติและสวนกาแฟ ทำสลับไปตลอดสัปดาห์ ร่างกายจะกระปรี้กระเปร่า วิธีนี้เหมาะกับคนที่สุขภาพแข็งแรง แต่ต้องการทำความสะอาดภายในร่างกาย 5. การสวนกาแฟ โดยใช้ชุดสวนกาแฟ ทำวันละครั้ง วันเว้นวัน ทำต่อเนื่องจนรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงสดชื่นขึ้น จึงค่อยเว้นระยะห่างทำนาน ๆ ครั้ง เหมาะสำหรับคนที่เจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ภูมิแพ้ชนิดไม่รุนแรง เป็นต้น 6. การอดล้างพิษต่อเนื่อง เริ่มด้วยการอดล้างพิษหนึ่งวันทุก ๆ สัปดาห์ติดต่อกัน เมื่อครบ 6 เดือนให้อดอาหาร รับประทานแต่ผักอย่างต่อเนื่อง 10 วัน แล้วเริ่มต้นโปรแกรมใหม่อีกครั้ง ทำจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยหนัก เช่น โรค SLE ภูมิแพ้ขั้นรุนแรง เป็นต้น …เลือกปฏิบัติตามความชอบและความเหมาะสมของสภาพร่างกายนะคะ ให้รางวัลกับร่างกายของตัวเองบ้าง ดีกว่าการอ้างว่าให้รางวัลกับตัวเองโดยการสรรหาร้านอร่อย หรือ ซื้อเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ฯลฯ ให้สุขภาพที่ดีดีกว่านะคะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 03, 2013, 06:25:45 PM Cultured Beef
(https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/p480x480/1240236_10151618050691123_1113503_n.jpg) Cultured Beef คือเนื้อในหลอดทดลองเป็นเนื้อที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ ซึ่งเนื้อดังกล่าวจะใช้แทนที่เนื้อแฮมเบอร์เกอร์ เป็นวิธีการที่ได้เนื้อมาโดยไม่ต้องฆ่าวัวและเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีมากขึ้นในอนาคตข้างหน้า เมื่อ 5 สิงหาคมที่ผ่านมาเนื้อถูกนำออกมาให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ได้ชิมกันซึ่งผลปรากฏว่ามีรสชาติคล้ายกับเนื้อมากๆ www.nextsteptv.com (http://www.nextsteptv.com) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 03, 2013, 06:30:56 PM (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/p480x480/1379772_10151845165177226_28162030_n.png) น้ำมะพร้าว" เอนเนอจี้ดริ้งค์ (energy drink)จากธรรมชาติ มะพร้าวถือเป็นพืชที่ปลอดสารพิษชนิดหนึ่ง เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้สารเคมีในการปลูกมะพร้าวน้อยมาก ในส่วนของน้ำมะพร้าวอ่อนนั้น มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะประกอบไปด้วย แคลเซียม โพแทสเซียม ...แมกนีเซียม วิตามินซี บี2 บี5 และบี6 กรดโฟลิก กรดอะมิโน และฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง แถมมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันทีน้ำมะพร้าวยังมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง แถมการดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ และไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ฮอร์โมนเอสโตรเจนในน้ำมะพร้าว ยังช่วยเสริมการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ชะลอริ้วรอยก่อนวัย และยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย จึงช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียจากอาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ จึงจัดเป็นเครื่องดื่มเติมพลังหลังจากเสียเหงื่อ เสียน้ำ เสียเกลือแร่ ยิ่งในประเทศไต้หวันและจีน นิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย วิธีการดื่มน้ำมะพร้าวให้ได้ประโยชน์สูงสุด ต้องดื่มทันทีเมื่อเปิดลูกแล้วไม่ควรทิ้งไว้นาน โดยเฉพาะในอุณหภูมิห้อง เพราะในน้ำมะพร้าวมีน้ำตาลและแร่ธาตุที่เป็นปัจจัยในการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้ดี หากเปิดลูกแล้วทิ้งไว้ อาจทำให้น้ำมะพร้าวนั้นเปรี้ยว และเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์ได้ www.nextsteptv.com (http://www.nextsteptv.com) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 08, 2013, 08:41:42 AM (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/p480x480/944701_530244820369852_1576605516_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 08, 2013, 08:42:40 AM (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash4/p480x480/1002698_541536682573999_1040845818_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 22, 2013, 07:53:43 AM เบื้องหลังครีมกันแดด ที่คุณอาจไม่รู้
(http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/159262.jpg) สมัยนี้ การทาครีมกันแดดนับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่คุณสาวๆ ที่รักผิวนั้นจะพลาดไม่ได้เลย เพราะหากผิวของคุณนั้นถูกทำร้ายจากแสงแดดแล้วล่ะก็ การฟื้นฟูให้กลับมามีผิวสวย สุขภาพดีจะต้องใช้เวลา แต่ในการใช้ครีมกันแดดนั้น ก็อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ ดังนั้นลองมาดูกันว่า เบื้องหลังครีมกันแดด ที่คุณสาวๆ ควรรู้นั้น จะมีความสำคัญอย่างไรบ้าง เพราะถ้าคุณอยากเป็น คนมีผิวขาว หน้าใสไร้สิว ก็ถึงเวลาแล้วล่ะ ที่ต้องมาทำความรู้จักวิธีรับมือกับมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ที่สามารถทิ้งสารตกค้างเอาไว้ที่ผิวและเกิดการอุดตันได้ง่าย อีกทั้งเมื่อเกิดการสะสมของสารเคมี ก็จะเกิดเป็นผื่นแดดหรือแสดงอาการแพ้ออกมานั่นเอง การเลือกครีมกันแดดนั้น จึงควรเลือกให้เหมาะสมกับกิจวัตรประจำวันของคุณ หากคุณสาวๆ อยู่ในที่ร่มเสียเป็นส่วนใหญ่ และไม่ค่อยเจอแสงแดดโดยตรงแล้วล่ะก็ ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ก็เพียงพอต่อการกันแดด แต่หากต้องเจอแดดมากๆ ควรใช้ SPF 30 ขึ้นไป แต่ยิ่งค่า SPF มากเท่าไร โอกาสเกิดการแพ้ก็จะมากตามไปด้วย ส่วนวิธีต่อสู้กับแสงแดดที่ได้ผลที่สุดคือ "หลีกเลี่ยง" แม้การทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ จะช่วยปกป้องผิวของคุณได้ในระดับหนึ่ง แต่สารตกค้างจากครีมกันแดด อาจทำให้ผิวกร้าน และระคายเคือง คนผิวมันอาจทำให้เกิดสิว และสารกันแดดประเภทออยฟรี ก็มักมีค่า SPF ต่ำ เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดหลีกเลี่ยงแดดจัดมากที่สุดเท่าที่ทำได้ นอกจากนี้ ในครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีราคาแพงกว่ามาก หากคุณเลือกใช้ค่า SPF สูงๆ นอกจากที่จะมีเปอเซนต์การป้องกันแสงแดดที่ไม่แตกต่างกันมากเท่าไรแล้ว สารตกค้างจากครีมกันแดด อาจทำให้ผิวกร้าน และระคายเคือง คนผิวมันอาจทำให้เกิดสิว และสารกันแดดประเภทออยฟรี ก็มักมีค่า SPF ต่ำ เพราะฉะนั้นควรป้องกันก่อนที่จะต้องมาควักเงินรักษาผิวหน้า ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งนอกจากการ “หลีกเลี่ยง” แดดจัดมากที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว ยังควรป้องกันอีกทางหนึ่งคือ การทำความสะอาดครีมกันแดดให้หมดจด ลดโอกาสการอุดตันของสิว และการตกค้างของสารเคมีในครีมกันแดด ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เช็ดทำความสะอาดผิวหน้าอย่าง Provamed Sun Perfect Cleansing Water “โปรวาเมด ซัน เพอร์เฟค คลีนซิ่ง วอเตอร์” ผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นมาสำหรับทำความสะอาด ครีมกันแดด เครื่องสำอางและ สิ่งสกปรกโดยเฉพาะ ด้วยสาระสำคัญ ANTI POLLUTION SYSTEM จะช่วยดักจับเมคอัพ ครีมกันแดด และสิ่งสกปรกที่ตกค้างออกจากรูขุมขนได้อย่างสะอาด ล้ำลึก ในขณะเดียวกันจะเข้าบำรุงผิวหน้า เพิ่มความชุ่มชื่นและยืดหยุ่นกับผิว แลดูสุขภาพดีอีกด้วย เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะดูแลผิวหน้าเมื่อต้องใช้ ครีมกันแดดอีกด้วย http://variety.teenee.com/foodforbrain/57038.html (http://variety.teenee.com/foodforbrain/57038.html) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 29, 2013, 09:27:08 PM นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี
ประโยชน์ของกล้วยหอม..... สารพันสรรพคุณจนน่าทึ่ง กล้วยหอมเป็นอีกหนึ่งผลไม้ไทยที่มีผลงานวิจัยแล้วว่า เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารต่าง ๆ มากมาย ที่ร่างกายควรได้รับ และให้พลังงานมากถึง 100 กิโลแคลอรี่ต่อหน่วยเลยทีเดียว เนื่องจากว่า ในกล้วยหอมมีสารน้ำตาลอยู่ 3 ชนิดคือ ซุคโคส ฟรุคโตสและกลูโคส (sucrose, fructose and glucose) รวมทั้งเส้นใยอาหารมันจะให้พลังงานแก่ร่างกายพร้อมนำไปใช้ทันทีเลยครับ เขาวิจัยมาแล้วว่ากล้วยหอม 2 ใบให้พลังงานเพียงพอให้เราทำงานถึง 90 นาที ไม่ต้องสงสัยเลยนะครับ ... นักกีฬาระดับโลกถึงชอบกินกล้วยหอมกันนัก (เคยเห็นในสนามเทนนิส.... พอพักเบรคบางคนหยิบกล้วยหอม มากัดกินสัก 2-3 คำ) ยังไม่หมดนะ.... เจ้ากล้วยยังมีคุณอนันต์ ป้องกันโรคภัยและภาวะต่าง ๆของร่างกายได้อีกด้วย...มาดูกันครับ 1.ความเศร้าซึม จากการสำรวจและวิจัยไต่ถามพร้อมสุ่มตัวอย่างจากคนไข้ ที่ป่วยเป็นโรคเศร้าซีม พบว่าส่วนใหญ่จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้กินกล้วยหอม เพราะว่ามัน tryptophan ซึ่งเป็นกรดอะมิโนโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งร่างกายสามารถแปลงเป็น serotonin สารกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์สดใสและมีความสุขมากยิ่งขึ้น 2.pms (premenstrual syndrome) สำหรับสุภาพสตรีแล้วก่อนที่จะมีประจำเดือน อารมณ์จะหงุดหงิดง่ายไม่อยู่กับร่องรอยและก่อให้เกิดสภาวะต่อร่างกาย..เช่นปวดท้อง ปวดหัว...ฯลฯ 3.โรคโลหิตจาง (Anemia) ธาตุเหล็กในกล้วยหอมสามารถที่จะกระตุ้นร่างกายให้ผลิต Hemoglobin (ฮีโมโกลบิน) ในกระแสโลหิตช่วยหยุดยั้งภาวะโลหิตจางได้ 4.ช่วยลดความดันโลหิต (Blood Pressure) กล้วยหอมมีเกลือโปแตสเซียมเหลืองอยู่เยอะ เป็นตัวช่วยความดันเลือด จนกระทั่ง US Food and Drug Administrationอนุมัติให้กล้วยหอมยอดผลไม้มีส่วนช่วยลดภาวะความเสี่ยงความดัน ได้จริง 5.เสริมสร้างพลังสมอง (Brain Power) ที่อังกฤษในแคว้น Middlesex มีนักเรียนจำนวน 200 คนจาก Twickenham school อ้างว่าพวกเขาสอบผ่านเพราะได้กินกล้วยหอมเป็นอาหารเช้า รวมทั้งกินอีกนิดหน่อยในตอนมื้อเที่ยงเพื่อทำให้สมอง สดชื่นเขาได้วิจัยพบว่าโปแตสเซียมในกล้วยช่วยนักเรียนให้ตื่นตัวอยู่เสมอ 6.อาการท้องผูก (Constipation) เส้นใยอาหารในกล้วยหอมช่วยทำให้ระบบขับถ่ายในร่างกายทำงานได้ดี 7.เมาค้าง (Hangovers) วิธีแก้เมาค้างที่เร็วและดีอีกวิธีหนึ่งก็คือกินกล้วยหอมปั่น banana milkshake โดยการใส่น้ำผึ้งลงไปด้วย ด้วยสรรพคุณของน้ำผึ้งและสารวิตามินในกล้วยจะช่วยให้ ปรับระดับน้ำตาลใน เส้นเลือดและทำให้กระเพาะอาหารอยู่ในสภาวะที่พร้อมทำงานได้เร็วขึ้น...... 8.ลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง (Heartburn) กล้วยหอมมีสารลดกรดตามธรรมชาติอยู่ ดังนั้นการกินกล้วยก็จะช่วยให้ลดอาการดังกล่าว 9.Morning Sickness ไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไรดีนะ...อาการงี่เง่าตอนเช้าเช่ นไม่อยากจะตื่นบ้าง...ฯลฯ ถ้าเรากินกล้วยหอมสักคำ 2 คำระหว่างมื้อเช้า เที่ยงหรือเย็น มันจะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดและแก้อาการดังกล่าว ในตอนเช้าได้ 10.บรรเทาแผลยุงกัด ก่อนที่จะใช้ยาทาลองใช้เปลือกกล้วยหอมด้านในถูบริเวณที่ถูก ยุงกัดจะช่วยลดอาการคันหรือบวมได้.....คนส่วนใหญ่เป็นอย่าง นั้นจริง ๆ 11.ระบบประสาท (Nerves) วิตามินบีที่มีอยู่มากในกล้วยหอมจะช่วยลดความเครียด. .....อ่อนล้าได้ 12.อ้วนจากทำงานมากเกินไป ที่สถาบันจิตวิทยาในออสเตรียได้ศึกษาและพบว่าความเครียดจากที่ทำงานทำให้คนกินช็อกโกแล็ต และพวกโปเต้โต้ชิปส์มากเกินไปทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น จากที่กล่าวมาแล้วถ้ากินกล้วยหอมสักเล็ก ๆน้อย ๆ ประมาณทุก ๆ 2 ชม.มันจะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดและลดการอยากกินของจุกจิก 13.ลดการเกิดแผลในลำไส้และกระเพาะอาหารรวมทั้งผิวหนังพุพองเป็นแผล (Ulcers) สารและเส้นใยในกล้วยหอมช่วยให้การย่อยอาหารของลำไส้เล็กดีขึ้นรวมทั้งกรดต่าง ๆ ที่มีอยู่ทำให้มีการเคลือบผิวของกระเพาะลดการเป็นแผลในกระเพาะได้ 14.ปรับระดับอุณหภูมิในร่างกาย (Temperature Control) ในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรที่มีอากาศร้อน ผู้คนชอบกินกล้วยหอมดับร้อนกันครับ และเชื่อว่ามันเป็นผลไม้เย็นฉ่ำชนิดหนึ่ง อย่างเช่นในไทยมีความเชื่อกันว่าผู้หญิงท้องควรกินกล้วยหอมเป็นประจำ เพื่อเด็กที่เกิดมาจะมีอารมณ์เยือกเย็นเช่นดังป๋าคูล เป็นต้น......so cool.... 15.ลดความอยากสูบบุหรี่ สำหรับท่านที่ต้องการเลิกบุหรี่ กล้วยหอมอาจช่วยท่านได้เพราะมีวิตามิน B6, B12 โปแตสเซียมและแม็กนีเซียมที่มีอยู่มากจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/p480x480/1385765_749018865124989_1370689478_n.jpg) s0 dam! good / กิงซะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 29, 2013, 09:28:41 PM ประโยชน์จากกล้วย 4 วัย
กล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้ที่ใกล้ชิดคนไทยที่สุด เด็กไทยสมัยก่อนโตมากับกล้วยน้ำว้ากันทั้งนั้น นอกจาก ข้าวสุกบดแล้ว ก็มีกล้วยน้ำว้าเป็นเหมือนอาหารเสริมประจำที่ไม่ต้องซื้อหาเพราะทุกครัวเรือนมีกล้วยปลูกไว้สำหรับเป็นผลไม้ เป็นอาหารและสารพัดขนมกินกันได้ตลอดทั้งปี การใช้ทำยา/สรรพคุณ/ประโยชน์ - กล้วยดิบ มีสารฝาดสมานชื่อแทนนิน ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยป้องกันผนังกระเพาะลำไส้ไม่ให้เชื้อโรคและของรสเผ็ดจัด เช่น พริก เข้าไปทำลายผนังกระเพาะลำไส้ ช่วยแก้ท้องเสีย วิธีการกินกล้วยเป็นยาก็ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อกินเป็นยาแก้โรคกระเพาะ ควรนำกล้วยดิบมาฝานเป็นแว่นบางๆ แล้วอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ห้ามใช้ความร้อนสูงกว่านี้เด็ดขาด เพราะสารในกล้วยมีฤทธิ์รักษาโรคกระเพาะนั้นจะสูญเสียไปหรือหมดฤทธิ์ไปเลยก็ได้ ถ้าโดนความร้อนสูงมากเกินไป กล้วยดิบที่ผ่านการอบอุณหภูมิต่ำแล้ว ให้นำมาบดเป็นผง กินครั้งละ 1 ช้อนชา จะผสมกับน้ำผึ้งหรือไม่ก็ได้ กิน 3 ครั้งก่อนอาหาร กล้วยดิบๆมีฤทธิ์ทั้งป้องกันและรักษาโรคกระเพาะ ส่วนยาแผนปัจจุบันทุกขนานที่ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารนั้นมีฤทธิ์เพียงป้องกันแต่ไม่ช่วยรักษา กล้วยจึงเป็นยารักษาโรคกระเพาะที่มีราคาถูกที่สุด และหาง่ายที่สุด - กล้วยที่เพิ่งเริ่มสุก(กล้วยห่าม) เปลือกยังสีเขียวอยู่ประปราย เป็นทั้งยาและอาหารที่ดีมากสำหรับคนท้องเสีย เพราะนอกจากจะช่วยแก้ท้องเสียแล้วยังช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยเพิ่มกากเวลาถ่าย กล้วยกึ่งดิบกึ่งสุกยังมีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก ดังนั้นเวลาใช้กล้วย แก้ท้องเสีย ก็เท่ากับให้ธาตุโพแทสเซียมไปในตัวด้วย ตามธรรมดาคนไข้มักสูญเสียธาตุโพแทสเซียมในเวลาท้องร่วง การกล้วยห่ามจึงเป็นการชดเชยธาตุโพแทสเซียมที่เสียไป เพราะถ้าร่างกายสูญเสียธาตุโพแทสเซียมไปมากๆ ขณะท้องร่วง จะทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติในคนชราอาจทำให้หัวใจวายตายได้ ยิ่งไปกว่านั้นกล้วยที่เริ่มสุกจะมีสารเซโรโทนินอยู่มาก ช่วยออกฤทธิ์ กระตุ้นให้ผนังกระเพาะอาหารสร้างเยื่อเมือกมากขึ้น ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร แต่ไม่ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร - กล้วยสุก มีสรรพคุณ ตรงกันข้ามกับกล้วยดิบ คือกล้วยสุกกลับเป็นยาระบายแก้ท้องผูก เพราะมีสาร เพ็กติน อยู่มาก ช่วยเพิ่มกากในลำไส้ กล้วยที่สุกงอมมากๆจะมีฤทธิ์ระบายสูง เพราะมีสารเพ็กติน มากขึ้นนั่นเอง ฤทธิ์ระบายของกล้วยน้ำว้าสุกไม่รุนแรงมากต้องกินเป็นประจำวันละ 5-6 ลูก จึงจะเห็นผล อุจจาระที่ออกมาเป็นสีเหลือง ไม่มีกลิ่นเหม็น การกินกล้วยสุกก็ต้องเคี้ยวให้ละเอียด นานๆ เพราะกล้วยเป็นผลไม้ที่มีแป้งอยู่ถึง 20 -25 % ของเนื้อกล้วย จึงสามารถนำมาเป็นอาหารเสริมให้เด็กเล็กได้ ตามปกติ กระเพาะมีเอนไซม์ย่อยแป้งน้อย การเคี้ยวกล้วยให้แหลกละเอียดจะช่วยแป้งได้มากก่อนกลืนลงกระเพาะ หากกินกล้วยโดยเคี้ยวหยาบๆ จะทำให้ท้องอืด จุกแน่น โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ควรเริ่มให้กินกล้วยสุกเมื่อเด็กเริ่มกินข้าวบดได้ อายุราว 3 เดือน โดยขูดเนื้อกล้วยสุก ( ไม่เอาไส้กล้วยเพราะจะทำให้เด็กท้องผูก ) ให้กินคราวละน้อยๆ ไม่ควรเกินครึ่งช้อนชา วันละครั้ง เพราะเด็กยังมีน้ำย่อยแป้งไม่พออาจเกิดอาการท้องอืดได้ เด็กอายุครบขวบกินกล้วยครั้งละ 1 ลูก วันละครั้งก็พอ - กล้วยสุกงอม กล้วยที่สุกเต็มที่จะสร้างสารที่เรียกว่า TNF (Tumor Necrosis Factor) ซึ่งมีความสามารถที่จะไปต่อสู้กับเซลล์ที่ผิดปกติ ยิ่งกล้วยสุกมากเท่าไหร่ ก็จะเกิดจุดสีดำที่เปลือกมากขึ้น ยิ่งมีจุดดำนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เกิดภูมิต้านทานมากขึ้น ในการทดลองกับสัตว์โดยศาสตราจารย์ญี่ปุ่นผู้หนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ในการเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้จากผลไม้ต่างๆ โดยใช้ กล้วย องุ่น แอปเปิล แตงโม สับปะรด ลูกแพร์ ลูกพลับ ปรากฏว่ากล้วยให้ผลดีที่สุด มันช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย และสร้างสารต้านมะเร็ง TNF คำแนะนำคือให้กินกล้วยวันละ 1-2 ใบเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ และอื่นๆ กล้วยทีมีผิวเหลืองและมีจุดดำๆ หลายๆ แห่งจะมีคุณสมบัติในการเพิ่มเม็ดเลือดขาวได้มากกว่ากล้วยที่มีผิวเขียวถึง 8 เท่า (https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/p480x480/943364_748961058464103_578967930_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 29, 2013, 09:29:33 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/p480x480/1382969_748441585182717_812321604_n.jpg) คุณสมบัติพิเศษของกล้วยน้ำว้า ถ้าต้องการ ไม่ให้มีกลิ่นปากและผิวพรรณดี ให้กินกล้วยน้ำว้า หลังตื่นนอนแล้วค่อยแปรงฟัน ทำอย่างนี้ 1 สัปดาห์ กลิ่นปากจะหายไปผิวพรรณก็ดีขึ้น เป็นยาอายุวัฒนะโดยใช้กล้วยน้ำว้าสุกงอมปอกเปลือกแช่ในน้ำผึ้งอย่างน้อย 1 สัปดาห์ กินวันละ 1-2 ผล ทุกวัน กล้วยน้ำว้านอกจากจะช่วยในเรื่องของผิวพรรณแล้ว ยังมีเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งมาบอกให้ทราบกันคือ เมื่อกินกล้วยน้ำว้าแล้วเปลือกอย่าทิ้งนะค่ะ นำมาขัดรองเท้าโดยเฉพาะรองเท้าหนังสีดำ หลังจากนั้นก็ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดออกรับรองค่ะว่ารองเท้ามันวาวแน่นอน ต่อไปเรื่องของกล้วยคงจะไม่ใช่กล้วยๆ แล้วนะ กินก็ได้รักษาโรคก็ดี แถมทุกส่วนยังใช้ประโยชน์ได้ดีแม้กระทั่งเปลือกของมันค่ะ ๑. แก้บิดมูกเลือด บำรุงโลหิต ใช้น้ำคั้นจากหัวปลี ๒. ขับพยาธิ ใช้หยวกกล้วยเผาไฟ รับประทานขับพยาธิ ๓. สูญเสียน้ำหลังการออกกำลังกายหรืออบตัว รับประทาน กล้วย หอมสุกทดแทน เพราะมีโปแตสเซี่ยมมาก ๔. ทาแก้ส้นเท้าแตก เปลือกกล้วยหอมสุก เอาด้านในทาส้นเท้า แตก ๕. แก้เบาหวาน ใช้หัวปลีย่างไฟรับประทานเป็นประจำ ๖. บำรุงน้ำนม ทำแกงเลียงหัวปลีทานบ่อยๆ ช่วยเพิ่มน้ำหนักนม มารดา คลอดบุตรใหม่ๆ หรือจิ้มน้ำพริกกินบ่อยๆ ๗. แก้ท้องผูกได้ชะงัด ในกล้วยสุกจริงๆ ไม่ถึงกับดำ จะมีสาร เพ็คติน (Pectin) ซึ่งเป็นเส้นใยอ่อนนุ่ม สามารถกระตุ้นให้เกิดการ ขับถ่ายอย่างดี เพ็คติน จะช่วยเพิ่มกากอาหารในลำไส้ เมื่อกากอาหารมี มาก ก็จะไปดันผนังลำไส้ ทำให้เกิดอาการปวดถ่ายขึ้นมา ๘. แก้ท้องเสีย ใช้กล้วยดิบหั่นเป็นแว่นบางๆ ตากแดดให้แห้ง นำมา บดเป็นผง รับประทานครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ เมื่อมีอาการท้องเสีย กล้วย ดิบมีสารแทนนิน (Tanin) มากช่วยฝาดสมานลำไส้ ลดอาการท้องเสีย ได้ดี ๙. แผลมีเลือดออก ใช้ยางจากก้านใบ นำมาทาแผลสด ที่มีเลือด ไหล ทำให้เลือดหยุด แผลหายเร็ว ๑๐. โรคกระเพาะ ใช้ผงกล้วย ๑-๒ ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย พอ อุ่น แล้วดื่ม ก่อนอาหาร เช้า-เย็น ๑๑. ถ่ายเป็นบิดมูกเลือด ใช้น้ำคั้นจากหัวปลีดื่ม ๑๒. แก้ผดผื่นคัน ใช้ใบกล้วยต้มอาบ ๑๓. แก้คอพอก ใช้รากกล้วยน้ำว้า ตากแห้งบดเป็นผง ปั้นเป็นเม็ด เท่าเม็ดพุทรา กินครั้งละ ๓ เม็ดก่อนอาหาร เช้า-เย็น อ้างอิงจาก สารศิลปยาไทย ฉบับที่ ๒๘ สมาคมผู้ประกอบโรคศิลปแผนไทย เชียงใหม่ ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bkk1.in.t (http://www.bkk1.in.t)...?TopicID=203972 หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 15, 2013, 08:11:59 PM วิธีใหม่คลายปวดหัว
เวลาปวดหัวคุณจะทำอะไรเป็นอันดับแรกคะ กินยาพาราเซตามอล แช่น้ำอุ่น จิบน้ำชา หรือบางคนก็แทบจะกระโดดโลดเต้นไปเลยก็มี ปวดหัวเป็นอาการที่แสนจะธรรมดาที่ไม่ธรรมดาค่ะ ว่ากันว่าถ้าปล่อยให้ตัวเองปวดหัวนาน ๆ โดยไม่กินยาหรือคิดว่าทำลืม ๆ คงจะหายไปเอง อย่าเลยค่ะจะไปทรมานทรกรรมตัวเองทำไมคะ เราจึงเสนอทางเลือกอีกทางให้คุณทำเมื่ออาการปวดหัวกำเริบค่ะ พอปวดหัวปุ๊บคุณก็เอามือทั้งสองข้างนี้แหละค่ะ บี้ ๆ ถู ๆ ไปที่หู พร้อม ๆ กับหายใจออกแรง ๆ หลาย ๆ ครั้ง วิธีนี้คล้ายกับการกดจุดกดเส้น เป็นการบำบัดโรคด้วยตัวเองเบื้องต้นค่ะ ถ้ายังไงคราวหน้าถ้าปวดหัวขึ้นมาล่ะก็ ลองทำตามวิธีนี้ดูนะคะ รับรองว่าไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใดค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 15, 2013, 08:13:07 PM 6 สมุนไพรที่ลำไส้ต้องการ
ทำงาน เหนื่อยๆ ลำไส้ของเราก็อยากได้อาหารบำรุงเหมือนกันนะ และสมุนไพรทั้ง 6 ชนิดคือคำตอบที่กระเพราะและลำใส้ต้องการให้เราไปเสริมสุขภาพของมัน ใบแมงลัก น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักเป็นยาช่วยย่อยชั้นเซียน ลำไส้ใครไม่ค่อยทำงานจนท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ ลองชิมใบแมงลักสักสี่ห้าใบแล้วจะติดใจ พริกสด ความเผ็ดซู่ซ่าของพริกคืออยากกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งน้ำลายออกมา จากนั้นเอนไซม์ของน้ำลายจะช่วยย่อยแป้งให้อ่อนตัวลง กระเพราะกับลำไส้จะได้ไม่ต้องทำงานโหลดจนเกินไป หอมแดง แค่กินหอมแดงอย่างเดียว ลำไส้คุณก็ยิ้มแล้ว เพราะเท่ากับซื้อหนึ่งได้ถึง สี่ ได้แก่สารฟลาโวนอยส์ ไกลโคไซต์ เพคติน และกลูโคคินิน 4 สารบำรุงลำไส้และช่วยย่อยและทำให้เจริญอาหาร คุ้มกว่านี้มีอีกไหม ใบกระเพรา ถึงชื่อเสียงของกระเพราจะมือมนไปมาก ตั้งแต่พัดกะเพราถูกตั้งชื่อว่าผักสิ้นคิด แต่สรรพคุณของมันยังแจ่มเหมือนเดิม โดยเฉพาะสรรพคุณในการขับน้ำดีในกระเพราะอาหารมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้า ไป ตะไคร้ ให้เคี้ยวเดี๋ยวกินยากเกินไปหน่อย แต่ถ้าทำเป็นชาตะไคร้ หรือซอยบางๆกินกับยำ คงไม่ลำบากมากเกินไปสำหรับคนรักสุขภาพ สรรพคุณของตะไคร้เริ่ดไม่แพ้ใบกะเพรา คือช่วยขับน้ำดีออกมาย่อยอาหารเหมือนกัน สาวๆที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยไม่ควรพลาด กระเทียม มี สูตรเด็ดเคล็ดลับสำหรับคนที่มีอาการอาหารไม่ย่อยมาฝาก ให้อากระเทียมมา 5 กลีบแล้วสับละเอียด กินทันทีหลังอาหาร กระเทียมมจะช่วยกระตุ้นให้กระเพราะอาหารจอมขี้เกรียดของคุณยอมย่อยอาหารมื้อ นั้นแต่โดยดี ถ้ากินทุกวันไม่นานอาการไม่ย่อยก็จะหายไปเอง หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 20, 2013, 05:26:47 PM วิธีฝึกสมองให้ฉลาดขึ้น
(http://cms.toptenthailand.net/file/column/20131111165359485/20131111165359485.jpg) วิธีฝึกสมองให้ฉลาดขึ้น วิธีฝึกสมองให้ฉลาดขึ้น 1.แต่ละวันควรดื่มน้ำบ่อย ๆ เพราะสมองประกอบด้วยน้ำ 85 % ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง 2. แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น 3. นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 12 นาที เป็นการฝึกสติและพักสมองทำการใช้ชชีวิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น 4. ควรตั้งใจทำในสิ่งใดก็ตาม เหมือนเป็นการสั่งสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน 5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ เพราะจะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อย ๆ 6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์ 7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ไม่โกรธคนอื่น ไม่โกรธตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง 8. เขียนบันทึกในสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์ 9. ฝึกหายใจลึก ๆ เพราะสมองใช้ออกซิเจน 20 .25% ของออกซิเจน ที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % 10. ลองทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง เช่น ลองเปลี่ยนเส้นทางใหม่ระหว่างการไปทำงาน การหยิบสิ่งของในที่มืด การปิดไฟเข้าห้องน้ำ การแต่งตัวในที่มืด การรับประทานอาหารโดยใช้มือที่ไม่ถนัด หรือการเลือกฟังเพลงที่ไม่เคยได้ยินเนื้อร้องมาก่อน แล้วหัดร้องตามไปจนร้องได้ เพราะจะช่วยฝึกให้สมองได้คิดและมีการพัฒนามากขึ้น 11. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 12. เดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ไม่เคยไป จะช่วยให้สมองได้รับมือกับสิ่งเร้าที่น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น ถือเป็นการพัฒนาสมองในอีกทางหนึ่ง 13. กินอาหารที่มีประโยชน์และบำรุงสมอง และต้องทานอาหารให้ครบทุกมื้อโดยเฉพาะมื้อเช้าคะ การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม ลองทำตามวิธีฝึกสมองให้ฉลาดขึ้นดูนะคะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 20, 2013, 05:42:56 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash4/1459764_575600992495892_1783486348_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 20, 2013, 06:32:17 PM สาระแห่งสุขภาพ
***น้ำอัดลมมีผลทั้งเด็กและผู้ใหญ่*** (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/s403x403/575368_582708015141289_1666419686_n.jpg) ในปัจจุบันมีการผลิตน้ำดื่มประเภทต่างๆ ที่มีสีสันและรสชาติแปลกแตกต่างกันออกไป "น้ำอัดลม"เป็นน้ำประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมตลอดกาล เพราะมีรสชาติที่ทั้งหวาน อร่อย ซ่าด้วยว่าส่วนผสมหลักของน้ำอัดลมก็คือ น้ำและน้ำตาล และยังมีส่วนประกอบของกรดฟอสฟอริกและกรดคาร์บอนิก ซึ่งมีคุณสมบัติที่ทำให้น้ำอัดลมเกิดฟอง เมื่อดื่มเข้าไปจะทำให้รู้สึกซ่า ชื่นใจ ดับกระหายได้ โดยเฉพาะสำหรับบ้านเราซึ่งเป็นเมืองร้อน เมื่อได้ดื่มน้ำอัดลมเย็นๆเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกว่าสดชื่นขึ้นมาทันที บางคนจึงติดที่จะต้องดื่มทุกวันหรือติดถึงขั้นดื่มแทนน้ำเปล่าเลยก็มี การดื่มน้ำอัดลมมีผลอย่างไรต่อเราบ้าง -สำหรับผู้ใหญ่ 1.ทำให้ท้องอืด เพราะน้ำอัดลมทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะ จึงทำให้แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะด้วย 2.ทำให้นอนไม่หลับ ในน้ำอัดลมมีส่วนผสมของคาเฟอีน ดังนั้น การที่ดื่มน้ำอัดลมในปริมาณที่มาก อาจจะทำให้บางคนที่ไวต่อสารคาเฟอีนมีอาการปวดศรีษะ นอนไม่หลับและใจสั่น 3.ทำให้เป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน วารสาร “โรคเบาหวาน” ของสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การดื่มน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลวันละ1กระป๋อง หรือมากกว่านั้น จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนและโรคเบาหวาน -สำหรับเด็ก 1.ทำให้มีอารมณ์รุนแรง มีงานวิจัยที่เพิ่งออกมาในเร็วๆนี้ ระบุว่า น้ำอัดลมอาจมีผลทำให้เด็กดื้อและมีพฤติกรรมก้าวร้าว ที่เป็นเช่นนี้เพราะน้ำอัดลมมีส่วนผสมเป็นน้ำตาลอยู่มาก ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นสูง ส่งผลให้เด็กโกรธง่าย ดื้อและก้าวร้าวนั่นเอง 2.ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมส่งผลต่อสุขภาพเด็กไม่ต่างจาก ผู้ใหญ่ทั้งแน่นท้องท้องอืด ทัองเฟ้อ โรคกระเพาะอาหาร ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน อีกทั้งทำให้ไม่อยากทานอาหารปกติเนื่องจากดื่มน้ำอัดลมจนอิ่ม จึงอาจทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับฟัน เช่น ฟันผุ เสียวฟัน ดังนั้น หากรู้ว่าตัวเราเองหรือลูกๆของเราอยู่ในข่ายของการดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป ควรหันมาใส่ใจควบคุมดูแลการดื่มให้น้อยลงในปริมาณที่เหมาะสม นอกนั้นให้เลือกดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด ซึ่งการลดปริมาณการดื่มในช่วงแรกๆอาจมีผลให้ปวดศีรษะ งอแง เฉี่อยชา ไม่อยากทำกิจกรรม เนื่องจากการตัดทอนปริมาณคาเฟอีนและปริมาณน้ำตาลที่ได้รับเป็นเวลานานลง แต่ก็จะดีกว่าที่เราและลูกต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพกาย ที่จะประเดประดังมาทั้งโรคเบาหวาน โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และยังช่วยปรับลดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงลงอีกด้วย การระวังรักษาและดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ ควรฉลาดในการกิน รู้จักเลือกกินดื่มในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและลูกๆ เพื่อว่าเราทุกคนจะได้มีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน ที่มา : trueplookpanya.com/by สาระแห่งสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 21, 2013, 07:49:35 AM (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/s403x403/734471_582092305202860_1329364774_n.jpg) สาระแห่งสุขภาพ ***สับปะรดดีต่อสุภาพสตรีและผู้ป่วย*** สับปะรดนอกจากจะหวานอร่อยแล้ว สับปะรดยังดีต่อสุขภาพ ประโยชน์ของสับปะรดดีต่อสุขภาพ สตรีและผู้ป่วยอีกด้วย สำหรับสุภาพสตรีที่มีอาการปวดประจำเดือน อาการอักเสบจากริดสีดวงทวาร หรือผู้ป่วยอาการที่เกี่ยวข้องกับเส้นเลือดดำ โรคกระดูก ข้ออักเสบ รูมาตอยด์ เก๊าท์ หากรับประทานสับปะรดเป็นประจำ จะช่วยบรรเทาอาการต่างๆเหล่านี้ได้ รวมไปถึงสมานแผลให้ทุเลาได้เร็วขึ้นด้วย วิธีรับประทานสับปะรดให้ถูกต้อง สำหรับการรับประทานที่ถูกวิธี ให้ใช้มีดใหญ่เฉือนเปลือกออกจนหมด จากนั้นจึงใช้มีดตัดส่วนตาออกเป็นร่องเฉียงเป็นแถว ๆ เอาส่วนตาออกแล้วตัดเป็นชิ้น แล้วเอาเกลือแกงทาให้ทั่วหรือมิฉะนั้นก็แช่ในน้ำเกลืออ่อน ๆ ประมาณ 2-3 นาที การทาเกลือหรือแช่ในน้ำเกลือนอกจากจะทำให้รสชาติดีขึ้นแล้วยังเป็นการทำลายสารจำพวก Glycoalkaoid และเอ็มไซม์บางชนิด ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้หลังรับประทาน ข้อแนะนำของสับปะรด ถึงแม้ว่าสับปะรด จะเป็นผลไม้ที่เยี่ยมยอดเลยก็ว่าได้สำหรับเรา แต่หากรับประทานในปริมาณมากๆ อาจเป็นผลเสียต่อร่างกายได้ อาจเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ควรรับประทานสับปะรด ควบคู่ไปกับการทานอาหาร และผักผลไม้อื่นๆด้วย ที่มา : women.thaiza.com/by สาระแห่งสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 21, 2013, 07:51:40 AM People Magazine
10 เรื่องที่คนแข็งแรงด้านอารมณ์ไม่ทำ 1. เสียเวลาโทษตัวเองและจมอยู่กับอดีต 2. ใช้พลังงานชีวิตทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ 3. หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลง 4. กลัวความเสี่ยงแม้จะควบคุมได้ 5. กังวลอยู่กับการตามใจผู้อื่น 6. ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า 7. ยอมแพ้แม้เป็นเพียงความล้มเหลวครั้งแรก 8. คิดว่าทั้งโลกติดหนี้ตัวเอง... 9. คาดหวังกับความสำเร็จเพียงข้ามคืน 10. อิจฉาคนอื่นที่ประสบความสำเร็จ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 25, 2013, 09:40:27 AM อาหารช่วยคลายเครียด
อาหารอารมณ์ดี กินง่ายๆ ต้องนี่เลย ..... แตงโม มีธาตุเย็นจากน้ำและมี "อาจินีน" เป็นเคมีที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายช่วยให้กระปรี้กระเปร่า มี "ไลโคปิน" ช่วยต้นสนิมแก่จากธาตุเครียดในตัวได้ดี นอกจากนั้นพืชพวกแตง อาทิ แตงไทย,แตงกวา, แตงร้าน, แตงแคนตาลูป ก็ช่วยได้เช่นกัน ส้มตำ มีกรดเผ็ด ซึ่งอุดมในพริกนั่นเอง กรดเผ็ดนี้เองที่เป็นตัวนำให้ "สารสุข" ในสมองหลั่งจนอิ่มเอิบใจ ใบขี้เหล็ก, สะเดา, มะระขี้นก โดยเฉพาะขี้เหล็กมีสาร "บาราคอล" ที่ดับอารมณ์ซึมเศร้า น้ำผึ้ง เป็นอาหารอารมณ์ดี กินแล้วน้ำตาล "ฟรุกโตส" ในน้ำผึ้งจะช่วยกล่อมอารมณ์ให้สบายใจมีพลัง ข้าวโพด, กระยาสารท และธัญพืช มีธาตุอารมณ์ดีชื่อ "ทริปโตแฟน" เยอะ จะเปลี่ยนไปเป็นเคมีอารมณ์ดีชื่อ "ซีโรโทนิน" ใครมีเคมีดีๆ อย่างนี้เยอะก็ทำให้เป็นสุขใจ แก้ปวดหัว รักษาลำไส้แปรปรวน ช่วยต้านซึมเศร้าและทำให้เราแก่ช้าลงด้วย แซนด์วิชทูน่า มี "โอเมก้า 3" และวิตามิน "บี 12 " มาก ช่วยบำรุงประสาท หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 12, 2013, 05:44:16 PM "เต้าหู้" มีที่มาอย่างไร ?
(http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/03/Japanese_SilkyTofu_%28Kinugoshi_Tofu%29.JPG/220px-Japanese_SilkyTofu_%28Kinugoshi_Tofu%29.JPG) "เต้าหู้" กำเนิดขึ้นมากว่า 2,000 ปีแล้ว ในจีนแผ่นดินใหญ่ คนจีนบางกลุ่มถือว่าเต้าหู้เป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงที่อยู่ในความธรรมดา สามัญ คนไทยเรียกเต้าหู้เพี้ยนมาจากภาษาจีนว่า 豆腐 อ่านว่า โตวฟู คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า โทฟุ (tofu) คนอังกฤษเรียก bean curd หรือบางครั้งก็เรียกทับศัพท์ว่า tofu เช่นกัน ส่วนชาวฝรั่งเศสเรียกว่า fromage de soja (ชีสถั่วเหลือง) ประวัติของเต้าหู้ เต้าหู้ก้อนแรกเกิดขึ้นในประเทศจีน เล่าขานกันว่า เจ้า ชายหลิวอัน (พระนัดดาของจักรพรรดิหลิวปัง กษัตริย์องค์แรกของฮั่น) สั่งให้พ่อครัวบดถั่วเหลืองให้เป็นผงแล้วนำไปต้มเป็นน้ำซุปด้วยเกรงว่ารสจะ จืดเกินไป จึงโปรดให้พ่อครัวเติมเกลือลงไปปรุงรส เพื่อถวายพระมารดาซึ่งประชวรหนักจนไม่มีแรงที่จะเคี้ยวอาหารได้ น้ำซุปถั่วเหลืองนั้นค่อยๆ จับตัวข้นเป็นก้อนสีขาวนุ่มๆ เมื่อพระมารดาเสวยแล้วถึงกับรับสั่งว่า "อร่อย" เจ้าชายจึงให้เหล่าพ่อครัวค้นหาสาเหตุ จึงพบว่าเกลือบางชนิดมีผลทำให้ผงถั่วเหลืองผสมน้ำเกิดการเกาะตัวขึ้นเป็นเต้าหู้ ชาวญี่ปุ่นรู้จักการปลูกถั่วเหลืองมานานแล้ว เต้าหู้เดินทางเข้ามาในญี่ปุ่นในสมัยนารามีการบันทึกว่า เคนโตะ พระญี่ปุ่นนำเต้าหู้มาเผยแพร่หลังจากกลับมาจากการศึกษาพุทธศาสนาที่ประเทศจีน แต่ยังเป็นอาหารที่รับประทานกันในหมู่พระญี่ปุ่น ร้อยปีถัดมา เต้าหู้จึงได้มาเป็นส่วนหนึ่งในเมนูของชนชั้นขุนนางและซามูไรส่วนประชาชนได้ลิ้มรสในสมัยเอโดะ แต่พวกเขาเพิ่งรู้จักวิธีดัดแปลงถั่วเหลืองนำไปปรุงเป็นเต้าหู้เมื่อพุทธศตวรรษที่ 7 โดยทางพุทธศาสนา แต่ศาสนาพุทธในสังคมญี่ปุ่นสมัยนั้นเป็นศาสนาของชนชั้นกลางและชนชั้นสูง บทบาทเต้าหู้ในอาหารญี่ปุ่นจึงจำกัดไว้กับคนเฉพาะกลุ่มซึ่งแตกต่างจากจีนที่ไม่มีการแบ่งชนชั้น วิธีการเตรียมอาหารจีนและญี่ปุ่นต่างกัน คือ คนจีนพยายามดัดแปลงเต้าหู้ในรูปแบบต่างๆ มากมาย เช่น อาจเปลี่ยนรูปทรงหรือรสชาติไป ในขณะที่คนญี่ปุ่นกลับพยายามรักษาความเรียบง่ายรวมทั้งรสชาติ รูปทรงและสีสันของเต้าหู้ให้คงไว้อย่างเดิมให้มากที่สุด พร้อมกับเสิร์ฟในจานหรือถ้วยที่สวยงามจนถือว่าเป็นศิลปะขั้นสูงแขนงหนึ่ง ประโยชน์ของเต้าหู้ เต้าหู้ เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการสูงโดยเฉพาะโปรตีน ซึ่งให้โปรตีนมากกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดถึง 2 เท่าในปริมาณที่เท่ากันและมีราคาถูกอีกด้วย... ถั่วเหลืองซึ่งนำมาผลิตเป็นเต้าหู้ยังมีเลซิติน ซึ่งมีผลในการลดไขมันและช่วยสงเสริมการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวกับความทรงจำ รวมทั้งฮอร์โมนจากพืชที่เรียกว่า ไฟโตเอสโทรเจน ที่มีการวิจัยพบว่ามีผลในการป้องกันมะเร็งและมีผลดีต่อผู้หญิงวัยทองคือช่วย ชะลอภาวะหมดประจำเดือนและลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม จึงสรุปได้ว่า เต้าหู้เหมาะกับทุกคนในครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใหญ่วัย 40 ปีขึ้นไปเพราะเต้าหู้จะช่วยให้ระบบการย่อยทำงานได้ดีขึ้น วิธีการทำเต้าหู้ การทำเต้าหู้เป็นกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนมาก ดั้งนั้นจึงมีผู้ที่ดูแลการผลิตเรียกว่า "เถ่าชิ่ว" หรือพ่อครัวเป็นผู้ที่มีความชำนาญและสมาธิอย่างสูง เริ่มด้วยการตวงถั่วเหลืองแล้วแช่ถั่วในน้ำพร้อมทั้งล้างน้ำจนกระทั่งสะอาด จากนั้นจึงนำไปบดด้วยเครื่องโม่เสร็จแล้วจึงกรองกากถั่วเหลืองออกจนได้น้ำ เต้าหู้ดิบแล้วนำไปต้ม (ขั้นตอนตรงนี้จะเป็นน้ำเต้าหู้สุกพร้อมดื่ม) นำน้ำเต้าหู้ที่ได้ผ่านการต้มแล้วแยกจะนำไปผ่านขั้นตอนการทำเป็นเต้าหู้ชนิดต่างๆ ต่อไปซึ่งการทำเต้าหู้แต่ละชนิดวิธีการก็จะแตกต่างกันออกไป ชนิดของเต้าหู้ เต้าหู้ชนิดอ่อน เต้าหู้ชนิดเหลืองนิ่ม วิธีการทำต่างจากเต้าหู้ขาวแข็งเพราะใช้แคลเซียมซัลเฟต (ผงยิปซัม หรือที่เรียกในภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "เจียะกอ") ในการทำให้โปรตีนในน้ำนมถั่วเหลืองตกตะกอน ซึ่งเนื้อจะเนียนและไม่แข็งเท่าเต้าหู้ขาวแข็ง เมื่อตกตะกอนแล้วนำมาใส่ผ้าขาวบางห่อในบล็อกให้เป็นก้อนแล้วนำไปต้ม ใส่ขมิ้นให้ได้สีเหลือง คุณสมบัติเด่นของเต้าหู้เหลืองนิ่มคือ เมื่อนำไปทอดแล้วจะทำให้ได้เต้าหู้ที่กรอบนอกนุ่มใน เต้าหู้ชนิดนี้เหมาะที่จะนำไปผัดกับกุยช่ายขาว ทอดจิ้มน้ำจิ้มเปรี้ยวหวาน ทอดกินกับน้ำพริกกะปิหรือทอดจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็ได้ เต้าหู้ชนิดขาวอ่อน ลักษณะอ่อนนุ่มกว่าเต้าหู้เหลืองนิ่ม กรรมวิธีการผลิตเหมือนกับเต้าหู้เหลืองนิ่มจะต่างกันเพียงเวลาในการทำน้อยกว่า เต้าหู้ชนิดนี้นิยมนำไปทำเป็นแกงจืด เต้าหู้นึ่งหรือสเต๊กเต้าหู้ เต้าหู้ชนิดห่อผ้า วิธีการทำเหมือนกับเต้าหู้ชนิดขาวอ่อน ต่างกันเพียงการบรรจุหีบห่อที่นำมาห่อผ้าแล้วมัดทำให้แข็งและคงรูปร่างได้ดีมากขึ้นเมื่อนำไปทำอาหาร ส่วนใหญ่จะนำไปทำเต้าหู้ทรงเครื่องหรือแกงจืด เต้าหู้ชนิดแข็ง เต้าหู้ชนิดขาวแข็ง ทำจากน้ำเต้าหู้ผสมกับดีเกลือ (แมกนีเซียมซัลเฟต) ที่ช่วยทำให้เกิดการตกตะกอนเมื่อตกตะกอนแล้วจึงนำไปใส่ในผ้าขาวที่ปูอยู่ในบล็อก พอสะเด็ดน้ำแล้วจึงห่อให้เป็นก้อนแล้วทำให้สะเด็ดน้ำอีกครั้งก็จะได้เป็นเต้าหู้ขาวแข็ง เต้าหู้ชนิดเหลืองแข็ง วิธีการทำนำเต้าหู้ขาวแข็งไปหมักในเกลือแล้วจึงนำไปต้ม พร้อมทั้งใส่ขมิ้นให้เป็นสีเหลืองเคลือบบริเวณผิวของเต้าหู้ทำให้เนื้อ เต้าหู้ชนิดนี้แข็งและมีความยืดหยุ่นกว่าชนิดขาวแข็ง ส่วนใหญ่นำไปทำผัดไทย หมี่กะทิ ผัดถั่วงอก ผัดขลุกขลิกน้ำพริกเผาหรือนำไปผสมเป็นเครื่องก๋วยเตี๋ยวหลอด เต้าหู้ชนิดทอด มีส่วนประกอบคล้ายกับเต้าหู้ขาวแข็งแต่มีสัดส่วนและเทคนิคที่แตกต่างกัน เนื้อสัมผัสที่ได้จากเต้าหู้ชนิดนี้มีความอ่อนนุ่มกว่าเต้าหู้ขาวแข็ง เมื่อนำไปทอดแล้วจะพองตัวมากกว่าและภายในจะมีเนื้อเต้าหู้อยู่ไม่พองหรือกลวง โดยมากจะใส่ในอาหารประเภทต้ม (พะโล้ ต้มผัดจับฉ่าย แกงต่างๆ และลูกชิ้นแคะ) เต้าหู้ชนิดซีอิ๊วดำ วิธีทำนำเต้าหู้ชนิดเหลืองแข็งไปเคี่ยวกับซีอิ๊วดำและเครื่องเทศสมุนไพรต่างๆ เพื่อให้เกิดกลิ่นหอมและรสชาติที่แตกต่างโดยใส่น้ำตาลทรายแดงทำให้มีรสชาติ ที่กลมกล่อมสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าเต้าหู้ชนิดอื่นๆ เพราะมีความชื้นน้อย ถ้าเก็บใส่ช่องฟรีซจะเก็บไว้ได้นานหลายเดือน นิยมนำไปยำกับเกี้ยมไฉ่ ผัดกับดอกกุยช่าย ใส่ในอาหารเจแทนเนื้อหมูในพะโล้เจหรือทานเป็นอาหารว่างก็ได้ เต้าหู้หลอด เป็นเต้าหู้เนื้อนิ่มมีสองชนิดคือ ชนิดที่ทำมาจากถั่วเหลืองล้วนและชนิดที่ผสมไข่ไก่ (เรียกว่าเต้าหู้ไข่) นิยมนำมาใส่ในแกงจืด สุกียากี้ ทำเต้าหู้อบ เต้าหู้ตุ๋นหรือนำมาคลุกกับแป้งข้าวโพดแล้วทอด เต้าหู้พวง เป็นเต้าหู้หั่นเป็นชิ้นแล้วทอด ร้อยเชือกขายเป็นพวงใช้ใส่ในก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟและพะโล้ เต้าหู้โมเมน เป็นการผลิตแบบญี่ปุ่น เต้าหู้ชนิดนี้เนื้อค่อนข้างแข็งแน่น นำไปปรุงเป็นอาหารได้เหมือนเต้าหู้ขาวแข็ง เต้าหู้คินุ เป็นการผลิตแบบญี่ปุ่นเช่นกัน เนื้อเหมือนเต้าหู้ขาวอ่อนสามารถนำไปประกอบอาหารได้เช่นเดียวกับเต้าหู้ขาวอ่อน วิธีเลือกซื้อเต้าหู้ - ทดสอบว่า เต้าหู้ยี่ห้อนั้นใส่สารกันบูดหรือไม่ โดยการนำมาวางไว้ที่อุณหภูมิห้องหนึ่งวันถ้าเสียแสดงว่าไม่ใส่สารกันบูด - ต้องไม่มี เหงื่อหรือน้ำขุ่นขาวซึมออกมาจากเต้าหู้ - เมื่อดมดู แล้วต้องไม่มีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นเปรี้ยว - สีใกล้เคียง กันทั้งก้อนไม่คล้ำและไม่มีจุดด่างดำ การบรรจุหีบห่อแบบสุญญากาศจะช่วยให้เก็บเต้าหู้ได้นานขึ้น แต่ถ้าจะกินให้อร่อยเมื่อซี้อไปแล้วควรนำไปประกอบอาหารให้เร็วที่สุด สำหรับเต้าหู้ซีอิ๊วดำและเต้าหู้ทอดเท่านั้นที่ควรเก็บไว้ในช่องฟรีซส่วนเต้าหู้ชนิดอื่นๆ ให้เก็บในช่องเย็นธรรมดาหรือช่องใต้ช่องฟรีซจะทำให้เก็บไว้ได้นานขึ้น ข้อมูลจาก สหวิชาดอทคอม และวิชาการดอทคอม หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 12, 2013, 05:47:00 PM การเลือกดื่มชาให้เมาะกับตัวเรา (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/c/cb/Tea_leaves_steeping_in_a_zhong_%C4%8Daj_05.jpg/200px-Tea_leaves_steeping_in_a_zhong_%C4%8Daj_05.jpg) (http://brightlives.th.88db.com/images/4tea.gif) หลายคนชอบดื่มน้ำชา แต่ในโลกนี้ มีชาสารพัดให้เราเลือก รสชาติ และสรรพคุณ ก็แตกต่างกันไป แม้ว่า ชาส่วนใหญ่ จะมีประโยชน์ แต่จะเลือกอย่างไรให้เหมาะกับเรามากกว่า วันนี้เรามีเกร็ดความรู้เรื่องการเลือกดื่มชาให้เหมาะกับตัวเรา 1.ชามะลิ เหมาะกับผู้ที่ทำงานแบบใช้สมอง ต้องซีเรียสเครียดทั้งวัน หรือนักเรียนนักศึกษาที่ตรากตรำอ่านตำหรับตำราจนดึกดื่น ควรดื่ม ชามะลิ 2.ชาอูหลง ผู้ที่รักการออกกำลังกาย หรือทำงานที่ต้องใช้แรง เสียเหงื่อมาก ผู้นิยมรับประทานเนื้อสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ ผู้ที่มีระดับคอเรสเตอรอลสูง ไขมันในเลือดสูง 3. ชาเขียว ผู้ที่ต้องผจญสูดดมอากาศเป็นพิษอยู่เสมอ อาทิ ผู้ที่ขับขี่หรือสัญจรไปมาด้วยรถจักรยานยนต์เป็นประจำ ผู้ที่ชอบดื่มสุรา เครื่องดื่มมึนเมา ผู้ที่มีระดับคอเรสเตอรอลสูง ไขมันในเลือดสูง เหมาะกับ ชาเขียว 4.ชาเขียว หรือ ชาดอกไม้ ผู้ที่ในแต่ละวันนั่งตัวติดกับเก้าอี้ ไม่ค่อยขยับเขยื้อนกายไปไหนเลย อีกทั้งปกติไม่ชอบออกกำลังกายด้วยแล้ว เหมาะอย่างยิ่งกับ ชาเขียว หรือ ชาดอกไม้ 5.ชาผสมน้ำผึ้ง ผู้ที่เข้าห้องน้ำแต่ละครั้งช่างทุกข์ทรมานเสียเหลือ เกิน แล้วยังมักท้องผูกเสมอๆ เหมาะกับ ชาผสมน้ำผึ้ง 6.มนุษย์ยุคไฮเทค ที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้ง วันทั้งคืน หากได้ดื่มชาเป็นประจำจะดีมากๆ (ชาอะไรก็ได้ทั้งนั้น) เช่น ว่างเมื่อไหร่ก็คว้าแก้วน้ำชาข้างมือยกมาดื่มสักอึกสองอึกแก้กระหาย จะช่วยป้องกันรังสีที่แผ่ออกมาจากเครื่อง อีกทั้งช่วยคลายเส้นคลายกระดูก ลดความอาการอ่อนเพลียได้อย่างชะงัดนักแล หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 12, 2013, 05:49:40 PM เคล็ดลับ.. น่ารู้มีประโยชน์
1. กิน หวาน มากทำให้ผิวเหี่ยว จริงหรือ เฉลย จริง เพราะ เมื่อร่างกายมีน้ำตาล อยู่ ในกระแสเลือดมากเกินไป มันจะไปเกาะติดกับเส้นใยโปรตีนที่อยู่ระหว่างเซลล์ ผิว ทำ ให้เกิดภาวะผิวเครียดขึ้น และนำไปสู่อาการแก่ก่อนวัย ผิวหยาบกร้าน และ เหี่ยวย่น ในที่สุด 2. การยืนเอาปลาย นิ้ว มือแตะปลายนิ้วเท้าจะทำให้ผิวหน้าดูสดใส จริงหรือ เฉลย จริง โดยการยืนเอาปลายนิ้วมือแตะ ปลาย นิ้วเท้า ก้มตัวต่ำๆค้างไว้นับ 1-30 แล้วค่อยๆ ยืนขึ้นจะทำให้โลหิต บริเวณหนังศีรษะ และใบหน้าหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลกระทบให้ผิวหน้าดูสดใส ขึ้น 3. เอาน้ำแข็งถูหน้า ก่อนนอนจะทำให้หายมันได้ จริงหรือ เฉลย ไม่จริง แต่แก้ปัญหาหน้ามันได้โดยการ ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ทาหน้าให้ทั่วใบหน้า ทาแล้วไม่ต้องล้างออก น้ำเมือกจะ แห้งไปเองภายใน ๕ – ๑๐ นาที ทำก่อนนอน แค่นี่หน้าก็จะ หาย 4. การสวมเสื้อผ้า หนาๆ เพื่อให้เหงื่อออกเยอะๆ จะทำให้ผอมเร็วจริงหรือ เฉลย ไม่จริง การที่เหงื่อออกเยอะคือ ภาวะ ที่ ร่างกายโดนความร้อนแล้วระบายความร้อนออกมา ไม่ใช่การเผาผลาญไขมันออกมา เพราะ ฉะนั้นพอเราดื่มน้ำเข้าไป น้ำหนักก็จะเท่า เดิม 5. คนผิวแห้งมีโอกาส เกิดริ้วรอยกว่าคนผิวมัน จริงหรือ เฉลย จริง เพราะคนผิวแห้งขาด ซีบัม หรือ สารไขมัน ทำให้กลไกลการปกป้องตนเองของผิวหนังทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะ ฉะนั้นคนผิวแห้งควรดูแล และทาครีมบำรุงเพื่อความชุ่มชื่นแก่ผิวพิเศษกว่าคนผิว มัน 6. การฝึกกลั้นหายใจ สามารถชะลอหน้าแก่ก่อนวัยได้ จริงหรือ เฉลย จริง โดยการหายใจออกทางปากอย่างช้าๆ จนสุดลม แล้วหายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ ให้เต็มปอด กลั้นไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึง หายใจออกอย่างช้าๆ ทำแบบนี้วันละ 2 ครั้งๆ ละ 20 นาที จะช่วยชะลอผิวแก่ก่อนวัย และรอยคล้ำ ได้ 7. การ ร้องไห้ช่วยลดความอ้วนได้ จริงหรือ เฉลย ไม่จริง แต่การหัวเราะต่างหากที่ช่วย เผา ผลาญแคลอรีให้หมดไปได้ดีกว่าอยู่เฉยๆ ได้มากถึง 20% ซึ่งหากได้หัวเราะวัน ละสัก 10 -15 นาที จะช่วยเผาผลาญพลังงานลงได้มาก ถึง 50 แคลอรี 8. กาวตราช้างใช้ รักษาส้นเท้าแตกได้ จริงหรือ เฉลย จริง เพราะ เมื่อปิดหนังที่แตกด้วย กาวตราช้าง สิ่งสกปรกจะเข้าไปในรอยแตกไม่ได้ ผิวจะไม่ ถูกรบกวน จึงมีการซ่อม แซม ตนเองขึ้นมา มีการสร้างเซลล์ใหม่ และผลัดเซลล์เก่าออก กาวช้างก็จะหลุดออก ไป แต่ ห้ามใช้กับคนที่แพ้กาวตราช้าง 9. การ เต้น รำทำให้ผิวสวยได้ จริงหรือ เฉลย จริง เพราะ การเต้นรำเพียงวัน ละ 20 นาที ช่วยเผาผลาญแคลอรี กระตุ้นระบบการหายใจ และระบบหมุนเวียนโลหิต ทำ ให้เลือดลมเดินทั่วผิว ทำให้ผิวสวยมีสุขภาพ ดี 10. การใส่ กระโปรงสั้นในห้องแอร์เป็นประจำทำให้ขาใหญ่ได้ จริง หรือ เฉลย จริง เพราะ ช่วงขาส่วนที่อยู่ นอกกระโปรงจะเกิดการสะสมไขมันเป็นพิเศษ เพื่อให้เข้ากับสภาพอากาศ โดยเฉพาะ เมื่อ ผิวหนังเจอความหนาวเย็น ทำให้เกิดเซลลูไลท์= A หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 12, 2013, 05:57:47 PM สูตรแห่งชีวิต
สูตรแห่งชีวิตประจำวัน สูตรที่ว่านี้มีง่าย ๆ อย่างนี้ ๑. ดื่มน้ำให้มาก ๒. กินอาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและเมื่อถึงอาหารเย็น, ให้วาดภาพว่าตัวเองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยงและตกเย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน...สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแหละ) ๓. กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน ๔. ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน, enthusiasm หรือกระตือตือร้น และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ ๕. หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ ๖. เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย ๗. อ่านหนังสือให้มากขึ้น...ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา ๘. นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้ ๙. นอนวันละ 7 ชั่วโมง ๑๐.เดินสักวันละ 10 ถึง 30 นาที, แล้วแต่จะสะกวด, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน, ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน ๑๑.ระหว่างเดิน, อย่าลืมยิ้ม นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร, ชีวิตก็จะแจ่มใส, แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึกผิดถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วางกำหนดเวลาของตนเอาไว้ วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้ แต่การไม่เอาจริงเอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการผัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้ ๑. อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง ๒. อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย ๓. อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ตัวเองทำได้...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน ๔. อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก ๕. อย่าเสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง ๖. จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ ๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว ๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ ๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น ๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ ๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง ๑๒.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต ๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น ๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกแถลงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้างเราล่ะ? ๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ ๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน ๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง ๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6 ขวบ ๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน ๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสัก หน่อย ๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้, ก็ควรจะทำดังต่อไปนี้ ๑. ทำสิ่งที่ควรทำ ๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้งไปเสีย...เก็บไว้ทำไม? ๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้ ๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน ๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง, แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงานด้วย ...get up, dress up and show up. ๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง ๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย ๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุขเสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า? หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 12, 2013, 06:05:28 PM "หน้ากากอนามัย" ต้องรู้จักใช้ให้ถูกวิธี
(http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/immages/RESP6.jpg) หน้ากากอนามัยที่ทำด้วยกระดาษควรเปลี่ยนวันละครั้ง หากไอ จาม ให้ใช้ กระดาษทิชชู หรือ ผ้าปิดปากปิดจมูก ไม่ควรใช้มือป้องจมูกปาก และหมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ... ยอดผู้เสียชีวิตจาก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นในแต่ละวัน จนถึงปัจจุบันต้องหยุดแถลงจำนวนผู้เสียชีวิตรายวัน สร้างความตระหนกอกสั่นขวัญแขวนโดยทั่วกัน และต้องออกมาตรการป้องกันโรคหวัดชนิดนี้กันอย่างเข้มข้น "หน้ากากอนามัย" เป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่ง ที่มีการหยิบยกขึ้นมารณรงค์ให้ผู้ที่ต้องการปกป้องตัวเองให้พ้นจากเชื้อหวัดได้รู้จักนำมาใช้กัน ถึงแม้การใส่หน้ากากอนามัยจะเป็นเรื่องง่าย แค่หยิบสวมทับระหว่างปากกับจมูกให้มิดชิดพอดีก็เป็นอันเสร็จพิธีแล้ว แต่ก็อย่าเพิ่งดูแคลนสิ่งที่จะนำมาฝากกันในวันนี้ว่าเอาของง่ายๆมาบอกกันทำไม ลองมารู้จักวิธีใช้หน้ากากอนามัยกันให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคดีกว่า สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค เผยแพร่วิธีใช้หน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อโรค บอกขั้นตอนการใช้ อย่างที่นำไปทำได้ทันทีว่า ก่อนอื่นต้องล้างมือให้สะอาดก่อนสวม หน้ากากอนามัย ขั้นที่สองจะต้องสวม หน้ากากให้คลุมทั้งจมูกและปาก โดยให้ขอบที่มีลวดอยู่ด้านบนสันจมูกและรอยจีบพับคว่ำลงหน้ากากอนามัยที่ทำด้วยกระดาษควรเปลี่ยนวันละครั้ง และทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิดหน้ากากที่ทำด้วยผ้า สามารถซักด้วยน้ำและผงซักฟอก ผึ่งแดดให้แห้งแล้วนำมาใช้ได้อีกที่สำคัญควรหมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการไอ จามหรือสั่งน้ำมูก หากหน้ากากชำรุด หรือเปรอะเปื้อนควรเปลี่ยนชิ้นใหม่ ฝากกันอีกสักนิดสำหรับคนทั่วไปที่จะไปตามที่ชุมนุมชนคนหนาแน่น ควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี เช่น ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ หากมีอาการไอ จาม ให้ใช้ กระดาษทิชชูหรือผ้าปิดปากปิดจมูก หากไม่มีหรือหยิบไม่ทัน ไม่ควรใช้มือป้องจมูกปาก (เพราะหากป่วย เชื้อจะติดอยู่ที่มือ แล้วไปเปื้อนตามสิ่งของต่าง ๆ) ให้ไอจามใส่แขนเสื้อแทน จะช่วยลดการฟุ้งกระจายของฝอยละอองน้ำมูกน้ำลายหรือเสมหะได้ดี. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 12, 2013, 06:12:27 PM รู้ไว้ใช่ว่า
(http://www.buycoms.com/buyers-guide/notebook/images/notebook-TN_Notebook07.GIF) 1. การแลบลิ้นให้น้ำลาย ยืดลงพื้น 3 หยด จะแก้เผ็ดได้ จริงหรือ เฉลย จริง อาการเผ็ดเกิดจากสารที่ชื่อ แค ปไซซิน ที่อยู่ในพริกเข้าไปจับกับปลายประสาทรับรถที่ลิ้น ร่างกายจะก็จะแสดงปฎิ กริยาโดบขับน้ำลายออกมาชะล้างเอาเจ้าสารนี้ออกไป 2. ดูดนมยางของเด็กทารก ตอนนอนจะแก้อาการนอนกรนได้ จริงหรือ เฉลย จริง การคาบหรืออมนายางของเด็กทารก ไว้ในปากจะทำให้ลิ้นในปากอยู่นิ่ง ก็จะพลอยให้เนื้อเยื่อของเพดานไม่กระเทือน สั่นไหวขึ้นจึงไม่เกิดอาการกรน และไม่นอนอ้าปากอีก ด้วย 3. การสูดกลิ่นตัว ผู้ชาย ทำให้หายเครียดได้ จริงหรือ เฉลย จริง เพราะกลิ่นตัวผู้ชายที่เป็นคน รักนั้นมีสาร ฟีโรโมน ผสมอยู่โดยเฉพาะในผมและผิวของเขา เมื่อสูดดมแล้วจะช่วยลด อาการเครียดและเหนื่อยล้าลงได้ 4. แอปเปิ้ลผลิตกระแส ไฟฟ้าได้ จริงหรือ เฉลย จริง ถ้าเสียบแผ่นสังกะสี และแผ่น ทอง แดง กรดในแอปเปิ้ลจะทำให้เกิดการแตกตัวของไอออน ทำให้ลูกแอปเปิ้ลเป็น เหมือน แบตเตอรี่ ซึ่งผลไม้ชนิดอื่นเช่น มะนาว เกรป ฟรุ๊ต หรือมันฝรั่ง ก็ทำได้ เช่น กัน 5. ปัสสาวะ มนุษย์ใช้ทำยาสีฟันในสมัยโบราณ จริงหรือ เฉลย จริง โดยแพทย์ชาวโรมันเชื่อว่า ปัสสาวะมนุษย์ มีคุณสมบัติทำให้ฟันขาว และแข็งแรง ยาสีฟันในยุคดังกล่าว จึง เป็น น้ำยาบ้วนปากที่ทำจากปัสสาวะมนุษย์ 6. วัวกระทิงเกลียดสี แดง จริงหรือ เฉลย ไม่จริง เพราะ วัวเป็นสัตว์ตาบอดสี ไม่ สามารถแยกแยะสีต่างๆ ได้ แต่การที่วัวเมื่อถูกล่อด้วยผ้าแดงเหมือนในสนามสู้วัว แล้วก็พุ่งเข้าใส่นั้น เป็นเพราะความรำคาญ และเพราะถูกยั่วยุ มากกว่า 7. เพชรแท้จะ ไม่ติดสีหมึก จริงหรือ เฉลย จริง การทดสอบดูเพชรแท้นั้น ให้ป้าย น้ำหมึกสีดำไปบนเพชร ถ้ามีความลื่นออก ไม่ติดอยู่บนเพชร แสดงว่าเป็นเพชรแท้ แต่ ถ้ายังมีจุดดำตรงที่แต้มอยู่ ก็แสดงว่าเป็นเพชร เทียม 8. การทะเลาะ กันทำให้แผลหายช้า จริงหรือ เฉลย จริง เพราะ ความเครียดที่เกิดขึ้น ทั้งระหว่าง และหลังจากการทะเลาะกัน จะส่งผลให้ร่างกายลดการผลิตโปรตีนเม็ด เลือด ที่มีประโยชน์ต่อการรักษาบาดแผล หรือส่วนที่สึกหรอในร่างกายให้น้อยลง ทำ ให้บาดแผลต่างๆ หายช้า 9. แสงแดด อ่อนๆ ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ จริงหรือ เฉลย จริง เพราะ แสงแดดอ่อนๆ จะช่วยลดการ สร้างฮอร์โมนเมลาโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ถ้าหากเก็บตัวอยู่ แต่ในที่มืดจะทำให้ฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการง่วง เหงา ซึม เซา ได้ 10. การฟัง เพลง ช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้ จริงหรือ เฉลย จริง เพราะ การฟังเพลงทำให้สมอง หลั่ง สารเอนดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนสร้างความสุขออกมา ช่วยลดความดันโลหิต และ บรรเทาอาการปวดข้อลงได้ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 12, 2013, 06:19:27 PM โรคหน้าหนาวกับดวงตา
(http://lasikadvanced.com/backend/cmsimg/cms186img0.jpg) เมื่อลมหนาวมาเยือน โอกาสเกิดโรคภัยไข้เจ็บช่วงหน้าหนาวก็เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่สุขภาพทั่วไป กลุ่มอาการตาแห้ง ก็เป็นอีกกลุ่มที่หลายคนมองข้าม "นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ" จักษุแพทย์โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ให้ข้อมูลว่า อาการตาแห้งเกิดจากสภาพแวดล้อมที่แห้ง ทำให้ประชาชนประสบกับอาการดังกล่าว ซึ่งมีข้อบ่งชี้ ดังนี้ 1.มีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณดวงตา 2.ตาแดง 3.น้ำตาไหล 4.กระพริบตาบ่อย และ 5.ตาฝ้าฟาง โดยกลุ่มที่พบบ่อยมากที่สุด คือ ผู้สูงอายุ คนที่ใส่คอนแทคเลนส์ เด็กและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เป็นต้น โดยการแก้ปัญหา ทำได้ด้วยการประคบเย็นบริเวณดวงตา โดยนำผ้าไปแช่ในตู้เย็น หรือชุบน้ำเย็นมาวางทาบโดยไม่ต้องกด ขยี้ หรือคลึง ซึ่งการวางผ้านั้นให้วางตั้งแต่ขมับซ้ายมาขมับขวาทาบทับหน้าผาก ตา และจมูก จนกว่าผ้าจะแห้ง หลังจากนั้น ให้นำผ้ามาชุบน้ำเย็นต่อ ซึ่งต้องทำติดต่อกันประมาณ 20 นาที และทำวันละ 2 ครั้ง จะช่วยให้อาการดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หากใช้วิธีประคบเย็นแล้วอาการตาแห้งยังไม่หาย ผู้ป่วยควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที สำหรับการดูแลดวงตาไม่ให้มีอาการตาแห้ง ทำได้ 4 วิธี คือ 1.หลีกเลี่ยงการออกแดด 2.สวมแว่นกันแดดหรือหมวกทุกครั้งที่ออกแดด 3.ดื่มน้ำก่อนออกจากบ้านทุกครั้งเพื่อทำให้ตาชุ่มฉ่ำ และเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำเวลาอยู่นอกบ้าน 4.รับประทานอาหารที่มีวิตามินเอสูง เช่น ผักสีเขียว ผักบุ้ง มะละกอ และแครอต เนื่องจากในกลุ่มเด็กนั้นมีอาการตาแห้งเกิดจากการไม่ได้รับประทานผักและผลไม้ "จริงๆ แล้วอาการตาแห้งไม่ได้ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อดวงตามากนัก แต่อาการตาแห้งจะสร้างความรำคาญให้กับผู้ป่วยมากกว่า ดังนั้น ประชาชนจึงควรที่จะรู้จักกับอาการตาแห้งเพื่อจะได้ไม่เกิดอาการวิตกกังวลจนเกินเหตุ รวมถึงจะได้สามารถตั้งรับ รู้วิธีการรักษาเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยสามารถสังเกตอาการง่ายๆ คือ หากรู้สึกว่า มีการกะพริบตาอยู่ตลอดเวลาก็ให้สงสัยว่าอาจเข้าข่ายอาการนี้แล้ว" นพ.ฐาปนวงศ์กล่าว ด้าน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมาเตือนกลุ่ม 6 โรคที่พบบ่อยในฤดูหนาวทุกปี ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หัด อีสุกอีใส มือเท้าปาก และอุจจาระร่วง โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ มีโอกาสป่วยง่ายสุด "นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์" ปลัด สธ. บอกว่า ช่วงฤดูหนาวแทบทุกปีจะพบปัญหากลุ่ม 6 โรคอยู่เสมอ โดยข้อมูลตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2555-กุมภาพันธ์ 2556 สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานพบผู้ป่วย 6 โรคฤดูหนาวรวม 471,172 ราย เสียชีวิต 355 ราย โรคที่มีความรุนแรงมากที่สุด คือปอดบวม เสียชีวิต 350 ราย จากที่ป่วยทั้งหมด 64,155 ราย รองลงมาคือไข้หวัดใหญ่ป่วย 23,255 ราย เสียชีวิต 1 ราย อุจจาระร่วง 351,611 ราย เสียชีวิต 4 ราย โรคมือเท้าปาก 13,823 ราย โรคอีสุกอีใส 17,251 ราย และโรคหัด 1,077 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น หอบหืด โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคตับ โรคไต เบาหวาน โรคโลหิตจาง เนื่องจากมีภูมิต้านทานโรคต่ำ จึงติดเชื้อง่าย และอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป สิ่งสำคัญในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงป่วยง่าย จะต้องไม่คลุกคลีใกล้ชิดและไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นหวัด ไอ จาม เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก รวมทั้งมีผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลเช่นผู้ป่วยอัมพาต ผู้สูงอายุที่ป่วยและช่วยตัวเองไม่ได้ ขอให้เพิ่มการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ จุดที่ต้องเพิ่มความอบอุ่นเป็นพิเศษคือ ศีรษะ คอ และหน้าอก ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคใน 6 กลุ่มได้ ง่ายๆ ไม่ยาก... ............ (ที่มา:มติชนรายวัน 9 ธ.ค.2556) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 12, 2013, 06:25:22 PM 20 ข้อ ที่ควรรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 40 (http://www.orchidsiam.com/th/components/com_hotproperty/img/std/1341_image1.jpg) 20 ข้อ ที่ควรรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 40 1. ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไป เอาแค่พอใช้ได้ก็พอ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรด 2. การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญมาก พอๆ กับการคร่ำเคร่งหน้าตำราเรียน 3. เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่ แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีพนั้น.. สามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง 4. เมื่อถึงวัยทำงาน ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่าและสิ่งสำคัญ ที่ต้องจำไว้ คือ “ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด” 5. หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอโดยเร็วที่สุด เพราะมัน จะเป็นเครื่องนำทางของคุณ ในชาตินี้ตลอดไป 6. ซื้อบ้านก่อน ที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รถมีแต่มูลค่าลดลง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด 7. ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก รีบใช้ให้หมด โดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่ แล้วผ่อนไม่ไหว 8. การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรก สู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน 9. อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะไม่มีทาง รู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้ 10. คอนเน็คชั่นหรือสายสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้ 11. ควรมีงานทำมากกว่า 1 งาน เพราะความมั่นคง ไม่เคยมีบนโลกใบนี้ 12. อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้แค่อย่างเดียว เพราะความสามารถของคนเรา มีมากกว่า 1 เสมอ 13. เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามา จงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์ 14. สร้างเนื้อ สร้างตัว ให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็นหนุ่ม-สาว เพราะการฝ่าฟันอุปสรรคในช่วงอายุมาก ไม่ใช่เรื่องสนุก 15. ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ยังหนุ่มสาว เพราะเมื่อมีครอบครัว การเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม 16. เลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขา แต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้มากแค่ไหน 17. การมีแฟน หรือสามีภรรยา ยังเลิกกันได้ แต่ความเป็น พ่อแม่ลูก นั้นเลิกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ 18. ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถ ทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้ 19. ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบก โลกทั้งใบไว้คนเดียว และอีกอย่างงานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต 20. สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง โปรดถนอม ตัวเองให้มาก เมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 12, 2013, 06:36:59 PM 10 ผลไม้ไทยที่มีสารต้านมะเร็งสูง
(http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/6/64/Fruit1.jpg) กรมอนามัยเผยถึงผลการวิจัย ของผลไม้ในเมืองไทย ที่มีสารต้านมะเร็งสูง เบต้าแคโรทีน และวิตามินซี เป็นกลุ่มของสารอาหาร ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด สารทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะ เบต้าแคโรทีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก ลดความเสี่ยงการเป็นต้อกระจกมะเร็ง และหัวใจได้ จึงควรรับประทานผลไม้ในปริมาณมาก พอสมควรทุกวัน หรืออย่างน้อยวันละ 4 ส่วนของอาหารที่รับประทาน เพื่อ สุขภาพที่ดี ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูงคือ ผลไม้ที่มีเนื้อสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม 1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 2. มะเขือเทศราชินี 3. มะละกอสุก 4. กล้วยไข่ 5. มะม่วงยายกล่ำ 6. มะปรางหวาน 7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง 8. มะยมชิด 9. มะม่วงเขียวเสวยสุก 10. สับปะรดภูเก็ต ส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย ได้แก่ - แก้วมังกร - มะขามเทศ - มังคุด - ลิ้นจี่ - สาลี่ ส่วน 10 อันดับแรกของผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงคือ 1. ฝรั่งกลมสาลี่ 2. ฝรั่งไร้เมล็ด 3. มะขามป้อม 4. มะขามเทศ 5. เงาะโรงเรียน 6. ลูกพลับ 7. สตรอเบอร์รี่ 8. มะละกอสุก 9. ส้มโอขาว 10. พุทรา แอปเปิล ผลไม้ที่มีวิตามินที่มีประโยชน์สูง 10 อันดับแรกคือ 1. ขนุนหนัง 2. มะขามเทศ 3. มะม่วงเขียวเสวยดิบ 4. มะเขือเทศราชินี 5. มะม่วงเขียวเสวยสุก 6. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 7. มะม่วงยายกล่ำสุก 8. แก้วมังกรเนื้อสีชมพู 9. สตรอเบอร์รี่ 10. กล้วยไข่ ผลไม้ทั้งอร่อยแล้วก็มีประโยชน์ คราวนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะหันมารับประทานผลไม้กัน อย่างจริงจังแล้วนะคะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 18, 2013, 04:34:19 PM (http://www.dailynews.co.th/imagecache/670x385/cover/202869.jpg) ชมรมคนหัวเราะที่ฮ่องกง ภาพเดลินิวส์ การหัวเราะแบ่งได้ 2 ประเภท คือ หัวเราะธรรมชาติ เกิดจากถูกกระตุ้นให้มีอารมณ์ขัน ซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน และหัวเราะบำบัด เป็นการหัวเราะแบบรู้ตัว เพื่อใช้ประโยชน์จากการหัวเราะกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เราอารมณ์ดี มีความสุข จนมีนักวิชาการบางท่านนิยามสารชีวเคมีนี้ว่าเป็น "สารสุข" ข้อดีของการหัวเราะ การหัวเราะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายใน 7 ระบบได้แก่ ระบบทำงานของสมอง การหัวเราะ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทสมองส่วนพรีฟรอนทอลคอร์เทกซ์ (prefrontal cortex) บริเวณสมองส่วนหน้า (ซึ่งสมองบริเวณนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมความคิดที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของอารมณ์เชิงบวกและลบ) ที่ทำให้เกิดการหลั่งของสารชีวเคมีตัวหนึ่งที่ชื่อว่า endorphin ซึ่งเป็นสารชีวเคมีของสมองที่มีฤทธิ์ "เพชฆาตความเจ็บปวด" หรือสารที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดความสุข นั้นก็คือในด้านที่ส่งผลทำให้อารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน สมองก็จะมีการถูกกระตุ้นให้มีเพิ่มพื้นที่การประมวลผลความคิดในเชิงบวกและสร้างสรรค์ มีผลทำให้ร่างกายและจิตใจได้รับการบำบัดและฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว ระบบหายใจ (Breathing) ในระหว่างที่หัวเราะร่างกายมีการหายใจเข้า กลั้นหายใจ และหัวเราะ (หายใจออกยาวๆ) ทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนถ่ายออกซิเจน ฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดง จึงทำให้เซลล์ประสาทหัวใจ ปอด คอ แข็งแรงขึ้น นอกจากนี้การหัวเราะยังช่วยบริหารร่างกายให้เกิดความร้อนและการเผาผลาญพลังงานสูง ช่วยฆ่าเชื้อโรคและป้องกันโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ทั้งไข้หวัด ภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัส กรน ความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคปอด ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย (Digestion and Gastrointestinal) การหัวเราะบำบัดช่วยให้อวัยวะส่วนท้อง อาทิ ลำไส้ใหญ่ เล็ก ตับ ไต ไส้ กระเพาะ มีการเคลื่อนไหว เกิดการบริหารกระเพาะและลำไส้ ทำให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายทำงานดีขึ้น ป้องกันโรคอ้วน โรคบูลิเมีย (Bulimia : โรคที่กินอาหารเข้าไปแล้วรู้สึกผิด จนบางครั้งต้องกินยาถ่าย หรืออาเจียนออก) หน้าท้องหย่อน ท้องป่อง โรคเบื่ออาหาร กินไม่ลง ท้องผูก ท้องเสีย โรคกระเพาะ โรคลำไส้ เป็นต้น ระบบไหลเวียนโลหิต (Circulation and Cardio-vascular system) การหัวเราะบำบัดเป็นการออกกำลังทุกส่วนของร่างกายทำให้อวัยวะต่างๆ ได้เคลื่อนไหวเป็นจังหวะเร็วบ้าง ช้าบ้าง หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากขึ้น หัวใจทำงานเป็นระบบขึ้น ป้องกันอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เหนื่อยง่าย เหนื่อยเร็ว เจ็บแน่นหน้าอก โรคขาดเลือด เส้นเลือดหัวใจตีบตัน โรคหัวใจ ตลอดจนอาการใจสั่น เสียงสั่น ตัวสั่น ตื่นตระหนกและประหม่าง่าย ระบบพักผ่อนและผิวพรรณ (Rest and Skin system) การหัวเราะบำบัดช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้เส้นประสาท กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ยืดหยุ่น ไม่ตึงหรือเกร็ง ทำให้ร่างกายเกิดการพักผ่อน นอนหลับสนิท ผิวพรรณดี ไม่เหี่ยวย่น และไม่เป็นโรคทางผิวหนัง ช่วยให้ร่างกายและจิตใจเกิดความสงบ มีสมาธิมากขึ้น ระบบเจริญพันธุ์ (Reproduction) การหัวเราะบำบัดทำให้ร่างกายทุกส่วนขยับขับเคลื่อน ส่งผลต่อการทำงานของสมองส่วนนอก ส่วนกลาง และส่วนใน ให้ทำงานดีขึ้น เป็นระบบขึ้น ทำให้สมองคิดแง่ดี มองโลกแง่บวก อารมณ์ดี พัฒนาอารมณ์รัก และการมีเพศสัมพันธ์ และช่วยป้องกันอาการไร้อารมณ์ หงอยเหงา โดดเดี่ยว ไม่อยากเข้าสังคม การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และการเข้าสังคม สัญชาติญาณการอยู่รอด (Survival instinct) การหัวเราะบำบัดทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว แข็งแรง ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาท กระดูก กล้ามเนื้อ ร่างกายทำงานเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคไขข้อ โรคกระดูกต่างๆ ทั้งกระดูกพรุน ปวดหลัง ปวดเอว อ่อนเปลี้ยเพลียแรง โรคซึมเศร้า นอกจากนี้ยังช่วยทำลายสารอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งอีกด้วย ***หัวเราะมีข้อดีมากมาย คนอารมณ์ดีหัวเราะง่าย สุขภาพใจดี และสุขภาพกายก็จะดีด้วยค่ะ อิ อิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า*** ที่มา:http://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1044 (http://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1044) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 18, 2013, 04:39:09 PM 10 นิสัย ทำลายสมอง
10 นิสัย ทำลายสมอง สมอง คืออวัยวะสำคัญ มีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และรักษาสมดุลภายในร่างกาย เช่น การเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น หน้าที่ของสมองยังมีเกี่ยวข้องกับการรับรู้ อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว และความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ 1.ไม่ ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม 2.กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น (เช่น เทพธิดาดิว เป็นต้น) 3.การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ 4.ทาน ของหวานมากเกินไป การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง 5.มล ภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะ เข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง 6.การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้ 7.นอนคลุมโปง การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 8.ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว 9.ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ 10.เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 18, 2013, 04:40:11 PM การหัวเราะ ก่อให้เกิดโรคได้ การหัวเราะมากหรือหนักจนเกินไป เสี่ยงต่อการเกิดของหลายโรคเว็บไซต์เดลิเมล์ กล่าวว่า การหัวเราะอาจไม่ใช่ยาที่สุดที่สุดอีกต่อไป เมื่อมีการวิจัยพบถึงอันตรายที่เกิดจากการหัวเราะนักวิจัยจากเบอร์มิงแฮมและมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของการหัวเราะที่ส่งผลต่อร่างกาย ตั้งแต่ปี ค.ศ.1946 จนถึงปัจจุบัน จากการนำตัวตลกไปแสดงที่โรงพยาบาลพบว่าช่วยเผาผลาญพลังงานได้ 2000 แคลอรี่ อีกทั้งคุณแม่ที่เข้ารับการผสมเทียมก็ได้ตั้งครรภ์หลังจากที่ได้ชมการแสดง และยังมีความเชื่อมโยงกับระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน บรรเทาอาการตึงเครียด แต่ถึงแม้จะทราบถึงประโยชน์มากมาย ต่อมาก็มีข้อพิสูจน์ออกมาให้เห็นว่า การหัวเราะอาจส่งผลร้ายแรงกว่าที่คาดคิด ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติเป็นประจำ ได้ล้มลงและเสียชีวิตหลังจากเพียงแค่หัวเราะกับเพื่อนๆ นอกจากนี้การหัวเราะอย่างหนัก หรือรุนแรง อาจทำให้เกิดโรคลมชัก, หอบหืด, หัวใจและหลอดอาหารฉีกขาด, ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่, ไส้เลื่อน ฯลฯ การหัวเราะมีทั้งประโยชน์และโทษ หากแต่ต้องให้พอเหมาะพอควร จึงจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายโดยแท้จริง หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 18, 2013, 04:42:59 PM 10 อาหารที่ไม่ควรทานหลังออกกำลังกาย
1. เครื่องดื่มบำรุงกำลัง หรือเอเนอร์จี้บาร์ เอเนอร์จี้บาร์ให้พลังงานมากก็จริง แต่ไม่เหมาะจะกินหลังออกกำลังกาย อาจลองกินโยเกิร์ตจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นได้ดีกว่า 2. ผักเเละผลไม้สด แปลกใจที่เห็นผักสดเข้ามาอยู่กลุ่มนี้ใช่ไหม นั่นเป็นเพราะวิตามินที่มีมากมายในผักสดไม่ช่วยเรียกพลังกลับมาหลังออกกำลังกายได้ โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตต่างหากที่ร่างกายกำลังต้องการ 3. ชีส ชีสเป็นอาหารที่มีไขมันสูงมาก โดยเฉพาะเชดด้าร์ชีส จึงเป็นตัวเลือกอาหารที่ไม่เหมาะหลังเพิ่งออกกำลังกาย เพราะอาหารที่ร่างกายต้องการคือโปรตีน 4. น้ำอัดลม น้ำปั่น และน้ำผลไม้ น้ำอัดลมเป็นสิ่งที่ควรเลี่ยงเสมอ และโดยเฉพาะหลังการออกกำลังกายเพราะมีน้ำตาลสูง ดังนั้น หากกระหายน้ำหลังออกกำลังกายควรดื่มน้ำเปล่าเป็นดีที่สุด 5. ขนมเค็มๆ หลังการเสียเหงื่อจากการออกกำลัง การกินขนมเค็มๆ จะทำให้สมดุลที่ร่างกายกำลังดึงกลับคืนเสียไป จริงอยู่ว่าร่างกายต้องการโซเดียมไปทดแทนที่เสียไปกับเหงื่อ แต่เกลือจากขนมรสเค็มนับว่ามากเกินไป 6. ขนมปัง โดนัท แพนเค้ก และพิซซ่า สำหรับขนมปังนั้นหากต้องรับประทาน แนะนำให้เลือกที่เป็นโฮลเกรนจะดีกว่าขนมปังขาว ยิ่งโดนัทด้วยแล้วมีไขมันเกินมาอีก จึงนับเป็นอาหารควรงด สำหรับส่วนพิซซ่าเป็นอาหารที่ใช้เกลือมากจึงควรหลีกเลี่ยงหลังการเสียเหงื่อไปมาก แต่หากพิซซ่านั้นคุณทำเอง ประกอบด้วยแป้งโฮลเกรน และหน้าพิซซ่าคุณภาพก็รับประทานได้ 7. ลูกอม หรือช็อกโกแลต ด้วยปริมาณน้ำตาลที่สูงเกินไปจึงไม่เหมาะจะรับประทานหลังออกกำลังกายทั้งคู่ แต่หากเป็นดาร์กช็อกโกแลต หรือนมช็อกโกแลตสามารถทานได้ เพราะช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ 8. ไข่เจียว ไข่ทอด ยามปกติไข่นับเป็นอาหารที่ดี เหมาะกับการเป็นอาหารหลังออกกำลังกาย แต่เมื่อนำมาทอดน้ำมันที่มากเกินไปไม่ดีกับร่างกายหลังออกกำลังกาย จึงแนะนำให้ต้มจะดีกว่า 9. เฟรนช์ฟรายส์ ไม่บอกทุกท่านก็คงทราบดีว่าเป็นอาหารขยะที่มีไขมันไม่ดีจากน้ำมันที่ทอด และไม่มีโปรตีนให้ร่างกายที่เสียพลังงานไปดูดซึม 10. เบคอน และเนื้อที่ไม่ได้ทำจากเนื้อสด เบคอนนับเป็นเนื้อตัวร้ายที่มีทั้งไขมันและเกลือสูง ทำให้ย่อยยากขณะที่ร่างกายต้องการโปรตีน และคาร์โบไฮเดรตเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อจึงเป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังออก กำลังกาย ที่มา : lovefitt หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 18, 2013, 04:45:07 PM ทำงานหนักเกินไป เสี่ยงเป็นโรคต่างๆ
เมื่อพูดถึงเรื่องสุขภาพ เชือว่าไม่มีใครที่อยากสุขภาพ ย่ำแย่ คงต้องมาดูกันหน่อยล่ะ ว่าทุกวันนี้เราใช้ร่างกายหนักเกินไปหรือเปล่า แล้วจะเสี่ยงกับโรคอะไรบ้าง มาดูกัน 10. โรคกังวล มีความวิตกกังวลมากผิดปกติ และมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย เช่น กระวนกระวายใจ เหนื่อยง่าย หงุดหงิดง่าย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ นอนไม่หลับ อาการดังกล่าวเป็นติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน ผู้ป่วยมักกังวลกับเรื่องในชีวิตประจำวัน เช่นการงาน ครอบครัว การเรียน 9. ความดันโลหิตสูง เกิดจากหลอดเลือดหดตัว เลือดไหลเวียนไม่สะดวกทำให้หัวใจต้องออกแรงดันเลือดเพิ่ม ความดันโลหิตในร่างกายที่เคยอยู่ในระดับปกติจึงเพิ่มระดับสูงขึ้น ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน ก็จะนำไปสู่ปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจตามมา 8. โรคแผลในกระเพาะอาหาร ถ้าเกิดความเครียดเมื่อใดก็ตาม กรดในกระเพาะอาหารจะหลั่งออกมา นานไปจะทำให้มีอาการปวดท้องเวลาหิว และปวดท้องหลังกินอาหาร โดยเฉพาะถ้าเป็นอาหารรสจัด เปรี้ยวๆ เผ็ดๆ และของหมักดอง 7. ภูมิแพ้ เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติอ่อนแอลง อันเนื่องมาจากความเครียด รวมทั้งไข้หวัดก็เช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อร่างกายอ่อนแอ เชื้อไวรัสสาเหตุของหวัดก็จะทำร้ายร่างกายของเราได้ง่าย 6. หอบหืดเป็นผลมาจากปอดและหลอดลมตีบ รวมทั้งผลจากโรคภูมิแพ้ 5. ปวดศีรษะ เกิดจากกล้ามเนื้อตึงตัวบริเวณท้ายทอยและต้นคอ และลามไปบริเวณศีรษะ ถ้านวดก็จะช่วยให้อาการคลายลงได้ 4. ไมเกรน จะมีอาการปวดตุ้บๆ หรือปวดจี๊ดที่ขมับข้างเดียว ทั้งสองข้างหรือตรงท้ายทอย เป็นความปวดอย่างรุนแรง อาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนด้วย 3. ปวดหลัง เกิดจากกล้ามเนื้อตึงตัวเป็นเวลานาน และทำให้มีอาการอ่อนล้า 2. มะเร็ง ความเครียดทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเราอ่อนแอลง ไม่สามารถกำจัดสารก่อมะเร็งที่อยู่ภายในร่างกาย เซลล์มะเร็งจึงเจริญเติบโตได้อย่างสบายๆ 1. โรคย้ำคิดย้ำทำ มีอาการย้ำคิดหรือย้ำทำซ้ำๆ โดยไม่มีเหตุผล ไม่สามารถขัดขืนได้ จะรู้สึกไม่สบายใจ เครียด วิตกกังวล และบางครั้งอาจมีอารมณ์เศร้าร่วมด้วย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 18, 2013, 04:47:47 PM สิ่งที่ควรทำก่อนนอน
“การนอน” เป็นการพักผ่อนร่างกายซึ่งเป็นสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในร่างกายและสมองหลายๆอย่าง ก่อนนอนเราจึงควรทำกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้เราสามารถหลับสบายได้ตลอดทั้งคือ มาดูกันว่า สิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำก่อนนอน กันค่ะ 1.อย่าลืมห่มห่อหุ้มร่างกายของคุณก่อนหลับตานอน การที่มีสิ่งห่อหุ้มร่างกายของคุณไว้จะทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในยามนอน และรู้สึกปลอดภัยอีกด้วย 2.การดื่มนมอุ่นๆ ก่อนเข้านอน การดื่มนมอุ่นๆ สักแก้วก่อนเข้านอน นอกจากจะทำให้คุณหลับสบายแล้ว ในนมวัวยังมีแคลเซียมและโปรตีน Tryptophan ซึ่งสารสำคัญทั้งสองนี้จะทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายเพราะนมเป็นสารจากธรรมชาติช่วยในการนอนหลับได้อย่างดีเยี่ยม 3.หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟก่อนนอน เนื่องจากน้ำชากาแฟ จะมีสารกระตุ้นทำให้ร่างกายคุณีรู้สกตื่นตัวจากสารคาเฟอีน การดื่มน้ำชา กาแฟ ก่อนเข้านอน เป็นสิ่งที่คุณควรหลีกเลี่ยง แม้ในปริมาณน้อยก้ตาม เพราะคาเฟอีนจะมีนานกว่านั้น ทางที่ดี แม้แต่ในช่วงบ่ายหรือเย็น ก็ควรงดดื่ม น้ำชา กาแฟจะเป็นการดียิ่ง 4.การทำสมาธิก่อนนอน การทำสามาธิก่อนนอนจะช่วยให้คุณพักผ่อนได้ดีขึ้นในยามหลับ นอกจากนี้ในช่วงที่คุณต้องการความชุ่มชื่นกระปี้กระเป่า การทำสมาธิจะทำให้คุณรู้สึกได้ถึงความรู้สึกนั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การทำสามธิคือ ในยามเช้าตรู๋และตอนช่วงยามเย็นก่อนค่ำ ลองฝึกทำสมาธิดูแล้วคุณจะรู้ว่าการหลับไหลอย่างมีความสุขเป็นเช่นไร 5.อาบน้ำอุ่นก่อนเข้านอน การได้อาบน้ำอุ่นก่อนเข้านอนจะช่วย ชำระล้างความตรึงเครียดระหว่างวัน และช่วยผ่อนคลายความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้คุณหลับได้อย่างสบาย เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อได้นอนแช่น้ำอุ่นสบายควรเหยาะน้ำมันกลิ่นลาวินเดอร์ ลงในอ่างน้ำสัก 2-3 หยด ลองนอนผ่อนคลายในน้ำ และสูดกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย จะทำให้เราพบกับความสุขของการนอนอย่างที่ปรารถนา 6.ผ่อนคลายอารมณ์ก่อนนอน ความตื่นตาน่าหลงใหลของดอกไม้หรือผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นรูบแบบ หรือกลี่นของมัน จะส่งผลต่อระบบประสาททำให้คนสงบสุขเยือกเย็น ซึ่งสิ่งที่รับรู้กันมานานแล้ว ไม้ดอกไม้ผล หรือสมุนไพรเหล่านี้ เช่น มะนาว ดอกคำฝอย คุณสามารถหาได้ง่ายดายตามร้านอาหารสำหรับสุขภาพทั่วไป 7.หวีผมก่อนเข้านอน การแปลงผมก่อนเข้านอนให้ประโยชน์ถึงสองสถานแก่คุณซึ่งนอกจากจะทำให้ผมของคุณสวยงามแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นต่อมผ่อนคลายที่บริเวณหนังศีรษะของคุณ ช่วยทำให้คุณ รู้สึกโล่งหลับสบายขึ้น หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 18, 2013, 04:49:54 PM โรคท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อย เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อย เป็นอาการผิดปกติของท้องหรือลำไส้ มักมีอาการบริเวณตรงกลางของท้องด้านบน อยู่ระหว่างใต้ลิ้นปี่และเหนือสะดือ จะรู้สึก แน่นท้อง มีลมในท้อง เรอบ่อยๆ หากมีอาการท้องอืดบ่อยๆและหากเป็นมากๆก็จะมีอาการปวดท้องเป็นพักๆ แต่ถ้าอาการท้องอืด นี้เกิดขึ้นอย่างเรื้อรังก็อาจเป็นอาการนำร่องของบางโรคที่รุนรงหรือร้ายแรง เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี โรคลำไส้แปรปรวน เป็นต้น พฤติกรรม หรืออุปนิสัย ลักษณะการกินอาหาร ดังต่อไปนี้ทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ง่ายๆ และเป็นปัจจัยเเสี่ยงของบางโรคได้ 1 กินอาหารผิดเวลา ด้วยการกินอาหารให้ตรงเวลา 2 กินอาหารรสจัด มีไขมันสูงย่อยยาก เช่น ชีส พิซซ่า เค้ก นม น้ำอัดลม เมื่อรับประทานนมมากเกินไป อาจจะทำให้อาการท้องอืด 3 การรีบเร่งกินอาหาร หรือเคี้ยวไม่ละเอียด พอรับประทานครั้งละมากๆก็เกิดการย่อยยาก ควรเคี้ยว อาหารให้เข้ากันดี ก่อนกลืนอาหาร 4 กินอาหารจนอิ่มมากเกินไป ควรลดปริมาณอาหารแต่ละมื้อลง และแบ่งเป็นมื้อย่อยๆ แต่กินบ่อยๆ แทน 5.กินอาหารอิ่มใหม่ๆ ไม่ควรนอนราบทันทีเพราะ การนอนราบ ส่งผลให้ระดับของกระเพาะอาหารและหลอดอาหารจะอยู่ในระนาบเดียวกันและอาจทำให้กรดไหลจากกระเพาะอาหารย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหารได้ เกิดการระคายเคือง และหลอดอาหารอักเสบได้ 6 เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ น้ำอัดลม โซดา เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (กาแฟ ชา) 7.การใช้ยากลุ่ม NSAIDs (เอ็นเสด) ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ ถ้าจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 06, 2014, 08:48:02 PM ระวังเสพติดยาแก้ปวด
เว็บไซต์โรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คอลัมน์ Harvard Health Letter เดือนพฤศจิกายน ได้เผยแพร่และเตือนเกี่ยวกับการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ สาระน่ารู้ ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ (Opioid) เป็นยาแก้ปวดที่มีศักยภาพเสพติดสูง มักใช้ในระยะเวลาสั้นๆ เช่น สำหรับการรักษาอาการปวดอย่างรุนแรงหลังการผ่าตัด สำหรับอาการปวดผ่าตัดเล็กหรือการบาดเจ็บ ไม่ควรใช้ยาเกิน 7 วัน และหากใช้ติดต่อกันนานเกิน 30 วัน อาจทำให้เสพติด ซึ่งหมายความผู้ใช้จะเกิดอาการถอนยา(ลงแดง)ได้ทันทีเมื่อหยุดการใช้ ซึ่งอันตรายถึงชีวิต และการติดยาประเภทนี้จะไม่เหมือนกับการติดยาเสพติดทั่วไป ซึ่งเป็นลักษณะการบังคับและให้หมกมุ่นกับเรื่องยาเสพติดที่จะส่งผลรบกวนต่อชีวิตปกติ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดในกรณีที่ไม่ร้ายแรงมากนัก แต่บางครั้งจะมีการใช้ยาในระยะยาว สำหรับการบรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง ซึ่งการหลีกเลี่ยงหรือลดการใช้ยาแก้ปวดประเภทนี้ กลับไม่ใช่วิธีที่ดีเพราะจะให้ผลในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ได้รับความเจ็บปวดที่รุนแรงจะจดจำความเจ็บปวดนั้นได้ และจะต้องการใช้ยาในปริมาณที่สูงขึ้น จะเห็นได้ว่า ยาแก้ปวด ไม่ใช่ยาที่จะหาซื้อมาทานได้ตามอำเภอใจ เพราะเราอาจไม่ทราบว่ายาแก้ปวดยี่ห้อที่ซื้อมานั้น จัดอยู่ในกลุ่มโอปิออยด์หรือไม่ ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นในการสั่งจ่ายยา หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 14, 2014, 08:09:34 PM (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/1521377_382692428534383_865282340_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 14, 2014, 08:43:51 PM อันตรายจากเส้นก๋วยเตี๋ยว...
อันตรายจากเส้นเล็กและเส้นหมี่ ถ้ารับประทานมากๆ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตับและโรคไตสูง ผลวิจัยชี้เส้นก๋วยเตี๋ยวมหาภัย เติมสารกันบูดเกินมาตรฐานอื้อโดยเฉพาะเส้นเล็กและเส้นหมี่ เสี่ยงตับไตพัง เผยบะหมี่เหลือง-วุ้นเส้นปลอดภัยกว่า แนะผู้ประกอบการอย่าโลภผลิตขายข้ามจังหวัดจนต้องใส่สารกันบูด จำนวนมาก ก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารที่คนไทยนิยมบริโภค และเส้นก๋วยเตี๋ยวเป็นวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารได้หลายชนิด ทำให้มีการแข่งขันทางการตลาดสูง จากก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่เป็นเส้นสดที่ค้างหลายวันไม่ได้ ผู้ประกอบการจึงมีการเติมสารกันบูด เพื่อยืดอายุเส้นก๋วยเตี๋ยว ทำให้ยืดระยะเวลาการจำหน่าย ซึ่งสารกันบูดที่นิยมใช้คือ กรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิก ถ้าร่างกายได้รับปริมาณสูงเป็นเวลานานจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตลดลง ดังนั้น คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานอาหารสากล (Codex) ได้กำหนดให้ใช้กรดเบนโซอิกในเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ไม่เกิน 1,000มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ผลการตรวจวิเคราะห์พบปริมาณกรดเบนโซอิกตั้งแต่ 1,079-17,250มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณที่กำหนดกรดเบนโซอิกในเส้นก๋วยเตี๋ยวตามมาตรฐานสากล โดยก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก 17,250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เส้นหมี่ 7,825 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ก๋วยจั๊บเส้นใหญ่ 7,358 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ก๋วยจั๊บเส้นเล็ก 6,305มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม บะหมี่โซบะ 4,593 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ 4,230 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวว่า จากผลวิจัยดังกล่าวทำให้ความเชื่อเดิม ที่คิดว่าเส้นหมี่ ซึ่งมีลักษณะแห้งจะมีวัตถุกันเสียน้อย แต่จะพบมากในเส้นใหญ่ที่มีความชื้นสูงนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า กลับมีการใส่วัตถุกันเสียเยอะมากเป็นอันดับ 2 รองจากเส้นเล็ก ***ส่วนเส้นที่ไม่พบสารเลยคือ เส้นบะหมี่เหลืองเพราะผลิตจากแป้งสาลี ส่วนเส้นอื่นๆ จะผลิตจากแป้งข้าวเจ้า* ที่มีความชื้นสูง ทำให้ราขึ้นง่าย จึงมีการใส่วัตถุกันเสีย ขณะที่วุ้นเส้นไม่มีปัญหาเช่นกัน ขอบคุณภาพจาก- g+ — กับ Lilysingle 'dudge (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1/p480x480/1526478_413328688797146_619441257_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 07, 2014, 01:27:22 PM รู้ได้อย่างไรว่าจะต้องประคบร้อนหรือเย็น?
การประคบร้อนหรือเย็นเป็นวิธีหนึ่งในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบ ทั้งอาการปวดที่เกิดจากการเจ็บป่วย มีไข้ หรือการได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นกีฬา วิ่งเล่น ซึ่งอาจมีได้ตั้งแต่ การหกล้ม ศีรษะกระแทกจากการปะทะ การบาดเจ็บ ฟกช้ำของส่วนต่างๆของร่างกาย การจะเลือกใช้ความร้อนหรือเย็นนั้นมีข้อที่ต้องพิจารณาเบื้องต้น คือ ถ้าเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันร่วมกับมีการบวม ควรเลือกใช้ความเย็น เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดออกน้อยลงและช่วยลดบวมได้ แต่ถ้าเป็นการปวดแบบเป็นๆหายๆ มีอาการมานานหรือเรื้อรัง หรือปวดร่วมกับมีอาการตึงกล้ามเนื้อ ควรใช้ความร้อน เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนเลือดดีขึ้นจึงลดอาการปวดและตึงกล้ามเนื้อได้ ประคบเย็น เมื่อ... หากมีอาการปวดหรือได้รับบาดเจ็บควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที (ภายใน 24-48 ชั่วโมง) ประคบนาน 20-30 นาที วันละ 2-3 ครั้ง อาการที่ควรประคบเย็น เช่น ปวดศีรษะ มีไข้สูง ปวดฟัน ปวดบวมข้อเท้า ข้อเคล็ด เลือดกำเดาไหล หรือ ปวดบวมบริเวณอื่นๆ ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือเพิ่งมีอาการใหม่ๆ อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูปหรือทำถุงน้ำแข็งขึ้นใช้เอง โดยการใช้ถุงพลาสติกขนาดพอเหมาะแล้วเติมน้ำเปล่าผสมน้ำแข็งอย่างละครึ่งลงไปในถุง ตรวจสอบว่าไม่เย็นเกินไปโดยการนำมาประคบผิวหนัง ถ้าบริเวณที่มีอาการเป็นบริเวณมือ แขน ขา หรือเท้า อาจใช้การแช่ในภาชนะที่บรรจุน้ำเย็นแทน โดยแช่นานประมาณ 15-20 นาที ประคบร้อน เมื่อ... การประคบร้อนจะเริ่มใช้หลังจากมีอาการผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมง ให้ประคบครั้งละ 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดอาการปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อาการที่ควรประคบร้อน เช่น ปวดตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หลัง น่อง ปวดประจำเดือน อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป ใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรืออาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 45 องศาเซลเซียส สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ไม่ควรประคบด้วยความร้อนที่มากเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณที่ประคบ ไม่ควรประคบนานหรือถี่เกินไป และต้องไม่ประคบร้อนในบริเวณที่มีบาดแผลเปิดหรือมีเลือดออก เพราะจะยิ่งทำให้มีการอักเสบเพิ่มมากขึ้น จะประคบร้อนได้ก็ต่อเมื่อการอักเสบน้อยลงแล้ว ซึ่งสังเกตได้จากไม่มีอาการบวม แดง ร้อน หมายเหตุ >> สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องวิธีการใช้ถุงประคบร้อนเย็น ได้ที่ วิธีการใช้ถุงประคบร้อนเย็น (Cold-Hot Pack) >> สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องวิธีการใช้กระเป๋าน้ำร้อน ได้ที่ การใช้กระเป๋าน้ำร้อน เอกสารอ้างอิง 1. มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา. คู่มือตู้ยาโรงเรียนและแนวทางการรักษาโรคที่พบบ่อย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา; พ.ศ. 2553. หน้า 99-100. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 08, 2014, 04:21:15 PM (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/t1/67886_576366415773783_980510406_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 08, 2014, 04:21:59 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/1010083_575627499181008_471195620_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 08, 2014, 04:23:14 PM (https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1/1795537_575245692552522_691330696_n.jpg)
(https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/t1/1560576_575173159226442_489724997_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 08, 2014, 04:23:43 PM (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1/1557541_574870132590078_811896962_n.jpg) (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/1013259_571023489641409_455694587_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 10, 2014, 05:14:21 PM (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/1897891_256197814540929_1928493248_n.jpg)
(https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/1922382_232470266936655_1035939725_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 10, 2014, 08:13:31 PM สูตร ล้างไต
สูตรล้างไต ข่า+ตะไคร้+ใบมะกรูด+ใบมะนาว+กระชาย +หอมแดง +ใบสาระแหน่ อย่างละ 1 กำมือ ใส่หม้อดิน เติมน้ำให้ท่วม ต้มให้เดือด ยกลงรอให้เย็น กินให้หมด ภายใน 1 วัน สาเหตุที่ต้องล้างไต - กินอาหารรสจัด - กินอาหารผัดน้ำมันประจำ - กินเนื้อสัตว์ (เพราะไม่มีวิตามิน ซี บีหนึ่ง บีสาม บีหก มาช่วยเปลี่ยนโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโนถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย) - เกิดจากความกลัว ขี้ตกใจ ชอบขมขู่คนอื่น ถ้าเป็นอย่างนี้ร่างกายจะผลิตไขมันขึ้นมาเอง ให้เป็นไขมันฝ่ายร้าย ถ้าอารมณ์ดี ไม่เครียด มีจิตใจเมตตา ก็จะเป็นไขมันฝ่ายดี (ถ้าดูแลปอดดี ไตก็จะแข็งแรง เมื่อไตแข็งแรง กระดูกก็จะแข็งแรงด้วย ) (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1/s720x720/392129_533438440002680_309696200_n.jpg) คุณทราย บ้านเพื่อสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 10, 2014, 08:17:11 PM (https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/1794710_809718925711342_728051238_n.jpg)
Khondoendin Thai หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 14, 2014, 07:43:25 AM (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/1014422_616165498432466_1513494263_n.jpg) วิธีกิน “ช็อกโกแลต” ให้สุขภาพดี มีความสุข และไม่อ้วน วันนี้ใครหลายคนอาจได้รับช็อกโกแลตมาเป็นของขวัญ จึงขอนำวิธีการกินช็อกโกแลตตามคำแนะนำของนักโภชนาการมาให้อ่านกัน นักโภชนาการแนะ 4 วิธีการกินช็อกโกแลตให้มีความสุขและไม่อ้วน ย้ำเลี่ยงกินคู่กับไอศกรีม เค้ก ให้กินคู่กับชาหรือน้ำสมุนไพร ให้ค่อยเคี้ยวกินช้าๆ ช่วยให้รู้สึกมีความสุขได้มากกว่าเคี้ยวกินเร็วๆ แถมช่วยไม่กินจุบจิบ ระบุกินแล้วช่วยผิวพรรณดี ไม่ทำให้สิวขึ้นอย่างที่เข้าใจ เผยกินถูกหลักช่วยป้องกันสารพัดโรค ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ช็อกโกแลต เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความหอมหวาน ความสุข และความรัก จึงนิยมนำมาให้กันในวันพิเศษ โดยเฉพาะวันวาเลนไทน์ นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์สารอาหารที่ได้จากช็อกโกแลต ช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นหนึ่งในฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล ความเจ็บปวด และเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุข และสงบ อย่างเอ็นโดรฟินและเซโรโทนิน รวมทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง เช่น โพลีฟีนอล ช่วยปกป้องเซลล์ร่างกายจากอนุมูลอิสระ ทำให้ลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง และสารต้านการอักเสบ สารต้านการแพ้ สารต้านการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง และสารต้านไวรัสด้วย แม้จะมีสารอาหารเยอะแต่ก็มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก หากว่าได้รับปริมาณมากเกินไปจะทำให้อ้วนได้ ดร.ฉัตรภา กล่าวว่า วิธีกินช็อกโกแลตอย่างมีความสุขและไม่อ้วน คือ 1.กินเป็นของว่างหรือขนมหวาน ควรลดหรือหลีกเลี่ยงการกินไอศกรีม เค้ก คุกกี้ พร้อมกับช็อกโกแลต เพราะทำให้ได้รับพลังงานที่สูงเกินไป และทำให้อ้วนได้ ควรเลือกกินร่วมกับชาไม่ปรุงรส หรือน้ำสมุนไพรไม่ใส่น้ำตาล 2.กินช็อกโกแลตช้าๆ ค่อยๆ ให้ละลายในปาก แทนที่จะเคี้ยวและกลืนอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิในร่างกายจะสูงกว่าจุดละลายของช็อกโกแลต เมื่อช็อกโกแลตเข้าในปากจะละลายได้ช้าๆ ช่วยให้ได้รับรสชาติของช็อกโกแลตมากกว่า และจะส่งผลต่อความรู้สึกมีผลให้สมองรับรู้ความสุข แม้ว่าจะกินในปริมาณน้อย แต่หากกินโดยการเคี้ยวและกลืนเร็วร่างกายจะต้องการช็อกโกแลตในปริมาณมากเพื่อให้เกิดความสุข ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานสูงเกิน ดร.ฉัตรภา กล่าวว่า 3.ก่อนเลือกซื้อช็อกโกแลต พยายามเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเปอร์เซ็นต์ของโกโก้มากที่สุด มีน้ำตาลน้อย คือดาร์กช็อกโกแลต ดีกว่าช็อกโกแลตนม หรือไวท์ช็อกโกแลต 4.เลือกช็อกโกแลตที่มีขนาดชิ้นเล็กๆ ในแต่ละคำแทนที่จะเลือกชิ้นที่มีขนาดใหญ่ จากการวิจัยพบว่า การกินช็อกโกแลตดำขนาดเล็ก (5 กรัม) จะไม่ทำให้น้ำหนักขึ้นและช่วยให้ไม่รับประทานอาหารจุบจิบ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง “ความเชื่อว่ากินช็อกโกแลตมากจะเกิดสิวนั้น มีงานวิจัยในต่างประเทศที่พบว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และยังช่วยทำให้ผิวสวยขึ้นด้วยได้ อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง มีความหวานมาก จำเป็นต้องเสริมด้วยการออกกำลังกายให้มากขึ้นและเลือกรับประทานอาหารอย่างอื่นที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รับประทานผักและผลไม้ให้สม่ำเสมอ” ดร.ฉัตรภา กล่าว http://www.manager.co.th/ (http://www.manager.co.th/) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 15, 2014, 10:20:47 AM (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1/1725472_509638259148709_1670126371_n.png)
ทำไมต้องห้ามกินฝรั่งตอนเป็นไข้ ผู้ใหญ่มักบอกต่อๆ กันมาว่า เมื่อเป็นไข้ตัวร้อนห้ามกินฝรั่ง แต่ไม่เคยจะบอกเหตุผลให้เข้าใจว่าทำไมต้องห้ามกิน วันนี้เราจึงขอไขข้อข้องใจข้อนี้ค่ะ ที่ว่าห้ามกินฝรั่งตอนเป็นไข้นั้น ไม่ได้เป็นแค่ความเชื่อโบราณเท่านั้นนะคะ แต่มีผลการพิสูจน์ และวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และพบว่า ในฝรั่งนั้นมีสารโพแทสเซียมอยู่ในปริมาณที่สูงมาก และเจ้าสารโพแทสเซียมนี้ก็ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ค่ะ และถ้าหากกำลังเป็นไข้ ตัวร้อน อยู่แล้ว แล้วยังกินฝรั่งเข้าไปเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกายอีก จึงมีผลทำให้ตัวร้อนเพิ่มมากขึ้น และอาจเกิดอาการชักได้เลยนะคะ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่แค่เพียงฝรั่งที่ห้ามกินในตอนที่เป็นไข้เท่านั้นนะคะ แต่เป็นอาหารทุกชนิดที่มีโพแทสเซียมสูงค่ะ ที่เราควรหลีกเลี่ยง ทีนี้ก็รู้แล้วนะคะว่าทำไมต้องห้ามกินฝรั่งตอนเป็นไข้ด้วย ยังไงก็อย่าดื้อ ฝืนกินเข้าไปนะคะ เพื่อสุขภาพของตัวเองค่ะ ********************************************************* >>> หมายเหตุ: พอดีมีคนสอบถามเรื่องการกินฝรั่งตอนเป็นไข้มา แอดมินเลยค้นหาข้อมูลเพิ่ม อ่านเจอบทความเรื่องฝรั่งอีกอันนึง เลยมาเพิ่มเติมข้อมูลให้ค่ะ นพ. กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า ของแสลงที่ไม่ควรกินตอนเป็นไข้ คือ แป้ง ของหวานจัด อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารที่มีกำมะถันเยอะ ๆ ทุเรียน ขนุน ลำไย ผักที่มีกลิ่น แรง ๆ เช่น ใบกุยช่าย หรือผักที่ห้ามกินตอนตรุษจีน เพราะจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ยิ่งทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงมากยิ่งขึ้น ฝรั่ง ก็กินได้ เพราะฝรั่งมีวิตามินซีเยอะ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับ ร่างกาย แต่ที่กลัวกัน คือ ในฝรั่ง มีโพแทสเซียม ถ้ามีไข้สูงและเป็นโรคไตด้วย ไม่ควรกิน เพราะอาจทำให้เกิดอาการชักได้ ถ้าไม่เป็นโรคไต ก็สามารถกินฝรั่งได้ตามปกติ แต่ใน 1 วัน ไม่ควรกินฝรั่งเกิน 5 มิลลิอีควิวาเลนท์ คำนวณแล้วก็ประมาณ 2 กิโลกรัมขึ้นไป ในความเป็นจริงเชื่อว่าคงไม่มีใครกินฝรั่งในปริมาณที่มากมายขนาดนั้น ดังนั้นถ้าไม่ได้มีไข้สูง เป็นแค่ไข้ธรรมดา และไม่ได้เป็นโรคไต ก็สามารถกินฝรั่งได้ตามปกติ ส่วนผลไม้อื่นที่มีโพแทส เซียมสูง เช่น กล้วย ส้มโอ สามารถรับประทานได้เช่นกัน เพราะอย่างที่บอกจะต้องรับประทานมากถึง 2 กิโลกรัมขึ้นไป จึงอาจจะทำให้เกิดอันตราย ................................................................. ที่มา : http://www.gotoknow.org/posts/520147 (http://www.gotoknow.org/posts/520147) http://goo.gl/y7oZWA (http://goo.gl/y7oZWA) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 15, 2014, 10:33:37 AM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1/1901258_591095694300454_778998477_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 19, 2014, 10:33:13 PM (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/1912317_233793400137675_1035885153_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 19, 2014, 10:34:12 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1/1798649_233640650152950_1773615292_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 21, 2014, 10:12:37 PM (https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1/1560541_3841431850150_1686807622_n.jpg) Hello ชาว chill เช้านี้มีเรื่องมาฝาก "ฉลากบนผลไม้" บอกอะไรกับเรา เคยสงสัยถึงตัวเลขบนสติกเกอร์...ที่อยู่บนผลไม้จากเมืองนอกไหมครับ ถ้ามีเลข 4 หลัก หมายความว่า เป็นการปลูกแบบปกติ ใช้ยา ใช่ปุ๋ย ถ้ามีเลข 5 หลัก แล้วตัวแรกคือ 9 คือพวกออแกนิค ไร้สารครับ แต่ถ้าเริ่มต้นด้วย 8 คือ GMOs มีการตัดต่อพันธุกรรมครับ เอาไว้สังเกตุเวลาซื้อผลไม้มาทานกันเนอะ :)) Credit : neutron.rmutphysics.com / ck healthy tips หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 21, 2014, 10:15:19 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1/1688302_3892803934420_1199100985_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 21, 2014, 10:15:51 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/1800197_3939028290000_616201853_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 21, 2014, 10:16:28 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/1898004_3941239265273_475519719_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 21, 2014, 10:17:11 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1/1656316_3968194459136_58493739_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 21, 2014, 10:17:36 PM (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc1/t1/1911626_3968927397459_2140801039_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 21, 2014, 10:18:13 PM (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1/1912350_3971082571337_102376895_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 21, 2014, 10:18:40 PM (https://scontent-b-ams.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4/l/t1/1000614_3638289091708_1970194251_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 21, 2014, 10:19:01 PM (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1/1426561_3645579553965_2095649798_n.jpg)
(https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1/1898033_1437992303104607_178477360_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 26, 2014, 08:17:38 PM ต้นกำเนิดของยาสีฟัน
ยาสีฟัน ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในสมัยอียิปต์โบราณ โดยยาสีฟันในสมัยทำจากการผสมวัตถุดิบธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นส่วนผสม ได้แก่ • เกลือป่น • พริกไทยป่น • ใบมินต์ • และดอกไม้ต่างๆ ในสมัยโรมันมีการคิดค้นสูตรยาสีฟันของตัวเองขึ้นมาใหม่ ซึ่งออกแนวค่อนข้างแปลกประหลาดเพราะใช้ปัสสาวะของมนุษย์เป็นส่วนผสมหลัก โดยชาวโรมันเชื่อว่าแอมโมเนียที่อยู่ในปัสสาวะอาจจะช่วยให้ฟันขาวสะอาดขึ้น ต่อมาช่วงราวศตวรรษที่ 18 ยาสีฟันตำรับอเมริกันที่ใช้ขนมปังเผาเป็นวัตถุดิบก็ได้ถือกำเนิดขึ้น นอกจากนั้น ในเวลาไล่เลี่ยกันยังมีการคิดค้นสูตรที่เรียกว่า "เลือดมังกร", "ซินนามอน" และ "สารส้มเผา" ขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม การใช้ยาสีฟันของผู้คนทั่วไปยังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 19 เดิมทีคนส่วนใหญ่จะแปรงฟันด้วยน้ำเปล่า แต่ต่อมากระแสความนิยมของยาสีฟันประเภทผงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น คนส่วนใหญ่จะใช้ยาสีฟันที่ทำขึ้นเอง ซึ่งโดยมากยาสีฟันในสมัยนั้นจะทำจากผงช็อล์ค ผงอิฐ และเกลือ ในปี 1866 สารานุกรมเอนไซโคลพีเดียแนะนำให้ใช้ผงถ่านแทน ต่อมาในปี 1900 ได้เริ่มมีการผลิตยาสีฟันแบบเหลวที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ และเบรกกิงโซดา สำหรับส่วนผสมประเภทฟลูออไรด์ได้รับการเติมลงไปในยาสีฟันครั้งแรกในปี 1914 ในช่วงศตวรรษที่ 19 ยาสีฟันแบบเหลวยังคงได้รับความนิยมน้อยกว่ายาสีฟันแบบผงจนกะทั่งถึงช่วงสงครามโลกครั้ง 1 ทั้งนี้ บริษัทคอลเกตถือเป็นผู้ผลิตเจ้าแรกที่คิดค้นยาสีฟันแบบหลอดบีบขึ้นมาเมื่อปี 1896 และลักษณะเช่นนี้ก็ยังคงมีใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 28, 2014, 08:13:52 PM (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/1901969_734864559879623_390215566_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 28, 2014, 08:14:09 PM (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/t1/1975002_1437902596446911_881085579_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 02, 2014, 07:45:06 PM (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/1924633_828058600554348_936005494_n.jpg)
น้ำอัดลม กับนิ่วในไต น้ำ - อัด - ลม น่ากลัวมากและควรระวังนะคะ เห็นหลาย ๆ คนเลือกดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ อย่างเช่น "น้ำอัดลม" กันเยอะมาก เลยอยากแนะนำให้รู้จักกับโรคนี้ค่ะ........ "นิ่วในไต" จากการทานน้ำดำ เพราะในน้ำดำมีคาเฟอีนสูง "คาเฟอีน" มีผลต่อการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น ทำให้ตกตะกอนเป็นนิ่ว และทำให้มีโอกาสสูญเสียแคลเซียมจากร่างกาย และผลจากฟอสเฟตสูงในน้ำอัดลม ทำให้ระดับแคลเซียมในร่างกายต่ำลง นอกจากจะเป็นนิ่วแล้ว ยังกระดูกพรุน กระดูกเปราะด้วยนะคะ และถ้าคนกลุ่มนี้โชคร้ายเป็นมะเร็ง เวลารักษาคีโมก็จะยิ่งทำลายมวลกระดูก มะเร็งจะลามไปที่กระดูกได้ง่าย เจ็บปวดทรมาณ มาก ๆ ไม่ใช่น้ำดำอย่างเดียวที่มีคาเฟอีนสูง ยังมีกาแฟสด กาแฟดำ ที่มีคาเฟอีนไม่แพ้น้ำอัดลมค่ะ ผลที่ได้ก็จะคล้าย ๆ กัน เปลี่ยนมาดื่มน้ำเปล่า หรือเครื่องดื่มสมุนไพรแบบไม่ใส่น้ำตาลดีกว่า เพื่อสุขภาพ และลดความเสี่ยงของการก่อโรคอีกหลายโรคเลยนะคะ ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/behealthyonline/2013/09/29/entry-3 (http://www.oknation.net/blog/behealthyonline/2013/09/29/entry-3) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 05, 2014, 09:54:13 PM (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc1/t1/1959891_599406330134692_437775568_n.jpg)
การฝึกลูกนั่งคาร์ซีท คุณพ่อคุณแม่ควรพูดกับลูกบ่อย ๆ ให้ลูกเข้าใจว่าเขาจะต้องนั่งคาร์ซีทนะคะ เพราะพ่อแม่รักเขา อยากให้เขาปลอดภัย ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจร้องไห้งอแง คุณแม่ควรนั่งเป็นเพื่อนลูกอยู่ด้านหลัง คุยกับเขา เล่นกับเขา เล่านิทานให้เขาฟัง ให้รู้สึกเพลิดเพลิน และเคยชิน จากนั้นเขาก็จะร้องไห้น้อยลง จนไม่ร้องไห้อีกเลยละคะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 07, 2014, 11:55:48 PM (https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1/1962886_589303654480059_1220704754_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 07, 2014, 11:57:06 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1/1780914_589089744501450_1827510912_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 08, 2014, 09:02:43 PM รักษา 9 โรคด้วยการกดข้อนิ้ว
วันนี้ขอนำเสนอเสนอวิธีการกดข้อนิ้วเพื่อรักษา 9 โรคค่ะ 1. โรคตับ กดคลึงข้อทั้ง 2 ของหัวแม่มือขวา 2. หูอื้อ กดคลึงข้อทั้ง 3 ของนิ้วนางทั้ง 2 ข้าง 3. ปวดเข่า กดคลึงด้านข้างทั้ง 3 ของนิ้วก้อยมือซ้าย 4. เบาหวาน กดคลึงข้อทั้ง 2 ของหัวมือมือซ้าย 5. ความดันโลหิตสูง กดคลึงโคนนิ้วก้อยมือซ้าย 6. หัวใจ กดคลึงข้อทั้ง 3 ของนิ้วก้อยมือซ้าย 7. ปวดประจำเดือน กดคลึงข้อทั้ง 3 ของนิ้วชี้ทั้ง 2 ข้าง 8. ตาเมื่อย กดคลึงข้อทั้ง 3 ของนิ้วกลางมือขวา 9. เสริมพลังแก่ร่างกาย กดคลึงข้อทั้ง 3 ของนิ้วกลางมือซ้าย แต่ละจุดให้กดคลึงครั้งละ 3 นาที ทำวันละ 1-2 ครั้ง แต่ถ้ามีไข้หรือนิ้วมีบาดแผลควรหยุดทำค่ะ ขอขอบคุณความรู้ดีดีจากหนังสือชีวจิต (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1/1920290_831409643552577_403927673_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 08, 2014, 09:04:56 PM (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/1925304_830987053594836_1743033851_n.jpg)
โทษที่เกิดจากการที่ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหาร ใครมีพุงบ้าง ยกมือหน่อย คิดว่าหลายๆ ท่านคงมีปัญหาเรื่องนี้ วันนี้มีบทความดีๆ เกี่ยวกับความอ้วนคือ โทษที่เกิดจากการที่ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ มาให้อ่านกัน โทษที่เกิดจากการที่ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหาร หากสะสมมาจะทำให้เกิดข้อบกพร่องและเป็นผลทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น 1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย 2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศีรษะ 3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว 4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย 5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด 6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้ ทำให้จามในตอนเช้า 7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก หน้าท้องเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่จะบ่งบอกถึงว่า ตอนนี้สภาพร่างกายคุณเป็นอย่างไร นั้นก็หมายถึงอาหารที่คุณกินเข้าไปมันเข้าไปสะสมจนทำให้คุณมีไขมันหน้าท้องมาก และจะทำให้คุณกลายเป็นคนอ้วนไปในที่สุด และหน้าท้องเมื่อมีไขมันสะสมแล้วก็ลดยากเสียด้วยพอ ๆ กับไขมันที่สะโพกนั่นแหละ ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/behealthyonline/2013/09/20/entry-3 (http://www.oknation.net/blog/behealthyonline/2013/09/20/entry-3) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 08, 2014, 09:07:02 PM (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1/1904076_830251913668350_590759240_n.jpg)
รู้ไหม? จานโปรดที่คุณกิน แค่จานเดียวกี่แคลอรี่?! เมนูอาหารตามสั่งและอาหารจานเดียวดูจะกลายเป็นจานหลักที่ทุกคนต้องกิน มาดูกันดีกว่าว่าแต่ละอย่างให้พลังงานมาก-น้อย แค่ไหน แล้วคุณจะแปลกใจที่ข้าวมันไก่ไม่ใช่ที่สุดของความอ้วน ! ข้าวราดผัดคะน้าหมูกรอบ : 670 กิโลแคลอรี่ อาหารตามสั่งจานนี้มีผักใบเขียวเข้มอย่างคะน้าเป็นตัวเพิ่มคุณค่าทางสารอาหารก็จริง แต่หมูกรอบก็ไม่ใช่ของเฮลตี้เลยสักนิด เปลี่ยนเป็นผัดคะน้าหมูธรรมดา จะลดลงเหลือ 580 กิโลแคลอรี่ ก็จะดีขึ้นอีกนิด ข้าวผัดหมู : 660 กิโลแคลอรี่ ถ้าอยากลดความอ้วนต้องงดข้าวผัด เพราะเมนูนี้ข้าวทุกเม็ดจะดูดซับน้ำมันที่ใช้ผัดเข้าไปอย่างเต็มที่และไม่มีทางเลี่ยงได้เลย ทางเลือกเดียว สำหรับคนชอบกินอาหารจานนี้ก็คือ เปลี่ยนเมนูซะ ! ข้าวราดกะเพราไก่-ไข่ดาว : 630 กิโลแคลอรี่ อาหารตามสั่งยอดฮิตที่หลายคนให้คำนิยามเอาไว้ว่า "เมนูสิ้นคิด" ชนิดนี้ แคลอรี่ก็สูงไม่น้อยหน้าใคร แค่ไข่ดาวฟองเดียวก็ปาเข้าไปประมาณ 125 กิโลแคลอรี่แล้ว แค่ตัดออกไปจานนี้ก็จะเหลือ 505 กิโลแคลอรี่ ข้าวมันไก่ : 596 กิโลแคลอรี่ ไก่ไม่กี่ชิ้นที่ตบแบน ๆ มาบนหน้านั้นไม่เท่าไหร่ แต่ข้าวมันก็คือข้าวที่หุงผสมกับน้ำมันที่ได้จากไก่ แคลอรี่ก็มาจากตรงนี้แหละ ถ้าจะปรับเมนูให้ดีขึ้น ก็ต้องเปลี่ยนเป็นข้าวสวยธรรมดากับไก่ต้มไม่เอาหนัง เหลือจากนี้ประมาณ 305 กิโลแคลอรี่ เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วหมู : 679 กิโลแคลอรี่ ในขั้นตอนการผลิตก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่จะมีการเคลือบน้ำมันบาง ๆ ไว้ที่เส้น เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นติดกัน ดังนั้น ไม่น่าแปลกใจที่แคลอรี่จะพุ่งกระฉูดขนาดนี้ ถ้าลองเปลี่ยนเป็นเส้นหมี่ก็จะเหลือประมาณ 440 กิโลแคลอรี่ ข้าวขาหมู : 690 กิโลแคลอรี่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแคลอรี่มหาศาลขนาดนี้มาจากไหน ไขมันนิ่ม ๆ แสนอร่อยนั่นแหละตัวดีเลยเชียว หากอยากกินข้าวขาหมูแบบห้ามไม่ไหวก็ต้องฝืนใจสั่งแม่ค้าว่าเอาแบบเนื้อล้วน ไม่เอามันและหนัง และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นอีกต้องไม่ราดน้ำพะโล้หวาน ๆ ด้วยนะ อาจไม่อร่อยลิ้นเท่าไหร่ แต่จะเหลือแคลอรี่ประมาณ 430 กิโลแคลอรี่ Expert Says... สำหรับสาว ๆ ที่อยากจะลดน้ำหนักโดยการควบคุมแคลอรี่ ถ้าจะให้เห็นผลที่สุด คุณปาล์มขัตติยา ประชาเดชะ นักโภชนาการจากคลับสุขภาพและความงามอาเมทิส แนะนำให้คุณคำนวณพลังงานที่เหมาะสมต่อวัน แล้วค่อย ๆ ปรับให้กินน้อยลงวันละ 100-200 กิโลแคลอรี่ เพื่อไม่ให้ร่างกายรับภาระหนักเกินไป ซึ่งพลังงานสามารถคิดได้จากสูตร (10xน้ำหนัก (กก.))+(6.25xส่วนสูง (ซม.))-(5xอายุ)-161 จากนั้น หากคุณไม่ได้ออกกำลังกายให้นำผลที่ได้คูณด้วย 1.2 อีกครั้ง แต่หากออกกำลังกายบ้างก็คูณด้วย 1.3 จนถึง 1.7 แล้วแต่ว่ามีกิจกรรมเผาผลาญพลังงานมากน้อยแค่ไหน โดยเฉลี่ยแล้วส่วนใหญ่ควรจะคุมให้อยู่ในช่วง 1,200-1,300 กิโลแคลอรี่ ต่อวันนะคะ ตัวอย่างเช่น หากคุณอายุ 25 ปี มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม มีส่วนสูง 160 เซนติเมตร ไม่ค่อยออกกำลังกาย ลองมาคำนวณดูก็จะได้ (10x50)+(6.25x160)-(5x25)-161=1,214 กิโลแคลอรี่ ถ้าไม่ออกกำลังกายให้คูณด้วย 1.2 ก็จะเท่ากับว่า ในหนึ่งวันคุณควรได้รับพลังงานประมาณ 1,456 กิโลแคลอรี่นั่นเอง ขอขอบคุณข้อมูลจาก Kapook.com, Lisa หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 08, 2014, 09:07:35 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/1796677_830248447002030_986666064_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 08, 2014, 09:08:24 PM (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1/1912355_830245807002294_448362759_n.jpg)
แป้ง มักจะมีไขมันสะสมบริเวณต้นขาและสะโพกแต่โชคดีที่ลดง่าย >> ทางที่ดีลดของหวาน, แป้ง และหัดเดินวันละ 45 นาที หรือฝึกโยคะง่ายๆ ที่บ้านนะคะ 2. พุงจอมเครียด : ใครที่กินอาหารไม่ตรงเวลา, ชอบดื่มกาแฟ, กินฟาส์ตฟู้ดเป็นประจำ หรืออกกำลังกายมากเกินไประวังจะเครียดลงพุง! >> ถ้าไม่อยากให้พุงเครียดลองหาเวลาเข้าสปา,ไปนวดผ่อนคลายหรือออกกำลังแบบเบาๆ ดู นะคะ 3. พุงยื่น : มักเกิดกับคนที่เพิ่งคลอดบุตรและไม่มีเวลาดูแลตัวเอง หรือดูแลตัวเองผิดวิธี >> วิธีแก้ คือ เมื่อครบ 2-3 เดือนหลังคลอด รอจนร่างกายพร้อมแล้วค่อยเริ่มทำกายบริหารในท่านอนจะฝึกโยคะหรือพิลาทิสก็ไม่ว่ากันจ้ะ 4. พุงอืด : พุงแบบนี้จะแบนเรียบในช่วงเช้าแต่มาป่องระหว่างวัน อาจเกิดจากการแพ้หรือไม่ถูกกับอาหารบางชนิด อาหารเลยไม่ย่อยเกิดแก๊ซในท้อง >> ให้ลองทานอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด เลี่ยงพวกเค้ก ขนมปังและอย่ากินมื้อดึกจะช่วยให้พุงหายอืดได้จ้า ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ผู้หญิงถึงผู้หญิง หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 08, 2014, 09:12:43 PM (https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc1/t1/1901915_646803145376223_1428075664_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 10, 2014, 08:55:39 PM นอนผิดท่าอาจทำให้เกิดโรคได้
ถึงแม้การนอนจะมีความสำคัญมาก แต่การนอนในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี นอนในสถานการณ์ที่ไม่ควรนอน หรือ ท่านอน ที่ไม่เหมาะสมกับสุขภาพของบุคคลผู้นั้น อาจทำให้เป็นโรคหรือผู้ที่เป็นโรคอยู่แล้วอาจทำให้สูญเสียชีวิตจากท่านอนที่ผิดได้ 1. นอนในท่านั่ง อุบัติเหตุทางรถยนต์หลาย ๆ รายเกิดจากการที่คนขับหลับใน ในเวลาที่นั่งขับรถอยู่ นอกจากนี้การนั่งหลับในรถเมล์ มักจะทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปทั่วร่างกาย เนื่องจากร่างกายยังอยู่ในสภาพต่อต้านแรงโน้มถ่วงของโลก อาการที่พบบ่อยคือปวดคอ กระดูกคอเคลื่อนเมื่อรถหยุดกะทันหัน ปวดหลัง มือชา ขาชา มือบวม ขาบวม และปวดข้อเข่า ปวดหัว มึนศีรษะ เมารถ และมีบางรายหน้ามืด เป็นลมได้ เพราะนอกจากเลือดจะสูบฉีดขึ้นสมองไม่พอแล้วในบรรดารถปรับอากาศประจำทาง อากาศที่มาจากช่องลมไม่บริสุทธิ์ ถ้าจำเป็นต้องเดินทางไกลควรมีปลอกคอค้ำไว้ หรือเอาผ้าพันคออย่างหนา เช่น ผ้าขนหนูพันรอบคอไว้ ซึ่งนอกจากจะช่วยไม่ให้คอตก และถูกกระชากเวลานอนหลับแล้วยังรักษาความอบอุ่นของร่างกายได้ ควรใส่ถุงน่องรัดขาไว้เพื่อให้เลือดคั่งที่ขาน้อยลง ในกรณีที่ปรับที่นั่งให้เอนลงได้ ควรยกขาขึ้นไม่ให้ห้อยลงตลอดเวลา ปัจจุบันเกือบเป็นปกติวิสัยที่คนเรามักเฝ้าดูโทรทัศน์จนหลับไปทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในท่านั่ง ทำให้เกิดอาการปวดต้นคอ ปวดหลัง และเจ็บก้นกบได้ อีกกรณีที่พบบ่อยคือคนเมาเหล้ามักจะนอนหลับไปขณะนั่งอยู่ และแขนอาจจะห้อยลงจากพนักพิงของเก้าอี้ โดยที่รักแร้วางทับอยู่กับสันของพนักเก้าอี้นั้น พอตื่นนอนพบว่าแขนข้างนั้นชาจนไม่มีความรู้สึก และบางครั้งก็ยกแขนไม่ขึ้นเป็นเวลานานหลายวัน เพราะกดถูกหลอดเลือดและเส้นประสาทใต้รักแร้ ทำให้แขนขางนั้นอ่อนแรงลง และสูญเสียความรู้สึกไป ในรายที่รุนแรงมากอาจเป็นอัมพาตของแขนข้างนั้นไปเลย การนอนหลับในท่านั่ง จึงเป็นท่าที่อันตรายควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง 2. ท่านอนหงาย ปกตินอนหงายเป็นท่านอนที่คนปกตินิยมนอน ข้อดีคือต้นคอจะอยู่ในแนวเดียวกับร่างกายถ้าไม่หนุนหมอน หรือใช้หมอนต่ำ แต่ถ้าใช้หมอนสูง 2-3 ใบ จะทำให้คอก้มมาข้างหน้าทำให้ปวดคอได้ ในท่านอนหงายกะบังลมที่คั่นระหว่างช่องอกและช่องท้องจะทับอยู่บนปอด ทำให้การหายใจค่อนข้างลำบากเมื่อเทียบกับท่านั่ง จึงไม่เหมาะสมกับผู้ที่มีโรคปอด ซึ่งควรหลีกเลี่ยงได้โดยยกส่วนบนของร่างกายให้สูงขึ้นในลักษณะครึ่งนอนครึ่งนั่ง โดยใช้หมอน 2-3 ใบวางรองด้านหลังไว้ หรือยกพื้นเตียงส่วนบนให้สูงขึ้น ผู้ที่ความดันสูงอาจหายใจลำบากในท่านอนหงาย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหัวใจ การทำงานของหัวใจ จะลำบากในท่านอนหงายราบ เพราะไม่สามารถสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจได้ เกิดภาวะหายใจขัด คนที่เป็นโรคหัวใจมักจะต้องลุกขึ้นนั่งหรือยืน จึงหายใจสะดวกขึ้น สำหรับผู้ที่เกิดอาการปวดหลังอย่างเฉียบพลัน การนอนหงายในท่าราบทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้นได้ ควรให้พาดขาทั้งสองไว้บนเก้าอี้ที่ใช้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งหรือวางพาดบนเตียงนอนขณะนอนหงายราบบนพื้นไม้ที่มีเสื่อปู 3. ท่านอนตะแคงซ้าย เป็นท่านอนที่ช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรมีหมอนข้างให้กอดและพาดขาได้ ข้อเสียของการนอนตะแคงซ้าย คือทำให้หัวใจซึ่งอยู่ข้างซ้ายเต้นลำบาก ในรายที่มีโรคปอดข้างขวา ทำให้หายใจไม่สะดวก เนื่องจากปอดข้างซ้ายที่ปกติจะขยายตัวไม่ได้เต็มที่ อาหารในกระเพาะถ้ายังย่อยไม่หมดก่อนเข้านอนจะคั่งอยู่ในกระเพาะทำให้เกิดลมจุกเสียดที่กระดูก ลิ้นปี่ได้ ซึ่งเป็นตำแหน่งของกระเพาะข้างซ้ายที่ติดขัดอาจเจ็บปวดจากการนอนทับเป็นเวลานาน และถ้าหนุนหมอนต่ำเกินไป ในท่านี้จะทำให้ปวดต้นคอได้ เนื่องจากคอตกมาทางซ้าย ซึ่งอาจแก้ไขได้โดยใช้หมอนสี่เหลี่ยมที่มีความสูงเท่าความกว้างของบ่าซ้าย ขาข้างซ้ายอาจรู้สึกชา ถ้าถูกทับเป็นเวลานาน 4. ท่านอนคว่ำ แต่ก่อนเคยเข้าใจว่าทารกควรให้นอนคว่ำรูปหัวจะทุยสวย ไม่แบน แต่ปัจจุบันพบว่าในประเทศยุโรป หรืออินเดีย ทารกมีโอกาสเสียชีวิต เนื่องจากหายใจไม่ออกจากการที่จมูกหรือปากถูกทับไว้ โดยเฉพาะถ้านอนคว่ำและดูดนมอยู่บนอกมารดา หรือพื้นเตียงอ่อนนิ่มเกินไป นอกจากนั้นยังพบว่าน้ำนมอาจขย้อนออกมาในท่านี้ เนื่องจากนอนทับถูกกระเพาะอาหาร และถูกดูดเข้าไปในปอดได้ สำหรับผู้ใหญ่ การนอนคว่ำทำให้หายใจไม่สะดวก โดยเฉพาะในสตรีที่มีเต้านมใหญ่ สำหรับผู้ชายการนอนคว่ำทำให้อวัยวะเพศถูกทับอยู่ตลอดเวลา อาจกระตุ้นให้เกิดอาการฝันเปียก หรือเกิดอาการชาของอวัยวะเพศ การนอนคว่ำยังทำให้ต้นคอ เกิดอาการปวดได้ เนื่องจากต้องเงยมาข้างหลัง หรือบิดหมุนไปข้างซ้าย หรือข้างขวานานเกินไป ถ้าจำเป็นต้องนอนคว่ำ ควรหาหมอนรองใต้ท้องหรือใต้ทรวงอก โดยเฉพาะถ้าต้องการอ่านหนังสือในท่านอนคว่ำเพื่อไม่ให้เมื่อยคอ 5. นอนดิ้น ที่จริงไม่ใช่ท่านอนใดท่านอนหนึ่ง คือ นอนหงาย นอนตะแคงซ้าย ตะแคงขวา นอนคว่ำ สลับกันไปเช่นอย่างเด็ก ๆ ที่ชอบนอนกลิ้งตัว แต่หัวเตียงไปจนถึงปลายเตียง จนอาจตกเตียงไปเลย แต่ท่านอนดิ้นน่าจะเป็นท่านอนที่ดีสำหรับผู้ใหญ่ เนื่องจากปรับท่านอนไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลา ของการนอนหลับ เมื่ออายุสูงขึ้นการนอนดิ้นมักจะน้อยลง นอนหลับในท่าไหนมักจะตื่นขึ้นมาจากท่านั้นจึงทำให้เกิดอาการชาของแขนขาได้ หรือหายใจไม่สะดวก การนอนเปลี่ยนท่าบ่อย ๆ จึงเป็นวิธีนอนหลับที่ดี โดยทั่วไปคนเราจะนอนหลับคืนละประมาณ 3-4 รอบ ๆ ละ 2 ชั่วโมง คือนอนหลับไม่ฝันและฝันสลับกันไป ขณะที่เราฝันกล้ามเนื้อจะอ่อนปวกเปียก ทำให้หายใจลำบาก หรือเกิดภาวะผีอำ คือวางแขนกดทับอยู่บนทรวงอกจนหายใจขัด แต่ไม่สามารถยกแขนออก ดังนั้นถ้าทุกครั้งที่เรารู้สึกตัว เมื่อผ่านภาวะฝันไปแล้วในแต่ละรอบ เราควรจะเปลี่ยนท่านอนจากท่าเดิมเป็นอีกท่าหนึ่งที่สบายขึ้น ไม่ควรปล่อยให้แขนขาชาเนื่องจากถูกทับจนขาดเลือด หรือไม่ได้ขยับตลอดคืน ท่านอน ตะแคงขวา เป็นท่าที่ดีที่สุด ถ้าเทียบกับการนอนหลับในท่าอื่น ๆ เพราะหัวใจเต้นสะดวกและอาหารจากกระเพาะ ถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ทำให้ไม่คั่งค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานเกินไป และเป็นท่านอนที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ แต่ข้อเสียคือ อาจทำให้เจ็บ ปวดหัวไหล่ขวา ปวดคอถ้าใช้หมอนต่ำเกินไป หายใจไม่สะดวก ถ้าปอดข้างซ้ายมีปัญหา และขาข้างขวาถูกทับจนชาได้ การนอนหลับเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ดังนั้นจึงควรปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่นเดียวกับการปฏิบัติตนในเวลาตื่นนอน เวลานอนก็มีส่วนสำคัญ ควรนอนวันละกี่ชั่วโมง ที่มา..หมอชาวบ้าน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 10, 2014, 08:57:27 PM รส 5 รสของพืชผัก
รส 5 รสของพืชผัก 5 รสนั้น หมายถึง รสเปรี้ยว ขม หวาน เผ็ด และเค็ม ที่มีความเกี่ยวข้องกับอวัยวะทั้ง 5 ในร่างกายอย่างแน่นแฟ้น อย่างเช่น รสเปรี้ยวเป็นรสของตับ เข้าเส้นตับ รสขมเป็นรสของหัวใจ เข้าเส้นหัวใจ รสหวานเป็นรสของม้ามเข้าเส้นม้าม รสเผ็ดเป็นรสของปอดเข้าเส้นปอด เค็มเป็นรสของไต เข้าเส้นไต หมายความว่าในชีวิตประจำวัน เราปรุงรสอาหารอย่างไรล้วนส่งผลต่ออวัยวะที่เกี่ยวข้องในระดับที่ต่างกัน รสทั้ง 5 รสมีคุณประโยชน์ ถ้าใช้ให้พอเหมาะจะช่วยเสริมส่งอวัยวะนั้นให้แข็งแรง แต่ถ้ามากเกินไป จำเจต่อเนื่องยาวนานเกินไปจะส่งผลต่อที่เป็นโทษต่ออวัยวะที่เกี่ยวข้องกับรสอาหารนั้นๆ เช่น รสเผ็ด เข้าเส้นปอด ช่วยกระจาย ทำให้ชี่เลือดเดินดี หากกินพอเหมาะ และเหมาะสมกับเวลาจะทำให้ปอดแข็งแรง เช่น ถ้าโดนฝน โดนแอร์เย็นๆ จนจะเป็นหวัดเย็นในระยะเริ่มแรก ถ้ากินอาหารรสเผ็ด ประเภทต้มยำรสแซบหรือน้ำขิง จะช่วยให้หายจากอาการหวัด แต่ถ้าในชีวิตประจำวันกินอาหารรสจัด เผ็ดมาก และร่างกายของคนนั้นเป็นคนธาตุร้อน จะทำให้ร้อนใน เจ็บคอ ปากลิ้นเป็นแผล ริดสีดวงทวารกำเริบได้ อาหารรสเผ็ด มี หัวหอม ขิง เป็นต้น รสเค็ม เข้าเส้นไต บำรุงไต ระบายอุจจาระ เค็มที่พอดี จะทำให้รสชาติอาหารดี แต่กินเค็มจัดและกินเค็มเป็นประจำ จะทำให้เป็นความดันโลหิตสูง ความเค็มเข้าเส้นไตมากๆ ไตต้องขับออก จะทำให้ไตทำงานหนัก ท้ายสุดโรคไตก็จะมาเยือน อาหารรสเค็ม มี สาหร่ายทะเล รสเปรี้ยว เข้าเส้นตับ หากตับอ่อนแอ ต้องการเลือดมาก อย่างเช่น คนเพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ แพ้ท้อง จะชอบกินของเปรี้ยวจัด เพราะจะช่วยบำรุงตับ แต่คนที่คนกินรสเปรี้ยวจัดเป็นประจำ ทำให้ตับต้องทำงานหนัก มีผู้ป่วยเป็นคนชอบกินยำเปรี้ยวจัดเป็นประจำ ผ่านไป 2-3 ปี เล็บเธอเป็นเส้น เล็บแห้งกร้าน ตาแฉะ เหมือนมีทรายอยู่ในตาเป็นประจำ พอห่างรสเปรี้ยวแล้ว อาการดังกล่าวค่อยๆ ดีขึ้น หรือคนที่ตับไม่แข็งแรง เป็นโรคตับอยู่แล้ว หากกินของเปรี้ยว จะมีอาการตาแฉะ ตามัว ไม่สบายตา น้ำตาไหล ปากขม เจ็บชายโครงขวา เป็นต้น ไม่เชื่อลองสังเกตดู รสขม เข้าเส้นหัวใจ มีฤทธิ์ในการลดไฟ คลายหงุดหงิด เหมาะสำหรับคนธาตุร้อน ในขณะที่ปลายลิ้นเป็นแผลเรากินพืชผักหรือยาขม อาการจะบรรเทาลง แต่สำหรับผู้ที่ชี่และหยางตับอ่อนแอ กินของขมหรือหนาวเย็น จะมีอาการแน่นหน้าอก เจ็บหัวใจ ให้เห็นได้ทันที อาหารรสขม มี มะระ ดีบัว รสหวาน เข้าเส้นม้าม บำรุงม้าม เวลาม้ามอ่อนแอจะชอบกินหวาน ความหวานสร้างกล้ามเนื้อ ดังนั้นคนที่ชอบกินหวานจึงอ้วน แต่ถ้าในร่างกายชื้น มีเสมหะมาก หากกินหวานมาก เสมหะจะมากขึ้นทันดี อาหารรสหวาน มี มันเทศ ข้าวโพด รสจืด ช่วยระบายปัสสาวะ รักษาบวม ถ้าไม่มีอาการชื้นไม่ควรใช้ เช่น ฟักเขียว ลูกเดือย จากที่กล่าวมา พืชผักในธรรมชาติหรืการปลูก จะมีรสที่ต่างกัน เหมาะกับร่างกายที่ต่างกัน และแม้ว่าจะเป็นอาหาร แต่การบริโภคต้องเลือกให้เหมาะกับร่างกาย และไม่ควรเลือกกินแต่ที่ชอบ และกินอย่างเดียวอย่างจำเจ จะทำให้ร่างกายเสียความสมดุล แทนที่ร่างกายจะแข็งแรงกลับนำพาการเจ็บไข้ได้ป่วยมาสู่ตัวเราเองได้ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 10, 2014, 08:59:03 PM รู้ทัน เชื้อโรคในห้องน้ำ!!!…
เชื้อโรคที่มากับห้องน้ำมีมากมายหลายชนิดและสะสมอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในห้องน้ำที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ ที่ผ่านมากรมอนามัยได้ทำการศึกษาผลการตรวจการปนเปื้อนในห้องส้วมสาธารณะ เพื่อหาเชื้อฟีคัลโคลิฟอร์ม (Faecal coliform Bacteria) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่ามีการปนเปื้อนอุจจาระในห้องส้วมพบ ๗ จุดโดยเรียงจากจุดที่มีเชื้อโรคมากที่สุด คือ ที่จับสายฉีดน้ำชำระ ตรวจพบเชื้อโรคมากที่สุดร้อยละ ๘๕.๓ บริเวณพื้นห้องส้วม พบเชื้อโรคร้อยละ ๕๐.๐ ที่รองนั่งโถส้วม พบเชื้อโรคร้อยละ ๓๑.๐ ที่กดโถส้วมและโถปัสสาวะ พบร้อยละ ๗.๗ ที่เปิดก๊อกน้ำล้างมือ พบร้อยละ ๖.๙ และกลอนประตูหรือลูกบิด พบร้อยละ ๒.๗ นอกจากจุดเสี่ยงนี้แล้วภายในห้องน้ำยังมีอุปกรณ์ในการชำระร่างกายหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีการปนเปื้อนเชื้อโรคที่แตกต่างกันสามารถแยกประเภทได้ ดังนี้ คือ เชื้อฟีคัลโคลิฟอร์ม มักพบบริเวณ “ที่จับสายฉีดชำระ” เป็นแบคทีเรียในกลุ่มโคลิฟอร์มที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของคนและสัตว์เลือดอุ่น ถูกขับถ่ายออกมากับอุจจาระ เชื้อของฟิคัลโคลิฟอร์มเข้าสู่ร่างกายจะ ส่งผลให้เกิดการถ่ายอุจจาระที่มีจำนวนมากกว่าปกติถึง ๓ ครั้งขึ้นไปหรือถ่ายเป็นน้ำหรือเป็นมูกเลือด สิ่งที่ต้องระวังเมื่อป่วยเป็นโรคอุจจาระร่วงนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาหยุด ถ่ายเพราะจะทำให้ลำไส้ต้องเก็บกักเชื้อโรคไว้นานขึ้น ซึ่งโรคนี้หากคนที่สุขภาพแข็งแรงก็ไม่อันตราย แต่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคอื่น เช่น ภูมิแพ้ เบาหวาน ผู้สูงอายุและเด็ก อาจมีความเสี่ยงได้ วิธีทำความสะอาดสายฉีดชำระ ทำได้โดย เช็ดถูที่จับ หัวฉีด และสายฉีดน้ำชำระด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างน้อยวันละ ๑ ครั้ง “ฝักบัวอาบน้ำ” เราสามารถพบเชื้อแบคทีเรียมายโคแบคเทอเรียมเอเวียม (Mycobacterium avium) หรือเอ็มเอเวียม (M.avium) สะสมอยู่ ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อมีอาการเหนื่อย ไอแห้ง หายใจลำบากเรื้อรังและหมดแรง เชื้อดังกล่าวเป็นอันตรายต่อผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดโรคในปอดและทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกันบกพร่องและผู้ที่บำบัดมะเร็ง ส่วนผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันปกติก็ไม่ต้องกังวลมากนัก ซึ่งวิธีหลีกเลี่ยงจากแบคทีเรียเหล่านี้คือ การใช้ฝักบัวโลหะ เนื่องจากจุลินทรีย์เติบโตในวัสดุประเภทนี้ได้ยาก ทั้งนี้ จากงานสำรวจของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าฝักบัวเป็นแหล่งซุกซ่อนแบคทีเรียที่ไหลมาตามสายน้ำลงมาสู่ใบหน้า และร่างกายก่อให้เกิดโรคปอดซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง วิธีทำความสะอาดฝักบัว ให้ถอดหัวฝักบัวออกแล้วใช้แปรงสีฟันขัดคราบสกปรกออก โดยใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างจานขัดออกหรือจะใช้มะนาวผ่าครึ่งซีกถูก่อนแปรง ก็ได้ สำหรับฝักบัวที่ถอดไม่ได้ให้นำถุงพลาสติกใส่น้ำส้มสายชูพอประมาณ เอาฝักบัวใส่ไว้ในถุงน้ำส้มสายชูแล้วผูกถุงให้แน่นทิ้งไว้ ๑ คืน จากนั้นนำฝักบัวออกมาล้างน้ำสะอาดก็จะได้ฝักบัวที่สะอาดแถมน้ำยังไหลได้ สะดวกอีกด้วย “ใยขัดตัวหรือฟองน้ำ” ใช้ถูตัวเป็นสิ่งที่ใช้ชำระความสกปรกตามซอกต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งต้องเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคอย่างดี โดยเฉพาะเชื้อราที่แบ่งตัวได้ดีในที่ที่มีความชื้นสูง โดยสปอร์ของ มันจะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ปฏิกิริยาภูมิแพ้ โรคหอบหืด ปอดอักเสบ ก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อตา จมูก หลอดลม ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน ดังนั้นควรเลือกฟองน้ำถูตัวที่ไม่หนามาก ซักฟองน้ำถูตัวด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังจากใช้แล้วควรแขวนตากให้แห้ง “ผ้าม่านพลาสติก” นักจุลชีววิทยายืนยันแล้วว่าคราบสีดำที่เกาะอยู่กับผ้าม่านพลาสติกในห้องน้ำ นั้นคือแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ละอองจากการเรอ ไอ และจามของคนจะช่วยทำให้แบคทีเรียชนิดนี้เติบโต วิธีป้องกันควรถอดผ้าม่านพลาสติกไปซักอาทิตย์ละครั้งหรือย่างน้อยเดือนละ ๒ ครั้ง “ผ้าเช็ดมือ-เท้า”มีความเปียกชื้นตลอดเวลา จึงกลายเป็นที่อยู่อาศัยของเชื้อรา วิธีป้องกัน ควรแขวนผ้าเช็ดมือ-เท้าหรือวางไว้ที่ลมผ่านหรือนำมาตากให้แห้งหลังใช้งานทุกครั้ง “แปรงสีฟัน” เป็นของส่วนตัวที่ต้องดูแลมากเป็นพิเศษเพราะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในช่องปาก ซึ่งในห้องน้ำมีเชื้อโรคหลายชนิด หนึ่งในเชื้อโรคนั้นคือ เชื้อโรต้าไวรัสและเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสที่ติดโดยการสัมผัสผ่านทางจมูกและ ปาก วิธีป้องกันต้องเก็บแปรงสีฟันไว้ในกล่องมีรูระบายอากาศ เพื่อป้องกันความเปียกชื้นและล้างแปรงสีฟันทุกครั้งก่อนแปรงฟัน “อ่างล้างหน้า” เป็นจุดที่อุดมไปด้วยเชื้อโรคนานาชนิด โดยเฉพาะแบคทีเรีย ที่ชอบความเปียกชื้นเป็นพิเศษในบางบ้านอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบอาศัยอยู่ด้วย วิธีป้องกันทำความสะอาดอ่างล้างหน้าอย่างน้อยอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง “ชักโครก” เป็นเครื่องรองรับของเสียจากร่างกาย ไม่ต้องบอกก็พอจะทราบว่าการทำธุระส่วนตัวแต่ละครั้งมีเชื้อโรคแพร่กระจายมาก น้อยเพียงใด อีกทั้งฝารองนั่งก็มีเชื้อโรคต่าง ๆ แฝงอยู่ไม่น้อย วิธีป้องกันคือใช้นำหมักชีวภาพเทลงชักโครกทุกอาทิตย์และทำความสะอาดชักโครกด้วยน้ำยาทำความสะอาดทุกวัน ห้องน้ำเป็นห้องที่มีอากาศไม่ถ่ายเทและเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นยอด ถึงแม้ว่าเชื้อโรคเหล่านี้จะไม่สามารถทำอันตรายผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงได้ แต่เรามั่นใจมากน้อยเพียงใดว่าวันหนึ่งเราจะไม่เจ็บป่วยเพื่อเปิดโอกาสให้ เชื้อโรคเหล่านี้เข้ามาเล่นงาน ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือต้องรู้เท่าทันจุดที่มีเชื้อโรคหมักหมมหรือก่อตัว เพื่อหมั่นทำความสะอาดแหล่งเพาะเชื้อโรคนั้นเป็นประจำป้องกันไม่ให้เชื้อโรค มีโอกาสเข้าสู่ร่างกายทำให้เจ็บป่วยได้ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 10, 2014, 09:22:01 PM (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/t1/10013007_375806415891541_398884126_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 11, 2014, 08:58:56 PM 22 จานเด็ด อาหารไทย ช่วยลดเสี่ยงมะเร็ง
ผลวิจัยล่าสุดจากมหาบัณฑิตสาขาพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า 22 ตำรับอาหารไทยช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงมะเร็งได้ อาจารย์มลฤดี สุขประสารทรัพย์ ผู้วิจัยได้สร้างแบบจำลองเลียนแบบการกินอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง อาทิ อาหารปิ้ง ย่าง รมควัน และอาหารที่ต้มตุ๋นเป็นเวลานาน โดยนำอาหารไทยเหล่านั้นมาทำปฏิกิริยากับไนไตรท์ ในสภาวะคล้ายการย่อยอาหารของคน ได้ผลวิจัยว่า อาหารไทยที่ป้องกันมะเร็งได้ดีที่สุด ตามลำดับ ได้แก่ 1. คะน้าน้ำมันหอย 2. ไก่ทอดสมุนไพร 3.ทอดมันปลากราย 4. แกงเลียง 5. ไข่เจียวใส่หอมหัวใหญ่พร้อมมะเขือเทศ 6. กะเพรากุ้งใส่ถั่วฝักยาว 7. แกงเผ็ดเป็ดย่าง 8. แกงจืดตำลึง 9. ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ 10. ส้มตำไทย 11. ผัดผักรวมน้ำมันหอย ส่วนอาหารไทยที่ป้องกันมะเร็งได้ดีในระดับกลาง ตามลำดับได้แก่ 12. ฉู่ฉี่ปลาทับทิม 13. น้ำพริกลงเรือ 14. ห่อหมกปลาช่อนใบยอ 15. แกงจืดวุ้นเส้น 16. แกงเขียวหวานไก่ 17. แกงส้มผักรวม 18. ต้มยำเห็ด และอาหารไทยที่ป้องกันมะเร็งได้ต่ำ มีอยู่ 4 ชนิดตามลำดับ คือ 19. เต้าเจี้ยวหลน 20. น้ำพริกกุ้งสด 21. ต้มยำกุ้ง 22. ยำวุ้นเส้น อาจารย์มลฤดี สุขประสารทรัพย์ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยที่เริ่มมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ในระดับชั้นปริญญาโท โดยแรกเริ่มมีความสนใจในเรื่องอาหารไทย จึงเริ่มจากการทดลองเบื้องต้นในหลอดทดลอง จึงพบว่าส่วนประกอบของอาหารไทยใน 1 เมนู ล้วนมีส่วนประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ผัก มะละกอ สมุนไพร รวมไปถึงเครื่องเทศต่างๆ อย่างเช่น แกงเลียง เมื่อรับประทานเข้าไปจะมีกากอาหารที่เข้าไปดักจับสารพิษในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีการขับถ่ายอย่างปกติ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า แกงเลียงสามารถต้านมะเร็งลำไส้ได้ เป็นต้น อาจารย์มลฤดี กล่าวต่อไปว่า ในเบื้องต้นผลการวิจัยดังกล่าวยังไม่สามารถบอกได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า อาหารไทยทั้ง 22 เมนูจะสามารถป้องกันและต่อต้านโรคมะเร็งได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากผลการวิจัยในบทความเป็นเพียงแต่แนวโน้มที่มีความเป็นไปได้และต้องการให้ผู้อ่านตระหนักถึงว่า ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และอาหารไทยก็มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก โดย สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.thaihealth.or.th/ (http://www.thaihealth.or.th/) (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1/1451324_627316090650740_749414023_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 13, 2014, 08:46:02 AM (https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1/1977074_218334985030079_1255681062_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 15, 2014, 02:53:54 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/v/t34.0-12/1615083_219102278286683_1975135688_n.jpg?oh=dd66369a54b7822b3215146277903a2d&oe=5325EFA3&__gda__=1395006409_8789af113ce9101441b49f688d4bf3a0)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 15, 2014, 02:55:25 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/v/t34.0-12/1579717_219102351620009_859494807_n.jpg?oh=72b7f10c8fc9561288c9816a90f60274&oe=532632CD&__gda__=1395001824_172f988ad516327d8d6268e9db7e9945)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 17, 2014, 09:16:52 PM (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1.0-9/1896728_378445398960976_1934388189_n.jpg)
9 เคล็ดลับนี้ ถือว่าเป็นทฤษฎีของการแพทย์ทางเลือกที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ได้แก่ 1. งดโปรตีนจากสัตว์ระยะหนึ่ง เพราะโปรตีนจากสัตว์จะเป็นสารที่เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง 2. งดไขมันจากสัตว์ เพราะไขมันจากสัตว์จะไปเร่งขบวนการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์เสริมให้มะเร็งโตเร็วขึ้น 3. งดการใส่น้ำตาลลงในอาหารหรือเครื่องดื่มทุกชนิด 4. งดอาหารที่มีรสเค็มจากเกลือหรือน้ำปลาที่ปรุงในอาหารเพื่อป้องกันภาวะโซเดียมเกิน 5. รับประทานผักที่ปลอดสารพิษเช่นผักที่ปลูกเอง ซึ่งผักมีแร่ธาตุที่สำคัญและวิตามินต่าง ๆ มากมายและไม่เป็นการเพิ่มสารพิษเข้าสู่ร่างกายจากผัก พร้อมทั้งมีกากอาหารเพื่อดูดซับสารพิษให้ออกจากร่างกาย โดยเฉพาะน้ำผักปั่นแบบต่าง ๆ ทานสม่ำเสมอทุกวัน 6. พักผ่อนให้เพียงพอ โดยควรนอนหลับก่อน 21.00 น. 7. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวันอย่างน้อยวันละ 15 นาที โดยใช้โยคะ ชี่กง หรือฤาษีดัดตน 8. ทำจิตใจให้แจ่มใส โดยการฝึกทำสมาธิหรือเดินจงกรมอย่างน้อยวันละ 15 นาที เพราะผลเสียของความเครียดจะกดภูมิต้านทานร่างกายให้ต่ำลง 9. สวดมนต์ภาวนาแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ตามความเชื่อของแต่ละศาสนาทำสม่ำเสมอทุกวัน และนี่คือทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่สามารถปฏิบัติเองได้ง่าย ๆ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะหากสุขภาพจิตดี สุขภาพกายก็แข็งแรงตามไปด้วยจริง ๆ ค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 19, 2014, 06:19:41 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1.0-9/1618666_383904151744871_722420258_n.jpg)
ได้อ่านแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์เลยนำมาแบ่งปันให้เพื่อนๆได้ทราบด้วยค่ะ ลองอ่านกันดูนะคะได้ประโยชน์จริงๆค่ะ มหาวิทยาลัยไถต้า ประเทศไต้หวัน นายแพทย์หวังเจิ่นอิ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระเพาะอาหารและลำไส้ได้บอกด้วยความปราถนาดีว่าให้กินผลไม้ ในช่วงที่เวลาท้องยังว่างนั่นก็คือก่อนอาหารนั่นเองและหลังอาหารให้ดื่มเครื่องดื่มที่ร้อน เท่านี้ คนที่เป็นมะเร็งก็จะไม่ตายแล้วไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ซึ่งวิธีการรักษาได้ถูกค้นพบแล้ว ศาสตราจารย์ นายแพทย์หวังเจิ่นอิ ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยไถต้าพูดต่อว่าการนำวิธีดังกล่าวมาใช้นั้น สัมฤทธิ์ผลถึง 80% ซึ่งคนไข้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งมีโอกาสจะหาย ไม่ว่าท่านจะเชื่อ หรือไม่ก็ตาม ผมเชื่อว่าวิธีการรักษาได้ถูกค้นพบแล้ว สำหรับผู้ที่บำบัดและรักษาด้วยวิธีที่ใช้อยู่โดยทั่วไปซึ่งสุดท้ายผู้ป่วยต้องเสียชีวิตไปและข้าพเจ้ารู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หลังบำบัดมีคนไข้ไม่กี่คนที่สามารถอยู่รอดได้เกิน 5 ปี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะอยู่รอดได้ 2-3 ปีเท่านั้น จึงถูกมองว่าการรักษาที่ใช้โดยทั่วไปแล้วดูแล้วไม่น่าจะได้ผล ปกติ ผู้ป่วยไม่รับการรักษาใดใดทั้งสิ้น ผู้ป่วยก็สามารถอยู่รอดได้ถึง 2-3 ปีอยู่แล้ว การรักษาที่ใช้โดยทั่วไปนั้น คนไข้จะถูกบำบัดด้วยเคมีหรือระบบฉายแสง ซึ่งทำให้เซลที่ดีของคนไข้ พลอยได้รับพิษเข้าไปด้วย มีผลทำให้ร่างกายยิ่งอ่อนแอลง เซลจะไม่มีแรงต่อต้านอีด้วย จึงทำให้เชื้อแพร่กระจายเร็วขี้น และมีผลต่อการร่วมและการก่อกำเนิดปฎิกิริยาในด้านอื่นๆอีก รับประทานผลไม้สด เมื่อพูดรับประทานผลไม้สดก็จะนึกถึง ผลไม้หั่นเป็นชิ้นๆ เคี้ยวแล้วรีบกลืนลงท้อง ความจริงไม่ง่ายเช่นนั้น ถ้าต้องการกินที่ได้ผล ต้องพิถีพิถันในเวลารับประทานผลไม้ดังกล่าว อะไรคือการกินแบบถูกวิธี ? อย่ากินผลไม้หลังอาหาร ควรกินช่วงเวลาที่ท้องว่างเปล่าเท่านั้น เช่นนี้แล้ว ผลไม้ถึงจะได้บรรลุผลในการฆ่าเชื้อ และสามารถให้พลังงานแก่ร่างกาย รวมถึงลดความอ้วนได้อีกด้วยและมีผลต่อการร่วมและการก่อกำเนิดปฎิกิริยาในด้านอื่นๆอีก ผลไม้จึงจัดได้อาหารที่มีส่วนสำคัญต่อการดำรงชีวิต ลองนึกภาพดู เรากินขนมปัง 2 แผ่น หลังจากนั้น กินผลไม้ 1 ชิ้น ตามหลักแล้ว ผลไม้จะผ่านผนังกระเพาะอาหารก่อนเข้าสู่ลำไส้ แต่กลับถูกกีดกันจากอาหารอื่นที่รับประทานก่อนหน้าที่จะรับประทานผลไม้ เมื่อผลไม้ที่กินเข้าไปได้ถูกผสมกับอาหารและน้ำย่อยที่เป็นกรดในกระเพาะอาหารสรรพคุณผลไม้ก็ถูกเปลี่ยนไปด้วย การรับประทานผลไม้ก่อนอาหาร หลังอาหารแล้วรับประทานผลไม้ คุณคงเคยได้ยินคนบ่นว่า ทุกครั้งที่กินแตงโมก็จะสะอึก ถ้ากินทุเรียน ท้องจะจุก หากกินกล้วยหอม จะระบายอ่อนๆ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่มาจากผลไม้และอาหารที่ที่เริ่มย่อยสลายผสมผสานจนเกิดแก๊สขี้น แต่ทว่า ถ้ารับประทานผลไม้ก่อนรับประทานอาหารก็จะไม่เกิดเหตุดังกล่าว ผมขาว ผมร่วงศรีษะล้าน เคร่งเตรียด นอนหลับน้อยจนขอบตาดำ เมื่อทานผลไม้ในขณะท้องว่าง ลักษณะดังกล่าวเบื้องต้น ก็จะจางหายไป ดร. เฮ่อโป๋ ได้บอกผลวิจัยไว้ว่า เมื่อผลไม้เข้าสู่ร่างกายจะมีผลเป็นด่าง ดั่งเช่น ผลส้ม หรือมะนาวที่มีรสเปรี้ยวก็ตาม แต่ก็ล้วนเป็นอาหารที่มีความเป็นด่างนั่นเอง ประเด็นสำคัญ คือการรับประทานผลไม้ในเวลาที่ว่างเปล่า เพื่อให้ผลไม้ได้ช่วยเสริมความสวยงาม และอายุจะได้ยืนยาวนาน สุขภาพที่แข็งแรง มีพลามัยที่ดี มีความสุขและหุ่นดีอีกด้วย เมื่อคุณคิดจะดื่มน้ำผลไม้ ก็อย่าดื่มน้ำผลไม้กระป๋อง อย่านำผลไม้หรือน้ำผลไม้ไปอุ่นให้ร้อน เพราะจะเหลือเพียงรสชาติ คุณประโยชน์ที่ดีของผลไม้จะถูกทำลายสิ้น การรับประทานผลไม้ทั้งลูกย่อมดีกว่าดื่มน้ำผลไม้ แต่ถ้าต้องดื่มน้ำผลไม้ ต้องดื่มเป็นคำคำไปเพื่อให้น้ำลายได้คลุกเคล้ากันให้ทั่ว ก่อนดื่มลงไป คุณสามารถรับประทานผลไม้ 3 วัน ติดต่อกัน เพื่อชะล้างร่างกายให้สะอาด ผิวพรรณจะนวลผ่อง ผู้พบเห็นจะตื่นตาตื่นใจ กีวี่ ผลเล็กแต่มากด้วยสรรพคุณ ประกอบด้วยสาร โปรตัสเซี่ยม แมกเนเซี่ยม วิตามินE และไฟเบอร์ มีวิตามินC เป็น 2 เท่าของผลส้ม แอปเปิล มีวิตามีC ต่ำ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยให้วิตามินCตื่นตัว ช่วยลดการเกิดมะเร็งในลำใส้โรคหัวใจและโรคลมชักจึงมีคำพังเพยที่ว่า “รับประทานแอบเปิลวันละผล แพทย์จะจน เพราะทุกคน สุขภาพดี” สตรอเบอรี่ เสมือนหนึ่งเป็นผู้คุ้มกันปกป้องร่างกายเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี จึงได้รับฉายาว่า ราชาแห่งผลไม้ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องมิให้เกิดมะเร็ง การแข็งตัวของเลือดที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดและสารอนุมูลอิสระ ส้ม รับประทานวันละ 2-4 ผล สามารถต่อต้านไข้หวัด ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันหรือสลายนิ่วในไตลดการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำใส้ แตงโม ประกอบด้วยน้ำถึง 95% :ซึ่งแก้กระหายได้ดี มีกลูตาไธโอนเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีตัวสำคัญของไลโคปีน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน Cและโปแทสเซี่ยม ฝรั่งและมะละกอ มีวิตามิน C มากที่สุด ฝรั่งมีไฟเบอร์มากซึ่งแก้ท้องผูกได้ดี มะละกอ จะมีคาระตินส่งผลดีต่อดวงตา เชื่อหรือไม่ ดื่มน้ำเย็นหลังอาหารก็จะเกิดมะเร็งได้ง่าย ดังนั้นหลังอาหารแล้วควรดื่มน้ำร้อน เพราะน้ำเย็นจะทำให้ไขมันที่กินเข้าไปแข็งตัว ซึ่งส่งผลเสียต่อการย่อย ไขที่แข็งตัว ทำปฎิกิริยากับกรดในกระเพาะ ทำให้ไขเป็นเกล็ดเล็ก ซึ่งง่ายต่อการดูดซึมในลำใส้ และจะฝังในผนังของลำใส้ ก่อตัวเป็นไขมัน ก่อให้เกิดมะเร็งนั่นเอง สุภาพสตรีต้องรู้ว่า การเป็นโรคหัวใจกำเริบมิได้เริ่มต้นมาจากอาการปวด ของไตด้านซ้ายมือ แต่กลับต้องระวังเมื่อเพดานปากล่าง มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง และการปวดหน้าอกอยู่เนืองๆ อาการที่ตามมาก็คือพะอืดพะอม เหงื่อออกมาก และ60%ของคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ มักกำเริบในช่วงเวลาที่หลับสนิท จนไม่ตื่นอีกเลย การเกิดอาการปวดเพดานล่าง ของช่องปากจนตื่นขึ้น ต้องเอาใจใส่ และต้องยกระดับการเฝ้าระวังให้มากขึ้น หากเรามีความรู้ยิ่งมากเท่าไหร่ อัตราการมีชีวิตอยู่รอดก็มากขึ้นตาม หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 19, 2014, 06:47:12 PM (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/374442_382994221835864_260476043_n.jpg)
เพาะถั่วงอกทำเองที่บ้านง่ายๆ ปลอดภัยจากสารพิษ สำหรับท่านที่รักสุขภาพ^^วิธีปลูกถั่วงอกในขวดไว้กินเองปลอดภัยกว่า สิ่งที่ต้องเตรียมก็คือขวดน้ำพลาสติกนำมาตัดปากขวดออก เจาะรูด้านล่าง นำผ้าขาวมารองที่ก้นขวดจากนั้นโรยเมล็ดถั่วเขียวลงไปเรียงจนทั่วบริเวณก้นขวดโดยไม่ต้องให้หนาเกินไป นำผ้าขาวมาปูทับเมล็ดถั่งเขียวที่โรยลงไปก่อนหน้านี้(ใช้ทิชชูก็ได้ถ้าไม่มีผ้าขาว) แล้วโดยเมล็ดถั่วเขียวอีกชั้นหนึ่ง ทำแบบนี้ 3-4ชั้นพอ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม น้ำที่เหลือก็จะไหลออกทางรูที่ก้นขวดที่เราได้เจาะไว้ก่อนหน้านี้ แล้วน้ำถุงพลาสติกสีดำมาครอบขวดที่เพาะถั่วเขียวไว้ ตั้งไว้ไม่ให้โดนแสงแดดหรือแสงสว่าง รดน้ำวันละ 3-4ครั้ง รอเพียง 3วัน เราก็สามารถนำถั่วงอกออกจากขวดมาล้าง ทำความสะอาด และนำไปรับประทาน หรือ เก็บไว้ประกอบอาหารต่อไปได้ โดยทไม่มีสารเคมีตกค้างแต่อย่างใด เพราะเราเพาะ และไม่ได้ใช้สารเคมีใดๆ ถือว่าปลอดภัยอย่างยิ่งสำหรับท่านที่รักสุขภาพตัวเอง ขอบคุณ : t-how.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 19, 2014, 06:50:26 PM สำหรับผู้เป็นโรคมะเร็ง
อ่านพบแล้วเห็นว่าดีเลยคัดลอกสูตรน้ำผักต้านมะเร็งมาฝากเพื่อนๆ ลองทำทานกันดูนะคะ น้องที่ทำงานมีญาติเป็นมะเร็ง 2 คน หมอนัดให้ทำคีโม 1 คน ผ่าตัด 1 คน โดยให้ไปพักผ่อนก่อน 1 - 2 อาทิตย์ก่อนทำการรักษา.....ระหว่างนั้นเองน้องที่ทำงาน ได้สูตรน้ำผักผลไม้ของฟ้าหญิงฯ มา ก็เลยลองให้ญาติทานดู แทนน้ำเลย วันละ 1 ลิตร เป็นเวลา 2 สัปดาห์เท่านั้น ไปตรวจอีกครั้งก้อนเนื้อที่เป็นมะเร็ง เล็กลงจนเกือบไม่มีเลย 1 คน ส่วนอีกคนมะเร็ง หายไปเลย .ไม่น่าเชื่อ เค้าตื่นเต้นกันมากหมอรพ.จุฬา ขอสูตรกันยกใหญ่ ตอนนี้น้องๆ ที่แผนก เลยสั่งกินกันทุกวัน เพื่อเป็นภูมิต้านทาน ส่วนใครที่มีญาติเป็นมะเร็ง นำสูตรนี้ไปทำให้กินได้เลย หรือบอกต่อๆ กันไป...ได้บุญนะ น้ำผักผลไม้สูตรในวัง ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีผิวพรรณสดใสโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นโรคมะเร็งจะดีมากมีคนแถวบ้านเป็นมะเร็งอายุประมาณ 80 กว่าแล้ว ต้องให้คีโมแต่ปรากฏว่าพอรับประทาน น้ำผลไม้สูตรนี้ไปเป็นเวลาประมาณไม่ถึง 1 เดือนปรากฏว่ามีผมงอกขึ้น และแข็งแรงขึ้นมากจนหมอตกใจ ลองนำไปปั่นทานกันดู..น่าจะดีต่อสุขภาพไม่มากก็น้อยส่วนประกอบก็ราคาไม่แพงมากด้วย สูตรมีดังนี้ 1. แอปเปิ้ล 1 ผล 2. แครอท 1 ลูก 3. ผักสลัด (ผักกาดแก้ว) 3 ใบ 4. ตั้งโอ๋ 2 ก้าน 5. มะนาว 1 ลูก 6. น้ำเสาวรส 1/2 แก้ว (ถ้าไม่มีสดให้ซื้อน้ำเสาวรสกระป๋องก็ได้ค่ะ) 7. น้ำผึ้งแท้ 1/2 แก้ว 8. น้ำเปล่า 1-2 แก้ว แล้วแต่ความชอบ 9. ฝรั่ง 1 ผล 10. มะเขือเทศสีดา (ลูกเล็กๆ) 5 ลูก 11. น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ นำทุกอย่างมาปั่นรวมกัน สูตรนี้จะทำได้ประมาณ 1 ลิตร ในกรณีที่เป็นคนป่วยให้รับประทานวันละ 1 ลิตร แต่ถ้าดื่มเพื่อสุขภาพเฉยๆ สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 2-3 วัน ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.jatuka.com/ (http://www.jatuka.com/)ความรู้ทั่วไป/สูตรน้ำผักต้านมะเร็ง/ (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/994707_378791568922796_1754066818_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 19, 2014, 06:50:42 PM (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/1013841_536593143122042_461798954_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 25, 2014, 09:08:32 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc1/t1.0-9/10155130_779976105346653_837235252_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 25, 2014, 09:08:48 PM (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-ash3/t1.0-9/69574_779112705432993_499074017_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 25, 2014, 09:09:21 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/t1.0-9/1959632_775560069121590_1507563616_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 25, 2014, 09:09:49 PM (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-prn1/t1.0-9/1017123_775037979173799_2088562920_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 25, 2014, 09:10:14 PM (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/1012269_772793276064936_745483916_n.png)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 25, 2014, 09:10:34 PM (https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1.0-9/1725399_772088316135432_626711583_n.png)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 05, 2014, 09:26:47 PM (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-prn2/t1.0-9/10171078_739717892726105_1784267130_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 08, 2014, 10:12:48 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/10154138_386429804829202_6648930518967612592_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 08, 2014, 10:14:01 PM (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc1/t1.0-9/10245543_741920205839207_1346110422220720826_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 10, 2014, 01:12:55 PM (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1.0-9/10001538_861214920571157_847469918891065554_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 10, 2014, 01:14:18 PM (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/10155851_860677310624918_1638798830437356143_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 10, 2014, 01:24:21 PM (https://scontent-b-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-prn2/t1.0-9/1233584_860674910625158_3770327964268751969_n.jpg)
น้ำซาวข้าวสิ่งดีที่ถูกลืม...และ ประโยชน์ต่าง ๆ น้ำข้าวมี 2 แบบคือ 1.น้ำข้าวที่เกิดจากการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ ซึ่งจะต้องใช้หม้อใส่ข้าวสารตั้งบนเตาถ่าน กระบวนการเริ่มต้นโดยล้างหรือซาวข้าวเพื่อขจัดฝุ่นผงและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ออก จนกระทั่งน้ำล้างข้าวใส แล้วจึงเติมน้ำปริมาณมากลงไป ต้มให้เดือด ในช่วงนี้ต้องหมั่นคนอย่าให้เมล็ดข้าวติดก้นหม้อ ต้มจนเมล็ดข้าวเริ่มแตกจนสุกนิ่มไปทั้งเมล็ด หรือเห็นเมล็ดข้าวยังมีไตขุ่นเป็นจุดเล็กๆ อยู่ภายใน จึงรินน้ำออก เรียกขั้นตอนนี้ว่า เช็ดน้ำข้าว ทั้งนี้ หม้อที่ใช้หุงข้าวแบบเช็ดน้ำนี้ต้องมีหูสองข้างและฝาหม้อต้องมีหูอยู่ตรง กึ่งกลาง เวลาเช็ดน้ำใช้ไม้ขัดฝาหม้อแทงขัดร้อยหูหม้อและฝาหม้อเอาไว้ จากนั้นเอียงหม้อเทน้ำข้าวออกจนหมด แล้วนําหม้อข้าวไปตั้งไฟอ่อนๆ เพื่อให้น้ำข้าวในหม้อแห้งสนิท เรียกว่า ดงข้าว จนข้าวสุกระอุดี เชื่อกันว่าน้ำข้าวเป็นอาหารอย่างดีสําหรับคนป่วยที่รู้สึกเบื่ออาหารเพราะ เกิดการเสียสมดุลของระบบย่อยอาหาร ส่วนคนปกติที่ไม่ป่วยก็สามารถทานน้ำข้าวได้เช่นกัน เพราะน้ำข้าวมีคุณค่าและสารอาหารมากมายเช่นเดียวกับข้าว อีกทั้งย่อยง่าย ไม่ทําให้ท้องอืด ท้องเสีย และร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารและซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอได้ทันที คนป่วยจึงสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น น้ำข้าวมีวิตามินอีสูง และมีคุณสมบัติเป็นยารสเย็นช่วยบำรุงร่างกาย รวมถึงแก้ร้อนในและใช้ถอนพิษผิดสำแดง และยังใช้แก้อาการปวดท้อง ท้องร่วง และช่วยขับปัสสาวะด้วย 2.น้ำข้าวที่เกิดจากการซาวข้าว แม้จะไม่ใช้การหุงข้าวแบบอดีตแล้ว แต่ทุกบ้านยังต้องล้างข้าวสารก่อนหุง น้ำซาวครั้งแรกอาจมีฝุ่นสกปรกมาก ให้ใช้น้ำซาวข้าวครั้งที่สอง ซึ่งน้ำข้าวชนิดนี้มีสรรพคุณคือเป็นยารสเย็นเช่นกัน ในยุคที่น้ำข้าวจากการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำหายาก ใช้น้ำซาวข้าวน่าจะสะดวกกว่า เชื่อว่าน้ำซาวข้าวขจัดรังแคได้ โดยนำน้ำซาวข้าวใส่กะละมัง ทิ้งให้ตกตะกอน จากนั้นรินน้ำออก ใช้น้ำที่ตกตะกอนสระผม 2 ครั้ง แล้วสระผมด้วยแชมพูอีกครั้ง ล้างน้ำให้สะอาด ว่ากันว่าผมจะนิ่มปราศจากรังแค วงการเครื่องสำอางยุคกลับสู่ธรรมชาตินำเอาน้ำซาวข้าวผสมกับมะกรูด หรือฝักส้มป่อย เป็นแชมพูสระผมแก้รังแค บำรุงหนังศีรษะ และช่วยรักษาเส้นผมด้วย ประโยชน์ต่างๆของน้ำซาวข้าว 1. วิธีทำน้ำซาวข้าว วิธีทำน้ำซาวข้าวอย่างง่ายที่สุดคือ การหุงข้าวด้วยวิธีเช็ดน้ำแบบโบราณ โดยใช้หม้อหุงข้าวแบบสมัยก่อน (ในรูปภาพตัวอย่าง ไม่ใช้หม้อหุงข้าวอัตโนมัตสมัยใหม่) คือต้มข้าวเดือดแล้ว รินน้ำข้าวออก แล้วราไฟเพื่อดงข้าวให้สุก นำน้ำที่รินออกมาผสม เกลือเล็กน้อย แล้วดื่มจะได้รสชาติที่นุ่มนวล และที่สำคัญมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากจริงๆ 2. น้ำซาวข้าวสามารถใช้ล้างผัก ผลไม้ ขจัดสารพิษตกค้างได้ สามารถใช้ล้างผัก ผลไม้ ขจัดสารพิษตกค้างได้ และยังใช้ล้างถ้วย ชาม ช้อน ส้อม ที่ติดคราบไขมันได้สะอาดดี นอกจากนี้ ยังใช้รดต้นมะลิ ออกดอกบานสะพรั่ง ใช้ล้างเมือกคาวปลาไร้กลิ่นเหม็นคาวปลาได้ชะงัก และสาวๆที่ผิวหน้ามัน กรองน้ำซาว ข้าวทิ้งไว้ให้ตกตะกอน ใช้ล้างหน้าขจัดความมัน และยังทำให้มือนุ่มอีกด้วย ดูจากสาวญี่ปุ่นสมัยก่อนที่ใช้มือแช่น้ำซาวข้าว ทำให้นุ่มนวล และตอนไหนที่เผลอกินพริกเผ็ดๆเข้าไปล่ะก็ อมน้ำซาวข้าวขะยุกๆกลั้วๆ สักพักแล้วบ้วนทิ้งหายเผ็ดเป็นปลิดทิ้ง ประโยชน์ของน้ำซาวข้าวมากมายจริงๆ อ่านแล้ว ต่อไปก็อย่าเผลอทิ้งล่ะ ล้างหน้าด้วยน้ำซาวข้าวหน้าไม่มีสิว หน้าไม่มัน 3. น้ำซาวข้าวช่วยรักษาสิวบนใบหน้า มีสรรพคุณ รักษาสิวฝ้าบนใบหน้า ทำให้หน้าขาวนวล นุ่มนิ่ม วิธีใช้ : นำน้ำซาวข้าวที่สะอาดมาชำระล้างใบหน้า ทุกเช้าและเย็น หรือทุกครั้งเมื่อมีโอกาส จะทำให้ใบหน้าขาวนวล ลดการ เกิดสิวได้ แช่มือในน้ำซาวข้าวจะทำให้มือนุ่มน่าสัมผัส 4. น้ำซาวข้าวทำให้มือนุ่มได้ ถ้าสาวใดเข้าครัวทำอาหารอยู่เป็นประจำ เวลาซาวข้าว มือก็จะกระทบกับข้าวและน้ำที่ใช้ซาว รู้ไหมว่าน้ำซาวข้าวจะทำให้มือ ของคุณนุ่มขึ้น เหมือนในประเทศญี่ปุ่น ในสมัยก่อนบรรดาสาวๆ จะร่วมกันทำข้าว ปั้นข้าว เมื่ออายุมากขึ้นแต่มือทั้งสองยัง ขาวนวล เต่งตึงเหมือนสาวๆไม่มีผิด ฉะนั้นเวลาซาวข้าว ก็ใช้ทั้ง 2 มือ จะได้นุ่มทั้ง 2 มือ 5. น้ำซาวข้าวแก้อาการคันศีรษะและผมมัน มีสูตรการทำดังนี้ ส่วนผสม มะกรูด 1 ลูก น้ำซาวข้าว พอประมาณ วิธีทำ 1. นำผิวมะกรูดมาตำให้ละเอียด แล้วบีบน้ำมะกรูดลงไป 2. เติมน้ำซาวข้าวอุ่นๆ พอประมาณ คนให้เข้ากันทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที 3. กรองเอาแต่น้ำไปสระผม ระวังอย่าให้เข้าตา ใช้สระผมได้เป็นประจำเท่าที่ต้องการ จะรู้สึกเบาสบายศีรษะ และช่วยบำรุง หนังศีรษะ แก้อาการคันได้ชะงัดได้ 4. น้ำซาวข้าวล้างผักลดสารพิษอย่างไร ทุกวันนี้ผักผลไม้ที่วางขายกันอยู่ตามท้องตลาดส่วนมากนั้น ใช้สารเคมีในกระบวนการปลูกเพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโต สารพิษเหล่านี้จึงตกค้างอยู่ในผักผลไม้ที่เราซื้อมารับประทาน มีวิธีง่ายๆอีกวิธีหนึ่งใน การล้างผักและผลไม้เพื่อช่วยลดสารพิษตกค้างด้วยการใช้น้ำซาวข้าว น้ำซาวข้าวนอกจากจะให้ประโยชน์ดังที่กล่าวมาหลายหัวข้อแล้ว และทราบหรือไม่ว่ายังสามารถนำมาล้างผักและผลไม้ ให้ปราศจากสารพิษได้ชะงัดนัก โดยน้ำซาวข้าวที่ใช้เป็นน้ำซาวข้าวที่ซาวครั้งที่สอง ส่วนวิธีการ เริ่มจากขั้นแรก ให้เด็ดใบผักลงแช่ในน้ำซาวข้าวประมาณ 5-15 นาที หลังจากที่แช่เพื่อให้ สารพิษที่ตกค้างอยู่ เจือจางลง แล้ว ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งเพื่อให้เศษหินเศษทรายต่างๆหลุดออกไป เพียงเท่านี้ก็มั่นใจได้แล้วว่า ผักและ ผลไม้ที่จะนำมารับประทานปราศจากสารพิษตกค้าง…..ประโยชน์ของน้ำซาวข้าวมีมาก มายจริงๆ 5. ประโยชน์จากส่วนต่างๆ ของข้าว ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นและหาวิธีใช้ประโยชน์จากข้าวในรูปแบบหลากหลายเพิ่ม ขึ้น เช่น การนำข้าวมาผลิตเป็นไวน์ น้ำส้ม สายชู หรือแม้แต่เครื่องสำอาง จำพวกครีมนวดผม/สบู่ป้องกันผิวแตก/ผงขัดผิว นอกจากนั้นคนไทยสมัยอดีตยังนำเมล็ดข้าว และส่วนต่างๆ ที่ได้จากต้นข้าวมาใช้เป็นยารักษาโรคภัยไข้เจ็บสารพัดชนิดอีกด้วย อาทิ ข้าวสาร : รักษาอาการท้องอืด ลมพิษ พยาธิลำไส้ ข้าวสุก : รักษาอาการท้องอืด ลมพิษ พยาธิลำไส้ ข้าวเหนียว : รักษาอาการเหงื่อออกมากผิดปกติ อาการท้องร่วงท้องบิด แก้ผื่นบนหัวเด็ก อาการปวดเอว รากข้าวเหนียว : นำไปต้มน้ำกินช่วย กระตุ้นน้ำลาย และละลายเสมหะ บำรุงกระเพาะอาหาร แก้เหงื่อออกมาก ต้นอ่อนข้าวเหนียว : นำไปต้มน้ำกิน ช่วยให้ย่อยอาหาร หล่อลื่นลำไส้ และช่วยขับเสมหะ น้ำข้าว : ใช้ดื่มบรรเทาอาการร้อนและ กระหายน้ำ แก้อาเจียนเป็นเลือด ตาแดง เลือด กำเดาออกง่าย และช่วยขับเสมหะ ข้าวกล้อง : ใช้พอกฝีเพื่อเร่งหนองให้แตกเร็ว รักษาโรคไขข้อ แก้เหน็บชา รำข้าว : ใช้บำบัดโรคเหน็บชา แก้อาการสะอึก ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยย่อยและทำให้ เจริญอาหารใช้เป็นยาระบาย ฟางข้าว : ช่วยขับลม รักษาอาการท้องอืด ปวดท้อง ท้องร่วง กระหายน้ำ ริดสีดวงทวาร ดีซ่าน และแผลที่เกิดจากไฟ หรือ น้ำร้อน น้ำซาวข้าว : บรรเทาอาการร้อนกระวนกระวาย กระหายน้ำ รักษาโรคอหิวาตกโรค ช่วย ย่อยอาหารและแก้พิษ ข้าวงอก : ใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร แป้งข้าวเจ้า : บรรเทาอาการอักเสบใน ไฟลามทุ่ง รักษาโรคผิวหนังที่โดนลวก และ อาการผื่นคันเล็ก ๆ น้อย ๆ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 10, 2014, 01:25:45 PM (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1.0-9/1979559_613219625426533_4127294691828074934_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 10, 2014, 01:26:11 PM (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-prn1/t1.0-9/10174923_613224532092709_5590412053707796190_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 10, 2014, 01:45:49 PM (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1.0-9/10157355_136835703153603_4243943111418752338_n.png)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 10, 2014, 01:46:10 PM (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1.0-9/10171025_136426673194506_1717763642_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 10, 2014, 01:46:53 PM (https://scontent-b-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-frc1/t1.0-9/10011253_136027686567738_942056867_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 16, 2014, 09:40:02 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/v/t34.0-12/s526x395/10250883_227834670746777_1078625937_n.jpg?oh=a17bf887d091d4dc2945014b53d1824f&oe=5350A373&__gda__=1397821552_0654a368b4ad025d9881ebc9d6b4d438)
(https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/t1.0-9/10246674_391476647658916_2034492385696151210_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 16, 2014, 09:45:35 PM (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/1014336_628106340596870_2091274998740467324_n.jpg)
เล่นกับสุนัขเสี่ยง “ตาบอด” จากพิษจากพยาธิ เจ้าของสุนัขอาจจะติดพยาธิที่อาศัยอยู่ในท้องของมัน ชั่วแต่เพียงจับต้องลูบไล้ตัวตามปกติได้ และหากพยาธิเข้าสู่ร่างกาย หากเข้าไปอยู่ในลูกตา อาจทำให้ถึงกับตาบอดได้ วารสารวิทยาศาสตร์ "นิว ไซแอนติสต์" ของอังกฤษ รายงานว่า ได้มีการศึกษาวิจัยพบว่า การสัมผัสถูกต้องหมา หรือดินที่เปื้อนมูลของมัน อาจจะทำให้ติดไข่ของพยาธิ ที่อาศัยอยู่ในกระเพาะและลำไส้ของมันได้ ถึงแม้ตามสถิติแล้วจะมีผู้ป่วยจากพยาธิ ที่ติดต่อจากมันอยู่น้อยมาก ประมาณปีละ 20 ราย แต่ในบางรายก็ค่อนข้าง จะน่ากลัวอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นพยาธิอาจจะเข้าไปถึงลูกตา ทำให้เกิดเป็นแผล ซึ่งในรายที่รุนแรงอาจทำให้ตาบอด หรือเข้าไปอาศัยอยู่ที่ตับและปอด ซึ่งอาจก่อให้เกิดความอ่อนเพลีย ง่วงเหงาเศร้าซึมขึ้น ผู้ที่เสี่ยงกับการถูกพยาธิจากสุนัขมากกว่าเพื่อน จะเป็นบรรดาเด็กเล็กๆ เมื่อไปสัมผัสกับ ไข่พยาธิหรือดินที่มีไข่พยาธิอยู่ แล้วไปดูดนิ้วมือ ถ้าไข่เข้าสู่ร่างกาย มันจะไปฟักเป็นตัวในลำไส้ ตัวอ่อนพยาธิจะกระจายไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย โดยตามไปกับเลือด สัตวแพทย์เมืองอังกฤษได้เคยตรวจสุนัขเป็นตัวอย่างดู พบว่าบางตัวในขนของมันหนัก 180 กรัม โดยเฉพาะตามขนบนหลังเท้า เจอไข่พยาธิ 180 ใบ ไข่แต่ละใบขนาดโตประมาณ 1 มม. สัตวแพทย์ได้แนะนำว่า เมื่อให้ข้าวปลากับสุนัขกินหรือเมื่อจับต้องตัวมัน ควรจะล้างมือด้วย สบู่เสีย และควรให้ยาถ่ายพยาธิกับสุนัขกินเป็นประจำทุกๆ 15 วัน ในระยะ 3 เดือนแรก ต่อจากนั้น เป็นเดือนละครั้ง เป็นเวลาสามเดือนติดต่อกัน. ******* ******* นำมาจาก teenee.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 16, 2014, 09:50:18 PM (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/t1.0-9/10255357_628104810597023_9097020941339051630_n.jpg)
ดื่มตอนเช้าทุกวันแอปเปิล ไซเดอร์ผสมกับนำ้ผึ้งmaiมีผมหงอกเลย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 16, 2014, 09:51:26 PM (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/10178131_628100627264108_7398722145710123565_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 16, 2014, 09:52:31 PM (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/1795655_627650760642428_3039438276710452829_n.jpg)
ฤดูร้อนระวังการกิน!!! อย่ากินอาหาร – เครื่องดื่ม ฤทธิ์ร้อนมาก กินได้แต่ต้องระวังอย่าให้มากไป - ชา กาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ - อาหารที่มีโซเดียมสูง เช่นขนมกรุบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป - เนื้อเค็ม ไข่เค็ม ปลาเค็ม กะปิ มิโสะ เต้าเจี้ยว หมูยอ อาหารกระป๋อง - น้ำร้อนจัด เย็นจัด และน้ำแข็ง - สมุนไพร หรือยาบำรุงต่างๆ วิตะมิน - อาหารที่ปรุงผ่านความร้อนนานๆ - อาหารใส่ผงชูรส - อาหารที่มีไขมันสูง ******* ******* หลักการกินแบบหยินหยาง เว็บ Good Health ภาพ: ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 18, 2014, 10:16:05 AM (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-frc3/t1.0-9/1453454_758584177490212_1256504720_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 18, 2014, 10:43:17 AM (https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc1/t1.0-9/10174870_628564017217769_4153607788270918118_n.jpg)
เตือนใช้กล่องโฟมบรรจุอาหารร้อน ระวัง! สารเคมี “สไตรีน” ก่อมะเร็ง โรคด่างขาว กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตือนใช้โฟมบรรจุอาหารร้อนจัด โดยเฉพาะอาหารทอดด้วยน้ำมัน เช่น ไข่ดาว ผัดซีอิ้ว ระวังภาชนะหลอมละลายจนอาจเกิดสารก่อมะเร็ง “สไตรีน” ปนเปื้อนอาหาร แนะใช้ถุงร้อนหรือรอให้อาหารเย็นก่อนบรรจุในกล่องโฟม เพื่อความปลอดภัยในสุขภาพ ปัจจุบันร้านอาหารตามสั่ง อาหารสำเร็จรูป นิยมใช้กล่องโฟม เป็นภาชนะบรรจุอาหาร เนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็ว แต่การนำภาชนะ “โฟม” มาบรรจุอาหารร้อนต้องระมัดระวัง หากกล่องโฟมสัมผัสกับอาหารร้อนจัด จะทำให้ภาชนะเสียรูปและหลอมละลายจนมีสาร “สไตรีน” ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งออกมาปนเปื้อนกับอาหารที่บรรจุอยู่ได้ โดยปริมาณการละลายออกมาของ สไตรีนจะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่าง คือ ไขมันในอาหาร ระยะเวลา และอุณหภูมิระหว่างการสัมผัสของอาหารกับภาชนะ ซึ่งอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้มีการละลายออกมาของสไตรีนมากกว่าอาหารที่ไม่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ (อ่านตรงนี้เน้นๆ ช้าๆ)... ในปัจจุบันพบว่า มีการนำกล่องโฟมไปใช้ไม่เหมาะสมกับสภาพอาหาร เช่น นำไปใส่ “อาหารที่ร้อนจัด ผัด-ทอดด้วยน้ำมัน” (เช่นอาหารตามสั่ง ไข่ดาว ไข่เจียว ที่ตักจากกระทะมาวางบนกล่องโฟมทันที) หรือนำอาหารที่บรรจุในกล่องโฟมมาอุ่นในเตาไมโครเวฟ ซึ่งหากอุ่นอาหารจนมีความร้อนสูงก็อาจทำให้กล่องโฟมละลาย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ควรใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหารให้เหมาะสมกับสภาพของอาหาร ไม่ควรใช้บรรจุอาหารที่ร้อนจัด โดยเฉพาะอาหารทอดด้วยน้ำมัน เพราะสไตรีนจะละลายได้ดีในน้ำมัน ก่อนนำภาชนะโฟมมาใช้ควรกำจัดเศษโฟมที่หลงเหลืออยู่ตามผิวภาชนะออกก่อน หรือใช้ถุงพลาสติกใสรองกล่องโฟมก่อนบรรจุอาหาร สำหรับการอุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟนั้น ควรนำอาหารใส่ภาชนะกระเบื้องเคลือบหรือภาชนะแก้วทนไฟ และไม่ควรนำกล่องโฟมที่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการละลายออกมาของสารเคมีที่อาจจะเกิดสารพิษสะสมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ (ย่อหน้าต่อไปคือคำตอบที่ว่า แล้วทำไมยังมีกล่องโฟมขายอยู่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ชี้แจงว่า เพราะผู้ใช้นำไปใช้งานผิดประเภท เขาห้ามใส่ของร้อน) ทั้งนี้ในส่วนของการควบคุมคุณภาพของภาชนะพลาสติกบรรจุอาหาร ในปัจจุบันนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศ กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 111 (พ.ศ.2531) ที่ควบคุมเกี่ยวกับภาชนะพลาสติกบรรจุอาหาร ซึ่งครอบคลุมพลาสติกชนิด โพไตรีน ที่ใช้ในการผลิตภาชนะโฟม โดยได้กำหนดปริมาณสารอันตรายที่อาจจะมีตกค้างอยู่ในเนื้อภาชนะในปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อการนำไปใช้งานปกติ ซึ่งจากการสำรวจวิจัยภาชนะโฟมบรรจุอาหารที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่าได้มาตรฐานทุกตัวอย่างและจากการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ประเภทโฟมที่ใส่อาหารที่ผู้ผลิตนำมาตรวจวิเคราะห์เพื่อการรับรองสินค้า ก็พบว่ามีคุณภาพตามที่กฎหมายกำหนดด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม: จากผลที่พบในเมืองไทย มีผู้เกิดโรคด่างขาว ซึ่งทางการแพทย์คาดว่าอาจเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง และโรคด่างขาวมักพบร่วมกับโรคไทรอยด์ โรคเบาหวาน และโรคโลหิตจาง โรคด่างขาว (Vitiligo) เป็นโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของสีผิว โดยเซลล์สร้างสีในบริเวณรอยโรคถูกทำลายจนหมด (Absence of Melanocytes) ทำให้ผิวหนังเป็นสีขาว โดยที่ผิวหนังบริเวณนั้นไม่มีอาการอักเสบ ไม่เป็นตุ่มหรือสะเก็ดมาก่อน ขอบขาวชัด รอยขาวนี้จะขาวมากเหมือนผ้าสีขาว ต่างจากเกลื้อนที่ขาวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โรคด่างขาวมีหลายรูปแบบ เป็นวงเดียวหรือหลายวงก็ได้ขนและผมอาจขาวด้วย ******* ******* เครดิต: ข้อมูลกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ภาพ: www.kapook.com (http://www.kapook.com) ทำจากข้อมูลของ น.พ. วีรฉัตร กิตติรัตน์ไพบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 29, 2014, 01:10:09 PM (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/10256997_635127836561387_7950814530538590548_n.jpg)
พาราเซตามอลมีผลร้ายต่อตับ พาราเซตามอลเป็นยาแก้ปวดลดไข้ที่คนไทยนิยมใช้กันมากที่สุด มีข้อดีที่ไม่ระคายเคืองกระเพาะ แต่มีผลข้างเคียงที่อันตรายที่สุด คือ การเกิดพิษต่อตับ หากใช้เกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันนานเกินไป ในสหรัฐอเมริกาพบว่า การใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดตับอักเสบเฉียบพลัน และเกิดภาวะตับวาย ซึ่งอาการอาจรุนแรงถึงขั้นต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนตับ หรือเสียชีวิต หากไปรับการรักษาไม่ทันท่วงที ผู้ที่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประจำ ไม่ควรใช้่ยาพาราเซตามอล ส่วนผู้ป่วยที่มีโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง จะมีความเสี่ยงในการเกิดพิษต่อตับง่ายกว่าคนปกติ จึงควรงดเว้นการรับประทานพาราเซตามอล หรือหากจำเป็นก็ไม่ควรใช้มาก ไม่ควรรับประทานเป็นประจำต่อเนื่องเป็นเวลานาน และไม่ควรรับประทานยาพาราเซตามอลเกินวันละ 4 กรัม ในประเทศไทยเม็ดละ 500 มิลลิกรัม คือ รับประทานได้ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่เกิน 1-2 เม็ดต่อครั้ง (ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 50 กิโลกรัมควรรับประทานพาราเซตามอลครั้งละ 1 เม็ดเท่านั้น) ******* ******* ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก พ.ญ. ประพิมพ์พร ฉัตรานุกูลชัย แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์ และโภชนวิทยาทางคลินิก โรงพยาบาล BNH ภาพ: ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 30, 2014, 10:45:26 AM (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1.0-9/10176217_560855490679452_8396838536949663180_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 30, 2014, 10:46:04 AM (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-ash3/t1.0-9/10258740_560856540679347_6338847717688579431_n.png)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 30, 2014, 04:55:06 PM 9 เรื่องน่ารู้ของการจาม เซอร์ไพร์สจนคาดไม่ถึง !
ฮะ..ฮ้าดดดฮัดชิ้ว ! เคยสังเกตไหมคะว่า อาการจามเกิดกับเราได้ทุกฤดูจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหวัด หรือไม่มีอาการป่วยร่วมด้วย เราก็สามารถจามออกมาได้อย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือบางคนอาจจะทราบสาเหตุว่าจามเพราะภูมิแพ้ หรือได้กลิ่นฉุนอะไรบางอย่าง เอ๊ะ ! แต่นอกจากอาการคันจมูกก่อนจาม เสียงจามที่ดัง-เบาไม่เท่ากันของแต่ละคน มีใครทราบข้อมูลอื่น ๆ ของการจามอีกบ้างไหมเอ่ย ? เอาล่ะ ถ้าไม่รู้ วันนี้เราก็มี 9 เรื่องน่ารู้ของการจาม จากเว็บไซต์ Huffington Post มาบอกต่อคุณ ๆ กันด้วย พร้อมแล้วก็มาเก็บเกี่ยวเกร็ดความรู้กันเลยจ้า 1. อัตราความเร็วของการจามวัดได้สูงสุดกว่า 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ! โอ้โฮ ไม่น่าเชื่อเลยเนอะ ว่าฮัดชิ้วเดียวของเรา จะมีอัตราความเร็วพุ่งแรงไม่ต่างจากเครื่องยนต์ดี ๆ สักชิ้นเลย และถึงแม้การจามเบา ๆ ที่แทบไม่ได้ยินเสียง เมื่อตรวจวัดแล้ว ก็ยังมีความเร็วเกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ดี แรงไม่เบาเลยนะจ๊ะ 2. เชื้อโรคจากการจามสามารถแพร่กระจายได้ไกลถึง 9 เมตร เคยมีคนคาดคะเนว่า การจามในแต่ละครั้งของเราจะแพร่กระจายเชื้อโรคได้ภายในรัศมี 1.5 เมตร แต่ถ้าจามแบบแรงสุด ๆ เชื้อโรคก็จะสามารถกระจายตัวได้ไกลเกินกว่า 9 เมตรทีเดียวนะคะ เรียกได้ว่า รัศมีกว้างขนาดนี้เชื้อโรคก็น่าจะทั่วถึงเลยล่ะ ฉะนั้นรู้ตัวว่าจะจามเมื่อไร ก็อย่าลืมปิดปากให้สนิทกันด้วยนะ 3. เราจามเพื่อฟื้นฟูการทำงานของจมูก ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาการหวัด แต่บ่อยครั้งเราก็จามโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเหตุผลนี้ก็สามารถอธิบายทางการแพทย์ได้ว่า จมูกของเราก็คล้ายกับการทำงานของคอมพิวเตอร์ ที่เมื่อเกิดระบบขัดข้อง ก็ต้องรีสตาร์ทเครื่องใหม่เพื่อล้างความขัดข้องนั้นออกไป เช่นเดียวกันกับจมูก เมื่อร่างกายสูดเอาฝุ่น หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไป อาการจามก็จะเกิดขึ้น เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไป แต่อีกนัยหนึ่งก็คือ การจามก็เหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้เรารู้ว่า ณ ขณะนี้ เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจเท่าไรนะ ด้วยเหตุนี้หลังการจามทุกครั้ง เราจึงสังเกตได้ว่า จะหายใจไม่ค่อยสะดวก หรือมีอาการคัดจมูกนิดหน่อย ซึ่งนั่นก็เป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการสูดเอาฝุ่น และสิ่งแปลกปลอมเข้าไป โดยมีเซลล์ขน (cilia) คอยจับความผิดปกนั้นไว้นั่นเองค่ะ 4. แสงแดดจ้า ๆ ตัวการทำให้จามได้เหมือนกัน โดยปกติเรารู้กันดีอยู่แล้วเกี่ยวกับตัวกระตุ้นให้เกิดอาการจาม เช่น ฝุ่น กลิ่นฉุนของอาหาร หรือถูกกระตุ้นด้วยอาการป่วย เป็นต้น ซึ่งหลายคนอาจเคยนึกสงสัยบ้างเหมือนกันใช่ไหมคะ ว่า แม้จะไม่มีตัวกระตุ้นที่ว่ามานี่เลย แต่พอเจอเข้ากับแสงแดดจ้า ๆ เรากลับจามออกมาซะดังลั่น ดีไม่ดีก็จามติดกันเป็นเซตใหญ่เลยด้วยล่ะ และคำตอบของสาเหตุนี้ก็มีนักประสาทวิทยาออกมาให้ความรู้ไว้ว่า จริง ๆ แล้วยังไม่มีการพิสูจน์ที่แน่ชัดเกี่ยวกับเรื่องแสงแดดจ้า ๆ ที่ทำให้คนจามออกมา แต่ก็มีการคาดเดาอย่างแพร่หลายถึงปฏิกิริยาที่เรียกว่า Photic Sneeze Reflex หรือปฏิกิริยาของร่างกายเมื่อได้เจอแสงแดด สมองจะส่งสัญญาณไปกระทบกับเส้นประสาทในจมูก ทำให้เราจามในที่สุด โดยการทดลองก็พบว่า อาสาสมัคร 1 ใน 4 คนจะมีอาการจามเมื่อต้องออกแดดแรง ๆ เป็นประจำ ซึ่งก็นับว่าเป็นผลดีกับคนที่รู้สึกอยากจาม แต่กลับจามไม่ออก แต่สำหรับคนที่ไม่อยากจามเมื่อต้องออกแดด ก็คงต้องใส่แว่นตากันแดด เพื่อยับยั้งอาการจามแล้วล่ะค่ะ 5. จาม 3 ครั้งติดกัน เป็นเรื่องปกติ ในขณะที่ร่างกายมีสิ่งรบกวนผ่านเข้าไปทางจมูก ก็ไม่น่าแปลกที่จะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านด้วยการจามดัง ๆ ออกมาติดกัน 2-3 ครั้ง เพื่อกำจัดสิ่งรบกวนออกไปให้หมดสิ้น ดังนั้นใครที่จามไม่หยุดสักที ก็อย่าเพิ่งตกใจว่าร่างกายมีอาการผิดปกตินะคะ และทางที่ดีก็ย้ายจากพื้นที่เสี่ยง ไปยังพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์เร็ว ๆ ดีกว่า 6. เราไม่สามารถลืมตาได้ในขณะที่จาม ไม่รู้ว่ามีใครเคยสังเกตหรือเปล่าว่า ในขณะที่เราจามทุกครั้ง เราจะหลับตาโดยไม่ได้ตั้งใจทุกที ซึ่งนั่นก็เป็นผลพวงจากอาการตอบสนองโดยอัตโนมัติของร่างกาย เหมือนกับเวลาที่คุณหมอเอาค้อนเล็ก ๆ มาเคาะบริเวณหัวเข่าเรานั่นล่ะค่ะ และแม้วาจะมีคนพยายามฝืนปฏิกิริยานี้อย่างจริงจังแค่ไหน ก็ไม่มีใครเคยทำสำเร็จสักทีเลยด้วย 7. หัวใจยังคงเต้นอย่างปกติเมื่อเราจาม ถ้าหากคุณกำลังสงสัยว่า ระหว่างที่เราจาม หัวใจเราจะหยุดเต้นไปด้วยหรือเปล่า ก็ขอบอกตรงนี้เลยค่ะว่า นอกจากการสูดหายใจเข้าลึก ๆ และเส้นประสาทส่วนใหญ่ในร่างกายจะตื่นตัวก่อนการจามแล้ว ร่างกายส่วนอื่น ๆ ก็ยังคงทำงานตามปกติ แม้แต่อัตราการเต้นของหัวใจก็ไม่เปลี่ยนแปลงสักนิดเลยล่ะ 8. กลั้นจามไม่ใช่เรื่องที่ดี อาการจามสามารถแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ จามแบบทันทีทันใด กับรู้สึกอยากจาม แต่จามไม่ออก ซึ่งอย่างหลังก็ทำให้เรารู้สึกอัดอัดน่าดูเลยเนอะ แต่ส่วนมากเมื่อจามไม่ออก เราก็มักจะกลั้นจามเอาไว้ แล้วปล่อยให้ร่างกายลืม ๆ มันไปในที่สุด ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็บอกว่า พฤติกรรมแบบนี้ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างแรงเลยนะจ๊ะ เพราะนอกจากจะเป็นสาเหตุเล็ก ๆ ของอาการเส้นเลือดในตาเปราะขาด หรือแตก แก้วหูฉีกขาด และเสี่ยงมีความผิดปกติเกี่ยวกับกระบังลมแล้ว การกลั้นจามยังเป็นการเปิดโอกาสให้เชื้อโรคสะสมอยู่ในร่างกายเราอีกด้วยนะ 9. แต่คุณสามารถระงับอาการจามได้ด้วยนะ แม้ว่าการกลั้นจามจะส่งผลเสียกับร่างกายมากกว่าผลดี แต่บางครั้งเราก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถจามออกมาได้จริง ๆ ซึ่งคุณสามารถระงับอาการจามด้วยตัวเองได้โดยถูจมูกแรง ๆ เม้มปากและสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เอาล่ะ ! ชอบวิธีไหนก็ลองนำวิธีไปทำกันดูนะจ๊ะ ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า การจามจะมีความลับที่น่ารู้มากมายขนาดนี้ บางอย่างก็เป็นข้อมูลที่เรียกความขำขัน หรือทำให้ทึ่ง และทำให้รู้สึกว่าต้องระวังตัวให้มากขึ้นได้เลยเหมือนกัน สาระดี ๆ แบบนี้ตรงกับสุภาษิตที่ว่า รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหามจริง ๆ เลยเนอะ (https://scontent-b-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-frc3/t1.0-9/10308166_635747939832710_2519126761286280683_n.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 30, 2014, 04:57:15 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1.0-9/10308371_635734506500720_5931239349372833045_n.jpg)
นอนอย่างไรให้สุขภาพดีผิวพรรณสวย คุณนอนไม่หลับหรือเปล่า ปกติคนเราเมื่อเข้านอนแล้วจะหลับภายใน 30 นาทีเป็นอย่างช้าที่สุด หากเกินจากนั้นถือว่าหลับยากนะคะ นอกจากนี้หากมีอาการนอนหลับไม่ต่อเนื่องคือหลับๆ ตื่นๆ หรือตื่นก่อนเวลา คือตื่นมากลางดึกแล้วนอนไม่หลับอีก หากมีอาการตามที่ได้กล่าวมา เมื่อตื่นจะมีอาการอิดโรย เหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เรานอนไม่หลับหรือหลับยากก็จะมี 4 ประการด้วยกันค่ะ หากเราแก้ไขได้ถูกจุด แก้ที่ต้นเหตุเราก็จะสามารถนอนหลับได้อย่างเต็มอิ่มค่ะ สาเหตุที่ 1 ความเครียด ความเครียด ความกังวลต่างๆ ทำให้สมองเราฟุ้งซ่าน คิดไปต่างๆ นานาถึงเรื่องที่กำลังเครียดอยู่ ไม่สามารถหยุดคิดได้ ก็ทำให้หลับยาก สาเหตุนี้ หากเราสามารถแก้ไขได้ ความเครียดหมดไป เราก็สามารถนอนหลับเป็นปกติได้ค่ะ สาเหตุที่ 2 โรคภัย อาการผิดปกติเช่น ไอ หอบหืด ปัสสาวะบ่อย ปวดเมื่อยตามตัว ก็สามารถส่งผลให้เรานอนหลับไม่ดี ควรรักษาอาการต่างๆ ให้หายดีโดยเร็ว ก็จะสามารถนอนหลับได้เป็นปกติค่ะ สาเหตุที่ 3 ผลข้างเคียงจากการใช้ยา ยาจำพวก สเตียรอยด์ ยาเสริมฮอร์โมนไทรอยด์ ยาระงับความอยากอาหาร ยาลดความอ้วน ฯลฯ อาจส่งผลให้นอนไม่หลับได้ กรณีนี้ควรปรึกษาคุณหมอที่จ่ายยาให้นะคะ สาเหตุที่ 4 การดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม บางคนต้องทำงานตอนกลางคืน หรือเลิกงานดึก นอนไม่เป็นเวลา หามรุ่งหามค่ำ เที่ยวจนดึก เป็นต้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับได้ นอกจากนี้ การคุยโทรศัพท์บนที่นอน การดูทีวี หรือใช้คอมพิวเตอร์ก่อนนอน ทานอาหารก่อนนอน ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับอีกเช่นกันค่ะ หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ก็จะดีขึ้นตามลำดับค่ะ ตัวช่วยให้นอนหลับง่าย 1. น้ำมันหอมระเหยก็เป็นตัวช่วยยอดนิยมที่มักจะใช้กันเป็นประจำในการช่วยผ่อนคลาย อารมณ์สงบ ซึ่งจะช่วยให้หลับสบายได้ด้วยค่ะ น้ำมันหอมระเหยที่ใช้ได้ดีได้แก่ กลิ่นลาเวนเดอร์ กานพลู คาโมมายล์ กุหลาบ และไม้จันทร์หอม สามารถนำน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้มาจุดกับตะเกียงน้ำมันหอมระเหยก่อนนอน หรือจะผสมน้ำแช่อาบน้ำก็ได้ค่ะ หากแช่ตัวอาบน้ำควรใช้น้ำอุณหภูมิประมาณ 39-40 องศาและแช่ตัว 15-20 นาทีนะคะ 2. การนวดตัว นวดฝ่าเท้า ก็จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ กระตุ้นระบบประสาท และการไหลเวียนของโลหิตและจุดเชื่อมต่อของเลือดลมต่างๆ เป็นไปได้สะดวกมากขึ้น ทั้งยังช่วยผ่อนคลายอีกด้วยค่ะ 3. ฝึกโยคะเบาๆ เป็นการยืดกล้ามเนื้อ จะช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ช่วยให้หลับสบายอีกด้วยค่ะ 4. อาหารที่ช่วยให้หลับง่าย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 วิตามินบี 12 วิตามินซี โปรตีน สังกะสี แคลเซียม แมกนีเซียม สารอาหารต่างๆ เหล่านี้จะช่วยรักษาสมดุลของระบบประสาท ควบคุมอารมณ์ให้คงที่ บรรเทาความเหนื่อยล้า ซึ่งก็จะช่วยให้นอนหลับสบาย แต่ไม่ใช่ให้ทานอาหารเหล่านี้ก่อนนอนนะคะ อ้วนแย่เลย ให้ทานอาหารเหล่านี้ในชีวิตประจำวันปกติค่ะ เท่านี้ก็ช่วยได้แล้วค่ะ 5. ดื่มชาสมุนไพร เช่น ชากุหลาบ ชาลาเวนเดอร์ ชาลำไย ชาพุทราจีน ชาเก๊กฮวยหอม ชากุหลาบ-มะลิ เป็นต้น เรียบเรียงจาก ladytip.com/health-beauty หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 30, 2014, 04:58:37 PM (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc1/t1.0-9/10275912_635155329891971_3132388570395732683_n.jpg)
“ดื่มน้ำวันละ 3 ลิตร ใน 1 เดือน เปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้เชียวหรือ” ทำให้มีผู้สงสัยว่าดื่มน้ำ 3 ลิตร/วัน เป็นจำนวนมากไปที่ทำให้ไตพัง – เสื่อม - วาย หรือไม่ จึงนำความรู้มาแบ่งปันดังนี้... คำตอบแรก: ถ้าใครสามารถกินน้ำได้เกิน 23 ลิตร/วันก็สามารถทำให้เกิดภาวะน้ำคั่งในร่างกายจนเป็นพิษ (water intoxication) ได้ครับ เพราะไตปล่อยน้ำออกมาไม่ทัน คำตอบสอง: กินน้ำได้ไม่ควรเกินวันละ 10 ลิตร เหตุผลของการห้ามดื่มน้ำเกิน 23 ลิตร/วัน 1. น้ำถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดแล้วไปหล่อเลี้ยงร่างกายทั่ว ไป น้ำที่ได้จากการกินนี้เป็นแหล่งน้ำหลักของร่างกาย แต่จริงๆ แล้วร่างกายยังได้น้ำที่ผลิตขึ้นในเซลล์ต่างๆ ของร่างกายเองจากการเผาผลาญสารอาหารต่างๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกคาร์โบไฮเดรทและไขมัน ซึ่งเมื่อเผาผลาญจะได้ พลังงาน + คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ + น้ำ) ด้วยครับแต่เป็นปริมาณที่ไม่มาก ร่างกายขับน้ำออกจากร่างกายได้หลายทางที่สำคัญคือ ทางไตออกไปเป็นปัสสาวะ ทางผิวหนังเป็นเหงื่อ ทางปอดเป็นความชื้นที่ปนออกมากับลมหายใจออก และทางลำไส้เป็นน้ำที่ปนออกมากับอุจจาระ สำหรับการขับน้ำทางไตเป็นอย่างนี้ครับ ... เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงไต ไตกรองเอาบางส่วนของ พลาสม่า(ส่วนของเลือดที่เป็นของเหลว คือส่วนที่ไม่ใช่เม็ดเลือด) ออกมาเข้าสู่ระบบท่อของไต ของเหลวที่กรองออกมานี้จะไหลวนไปตามท่อเล็กๆ ในเนื้อไต ในระหว่างที่ไหลไปตามท่อนี้ไตจะดูดซึมเอาน้ำ เกลือแร่ กรดอมิโนและสารอื่นๆ ที่ร่างกายต้องการเก็บไว้เป็นส่วนใหญ่ ปล่อยของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการไว้ในน้ำปัสสาวะไม่ดูดซึมกลับ รวมทั้งยังขับหลั่งแร่ธาตุหรือสารที่ไม่ต้องการออกมาเพิ่มเติมในระหว่างนี้ด้วย กลายเป็นน้ำปัสสาวะออกมาครับ ลองมาดูตัวเลขที่เกี่ยวข้องในกระบวนการข้างต้นนี้นะครับ แล้วจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ดีขึ้น ในคนที่หนักประมาณ 70 กก. - เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงไตประมาณ 1200 มล./นาที = 1800 ลิตร/วัน - ไตกรองของเหลวออกมาจากเลือดเข้าสู่ระบบท่อไตในอัตราประมาณ 120 มล./นาที = 180 ลิตร/วัน - ของเหลวที่กรองออกมานี้ถูกไตดูดน้ำ เกลือแร่ และสารที่ต้องการส่วนใหญ่ไว้ เหลือเป็นปัสสาวะออกมาประมาณ 1-2 ลิตร/วันในคนปกติส่วนใหญ่ ประเด็น นี้เป็นประเด็นที่สำคัญเพราะจะเห็นได้ว่าปริมาณของเหลวที่ถูกไตกรองออกมาจาก เลือดในขั้นแรกกับปริมาณปัสสาวะที่ขับออกมาจากร่างกายต่างกันถึงประมาณ 100 เท่า (180 ลิตร vs 1-2 ลิตร) ดังนั้นถ้าสารใดถูกกรองออกมาในขั้นแรกแล้วไม่ถูกไตดูดซึมกลับไป ความเข้มข้นของสารนั้นในปัสสาวะจะเพิ่มเป็น 100 เท่าของความเข้มข้นในพลาสม่าเลยทีเดียว ถ้าสารนั้นเป็นพิษและร่างกายต้องการขับออกมาก ไตก็จะขับสารนั้นออกมาเพิ่มเติมในปัสสาวะในระหว่างที่ปัสสาวะไหลวนไปตามท่อ เล็กๆในเนื้อไตอีกต่างๆหากด้วย ความเข้มข้นของสารนั้นในปัสสาวะก็จะยิ่งสูงกว่าในเลือดไปกว่า 100 เท่าอีก - ในยามที่ร่างกายขาดน้ำรุนแรง ไตจะพยายามดูดน้ำที่กรองออกมากลับคืนสู่ร่างกายให้มากที่สุด แต่ก็ไม่สามารถดูดซึมน้ำกลับได้หมดจนน้ำในปัสสาวะเป็น 0 หรือปัสสาวะกลายเป็นเม็ดๆ แห้งๆ ออกมา ในคนปกติแล้วไตดูดซึมน้ำให้ปัสสาวะเข้มข้นที่สุดยังไง ก็ต้องมีน้ำผ่านออกมาทางปัสสาวะอย่างน้อย 0.5 ลิตร/วันครับ เมื่อรวมกับน้ำที่ต้องเสียไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทางเหงื่อและความชื้นที่ ไปกับลมหายใจออกอีกประมาณ 0.5-1 ลิตรแล้ว ร่างกายยังไงๆ ก็ต้องเสียน้ำไปวันละ 1-1.5 ลิตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นปริมาณน้ำน้อยที่สุดที่คนเราพอจะดำรงชีพอยู่ได้(อย่างแห้งๆ )จึงเป็นประมาณ 1-1.5 ลิตร/วัน แต่ถ้าจะอยู่ให้เป็นปกติสุข ไม่อยู่ในสภาวะแห้งอยู่ตลอดเวลาก็ควรกินให้เกินกว่านี้ไว้ ซึ่งก็ควรมากกว่า 2 ลิตร/วันขึ้นไปครับ - ในยามที่ร่างกายได้รับน้ำมากเกินต้องการ ไตก็จะปล่อยน้ำส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะโดยไม่ดูดน้ำกลับซึ่งไม่กินแรงอะไร ของไตครับ แต่โดยธรรมชาติไตปกติจะเก็บน้ำไว้เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นแม้ว่าจะมีน้ำผ่านออกมาถึง 180 ลิตร/วัน ดังตัวเลขข้างต้น แต่ธรรมชาติของไตยังไงๆ เสียก็จะดูดซึมน้ำส่วนใหญ่กลับคืน ยอมให้ผ่านออกมาเป็นปัสสาวะได้มากที่สุดเพียงประมาณ 23 ลิตร/วันเท่า นั้น ดังนั้นถ้าใครสามารถกินน้ำได้เกิน 23 ลิตร/วันก็สามารถทำให้เกิดภาวะน้ำคั่งในร่างกายจนเป็นพิษ (water intoxication) ได้ครับ เพราะไตปล่อยน้ำออกมาไม่ทัน คำว่าไตทำงานหนักนี่เป็นคำที่พูดที่พูดให้คนทั่วๆ ไปฟังง่ายๆ มากกว่า แต่จริงๆ แล้วความหมายของมันเป็นดังนี้ครับ ... เวลาไตทำงานไตต้องใช้พลังงานในการดูดซึมสารต่างๆ กลับเข้าสู่ร่างกายและขับสารต่างๆ ออกสู่ปัสสาวะอยู่เหมือนกัน แต่ปริมาณพลังงานที่ไตใช้นี้น้อยเมื่อเทียบกับปริมาณพลังงานที่สมอง หัวใจ หรือกล้ามเนื้อใช้ ไม่ว่าปริมาณของเสียที่ไตต้องขับออกมีมากเพียงไร ก็ไม่ได้ทำให้ไตต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นมากมายนัก ดังนั้นคำว่าไตทำงานหนักจึงไม่ได้หมายความไตใช้พลังงานไปมากจนไตเกิดร้อน ช็อตจนไตพัง หรือล้าจนทำต่อไปไม่ไหวอย่างที่เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อ แต่อย่างที่บอกไว้ในข้อ 1 ครับ จะเห็นว่าความเข้มข้นของสารบางอย่างในปัสสาวะอาจสูงเป็น 100 เท่าของในเลือดหรือสูงกว่านี้ก็ได้ ถ้าสารนั้นเป็นของเสียหรือเป็นพิษ ไตก็จะต้องรับหน้าที่หนักในการเผชิญกับของเสียหรือสารพิษที่มีความเข้มข้น สูง จึงมีโอกาสที่ไตจะเป็นอันตรายจากความเข้มข้นที่สูงนี้ได้ การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยทำให้ปริมาณน้ำในปัสสาวะเพิ่มขึ้นและความเข้มข้นของสารเหล่านี้จางลง ดังนั้นเมื่อต้องกินสารที่มีโอกาสเป็นพิษต่อไตได้เช่นยาที่ขับออกทางไต แพทย์จึงแนะน้ำให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหานี้ครับ การกินโปรตีนมากๆ จะทำให้มีของเสียพวกไนโตรเจนออกมาทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น ของเสียพวกไนโตรเจนนี้อาจเป็นพิษต่อไตได้ จึงแนะนำให้ผู้ที่กินโปรตีนมากๆ ดื่มน้ำมากๆ ด้วยเพื่อเลี่ยงโอกาสที่จะเป็นพิษต่อไตครับ (จริงๆ แล้วในไตที่ปกติยังไม่หลักฐานว่าการกินโปรตีนมากๆ ทำให้เกิดโรคไต และในตำราแพทย์ก็ไม่ได้ระบุว่าการกินโปรตีนมากๆ เป็นสาเหตุของโรคไต แต่ในคนที่ไตมีปัญหาหรือมีโรคแล้ว มีหลักฐานว่าการกินโปรตีนมากๆ ทำให้ไตแย่ลงได้ครับ) ส่วนการกินโปรตีนน้อยไม่ได้ทำให้ไตทำงานหนักขึ้นครับ เพราะไตไม่ได้มีหน้าที่สร้างโปรตีนให้ร่างกาย จึงไม่ต้องทำงานเพิ่มขึ้นเมื่อร่างกายขาดโปรตีน ส่วนการกินน้ำเปล่า 2.5 ลิตรกับกินเป๊ปซี่ 1 ขวดนี่ ไม่ว่าจะขวดขนาดไหน ก็ไม่มีผลต่างอะไรกับไตครับ ไตมีความสามารถในการจัดการกับปริมาณน้ำในขนาดนี้ได้สบายดังตัวเลขที่แสดงไว้ ในข้อ 1 ครับ โดย คุณหมอพัฒน์ thaimuscle.net ******* ******* ตำรานี้ว่ากินน้ำได้ไม่ควรเกินวันละ 10 ลิตร อีกความรู้หนึ่งจากยาฮูรู้รอบ ร่างกายต้องการน้ำเพื่อขับถ่ายของเสีย ระบายความร้อน และคงสภาพเซลล์ไว้ (น้ำเป็นส่วนประกอบของร่างกายเรามากกว่าครึ่ง) เอาเรื่องขับถ่ายของเสียก่อน ไม่ว่าคุณจะกินน้ำหรือไม่ อัตราการกรองของเสียผ่านไตคงที่เสมอ แต่ถ้าคุณไม่ดื่มน้ำ ปริมาณปัสสาวะจะลดลง เพราะไตดูดน้ำที่กรองออกมากลับ เพื่อรักษาปริมาณน้ำในร่างกาย ถ้าคุณยังไม่ยอมกินน้ำต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เลือดคุณจะข้นขึ้น (เพราะคุณเสียน้ำทางลมหายใจ และการระเหยจากผิวหนัง) และมีของเสียคั่งในเลือด เมื่อเลือดข้นถึงระดับหนึ่ง คุณก็จะตาย ถ้าคุณกินเยอะเกิน ไตก็จะขับน้ำออกจากร่างกายทางปัสสาวะ แต่ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน ถ้าเราเอาเซลล์หนึ่งเซลล์ไปแช่ในน้ำกลั่นบริสุทธิ์จะเกิดอะไรขึ้นจำได้ไหมครับ คำตอบคือเซลล์จะแตก เพราะน้ำจะออสโมซิสเข้าเซลล์ ไตก็เช่นเดียวกัน ไตไม่สามารถขับปัสสาวะออกมาเป็นน้ำบริสุทธิ์ได้ อย่างไรเสียก็ต้องมีความเข้มข้นระดับหนึ่ง ขีดจำกัดของไตอยู่ที่ประมาณ 10 ลิตรต่อวัน นั่นคือถ้าไตคุณปกติ และคุณกินน้ำไม่เกิน 10 ลิตรต่อวัน คุณก็จะไม่เป็นไร ร่ายมาซะยาว เพราะผมอยากให้เราคิดด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่เชื่ออะไรที่บอกมาเป็นสูตร บอกมาว่าเอ้าเช้ามาให้ทำอย่างนี้ โดยไม่ต้องใช้สติตรอง ผลเสียของน้ำเปล่ามีน้อยมาก ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ถ้าคุณมีสติดีโอกาสที่คุณจะกินน้ำเกินสิบลิตรต่อวันนั้นน้อยมาก แต่การกินน้ำเปล่าเยอะเกินไป แม้ไม่ถึงสิบลิตร แต่กินมาก ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้ปริมาณแร่ธาตุบางชนิดในเลือดลดต่ำลงได้ โดยเฉพาะโปแตสเซี่ยม เพราะมันจะถูกดูดออกมากับปัสสาวะที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นครับ ถ้าคนไม่ปกติ เช่นเป็นโรคหัวใจวายเรื้อรัง ดื่ม 1.5 ลิตรทั้งวันยังอาจทำให้ตายได้ หรือถ้าคุณเป็นไตวายเรื้อรังที่ค่อนข้างรุนแรง ซดน้ำเข้าไป 1.5 ลิตรรวดเดียว คุณก็จะชักคาแก้วน้ำนั่นแหล่ะครับ เพราะฉะนั้นต้องบอกว่า ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวของปริมาณน้ำที่คุณจำเป็นต้องได้รับต่อวัน มันขึ้นกับสภาพร่างกาย โรคประจำตัว สภาพอากาศ การทำงาน อาหาร รู้แต่ว่าปริมาณเฉลี่ยที่เหมาะสมคือประมาณ 1-2 ลิตรต่อวัน จะมากกว่านี้นิดหน่อยก็คงไม่เป็นไร อย่าให้เกินสิบลิตรก็แล้วกัน สำคัญที่สุดคือ ธรรมชาติสร้างเราให้พยายามดำรงชีวิตอยู่ โดยสร้าง "ความกระหายน้ำ" ไว้ให้ทุกคนครับ เมื่อไรก็ตามที่ความเข้มข้น (osmolarity) ของเลือดเราเพิ่มขึ้นถึงระดับอันตราย เราจะกระหายน้ำครับ เรียบเรียงจาก http://www.thaimuscle.net/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=4494 (http://www.thaimuscle.net/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=4494) โดย คุณหมอพัฒน์ /ยาฮูรู้รอบ โดย คุณ Urai ภาพ: ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 02, 2014, 10:13:56 PM (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-prn2/t1.0-9/10170975_231848203678757_5588937530547172304_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 02, 2014, 10:14:27 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/v/t34.0-12/10306943_231533300376914_1361506031_n.jpg?oh=1a3648b13992b0005a0e04441f8b85de&oe=5365FE97&__gda__=1399199826_b4ca2218ff3339fe0e16b70adc4a3c75)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 02, 2014, 10:15:48 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/v/t34.0-12/10311996_231348520395392_448694735_n.jpg?oh=9e2f58d56fea4ab8533fb21238f60232&oe=5365C3E3&__gda__=1399187222_94f9aad92eadabda8f8d2c769e30e195)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 05, 2014, 01:46:04 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1.0-9/1538753_256932704463045_765723749_n.jpg)
เตือนภัย ถ่ายเป็นเลือด ระวังโรคแฝง…ร้ายแรงถึงชีวิต!! อาการตกใจกลัวสุดขีด จะเกิดขึ้นเมื่อทราบว่าตัวเองถ่ายเป็นเลือด ทำให้คิดไปต่างๆ นานา ว่าเป็นโรคร้ายชนิดใดกันแน่ เพราะการถ่ายเป็นเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นริดสีดวงทวารหนัก ฝีบริเวณทวารหนัก และที่หนักสุดๆ เห็นจะเป็น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่ทำให้ใครหลายคนกังวลใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 08, 2014, 04:44:19 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/10300310_279629542197708_7351526954126655755_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 08, 2014, 05:23:08 PM (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-frc3/t1.0-9/10294306_400841816722399_4507280249550315403_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 09, 2014, 09:02:05 PM (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/t1.0-9/1925198_828026490558668_1183134210272498098_n.jpg)
สาระดีๆ สำหรับคนที่กินแล้วไม่ค่อยขับถ่าย อนาคต.. มะเร็งลำไส้..! "ตะลึง" ....คุณหมอพรทิพย์เขียนไว้ว่า เวลาผ่าศพจะเจออุจจาระ ตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจ บางศพมีน้ำหนักอุจจาระถึง 10 โล... แล้วเป็นเพราะอะไร??? เค๊าว่า "อุจจาระตกค้าง" เนื่องมาจาก 1. เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด 2. กินอาหารที่มีกากใยน้อย 3. มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ 4. ระบบดูดซึมเสีย เพราะน้ำมันพืชเคลือบทำให้น้ำที่ ดื่มเข้าไป ไม่หมุนเวียน 5. ไม่ถ่ายอุจจาระเวลา 05.00-07.00 เช้า หากถ่ายอุจจาระ หลังเวลา 7 โมงเช้า ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบนเวลาถ่าย จะถ่ายไม่หมด แต่ไม่รู้ตัว ที่ปลายลำไส้จะมีประสาท ปลายทวาร เมื่อมีอุจจาระที่เหลวพอมาจ่อปลายทวาร ประสาทจะส่งสัญญานบอกสมองให้ปวดอึหลัง 7 โมง เช้า ลำไส้จะทำงานไม่เป็นปกติ บีบอุจจาระให้ขาด ช่วงเวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้ว เราก็หยุดแต่ความจริง อุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก แต่มันถูกดันกลับขึ้นไป ไม่มาจ่อปลายทวารทำให้เราไม่ปวดอึ เราก็นึกว่าหมด แล้ว อุจจาระที่ค้างไว้นี้ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้ พอมี ีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่ามันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่ สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็ง ไว้ ก็เกาะติดแน่น ฉะนั้น ทุกวันที่ถ่าย มันก็ถ่ายเฉพาะอึที่เหลวพอ ส่วนที่เหลือ ก็เกาะไปเรื่อยๆ อุจจาระตกค้างจะไปทับ เส้นเลือดต่างๆ ในกระเพาะ และกดทับกระดูกหลัง ทำให้เกิดอาการมากมายเช่นท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนหัวอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เป็นฝ้า ไมเกรน และอื่น ๆ นั่นแหละเป็นที่มา..ที่คุณหมอพรทิพย์เขียนไว้ว่า เวลาผ่าศพจะเจออุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจ การนำอุจจาระตกค้างออกจึงจำเป็นต้องหาว่า เป็นที่สาเหตุใดใน 5 สาเหตุข้างต้น แต่ถ้าสามารถได้รับการตรวจด้วยลูกดิ่ง เพนดูลั่มก็จะรู้ได้ สำหรับท่านที่ไม่สะดวกในการเดินทางมา ให้ตรวจ ก็แนะนำให้ถ่ายพยาธิเสียก่อน แล้ว ลองสูตร อาหารดังต่อไปนี้ 1. เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มก่อนนอน เม็ดแมงลักจะลากอุจจาระ ตกค้างออกมา ทานเป็นปกติได้ทุกวันหรือ 3-4วัน ต่อสัปดาห์ แล้วแต่จะชอบ 2. นมสด 2 กล่อง (รวมจะได้ประมาณ 500 มิลลิลิตร) และ กล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมง เช้า ช่วงแรกควรทานติดกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7 โมง เช้าเป็นปกติได้แล้ว ก็ลดมาเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือ ตามที่เห็นสมควร 3. ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออก มา /เรื่องดีมีประโยชน์ต้องแบ่งปัน.... หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 11, 2014, 09:42:02 PM (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/10314491_657737627630718_8056248510997079057_n.jpg)
วิธีแพ๊กกระเป๋าเดินทาง หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 11, 2014, 09:42:55 PM (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/10268667_566717953426539_264260334785326087_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 11, 2014, 09:51:30 PM (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/t1.0-9/s526x395/10294488_636427003117122_4690417735869494028_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 11, 2014, 10:06:13 PM (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-prn2/t1.0-9/10325348_562417293872960_6041593401115932473_n.jpg)
ผลไม้น้ำตาลสูง กินแล้วอ้วน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 11, 2014, 10:06:51 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/t1.0-9/10325354_556793881101968_8454316441494856770_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 11, 2014, 10:07:22 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/t1.0-9/10302117_555380601243296_401517378574571201_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 12, 2014, 01:19:55 PM (https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc1/t1.0-9/10246307_10152431305282028_472377593782579728_n.jpg)
การปฐมพยาบาล เมื่อถูกตะขาบกัด เมื่อถูกตะขาบกัด ให้ปฏิบัติดังนี้ (1) ล้างบริเวณแผลด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ และล้างออกให้หมด ทำซ้ำหลายครั้ง (2) ใช้ครีมยาแก้แพ้ทาบริเวณที่บวมแดง เช่น เพร็ดนิโซโลน (3) ถ้าปวดมากกินยาแก้ปวด พาราเซตามอล และใช้น้ำแข็งวางประคบ (4) ในรายที่มีไข้ ปวดศีรษะ หลังกินยาแล้ว นอนพัก ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 12, 2014, 01:21:02 PM (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-prn2/t1.0-9/10320408_10152431294562028_60417859744764786_n.jpg)
การเลือกซื้อ "อาหารกระป๋อง" ปัจจุบันอาหารกระป๋องเป็นที่แพร่หลายในท้องตลาด และซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป หลายครอบครัวให้ความนิยมในการบริโภค แต่คุณทราบหรือไม่ว่าอาหารที่คุณบริโภคอยู่นั้นมีความปลอดภัยแค่ไหน ฉะนั้นการเลือกซื้ออาหารกระป๋อง จึงมีความจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเลือกซื้ออาหารอื่นๆ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 12, 2014, 01:21:27 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/v/t34.0-12/10323015_1505883709634837_1565004189_n.jpg?oh=8594b18f251e88280c6e55cb5f7c82e2&oe=53726EB3&__gda__=1399992412_5050438e94cc2d6456c860c7fe61a9fe)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 12, 2014, 01:21:49 PM (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1.0-9/s526x395/1907633_658643710873443_9075984001706606522_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 24, 2014, 10:09:19 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/t1.0-9/q71/s480x480/10390504_307389826085838_3606083920228675429_n.jpg)
เมื่อหยดเบตาดีนใส่โยเกิร์ตแล้วเปลี่ยนเป็นสีม่วง นั่นคือมีแป้งผสมอยู่ เลือกเอาจะกินยี่ห้อไหนนะคะ ^^ว่าเวลาเราอยากรู้ว่าอะไรมีแป้ง เค้าจะใช้เบตาดีน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 10, 2014, 07:05:09 AM (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpa1/t1.0-9/10513281_910469382313269_6338980519073866682_n.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 15, 2014, 02:36:08 PM กระบองเพชรเด็ดสะระตี่
ต้นกระบองเพชร หรือตะบองเพชร (cactus) พรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้ง เลี้ยงง่าย นอกจากจะมีสรรพคุณเป็นยา สามารถใช้บรรเทาโรคบิด สารสกัดกระบองเพชรช่วยลดอาการเมาค้างได้แล้ว ผลวิจัยทางการแพทย์ ยืนยันว่า กระบองเพชร สามารถดูดรังสีที่แผ่ออกมาจากโทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ ได้ดีอีกด้วย ดังนั้น ใครที่นั่งจ้องหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ เลือกซื้อเลือกหากระบองเพชรมาวางใกล้ๆ หน้าจอ สักต้นสองต้น อาการกล้ามเนื้อตาล้า ปวดศีรษะ ก็จะบรรเทาไปได้ แต่ขอเตือนไว้สักนิด ว่าอย่าเผลอนั่งสัปหงกเป็นอันขาด เพราะหนามกระบองเพชรอาจปักหน้าผาก แล้วจะฮาไม่ออก จะบอกให้!!! (แนวหน้าออนไลน์) (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpf1/t31.0-8/p180x540/10358934_777716858945775_2329975970525156339_o.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 15, 2014, 02:38:33 PM (http://1mpics.com/UploadedPhotos/Large/1965_7142014120919pm151.jpg)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 15, 2014, 02:39:25 PM (http://1mpics.com/UploadedPhotos/Large/1965_7142014120350pm745.jpg)
นี่เสร็จปุ๊ป โชว์ให้ดูทันที หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 18, 2014, 04:13:16 PM วิธีปลอกทุเรียนแบบฉีกง่ายๆ (http://www.youtube.com/watch?v=qRIDzKAYHCA#ws)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 20, 2014, 10:09:02 AM วางมือถือไว้ที่หัวนอนเสี่ยงเป็นเนื้องอก
(http://my.haijai.com/article/health/20140629_health_1.jpg) วางมือถือไว้ที่หัวนอนเสี่ยงเป็นเนื้องอก นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมหรือ สบท. เปิดเผยว่า ผลสำรวจของ สบท.ที่ร่วมกับเอแบคโพลล์ พบว่าคนไทยมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นเนื้องอกในสมอง โดยได้รับคลื่นสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าของโทรศัพท์มือถือแม้ไม่ได้ใช้งาน จากพฤติกรรมนิยมวางโทรศัพท์มือถือไว้ที่หัวเตียงพร้อมกับเปิดเครื่องไว้ในเวลานอนสูงถึง 64.5% ผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลทางวิชาการขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยก่อมะเร็ง กลุ่มที่ใช้โทรศัพท์มากกว่า 1,640 ชั่วโมง จะมีความเสี่ยงมากขึ้นต่อการเป็นเนื้องอกในสมองข้างเดียวกับที่ใช้โทรศัพท์ นอกจากนี้ผู้ที่นิยมใส่โทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋ากางเกง ยังเสี่ยงเกิดเนื้องอกส่วนอื่น 41.6% ซึ่งการป้องกันหรือลดความเสี่ยงเบื้องต้น คือ ให้ใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรี หรือระบบบลูทูธ ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 20, 2014, 10:11:40 AM (http://my.haijai.com/article/food/20140717_health-food_1.jpg)
แอปเปิ้ล ราชินีแห่งผลไม้ เพื่อการลดน้ำหนักและฟื้นฟูสภาพผิว แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่นิยมมากที่สุดในโลก เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารทีมีประโยชน์อีกหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ บี 1 บี 6 บี 2 ไบโอติน กรดโฟลิก กรดแพนโทเธอนิค เกลือแร่ คลอไรด์ เหล็ก ทองแดง แมกกานีส แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม ซิลิคอน เป็นต้น นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังมีรสชาติที่อร่อย กรอบ กลิ่นหอมชวนรับประทาน โดยแอปเปิ้ลจะมีหลายสายพันธุ์แตกต่างกันไปแต่ละสี เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า สีของ “แอปเปิ้ล” ที่แตกต่างกันไม่ว่ะเป็น แอปเปิ้ลสีแดง แอปเปิ้ลสีเหลือง หรือแอปเปิ้ลสีชมพู นั้นให้ประโยชน์อย่างไรบ้าง • แอปเปิ้ลสีแดง เราจะพบแอปเปิ้ลสีแดงตามท้องตลาดทั่วไปมากกว่าสีอื่นๆ จุดเด่นของแอปเปิ้ลสีแดงก็คือ มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์มากที่สุด ดีต่อสุขภาพ เหมาะแก่การช่วยชะลอวัย ลดริ้วรอย นอกจากนี้ยังมีอิลาสตินและคอลลาเจนที่ดีต่อสุขภาพผิวด้วย เหมาะกับสาวๆ ที่รักสุขภาพผิว • แอปเปิ้ลสีชมพู ก็หาซื้อได้ง่ายเช่นกัน มีสารฟิโนลิกมากที่สุดในบรรดาแอปเปิ้ลด้วยกัน สารตัวนี้จะช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า ชะลอความแก่ นอกจากนี้ยังมีฟลาโวนอยด์ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินซีได้ดี ทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยแข็งแรง ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟันได้ การอักเสบต่างๆ และลดไข้ได้ • แอปเปิ้ลสีเขียว มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานมากกว่าแอปเปิ้ลสีอื่นๆ สามารถช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดีเพราะมีน้ำตาลน้อย และมีอิลาสตินและคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น แข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดี ท่านไหนที่ต้องการลดความอ้วนก็สามารถนำแอปเปิ้ลไปเป็นส่วนประกอบในเมนูของคุณได้ • แอปเปิ้ลสีเหลือง มีประโยชน์ต่างจากแอปเปิ้ลสีอื่นๆ มีสารเควอร์ซิตินที่ช่วยลดอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจและต้อกระจก ด้วยคุณสมบัติมากมายที่มีในแอปเปิ้ล ผลไม้ชนิดนี้จึงได้ถูกนำมาเป็นสารสกัดสำคัญในผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มลดน้ำหลัก กลุ่มล้างพิษ และผลิตภัฑณ์บำรุงผิวต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่วงการเครื่องสำอางได้ให้ความสำคัญกับการสกัดจากพืชแทนสิ่งมีชีวิต จึงทำให้แอปเปิ้ลได้ถูกนำมาทดลองและวิจัยจนสามารถสกัดออกมาเป็นเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) ที่ทำให้ผลลัพธ์ในการซ่อมแซมบำรุงผิวพรรณ ให้กลับมามีความแข็งแรงและอ่อนเยาว์ลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ บทความสุขภาพน่ารู้เพียบ วิธีดูแลสุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ http://health.haijai.com/1675/ (http://health.haijai.com/1675/) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 20, 2014, 10:14:40 AM กินคาร์โบไฮเดรตให้สุขใจ มาดูวิธีกิน
(http://my.haijai.com/article/food/20140714_health-food_1.jpg) กินคาร์โบไฮเดรตให้สุขใจ มาดูวิธีกินยังไง ไม่ให้อ้วน ส่วนใหญ่มักมีความเข้าใจเรื่องคาร์โบไฮเดรตไม่ถูกต้อง เมื่อพูดถึงคาร์โบไฮเดรตจึงมักจะนึกถึงข้าวหรือแป้ง ทั้งที่คาร์โบไฮเดรตนั้นแท้จริงแล้ว ยังหมายรวมถึงผลิตภัณฑ์จากข้าวทุกชนิด รวมทั้งผัก ผลไม้ นม น้ำตาล ไปจนถึงขนมหวาน ซึ่งคาร์โบไฮเดรตแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ แบบเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน และด้วยความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ร่างกายคนเราจะต้องรับเอาคาร์โบไฮเดรตเข้าไป เพื่อเป็นพลังงานพื้นฐาน ดังนั้นเราจึงงดทานคาร์โบไฮเดรตไม่ได้อย่างเด็ดขาด หากแต่ต้อง “เลือก” ให้ถูกต้อง ลองมาดูกันนะคะ ว่าคาร์โบไฮเดรต 2 อย่างนี้ต่างกันอย่างไร และถ้าคุณจะทานทั้งทีควรจะทานแบบไหนกันแน่ คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ง่ายและเกือบจะทันทีที่กินเข้าไป ทำให้เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างฉับพลัน เวลาเรากินคาร์โบไฮเดรตประเภทนี้ เข้าไปร่างกายจะรู้สึกมีพลังงานขึ้นมาทันที ซึ่งหากมีพลังงานมากเกินไป พลังงานส่วนกินก็จะถูกแปรรูปเป็นไขมัน และกลายมาเป็นพลังงานสำรอง ทำให้มีไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเราอ้วนขึ้นนั่นเอง โดยคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวนี้ จะอยู่ในกลุ่มอาหารพวกแป้งขัดขาว ข้าวขาว ขนมปัง ขนมเค้ก ขนมหวาน ฯลฯ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน จะอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารอย่างอื่นมากมาย อาทิ วิตามิน แร่ธาตุ เส้นใยอาหาร ดังนั้น เมื่อกินเข้าไปร่างกายจะค่อยๆ ย่อยเพราะมีโมเลกุลที่ซับซ้อน กระบวนการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลจึงช้ากว่าแป้งขัดขาว ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานต่อเนื่องยาวนาน น้ำตาลในเลือดจะเพิ่มคงที่สม่ำเสมอ จึงไม่หิวบ่อย อีกทั้งเส้นใยอาหารยังช่วยส่งเสริมระบบย่อยอาหารและขับถ่ายได้อีกด้วย ซึ่งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนนี้จะอยู่ในอาหารกลุ่มธัญพืช ถั่ว ข้าวซ้อมมือ ข้างกล้อง ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล เผือก มัน ฟักทอง เมล็ดแปะก๊วย ฯลฯ อย่าลืมนะคะว่าคาร์โบไฮเดรตยังคงจำเป็นกับร่างกายอยู่เสมอ โดยในแต่ละมื้อควรมีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 60% ของอาหารทั้งหมดในมื้อนั้น และควรเลือกทานแป้งไม่ขัดขาวเป็นหลัก เลี่ยงน้ำตาล ซึ่งเส้นใยในแป้งไม่ขัดขาวจะช่วยให้คุณควบคุมความรู้สึกหิวได้เป็นอย่างดี หากระหว่างวันคุณไม่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานมากเกินกว่าพลังงานที่คุณใช้ไประหว่างวัน ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกังวเรื่องของไขมันสะสมค่ะ มันเทศช่วยลดน้ำหนักได้ คนส่วนใหญ่มักคิดว่ามันเทศเป็นอาหารประเภทแป้งที่สามารถเปลี่ยนเป็นคาร์โบไฮเดรต ยิ่งกินยิ่งเพิ่มน้ำหนัก แต่จริงๆ แล้วมันเทศนี่แหละเป็นอาหารลดน้ำหนักที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลก โดยมันเทศ 100 กรัมมีแคลอรีประมาณ 90-93 แคลอรี ซึ่งคนเราจะกินมันเทศได้ครั้งละไม่มากนัก เพราะมีคุณสมบัติไปฟูในท้องทำให้อิ่มเร็ว โดยหากรับประทานมันเทศในช่วง 9.00-11.00 น. จะทำให้อิ่มท้องได้ยาวนาน โดยในบางคนสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 3 กิโลกรัม ภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น บทความสุขภาพน่ารู้เพียบ วิธีดูแลสุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 20, 2014, 10:21:12 AM โรคความดันโลหิตสูง เพชฌฆาตเงียบที่ต้องระวัง
(http://my.haijai.com/article/disease/20140702_health-disease_2.jpg) โรคความดันโลหิตสูง เพชฌฆาตเงียบที่ต้องระวัง โรคความดันโลหิตสูง คือ ภาวะมีความดันโลหิตวัดได้สูงตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท ขึ้นไป ทั้งนี้ ความดันโลหิตปกติ คือ 90-119/60-79 มม.ปรอท สาเหตุของความดันโหลิตสูง อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1.พวกที่หาสาเหตุได้ เช่น จากโรคไตอักเสบเส้นเลือดแดงตีบ พิษแห่งครรภ์ เป็นต้น 2.พวกที่หาสาเหตุไม่พบ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนมากมักจะเป็นชนิดนี้ ปัจจัยที่มีผลก่อให้เกิดความดันโลหิตสูง • อายุ (มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 35ปี) • กรรมพันธุ์ พบประมาณ 30-40% • น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน • ความเครียด ความวิตกกังวล • การเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือด • โรคไต และโรคต่อมไร้ท่อต่างๆ • ภาวะครรภ์เป็นพิษ • โรคเส้นเลือดอักเสบ โรคความดันโลหิตสูง หรือแพทย์บางท่านเรียกว่า ภาวะความดันโหลิตสูง (Hypertension หรือ High blood pressure) เป็นโรคพบได้บ่อยมากอีกโรคหนึ่งในผู้ใหญ่ พบได้สูงถึง ประมาณ 25-30% ของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด โดยพบในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิง และพบได้สูงขึ้นในผู้สูงอายุ ในบางประเทศพบโรคนี้ได้สูงถึง 50% ของผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ส่วนในเด็กพบโรคนี้ได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่าในผู้ใหญ่มาก อาการของโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรกส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ อาจตรวจพบโดยการตรวจเช็คสุขภาพประจำปี หรือเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นแล้วแพทย์วัดความดันของเลือดสูงกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท แต่ในบางรายอาจมีอาการมึนงง ตาพร่ามัว ปวดศีรษะตรงท้ายทอย มักจะปวดตอนตื่นนอน เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย โดยเฉพาะถ้าค่าความดันโลหิตตัวล่างมากกว่า 130 มิลลิเมตรปรอท จะเกิดอาการแทรกซ้อน ดังนี้ 1.สายตาเสื่อมอย่างรวดเร็วหรือตาบอด 2.อาการทางสมอง หลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก มีอากรปวดศีระอย่างรุนแรง อาจชักหรือไม่รู้สึกตัวและอาจเป็นอัมพาตได้ง่าย 3.หัวใจล้มเหลว 4.ไตพิการหรือไตอักเสบ เกิดอาการบวมตามตัว 5.ในระยะยาวเพิ่มอัตราการเป็นโรคหัวใจ เส้นเลือดหัวใจอุดตัน อัมพาตไตวาย เมื่อเทียบกับผู้มีความดันโลหิตต่ำกว่า 140/90 อย่างชัดเจน การรักษาโรคความดันโลหิตสูง แนะนำให้ผู้ป่วยทุกรายที่มีความดันโลหิตสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอทอย่างต่อเนื่อง ควรได้รับยาลดความดันร่วมไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม เช่น 1.การรับประทานยา ต้องรับประทานอย่างสม่ำเสมอ 2.การควบคุอาหาร 2.1.จำกัดอาหารที่มีโซเดียมสูงหรืออาหารที่ใส่เกลือมากๆ เช่น อาหารทะเล อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง อาหารรมควัน เนยแข็ง ฯลฯ 2.2.คุมน้ำหนักให้พอดี จำกัดอาหารที่มีผลต่อน้ำหนักตัว 3.ออกกำลังกาย โดยเริ่มจากทีละน้อย แล้วค่อยเพิ่มขึ้นจนถึง 30-40 นาทีต่อวัน ทำอย่างสม่ำเสมอ และไม่ออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมาก เช่น ยกน้ำหนัก ชักเย่อ เป็นต้น 4.ผ่อนคลายความเครียด ซึ่งกระทำได้หลายวิธี ได้แก่ การฟังธรรม นั่งสมาธิ ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ ร้องเพลง เล่นกีฬา ฯลฯ 5.พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ บทความสุขภาพน่ารู้เพียบ วิธีดูแลสุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 20, 2014, 10:25:02 AM มหาหิงคุ์ สมุนไพรไทยคู่ใจคุณแม่
(http://my.haijai.com/article/herb/20140629_herb_3.jpg) มหาหิงคุ์ สมุนไพรไทยคู่ใจคุณแม่ ทราบกันหรือไม่คะว่า สิ่งหนึ่งที่ทุกครอบครัวไทยจะต้องมีติดบ้านไว้ในยามที่มีสมาชิกใหม่ตัวน้อย เพราะไม่ว่าจะกี่ยุค กี่สมัย กี่รุ่น ต่อกี่รุ่น เป็นต้องหาซื้อกันไว้ใช้กับลูกเล็กๆ นั่นก็คือ มหาหิงคุ์ ที่เป็นพืชสมุนไพรไทย และสามารถช่วยในเรื่องของการไล่ลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มหาหิงคุ์มีกลิ่นฉุน ร้อน และมีรสเผ็ดร้อนและขม มีสรรพคุณเป็นยา ใช้เป็นยาขับลมผาย แก้อาการเกร็ง แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เสียดท้อง ใช้เป็นยาทาภายนอก ทาแก้กลาก แก้แมลงกัดสัตว์ต่อย ตลอดจนทาหน้าท้องเด็ก เพื่อบรรเทาอาการท้องอืด มหาหิงคุ์ช่วยให้บรรเทาจากอาการท้องอืดในเด็กทารกได้อย่างไร ทารกเป็นวัยที่ยังต้องมีการดูดนมแม่อยู่ ในบางครั้งการดูดนมนั้นมีบ้างที่ปากลูกไม่ตรงกับเต้านมของแม่ ทำให้ลูกได้ดูดเอาลมเข้าไปในท้องด้วย และลมที่ดูดเข้าไปนั้นจะอยู่ในท้องลูกจนกระทั่งลูกหลับไป ซึ่งลูกจะไม่ได้มีการขยับเขยื้อนร่างกายเลย ทำให้ลมไม่ถูกขับออกมาจากท้อง (เด็กบางคนอาจดูดจากขวด ซึ่งก็ทำให้เด็กดูดเอาลมเข้าไปในท้องมากกว่าปกติได้เช่นกัน) บรรเทาอาการท้องอืดให้ลูกได้ง่ายๆ ด้วยการทามหาหิงคุ์ ซึ่งไอระเหยและความร้อนอุ่นๆ จากมหาหิงคุ์จะช่วยให้ลูกผายลม และถือเป็นการไล่ลมออกจากท้องได้ดีอีกทางหนึ่งด้วย Tip for Mom การใช้มหาหิงคุ์ทาให้ลูก คุณแม่ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากใช้มหาหิงคุ์ในปริมาณที่มากไป ก็อาจทำให้รู้สึกเย็นผิวมากเกินไป ในเด็กเล็กบางคนอาจแพ้กลิ่นฉุนของมหาหิงคุ์ได้ด้วยเหมือนกัน และถ้าลูกเล็กๆ ปวดท้องจากอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คือลูกร้องไห้ และคลำดูตรงบริเวณท้องแล้วพบว่าท้องแข็งตึง นั่นแสดงว่าลูกมีลมอยู่ในท้องมาก ก็ใช้มหาหิงคุ์ทาที่บริเวณท้อง ก็จะช่วยให้บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้ บทความสุขภาพน่ารู้เพียบ วิธีดูแลสุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 27, 2014, 04:44:05 PM (http://img3.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=bfb39ee2-aa40-4403-aeff-5d85307ef60f&w=628&h=498&so=2) คอสมี ซิลฟา และเจ้าสกิ๊ปปี้ อิกัวน่าสัตว์เลี้ยงช่วยบำบัดอาการอารมณ์หดหู่ให้กับเขา อิกัวน่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ช่วยทำให้เขามีอารมณ์ที่ไม่ปรวนแปร มีความเป็นมิตร และสนับสนุนให้เขามีแรงในการดำเนินชีวิตต่อไป (http://img4.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=fa1fc897-d07c-45d1-aff1-b881475f0946&w=628&h=498&so=2) Mona Ramouni โมนา รามัวนี่ เธอขึ้นรถโดยสารประจำทางกับคาลิ ม้าของเธอในลินคอล์น พาร์ค มิชิแกน รามัวนี่อายุ 30 ปีเธอตาบอดตั้งแต่ยังแรกเกิด เติบโตในเมืองดีทรอยต์ เธอมีม้าเป็นสัตว์นำทางให้กับเธอ (http://img3.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=8969c135-7e1b-4c07-b07f-bbdbbdd9991f&w=628&h=498&so=2) หญิงชราผู้พักอยู่ที่ Lakeside Nursing Center ใน Harvey's Lake เอื้อมไปจับเจ้าเป็ด VonDrake เป็ดช่วยทำให้หญิงชรามีความสุขและได้ขยับเขยื้อนร่างกาย (http://img1.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=a3781d8f-9472-40b0-a28e-1e4f79c13a9c&w=628&h=498&so=2) เจ้าลาเฮนรี่ ยืนรออยู่ในห้องโถงที่ Lakeside Nursing Center เพื่อเยี่ยมเยียนผู้พักอาศัยที่อยู่ที่นี่ (http://img4.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=85bb8dd2-cb43-4ea8-8e43-28660076fb50&w=628&h=498&so=2) เจมส์ เอ็กการ์ แบกซาดี นกแก้วคู่ใจที่อยู่ในกระเป๋าแบ็คแพ็คแบบพิเศษ (http://img2.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=247686b5-c705-40c6-8ff7-39eab2d93491&w=628&h=498&so=2) เดบร้าขับรถไปกับริชาร์ด เจ้าจ๋อคู่ใจที่ช่วยเธอเอาชนะอาการกลัวในที่โล่ง (http://img4.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=b144383e-ea1b-4cef-982e-455a2defd3d1&w=628&h=498&so=2) คนชราผู้พักอาศัยที่บ้านพักคนชรา Elmcroft ในบลูมเบิร์ก ทักทายเจ้าลาฮันนี่บันและเฮนรี่ (http://img1.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=bc890b37-6ed4-4a62-ade6-fbf07638e8b5&w=628&h=498&so=2) คาริสสา โบลเดน อายุ 10 ปี จูบเจ้าพริ็นเซส น้องม้าสุดรักของเธอ ซึ่งมันยืนอยู่บนเตียงที่บ้านของเธอในซิดนีย์ พริ๊นเซสเป็นม้าแคระพันธุ์ Shetland Pony มันมีอิสระในการวิ่งเล่นในบ้านชานเมืองในซิดนีย์แห่งนี้ มันกินอาหารกับเจ้าของและดื่มเบียร์ทุกวันเสาร์ด้วย พริ๊สเซสช่วยบำบัดอาการพิการทางสมองให้กับคาริสสา (http://img1.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=6ef2b187-74d3-4430-a64f-434eb7f49d49&w=628&h=498&so=2) Aila ลิงคาปูชินวัย 10 ปี เอาแผ่นซีดีออกจากเครื่องเล่นซีดีให้กับทราวิส รอยที่เป็นอัมพาต (http://img3.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=b38ec75e-8000-445e-8dc3-380cc2176e86&w=628&h=498&so=2) เจ้ารันโชทำจมูกฟุตฟิตที่ปากของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เป็นครูฝึกสัตว์ที่โรงเรียนตำรวจใน Sibate โคลัมเบีย ตำรวจโคลัมเบียกำลังฝึกเจ้าหนูที่จะถูกนำไปปล่อยในบริเวณที่มีกับระเบิดในโคลัมเบีย (http://img1.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=6fb5555c-3605-432f-81ea-8487c5bb5c5c&w=628&h=498&so=2) Ety Napadenschi ชาวเปรูตั้งครรภ์ได้ 8 เดือนโดนเจ้าโลมาที่ชื่อว่า Wayra สัมผัสท้องระหว่างเข้าบำบัดสำหรับสตรีที่ตั้งครรภ์ที่โรงแรมในลิมา การบำบัดนี้จะช่วยกระตุ้นสมองของทารกในครรภ์ (http://img3.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=2c6b173f-9e8f-493b-94cc-d548d0e40f21&w=628&h=498&so=2) Marisco เจ้าลามะน้อยมาเยี่ยมผู้ป่วยในเบลลิงแฮม วอชิงตัน (http://img3.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=4c7a3725-c525-453b-a021-4b3726b4ee8e&w=628&h=498&so=2) สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่ถูกนำมาใช้ในการบำบัดอยู่เป็นประจำ มิสตี้สุนัขพันธุ์พุดเดิ้ลคอยให้กำลังใจชายชราให้หายจากอาการเจ็บป่วย (http://img2.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=ba43e938-8d4b-4622-92c0-6bb19efd83c5&w=628&h=498&so=2) Leonardo Araujo เด็กชายวัย 12 ปี ว่ายน้ำกับโลมาสีชมพูในระหว่างการบำบัดในบราซิล การบำบัดประกอบไปด้วยการว่ายน้ำกับสัตว์ โดยหวังว่าเจ้าโลมาจะปล่อยคลื่นอัลตร้าโซนิกออกมาเพื่อช่วยรักษาอาการเจ็บป่วย (http://img3.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=5ad04bd8-ae5c-45ce-9da9-95f6c45e512a&w=628&h=498&so=2) ครูคนหนึ่งสอนให้นักเรียนจาก Bloomsburge Middle School Life ในเพนน์ซิลเวเนียเอื้อมมือมาสัมผัสเจ้าฮันนี่บัน (http://img4.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=554546bb-7d4b-43d1-97aa-3152de52eff3&w=628&h=498&so=2) มีสัตว์ที่ช่วยในการบำบัดหลายพันธุ์ที่ช่วยฟื้นความทรงจำให้กับคนชราได้อย่างเช่น แมว นก กระต่าย หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ในช่วยชีวิตของพวกเขา นี่คือโนเอลล์ นกค็อคคาเทล ที่สามารถผิวปากตามมนุษย์ได้ (http://img3.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=558dbc49-655e-4245-b2e7-a25be9427da4&w=628&h=498&so=2) หมูกินีอยู่ในตระกร้าขณะที่อยู่ในชั่วโมงการบำบัด (http://img4.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=c354329b-6606-457c-90a3-3d6fb7099cd3&w=628&h=498&so=2) เจ้าเป็นแอโฟร ที่ Emmanuel Center for Nursing and Rehabilitation ในแดนวิลล์ เป็ดช่วยในการบำบัดให้กับบุคคลที่เป็นโรคความจำเสื่อมและโรคออทิซึม (http://img2.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=5764cf26-9613-40a2-bbee-eaeb41f3b405&w=628&h=498&so=2) เด็กคนนี้กำลังเพลิดเพลินกับเจ้าดาโกต้า แมวเหมียวสีน้ำตาล (http://img2.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=7935c7d7-b532-4578-bf4c-23155aea0837&w=628&h=498&so=2) ตามงานวิจัยเปิดเผยว่าการที่ได้อ่านหนังสือกับสัตว์เลี้ยงสักตัวจะช่วยลดความกระวนกระวายใจและสร้างแรงกระตุ้นในการอ่านให้กับมนุษย์ ช่วยให้เด็กมีความสามารถในการอ่านได้ดีขึ้น สัตว์เลี้ยงไม่จำเป็นต้องเป็นสุนัขเสมอไป ในภาพนี้เป็นเจ้ากระต่ายน้อยโอรีโอ้ (http://img2.catalog.photos.msn.com/Image.aspx?uuid=359b9b36-8345-4b22-975f-99020588eabb&w=628&h=498&so=2) เจ้าแพะแกรซี่ก็ช่วยในการบำบัดได้เช่นกัน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 28, 2014, 09:34:21 PM กะทิ
กะทิไม่มี Cholesterol เนื่องจาก Cholesterol จะเกิดจากการผลิตขึ้นเองโดยร่างกายมนุษย์ ซึ่งตับจะเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดังกล่าว สามารถใช้กะทิแทนน้ำมันมะพร้าวได้ กะทิให้แคลเซียมดีกว่านม ลดความอ้วน ป้องกันเบาหวาน โดยให้ดื่มทุกเช้าวันละ 1 กล่อง (สามารถช่วยแก้เจ็บคอได้ด้วย) ทั้งกะทิชาวเกาะ และอร่อยดี ไม่มีการเติมสารเคมี เนื่องจากส่วนใหญ่ส่งออก ต่างประเทศ น้ำมันมะพร้าว ช่วยลดความอ้วน โดยกินก่อนอาหาร 4 ช้อนกาแฟ ใช้เป็น Hair Serum ใช้ล้างเ ครื่องสำอาง ใช้เป็นเดย์ครีม ไนท์ครีมได้ มี SPF 90 ( Sun block) Oil Pulling ใช้น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันทานตะวัน ที่ผ่านกรรมวิธีแบบหีบเย็น ปริมาณ 2 ช้อน อมไว้ประมาณ 15 นาที แล้วบ้วนทิ้ง จะช่วยนำเชื้อโรคออกจากช่องปาก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสที่อยู่ในช่องปากจะมีไขมันเกาะอยู่ ช่วยลดอาการทางช่องปากได้ น้ำเปล่า อุณหภูมิห้อง ควรดื่มครั้งละไม่เกิน 150 ซีซี เนื่องจากกระเพาะจุได้ 400 ซีซี เวลาดื่มน้ำให้ค่อย ๆ จิบ อย่าดื่มรวดเดียว และให้ดื่มให้ได้วันละ 14 ครั้งเป็นอย่างน้อย การดื่มน้ำเย็นครั้งละมาก ๆ จะมีผลให้น้ำซึมเข้าสู่สมอง ซึ่งเป็นเหตุของการเกิดภาวะสมองบวมน้ำ น้ำตาลปื๊บ น้ำตาลปี๊บกับน้ำตาลปึกเป็นชนิดเดียวกัน ถ้านำไปเคี่ยวจะกลายเป็นน้ำผึ้ง (น้ำผึ้งเทียม) น้ำตาลปี๊บแท้ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล เมื่อดมกลิ่น จะได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว น้ำตาลทราย/น้ำตาลกรวด เมื่อทานแล้วจะไม่เปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่จะสะสมที่ตับเป็นไขมัน ก่อให้เกิดไตรกลีเซอร์ไรด์ สำหรับน้ำตาลที่ฟอกขาวจะใช้สารคลอลีน ซึ่งมีสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ท็อฟฟี่ จึงมีน้ำตาลสูง ไม่ควรบริโภค กาแฟ การดื่มกาแฟ จะมีผลไปยับยั้งไม่ให้แคลเซียมไปเกาะกระดูก จึงมีโอกาสเป็นโรคกระดูกผุ มะเร็ง แต่กลิ่นของกาแฟจะสามารถช่วยบำบัดโรคได้ ดังนั้นจึงควรสูดกลิ่นกาแฟ แต่ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีน เป็นตัวกระตุ้นเซลมะเร็ง หากชงกาแฟควรใช้น้ำตาลปี๊บ ไมโครเวฟ การใช้ไมโครเวฟ ระวังมะเร็ง เนื่องจากมีการกระจายคลื่นเข้าสู่เซลมีผลทำให้ตายได้ ขนมหวานจากกะทิ ส่วนผสม กะทิ 4 กล่อง โดยกะทิ 1 กล่องจะใช้เกลือป่น 1 ช้อนกาแฟ (ต้องโยนลงในกะทิที่ตั้งไฟ เพราะช่วยลดการเกิดฟอง) และใช้น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะต่อกะทิ 1 กล่อง เคี่ยวกะทิให้เดือด แล้วใส่ -กล้วย ต้องเป็นกล้วยสุก (ใช้ได้ทั้งกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่) แล้วยกขึ้นทันที เนื่องจากถ้าต้มต่อไปจะทำให้กล้วยมีรสเปรี้ยว -มันเทศ เผือก ฟักทอง ให้แช่น้ำปูนใส 2 นาที แล้วนำไปต้ม 5 นาที จากนั้นค่อยนำไปใส่กะทิเดือดอยู่คนให้ทั่วแล้วยกลง กล้วยไข่ กล้วยไข่ 1 ผล มีสารป้องกันมะเร็งมากกว่า Apple กล้วยน้ำว้า ถ้าห่าม ๆ แก้ท้องเสีย กินลดอาการของแผลสด ผลสุก 2 ลูก และน้ำอุ่น 1 แก้วก่อนนอน ช่วยลดอาการท้องผูก (ใช้เป็นยาระบาย) ที่สำคัญ เด็กอายุเกิน 6 เดือนถึงจะกินกล้วยน้ำว้าได้ กล้วยน้ำว้าทั้งหวี หากต้องการเก็บไว้ได้นาน 3 เดือน ให้จุ่มลงในน้ำเดือด 10 วินาที แล้วนำมาผึ่ง น้ำมะพร้าวอ่อน ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนวันละ 1 ลูก ช่วยฟอกเลือด และบำรุงไต ส่วนเนื้อมะพร้าวช่วยบำรุงตับ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 02, 2014, 03:53:48 PM (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-xap1/t1.0-9/936221_338994919537630_1120911853_n.jpg)
20 ข้อ ที่ควรรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 40 1. ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไป เอาแค่พอใช้ได้ก็พอ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรด 2. การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญมาก พอๆ กับการคร่ำเคร่งหน้าตำราเรียน 3. เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่ แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีพนั้น.. สามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง 4. เมื่อถึงวัยทำงาน ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่าและสิ่งสำคัญ ที่ต้องจำไว้ คือ "ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด" 5. หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอโดยเร็วที่สุด เพราะมัน จะเป็นเครื่องนำทางของคุณ ในชาตินี้ตลอดไป 6. ซื้อบ้านก่อน ที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รถมีแต่มูลค่าลดลง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด 7. ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก รีบใช้ให้หมด โดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่ แล้วผ่อนไม่ไหว 8. การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรก สู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน 9. อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะไม่มีทาง รู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้ 10. คอนเน็คชั่นหรือสายสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้ 11. ควรมีงานทำมากกว่า 1 งาน เพราะความมั่นคง ไม่เคยมีบนโลกใบนี้ 12. อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้แค่อย่างเดียว เพราะความสามารถของคนเรา มีมากกว่า 1 เสมอ 13. เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามา จงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์ 14. สร้างเนื้อ สร้างตัว ให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็นหนุ่ม-สาว เพราะการฝ่าฟันอุปสรรคในช่วงอายุมาก ไม่ใช่เรื่องสนุก 15. ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ยังหนุ่มสาว เพราะเมื่อมีครอบครัว การเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม 16. เลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขา แต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้มากแค่ไหน 17. การมีแฟน หรือสามีภรรยา ยังเลิกกันได้ แต่ความเป็น พ่อแม่ลูก นั้นเลิกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ 18. ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถ ทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้ 19. ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบก โลกทั้งใบไว้คนเดียว และอีกอย่างงานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต 20. สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง โปรดถนอม ตัวเองให้มาก เมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 07, 2014, 08:52:15 AM 1.อายุรเวท (Ayurrveda) คืออะไร
(https://sites.google.com/site/nwdphaenthiy/_/rsrc/1331739387672/1-xayurweth-ayurrveda-khux-xari/a503-335.gif) อายุรเวทศาสตร์ (Ayurrveda) คืออะไร ศาสตร์แห่งอินเดียที่ยังคงสืบต่อมาจวบจนปัจจุบันมีมากมายทั้งโยคะเพื่อสุขภาพและความงาม โหราศาสตร์อันเก่าแก่ และที่กำลังตื่นตัวกันมากในขณะนี้ก็คือ "อายุรเวท" ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เกิดมาเพื่อคุณภาพชีวิตโดยแท้ ผู้ที่รักสุขภาพบางคนอาจคุ้นเคยกับโยคะ ซึ่งเป็นศาสตร์ของอินเดียแขนงหนึ่ง แต่อายุรเวทถือเป็นศาสตร์ที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด เพราะอายุรเวทจะช่วยให้วิถีชีวิตของคุณสอดคล้อง กลมกลืน และเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย ตลอดจนการใช้ชีวิตต่าง ๆ ซึ่งเมื่อปฏิบัติแล้วร่างกายของคุณก็จะเรียนรู้ระบบใหม่หรือวิถีใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งตัวคุณเองเป็นผู้สร้างขึ้น แล้วร่างกายก็จะรู้ว่าต่อไปนี้สิ่งที่ร่างกายต้องการคืออะไร แน่นอนว่ามันก็จะปฏิเสธสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยได้เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งก็ถือเป็นกลไกตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง ดังนั้นการปฏิบัติตัวตามหลักอายุรเวทจึงถือว่าเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้กลับมามีความสมดุลอีกครั้ง และยังว่องไวต่อปฏิกิริยาต่าง ๆ ดุจดังครั้งวัยเด็กหรือหนุ่มสาวด้วย อายุรเวทสอนว่า มนุษย์เป็นเพียงหน่วยเล็ก ๆ ของจักรวาล และจักรวาลก็เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ (นั่นคือสอนถึงความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์และจักรวาล มนุษย์เป็นหน่วยเล็ก ๆ ที่ถอดแบบจากจักรวาล ดังนั้นจักรวาลจึงเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ด้วย) เมื่อเปรียบกับสิ่งแวดล้อมภายนอกเอกภพ พลังของมนุษย์ก็ดุจทารก ความเป็นปัจเจกชนของมนุษย์ทำให้ดำรงชีวิตอยู่อย่างแปลกแยกตัวตนจากจักรวาล อายุรเวทมองสุขภาพและการเจ็บป่วยอย่างเป็นองค์รวม (ทั้งร่างกายและจิตใจ) พินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงความสัมพันธ์โดยธรรมชาติระหว่าง ปัจเจกบุคคลและอิทธิพลของจิตใจ ปัจเจกบุคคลและสภาวะของสติ (ความรู้สึกตัว) พลังงานและวัตถุ ดังนั้นในคำสอนของอายุรเวท มนุษย์ทุก ๆ คนประกอบด้วยชีวเคมีและสัญชาตญาณภายในตน ๔ อย่าง: ศาสนา การเงิน การสร้างครอบครัวและสัญชาตญาณในการใฝ่หาอิสรภาพ (หรือกล่าวได้ว่า ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ต้องการความมั่นคงทางการเงิน ต้องการมีผู้สืบสกุลและต้องการความเป็นอิสระ) "สุขภาพที่สมดุล" เป็นพื้นฐานในการบรรลุเป้าหมายตามสัญชาตญาณ ดังกล่าว อายุรเวท ช่วยให้คนปกติรักษาสุขภาพไว้ และช่วยให้ผู้เจ็บป่วยมีสุขภาพดีขึ้น อายุรเวทเป็นศาสตร์ของชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการรักษาทางการแพทย์และอภิปรัชญา เป็นแม่บทแห่งศิลปะการรักษาทั้งหมด กิจปฏิบัติของอายุรเวทได้ถูกออกแบบเพื่อส่งเสริมให้มนุษย์มีความสุข สุขภาพดีและพัฒนาการเจริญเติบโตอย่างสร้างสรรค์ คำสอนของอายุรเวทครอบคลุมองค์ความรู้ในการปฏิบัติเพื่อบำบัดตนเอง เป็นความรู้ที่ใคร ๆ ก็สามารถฝึกได้ ด้วยความสมดุลที่เหมาะสมของพลังงานทั้งหมดในร่างกาย การปฏิบัติตามแนวทางอายุรเวทสามารถชะลอความเสื่อม ลดทอนโรคภัยจากกระบวนการทางกายภาพ ตลอดจนกำจัดอาการเจ็บไข้ลงได้อย่างเห็นผลชัดเจน แนวคิดนี้เองคือ "พื้นฐานศาสตร์อายุรเวท" ศักยภาพเฉพาะบุคคลในการบำบัดรักษาตนเอง ศาสตร์แห่งอายุรเวท หากจะกล่าวให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดก็อาจจะต้องเรียนรู้กันเป็นปี ๆ และหากคุณได้รู้จักศาสตร์แห่งอายุรเวทจะทำให้เรารู้ว่าลักษณะภายในของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไป การเข้าใจธรรมชาติของร่างกายโดยการทำความรู้จัก "ธาตุประจำตัว" จะช่วยให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณให้เหมาะสม รู้จักดูแลสุขภาพ ปรับความสมดุลของร่างกายให้สอดคล้องกับธาตุประจำตัว คุณจะพบวิธีการฟื้นฟู แก้ไขและบำรุงร่างกายของคุณจากภายในอย่างแท้จริง ► ธาตุทั้งห้า ดิน น้ำ ลม ไฟและอากาศธาตุ ซึ่งประกอบเป็นตัวเรา คุณอาจจะเคยได้ยินคำที่กล่าวไว้ว่า "ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ ซึ่งเป็นธาตุที่หล่อหลอมให้เกิดร่างกาย" ซึ่งคำกล่าวนี้ก็มาจากศาสตร์แห่งอายุรเวท (หลักการหรือทฤษฎีแพทย์แบบชาวตะวันออก แตกต่างจากการแพทย์แบบตะวันตก ทฤษฎีการแพทย์ไทยว่าด้วยเรื่องธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ชาวจีนใช้หลัก 5 ธาตุ และหลักการสรรพสิ่งมีคู่ตรงข้าม คือ ร้อน-เย็น อ่อน-แข็ง หรือหลักการของหยินหยางนั่นเอง สำหรับอายุรเวทซึ่งยอมรับกันว่ามีอิทธิพลกับการแพทย์แผนไทยอย่างมาก) ธาตุหลักทั้ง 5 จากศาสตร์แห่งอายุรเวทนั้นมีความหมายต่าง ๆ กันดังนี้ "ธาตุดิน" •เป็นของแข็ง หรือเป็นของที่ยังทรงรูปร่างได้ในยามที่อยู่ในอุณหภูมิปกติ เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ เล็ป ฟัน เส้นเอ็น เป็นต้น •คุณสมบัติ หนักแน่น มั่นคง สามารถคงรูปร่างได้ •หน้าที่ ถือเป็นโครงสร้างของสิ่งต่าง ๆ เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายคงรูปร่างได้ "ธาตุน้ำ" •เป็นของเหลว หรือของที่สามารถไหลเวียนไปมาได้ เช่น เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำลาย น้ำมูก น้ำตา เป็นต้น •คุณสมบัติ ชื่นฉ่ำ เย็น มีการไหลเวียน เปลี่ยนรูปทรงไปตามสิ่งที่บรรจุนั้น ๆ •หน้าที่ ให้ความชุ่มชื้น เป็นตัวนำให้สิ่งที่อยู่ในน้ำไหลไปด้วย เช่น เลือดที่นำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และยังเป็นสารหล่อลื่นด้วย เช่น น้ำที่หล่อลื่นตามข้อต่อต่าง ๆ "ธาตุลม" •เป็นของที่ไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่าง แต่สัมผัสได้ เช่น ลมหายใจ ก๊าซที่ปล่อยมาที่ทวารหนัก เป็นต้น •คุณสมบัติ เบา แห้ง เคลื่อนไหวตลอดเวลา •หน้าที่ ทำให้มีการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้ดี "ธาตุไฟ" •เป็นพลังงานความร้อน หรือพลังที่สามารถเปลี่ยนสภาพได้ เช่น ความร้อนที่ใช้ในการย่อยอาหาร และเผาผลาญกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย เป็นต้น •คุณสมบัติ ร้อน อบอุ่น •หน้าที่ เป็นพลังงานในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ หรือระบบในร่างกาย เช่น ให้ความร้อน แสงสว่าง ทำให้เกิดกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ช่วยย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายได้พลังงานความร้อนและรู้สึกอบอุ่น "อากาศธาตุ" •เป็นช่องว่าง ที่ธาตุอื่น ๆ ที่เหลือสามารถดำรงอยู่ •คุณสมบัติ ไร้รูปร่าง •หน้าที่ เป็นที่ว่างให้สิ่งต่าง ๆ ดำรงอยู่ได้ เช่น ช่องว่างระหว่างข้อต่อต่าง ๆ ช่องว่างระหว่างเซลล์ เพื่อให้เกิดช่องว่างซึ่งจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวได้ ธาตุทั้งห้า ดิน น้ำ ลม ไฟและอากาศธาตุ ซึ่งหล่อหลอมรวมเป็นร่างกายนั้น ทุกธาตุล้วนมีความสำคัญและแน่นอนว่ามีความสัมพันธ์ซึ่งเชื่อมโยงกันด้วย หากธาตุใดธาตุหนึ่งเสียสมดุลไปก็ย่อมจะส่งผลเสียต่อส่วนอื่น ๆ ในร่างกายด้วย เช่น ถ้าธาตุน้ำไม่ดี เลือดที่ไปเลี้ยงร่างกายซึ่งนำพาสารอาหารต่าง ๆ ส่งไปหล่อเลี้ยงได้ไม่ทั่วถึง จึงทำให้ธาตุดินไม่ดีด้วย เช่น กล้ามเนื้ออาจลีบ ไม่เติบโตเท่าที่ควร เพราะไม่ได้สารอาหารจากเลือดอย่างเพียงพอนั่นเอง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของ "อายุรเวท" คือ น. วิชาแพทย์, วิชาที่เกี่ยวกับสุขภาพและการรักษา. (ถือกันว่าเป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์และเป็นส่วนหนึ่งของอถรรพเวท). (ส.). https://sites.google...rveda-khux-xari หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 10, 2014, 11:32:07 AM วันอังคาร ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2557, 13.13 น.
tags : รู้แล้วอึ้ง, ซองกันความชื้น, ประโยชน์, ใครหลายคนมองข้าม (http://static.naewna.com/uploads/news/headline/120745.gif) ประโยชน์ของซองกันความชื้น หรือ Silica Gel ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ หากมีซองกันความชื้นอยู่ในมืออย่าเพิ่งทิ้ง มาใช้ประโยชน์เหล่านี้กันเถอะ เชื่อว่ามีคนไม่น้อยที่มักจะโยนซองกันความชื้นทิ้งลงถังขยะ หลังจากนำของที่เพิ่งซื้อมาใหม่ออกมาใช้ แต่หลังจากนี้คุณอาจจะอยากเก็บพวกมันเอาไว้มากกว่า หากได้รู้ถึงประโยชน์ของซองกันความชื้นที่มีประโยชน์มากมาย ซึ่งบางอย่างอาจเป็นอยู่เหนือความคาดหมายเลยด้วยซ้ำ และต่อไปนี้ก็คือประโยชน์ของซองกันความชื้นที่ทุกคนมองข้ามไป 1. ลดความเสียหายของโทรศัพท์มือถือหลังตกน้ำ (http://static.naewna.com/uploads/userfiles/images/01(122).gif) ไม่ว่าคุณจะเผลอทำโทรศัพท์มือถือตกน้ำ ก็สามารถทำให้โทรศัพท์มือถือกลับมาใช้งานตามปกติได้อีกครั้ง เริ่มจากการนำโทรศัพท์ขึ้นมาจากน้ำให้เร็วที่สุด จากนั้นถอดซิมการ์ดออก แล้วนำโทรศัพท์พร้อมกับซองกันความชื้นไปใส่รวมกันไว้ในถุงซิปล็อก และวางทิ้งไว้เช่นนั้นประมาณ 1-2 วัน ทั้งนี้แนะนำว่าไม่ควรเปิดเครื่องในระหว่างการเก็บรักษา เพราะอาจทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรภายในตัวเครื่องได้ 2. ช่วยรักษาสภาพอัลบั้มรูปถ่าย (http://static.naewna.com/uploads/userfiles/images/02(130).gif) หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอัลบั้มรูปภาพเก็บไว้มากมาย และเพิ่งเห็นว่ามีบางส่วนที่เปียกแฉะหรืออับชื้น ให้นำอัลบั้มรูปภาพเหล่านั้นมาเป่าด้วยลมร้อน ก่อนที่จะนำกลับไปเก็บ ควรสอดซองกันความชื้นเอาไว้หลังรูปภาพเหล่านั้นด้วย เพื่อให้ซองกันความชื้นช่วยดูดซึมความชื้นที่อาจจะยังซ่อนตัวอยู่ในเนื้อกระดาษ แล้วค่อยนำออกมาหลังจากที่อัลบั้มภาพแห้งสนิทดีแล้ว 3. ปกป้องเอกสารสำคัญจากความชื้น (http://static.naewna.com/uploads/userfiles/images/03(96).gif) หากคุณเก็บเอกสารสำคัญเอาไว้ในโต๊ะทำงาน ตู้เก็บของ กล่องกระดาษ กล่องพลาสติก หรือแม้กระทั่งตู้ใส่ซองจดหมาย แค่ใส่ซองกันความชื้นตามลงไปด้วย ประมาณ 1-2 ซอง ก็ช่วยป้องกันเอกสารสำคัญ เช่น ใบแจ้งเกิด สมุดบัญชีธนาคาร หรือสัญญาต่าง ๆ จากความชื้นที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นอับกับเชื้อราได้แล้ว 4. ลดระดับความชื้นตามมุมอับภายในบ้าน (http://static.naewna.com/uploads/userfiles/images/04(68).gif) นอกจากจุดที่คุณเอาไว้เก็บเอกสารสำคัญแล้ว ซองกันความชื้นยังสามารถตามติดสิ่งของต่าง ๆ ไปดูดซับความชื้นได้ทุกที่ และคงจะดีกว่าหากมีพวกมันวางปะปนเอาไว้กับสิ่งของ โดยเฉพาะตามมุมอับภายในบ้าน ได้แก่ ห้องเก็บของทั้งในและนอกบ้าน โรงจอดรถ รวมไปถึงบ้านที่มีชั้นใต้ดิน หรือสถานที่ ที่คาดว่าจะเกิดความชื้นได้ง่าย 5. ยืดอายุการใช้งานให้ของตกแต่งตามเทศกาล (http://static.naewna.com/uploads/userfiles/images/05(53).gif) เนื่องจากของตกแต่งบ้านตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น ของตกแต่งบ้านวันปีใหม่ วันวาเลนไทน์ และวันคริสต์มาส เป็นสิ่งของที่มีโอกาสนำออกมาใช้ได้น้อยมากหรือแค่เพียงปีละครั้ง ดังนั้นคงจะดีกว่าหากนำซองกันความชื้นใส่ลงไปในกล่องที่เอาไว้เก็บสิ่งของเหล่านี้ด้วย จะได้ช่วยดูดซับความชื้นพร้อมทั้งรักษาสภาพของใช้ให้สามารถนำกลับมาใช้งานได้ใหม่ในปีต่อไป เห็นไหมว่ามีวิธีนำซองกันความชื้นกลับมาใช้ได้หลากหลายวิธีเลย ฉะนั้นหลังจากนี้หากมีซองกันความชื้นหลงเหลืออยู่ในบ้าน ก็อย่าเพิ่งทิ้งไปเปล่า ๆ แต่ที่สำคัญคือควรเก็บให้ห่างจากมือเด็กและห้ามให้เอาเข้าปากเด็ดขาด ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : naibann หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 11, 2014, 06:40:37 PM ในขณะที่กระแส T25 มาแรงจนต้านไม่อยู่ กระแสของ "สูตรน้ําผึ้งมะนาว ช่วยลดพุง" ก็กำลังมาแรงไม่แพ้กัน
บนโลกของ โซเชียลเน็ตเวิร์ก มีการแชร์สูตรลดความอ้วน ด้วยการนำมะนาวไปดองในน้ำผึ้งกันอย่างมาก ว่ากันว่าสูตรนี้ช่วยลดหน้าท้อง ช่วยการขับถ่าย ทำให้ท้องไม่ผูกด้วยค่ะ อุปกรณ์ก็หาได้ง๊าย ง่าย ราคาเบาๆ เข้าถึงได้ทุกคน พร้อมแล้ว Sanook! Women มีสูตรน้ําผึ้งมะนาว มาบอกต่อแล้วค่ะ (http://p2.s1sf.com/wo/0/ud/5/26857/lamon1.jpg) ส่วนผสม - เลมอน 3 ลูก - น้ำผึ้ง 500 ml - เกลือ2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ 1 นำเกลือมาถูกับผิวมะนาวประมาณ 5 นาที ล้างออกด้วยน้ำ แล้วพักทิ้งไว้ให้ผิวมะนาวแห้ง 2 หั่นเป็นแว่นๆ แล้วนำไปเรียงไว้ในขวดแก้ว จากนั้นนำน้ำผึ้งเทลงไปให้ท่วมมะนาว เสร็จแล้วปิดฝาให้สนิทค่ะ 3 นำไปแช่ตู้เย็นเป็นเวลา 3 วัน แล้วนำมาชงดื่มค่ะ วิธีการชง ตักมะนาวที่เป็นแว่นๆ มา 1 ชิ้น และตักน้ำผึ้งที่หมักไว้ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำเย็น ทานก่อนอาหารเช้า สักประมาณ 10 นาที ชงดื่มประมาณ 1 อาทิตย์ โดยที่ไม่ได้ออกกำลังกาย คือ ระบบขับถ่ายดีขึ้นค่ะ หน้าท้องยุบลง ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก ครัว ลลิดา Lalida Sun (http://p2.s1sf.com/wo/0/ud/5/26857/lamon2.jpg) หรืออีกหนึ่งสูตร คล้ายๆ กัน คือ ส่วนผสม - มะนาว 15 ลูก - น้ำผึ้ง - เกลือ วิธีทำ 1 นำเกลือถูกับผิวมะนาว นาน 15 นาที คลุกเคล้าถูๆ 2 หั่นมะนาวเป็นขิ้นบางๆ เอาเม็ดออกด้วยนะคะ 3 บรรจุลงขวดโหล เทน้ำผึ้งลงขวดโหล ให้ท่วมมะนาว 4 ปิดฝาให้เรียบร้อย แช่ตู้เย็น 3 วัน แล้วค่อยตักออกมาผสมน้ำอุ่น หรือ น้ำธรรมดา ชงกินก่อนนอน ทุกวันนะ ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Pattira Suksawat (http://p2.s1sf.com/wo/0/ud/5/26857/lamon.jpg) น้ำผึ้งประโยชน์เยอะ มะนาวก็สรรพคุณแยะ ลองทำชงดื่มดูได้ ไม่เสียหายเนอะ แต่ว่าร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน ทั้งระบบเผาผลาญ หรืออะไรหลายๆ อย่าง สูตรนี้จึงอาจไม่ได้ผลในทุกคน อย่างไรก็ตามคุณสาวๆ ควรออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย ลดแป้ง ของทอด ของมัน ก็จะเกิดผลดี พุงยุบ หุ่นสวยรวดเร็วยิ่งขึ้นค่ะ ได้ผลอย่างไรกันบ้าง อย่างลืมมาแชร์ให้ทีมงาน Sanook! Women รู้ผลบ้างนะคะ ^^ ขอบคุณข้อมูล : Facebook Lalida Sun, Pattira Suksawat ขอบคุณภาพประกอบ : อภัยภูเบศร, http://www.istockphoto.com/ (http://www.istockphoto.com/) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 11, 2014, 06:42:14 PM เมล็ดมะขาม เสริมภูมิต้านทาน ยับยั้งเซลล์มะเร็ง
ผลวิจัยชี้เมล็ดมะขามมีประโยชน์มาก ช่วยเสริมภูมิต้านทานต่อสู้กับเชื้อไวรัส และยังยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ด้วย ยืนยัน ไม่มีพิษต่อร่างกาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9 “การนวดไทย มรดกไทยสู่มรดกโลก” ที่อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 6 กันยายน รศ.พร้อมจิต ศรลัมภ์ อาจารย์ประจำสำนักงานข้อมูลสุมนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหดิล ได้แถลงข่าว “รวมพลคนต้านมะเร็งจากสหวิชาชีพ” เกี่ยวกับผลวิจัยเรื่องเมล็ดมะขาม ที่พบว่า มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ที่สำคัญยังสามารถยับยั้งการเกิดเซลล์เนื้องอกมะเร็งได้ โดย รศ.พร้อมจิต กล่าวว่า ในงานวิจัยของต่างประเทศหลายชิ้นที่ได้วิจัยเกี่ยวกับเมล็ดมะขาม พบว่า ในเนื้อเมล็ดมะขามมีไขมันและโพลีแซคคาไลด์ ซึ่งโพลีแซคคาไลด์นี้มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยมันจะไปกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายสูงขึ้น เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเชื้อไวรัส นอกจากนี้ สารโพลีแซคคาไลด์ ยังเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ไม่ก่อให้เกิดโรคเบาหวานเหมือนน้ำตาลโมเลกุลคู่อย่างกลูโคส โดยจากการทดลองพบว่า เมล็ดมะขามสามารถรักษาภาวะเบาหวานของหนูทดลองได้ ส่วนเปลือกเมล็ดมะขามที่มีสีน้ำตาล มีสารแทนนินที่ไม่ละลายน้ำเป็นส่วนประกอบถึงร้อยละ 35 สามารถนำมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคได้ ส่วนเรื่องความเป็นพิษต่อร่างกายนั้น รศ.พร้อมจิต เปิดเผยว่า ในงานวิจัยของต่างประเทศเคยทดสอบ เพื่อหาว่าเมล็ดมะขามมีพิษต่อร่างกายหรือไม่ ซึ่งได้ทดสอบทั้งพิษแบบเฉียบพลัน และพิษระยะยาว 3-4 เดือน แต่ก็ไม่พบว่าเมล็ดมะขามทำให้เกิดพิษในร่างกาย ดังนั้น จึงสามารถทานเมล็ดมะขามได้เหมือนอาหารอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล ยังย้ำว่า ควรทานอาหารอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายด้วย ไม่ใช่ทานเมล็ดมะขามเพื่อป้องกันมะเร็งเพียงอย่างเดียว ขอขอบคุณข้อมูลจาก Eazy Cash Rich (https://scontent-b-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-xap1/v/t1.0-9/10689726_951025391591001_3181382219454335537_n.jpg?oh=e1ff8ff597f86cfb404c5ca3be124ef5&oe=5492BBD7) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 11, 2014, 06:43:44 PM ผัก 10 ชนิด..ที่ควรต้องกิน
1. ผักกาดขาว : ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลตสูง ช่วยบำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์ 2. ต้นหอม : มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยบรรเทาอาการหวัด และมีสารฟลาโลนอยด์ช่วยต้านมะเร็ง 3. หอมหัวใหญ่ : ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 4. คะน้า : มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง 5. ตำลึง : มีวิตามินเอสูง ซึ่งดีต่อดวงตา พร้อมเส้นใยจับไนเตรต ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร 6. มะระ : มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อนๆ ถ้านำมาคั้นน้ำดื่มจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด 7. บัวบก : มีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ 8. ชะอม : ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับอนุมูลอิสระ 9. ถั่วพู : มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว 10. ผักชี : ช่วยขับลม บำรุงธาตุ ย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://mr-rama.blogspot.kr/2014/04/10_29.html (http://mr-rama.blogspot.kr/2014/04/10_29.html) (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpf1/v/t1.0-9/10425017_951023718257835_6415954833828330711_n.jpg?oh=12d739b09bab214a371a56829658a53c&oe=54A0BEFB&__gda__=1419592593_2da818fe5c3a4b9b6c805bcf8e812232) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 11, 2014, 06:44:45 PM เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับน้ำตาลในผัก
ผักดีต่อสุขภาพอย่างไม่ต้องสงสัย คุณวิเศษของผักมีมากมาย แต่สำหรับคนเป็นเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลเป็นพิเศษ อาจไม่เหมาะกับผักบางชนิด วันนี้จึงมีข้อมูลดีๆในการเลือกกินผักให้ดีต่อสุขภาพมาฝาก -ผักที่มีน้ำตาล 3-5 เปอร์เซ็นต์ มะเขือ น้ำเต้า ใบตังโอ๋ ผักกาดขาว ผักกระเฉด แตงกวา บวบ ผักโขม ผักบุ้ง หน่อไม้ หัวผักกาดขาว ฟักเขียว ผักกาดหอม ผักบุ้งจีน ยอดฟักทอง เห็ดบัว แตงร้าน ผักตำลึง ผักกาดขาวปลี ขึ้นฉ่าย มะระ ถั่วงอก ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า กุยช่าย สายบัว ชะอม ดอกหอม กะหล่ำปลี -ผักที่มีน้ำตาล 5-10 เปอร์เซ็นต์ ฝักถั่วลันเตา ใบชะพลู ต้นหอม ดอกกะหล่ำ ถั่วแขก ผักโขม หอมใหญ่ ใบทองหลาง ดอกโสน ถั่วพู มะรุม ดอกแค ขิง หน่อไม้ ข้าวโพดอ่อน หัวปลี กระเจี๊ยบ มะละกอดิบ ใบกระถิน ยอดและฝักอ่อนกระถิน -ผักที่มีน้ำตาล 15-20 เปอร์เซ็นต์ ดอกขี้เหล็ก เมล็ดถั่วลันเตา ใบมะขามอ่อน ใบย่านาง ผักหวาน ลูกเนียง มันฝรั่ง -ผักที่มีน้ำตาล 20-30 เปอร์เซ็นต์ กระจับ กลอย เผือก มันเทศ ใบขี้เหล็ก แห้วจีน อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ขอฟันธงกันชัดๆเลยว่า ผักในกลุ่มที่มีน้ำตาล 20-30เปอร์เซ็นต์ไม่เหมาะกับคนเป็นโรคเบาหวาน ลองเช็คดูว่าควรลดผักอะไรที่เป็นของชอบบ้าง ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ชีวจิต See Translation (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-xaf1/v/t1.0-9/10599347_951023174924556_6117235030428618548_n.jpg?oh=40c9cd5409c2a31398dfd49c832867e5&oe=54CF8868) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 11, 2014, 06:46:06 PM อาหารล้างพิษ
ปัจจุบันคำว่า ล้างพิษ กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่หลายคนติดตามและสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากสภาพแวดล้อม ทำให้พฤติกรรมการกิน และการใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปจึงพยายามหาแนวทางที่จะคืนความสดชื่น และการมีสุขภาพที่ดีให้แก่ร่างกายให้เร็วที่สุด อันเป็นที่มาของกระแสการล้างพิษ ที่แบ่งออกเป็นวิธีล้างพิษแบบธรรมชาติโดยการกินผักและผลไม้เพื่อให้ได้กากใยมากๆ และวิธีล้างพิษแบบฝืนธรรมชาติอย่างการกินยาระบายหรือสวนล้างลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีที่ยังไม่มีการยืนยันทางการแพทย์ว่าปลอดภัย และได้ประโยชน์ต่อสุขภาพจริงๆ จากกระบวนการทำงานของตับ ไตและลำไส้ โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ที่มีหน้าที่กำจัดของเสียจากอาหารที่เรากินเข้าไปด้วยการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน และสิ่งสำคัญที่จะเสริมให้การล้างพิษตามธรรมชาติของลำไส้ใหญ่มีประสิทธิภาพคือ เส้นใยอาหาร ที่ร่างกายได้รับจากการกินอาหารประเภทข้าวกล้อง ธัญพืช โฮลวีท ข้าวโอ๊ต ถั่ว ผักและผลไม้ เป็นต้น การล้างพิษด้วยการกินเส้นใยอาหารจากผักและผลไม้ หรือสำหรับคนที่มีปัญหาการกินผักและผลไม้ อาจเลือกผลิตภัณฑ์เส้นใยอาหารธรรมชาติที่มีการแปรรูปและสะดวกต่อการกิน ยกตัวอย่างเช่น เส้นใยอาหารที่ได้จากเมล็ดและเปลือกแพลนตาโก้ ในรูปแกรนูลซึ่งสามารถพองตัวในลำไส้ใหญ่ได้ถึง 7 เท่า เพิ่มปริมาณกากอาหารเป็นก้อนในลำไส้ใหญ่ ทำให้ลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหว เพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ ลดปริมาณสิ่งหมักหมมในลำไส้ใหญ่ เป็นการล้างพิษลำไส้ใหญ่โดยวิธีธรรมชาติ จะส่งผลดีต่อสุขภาพองค์รวมมากกว่า เพราะได้เส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ถึง 2 ชนิด นั่นคือ เส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ (water insoluble fiber) และเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำ (water soluble fiber) สรุปแล้ว การล้างพิษที่ดีที่สุด คือ การล้างพิษตามธรรมชาติจากการกินอาหารที่สด ปรุงสะอาดมีกากใยสูงและมีคุณค่าต่อร่างกาย ควบคู่กับการดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน การออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อนและทำจิตใจแจ่มใส และอาจใช้ผลิตภัณฑ์เส้นใยอาหารธรรมชาติเสริม ในกรณีที่รับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อย อ้างอิง http://www.mayoclinic.com/health/colon-cleansing/AN00065 (http://www.mayoclinic.com/health/colon-cleansing/AN00065) ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสาร Health Today (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xap1/v/t1.0-9/10639518_951022491591291_9021894065942040087_n.jpg?oh=2e7225e2f9cb75f5992249d13aa26efd&oe=54CD74C9&__gda__=1419611669_39a8a253c08ecbf8e165d221eaaf58f8) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 13, 2014, 09:38:39 PM http://www.madchima.org/forum/index.php?PHPSESSID=qcnshah6471sb22vojcuj8nie2&topic=13201.msg45101#msg45101 (http://www.madchima.org/forum/index.php?PHPSESSID=qcnshah6471sb22vojcuj8nie2&topic=13201.msg45101#msg45101)
สมาธิพระโพธิสัตว์ ๑๑ ท่า" กายบริหารวิถีพุทธ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 14, 2014, 08:46:04 AM ไทเก็ก บริหารลมปราณ 18 ท่า ชุดที่ 1 (http://www.youtube.com/watch?v=oeyDrIQ0ES8#)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 14, 2014, 08:47:10 AM ไทเก็ก บริหารไขข้อ 25 ท่า (http://www.youtube.com/watch?v=wxlr4aLbfoE#)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 15, 2014, 10:23:55 AM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xaf1/v/t1.0-9/10665076_10152391096978106_2871282156089251421_n.jpg?oh=ea80d4fb4df0b48d80474a4bfae3a67d&oe=54CF03F3&__gda__=1422970951_e0ff374c272d5205c21254bd0ae3d729)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 15, 2014, 10:25:19 AM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xfp1/v/t1.0-9/10382970_10152618610177028_7018520591121755327_n.jpg?oh=5d4d1a4bfd9c68aa1f5c0c1e860cd276&oe=54893A3B&__gda__=1422440286_aa99f4015f87398e4c350c275a8a2758)
12 แนวทางลดไขมันในอาหาร 1. ควรเลือกใช้น้ำมันพืชในการปรุงอาหาร ไม่ใช่น้ำมันหมู 2. ลดการกินอาหารทอดและแกงกะทิต่างๆ เช่น หมูทอด ไก่ทอด 3. ลดการกินขนมหวานที่ใส่กะทิหรือมะพร้าว แม้จะมีรสหวานน้อยก็ตาม ได้แก่ กล้วยบวชชี ขนมหม้อแกง 4. ลดการกินเป็ด ไส้กรอก หมูสับ หมูแฮม หมูยอ กุนเชียง (อาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป เพราะมีไขมันแฝงมาก) 5. ลดการกินขนมอบ ขนมกรอบๆ ที่มีไขมันแฝงอยู่ เช่น มันฝรั่งทอด ถั่วชุปแป้งทอด โดนัต เค้ก คุกกี้ ขนมปังทาเนยอบกรอบ 6. เลือกกินเนื้อสัตว์ที่เป็นเนื้อล้วนๆ แยกเอาไขมัน และหนังออกให้หมด หรือเลือกกินเนื้อปลาที่มีไขมันปลาแทน สัปดาห์ละ 2-3 ตัว 7. กินอาหารประเภท ต้ม ต้มยำ แกงส้ม ยำ นึ่ง ย่าง อบ 8. กินผัก กินอาหารที่มาจากผักสด ไม่น้อยกว่าวันละ 2 มื้อ มื้อละ 2 ทัพพี 9. กินผลไม้สด ไม่น้อยกว่าวันละ 2 มื้อ มื้อละ 1 จานเล็ก 10. พยายามทำอาหารกินเอง ให้กินอาหารนอกบ้าน หรืออาหารสำเร็จรูปให้น้อยที่สุด 11. ดื่มนม ให้ดื่มนมพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย แทนนมสดธรรมดา หรือดื่มนมถั่วเหลืองไม่หวานจัด สำหรับผู้ที่แพ้นมวัว 12. ลดการใช้น้ำตาลทราย วันละไม่เกิน 6 ช้อนชา (ประมาณ 24 กรัม) ข้อมูล : นิตยสารหมอชาวบ้าน เดือนมีนาคม 2552 หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 17, 2014, 07:10:56 PM (http://cdn.diply.com/img/cb1439ea-1bbd-43fe-b3dd-b6d43d6e89cd.jpg)
(http://cdn.diply.com/img/fc96ac5f-5030-4198-ae09-a397f6c558c6.jpg) (http://cdn.diply.com/img/88878ff6-45e9-4811-ba87-2838c3f39526.jpg) (http://cdn.diply.com/img/4ba0adbd-bf31-4aa6-aaba-4c2bf55081aa.jpg) (http://cdn.diply.com/img/3d83b09b-1d34-4f44-8aac-c58eb40e8f9a.jpg) (http://cdn.diply.com/img/9f4e36e2-c5ca-4e49-940f-8928bcc570d7.jpg) (http://cdn.diply.com/img/50cb86ef-c3f1-4885-8f95-b838c9bde374.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 18, 2014, 10:59:20 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpa1/v/t1.0-9/10696414_732493176817609_7401949613472453421_n.jpg?oh=03659686059b22851568318660f989cc&oe=54CA47F3&__gda__=1422991179_cc01cc3f8191e3ffae823c9ed67a95c5)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 18, 2014, 11:02:19 PM (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpa1/v/t1.0-9/10659389_784183498345269_6140666625586267606_n.jpg?oh=fa9cdd5b7e18937323e7f3371edd1c1a&oe=54C9A622&__gda__=1418369946_0f61641ab163b7abdb4500baf7995721)
โรงพยาบาลธรรมชาติ ๑. ไขมันในเลือดสูง แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพัง ก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ 10 กลีบกับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว ๒. ปวดหัว ให้หาผักคะน้าหรือปวยเล้ง (แมกนีเซียม) กินวันละ ๕ ขีด และกินปลาทูอีกวันละ ๒ ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบได้) หรือจะชงโกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้ค่ะ ๓. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย ให้หมั่นแปรงลิ้นและกิน กระเทียม หอม พริกให้มากเข้าไว้ ๔. ภูมิแพ้ แค่กินฝรั่งวันละ ๕ ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ ๑ กำมือ (สังกะสี) ๕. แพ้ฝุ่นละออง ไรฝุ่น หาโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัดมากิน ๖. โรคหืดหอบ ไอเรื้อรัง กินต้มยำไก่, กินหัวหอมใหญ่ หอมแดงต้นหอม และเอาหอมซุก ไว้ใต้หมอน ๗. ไขข้ออักเสบ หาปลาเนื้อมันกินวันละ ๒ ขีด เช่นปลาทู, ปลาสวาย, ปลาแซลม่อน, ปลาซาร์ดีน, ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลากระป๋อง ๘. กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยให้กินน้ำกระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ ๓ มื้อ หรือน้ำแครนเบอรี่ ของฝรั่งในปริมาณเท่ากัน ( เปรี้ยวจัดมาก) ๙. ท้องอืด แก๊สมาก ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อย ๆ ๑๐. ท้องผูก ชงน้ำผึ้งดื่มวันละ ๓ ช้อนโต๊ะ และให้กินน้ำมะขามต้มติด เนื้อมาก เช้า เย็น ๑๑. โรคกระเพาะอาหาร หากล้วยหักมุกปิ้งกิน, กินกล้วยหรือ กินผักกระหล่ำปลีให้มาก ๑๒. เวียนหัว คลื่นไส้ง่าย ให้หาอาหารทำจากขิงรับประทาน เช่น ปลาผัดขิง ไก่ผัดขิง, น้ำขิง, ชาขิงหรือเต้าฮวย ๑๓. วัยทอง วูบวาบ อารมณ์ปรวน ให้กินปลาทูน่าให้มาก และ กินเต้าหู้เหลืองวันละ ๑ แผ่น ถ้ากินเต้าหู้แล้วเบื่อให้สลับกับถั่วง วันละ ๑ กำมือก็ได้ ๑๔. หงุดหงิดง่าย ให้กินอาหารร่าเริง คือ ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพด กลอย กล้วยหอมและปลาทูน่า ๑๕. กระดูกพรุน ให้กินงาดำวันละ ๔ ช้อนโต๊ะ (ได้แคลเซียมมาก) มะม่วงจิ้มกะปิ และ สับปะรด ซึ่งมีธาตุสมานกระดูดอยู่มาก( แมงกานีส) ๑๖. ความจำไม่ดี ให้กินปลาทูวันละ ๒ ขีด หอยแครง และหอยนางรม ซึ่งมีธาตุสังกะสีช่วยสมองได้ ๑๗. มะเร็งเต้านม ให้กินบร็อคโคลีหรือคะน้าวันละ ๕ ขีด ๑๘. มะเร็งปอดทางเดินหายใจ ให้กินเสาวรส ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะละกอ มะม่วง ให้มาก เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลือดใน ปอดได้ดีแต่ต้องระวังวิตามินเอโดยเฉพาะผู่ที่ยังสูบบุหรี่อยู่ ๑๙. ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน กินแอปเปิ้ลเขียววันละ ๑-๒ ผล หรือน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นทั้งกาก จะเป็นการล้างพิษในตัวด้วย ๒๐. เจ็บอก โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ กินปลาทะเล น้ำมันมะกอก เอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน ผลอโวคาโดเพราะเหล่านี้มีไขมันดีไปช่วยขับ ตะกรันน้ำมัน เก่าออกถ้าชอบดื่มชาให้หาชาเขียวสดมาชงดื่มเองวันละถ้วย ๒๑. ความดันสูง ต้องตัดบุหรี่และอาหารเค็ม ลองหาข้าวโอ๊ตไม่ขัดสี มากินและผักขึ้นฉ่ายสดหรือปั่นก็ได้ จะช่วยคุมความดันให้ดีขึ้น ๒๒. เบาหวานถามหา ให้เลี่ยงแป้งกับน้ำตาล และ กินผักเขียวจัด อย่างคะน้า บร็อคโคลี ผักโขมให้มาก ถ้าอยากหวานให้กินส้มโอ และฝรั่งเพราะ มีน้ำตาลอยู่น้อยมาก โรงพยาบาลธรรมชาติ หัวจรดเท้ารักษาเองได้ก่อนไปหาหมอ " ขอให้ทุกๆท่านมีีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงๆนะคะ " เครดิต::Mirin nok หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ตุลาคม 08, 2014, 04:39:52 PM (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/v/t1.0-9/1010851_632069086804960_1724244599_n.jpg?oh=ae58fffa5fc1b096f97148607f303ada&oe=54BD7037&__gda__=1420594504_fcd5eab73a244230e67cb0bb02a4e8bf)
(https://scontent-b-hkg.xx.fbcdn.net/hphotos-xpf1/v/t1.0-9/389410_506759822669221_2124850926_n.jpg?oh=119e8948d4c0d9bd1fee706802ba67a3&oe=54B7A204) (https://scontent-a-hkg.xx.fbcdn.net/hphotos-frc3/v/l/t1.0-9/549605_476751022336768_1173330706_n.jpg?oh=92a5eede6e1dd42424e79ab319a831f5&oe=54BE7296) (https://scontent-b-hkg.xx.fbcdn.net/hphotos-xfa1/v/t1.0-9/374013_508002442544959_566160407_n.jpg?oh=fa1706e2bfa53c5e247dd9528aa3fc60&oe=54CAC51A) https://www.facebook.com/morkeawfansclub?fref=photo (https://www.facebook.com/morkeawfansclub?fref=photo) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 05, 2014, 08:55:31 AM ***กินผักบุ้งแล้วตาสวย (จริงเปล่า?)***
ผักบุ้ง สรรพคุณมีมากมาย โดยในผักบุ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 22 กิโลแคลอรี และประกอบด้วยเส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุอื่น ๆ อีก เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ผักบุ้งไทยนั้นจะมีวิตามินซีสูง และสรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งจีน แต่จะมีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีน น้อยกว่าผักบุ้งจีน หากรับประทานสด ๆได้ จะทำให้คุณค่าของวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้ไม่เสียไปกับความร้อน ประโยชน์ของผักบุ้งช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส มีน้ำมีนวล ช่วยชะลอวัยความแก่ชรา และการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ช่วยบำรุงสายตา รักษาอาการตาต้อ ตาฝ้าฟาง ตาแดง สายตาสั้น อาการคันนัยน์ตาบ่อย ๆ เป็นต้น ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์/by สาระแห่งสุขภาพ — (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-xpa1/v/t1.0-9/10505290_725355810876508_3182462085912703861_n.jpg?oh=3736de64739a04cee8564f62ca93fecd&oe=54DD03AF) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 05, 2014, 08:56:52 AM (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-xap1/v/t1.0-9/10395832_696939650384791_4657684460264580019_n.jpg?oh=dca77cdf79bd284fa0f377ab821536fa&oe=54EDB5C3)
***ยำตะไคร้ ได้ประโยชน์*** ตะไคร้ ใช้ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายชนิดเช่น ต้มยำ และอาหารไทยหลายชนิด ให้กลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยาเช่น บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร แก้โรคหืด แก้อหิวาตกโรค บำรุงสมอง ช่วยให้สมาธิดี ต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้อาเจียน ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆ ช่วยให้สร่างเร็ว ส่วนหัวสามารถใช้แก้โรคเกลื้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ โรคนิ่ว มากไปกว่านั้นยังสามารถทำเป็นยาช่วยนอนหลับ ช่วยลดความดันสูง น้ำมันตะไคร้หอมใช้ทากันยุงได้ ถ้าปลูกใกล้ผักอื่นๆจะช่วยกันแมลงได้และยังให้กลิ่นหอม ที่ดับกลิ่นบางชนิดใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสมเพราะมีกลิ่นที่หอม และที่กำจัดยุงบางชนิดก็ใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสมด้วยเนื่องจากมีกลิ่นที่แรงจึงช่วยทำให้ไล่ยุงได้ นอกจากนี้ตะไคร้ยังแก้กลิ่นคาวหรือดับกลิ่นคาวของปลา และเนื้อสัตว์ได้ดีมากๆ ตะไคร้ยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะช่วยเพิ่มเกลือแร่ที่จำเป็นหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และยังมีวิตามินเอ รวมอยู่ด้วย ยำตะไคร้อาหารรสจัดจ้านที่เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องปรุงและเครื่องสมุนไพรนานาชนิด จัดได้ว่าเป็นรายการอาหารที่ครบ 5 หมู่เลยก็ว่าได้ อีกอย่างรสชาติดีเลิศ ถูกปากคนไทยและให้คุณค่า มากมาย ทั้งจากส่วนของตะไคร้และเครื่องประกอบอื่นๆ ที่มา : rspg.or.th/by สาระแห่งสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 05, 2014, 08:57:46 AM **ไข่ต้ม ง่ายและดีที่สุด***
ไข่ต้ม เมนูอาหารที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง แต่ทราบกันรึเปล่าว่า ประโยชน์ของไข่ต้มนั้นมีมากกว่าที่คุณเห็น ที่นอกจากจะให้โปรตีนสูงแล้วไข่ต้มฟองน้อยๆที่คุณเห็น ยังเปี่ยมไปด้วยกรดอะมิโน ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าในไข่ขาวจะมีโปรตีนสูง และเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง คือมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย(Essential Amino Acid) ส่วนในไข่แดงนั้น ก็ยังมีสารอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งมีคุณค่าเช่นเดียวกับไขมันในปลาแซลมอลและปลาทะเล ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะในไข่ต้มนั้นยังมี ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหรือเอชดีแอล(HDL Cholesterol) ซึ่งเป็นไขมันชนิดดี ไม่มีผลต่อการเพิ่มคลอเลสเตอรอล ซึ่งส่งผลดีต่อร่างกาย ถ้าหากว่าคุณเลือกทานไข่ต้มเป็นประจำวันละ 1 ฟอง ก็จะสามารถช่วยป้องกันคุณให้ห่างไกลจากโรคหัวใจได้อย่างแน่นอน โดยในไข่ต้ม 1 ฟอง จะมีน้ำหนักประมาณ 30 กรัม ซึ่งจะให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี่ ยังไม่หมดแค่นั้นไข่ต้ม 1 ฟอง สามารถให้ประโยชน์ได้มากเท่ากับการที่คุณทานรังนก 10 กระปุกเลยทีเดียว (จ่ายแพงกว่าทำไม) ถ้าเบื่อไข่ต้มรสชาติเดิมๆ ก็ลองปรับแต่งสูตร อาจจะเพิ่มน้ำยำรสชาติจัดจ้านขึ้นมาอีกนิดรับรองได้ว่า "อร่อยเหาะ" ที่มา : mhthailand.com/by สาระแห่งสุขภาพ (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-xpf1/v/t1.0-9/10385410_696414750437281_376617657192669014_n.jpg?oh=563ce8d6ecd890e88297982949663ed2&oe=54D9AFF8) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 16, 2014, 08:31:50 PM ที่ผ่านมาว่ากันว่า โกรทฮอร์โมน (ฮอร์โมนที่ทำให้เด็กสูงขึ้นและทำให้เซลล์ในร่างกายฟื้นฟูสภาพ) จะหลั่งออกมามากช่วง 4 ทุ่มถึงตี 2 แต่ปัจจุบันศาสตร์แห่งการชะลอวัย (Anti-Aging Medicine) มีการเปิดเผยออกมาใหม่ว่าช่วงที่โกรทฮอร์โมนหลั่งมากที่สุดคือช่วงตี 1 ถึงตี 5เทียบกับอดีต
ปัจจุบันคนนอนดึกมากขึ้นจึงเป็นสาเหตุทำให้เวลาหลั่ง โกรทฮอร์โมน ถูกเลื่อนออกไปด้วย หากต้องการให้ โกรทฮอร์โมน หลั่งออกมามากๆ แนะนำให้ ออกกำลังกาย ยกเวทตอนกลางคืน การยกดัมเบล การบริหารหน้าท้อง หรือการตีสควอช ออกกำลังกาย หนักๆ จะทำให้เส้นใยกล้ามเนื้อเสียหาย ร่างกายจะเร่งซ่อมแซมโดยการหลั่ง โกรทฮอร์โมน ระหว่างนอนเพิ่มสูงขึ้นถึง 150% จากปกติ จึงทำให้ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น ไขมันถูกเผาผลาญ ทำให้ร่างกายฟื้นสภาพจากความเหนื่อยล้า หลังการบริหารกล้ามเนื้อสามชั่วโมงจะเป็นช่วงที่หลั่งฮอร์โมนได้ดีที่สุด และหากนอนในช่วงนี้ยิ่งจะทำให้หลั่งฮอร์โมนได้มากขึ้น ซึ่งการ ออกกำลังกาย บริหารกล้ามเนื้อ ได้แก่ การยกดัมเบล การวิดพื้น การบริหารหน้าท้อง การตีสควอช เป็นต้น ควรทำประมาณ 20-30 ครั้งเป็นมาตรฐาน จากนั้นก็ทำเพิ่มตามกำลังกล้ามเนื้อของตนเองที่มี ไม่ควรทำภายใน 30 นาทีหลังรับประทานอาหารหรือทำก่อนนอน เพราะจะทำให้ประสาทตื่นตัว ขอบคุณที่มาจาก greenerald.com (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xap1/v/t1.0-9/10440779_660949054021987_4921683713862916434_n.jpg?oh=59af9b6ea4d7f36a4a5c7fc1d5aef062&oe=551C1C61&__gda__=1423478973_0f9fc9c5c6542925b52035ebc08b3180) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 16, 2014, 08:32:46 PM ทคนิคการนอนหลับอย่างสนิทและมีความสุขตลอดคืน
เวลานอนแล้วหลับไม่สนิท แม้จะนอนนานอย่างไรก็เหมือนยังนอนไม่พอ ส่งผลให้การทำงานหรือการเรียนสะดุด สมองอึน ๆ ไม่โล่งโปร่ง หลายคนหากลวิธีเพื่อช่วยให้หลับสนิทในยามค่ำคืน นับแกะบ้าง ออกกำลังกายให้รู้สึกเหนื่อยบ้าง คุณรู้หรือไม่ว่าการนอนอย่างมีความสุขสามารถสร้างได้ไม่ยาก เพียงแต่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้ -ออกกำลังกายเบา ๆในตอนเย็น จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและเกิดความรู้สึกอยากนอนพัก -กินอาหารมื้อค่ำแต่พออิ่ม เลือกกินอาหารที่ย่อยง่าย และรสชาติไม่จัดจนเกินไป จะช่วยให้สบายท้อง -งดดื่มน้่ำชา กาแฟ โกโก้ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มชูกำลังในช่วงบ่าย -ดื่มนมอุ่น ๆก่อนเข้านอนจะช่วยให้สบายท้องและผ่อนคลาย -ไม่ดูโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ก่อนเข้านอน 2-3 ชั่วโมง -อาบน้ำและแปรงฟันให้สะอาดก่อนเข้านอน -ทำใจให้สบาย นอนหลับตาด้วยการหายใจเข้า-ออกยาว ๆ และผ่อนคลายอวัยวะทุกส่วนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าหรือจะใช้วิธีนั่ง สมาธิก่อนเข้านอนก็ได้ -สร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การนอน ด้วยการปิดไฟ ปืดเสียงต่าง ๆ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ปิดการสื่อสารที่ทำให้คุณพะวง ปรับอุณหภูมิห้องให้พอดี อาจะใช้กลิ่นหอมจาง ๆจากสมุนไพรสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลายด้วยก็ได้ หากทำตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้น รับรองว่าคุณต้องนอนได้สนิท ตื่นมารับเช้าวันใหม่ด้วยความสดใส กระฉับกระเฉงอย่างแน่นอน (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpf1/v/t1.0-9/10370363_659545374162355_8139830647144146599_n.jpg?oh=88bd333ac75dd26a2d6544162a5d7967&oe=54DD9247&__gda__=1423733293_0abcdc545dcbdbcae5e4645bb233993f) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 16, 2014, 08:33:02 PM (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-xpa1/v/t1.0-9/10392553_658942914222601_7762726734656024633_n.jpg?oh=f6897320b331cdd70b979de5c071e772&oe=54E60B19)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 16, 2014, 08:34:42 PM 15 กฎทองของการกิน...
1.คุมปริมาณอาหารที่กิน โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลอรีสูงจากไขมัน กินในปริมาณน้อยๆ อย่ากินจนอิ่มแปล้ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำละงสะสมพลังงานส่วนเกินให้กับตัวเอง 2.เลือกกินอาหารให้หลากหลายชนิด อาหารแต่ละชนิดมีสารอาหารต่างกันหรือถ้ามีสารอาหารเหมือนกันก็จะมีปริมาณต่างกัน ฉะนั้นการกินให้หลากหลายชนิดไม่เลือกที่รักมักที่ชัง จะทำให้เราได้รับสารอาหารหลากหลายชนิดอย่างทั่วถึง เหนืออื่นใดการเลือกกินอาหารให้หลากหลายชนิด ยังเป็นวิธีการลดสารพิษต่างๆที่ร่างกายได้รับ เช่นจากยาฆ่าแมลงที่ใช้ในการปลูกผักซึ่งอาจจะสะสมไว้มากในพืชผักบางชนิดด้วย 3.เน้นอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักผลไม้ ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสี ซึ่งจัดเป็นคาร์ดบไฮเดรตที่ดี มีสารอาหารสูงแต่พลังงานต่ำ เราควรกินใยอาหารให้ได้วันละ 20-35 กรัม จะช่วยให้อาหารคาร์โบไฮเดรตถูกดูดซึมช้าลง ร่างกายใช้อินซูลินน้อยลงอย่างมีประสิทธิภาพเป็นการรักษระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ นิกจาดนี้ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น อาหารที่มีกากใยสูงมักจะมีวิตามินและแร่ธาตุสำคัญสูงรวมทั้งสารพฤกษเคมีซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมุลอิสระสูงช่วยต้านวัยต้านโรคเช่นกัน 4.กินผักผลไม้วันละ 8-9 ส่วน ( ผัก = 2-21/2 ถ้วยตวง หรือ 4-5 อุ้งมือผู้หญิง และผลไม้ 11/2 - 2 ถ้วยตวงหรือ 3-4 อุ้งมือ ) พยายามเลือกกินผักหลายสีคละกัน สำหรับผลม้ เลอกผลไม้สดแทนน้ำผลไม้ ซึ่งไม่มีใยอาหารหรือมีน้อยมาก 5.เลือกธัญพืชไม่ขัดสีทุกครั้งที่มีโอกาส โดยปกติครึ่งหนึ่งของข้าวแป้งที่ควรกินในชีวิตประจำวันควรเป็นธัญพืชไม่ขัดสี เช่นหากในหนึ่งวันคุณกินข้าวทั้งหมด 8 ทัพพี ครึ่งหนึ่งควรเป็นข้าวซ้อมมือ หรือขนมปังโฮลวีตหรือธัญพืชต่างๆ โดยแลกเปลี่ยนปริมาณดังนี้ ขนมปัง 1 แผ่น = ข้าวซ้อมมือสุก ข้าวโอ๊ต หรือข้าวโพดต้ม หรือเผือก หรือมัน หรือฟักทอง หรือลูกเดือย หรือเส้นต่างๆ 1/2 ถ้วยตวง ( 1 อุ้งมือผู้หญิง ) 6.จำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตขัดสี เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว เส้นต่างๆ และขนมของว่าง อาหารเหล่านี้มีใยอาหารน้อยมาก นอกจากนี้กำจัดอาหารที่มีน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานว่างเปล่า แต่ขาดสารอาหารที่ดี วิตามิน แร่ธาตุ และกากใยอาหาร แต่กลับช่วยเพิ่มน้ำหนักเพิ่มโรคได้ดี อาหารที่มีน้ำตาลส่วนใหญ่มักจะมีไขมันสูงและพลังงานหรือแคลอรีสูง 7.เลือกกินไขมันดี ซึ่งมีมากในปลาทะเล ถั่วปากแข็ง อะโวคาโดและน้ำมันพืช ขณะเดียวกันก็ควรลดไขมันไม่ดีหรืออาหารที่ไม่มีประโยชน์ มิฉะนั้นจะทำให้ได้พลังงานเกิน ใช้น้ำมันพืชที่มีไขมันอิ่มตัวน้อยที่สุด กินปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพราะปลาทะเลเป็นแหล่งที่ดีของกรดโอเมก้า 3 ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และสมองเสื่อม 8.เลี่ยงไขมันอิ่มตัว ซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ติดมันโดยเฉพาะ วัว หมู ไก่ เวลากินอาหารพวกนี้ ควรเลือกเนื้อล้วนเลาะไขมันทิ้งให้หมด เลี่ยงอาหารที่มองแล้วมันเยิ้มซึ่งจะไปสะสมที่พุง 9.จำกัดหรือเลี่ยงไขมันทรานซ์ ซึ่งเป็นไขมันแปรรูปจากน้ำมันพืช มีมากในเนยเทียม หรือมาการีน เนยขาว เบเกอรีประเภทเค้ก คุกกี้ แครกเกอร์ กินได้แต่ต้องกินน้อยๆ หรือนานๆกินที 10.จำกัดอาหารคอเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัม/วัน แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น ความดันสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคหัวใจ เบาหวาน ควรลดปริมาณอาหารคอเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 200 มิลลิกรัม 11.จำกัดอาหารที่โซเดียมสูง และเพิ่มอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ส้ม กล้วย มันฝรั่ง ถั่ว เป็นต้น โซเดียมมีผลในการเพิ่มความดันโลหิตในคนส่วนใหญ่และมีผลต่อสุขภาพด้านอื่นๆ ควรบริโภคโซเดียมวันละไม่เกิน 2,300 มิลลิกรัม ( น้อยกว่าเกลือ 1 ช้อนชา ) และสำหรับผู้ที่อายุ 51 ปีขึ้นไป คนที่มีความดันโลหิตสูงเป็นทุนเดิม เบาหวานและโรคไตเรื้อรัง ควรจำกัดโซเดียมไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม (เกลือ 2/3 ช้อนชา) 12.บริโภคแคลเซียมและวิตามินดีให้เพียงพอ เพื่อสุขภาพของกระดูกและฟันและุขภาพด้านอื่นๆ สำหรับวิตามินดี อาจจะไม่ง่ายนักหากจะกินจากอาหารให้พอหรือจะรับจากแสงแดดก็อาจจะค่อนข้างเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังและอาจจะได้ไม่สม่ำเสมอจากแสงแดด 13.กินวิตามินอาหารแทนที่จะกินจากเม็ดยา วิตามินกินแทนอาหารธรรมชาติที่ดีไม่ได้เพราะอาหารจะให้มากกว่าวิตามินและแร่ธาตุ อาหารจะให้วิตามินและแร่ธาตุ ใยอหาร สารต้านมะเร็ง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ วิตามินแร่ธาตุรวมจะช่วยเติมสารที่พร่องไปได้ วิตามินและแร่ธาตุที่ควรพิจารณาเสริมคือแคลเซียมและวิตามินดี ปรีกษาแพทย์ นักกำหนดอาหาร และเภสัชกรก่อนเสริม 14.ระวังเครื่องดื่มที่มีแคลอรี ปัจจุบันในชีวิตประจำวัน คนเราได้รับพลังงานจากเครื่องดื่มมากวว่า 20% ของพลลังงานที่ควรได้ทั้งวัน เครื่องดื่มที่ให้พลังงานบางชนิดอาจจะเป็นเครื่องดื่มที่ดี เช่น นมพร่องมันเนย และนมขาดไขมัน และน้ำผลไม้ 100% ซึ่งต้องจำกัดปริมาณการดื่ม แต่เครื่องดื่มที่คนเารมักจะดื่มกันในชีวิตประจำวันคือ น้ำอัดลม น้ำหลานและเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ซึ่งให้พลังงานฟุ่มเฟือยแก่ร่างกายโดยไม่ให้สารอาหารที่จำเป็น ทำให้คนในยุคนี้มีปัญหาน้ำหนักตัวง่ายขึ้น 15.ถ้าดื่มแอลกอฮอลล์จงดื่มแต่พอควร ก็คือวันละ 1 ดริ๊งสำหรับผู้หญิง และไม่เกิน 2 ดริ๊งสำหรับผู้ชาย แอลกอฮอลล์เพียงเล็กน้อยให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ถ้ามากไปจะนำไปสู่อาหารสุขภาพ (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpf1/v/t1.0-9/10610717_657306874386205_4315713278080382271_n.jpg?oh=e6fef68440818a25581ec8ccc391d2e2&oe=54D542C9&__gda__=1423568547_f04183c700e2d25fba967b960a1fe5f3) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 16, 2014, 08:35:44 PM คณะวิจัยจากสถาบันคาโรลินสกา กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ได้ทำการทดลองกันจะจะ ด้วยการให้หญิงกลุ่มทดลอง 10 ราย ตื่นอยู่ตลอดเป็นเวลา 31 ชั่วโมงติดต่อกัน จากนั้นจึงนำรูปถ่ายก่อนอดนอนและหลังอดนอนสามสิบกว่าชั่วโมงนั้นมาเปรียบเทียบกัน โดยให้คนอีก 40 ราย เป็นผู้เปรียบเทียบข้อแตกต่าง ซึ่งปรากฏว่า ทุกคนที่อดหลับอดนอนนั้นล้วนมีหน้าตาโทรมลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด คือมีเปลือกตาที่บวม ดวงตาแดงก่ำ ใต้ตาคล้ำ แถมยังดูมีริ้วรอยชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ทำให้ดูแก่ โทรม เศร้า อ่อนล้า หน้าตาน่าเกลียดไม่น่าดูชม
ทิน่า ซันเดลิน ผู้นำการทดลองง่าย ๆ แต่ได้ผลชัดเจน กล่าวว่า ยามนอนหลับเลือดจะถูกสูบฉีดส่งไปยังเส้นเลือดฝอยมากขึ้น ทำให้เซลล์ผิวหนังได้ซ่อมแซมฟื้นฟูตัวเอง การอดหลับอดนอนจึงเป็นการขัดขวางกระบวนการรักษาซ่อมแซมตัวเองของเซลล์ผิวหนังอย่างเห็นได้ชัด คำพูดที่ว่า "นอนดึกแก่ไว" จึงไม่ใช่แค่คำขู่ไปเล่น ๆ อย่างแน่นอน นอกจากนี้การอดนอนยังส่งผลโดยตรงต่อเรื่องสภาพอารมณ์ เพราะมันทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายเกิดการแปรปรวน จึงเกิดความเครียดและซึมเศร้าได้ง่าย ผลกระทบจากการนอนน้อยยังแผ่กว้างออกไป ไม่ใช่แค่กระทบกับรูปลักษณ์ที่แสดงออกผ่านใบหน้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปฏิสัมพันธ์จากคนรอบข้างที่คงไม่สู้ดีนักแน่ ๆ เมื่อเห็นว่าคุณดูโทรม หน้านิ่วคิ้วขมวด และอารมณ์ไม่สู้ดีแบบนี้ (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xap1/v/t1.0-9/1554604_655751294541763_6676291593017496149_n.png?oh=776a9ebcf77e49b5109ddffd61eb7110&oe=54E01651&__gda__=1428046616_4c4a76cc77cfe77600a1b97e099b0341) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤศจิกายน 16, 2014, 08:36:16 PM (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpf1/v/t1.0-9/10257942_485972194837547_5353316191608358705_n.jpg?oh=7d28d6d21011374d8aa1a2583ecf592a&oe=54EAAF47&__gda__=1423588397_8c80ae42f9da7506f732625058f0f6c0)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 06, 2015, 08:17:31 PM “หน่อไม้” กินเป็นแซบหลาย กินพลาดถึงตาย !
“หน่อไม้” คือหน่ออ่อนจากต้นไผ่ที่แตกเหง้าออกจากดิน อีกหนึ่งอาหารยอดนิยมจากธรรมชาติ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มักใช้ทั้งหน่อไม้สดและหน่อไม้ดองมาปรุงอาหารได้หลายประเภททั้ง ต้ม ยำ แกง มีรสอร่อย แถมยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย หน่อไม้มีสรรพคุณลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยมีใยอาหารสูงจึงช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ดีต่อระบบย่อยอาหาร ลดอาการท้องผูก มีฤทธิ์เย็นแก้อาการร้อนต่างๆ ช่วยแก้กระหาย ละลายเสมหะ แก้ไอ ขับปัสสาวะ บำรุงกำลัง แก้โรคบิดเรื้อรัง รวมทั้งขับพิษใต้ผิวหนัง แต่ถึงกระนั้นแม้ว่าหน่อไม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่ถ้านำไปรับประทานไม่ถูกวิธีก็อันตรายไม่ใช่เล่น เช่น ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ไม่ควรรับประทาน เพราะหน่อไม้มีสารพิวรีนสูง ส่งผลให้กรดยูริกสูงขึ้นจนเป็นอันตราย รวมทั้งผู้ที่ภาวะไตเสื่อม เมื่อรับประทานหน่อไม้เข้าไป ร่างกายจะสร้างกรดยูริกมากเกินไปทำให้ไตขับออกได้น้อยลง กรดยูริกจะเกาะตามผนังหลอดเลือด ข้อ ไต และอวัยวะอื่นๆ ส่งผลให้มีอาการปวดข้อ กระดูกพรน หรือนิ่วในไตได้ โดยเฉพาะ “สารไซยาไนด์” ที่มีอยู่ในหน่อไม้ดิบ หากได้รับในปริมาณ 1.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมอาจส่งผิลถึงแก่ชีวิตได้ เพราะไซยาไนด์จะเข้าไปเกาะกับธาตุเหล็กในกระแสเลือด ธาตุเหล็กไม่สามารถพาออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ เซลล์สมองจะหยุดทำงานและเสียชีวิต แต่ไม่ต้องวิตกกังวลไป อันตรายจากไซยาไนด์เกิดเฉพาะกรณีที่รับประทานดิบๆ เท่านั้น หากทำให้สุกสามารถรับประทานได้ เนื่องจากไซยาไนด์ถูกกำจัดได้ด้วยความร้อน ดังนั้นไม่แปลกใจเลยว่าอาหารอีสานแสนแซบอย่าง “ซุปหน่อไม้” จึงมีกรรมวิธีที่พิถีพิถันยิ่งนัก เริ่มจากนำหน่อไม้สดมาเผาไฟแล้วปลอกเปลือก จากนั้นทำการเคี่ยนหน่อไม้ให้ออกมาเป็นเส้นๆ ก่อนนำไปต้มในน้ำเดือดหนึ่งน้ำเพื่อลดความขม เทน้ำน้ำร้อนทิ้ง ใส่น้ำสะอาดลงในหม้ออีกครั้งเพื่อให้หน่อไม้เย็นตัว รวมทั้งเป็นการล้างความขมให้หมดไป จากนั้นบีบหน่อไม้ให้น้ำออกไปให้หมด จากนั้นนำหน่อไม้มาใส่ในน้ำใบย่านางที่คั้นเตรียมไว้ ยกขึ้นตั้งไฟ ใส่ใบแมงลัก ตะไคร้ เกลือ หรือปรุงตามที่ชอบ ต้มต่อจนเดือดสุกได้ที่จะได้เป็น “อู๋หน่อไม้” จากนั้นนำมาใส่ครกปรุงด้วยข้าวคั่ว งาคั่ว พริกป่น น้ำมะนาว น้ำปลาร้า น้ำปลา ตำเบาๆ ให้เข้ากัน ตามด้วยหอมแดงซอย ต้นหอมซอย ตบท้ายด้วยผักชีใบเลื่อย ใบสะระแหน่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ (https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-xap1/v/t1.0-9/10919058_692703060846586_9119721855429214537_n.png?oh=10617ec0c241c7dbbed03866c9367142&oe=5545D361) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 07, 2015, 03:40:49 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xfp1/v/t1.0-9/10394632_766194623429552_5220124670119994279_n.jpg?oh=e09e4812d597373e57d7b9d4b278f967&oe=5533C49D&__gda__=1429891092_dfb442d120270477e06035b4d3161a5c)
Cr ความรู้เรื่องอาหารและสุขภาพ อาหารลดความดันโลหิตสูง ที่ทุกครัวเรือนควรมี โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่สามารถเกิดกับคนได้ทุกวัย ถ้าหากมีพฤติกรรมการกินแบบไม่ห่วงสุขภาพ และเมื่อไรที่โรคความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นแล้วย่อมนำโรคเรื้อรังอื่น ๆ ตามมาด้วยเสมอ เ ามาดูกันดีกว่าสุดยอดอาหารลดความดันจะมีอะไรบ้าง ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าอาหารที่เรากินเป็นประจำมีผลต่อระดับความดันโลหิตของเรา แต่คงมีน้อยคนนักที่จะใส่ใจเลือกซื้อหามาบริโภคอย่างจริงจัง ซึ่งจากข้อมูลของเว็บไซต์Prevention.com บอกว่าอาหารที่ดีต่อระดับความดันโลหิตต้องประกอบไปด้วยแร่ธาตุจำเป็น 3 ชนิดดังนี้ คือ โพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ซึ่งจะมีอยู่ในอาหาร 13 ชนิดต่อไปนี้ เราลองมาดูกันนะคะว่า แร่ธาตุทั้งสามชนิดนี้ซ่อนอยู่ในอาหารชนิดใดกันบ้าง ถั่วขาว สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องระดับความดันโลหิตสูง เราขอแนะนำให้ลองเพิ่มถั่วขาวเข้าไปในเมนูที่กินเป็นประจำ เพราะในเมล็ดถั่วขาวมีแร่ธาตุแมกนีเซียมสูงถึงร้อยละ 30 เชียวนะ แต่สำหรับใครที่คิดจะใช้ถั่วขาวบรรจุกระป๋องไปปรุงอาหารนั้น ก็ควรระวังเรื่องปริมาณโซเดียมเอาไว้ด้วย ทางที่ดีควรตักแยกเนื้อถั่วขาวแยกออกมาจากน้ำ ทิ้งไว้ข้ามคืนก่อนนำไปปรุงอาหาร Tips: ใครที่กำลังลดน้ำหนัก เราขอแนะนำเมนูอยู่ท้องคือ สลัดผักเพิ่มถั่วขาวต้มสุกราดน้ำสลัดงา แค่นี้ก็อิ่มอร่อยไม่อ้วนแล้ว (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpa1/v/t1.0-9/1491735_766194683429546_6192275414667222793_n.jpg?oh=836be5c26596df1a488b3f1097a1c3db&oe=552223F0&__gda__=1433262541_a4e8bdde714b9ff5d7740f744fa4efa1) (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpa1/v/t1.0-9/10896896_766194730096208_4864348806567927909_n.jpg?oh=3aac863d7e1f383cb9cf1b87db4da8f8&oe=5535CC41&__gda__=1428344569_fd88f613f087b6d8997bdd75d6b1bdec) เนื้อสันใน คนรักสเต็กก็สามารถสนุกกับการกินได้เหมือนเดิมโดยไม่ต้องห่วงว่าความดันโลหิตจะสูงจนน่าตกใจ เพียงแค่ใช้เทคนิคเล็กน้อยคือ เลือกสเต็กชนิดเนื้อสันใน ซึ่งเป็นเนื้อส่วนที่ไม่ติดมัน เพราะเนื้อในส่วนนี้อุดมไปด้วยโพแทสเซียมร้อยละ 15 และมีคอเลสเตอรอลน้อยกว่าเนื้อส่วนที่ติดมัน ที่สำคัญคือ กำหนดปริมาณการกินไม่ให้เกิน 70 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 5-6 ชิ้นแบบพอดีคำ ถึงจะดีต่อสุขภาพจริง ๆ Tips: การปรุงเนื้อสันในให้ได้สุขภาพต้องไม่เพิ่มรสชาติเนื้อให้เค็มมากไป และควรใช้วิธีปรุงด้วยการอบ หรือย่างโดยไม่ต้องใส่น้ำมันใด ๆ (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpf1/v/t1.0-9/10552608_766194693429545_402060006113791754_n.jpg?oh=6de59ff38f5921d347dbcb29b6d16dc4&oe=5525AFBE&__gda__=1430351743_de83dd90a85d408b604401601dd09bf1) โยเกิร์ตรสธรรมชาติ โยเกิร์ตที่วางขายตามท้องตลาดส่วนใหญ่จะอุดมด้วยแมกนีเซียมร้อยละ 12 โพแทสเซียมร้อยละ 18 และมีแคลเซียมสูงถึงร้อยละ 49 ในขณะเดียวกันร่างกายก็จะได้รับน้ำตาลที่มาจากส่วนประกอบอื่น ๆ ที่อยู่ในเนื้อโยเกิร์ตด้วย เช่น ชิ้นเนื้อผลไม้ และรสปรุงแต่ง ทางที่ดีควรเลือกทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติดีกว่า Tips: เพิ่มประโยชน์ให้โยเกิร์ตรสชาติโปรดง่าย ๆ ด้วยการเพิ่มชิ้นเนื้อผลไม้สด หรือใช้เป็นน้ำสลัด ปลานิล ปลาเนื้อขาวส่วนใหญ่อุดมไปด้วยแร่ธาตุแมกนีเซียม และโพแทสเซียมอยู่ร้อยละ 8 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน โดยเฉพาะปลานิลที่มีประโยชน์ต่อคนที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิต อย่างไรก็ตามมีข้อควรระวังคือ ก่อนนำปลานิลมาปรุงอาหารทุกครั้งควรทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน เพราะในเนื้อปลานิลอาจมีสารพิษตกค้างมา เช่น สารปรอท และ สารสังเคราะห์โพลีคลอริเนตไบฟีนิล (Polychlorinated Biphenyls) ซึ่งเป็นสารที่อันตรายต่ออวัยวะตับ ผิวหนัง และทางเดินอาหาร ทำให้ทำงานผิดปกติ Tips: การทำเมนูปลานิลนึ่งได้สุขภาพมากกว่าเมนูปลาทอดนะจ๊ะ เราขอแนะนำเมนู ปลานิลนึ่งมะนาว กินคู่กับผักต่าง ๆ เป็นเครื่องเคียง ได้สุขภาพเน้น ๆ เลยล่ะ กีวี เชื่อหรือไม่ว่า กีวีอุดมด้วยวิตามินซีสูงกว่าผลส้มเสียอีกนะ ซึ่งวิตามินซีนี่แหละที่จะทำงานร่วมกับแร่ธาตุโพแทสเซียมช่วยปรับสมดุลระดับความดันโลหิตของเราได้ Tips: กีวีที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตบ้านเราอาจมีราคาสูง ใครที่สู้ราคาไม่ไหวแต่ก็อยากใส่ใจสุขภาพไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ก็สามารถหาซื้อผลไม้ตระกูลเบอร์รีมาทดแทนกันได้นะ (https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpa1/v/t1.0-9/10342936_766194813429533_7807681848240958744_n.jpg?oh=7a9bdef6dbef319a45050cb814c4f462&oe=5532E5E1&__gda__=1429594457_53d20e5439227fb5f1fa8bb5ab7def2d) ลูกพีช ลูกพีชมีความหวานธรรมชาติที่ดีต่อระดับความดันโลหิตของเรา และยังอุดมด้วยโพแทสเซียมถึงร้อยละ 8 เราสามารถกินได้ทั้งแบบสด คั้นเป็นน้ำพีช หรือจะนำไปทำเป็นเมนูสมูธตี้ก็ได้ แต่ต้องไม่เติมน้ำตาล หรือน้ำเชื่อมมากไปนะคะ มิเช่นนั้นเมนูสมูธตี้ปั่นจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย Tips: ลูกพีชหรือลูกท้อก็มีแบบอบแห้งนะ ซึ่งเราไม่แนะนำให้ซื้อมากินเล่นอย่างเด็ดขาด เพราะผลไม้อบแห้งส่วนใหญ่เคลือบด้วยน้ำตาลและเติมความหวานด้วยสารซัคคารินที่เป็นศัตรรูร้ายต่อสุขภาพของเรา (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xap1/v/t1.0-9/10407385_766194883429526_3340499700261422930_n.jpg?oh=86ce3b1addfa46fcaa07ab3da698387d&oe=553A4518&__gda__=1429327812_6d46e624a1f2763f4d2b5df5fe38f939) กล้วย กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยแร่ธาตุโพแทสเซียมมากถึงร้อยละ 12 มีคุณสมบัติกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารเซโรโทนิน เราจึงรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นได้ทันตาเห็น Tips: หากรู้สึกร่างกายไม่สดชื่นแจ่มใส แนะนำให้กินกล้วยหอมสักลูก รับรองอารมณ์ดีขึ้นแน่นอน (https://scontent-b-kul.xx.fbcdn.net/hphotos-xap1/v/t1.0-9/10917428_766194943429520_1600753838476878967_n.jpg?oh=4ea7ceebf1c73f18f56e84dfa375aef6&oe=5531E5BD) ผักคะน้า ผักใบเขียวอย่างคะน้าอุดมด้วยวิตามินซีสูงไม่แพ้ผลไม้เลย ผักคะน้าที่ปรุงสุกแล้วจะมีแร่ธาตุโพแทสเซียมกับแคลเซียมมากถึงร้อยละ 9 และยังมีกรดอัลฟาไลโปอิกที่จะทำงานร่วมกับวิตามินซี ช่วยดักจับสารอนุมูลอิสระในร่างกาย เพิ่มการกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานเป็นปกติ Tips : เมนูผัดคะน้าน้ำมันหอยไม่ใส่เนื้อสัตว์ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xfp1/v/t1.0-9/10917372_766194983429516_3053927197610119132_n.jpg?oh=5dc9ff107fcca38fdc61c2982203d1ca&oe=5527B19D&__gda__=1430208788_f847713d0db178285ddae5dfb56e7258) พริกหยวกแดง พริกหยวกแดง หรือพริกหวานมีแร่ธาตุโพแทสเซียมอยู่ร้อยละ 9 ที่พร้อมจะช่วยปรับสมดุลความดันเลือดของเราให้เป็นปกติ แต่ใครจะรู้บ้างหรือไม่ว่า การเก็บพริกหยวกแดงไว้ในตู้เย็นนานเกิน 10 วัน สามารถสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการได้ หากไม่ได้ทำการห่อด้วยฟิล์มถนอมอาหาร Tips : ทำเมนูผัดผักเมื่อไร อย่าลืมใส่พริกหยวกแดงเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้เมนูโปรดของเราด้วย (https://scontent-b-kul.xx.fbcdn.net/hphotos-xpf1/v/t1.0-9/10891797_766195016762846_123730738978234402_n.jpg?oh=aad8100eea490294114b1e914e91886c&oe=556CF45E) บรอกโคลี บรอกโคลี เป็นผักในตระกูลกะหล่ำที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ทางโภชนาการ ซึ่งในบรอกโคลีเพียงหัวเล็ก ๆ ก็อุดมด้วยโพแทสเซียมร้อยละ 14 ที่จะช่วยปรับสมดุลระดับความดันเลือดของเราให้เป็นปกติได้ Tips : หากร่างกายรู้สึกอ่อนเปลี่ยนเพลียแรง เราขอแนะนำเมนูเพิ่มพลังและอิ่มท้องด้วยเมนูบรอกโคลีต้มสุก ราดด้วยน้ำจิ้มสุกี้ (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpa1/v/t1.0-9/10915181_766195046762843_3619821412399108816_n.jpg?oh=5b845f3869b90dcb5e2593fb0385e4c5&oe=553E6CB9&__gda__=1428926209_b0f072570bb30a99abe1351a10bfcc95) มันเทศ เปลือกของมันเทศแทบทุกสายพันธุ์อุดมไปด้วยโพแทสเซียมมากถึงร้อยละ 15 แต่ถ้าบริโภคแบบปอกเปลือกเราก็จะได้ประโยชน์จากโพแทสเซียมในเนื้อมันเทศแค่ร้อยละ 10 ที่สำคัญยังมีคุณประโยชน์จากคาร์โบไฮเดรต ทำให้อิ่มท้อง ร่างกายนำไปเผาผลาญเป็นพลังงานได้ ไม่อ้วนด้วย Tips : มันเทศเป็นพืชที่มีแป้งเยอะ ดังนั้นหากใครท้องอืดง่าย เราขอแนะนำว่าอย่ากินตอนท้องว่าง มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะได้ ควินัว หลายคนไม่เคยรู้เลยว่าควินัวเป็นธัญพืชในตระกูลข้าว เราจึงสามารถกินเป็นอาหารเช้าได้ เพราะควินัวเป็นธัญพืชโฮลเกรนที่มีโปรตีนสูง เหมาะสำหรับคนที่แพ้กลูเตน อุดมด้วยแมกนีเซียมร้อยละ 5 ดังนั้นใครที่กำลังกินคลีนอยู่ เราอยากบอกให้รู้ว่า ควินัวก็เป็นหนึ่งในอาหารคลีนด้วย แถมอิ่มท้องดีด้วย Tips: ทุกวันนี้ควินัวหาซื้อไม่ยากแล้ว ตามซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ก็มีวางขายกันหลายยี่ห้อแล้ว ดังนั้นคนที่รักสุขภาพตัวจริงต้องลองหาซื้อมาทานดู (https://scontent-a-kul.xx.fbcdn.net/hphotos-xpa1/v/t1.0-9/10926191_766195090096172_2122715323619132425_n.jpg?oh=a110b6ac800b6307a81b2e896f074e06&oe=553D9172) อะโวคาโด อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีกรดไขมันชนิดดี (HDL) ช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) ในกระแสเลือด โดยเฉพาะไขมันเลวชนิดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุโพแทสเซียมอยู่ถึงร้อยละ 10 ที่จะช่วยคงสมดุลของระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติได้ Tips : เมนูช่วยดีท็อกซ์หลอดเลือดให้สะอาดอย่างง่าย ๆ ที่เราอยากแนะนำคือ สลัดอะโวคาโดราดด้วยน้ำมันงา ซึ่งเป็นเมนูทำง่ายแถมได้สุขภาพอีกด้วย การรักษาสมดุลความดันโลหิตนั้นไม่ยากเลย แค่ระวังเรื่องอาหารเท่านั้น ซึ่งเราต้องหลีกเลี่ยงอาหารมัน เค็มจัด และหวานจัด เพราะสามสิ่งนี้เป็นตัวการร้ายที่ทำให้ระดับความดันโลหิตของเราผิดปกติได้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว มื้อต่อไปอย่าลืมกินอาหารที่เราได้แนะนำไป http://health.kapook.com/ (http://health.kapook.com/) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: paul711 ที่ มกราคม 07, 2015, 04:55:21 PM ;D ขอบคุณครับคุณ หนูใจ เรื่องดีๆมีประโยชน์มากครับ angel.gif
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 11, 2015, 12:16:10 PM (http://www.thaicarlive.com/TH/content/PublishingImages/Aug_wanwisa/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B9%87%E0%B8%99%20%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%94/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B9%87%E0%B8%99%20%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%942re.jpg)
คู่มือรถทุกคันจะบอกว่า เมื่อขึ้นรถแล้วให้ลดกระจกลงก่อนเปิดแอร์เพื่อถ่ายเทความร้อนในตัวรถออกไป ทำไมถึงบอกอย่างนั้น? ไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันมีคนตายด้วยมะเร็งมากขึ้น เวลาขึ้นรถ อย่าเพิ่งรีบเปิดแอร์ทันที ให้ลดกระจกลงเพื่อให้ความร้อนระบายออกไป อย่างน้อยสัก 2-3 นาทีถึงค่อยเปิดแอร์ เพราะอุปกรณ์พลาสติกในรถ เมื่อโดนความร้อนสะสมในรถจะมีการปล่อยสารเบนซีน ที่เป็นสารก่อมะเร็งออกมา มีผลต่อสุขภาพ กระดูก และลดปริมาณเม็ดเลือดขาว ในระยะยาวจะทำให้เป็นลิวคีเมีย และเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุทำให้หญิงตั้งครรภ์แท้งบุตรได้ ระดับสารเบนซีนในที่ร่มที่รับได้คิอ 50 ม.ก. ต่อตารางฟุต รถที่จอดในที่ร่มแต่ปิดหน้าต่าง จะมีสารเบนซีน 400-800 ม.ก. คือ 8 เท่าของระดับที่รับได้ แต่หากจอดรถกลางแจ้ง ที่มีอุณหภูมิ 60 องศาฟาเรนไฮต์ ระดับสารเบนซีนจะขึ้นไปถึง 2000-4000 ม.ก. คือ 40 เท่าของระดับที่รับได้ ใครที่ขึ้นรถแล้วไม่เปิดหน้าต่าง จะหายใจเอาสารพิษของเบนซีนเข้าไปจำนวนมาก ซึ่งจะทำลายตับ ไต และยากจะขับออก หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 18, 2015, 07:47:47 PM ไอเดียการถ่ายรูปอาหารให้น่ากินด้วยกล้องมือถือแบบง่ายๆ
(http://www.amarinnewmedia.com/_Blog/HC/14/pView/Content-14.jpg) คงจะดูเป็นเรื่องที่ไม่แปลกอีกต่อไปแล้วว่าก่อนจะกินอาหารมื้อโปรดจะต้องมีการถ่ายภาพเมนูอาหารมื้อนั้นจากมือถือส่วนตัวแล้วโพสต์รูปนั้นไปยังสื่อ Social media เช่น Facebook , Instargram , Twitter เพื่ออวดความน่ากินให้เพื่อนๆ ได้ดูกัน ก่อนจะลิ้มรสความอร่อยของอาหารมื้อนั้น แล้วจะถ่ายภาพอาหารจากมือถือเครื่องน้อยของเราอย่างไรให้ภาพดูสวย และเชิญชวนให้น้ำลายไหลกับอาหารของคุณละ วันนี้ Admin เลยเอาเทคนิคการถ่ายรูปมาฝากกันเพื่อเพื่อนๆ คนไหนสนใจอยากลองเอาไปทำตามดูบ้าง เริ่มกันเลย เคล็ดลับที่ 1 :องค์ประกอบเป็นกุญแจสำคัญ เราจะสังเกตว่าภาพถ่ายที่ดีที่สุดนั้นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบของภาพด้วยไม่ว่าจะเป็นจานอาหาร แก้วน้ำ ช้อนซ้อม แจกันดอกไม้ หรืออะไรก็ตามที่อยู่ในบริเวณรอบๆ อาหารของเรา ก็สามารถทำให้ภาพถ่ายของเราดูสวยได้ การถ่ายรูปอาหารจะต้องถ่ายภาพที่มุม 45 องศา เล็งเข้าโดยตรงลงในเครื่องดื่มหรืออาหาร จะได้มุมภาพที่ดีกว่าการถ่ายแบบตรงๆ ธรรมดา เรียกว่าแค่มุมกล้องก็สามารถทำให้อาหารของคุณดูน่ารับประทานยิ่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยละคะ เคล็ดลับที่ 2: แสงเป็นสิ่งสำคัญ บ่อยครั้งที่เวลาเราไปร้านอาหารเรามักจะเลือกไม่ได้ว่าจะต้องเจอกับแสงสว่างอย่างไรภายในร้าน ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบการถ่ายภาพก็ต้องเจอปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว ดังนั้นเวลาที่เราจะได้ภาพที่สวยนั้นเรื่องของ “แสง” นั่นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ภาพออกมาดี หรือไม่ดีก็ได้ ดังนั้นหากจะถ่ายภาพให้ออกมาดีควรจะถ่ายในบริเวณที่มีแสงตามธรรมชาติมากกว่าแสงจากหลอดไฟสีส้ม สีเหลืองภายในร้าน ซึ่งการถ่ายภาพด้วยแสงสีออกส้มๆ เหลืองๆ จากมือถือนั้นจะได้ภาพออกมาไม่ดีเหมือนกล้องถ่ายรูปใหญ่ ทำให้สีของภาพส้มไปบ้าง เหลืองบ้างอาหารก็จะดูไม่น่ารับประทาน เพราะฉะนั้นการที่จะถ่ายรูปในที่ที่มีแสงน้อยนั้นควรจะหาแสงธรรมชาติจากหน้าต่างที่ใกล้เคียง และควรระวังในเรื่องของแสงที่สว่างจ้าเกินไปด้วยอาจจะทำให้ภาพสีจืดได้ควรหาแสงที่พอดีๆ จะดีที่สุด (http://www.amarinnewmedia.com/_Blog/Images/AritcleThumb/2014/Other/482014113553_Content.jpg) เคล็ดลับที่ 3 : หลีกเลี่ยงการใช้แฟลช ในการถ่ายภาพอาหารที่มีแสงน้อยนั้นบางคนอาจจะใช้แฟลชในการช่วยให้ภาพดูสว่างขึ้นแต่ถ้าไม่ใช้จะดีที่สุด เพราะแสงจากแฟลชอาจจะไปรบกวนหรือสร้างความรำคาญใจให้แก่ลูกค้าท่านอื่นๆ หรืออาจจะรบกวนพ่อครัวที่มาทำอาหารให้คุณก็ได้ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรอย่างยิ่งหากจะใช้ในร้านอาหาร และการใช้แฟลชก็จะทำให้สีของอาหารเปลี่ยนไปไม่สวยงามแต่ถ้าจำเป็นที่จะต้องถ่ายภาพในที่ที่มีแสงน้อยก็ให้ลองปรับโหมดให้อยู่ในโหมดที่ใช้แสงน้อย ซึ่งมือถือบางรุ่นก็สามารถปรับได้แต่บางรุ่นก็จะมีเทคโนโลยีปรับแสงอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่ถ้าได้ภาพที่ไม่สวย ไม่ถูกใจเราก็สามารถเอามาปรับแสงทีหลังด้วย app แต่งภาพต่างๆ เพิ่มได้คะ (http://www.amarinnewmedia.com/_Blog/Images/AritcleThumb/2014/Other/482014113635_Content.jpg) เคล็ดลับที่ 4 : แรงบันดาลใจ เป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่ในตัวอยู่แล้วคือกระบวนการทางความคิด คิดที่จะสร้างสรรค์ผลงานว่าตัวคุณต้องการให้ภาพออกมาในรูปแบบใด อยากจะนำเสนออะไร หากขาดแรงบันดาลใจก็อาจจะถ่ายภาพออกมาไม่ดีก็ได้ เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจก็เป็นสิ่งที่สำคัญในการถ่ายภาพด้วย เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับไอเดียง่ายๆ ที่เพื่อนๆ ก็สามารถนำไปปรับใช้ในการถ่ายภาพเมนูสุดโปรดให้ดูสวยน่ากินพร้อมโพสต์ให้ใครต่อใครได้ดูกันจนกด Like กันแถบไม่ทันเลยละคะ ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก forkly.com โดย: Admin kimji หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 18, 2015, 08:23:27 PM 5 ผลไม้ลดความอ้วนได้นะ
(http://www.amarinnewmedia.com/_Blog/HC/1056/pView/Content-1056.jpg) ถ้าจะพูดถึงเรื่องลดความอ้วน สาวๆ หนุ่มๆ หลายคนมักจะนึกถึงสาวๆ อาหารประเภทผัก ผลไม้ ก่อนเป็นอันดับต้นๆ แต่ช้าก่อนต้องคิดนิสนึงนะค่ะว่าผลไม้นั้นมีระดับแคลอรี่ หรือน้ำตาล แป้ง มากน้อยประมาณไหน หลายคนมักจะคิดว่ามันเป็นผลไม้ เป็นสิ่งที่กินแล้วไม่อ้วน แต่ผลไม้บางชนิดกินก็ทำให้อ้วนได้นะ ปริมาณการกินก็มีส่วนดีและไม่ดีด้วย หากกินในปริมาณมากๆ ก็อ้วนนะจ๊ะ เพราะฉะนั้นคิดนิสนึงเนอะ จะลดความอ้วนแต่กินทุเรียนก็คงจะไม่ใช่เรื่องมะ เพราะแต่จำนวนแคลอรี่แต่ละเม็ดของเจ้าทุเรียนเนี่ยก็มีจำนวนแคลอรี่ 129 -169 แล้วนะ ถ้ากินมากกว่านั้นก็บวกรวมได้เลย เพิ่มน้ำหนักให้คุณสาวๆ ได้ไม่น้อยเลยนะ และถ้ากินในปริมาณมากๆ แน่นอนว่าไม่ดีต่อสุขภาพแน่ๆ เอาละวันนี้แอดมินมีผลไม้สำหรับคนที่กำลังไดเอททั้งจริงจังและไม่จริงจัง หรือคนที่กลัวอ้วนแต่ต้องกินผลไม้บ้างก็เลือกกินได้ดังต่อไปนี้เลยจ้า.... สตรอเบอร์รี่ (http://www.amarinnewmedia.com/_Blog/Images/AritcleThumb/2015/Other/272201516255_Content.jpg) การกินผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายลดไขมันได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เพราะมันสามารถควบคุมปริมาณแคลอรีแถมยังให้วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อ ร่างกายด้วย สตรอเบอร์รี่มีแคลอรีเพียง 50 แคลอรี และ มีน้ำตาล 7 กรัม แต่มีเส้นใยอาหารถึง 3 กรัม แต่สิ่งที่สุดยอดเกี่ยวกับสตรอเบอร์รี่(และผลเบอร์รี่ทั้งหมด) คือ มันตอบสนองความต้องการของหวานและน้ำตาลของคุณได้เป็นอย่างดี แถมยังมีสารอาหารที่น่าประทับใจอื่นๆ อีกมากมาย เบอร์รี่ (http://www.amarinnewmedia.com/_Blog/Images/AritcleThumb/2015/Other/2722015162535_Content.jpg) ผลเบอร์รี่เช่น บูลูเบอร์รี่, แบล็คเบอร์รี่ และ ราสเบอร์รี่ เต็มไปด้วนสารอาหารและมีน้ำตาลน้อยกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น มะม่วง หรือ กล้วย นั้นคือเหตุผลที่ผลเบอร์รี่มักถูกยกย่องให้เป็นผลไม้เผาผลาญไขมันที่ดี ผลเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและมีแคลอรีต่ำแถมยังหวานแบบมี ประโยชน์ เส้นใยในผลเบอร์รี่ช่วยให้อิ่มเร็ว อิ่มนาน และยังมีวิตามินแร่ธาตุ สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นอย่าลืมใส่ผลเบอร์รี่ลงในตารางอาหารของคุณด้วย แอปเปิ้ล (http://www.amarinnewmedia.com/_Blog/Images/AritcleThumb/2015/Other/272201516265_Content.jpg) ราชาของ ผลไม้ลดความอ้วน คงหนีไม่ผลแอปเปิ้ล เขียวๆ แดงๆ แอปเปิ้ลมีเส้นใยอาหารมาก ช่วยเวลากินเข้าไปจะช่วยให้อิ่มนาน ช่วยให้ร่างกายไม่รู้สึกหิว แอปเปิล 1 ลูก ยังมีแคลอรีเพียงแค่ 59 แคลอรี แถมยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย โดยเฉพาะ เพกติน มีคุณสมบัติพองตัว มันจึงเพิ่มกากใยอาหาร ทำให้ระบบขับถ่ายดี ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยดักจับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมยังช่วยกำจัดสารพิษในร่างกายอีกด้วย อะโวคาโด (http://www.amarinnewmedia.com/_Blog/Images/AritcleThumb/2015/Other/2722015162655_Content.jpg) หลายคนอาจไม่รู้จักผลไม้ชนิดนี้ อะโวคาโด คือผลไม้ชนิดหนึ่ง เป็นที่นิยมในแถบทวีปอเมริกาและยุโรป เพราะมันมีสารอาหารสูงและหลากหลายมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่บางคนอาจไม่ชอบ เพราะมันไม่หวาน แถมมีไขมันสูง กินแล้วอาจอ้วนได้ แต่อย่าพึ่งเข้าใจผิด กรดไขมันในอะโวคาโดเป็ดกรดไขมันที่ดี คืออะโวคาโดมันมีกรดไมมันไม่อิ่มตัวถึง 70เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันร้ายในหลอดเลือด ทำให้โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และหัวใจวาย ลดลง เกรปฟรุต (http://www.amarinnewmedia.com/_Blog/Images/AritcleThumb/2015/Other/2722015162726_Content.jpg) ผลไม้ที่ดีที่สุดในการลดไขมัน ช่วยให้คุณกินแคลอรีน้อยกว่าที่คุณเผาออกไป ตัวอย่างเช่น คุณกินเกรปฟรุตครึ่งลูกก่อนมื้ออาหาร จะช่วยให้น้ำหนักคุณลดลงอย่างเหลือเชื่อ นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า การกินเกรปฟุตครึ่งลูกก่อนมื้ออาหารนั้น จะช่วยให้คุณลดแคลอรีได้ถึง 150 แคลอรีต่อวัน แถมเกรปฟรุตครึ่งลูกมีแคลอรีอยู่เพียง 39 แคลอรีเอง ดังนั้นคนที่กำลังลดความอ้วน อย่าลืมที่จะใส่เกรปฟรุตลงในตารางอาหารของคุณด้วย จริงๆ แล้วผลไม้ทั้งหมดก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นควรกินเลือกผลไม้ที่ส่งผลดีต่อร่างกาย หรือกินในปริมาณที่พอเหมาะก็จะดีนะคะ สาวๆ หนุ่มๆ คนไหนอยากจะแนะนำผลไม้ที่กินแล้วไม่อ้วนเพิ่มเติมคอมเม้นต์มาได้เลยจ้าจะได้เป็นอีกทางเลือกให้กับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ได้เลือกกินกันเนอะ วันนี้แอดมินขอไปซื้อผลไม้กินก่อนนะจ๊ะ ช่วงนี้ลดหุ่นด้วยสิ ^^ อย่าลืมติดตามเรื่องดีๆ แบบนี้กันที่ได้ที่นี่กับแอดมินคนเดิม เรื่องหน้าจะมาแชร์เป็นเรื่องอะไรนั้นรอติดตามจ้า.... เรียบเรียงข้อมูลโดย : Admin Kimji ขอบคุณที่มาจาก www.18fat.com (http://www.18fat.com) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 18, 2015, 08:26:32 PM วิธีกำจัดคราบรอยไหม้บนหน้าเตารีดแบบโฮมเมด
(http://www.amarinnewmedia.com/_Blog/HC/1055/pView/Content-1055.jpg) How to Clean Your Iron การทำความหน้าเตารีดที่เกิดรอยไหม้ หรือคราบไอน้ำสีดำติดที่หน้าเตารีด ด้วยเทคนิคง่ายๆ เพียงใช้เกลือ เทลงบนกระดานรีดผ้าหรือที่รองรีดผ้าของคุณแล้วนำเตารีดมานาบกับเกลือ สิ่งสกปรกบนเหล็กของคุณจะติดกับเกลือทำให้การทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น (http://www.amarinnewmedia.com/_Blog/Images/AritcleThumb/2015/Other/2622015162822_Content.jpg) อุปกรณ์ เกลือ ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ 1. ปรับตั้งค่าความร้อนให้อยู่ตำแหน่งสูงสุด พร้อมกับปิดปุ่มไอน้ำไม่ให้น้ำซึมออกมา 2. เมื่อความร้อนได้ที่นำเตารีดนาบลงบนเกลือคราบสกปรกที่ติดอยู่บนเตารีดจะถูกเกลือดูดซับไว้และคราบที่ติดกับเกลือหลุดออกเพียงเท่านี้คุณก็จะได้หน้าเตารีดเหมือนซื้อใหม่เลยทีเดียว ว้าวๆ มันน่าทึ่งมากๆ แค่มีเกลือติดบ้านไว้ก็สามารถกำจัดคราบสกปรกออกจากหน้าเตารีดของเราให้เงาวับเหมือนได้เตารีดใหม่เลยทีเดียว แอดมินหวังว่าเพื่อนๆ จะนำสูตรที่แอดมินกิมจินำมาแชร์ให้ไปลองทำกันบ้างนะจ๊ะ เพราะถือว่ามีประโยชน์และไม่เปลืองค่าใช้จ่ายอีกด้วย เรื่องหน้าจะเป็นเคล็ดลับหรือไอเดียอะไรมาแชร์อีกนั้นโปรดติดตามตอนหน้า จ้า.... เรียบเรียงข้อมูลโดย: Admin Kimji อ้างอิงโดย : http://www.listotic.com (http://www.listotic.com) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 18, 2015, 08:30:17 PM สูตรน้ำยาขัดกระเบื้องแบบโฮมเมด
(http://www.amarinnewmedia.com/_Blog/HC/1054/pView/Content-1054.jpg) วิธีทำความสะอาดกระเบื้องแบบโฮมเมดภายในครัวหรือในห้องน้ำให้สะอาด หลายๆ คนคงจะพอทราบกันบ้างแล้วว่ามีสูตรน้ำยาที่ช่วยขจัดปัญหาคราบสกปรกแบบทำเองได้ แต่อีกหลายคนที่ยังไม่รู้ก็สามารถนำเอาสูตรน้ำยาโฮมเมดทำเองนี้ไปใช้ทำความสะอาดกระเบื้องภายในครัวและห้องน้ำของคุณเองได้แบบง่ายๆ เลย แถมคราบสกปรกหลุดง่ายและสะอาดตาขึ้นในพริบตาเลยทีเดียว ไปลุยกันเลย (http://www.amarinnewmedia.com/_Blog/Images/AritcleThumb/2015/Other/2622015155835_Content.jpg) อุปกรณ์ที่ต้องใช้มีดังต่อไปนี้ 1.3/4 C กกิ้งโซดา 2. 1/4 C สารฟอกขาว 3. แปรงสีฟันเก่าหรือแปรงขัด วิธีทำ 1. ผสมโซดาและสารฟอกสีเข้าด้วยกันในชาม จากนั้นใช้ป้ายไปที่คราบสกปรกตามเส้นยาแนวกระเบื้อง และปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ 5 -10 นาที 2.หลังจากที่ทิ้งน้ำยาบนคราบสกปรกประมาณ 5-10 นาที แล้วให้ขัดด้วยแปรงสีฟันของคุณทำความสะอาดลึกลงไปในแนวดิ่ง 3.รออีกประมาณ 5-10 นาทีแล้วล้างทำความสะอาดออกด้วยน้ำเปล่าเทเป็นแนวดิ่ง หากคุณมีหัวฝักบัวมือถือล้างทำความสะอาดก็ได้ หวังว่าสูตรที่แอดมินกิมจินำมาแชร์ให้ได้ลองไปทำกันนั้น จะเป็นประโยชน์และเป็นผลดีต่อพื้นกระเบื้องของคุณนะค่ะ เรื่องหน้าจะเป็นเคล็ดลับหรือไอเดียอะไรมาแชร์อีกนั้นโปรดติดตามตอนหน้าจ้า.... เรียบเรียงข้อมูลโดย: Admin Kimji อ้างอิงโดย : www.listotic.com (http://www.listotic.com) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 22, 2015, 08:44:10 PM เนื้อหาบางส่วนโดย Dodeden.com
ผู้หญิงที่เริ่มมีอายุมากขึ้นก็ต้องมีรอยเหี่ยวย่น รอยตีนกาเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากมีกันหรอกจริงไหมค่ะ บางคนอายุไม่เท่าไรก็มีรอยตีนกามาถามหาซะแล้ว วันนี้ Dodeden.com เลยมี 3 วิธีง่ายๆ มาฝากคุณผู้หญิงทุกคน ที่สามาระช่วยชะลอการเกิดรอยตีนกาบนใบหน้าของคุณได้ ทำให้คุณดูอ่อนเยาว์อยู่ตลอดเวลา!! (http://www.dodeden.com/2013/wp-content/uploads/2015/03/20-69.jpg) 1. พยายามไม่เครียด ความเครียดเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของริ้วรอย ไม่เฉพาะรอยตีนกาเท่านั้น ยังส่งผลให้ใบหน้าผิวพรรณหมองคล้ำ สุขภาพจิตแย่ลง มีผลกระทบต่อทุกระบบในร่างกาย ดังนั้นหันมายิ้มและหัวเราะให้มากๆ ดีกว่า ลืมเรื่องๆ เครียดไปซะ ยิ่งเครียดริ้วรอยก็ยิ่งมา บางทีมาก่อนวัยอันควรด้วยนะคะ 2. ออกกำลังกาย การออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้มีสุขภาพที่ดีแล้ว ยังช่วยเรื่องผิวพรรณอีกด้วย เนื่องจากร่างกายจะสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ได้ดี ทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง สดใส รอยตีนกาก็ไม่มาเยือนค่ะ 3. พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างนอนจะต้องนอนหลับพักผ่อนให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง เพราะไม่เพียงแต่ผิวพรรณเท่านั้นที่จะดีขึ้น สุขภาพร่างกายก็ดีขึ้นไปด้วยค่ะ รู้อย่างนี้แล้วถ้าอยากให้ใบหน้าของคุณดูสดใส ดูอ่อนเยาว์อยู่ตลอดเวลา ก็ทำ 3 วิธีง่ายๆ ด้านบนกันนะค่ะ ตีนกาจะได้ไม่ถามหาค่า!! หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 23, 2015, 08:38:05 PM กินให้มีผลต่อสุขภาพ
1.กินอาหารที่ไม่สะอาด อาหารที่ไม่สะอาดทำให้มีเชื้อโรค พยาธิ สารพิษ เข้าสู่ร่างกาย เกิดอาการปวดท้องแน่นท้อง อาเจียน เป็นบิด มีพยาธิ อาหารที่เน่าเหม็น ทำให้เกิดการหมักหมม มีพิษสะสม เกิดอาการต่างๆ ตามมามากมาย 2.เวลาและปริมาณที่กินไม่เหมาะสม หลักการเลือกปริมาณการกิน คือ หลักที่ว่าไม่ควรให้หิวจัดหรืออิ่มจัด และ “อาหารเช้าต้องดี อาหารเที่ยงต้องอิ่ม อาหารเย็นต้องน้อย” ปริมาณมื้อเช้าร้อยละ 35 มื้อเที่ยงร้อยละ 40 มื้อเย็นร้อยละ 25 โบราณกล่าวว่า “มื้อเย็นลดน้อยหน่อย ชีวิตยืนยาวถึงเก้าสิบ” เป็นการเน้นถึงปริมาณอาหารมื้อเย็น ควรอยู่ในปริมาณที่น้อยเมื่อเทียบกับมื้ออื่น เพื่อลดการทำงานของระบบการย่อยอาหาร ป้องกันการตกค้างของอาหารในกระเพาะอาหาร ลำไส้ ป้องกันภาวะอ้วน ป้องกันการนอนหลับไม่สนิท ลดการรบกวนภาวะพักผ่อนฟื้นฟูของร่างกาย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการบำรุง ดูแลสุขภาพ เพื่อให้เกิดอายุยืนยาว นอกจากนี้หลังอาหารใหม่ๆ ไม่ควรนอนหลับทันที 3.เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ลิ้มรสอาหารอย่างตั้งใจ ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ตั้งใจลิ้มรสชาติของอาหาร เป็นการกระตุ้นระบบการย่อย กระตุ้นความอยากอาหาร ซึมซาบธรรมชาติของรสอาหาร 4.มีสมาธิในการกิน ไม่ทำกิจกรรมอื่นควบคู่ไปด้วย ควรสร้างนิสัยการกินอาหารที่ถูกต้อง การทำกิจกรรมอื่น เช่น อ่านหนังสือ พูดคุย ครุ่นคิด ทั้งนี้รวมถึงพฤติกรรมการรีบทำงานหรือกิจกรรมอย่างเคร่งเครียด ภายหลังกินอาหารอิ่มใหม่ๆ นอกจากจะไม่สามารถดูดซับธรรมชาติของรสชาติอาหารแล้ว ยังทำให้การย่อยดูดซึมอาหารขาดความสมบูรณ์ คนจีนจึงแนะนำสืบทอดกันมาว่า “ขณะกินข้าว ไม่ควรพูดคุยกัน” ก็ด้วยเหตุดังกล่าว 5.สังเกตความรู้สึกอยากอาหาร คนที่มีความรู้สึกอยากอาหาร เวลากินอาหารแล้วมีรสชาติ มีความสุข ถ้ากินได้ปริมาณพอเหมาะ แสดงว่าระบบการย่อยทำงานปกติ คนที่เบื่ออาหาร ถึงเวลากินอาหารก็ไม่อยากกิน กินแล้วก็ไม่ถูกปาก ไม่มีรสชาติ ถ้าเป็นผลจากภาวะตึงเครียดหรือเจ็บป่วยชั่วคราว ไม่นับว่าเป็นอันตรายใดๆ แต่ถ้าเบื่ออาหารเรื้อรัง ยาวนาน ทำให้น้ำหนักลด อ่อนเพลียไม่มีแรง สีหน้าเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ท้องเสียบ่อย แน่นหน้าอก ท้องอืดง่าย แขนขารู้สึกหนักตึง ฝ้าบนลิ้นหนามาก แสดงว่ามีระบบการย่อย (กระเพาะอาหารและม้าม) พร่อง ถ้าความร้อนชื้นในกระเพาะมากขึ้น (ดูจากฝ้าขาวบนลิ้นหนามาก) และมีผิวหนังสีเหลืองจากน้ำดี เป็นดีซ่าน แสดงว่าเป็นตับอักเสบ ซึ่งถือว่าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบการย่อยผิดปกติ (https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpa1/v/t1.0-9/s720x720/11081409_10153209846827028_625346928111944670_n.png?oh=8564db5385cdaa98906ef3871dbad323&oe=557428F0&__gda__=1438445365_dc3714654de7bf3d12ca143b4d40190f) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 23, 2015, 08:48:37 PM การรดน้ำต้นไม้ที่ถูกวิธี
เคยสังเกตกันไหมว่าทำไมต้นไม้ใบหญ้าในสวนบ้านเราถึงได้เหี่ยว เหลือง ไม่เขียวชอุ่ม ทั้ง ๆ ที่ก็รดน้ำต้นไม้จนชุ่มฉ่ำทุกวัน หนำซ้ำต้นไม้บางต้น หรือต้นหญ้าบางหย่อมยังพากันเหี่ยวตายเป็นหลักฐานทิ้งไว้ซะอีก เอ๊ะ หรือจะเป็นเพราะเรารดน้ำต้นไม้ไม่ถูกวิธีกันอยู่รึเปล่านะ ถ้ากำลังสงสัยอย่างนี้เหมือนกัน เอาเป็นว่ามาดูวิธีรดน้ำต้นไม้ที่ถูกต้องกันก่อนดีกว่า การรดน้ำต้นไม้ที่ถูกวิธี ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ต้นไม้ทุกต้นไม่ได้ต้องการน้ำในปริมาณที่เท่ากัน ต้นไม้บางชนิดชอบน้ำมาก เช่น ต้นราตรี ไผ่ คัดเค้า พุทธรักษา โมก หมากแดง ดาหลา เป็นต้น แต่ต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำเลยก็มี เช่น ต้นเฟื่องฟ้า กระบองเพชร ลีลาวดี ดังนั้นก่อนจะเลือกปลูกต้นไม้ก็ควรต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานของต้นไม้แต่ละชนิดก่อน เพื่อให้เรารดน้ำ ใส่ปุ๋ย รวมทั้งบำรุงดูแลต้นไม้ทุกต้นได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้การจะรดน้ำให้ต้นไม้ได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด ก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ต่อไปนี้ด้วย สำหรับใครที่ปลูกต้นกล้าที่เพิ่งเพาะพันธุ์ ควรต้องรดน้ำให้มาก ๆ เอาไว้ก่อน แม้ว่าดินจะดูชุ่มชื้นดีก็ตาม เพราะต้นกล้าเป็นพืชที่ยังโตไม่เต็มที่ รากของต้นกล้าดูดน้ำจากใต้ดินไม่ค่อยถนัดเท่าไร ฉะนั้นจึงต้องรักษาความชื้นในดินรอบ ๆ โคนต้นไม้อยู่เสมอ พืชที่ปลูกแนวตั้ง การปลูกพืชแบบแนวตั้ง หรือการปลูกพืชให้เป็นสวนริมรั้วกำแพง เป็นไอเดียการปลูกต้นไม้ที่สวยและแปลกใหม่ก็จริง แต่ข้อเสียก็คือ ต้นไม้จะไม่ค่อยได้รับน้ำฝน และน้ำค้างจากอากาศมากเท่าที่ควร เพราะถูกกำแพงและชายคาบ้านบดบัง ดังนั้นดินปลูกต้นไม้เหล่านี้จะแห้งมาก ซึ่งการแก้ปัญหาก็คือ ควรจะปลูกต้นไม้ให้ห่างจากรั้วกำแพงประมาณ 45 เซนติเมตร เพื่อให้ต้นไม้พ้นจากเงาของกำแพง อีกทั้งก็ต้องรดน้ำให้มากขึ้นอีกนิด และควรปลูกพืชคลุมดินเอาไว้รอบ ๆ โคนต้นด้วย พืชที่ปลูกด้วยการเพาะเมล็ด ถ้าเลือกปลูกพืชด้วยการหว่านเมล็ด จะต้องให้ความชุ่มชื้นกับดินและเมล็ดพืชที่ปลูกอยู่เสมอ เพราะหากว่าดินแห้งขาดน้ำ รากก็จะตายได้ง่าย ๆ เลยทันที ฉะนั้นทางที่ดีต้องนำกระถางที่เพาะเมล็ดวางไว้ในน้ำเลย หรืออย่างน้อย ๆ ก็ต้องรดน้ำต้นไม้ให้ชุ่ม และหาพืชคลุมดินมาป้องกันความชื้นให้ต้นไม้ด้วย ไม้จำพวกสน สนทุกชนิดเป็นพืชที่ชอบน้ำมาก บางชนิดขาดน้ำแล้วล้มตาย ไม่งอกขึ้นมาอีกเลย หรือมีบางพวกที่ทนความแล้งได้บ้าง ซึ่งถ้าคิดจะปลูกต้นสน ก็ควรต้องปลูกในพื้นที่ชุ่มน้ำพอสมควร และพยายามให้น้ำเขาเยอะ ๆ ด้วยนะจ๊ะ สนามหญ้า ถ้าเพิ่งปูหญ้าให้สนามหญ้าใหม่ ๆ ต้องหมั่นรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ จนกว่าต้นหญ้าจะยึดหน้าดินได้ เพราะถ้าหญ้าได้รับน้ำน้อย ใบหญ้าจะเหลืองแห้ง ไม่สวยงาม แต่ก็จะไม่ถึงกับล้มตาย เพียงแค่ต้องรอให้ต้นหญ้าได้รับน้ำฝนก่อนจึงจะฟื้นฟูและกลับมาเขียวชอุ่มได้อีกครั้ง ผักและผลไม้ใกล้เก็บเกี่ยว ใครปลูกผักและผลไม้ที่ให้ผลผลิต ควรต้องรดน้ำต้นไม้ให้ชุ่มกว่าปกติ ในช่วงที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยเฉพาะถ้าสังเกตเห็นต้นไม้ออกดอกสวยงาม ใกล้จะออกเป็นลูกอ่อน ๆ แล้ว เพื่อเสริมให้ต้นไม้ออกดอกออกผลที่สวยงามมากขึ้น กุหลาบพันปี ต้นกุหลาบพันปีเป็นพืชที่ชอบน้ำมากเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน หรือในวันที่มีแดดจัด ๆ ก็ควรรดน้ำต้นไม้ให้มากกว่าเดิม และพยายามหันปากใบเข้าเงาร่มให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันต้นกุหลาบพันปีคายน้ำมากเกินไป ต้นไม้ในกระถาง สำหรับต้นไม้ที่ปลูกในกระถาง ก็ควรต้องรดน้ำให้มาก เนื่องจากดินในกระถางมีชั้นดินที่ตื้นกว่าพื้นดินธรรมดา ทำให้น้ำซึมหาย และแห้งเหือดได้เร็วกว่า รากต้นไม้ก็อาจจะดูดซึมน้ำได้ไม่เพียงพอ ยิ่งถ้าเข้าช่วงหน้าร้อน ก็ต้องรดน้ำมากขึ้นเป็น 2 เท่า และหมั่นสำรวจความชื้นในดินอยู่เสมอด้วย นอกจากนี้การรดน้ำที่ถูกต้องควรรดในช่วงเช้า หมั่นรดน้ำต้นไม้ทุกวัน เพราะในตอนเช้าอากาศและความชื้นที่พอดีจะช่วยให้ต้นไม้รับน้ำได้เต็มที่มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ดินมีความชื้นในระดับที่พอดีได้ตลอดทั้งวัน แต่ถ้าเลือกรดน้ำต้นไม้ในตอนเย็น แดดร่มลมตก อากาศไม่ร้อนมากก็จริง แต่ก็เสี่ยงที่ความชื้นในดินจะมีมากเกินไป จนเปิดโอกาสให้เหล่าเชื้อรา และแบคทีเรียมากัดกินรากต้นไม้ตายได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีต้องครอบคลุมทั้งความสมบูรณ์ของแร่ธาตุและสารอาหารภายในดิน ปริมาณน้ำ แสงแดด และปุ๋ยด้วยนะคะ ถ้าดูแลได้ครบรอบด้านอย่างถูกวิธี ต้นไม้ก็จะเติบโตได้อย่างสวยงามแน่นอนจ้า : http://home.kapook.com/view71219.html (http://home.kapook.com/view71219.html) (https://scontent-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-xpf1/v/t1.0-9/10390956_797970413585306_2333123690093745543_n.jpg?oh=097f24c49523776a51344ff99a5135d1&oe=558101EC) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 23, 2015, 08:58:21 PM ปลูกมะนาว ในกระถางไม่ยากอย่างที่คิด
ปลูกมะนาว ในกระถางไม่ยากอย่างที่คิด Home » สวนของฉัน » ปลูกมะนาว ในกระถางไม่ยากอย่างที่คิด ปลูกผักสวนครัว มะนาว วันนี้ Decor.Mthai จะนำเรื่องการ ปลูกมะนาว ในกระถางกินเองที่บ้าน มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ มะนาวถือเป็นไม้ผลที่มีความนิยมมากที่สุดในการประกอบอาหาร ทำให้ราคามะนาวในปัจจุบันค่อนข้างแพงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง เดือนธันวาคม-พฤษภาคม ราคามะนาวอาจสูงถึงลูกละ 10 กว่าบาท เลยทีเดียว เพราะฉนั้นถ้าเรา ปลูกมะนาวในกระถาง ไว้ทานเองที่บ้านได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ปลูกมะนาว ในกระถางไม่ยากอย่างที่คิด (http://decor.mthai.com/wp-content/uploads/2014/10/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg) ถ้าพูดถึงมะนาว จริงๆ แล้วมะนาวมีหลายพันธุ์นะคะ แต่พันธุ์ที่แอดมินจะแนะนำให้ปลูกมีดังนี้ มะนาวแป้น มะนาวแป้นพันธุ์พิจิตร มะนาวพันธุ์พวงเพชร และมะนาวไข่ เป็นต้นค่ะ (http://decor.mthai.com/wp-content/uploads/2014/10/DSCF4684_resize-600x449.jpg) 1. ประหยัดพื้นที่ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีที่ดินหรือมีที่ดินน้อย 2. สามารถปลูกได้บนดาดฟ้าหรือระเบียงห้องบนตึกหรืออาคารสูง 3. ง่ายต่อการดูแล และการให้น้ำ 4. สามารถบังคับให้ออกลูกนอกฤดูกาลได้ง่าย 5. ยกหรือเคลื่อนย้ายได้ง่าย 6. สามารถจัดเป็นไม้ประดับได้อีกทาง วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม 1. กระถางดินเผาหรือกระถางพลาสติก กระถางที่ใช้อาจเป็นกระถางดินเผา กระถางเซรามิกส์หรือกระถางพลาสติก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 นิ้ว และต้องมีรูระบายน้ำด้านล่าง นอกจากนัั้น เราสามารถประยุกต์ใช้ภาชนะอื่นสำหรับการปลูกได้ เช่น ถัง กะละมัง ตุ่มน้ำ เป็นต้น 2. ดิน ดินที่ใช้ปลูกจะใช้ดินร่วนผสมกับมูลสัตว์ หรือผสมวัสดุอื่น เช่น ขี้เถ้า แกลบ กากมะพร้าว เป็นต้น ในอัตราส่วน 1: 2 ผสมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ขนาด 1 กำมือ 3. กิ่งพันธุ์มะนาวตอน สามารถหาซื้อได้ตามสวนมะนาวหรือตลาดเกษตรทั่วไป 4. ไม้ไผ่ 5. ก้อนอิฐหรือแท่งไม้ การปลูกมะนาว 1. จัดเรียงอิฐวางในที่ตั้งกระถาง โดยให้มีช่องว่างตรงกลางบริเวณรูกระถาง แล้วนำกระถางเปล่าตั้ง การเลือกสถานที่ตั้งนั้น สำคัญต้องให้มีแดดส่องถึง 2. นำดินที่ผสมวัสดุปลูกอื่นๆแล้วเข้าใส่ในกระถาง โดยให้ระดับดินอยู่ต่ำจากปากกระถางประมาณ 1 ใน 3 3. ใช้มีดปลายแหลมกรีดถุงมะนาว และดึงถุงพลาสติกออก แล้วนำลงปลูก โดยให้ดินกลบเหนือเขตลำต้นประมาณ 5 เซนติเมตร และให้ดินต่ำกว่างระดับขอบกระถางประมาณ 1 นิ้ว 4. รดน้ำให้ชุ่ม และนำฟางข้าว แกลบหรือเศษใบไม้มากลบบริเวณโคนต้น และปากกระถาง (http://decor.mthai.com/wp-content/uploads/2014/10/n20110809170431_1657.jpg) การให้น้ำ จะทำการให้น้ำด้วยการดหรือให้น้ำผ่านอุปกรณ์การให้น้ำ เช่น อุปกรณ์ให้น้ำหยด โดยให้วันละครั้งในระยะแรก และเมื่อมะนาวตั้งต้นได้อาจให้ให้น้ำเป็นวันเว้นวัน การใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณครึ่งกำมือ 2 เดือน/ครั้ง หรืออาจผสมกับน้ำรดบริเวณโคนต้นก็ได้ การตัดแต่งกิ่ง ให้ตัดแต่งกิ่งที่ยาวหรือสูงเกินไป หากมีทรงพุ่มขนาดใหญ่ให้ใช้ไม้ไผ่สอบที่ประถางในทั้ง 4 มุม และใช้เชือกหรือตีกรอบด้วยไม้ไผ่ขึงรอบบริเวณทรงพุ่ม เพื่อไม่ให้ทรงพุ่มแพร่กว้าง การทำให้ออกลูกนอกฤดู 1. ให้เลือกต้นมะนาวที่มีอายุการปลูกตั้งแต่ 8-12 เดือน 2. ทำการตัดปลายกิ่งที่ต้องการให้มีการติดลูก และควรเลือกกิ่งแก่ 3. ทำการไม่ให้น้ำมะนาวเป็นเวลา 7-10 จนใบเหี่ยวหรือเริ่มร่วง 4. ให้ปุ๋ยสูตร 12-12-24หรือ 15-15-15 พร้อมรดน้ำให้ชุ่มหรืออาจให้ปุ๋ยด้วยการละลายน้ำ 5. ให้น้ำปกติ วันละครั้งหรือวันเว้นวัน 6. มะนาวจะแตกกิ่ง และออกใบใหม่ประมาณ 15-20 วัน พร้อมแตกดอก 7. ให้ฉีดพ่นด้วยน้ำต้มสมุนไพรหรือสารป้องกันหนอนหรือแมลงขณะแตกใบอ่อน การปลูกมะนาวในกระถาง ถือเป็นแนวทางหนึ่งสำหรับคนในเมือง ที่ไม่มีที่ดินหรือมีที่ดินน้อย แต่ต้องการปลูกมะนาวไว้รับประทานเองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการประกอบอาหารแต่ละมื้อ ถ้าเพื่อนๆ อยากปลูกมะนาวไว้ทานก็ลองนำวิธีนี้ไปใช้ดูนะคะ ขอบคุณ : puechkaset หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 29, 2015, 12:03:09 PM มะนาว : ลดคอเลสเตอรอล
นอกจากช่วยป้องกันรักษาโรคลักปิดลักเปิดมาแต่โบราณแล้ว น้ำมะนาวยังมีสารที่สำคัญ คือ "ฟลาโวนอยด์ส้ม" ซึ่งช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงวัยทอง นอกจากนี้ยังใช้รักษามาลาเรีย โรครูมาติสม์เรื้อรังและโรคเกาต์ ใช้ในการป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ป้องกันการตกเลือดหลังคลอด และช่วยบรรเทาอาการระคายคอจากการติดเชื้อ สรรพคุณทางยา 1.เปลือกผล เปลือกผลแห้งมีรสขม ช่วยขับลมได้ดี รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด นำเอาเปลือก ของผลสดมาประมาณครึ่งผล คลึงหรือทุบเล็กน้อยพอให้น้ำมันออก ฝานเป็นชั้นบางๆ ชงกับน้ำร้อนดื่มเวลามีอาการหรือหลังอาหาร 3 เวลา 2.น้ำคั้นผลมะนาว ใช้แก้ไอขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ลดอาการไอ ใช้ผลสดคั้นน้ำได้น้ำมะนาวเข้มข้น ใส่เกลือเล็กน้อย (หรือผสมน้ำผึ้ง 1 ส่วนน้ำมะนาว 3 ส่วน) แล้วจิบบ่อยๆ หรือจะทำเป็นน้ำมะนาวใส่เกลือและน้ำตาล ปรุงรส ให้เข้มข้นพอประมาณดื่มบ่อยๆ 3.น้ำมะนาวใช้ในด้านความงาม ผลัดเซลล์ผิว ลดรอยด่างดำ ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สักครู่ ล้างออกด้วยน้ำสะอาดแล้วซับให้แห้ง ทำสัปดาห์ละครั้ง ผิวหน้าจะดูสดใส หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำแช่อาบ 4.น้ำมะนาวผสมผงกำมะถัน ใช้ทาก่อนนอน แก้อาการกลาก เกลื้อน หิด 5.ใช้น้ำมะนาวทาที่ตุ่มคัน ทิ้งไว้ให้แห้ง ล้างน้ำสบู่แล้วเช็ดให้แห้ง แล้วใช้แป้งทาตุ่มคัน แก้น้ำกัดเท้า (เครดิตภาพ : ehow.com, goodlife.co.th, Roberta, Misspandapilin, ทุกคนไม่ได้รู้ทุกสิ่ง) ** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน ** (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xat1/t31.0-8/p640x640/11096550_10153219826027028_727388132166313040_o.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 29, 2015, 12:17:28 PM วิตามินซีมีมากในส้มประเภทไหน ?
Q : นอกจากส้มแล้วผลไม้อื่นๆ อย่างกีวี สตรอว์เบอร์รี่ก็มีวิตามินซีเยอะใช่มั้ยคะ แต่ถ้าพูดถึงส้ม ส้มอะไรให้วิตามินซีมากกว่ากันคะ ระหว่างส้มเขียวหวาน ส้มเช้ง ส้มโอ ส้มซันคลิก ส้มสายน้ำผึ้ง และ ส้มลูกเล็กๆ หรือ อย่างเกรฟฟรุ้ตก็ถือเป็นส้มใช่มั้ยคะ เราต้องกินเท่าไรถึงจะได้วิตามินซีตามที่ร่างกายต้องการ ทราบว่าต้องเยอะมากๆ มิน่าคนถึงหันไปกินชนิดเม็ดกันหมด แต่เคยอ่านที่พี่หม่องแนะนำแล้วจำได้ว่า กินอาหารเสริมได้ ถ้ากลัวตกค้างต้องเว้นระยะการกินบ้างใช่มั้ยคะ A : ส้มจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง นอกจากวิตามินซีแล้ว ส้มยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ โพแทสเซียม ฟอสฟอรัสและเหล็ก ส้มมีใยอาหารสูงด้วย เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีทีเดียวค่ะ โดยเฉลี่ยส้ม 100 กรัม มีวิตามินซี ประมาณ 18-50 มิลลิกรัม แต่ถ้าเทียบส้มแต่ละชนิดในปริมาณที่เท่ากัน คือ 100 กรัม จะได้ดังต่อไปนี้ค่ะ • ส้มเขียวหวาน มีวิตามินซีประมาณ 18 มิลลิกรัม • ส้มเช้ง มีวิตามินซีประมาณ 43 กรัม • ส้มโอ มีวิตามินซีประมาณ 53 กรัม • ส้มซันควิก มีวิตามินซีประมาณ 32 มิลลิกรัม • ส้มสายน้ำผึ้ง มีวิตามินซีประมาณ 18 กรัม • เกรฟฟรุตเป็นส้มชนิดหนึ่งที่มีวิตามินซีค่อนข้างสูงมากกว่าส้มโอประมาณ 1 เท่าค่ะ ส่วนปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวันประมาณไม่ควรน้อยกว่า 60-100 มิลลิกรัมต่อวัน แต่คุณสามารถรับได้ถึง 1000 มิลลิกรัม ในวิตามินซีชนิดเม็ดร่างกายสามารถดูดซึมได้ ประมาณ 40-50% เท่านั้น และก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ภายในระยะเวลาประมาณ 30 นาที แต่วิตามินเม็ดส่วนมากเป็นวิตามินที่สังเคราะห์ ซึ่งแตกต่างจากวิตามินที่ได้จากธรรมชาติ วิตามินที่ได้จากธรรมชาติเช่น จากส้ม มะนาว หรือผลไม้ต่างๆ ระยะเวลาในการเก็บก็มีส่วนทำให้วิตามินซีที่อยู่ในส้มลดลงเช่นกันค่ะ ดังนั้น ถ้าต้องการเสริมวิตามินซีจากธรรมชาติ อาจต้องกินส้มอย่างน้อยเฉลี่ยวันละ 5-10 ผล จึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายขั้นต่ำใน 1 วัน แต่ของสดก็ย่อมดีกว่าของที่สังเคราะห์อยู่แล้ว แต่อาจต้องระวังเรื่องน้ำตาลสักนิด เพราะอาจจะมีผลต่อน้ำหนักได้ค่ะ ส่วนการกินอาหารเสริมเพื่อความสบายใจไม่ต้องกังวลว่าจะมีการตกค้างในร่างกาย เมื่อรับประทานหมดกล่อง แต่ละครั้งควรพักสัก 1-2 สัปดาห์ ก็สามารถรับประทานต่อได้ : คุณรุ่งเรือง คลองบางลอ โภชนากร ฟิลิปเวน http://health.haijai.com/2677/ (http://health.haijai.com/2677/) (https://scontent-kul.xx.fbcdn.net/hphotos-xap1/v/t1.0-9/11054273_800102206705460_3296947558426465291_n.jpg?oh=14145a4ac886cb99ea56ada3defd22f1&oe=55B0CB30) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 01, 2015, 10:47:37 AM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpa1/v/t1.0-9/17408_979998582044268_6699789217587434836_n.jpg?oh=4c83b2b57ecb82567932504eaf5888aa&oe=55AE24C9&__gda__=1438105012_39cddc6a2e1eb62a2274f7690794c690)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 01, 2015, 10:48:53 AM (https://scontent-kul.xx.fbcdn.net/hphotos-xpa1/v/t1.0-9/18911_974447905932669_863975345773602602_n.jpg?oh=a3d092c4c8b677b622ad14af7dfed5c2&oe=55BE01B4) "ประโยชน์ดีๆ จากเบอร์รี่ไทย" หากพูดถึง “ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่” เพื่อนๆ จะนึกถึงผลไม้ชนิดใดเป็นอันดับแรกๆคะ สตรอเบอร์รี่ บูลเบอร์รี่หรือราสเบอร์รี่ ที่ส่วนใหญ่จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ที่จริงแล้วบ้านเราก็มีเบอร์รี่แบบไทยๆ ที่มากด้วยประโยชน์ไม่แพ้ผลไม้นำเข้า แถมยังราคาถูก แล้วบางทีอาจจะหาได้ง่ายใกล้ตัวมากกว่าอีกด้วย งั้นมาดูกันค่ะว่าเรานำเบอร์รี่แบบไทยๆชนิดไหนมากฝากเพื่อนๆ กันบ้าง 1. "ลูกหม่อน" ลูกหม่อนหรือจะเรียกเก๋ๆ อีกชื่อว่า “มัลเบอร์รี่” รูปทรงเรียวยาวผลที่ยังไม่แก่จัดมีสีแดง รสชาติเปรี้ยว เมื่อสุกจะมีสีแดงเข้มจนดำ รสหวาน จัดเป็นสุดยอดเบอร์รี่ก็ว่าได้เพราะลูกหม่อน 100 กรัม มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าบลูเบอร์รี่ 2-3 เท่า และจากงานวิจัยพบว่าสารสกัดจากลูกหม่อนสามารถช่วยควบคุมความหิว ควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย 2. "มะยม" แค่ได้ยินชื่อน้ำลายก็สอกันแล้วใช่ไหมคะ มะยมรสเปรี้ยวๆ หวานๆ อมฝาดนิดๆ อุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย และความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติและลดการสะสมของเสียในร่างกาย 3. "มะขามป้อม" สมุนไพรหรือผลไม้เพื่อสุขภาพ มีรสฝาดอมเปรี้ยวแต่เมื่อดื่มน้ำตามจะชุ่มคอ แก้กระหาย สรรพคุณที่เด่นชัดของมะขามป้อมคือมีวิตามินซีสูงมาก โดยมะขามป้อม 1 ผล จะมีปริมาณวิตามินซีเท่ากับส้ม 1-2 ผลเลยทีเดียว และมีแร่ธาตุอีกหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น ถึงแม้ว่าผลสดจะทานยากเนื่องจากมีรสฝาด วิธีการทานให้อร่อยขึ้นด้วยการผ่าเอาแต่เนื้อมะขามป้อม ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย เกลือและพริกป่น แค่นี้ก็อร่อยลืมเลยล่ะค่ะ 4. "เชอร์รี่ไทย" ผลไม้ลูกเล็กๆ สีแดงสดสวย มีรสชาติ และกลิ่นที่เฉพาะตัวแบบไทยๆ อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน ไลโคปีน และยังมีสารสำคัญในกลุ่มแอนโทไซยานินซึ่งช่วยลดอาการอักเสบและเจ็บปวดกล้ามเนื้อได้ ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้ ถ้ากินเป็นประจำจะทำให้อารมณ์ดีและกระปรี้กระเปร่า 5. "ลูกหว้า" ลูกหว้า ผลไม้ที่ได้ยินชื่อบ่อยๆแต่หาทานได้ยาก มีรสชาติออกเปรี้ยวหวานอมฝาดเล็กน้อย ผลสุกจะมีสีม่วงเข้มจนถึงดำคล้ายองุ่น เห็นลูกเล็กๆ แบบนี้แต่มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอวัย ธาตุเหล็กเสริมสร้างกระดูกและฟัน และช่วยลดอัตราความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ด้วย 6. "ตะขบ" ตะขบลูกเล็กๆ รสหวานหอม มีใยอาหารสูงช่วยดูดซับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งและเส้นเลือดอุดตัน พร้อมแร่ธาตุจัดเต็มอย่างโพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัสที่ช่วยบำรุงกระดูก ตะขบยังมีสารสีแดงอย่างสารไลโคปีน ที่มีอยู่ในมะเขือเทศช่วยต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องและชะลอความเสื่อมของเซลล์ไม่ให้แก่เร็ว 7. "มะเม่าหรือหมากเม่า" ผลไม้พื้นบ้านพบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลเล็กๆ เกาะกันเป็นพวงคล้ายพวงองุ่น สีแดงสดเมื่อสุกจะแดงเข้มจนดำ นิยมนำมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ ไวน์และแยม มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงเช่นเดียวกับเบอร์รี่ทั้งหลาย แต่พิเศษตรงที่มีธาตุเหล็กสูงจึงใช้ผลไม้ชนิดนี้ในการรักษาภาวะโลหิตจางและบำรุงเลือดได้ด้วย มีประโยชน์ต่อสุขภาพผู้หญิงอย่างเราๆ มากเลยทีเดียวค่ะ 8. "มะเกี๋ยง" ผลไม้พื้นบ้านทางภาคเหนือ ลักษณะคล้ายลูกหว้าแต่มีขนาดเล็กกว่า มีสีม่วงออกแดง รสเปรี้ยว นอกจากมีวิตามินซีสูงแล้วยังมีสารประกอบฟีนอลิกที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่กระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็ง บำรุงประสาทและช่วยในการดูดซึมวิตามินบี 12 9. "โทงเทงฝรั่ง" เป็นพืชจำพวกหญ้าจัดเป็นพืชตระกูลมะเขือ พริก มีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น เช่น บ่าตอมต๊อก (ภาคเหนือ), หญ้าเถาเถง (ภาคกลาง), ปุงปิง (ภาคใต้) ลักษณะเป็นลูกเล็กสีเหลืองสวยแปลกตา เพราะมีกลีบสีน้ำตาลหุ้มอยู่รอบผล มีรสเปรี้ยวอมหวานและกลิ่นหอม อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยให้สายตาดี ผมสวย ผิวสวย มีวิตามินเอ วิตามินบี และสารแคโรทีนอยย์สูงป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง และโรคหัวใจอีกด้วย นอกจากหน้าตาสวยแล้วประโยชน์ก็มีมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ไทยหรือต่างประเทศ ต่างก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน และจะให้ดีเลือกทานผลไม้แบบสดๆ ที่ปราศจากน้ำตาลจากการแปรรูปนั้นจะดีที่สุดค่ะ Cr: dailynews , http://www.sharp-wee (http://www.sharp-wee)...px?id=4&bid=271 หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 01, 2015, 10:50:22 AM (https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xfa1/v/t1.0-9/17631_857660510965853_765938739172191468_n.jpg?oh=bd8428726b0304bc961b6a339ea5ed47&oe=55A088C3&__gda__=1438146088_c8a2aaa2504c37eaa28f0aad19caf48d) Cr มูลไส้เดือนฟาร์มดี มะนาวแป้นพิจิตร มะนาวแป้นจริยา มะนาวแม่ไก่ไข่ดก และ มะนาวน้ำหอมทูลเกล้าไม่มีเมล็ด ทั้ง 4 สายพันธุ์ถือเป็นมะนาวเด่นที่ได้รับความนิยมปลูกอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เคยแจกแจงรายละเอียดในคอลัมน์ไปทุกพันธุ์แล้ว บางพันธุ์มีผลทะวายหรือตลอดปี ให้น้ำเยอะ รสเปรี้ยวจัด ติดผลดก แต่ละพันธุ์ที่กล่าวข้างต้นปลูกแล้วคุ้มค่ามาก โดยเฉพาะมะนาวแป้นพิจิตร เป็นพันธุ์ใหม่ล่าสุดที่นักวิชาการเกษตรบำรุงพันธุ์ให้ทนทานต่อโรคแมลงทุกชนิด และยังสามารถติดผลดกในช่วงฤดูแล้งที่ผลมะนาวมีราคาแพงด้วย เกษตรกรในปัจจุบันจึงนิยมปลูกมะนาวสายพันธุ์ แป้นพิจิตรอย่างแพร่หลาย — หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 09, 2015, 09:43:18 PM ดีท็อกซ์ง่ายๆ ด้วยผลไม้ใกล้ตัว
(http://img.s-msn.com/tenant/amp/entityid/AA8kWrj.img?h=169&w=270&m=6&q=60&o=f&l=f) เป็นเวลากว่าพันปีแล้วที่มนุษย์ได้คิดค้นการ"ดีท็อกซ์" เพื่อลดสารพิษในร่างกายและเติมอาหารให้ร่างกายแข็งแรง ทั้งยังช่วยป้องกันเชื้อโรค แถมยังเป็นตัวช่วยลดความอ้วนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเว็บไซต์ Eat Local Grown ได้ยกเอาประโยชน์จากผักผลไม้ใกล้ตัวที่ช่วยดีท็อกซ์ร่างกายมาเป็นตัวอย่างให้คุณสาวๆ ได้เลือกสรรกันง่ายๆ อาทิ "แอปเปิล" เพราะเต็มไปด้วยสารอาหารชนิดต่างๆ ทั้งไฟเบอร์ วิตามิน และยังมีสารอาหารช่วยกระตุ้นกระบวนการขับสารพิษจากตับ ช่วยชะลอวัยได้ด้วย "อัลมอนด์" ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งวิตามินอีที่ดีที่สุด ในหนึ่งออนซ์จะมีอัลฟ่า โทโคฟีโรล วิตามินอี ในระดับที่เหมาะกับร่างกาย ทั้งยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและล้างสารเจือปนจากลำไส้ได้ "ใบโหระพา" ด้วยมีสารแอนตี้แบคทีเรียและแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยปกป้องตับ และมีส่วนผสมของสารเทอพีนอยด์ ที่ช่วยขจัดสารพิษจากร่างกาย "บลูเบอรี่" การทานบลูเบอรี่ 300 กรัม จะช่วยปกป้องดีเอ็นเอของร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย ทั้งยังช่วยป้องกันแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ และป้องกันการติดเชื้อได้ด้วย "กระเทียม" ผักยอดนิยมของผู้ชื่นชอบการดีท็อกซ์ เหตุเพราะว่ากระเทียมช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกายที่จะช่วยดูแลตับของคุณ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีกว่ายาปฏิชีวนะด้วยซ้ำ "ผลไม้ตระกูลส้ม" เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ คอลลาเจน วิตามินต่างๆ ที่ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี ทั้งยังช่วยล้างสารพิษในร่างกายและต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งสัญญาณของโรคมะเร็งบางชนิด ข้อแนะนำคือควรทานส้มเป็นลูกมากกว่าน้ำส้ม เพราะจะช่วยให้ได้รับกากใยมากกว่านั่นเอง "มะนาว" การดื่มน้ำมะนาวเป็นอย่างแรกหลังจากตื่นนอนจะช่วยบาลานซ์กรดในร่างกาย และมีส่วนผสมช่วยการขับถ่ายในตับ นอกจากนี้น้ำมะนาว 1 แก้วยังอุดมด้วยสารที่ป้องกันมะเร็งถึง 20 ชนิดอีกด้วย "ตะไคร้" สมุนไพรอันโด่งดังจากประเทศไทยที่ช่วยล้างสารพิษในอวัยวะต่างๆ ในคราเดียว ทั้งตับ ช่วยฟอกไต และกระเพาะปัสสาวะ การนำมาปรุงอาหารหรือเป็นส่วนผสมในชาจะช่วยให้ระบบล้างสารพิษในร่างกายเราดีขึ้นอย่างแน่นอน ได้เวลาเข้าสวนเด็ดผักหลังบ้านกันแล้ว msn หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 09, 2015, 09:48:54 PM ยุติหลากช่องทางซ้ำวิกฤติเชื้อดื้อยา
(http://img.s-msn.com/tenant/amp/entityid/BBhQLne.img?h=403&w=624&m=6&q=60&o=f&l=f) แม้ในประเทศไทยจะมีความพยายามมาหลายปีในการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาในมนุษย์ แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นไปกว่าเดิม เหตุเพราะพฤติกรรมการใช้ยาของคนยังไม่เปลี่ยนไป ไม่เพียงแค่ใช้ยาพร่ำเพรื่อ แต่ยังใช้ยาไม่ถูกกับโรค โดยเฉพาะ “ไข้หวัด” ไม่ว่าจะเป็น หวัดธรรมดา หวัดลงคอ หวัดลงไซนัส หวัดลงหลอดลม หรือแม้แต่ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเป็นส่วนใหญ่ ที่ยาปฏิชีวนะไม่ได้มีผลในการฆ่าเชื้อเหล่านี้เลย แต่คนไทยก็แห่กันใช้ยาตัวนี้ด้วยความเชื่อที่ผิด ๆ จากพฤติกรรมเหล่านี้ ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัช วิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ยาปฏิชีวนะจะให้ผลในการรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี เช่น โรคปอดบวม กระเพาะปัสสาวะอักเสบ การติดเชื้อที่ไต การติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น แต่คนไทยยังมีความเข้าใจผิด ไม่ตรงโรค รับประทานไม่ครบโดสตามที่แพทย์สั่ง เช่นไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสรับประทานยาปฏิชีวนะไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเชื้อไวรัสเจ้าปัญหาก็ไม่ได้ถูกกำจัดออกไป แต่แบคทีเรียชนิดดีที่ไม่ก่อโรคเกิดการล้มตาย และบางส่วนที่เหลืออยู่ก็พัฒนาตัวเองเพื่อหาทางรอด จนกลายเป็นเชื้อดื้อยาในที่สุด (http://img.s-msn.com/tenant/amp/entityid/BBhPc4X.img?h=180&w=270&m=6&q=60&o=f&l=f&x=250&y=156) “ปัจจุบันคนไทยมีปัญหาเจ็บป่วยจากเชื้อดื้อยาปีละประมาณ 1 แสนคน ในจำนวนนี้เสียชีวิตปีละประมาณ 3 หมื่นคน นอน รพ.นานขึ้นกว่าเดิมถึง 1 ล้านวันต่อปี และเสียเงินในการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยา มากกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี” นอกจากปัญหาจะเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานแล้วยังมีอีก 2 กรณีที่พบในเมืองไทยและเป็นการซ้ำสถานการณ์เชื้อดื้อยาให้แก้ไขยากขึ้นไปอีก 2 กรณีคือ 1. การใช้ยาปฏิชีวนะมาผสมอาหารเลี้ยงสัตว์เพื่อหวังให้สัตว์เหล่านั้นอุดมสมบูรณ์ สวยงามขายได้ราคาดี ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการจ่ายยาตามที่สัตวแพทย์สั่ง หรือกรณีที่ชาวบ้านธรรมดา ๆ คลุกยากับอาหารให้สัตว์กินเองตามบ้านก็ตาม ถามว่ายาปฏิชีวนะที่ใช้ในสัตว์เกี่ยวอะไรกับภาวะเชื้อดื้อยาในมนุษย์ เพราะหลายคนยังไม่เข้าใจและอ้างว่าเป็นเพราะยาตัวนี้สัตว์เลี้ยงถึงอยู่รอดและปลอดโรค ผศ.นพ.พิสนธิ์ ได้อธิบายว่า ยาปฏิชีวนะมีทั้งชนิดที่สลายไปตามธรรมชาติ และชนิดที่คงทนถาวร แม้แต่ความร้อนก็ไม่สามารถทำลายได้ เมื่อสัตว์รับประทานเข้าไปแล้ว เกิดกลไกเดียวกับมนุษย์คือมีทั้งฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และทำให้แบคทีเรียต่อต้านจนเกิดการดื้อยา แถมยังสะสมอยู่ในเนื้อสัตว์เหล่านั้นไม่ไปไหน ต่อเมื่อมนุษย์รับประทานเนื้อสัตว์เหล่านี้เข้าไป ก็ไม่พ้นติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาในที่สุด แต่ก็มีเรื่องให้น่ายินดีเมื่อกรมปศุสัตว์ได้เล็งเห็นโทษของมันจึงได้ออกประกาศอย่างชัดเจนว่าจากนี้เป็นต้นไปห้ามเด็ดขาดไม่ให้มีการนำเอายาปฏิชีวนะมาผสมอาหารเลี้ยงสัตว์อีกต่อไปเว้นเสียแต่ว่าสัตว์เหล่านั้นป่วยด้วยโรคติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาได้เร็วกว่าการแก้ไขปัญหาในมนุษย์เสียอีก กรณีที่ 2 การทิ้ง หรือกำจัดยาปฏิชีวนะเหลือใช้ หรือยาหมดอายุไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยไม่มีกฎหมายหรือหลักเกณฑ์การกำจัดยาอันตรายเช่นนี้อยู่เลย ต่างคนต่างทิ้งไปตามวิธีการของตัวเอง เช่น ทิ้งถังขยะ ทิ้งลงชักโครก ปล่อยให้ยาเหล่านั้นไหลไปตามท่อซึ่งอุดมไปด้วยเชื้อแบคทีเรีย แน่นอนว่าส่วนหนึ่งจะถูกฆ่าตาย และอีกส่วนจะพัฒนาตัวเองเป็นเชื้อดื้อยา ในขณะที่ระบบกำจัดของเสียของประเทศไทยยังไม่ดีพอ ทำให้พบการนำสิ่งปฏิกูล อุจจาระที่ดูดมาจากส้วมไปปล่อยทิ้งตามธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องง่ายมากที่วันนี้จะมีเชื้อดื้อยาอยู่ในทุก ๆ ที่ ซึ่งแม้จะไม่ชัดเจนเหมือนพฤติกรรมการรับประทานยาปฏิชีวนะโดยตรง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือส่วนหนึ่งของปัญหาเพราะไม่ว่าคนเราจะรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านช่องทางใดก็ตามล้วนแต่ก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ทั้งสิ้น ตอนนี้แบคทีเรียหลายตัวดื้อต่อยาปฏิชีวนะแล้ว เชื้อบางตัวเกิดการดื้อไปแล้วร้อยละ 80-90 มีโอกาสรักษาหายเพียงประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น ในทางการแพทย์ถือว่าเมื่อใดก็ตามที่ยาปฏิชีวนะใดมีประสิทธิภาพต่ำกว่าร้อยละ 70 ถือว่าเป็นยาที่ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาแล้ว เพราะโอกาสหายมีไม่มาก การรักษาโรคเข้าขั้นวิกฤติ ที่สำคัญโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียตอนนี้โอกาสในการรักษาหายลดต่ำลงเรื่อย ๆ การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในตอนนี้คือเราร่วมกันปรับพฤติกรรมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล จัดการลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อก่อนที่อนาคตจะทำได้เพียงแค่สวดมนต์ภาวนาหลังเกิดโรคติดเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย อภิวรรณ เสาเวียง : รายงาน (http://img.s-msn.com/tenant/amp/entityid/AA5cUOh.img?h=100&w=100&m=6&q=60&u=t&o=f&l=f) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 17, 2015, 05:54:21 PM สารเคลือบผิวผลไม้เป็นอันตรายหรือไม่
สารเคลือบผิวผลไม้ ได้มาจากไขผสมทั้งที่เป็นไขจากแหล่งตามธรรมชาติ และที่สังเคราะห์ขึ้น แต่จะใช้ได้ต้องผ่านการควบคุมและตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค การเคลือบผิวช่วยปิดบังริ้วรอยขีดข่วนที่ผิวผลไม้ซึ่งเกิดขึ้นได้ระหว่างการเก็บเกี่ยวทดแทนไขธรรมชาติที่หลุดออกระหว่างการทำความสะอาด และช่วยยืดอายุการสุกของผลไม้ซึ่งเกิดขึ้นได้ระหว่างการเก็บเกี่ยวทดแทนไขธรรมชาติที่หลุดออกระหว่างการทำความสะอาด และช่วยยืดอายุการสุกของผลไม้ให้ยาวนานขึ้น การเคลือบยังทำให้ผู้บริโภค ส่วนใหญ่ตัดสินใจซื้อสินค้าจากรูปลักษณ์ภายนอก เพราะความเงางาม สีสันแวววาว นอกจากนี้สารเคลือบปกป้องการสูญเสียน้ำด้วย ผักและผลไม้ส่วนใหญ่จะมีองค์ประกอบเป็นน้ำและเกิดการสูญเสียน้ำได้ง่ายการสูญเสียน้ำมาก ทำให้ผิวผลไม้เหี่ยว ดังนั้น บรรจุภัณฑ์ จึงต้อง ช่วยรักษาน้ำผลิตภัณฑ์ด้วย ซึ่งเป็นความขัดแย้งกับความต้องการทำให้ผลิตผลเย็น ฉะนั้น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้งสองควบคู่กัน แต่การจัดปัจจัย 2 อย่างให้มีความพอดีไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องใช้วิธีการอื่นๆ ช่วย เช่น การเคลือบผิวผลิตผล หรือการเคลือบด้วยพลาสติก สารเคลือบแบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1.แวกซ์ ให้ความเงางามสว่างตา มีจำหน่าย 3 ชนิด คือ เทเซอร์ ซี ซีพี แชลแล็ก + ออกซิไดซ์เอธีลีน สำหรับเคลือบผิว ทำให้ผิวมัน ลดการระเหยและลดการหายใจของผลไม้ เป็นสารเคลือบเงาราคาประหยัดที่สุด เทฌวอร์ ซี จีแอลพี คือ คลอโรฟินิลเรซิน + ออกซิไดซ์เอธิลีน ใช้กันแพร่หลายในยุโรปและอเมริกา เทฌวอร์ ซี จีแอลเค คือ แชลเล็ก+ คาร์นาอูบา ใช้ในญี่ปุ่น 2. สารเคลือบทีสามารถกินได้ ให้ความเงางามน้อยกว่าชนิดแรก แต่ยืดอายุคุณภาพผลไม้ได้ยาวนานกว่า ได้แก่ กัสเทค ซี สเปรย์ นิยมใช้กับผลไม้ประเภท แอปเปิ้ล แพร์ พลับ มะเขือเทศ ผู้ปริโภคสามารถรับประทานได้ทั้งเปลือก ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายสำหรับประเทศไทยนิยมสารเคลือบผิวผลไม้แบบแรก คือ แวกซ์ ฝ่ายโภชนาการและโภชนาการและโภชนบำบัด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ข้อมูลดังนี้ สารเคลือบผงไม้ที่ส่วนใหญ่จะเห็นชัดเจนบนผิวแอปเปิ้ลหรือส้มเขียวหวาน เรียกชื่อเต็มว่า Wax Soluble มีคุณสมบัติละลายในน้ำปกติได้ ถ้ากินเข้าไปบ้าง ก็ไม่เป็นอันตราย เพราะไตสามารถขับออกได้ แต่ไม่ขอแนะนำเพราะร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน ฉะนั้น ควรล้างทำความสะอาด หรือเช็ดออกให้ละอาดทุกครั้งที่จะรับประทาน ส่วนสารที่มีคุณสมบัติให้ความเงามันเหมือน Wax Suloble ที่นิยมใช้อีกอย่างคือ “ไขเทียนที่ไม่ใส่สี” ตัวนี้ยิ่งต้องทำความสะอาดออกให้มาก เพราะเป็นสารที่ไม่มีคะณสมบัติละลายน้ำได้โดยเฮพาะเมื่ออยู่ในร่างกาย http://www.sarinclinic.com/home.php?section=9&subsection=20 (http://www.sarinclinic.com/home.php?section=9&subsection=20) (https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpa1/v/t1.0-9/10349000_809533149095699_3903896534197955520_n.jpg?oh=3ac4385e424414ad6a0e7f7185860716&oe=55D80CDD&__gda__=1436393573_ee3b591bf7880db65b177482e6ff66f1) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 21, 2015, 07:43:47 PM สูตรรักษาฝ้าด้วย วิธีธรรมชาติ ที่คุณเองก็ทำได้
ช่วงนี้แดดเปรี้ยงมาก จนแทบจะลมจับทุกทีเมื่อออกไปเดินกลางแจ้ง และแดดจัดแบบนี้ก็ส่งผลเสียกับผิวไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเม็ดสีผิวหรือเม็ดสีเมลานินทำงานมากเกินไป เนื่องมาจากเจ้าเม็ดสีเมลานินนั้นมีหน้าที่กรองรังสียูวี เมื่อผิวได้รับแสงแดดมากขึ้น เมลานินก็จะถูกผลิตออกมามากขึ้นตามไปด้วย แล้วก็อาจมีข้ออบกพร่องในการกรองรังสียูวี ทำให้รังสีที่มีผลต่อการเกิดฝ้าคือ “รังสี UVA” เข้าไปสามารถทำลายผิวได้ลึก จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมื่อตากแดดนานๆ แล้วผิวถึงคล้ำเสีย และเกิดฝ้าได้ รวมไปถึงฮอร์โมนและกรรมพันธุ์ ก็เป็นสาเหตุของการเกิดฝ้าได้เช่นกัน วิธีการรักษาฝ้า ด้วยธรรมชาติ 1. สูตรว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้ ถือเป็นสมุนไพรใช้รักษาแผล ยอดนิยมมากๆ วิธีหนึ่ง โดยวิธีรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ ให้คุณใช้ว่านหางจระเข้ 1 ใบใหญ่ (เลือกใบล่างๆ แบบที่แก่แล้ว) นำไปแช่น้ำประมาณ 10 นาที จากนั้นก็ปอกเปลือกออกและล้างให้สะอาด นำไปปั่นหรือบดก็ได้ตามถนัด แล้วจึงนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที โดยสูตรนี้หากทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยให้ฝ้าหายได้ไวยิ่งขึ้น 2. สูตรหัวไชเท้า หัวไชเท้า สามารถนำมาทำเป็นสูตรรักษาฝ้าได้ โดยคุณสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำหัวไชเท้าบดหยาบๆ มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที (แล้วแต่สภาพหน้าของแต่ละคนว่ารับได้แค่ไหน ส่วนคนที่มีผิวแพ้ง่ายไม่ควรใช้สูตรนี้) แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง หรือวันเว้นวัน ก็จะช่วยลดฝ้าทำให้ฝ้าดูจางลงได้มากเลยทีเดียว และนอกจากจะช่วยลดฝ้าได้แล้วหัวไชเท้ายังมีสรรพคุณช่วยลดริ้วรอยต่างๆ และทำให้หน้ากระจ่างใสขึ้นได้อีกด้วย แต่หลังจากล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นแล้ว ก็ให้กระชับรูขุมขนด้วยโทนเนอร์หรือน้ำเย็นเพื่อป้องกันไม่ให้รูขุมขนกว้างด้วยล่ะ 3. สูตรมะขามเปียก อีกหนึ่งวิธีรักษาฝ้าด้วยสมุนไพร ให้คุณนำเนื้อมะขามเปียกมาพอกหรือทาบางๆ บริเวณผิวที่เป็นรอยฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที แล้วล้างออก วิธีนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าทำให้รอยฝ้าดูจางลงและยังช่วยลดรอยด่างดำได้ด้วย แต่ถ้าที่บ้านคุณไม่มีมะขามเปียก ก็อาจเลือกใช้เป็นน้ำมะนาวหรือน้ำมะกรูดแทนก็ได้ 4. สูตรใบบัวบก สมุนไพรรักษาฝ้าอีกสูตร ซึ่งจากการวิจัยพบว่าใบบัวบกนั้นมีสรรพคุณในการช่วยรักษาอาการของโรคผิวหนังได้ โดยเฉพาะฝ้า กระ และสิว วิธีใช้ก็ไม่ยาก เพียงแค่นำมาปั่นแล้วใช้น้ำใบบัวบกมาเช็ดหน้าแทนการใช้โทนเนอร์ก่อนนอนทุกวัน เพียงเท่านี้รอยฝ้าต่างๆ ก็จะค่อยๆ จางลง เหลือไว้แต่เพียงหน้าอันขาวเนียนสดใส 5. สูตรไข่ขาว อาจจะมีกลิ่นคาวสักหน่อย เพียงแค่นำไข่ขาวบริเวณรอบๆ ไข่แดง (เฉพาะไข่ขาว) มาทาบางๆ ให้ทั่วบริเวณที่เป็นฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ไข่ขาวจะช่วยดูดซับรอยฝ้าและสิ่งสกปรกให้หมดไปจากใบหน้าของคุณได้ 6.สูตรน้ำส้มสายชูจากผลแอปเปิ้ล ใครจะรู้ว่าน้ำส้มสายชูจากผลแอปเปิ้ลจะมีประโยชน์ในด้านการช่วยดูแลผิวพรรณได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าเนื่องจากในน้ำส้มสายชูนั้นมีฤทธิ์กรดจึงช่วยทำให้ผิวดูกระจ่างใสและเนียนนุ่มขึ้นได้เพียงแค่คุณนำมันมาผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อย แล้วใช้สำลีชุบและเช็ดให้ทั่วใบหน้า รอจนแห้วแล้วจึงล้างออก 7. บำรุงจากภายในสู่ภายนอก นอกจากการรักษาด้วยวิธีต่างๆ ในระหว่างการรักษาเราสามารถดูแลตัวเองจากภายในได้โดยการรับประทานทานอาหารที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี ที่เป็นตัวช่วยทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ฝ้าขยายตัวใหญ่ขึ้นนั่นเอง อันที่จริงแล้ว ก่อนจะไปถึงการรักษา การป้องกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คุณควรเริ่มต้นจากการหลีกเลี่ยงแสงแดด ถ้าหากต้องเผชิญแสงแดดก็ควรแต่งกายแบบไม่เผยผิวพร้อมกับทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันผิวจากรังสียูสี โดยเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 ขึ้นไป และต้องเป็นแบบ PA+++ ด้วย ถึงจะช่วยปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าต้องอยู่ภายใต้แสงแดดตลอดทั้งวัน คุณอาจเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงมากกว่านี้ แต่ให้หมั่นทาครีมกันแดดบ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าครีมกันแดดยังมีประสิทธิภาพดีพอต่อการป้องกันแสงแดด นอกจากนี้คุณควรสังเกตตัวเองด้วยว่าเรารับประทานยาอะไรที่เสี่ยงต่อการเกิดฝ้าหรือเปล่าเช่นยาคุมกำเนิดใช้เครื่องสำอางอะไรแล้วแพ้จนเป็นรอยคล้ายฝ้าหรือไม่ : http://www.emaginfo (http://www.emaginfo)....h.fQa7qq5s.dpuf (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xfp1/v/t1.0-9/p240x240/10929945_811237265591954_8084064309871475788_n.jpg?oh=818097b55ed3fbcc42e0252af5df0e5d&oe=559B419B&__gda__=1439979435_78ba02404722711cdb8c1be0b93c7361) (https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xfp1/v/t1.0-9/p240x240/11156352_811237395591941_7243041110413411699_n.jpg?oh=b6a6c813b87685917cc87d948885ef17&oe=559E076B&__gda__=1440941403_d2b6eb592b882c553378f0a0a56a81cd) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 21, 2015, 07:54:16 PM คืนความสุขให้แก่ร่างกาย ด้วย 4 สูตรดีท็อกซ์ ทำง่าย ไม่ยุ่งยาก
หลังจากเทศกาลสงกรานต์ที่หลายคนได้หยุดยาว ไปพักผ่อน กิน ดื่ม เที่ยวกันอย่างเต็มที่ ซึ่งแน่นอนว่าก็อาจมีสังสรรค์กับครอบครัว ญาติมิตรและเหล่าเพื่อนสนิท เรียกได้ว่าทุกมื้อนั้นแทบจะเป็นมื้อหนักๆ แทบทั้งสิ้น อีกทั้งหลายคนที่เป็นนักดื่มก็อาจเติมแอลกอฮอล์เข้าเส้นเลือดไม่มีหยุดพัก เอาเป็นว่าเรามาเรียกคืนสดชื่นให้กับร่างกายด้วยการ “ดีท็อกซ์” กันดีกว่า ** หมายเหตุ : เพียงหั่นผลไม้ดังกล่าวแช่ลงในน้ำสะอาด จิบดื่มระหว่างวัน ก็ทำให้คุณสดชื่นขึ้นแล้ว สูตรที่ 1 แตงกวา ราสเบอร์รี่ และองุ่น สูตรนี้แตงกวาจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและขับสารพิษออกจากร่างกาย ส่วนราสเบอร์รี่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและองุ่นจะช่วยดีท็อกซ์เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ อีกทั้งยังช่วยขับปัสสาวะอีกด้วย สูตรที่ 2 สตรอเบอร์รี่และมะนาว สตรอเบอร์รี่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างคอลลาเจน อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่ช่วยในเรื่องของการดีท็อกซ์สารพิษที่ดีมาก ส่วนน้ำมะนาวตัวช่วยบรรเทาความอ่อนเพลีย แก้ร้อนใน ดับกระหายได้ดีทีเดียว สูตรที่ 3 สับปะรดและสะระแหน่ สับปะรดมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดี ส่วนสะระแหน่นั้นมีฤทธิ์ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ ช่วยย่อยอาหารและแก้อาการอ่อนเพลีย สูตรที่ 4 ส้ม มะนาว และขิง ส้มช่วยให้การไหลเวียนเลือดในร่างกายดี อีกทั้งยังเพิ่มความสดชื่นทำให้ร่างกายมีชีวิตชีวา ส่วนมะนาวนั้นสรรพคุณมากมายมีส่วนช่วยย่อยอาหารและขิงมีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากจะช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย http://manager.co.th/goodhealth/ViewNews.aspx (http://manager.co.th/goodhealth/ViewNews.aspx)… (https://scontent-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-xpt1/v/t1.0-9/11156148_810764748972539_7631300953973711644_n.jpg?oh=bc0ab565fc0132a2d9a5ad5f3129f1a0&oe=55D5FD7D) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 26, 2015, 08:40:11 PM พาร์กินสัน : รู้เร็ว ฟื้นตัวเร็ว
โรคพารฺกินสันหรือที่คนไทยเรียกว่า "โรคสั่นสันนิบาต" จัดเป็นโรคความเสื่อมทางระบบประสาทที่พบบ่อยโรคหนึ่งในฺผู้สูงอายุ อาการที่แสดงออกของโรคได้อย่างชัดเจน คือ ภาวะการสั่น ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหว หรีอบังคับไม่ให้สั่นได้ มักพบในผู้ป่วยช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไปในอัตราส่วน 1 ต่อ 100 ราย แต่ปัจจุบันกลุ่มคนทั่วไป อายุ 21-40 ปี ก็มีพบได้เช่นเดียวกัน ปัจจุบันพบว่า ก่อนที่ผู้ป่วยจะมี "อาการสั่น" หรือ "เคลื่อนไหวช้า" มักมีอาการเตือนนำมาก่อนอย่างน้อย 5 ปี อาการเตือนที่พบได้แก่ ท้องผูก การดมกลิ่นที่ลดลง นอนละเมอ และซึมเศร้า อาการหลักของโรคพาร์กินสัน คือ ปัญหาการเคลื่อนไหว 1. อาการสั่น เป็นอาการเด่นที่พบบ่อยสุด คือ มักจะเริ่มเห็นที่มือ โดยจะเป็นที่ข้างใดข้างหนึ่งก่อน และเกิดขณะที่อยู่เฉยๆ อาการสั่นจะลดลงเมื่อใช้มือนั้นทำงาน 2. อาการแข็งเกร็ง มักจะเกิดที่แขน หรือขาข้างเดียวกันกับที่มือาการสั่น ทำให้เกิดความลำบากต่อผู้ป่วยมากที่สุด เคลื่อนไหวได้ช้าลง นอกจากนี้ตัวหนังสือที่ผู้ป่วยเขียนจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง คือ ตัวหนังสือจะเล็กลงและชิดติดกัน 3. อาการเคลื่อนไหวช้า เคลื่อนไหวน้อยๆ และต้องใช้ระยะเวลานานในการเริ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย 4. อาการทรงตัวไม่สมํ๋าเสมอ การเดินของผู้ป่วยมักจะเดินซอยเท้าถี่และเล็ก ลักษณะโน้มตัวไปข้างหน้า และเดินไม่แกว่งแขน ทั้งนี้ พบว่าคนที่ออกกำลังกายอย่างสมํ๋าเสมอ มีโอกาสเป็นพาร์กินสันน้อยกว่าผู้ที่ออกกำลังกายน้อย (https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xfp1/v/t1.0-9/s720x720/10297688_10153293151322028_5573071214810287152_n.png?oh=31e9779d25139abfc7a8c1cfae471e61&oe=55D32AF4&__gda__=1440521229_eeead5406f9fe48dd90f22f8328a37c7) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 09, 2015, 11:17:44 AM แบบนี้สิ มีประโยชน์จริง
ไม่มีโทษ แชร์แล้วได้บุญด้วย... ไม่ทำให้ใครเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง .... (https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/736x/c7/13/3a/c7133a4f779efea07feebe352b6b26ef.jpg) "ทำไมพุทธเถรวาทถึงนิยมให้พระฉันต์มื้อเดียว" Being Hungry Makes You Healthy หนังสือ “ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี” เขียนโดย นายแพทย์โยะชิโนะริ นะงุโม (Yoshinori Nagumo) ในบทนำมีการเกริ่นว่า ผู้เขียนเริ่มทานอาหารเหลือวันละมื้อ เมื่ออายุ 45 ปี เพราะปัญหาเรื่องสุขภาพ ผ่านไปสิบปี เมื่อเขาไปตรวจร่างกาย พบว่า อายุหลอดเลือดของเขา เท่ากับคนอายุ 26 ปี เขาเล่าว่า มนุษย์ในอดีต ไม่ได้มีกินอุดมสมบูรณ์ โดยกินสามมื้อเหมือนปัจจุบันนี้ ในอดีตเรากินวันละมื้อก็บุญแล้ว ดังนั้นร่างกายเราจึงมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง เมื่อเราหิว ไม่มีกิน เราจะมียีนที่ชื่อ เซอร์ทูอินออกมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ภายในร่างกาย ในขณะเดียวกันร่างกายก็จะผลิต Growth Hormone ออกมา ซึ่งเจ้า Growth Hormone นี้ทำให้เรากลับเป็นหนุ่มสาวมากขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการเพื่อการอยู่รอด ปัญหาก็คือเมื่อร่างกายอิ่ม กลไกนี้ไม่เกิด เราจึงแก่ไปเรื่อยๆ สรุปง่ายๆ ก็คือ การกินมากไปคือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ และที่สำคัญ ร่างกายเราไม่ได้ถูกออกแบบให้กินอิ่ม เราจึงปรับตัวให้การกินอิ่มได้ไม่ดี ทำให้กระบวนการธรรมชาติของร่างกายเรารวนนั่นเอง ในเรื่องการกินวันละมื้อ ผู้เขียนได้แนะนำสิ่งที่เขาทำมาแล้วได้ผล เขาบอกว่า เขาเพลิดเพลินกับการที่ได้ยินเสียงท้องร้องจ๊อกๆ เพราะว่า เขารู้ว่าร่างกายเรากำลังซ่อมแซม และปรับตัวให้เยาว์วัย ด้วยกระบวนการที่กล่าวถึงข้างต้น ในเชิงหลักการทางวิทยาศาสตร์ เขาอธิบายดังนี้ (1) ปากทางเข้าลำไส้เล็ก จะมีเซ็นเซอร์เตรียมรอรับของกินอยู่ ถ้าไม่มีอาหารไหลลงมาเสียที ลำไส้เล็กก็จะรีบหลั่งฮอร์โมนสำหรับย่อยอาหาร โมลิติน (Molitin) ออกมา ทำให้กระเพาะอาหารบีบตัว เพื่อส่งของกินที่อาจจะตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารเข้าไปในลำไส้เล็ก เรียกว่า “การบีบตัวเมื่อหิว” และเป็นตัวการที่แท้จริงของอาการท้องร้องจ๊อกๆ (2) เมื่อกระเพาะรู้ตัวว่า หิวจะหลั่งฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ออกมา เกรลินจะถูกหลั่งออกมาจากเยื่อบุกระเพาะอาหารซึ่งถูกกระตุ้นเพราะความหิว โดยจะออกฤทธิ์ที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ทำให้เกิดความอยากอาหาร ขณะเดียวกันก็จะออกฤทธิ์ที่ต่อมใต้สมอง ทำให้หลั่ง Growth Hormone ออกมา เจ้า Growth Hormone นี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฮอร์โมนที่ทำให้กลับไปเป็นหนุ่มสาว” นั่นหมายความว่า ตอนที่ท้องกำลังร้องจ๊อกๆ เพราะหิว คุณจะค่อยๆ มีเสน่ห์ขึ้น จากฮอร์โมนที่ทำให้กลับเป็นหนุ่มสาว ถึงท้องจะร้อง ก็อย่าเพิ่งรีบกินอาหาร ให้มาลองเพลิดเพลินกับประสิทธิภาพของการกลับเป็นหนุ่มสาว ที่ได้จาก Growth Hormone กันสักครู่หนึ่งก่อน (3) ตอนที่ท้องกำลังร้องจ๊อกๆ นั้น ความสามารถในการอยู่รอดอันยอดเยี่ยมกำลังพลุ่งพล่านขึ้นมา นั่นก็คือ “ยีนเซอร์ทูอิน” ที่มีสมญาว่า “ยีนต่ออายุขัย” หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ยีนที่ทำให้อายุยืน” กำลังทำงาน จากการทดลองกับสัตว์หลายชนิดพบว่า เมื่อลดปริมาณอาหารลง 40% จะทำให้อายุยืนขึ้น 1.5 เท่า ทว่ายีนนี้จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อ มีเงื่อนไขบางประการ นั่นคือ “ความหิว” ตราบใดที่ท้องไม่ร้องจ๊อกเพราะหิว ยีนนี้ก็จะไม่ทำงาน ดังนั้น การกินอาหารทั้งที่ยังไม่หิว จึงหมายถึง การมีของดีอยู่กับตัว แต่ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ มาทำให้ท้องร้องจ๊อก ด้วยการกินอาหารวันละมื้อดีกว่า แล้วยีนเซอร์ทูอินนี้จะช่วยสแกนยีนในร่างกายอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งค่อยๆ ฟื้นฟูส่วนที่เสียหาย กล่าวกันว่า ความแก่ชราและโรคมะเร็ง ก็มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของยีน ดังนั้น เราสามารถทำให้กลับเป็นหนุ่มสาว และป้องกันโรคมะเร็งด้วยการกินอาหารวันละมื้อ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหิวแล้วอาหารยังตกไม่ถึงท้อง ร่างกายจะนำไขมันที่สะสมไว้ในช่องท้อง มาเปลี่ยนเป็นสารอาหาร ทำให้หน้าท้องแบนราบ นอกจากการกินวันละมื้อแล้ว ผู้เขียนมีข้อมูลใหม่เพิ่มเติมอีกว่า การนอนที่ดีคือ นอนในช่วงร่างกายผลิต Growth Hormone ได้ดีที่สุด นั่นก็คือ ช่วงเวลาระหว่าง สี่ทุ่มถึงตีสอง หลังอ่านจบผมมีความเห็นส่วนตัวว่าสิ่งที่จะทำคือ (1) รอให้ท้องร้องจ๊อกๆ บ่อยๆ เพื่อซ่อมแซมตัวเองและทำให้เยาว์วัยลง และ (2) ทานน้อยลง 60% ของแต่ละมื้อ…….” นอกจากที่คุณอดิศรเขียนแล้ว ผมไปค้นคว้าเพิ่มเติมและพบว่า เมื่อตอนคุณหมอนะงุโมมีอายุ 37 ปี เขาหนัก 77 กิโลกรัม และเมื่ออายุ 57 ปี หนัก 62 กิโลกรัม ความดันโลหิตเท่ากับคนอายุ 26 ปีอายุมวลกระดูกเท่ากับคนอายุ 28 ปี และสมองมีอายุเท่ากับคนอายุ 38 ปี จากที่ดูรูปในอินเทอร์เน็ตถึงแม้ขณะนี้คุณหมออายุ 59 ปี แต่หน้าตาเหมือนไม่ถึง 40 ปี ด้วยซ้ำ คุณหมอพูดในโทรทัศน์ว่า แค่เริ่มต้นไม่กี่วัน ก็จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพแล้ว กลิ่นตัวจะหายไป ผิวหนังจะเนียนขึ้น หน้าท้องจะเรียบขึ้น รูปลักษณ์ของคนผอมจะเริ่มปรากฏ และจิตใจคึกคักขึ้นกว่าเก่า คุณหมอแนะนำให้ทำติดต่อกัน 52 วัน โดยกินอาหารวันละหนึ่งมื้อ คือมื้อกลางวัน ในมื้อนี้อยากกินือะไรก็ตามใจตัวเองได้ หากหิวมากก็อาจเสริมด้วยผลไม้และอาหารเบาๆ (https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/736x/a0/19/ef/a019ef128289d2657902b3cd99d8c94c.jpg) (https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/736x/9a/b1/f2/9ab1f2fb20b9da23edd8b07a67935abd.jpg) หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่อังคาร 20 ม.ค. 2558 หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 23, 2015, 06:26:36 PM เลี้ยงบริเวณนั้นเพิ่มขึ้นเพื่อพาเอาจ้ำเลือดหรือสารคั่งค้างจากบริเวณนั้นกลับไป จะช่วยให้หายบวม โนและจ้ำเขียวเร็วขึ้น
ถ้าปวดให้ทานยาแก้ปวดได้ครับ โดยทั่วไปอาการบวม โน จ้ำเลือดมักจะหายไปภายใน 10-14 วัน แต่ถ้าหากมีอาการบวมมาก บวมมากขึ้น เจ็บปวดรุนแรง ปวดบวมแดงร้อนบริเวณที่บวม ปวดศรีษะมาก ซึม อาเจียนหรืออาการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่แน่ใจ ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจว่าไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อนและเพื่อการรักษาที่เหมาะสมครับ Cr คลีนิคหมอสังคม (https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xft1/v/t1.0-9/s526x395/10414851_920038688037586_7887838513110662798_n.png?oh=8d7a5ceb0de1e69d3c8a3348ab521ec8&oe=5621444E&__gda__=1444996188_92d61919bb331ef2c152cb6346047c0d) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 23, 2015, 06:27:54 PM อาหารเป็นยา ทางเลือกที่ไม่ต้องใช้ยา
สำหรับคนที่ใส่ใจสุขภาพ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าต้องสรรหาสิ่งของดีๆ มีประโยชน์ เพื่อมาบำรุงร่างกายอยู่เสมอ ไม่ว่าใครจะแนะนำ ว่าอะไรดีก็ต้องลอง ในประเทศไทยนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณธัญญาหารต่างๆ ซึ่งอาหารเาหล่านั้นก็เป็นยาที่ช่วยป้องกัน จากโรคภัยต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ข้อมูลสรรพคุณต่างๆ นี้ได้มาจาก อ.มานพ เลิศสุทธิรักษ์ นายกสมาคมแพทย์จีนในประเทศไทย โดยจะแนะนำให้รู้จัก 11 ชนิด 1. ฟัก มีสรรพคุณเป็นยารสเย็น ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ขับปัสสาวะ ลดอาการบวม หรือถ้าบางรายพักผ่อนน้อยเป็นร้อนใน จะสามารถช่วยให้สดชื่นได้ และยังสามารถบรรเทาอาการตับอักเสบทั้ง A B และ C แต่ต้องกินอย่างต่อเนื่อง 2. ต้นหอม ก้านหัวหอมที่ขาวๆ เป็นอาหารสำคัญที่ขับเหงื่อ ทั้งยังมีคุณสมบัติบำรุงหัวใจและทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ใจไม่สั่น ถ้ากินสดๆ อย่างต่อเนื่องจะสามารถลดไขมันในเส้นเลือดรวมทั้งขับไขมันได้ สำหรับคนที่เป็นหวัดนำต้นหอม 5-6 ก้านต้มกับขิง 2 แว่น กรองน้ำดื่มจะทำให้ขับเหงื่อและลดไข้หวัดได้ 3. หอมหัวใหญ่ มีสรรพคุณช่วยลดการอุดตันไขมันในเส้นเลือด ถ้ากินประจำจะสามารถลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ช่วยบรรเทาอาการแผล อักเสบ นำมาตำผสมกับเหล้าเล็กน้อยและนำมาพอกจะสามารถระบายความร้อนกระจายเลือดคั่ง ลดการอักเสบ บวมได้ 4. มะระ มีสรรพคุณเป็นยารสเย็น บรรเทาอาการร้อนใน แก้อักเสบ เจ็บคอ และสำหรับคนที่เป็นงูสวัดสามารถคั้นน้ำมะระผสม น้ำส้มสายชูทาบริเวณที่เป็นอาการจะดีขึ้น ถ้ากินเป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่องจะสามารถลดอาการเบาหวานได้ 5. กุยช่าย มีสรรพคุณช่วยบำรุงไต บำรุงกำหนัด จะกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ และถ้าตำผสมเหล้าเล็กน้อยจะสามารถช่วยแก้ช้ำในได้ เพราะจะช่วยกระจายเลือดไม่ให้คั่ง และคนจีนนิยมกินกุยช่ายเพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่น 6. ใบกะเพรา มีสรรพคุณลช่วยขับลม แก้ท้องอืด แน่น เฟ้อ ถ้านำใบกะเพรา 1-2 กำมาต้มกินจะช่วยลดความดันได้ แต่ถ้าผัดกับพริกจะช่วย ขับลมรวมทั้งยังมีผลช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดและควบคุมความดันไม่ให้สูงขึ้น 7. ผักชี มีสรรพคุณเป็นยาขับพิษได้ คนที่เป็นหวัดสามารถกระทุ้งไข้หวัดขับพิษได้ ถ้าเรากินยาพาราเซตามอลจะเพียงแค่บรรเทา แต่ถ้ากินน้ำต้มผักชีจะสามารถกระทุ้งพิษ ขับเหงื่อออกมาและหวัดก็จะหาย สำหรับเด็กที่เป็นหัด สุกใส ให้คั้นน้ำผักชีมาเช็ดตัว จะทำให้พิษไม่หลบใน 8. ใบตำลึง มีสรรพคุณช่วยระบายความร้อน แก้ร้อนใน ขับพิษร้อน สำหรับคนที่อดนอนเสียงแหบ ดื่มน้ำต้มใบตำลึงจะทำให้สดชชื่นขึ้น และยังบรรเทาอาการผิวอักเสบ ถ้าเป็นงูสวัด ให้คั้นน้ำนำมาทาบริเวณที่เป็นจะช่วยให้หายได้ 9. ถั่วงอก มีสรรพคุณเป็นยาที่ขับพิษได้ รวมทั้งขับปัสสาวะ แก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ถ้ากินอย่างต่อเนื่องจะสามารถป้องกันเนื้อร้าย และต้านมะเร็ง และคนที่มีอาการของโรคลมชักก็จะลดลง ถ้านำมาต้มดื่มน้ำจะช่วยให้ผ่อนคลายและสดชื่นได้ 10. ใบขี้เหล็ก มีสรรพคุณเป็นยาเย็น รสขมเป็นยาสำคัญที่ช่วยให้นอนหลับง่าย คลายเครียด สำหรับคนที่ไม่ต้องการกินยานอนหลับ นำใบขี้เหล็กมาต้มดื่มน้ำ ถ้าอยากให้นอนหลับดีลองใส่ดอกมะลิลงไปจะทำให้หอมสดชื่น และสำหรับคนที่มีธาตุเย็นอยู่แล้ว ให้ใส่ขิงสัก 1-2 แว่นเพื่อให้ธาตุสมดุลไม่เย็นเกินไป 11. มะเขือเทศ มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิว ถ้ากินต่อเนื่องจะทำให้ผิวพรรณดีขึ้น ช่วยลดริ้วรอย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน และทำให้เส้นเลือดฝอย ในผิวหนังในมดลูกสมบูรณ์ขึ้น จะช่วยทำให้ไม่ตกเลือด อีกทั้งยังสามารถทำให้ความดันลดลง เนื่องจากการไหลเวียนของเลือด ดีขึ้นและสามารถต้านมะเร็งได้ แต่สำหรับเคล็ดลับอันดับหนึ่งที่จะทำให้ผิวพรรณสดใสหน้าตาสดชื่นจะต้องมีอารมณ์ที่เบิกบาน แจ่มใสซึ่งต้องมาจากจิตใจที่ดีด้วยจะได้ผลมากที่สุด อ.มานพได้แนะนำว่า สำหรับผู้ที่สนใจรับประทานอาหารให้เป็นยานั้น ขอให้รู้ว่ายังมีพืชผักอีกหลายชนิด ที่สามารถป้องกันและ รักษาโรคได้ แต่ที่สำคัญเราต้องรู้ว่าพืชผักเหล่านั้นมีความเป็นหยินหรือหยาง ต้องดูว่าร่างกายของเราเป็นธาตุร้อนหรือเย็น เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายจะช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพดีไม่อ่อนแอไม่เป็นโรคง่าย รวมทั้งผัก ผลไม้ อาหารที่เรารับประทานเข้าไปจะต้องสะอาดปลอดสารพิษ เพราะไม่อย่างนั้นแทนที่จะเป็นยารักษาป้องกันโรคกลับได้รับพิษสะสมจากยาฆ่าแมลงจาก สารเคมี ทำให้เราอ่อนแอป่วยง่าย ขอขอบคุณข้อมูลจาก อ.มานพ เลิศสุทธิรักษ์ นายกสมาคมแพทย๋จีนในประเทศไทย http://www.nautilus.co.th/hea (http://www.nautilus.co.th/hea)…/herb_food%20is%20medicine.asp (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xpf1/v/t1.0-9/549406_841009722614708_2162986523289690865_n.jpg?oh=294eb6e4098d6757f6348b04e975e962&oe=55F34E99) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 05, 2015, 09:08:19 AM ความรู้เรื่องอาหารและสุขภาพ with Chatda Siriburee 6 hrs · ผักกะสัง : ผักเมนูสุขภาพ สมุนไพร รักษาฝี แก้ปวด ยาสระผม สมัยเด็กๆ จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยกินผักกะสังกับน้ำพริก บางทีก็ลวกกิน บางทีก็กินสดๆ แต่สิ่งที่ทำให้จำผักกะสังได้อย่างแม่นยำคือ ในสมัยที่ยังเรียนอยู่ชั้นประถม จำได้ว่าคุณครูนำพืชต้นเล็กๆ ลำต้นใสๆ เข้ามาในห้อง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสอนและให้เราเรียนรู้ถึงกระบวนการดูดน้ำของพืช แต่ในวันนั้นต้นพืชใสๆ ผู้เสียสละต้องดูดน้ำหมึกแทนน้ำธรรมดา เพื่อให้นักเรียนทั้งชั้นได้เห็นเส้นทางน้ำหมึกค่อยๆ เคลื่อนที่ไปตามลำต้นใสๆ นั้น แต่หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้เจอะเจอผักกะสังบ่อยนัก รู้แต่ว่าเป็นยาทาฝี ยาแก้อักเสบของหมอยาหลายคน ผักกะสังกลับมาให้คนได้รับรู้อีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากการที่ไปส่งเสริมการปลูกวัตถุดิบสมุนไพรเกษตรอินทรีย์ที่บ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ชุมชนที่นี่มีภูมิปัญญามากมายในการใช้สมุนไพรและการกินผักพื้นบ้าน แต่เมื่อมีการปลูกพืชตามระบบเคมีทำให้ผักพื้นบ้านหลายชนิดหายไป และไม่กล้าเก็บผักรอบบ้านหรือตามหัวไร่ปลายนามากินอีก เพราะรู้ว่าเพิ่งฉีดยาฆ่าหญ้าหรือยาฆ่าแมลงไป เมื่อหันมาปลูกวัตถุดิบสมุนไพรเกษตรอินทรีย์ ผักพื้นบ้านหลายชนิดกลับมางอกงาม พวกเขากล้าเก็บผักพื้นบ้านมากินไม่ต้องเสียเงินซื้อผักจากตลาดอีก ผักกะสัง เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ผักกะสังมีรสเผ็ดหอม มีสรรพคุณทางหยาง (จัดแบ่งง่ายๆ ว่า หยินคือเย็น หยางคือร้อน) เรื่องรสยาเผ็ดหอมนี้ ยังพออธิบายได้อีกมุมมองหนึ่งว่า ผักกะสังกับพริกไทยนั้นเป็นพี่น้องกัน มีคนลองนำเอาผักกะสังมาขยายใหญ่ให้เท่าต้นพริกไทย มองใบสีเขียวใสๆ ให้เป็นสีเขียวเข้ม ก็จะเห็นหน้าตาผักกะสังเหมือนกับต้นพริกไทย นอกจากนี้ถ้าได้กินผักกะสังที่ยังมีเมล็ดเกาะกันเป็นช่อ คล้ายช่อเมล็ดพริกไทย ก็จะได้ลิ้มรสเผ็ดนิดๆ ซ่าน้อยๆ ที่ลิ้น ผักกะสังเป็นผักสมบูรณ์แบบชนิดหนึ่งทั้งรสชาติ รูปร่างหน้าตาโดยนำมากินสดๆ หรือลวกกินกับน้ำพริก กินเป็นสลัด หรือยำกินก็ได้ หรือนำมาจัดเป็นแจกันผักขนาดเล็กเป็นผักแกล้มบนโต๊ะกินข้าวก็น่าชมไม่น้อย ผักกะสังถือว่าเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยในปัจจุบันพบว่า ผักกะสังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินซีสูง เรียกได้ว่าวิตามินซีน้องๆ มะนาว คือมะนาว ๑๐๐ กรัม มีวิตามินซี ๒๐ มิลลิกรัม ส่วนผักกะสังมีอยู่ ๑๘ มิลลิกรัม รวมทั้งทางสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เคยวิเคราะห์หาธาตุอาหารในพืชผักต่างๆ พบว่าผักกะสัง ๑ ขีด หรือ ๑๐๐ กรัม มีเบต้าแคโรทีน ราว ๒๘๕ ไมโครกรัมเทียบหน่วยเรตินัล การที่ผักกะสังมีธาตุอาหารต้านมะเร็งอยู่สูงขนาดนี้ ผักกะสังจึงจัดว่าเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง “ยำผักกะสัง” โด่งดังขึ้นจากการที่หมู่บ้านดงบังต้องการให้คนเข้าไปชมวิถีการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ จึงได้พัฒนาตนเองเพื่อเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว ได้มีการค้นหาเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน สิ่งที่พวกเขาเชี่ยวชาญนอกจากการปลูกต้นไม้แล้ว แม่บ้านของชุมชนนี้ทำอาหารอร่อยมาก เช่น แกงบอน แกงปลาดุกใส่ไพลดำ ยำผักกะสังและตำรับอาหารอื่นๆ อีกมากมาย แต่เมื่อเปิดตลาดออกไปอาหารที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือยำผักกะสัง มีสื่อมวลชนมากมายไปชิมและนำสูตรมาเผยแพร่ ปัจจุบันสูตร “ยำผักกะสัง” ของหมู่บ้านดงบังเป็นที่รู้จักกันดี ไม่มีการจดสิทธิบัตร ใครจะเชื่อว่าผักกระสังเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้ แต่ได้นำมาปลูกในประเทศที่มีอากาศร้อนทั่วๆ ไปรวมทั้งประเทศไทย แต่เราลืมมันไปจากกลไกผักตลาดที่ผลิตแบบเคมี ต้องขอบคุณชาวบ้านดงบังที่ทำให้ผักกระสัง กลับมาสู่สังคม ผักกะสัง...รักษาโรคลักปิดลักเปิด ในตำรายาไทยระบุไว้ว่าใบของผักกะสังใช้ในการรักษาโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งพอจะอธิบายได้ว่า ในผักกะสังมีวิตามินซีและสารอาหารสูง ซึ่งการรักษานั้นใช้ทั้งการกินและการบดต้นแปะบริเวณที่เลือดออกตามไรฟัน ผักกะสัง…รักษา เริม ฝี มะเร็งเต้านม หมอยาพื้นบ้านของไทยใช้ผักกะสังเป็นยาไม่มากนักส่วนใหญ่ใช้พอกฝีและสิวโดยใช้ต้นสดตำพอกฝี หรือใช้น้ำคั้นทาสิว ในต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ใช้ทั้งต้นสดบดประคบฝี หรือตุ่มหนอง และโรคผิวหนังอื่นๆ เช่นกัน ซึ่งจากการศึกษาสมัยใหม่พบว่าผักกระสังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านแบคทีเรียหลายชนิด ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งจะช่วยกำจัดเนื้อตายทำให้ฝีแตกได้ง่าย และสิวยุบเร็วขึ้น “ผักกะสังรักษาเริมและมะเร็งเต้านม” ความรู้นี้ไม่ค่อยแพร่หลายนักแต่แมะ (มือลอ มะแซ) ที่บ้านกำปงบือแน ตำบลจะกว๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลาบอกว่า ผักกะสังเป็นยารักษาเริม มะเร็งเต้านม และฝี ในการรักษาเริมนั้นจะนำต้นผักกะสังผสมกับขมิ้นและข้าวสาร (ฮูยงงูกุมาตอกูยิ) ตำให้ละเอียดแล้วพอกทิ้งไว้ ๑ คืน และนำใบมาตำขยำแปะทาเม็ดที่เป็นใต้ราวนม แก้มะเร็งเต้านม ข้อมูลที่ว่าผักกะสังใช้รักษามะเร็งนี้ไม่เคยรู้มาก่อนเลยและเป็นที่น่าทึ่งตรงที่ว่ามีรายงานการศึกษาพบว่า สารในผักกะสังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งด้วย นอกเหนือไปจากการแก้อักเสบและแก้ปวด ผักกะสัง…แก้อักเสบ ข้ออักเสบ เก๊าท์ หมอยาพื้นบ้านบางคนบอกว่ากินผักกะสังแก้ปวดข้อ ซึ่งในประเทศฟิลิปปินส์มีการกินผักกะสังสดๆ หรือนำมาต้มกิน เพื่อรักษาโรคเก๊าท์และข้ออักเสบ โดยนำผักกะสังต้นยาวสัก ๒๐ เซนติเมตร ต้มกับน้ำ ๒ แก้ว ให้เหลือประมาณ ๑ แก้ว แบ่งรับประทานครั้งละ ครึ่งแก้ว เช้า-เย็น ปัจจุบันผักกะสังเป็นสมุนไพรตัวหนึ่งที่ฟิลิปปินส์กำลังศึกษาวิจัยเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคข้ออักเสบรวมทั้งโรคเก๊าท์จากการที่ผักกระสังสามารถลดปริมาณกรดยูริคในกระแสเลือด ผักกะสัง…บำรุงผิว บำรุงผม ผักกะสังยังเป็นสมุนไพรสำหรับผู้หญิงอีกชนิดหนึ่งนอกจากใช้รักษาสิวแล้ว สาวๆ สมัยก่อนยังใช้น้ำต้มผักกะสังล้างหน้าบ่อยๆ จะทำให้ผิวหน้าสดใส และนอกจากนี้ คุณสารีป๊ะ อาแวกือจิ ที่บ้านกำปงบือแน ตำบลจะกวั๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา บอกว่าผักกะสังเป็นยาสระผมทำให้ผมนุ่มโดยนำใบขยำกับน้ำชโลมศีรษะให้ศีรษะเย็น ป้องกันผมร่วง ทำให้ผมนุ่ม ซึ่งอธิบายได้ว่าผักกะสังมีธาตุอาหาร มีความเป็นกรดอ่อนๆ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อราและแบคทีเรีย ข้อควรระวัง ในผู้ที่แพ้พืชที่มีกลิ่นฉุนประเภท mustard (พืชที่เป็นเครื่องเทศทั้งหลาย) ไม่ควรรับประทาน สูตรยำผักกะสัง ยำผักกะสัง ทำได้ง่ายๆ หั่นผักชิ้นพอประมาณ ๑-๒ ทัพพี น้ำมะนาว ๑-๒ ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้ง ๑-๒ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูแห้งทอดพอประมาณ มะม่วงซอย ๑-๒ ช้อนโต๊ะ หัวหอมซอยพอประมาณ แครอทซอยฝอยๆ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ ถั่วงคั่วพอประมาณ ขิงซอย ๑-๒ ช้อนโต๊ะ หมูหยอง พอประมาณ โหระพา สะระแหน่ ไว้แต่งรส น้ำปลา ๑-๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย ๑-๒ ช้อนโต๊ะ จากนั้นรวมเครื่องปรุงทุกอย่างเข้าด้วยกัน ปรุงรสตามใจชอบ พร้อมตักเสิร์ฟได้เลย ในยุคน้ำมันแพง แต่ไม่แล้งปัญญา หากเข้าใจธรรมชาติ นำผักกะสังที่ขึ้นได้ทั่วไป และมีสรรพคุณทางยามากมาย นำมาเป็นอาหารสุขภาพรสเด็ด ประหยัดทั้งเงิน ยังเสริมสร้างสุขภาพอีกด้วย ผักกะสังเป็นสมุนไพรที่มีประวัติการใช้เป็นยามากมาย ในโบลิเวียมีบันทึกที่มีอายุนับพันปีชื่อ Altenos Indians document กล่าวไว้ว่า ผักกะสังทั้งต้นบดผสมน้ำใช้กินเพื่อห้ามเลือด ใช้ส่วนรากต้มกินรักษาไข้ ใช้ส่วนเหนือดินโปะแผล นอกจากนี้ ในประเทศอื่นๆ ที่มีผักกะสังขึ้นอยู่จะใช้ผักกะสังในการรักษาอาการปวดท้องทั้งแบบธรรมดาและปวดเกร็ง ฝี สิว แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก อ่อนเพลีย ปวดหัว ระบบประสาทแปรปรวน หัด อีสุกอีใส มีแก๊สในกระเพาะ ปวดข้อรูมาติก และยังมีการใช้เฉพาะบางท้องถิ่นเช่น ในบราซิลใช้ในการลดคอเลสเตอรอล ในกียานา (Guyana) ใช้ในการขับปัสสาวะ ลดไข่ขาวในปัสสาวะ ในแถบอเมซอนใช้ขับปัสสาวะ หล่อลื่น หัวใจเต้นผิดปกติ ส่วนในมาเลเซียเชื่อว่าการรับประทานผักกะสังจะช่วยรักษาโรคตาและต้อ (glaucoma) ปัจจุบันมีสารสกัดจากผักกะสังจำหน่ายในต่างประเทศ http://innulike.blogspot.com/2014/03/blog-post.html (http://innulike.blogspot.com/2014/03/blog-post.html) (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xta1/v/t1.0-9/11403360_845151375533876_696176457128089370_n.jpg?oh=6c0d6d9fd7f087071faf64f23a5be850&oe=5625A3BA) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 05, 2015, 09:14:06 AM สารอาหารในผงกะหรี่ช่วยต่อสู้เซลล์มะเร็ง
“ผงกระหรี่” มีส่วนประกอบหลักมาจากผงขมิ้น ซึ่งใน ขมิ้นนั้นจะมีสารประกอบที่เรียกว่า Curcumin ประกอบอยู่ด้วย จากผลการวิจัยล่าสุดพบว่า Curcumin สามารยับยั้งกระบวนการ ส่งสัญญาณของ เซลล์ที่ก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งในคอและศีรษะได้ จากการศึกษาน้ำลายของมนุษย์ โดยนักวิจัยจาก UCLA’s Jonsson Comprehensive Cancer Center มลรัฐ California ประเทศสหรัฐอเมริกา กระบวนการยับยั้งการส่งสัญญาณดังกล่าว มีความ เกี่ยวข้องกับการลดปริมาณของ Pro-inflammatory cytokines หรือโมเลกุลส่งสัญญาณในน้ำลายที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งจากผลการวิจัย ดังกล่าว พบว่า Curcumin สามารถ ทำงานได้ดีในช่องปากผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ศีรษะและคอ อีกทั้ง ยังสามารถลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย นอกจาก Curcumin จะสามารถยับยั้งการส่งสัญญาณ ของเซลล์มะเร็งได้แล้ว ยังสามารถลดปริมาณ ของ Pro-inflam- matory cytokines ในน้ำลายได้อีกด้วย ขมิ้นชันนิยมนำมาใช้เป็นเครื่องเทศในการประกอบ อาหารสำหรับกลุ่มประเทศแถบเอเชียใต้และกลุ่ม ประเทศแถบ ตะวันออกกลาง และยังเป็นสมุนไพรพื้นบ้านเนื่องจากมีสรรพคุณ ทางยาในการลดอาการ อักเสบอีกด้วย อีกทั้งจากผลการวิจัยในอดีต ที่ผ่านมาพบว่า ขมิ้นชันมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของ เซลล์มะเร็ง ซึ่งผู้หญิงชาวอินเดียจะนำขมิ้นชันมาใช้ทาผิวเพื่อชะลอความชรา บรรเทาอาการปวด ประจำเดือน และใช้เป็นยาพอกเพื่อช่วยในการ สมานตัวของแผลอีกด้วย ในปี 2005 นักวิจัยพบว่า Curcumin มีฤทธิ์ยับยั้งการ เจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในคอและศีรษะ จากการทดลองในจาน เพาะเซลล์และหนูทดลอง ซึ่งการทดลองในสัตว์ นักวิจัยได้นำ Curcumin ที่อยู่ในรูปลักษณะคล้ายแป้งเปียกป้ายที่เซลล์มะเร็ง โดยตรง ต่อมา ในปี 2010 นักวิจัยได้เก็บและ บันทึกผลการทดลอง ในจานเพาะเซลล์และหนูทดลองเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจากผลการ ทดลองพบว่า Curcumin สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ มะเร็งในคอและศีรษะ โดย Curcumin จะไปจับ และป้องกัน เอนไซม์ชื่อ IKK (เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ยับยั้งกระบวนการ Kappa βkinase) จาก transcription factor ที่เรียกว่า nuclear factor kappa β ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ต่อจากนั้น นักวิจัยได้ทดลองในผู้ป่วยโรคมะเร็งในคอและศีรษะ ทั้งหมด 21 โดยได้เก็บตัวอย่างน้ำลาย ทั้งก่อนและหลังจากที่ผู้ป่วย เคี้ยวเม็ด Curcumin ปริมาณ 1,000 มิลลิกรัม จากผลการทดลอง พบว่า Pro-inflammatory cytokines ที่อยู่ในน้ำลายของผู้ป่วย และยังช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง นั้น มีปริมาณลดลงในผู้ป่วยที่ได้รับการเคี้ยว Curcumin อีกทั้งการส่ง สัญญาณของเซลล์ที่ทำให้เกิด การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งนั้น ถูกยับยั้งไปอีกด้วย ทั้งนี้ นักวิจัยเชื่อว่าจะสามารถพัฒนา Curcumin ในการทำงานร่วมกับวิธีการรักษาโรคมะเร็งในคอ และศีรษะปัจจุบัน เช่น การฉายรังสี การรักษาด้วยสารเคมี (Chemotherapy) และอาจสามารถประยุกต์ ใช้กับผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงสูงในการป่วยเป็น โรคมะเร็งในคอและศีรษะเช่น ผู้สูบบุหรี่ หรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ไวรัส HPV รวมถึงการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งในช่องปากอีกด้วย ถึงแม้ว่า Curcumin จะไม่ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกาย ของผู้ป่วย แต่ปัญหาที่สำคัญจากการใช้ Curcumin คือ ปากและฟันของผู้ใช้จะกลายเป็นสีเหลือง และเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการรักษาโรค จำเป็นต้องใช้ Curcumin ในรูปอาหารเสริม เนื่องจากปริมาณของ Curcumin ในขมิ้นชันที่ มากจากการประกอบอาหาร นั้นมีปริมาณไม่เพียงพอต่อการรักษา ซึ่งนักวิจัยจำเป็นต้องศึกษาและพัฒนาวิธีการนำ Curcumin มาใช้ อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก Curcumin นั้นเป็นสารที่หา ได้ง่ายจากการประกอบอาหารอีกทั้งยังอาจมี ผลกระทบ ต่อร่างกายหากรับประทานสารดังกล่าวด้วยวิธีอื่นๆ โดยไม่ใช้การเคี้ยว และอาจก่อให้เกิด โรคมะเร็งขึ้นได้ในภายหลัง ที่มา : www.science (http://www.science) daily.com http://www.ostc.thaiembdc.org/stnews_Oct11_8.html (http://www.ostc.thaiembdc.org/stnews_Oct11_8.html) (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xpf1/v/t1.0-9/11168482_845152468867100_5978787964773263663_n.jpg?oh=bc3e91f67f5636f2af44feb2f21edfec&oe=560EA6A9) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 05, 2015, 09:19:01 AM ผลไม้ไทย 30 ชนิด มีฤทธิ์ทำลายตัวก่อโรคมะเร็ง
(http://sv5.postjung.com/imgcache/data/892/892293-img.rbq7ix.0p.jpg) กระทรวงสาธารณสุข เผยว่า ขณะนี้คนไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับสารอนุมูล อิสระ เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการอักเสบ การทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้ สารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน ซึ่งสามารถกำจัดอนุมูลอิสระได้ โดยวิตามินซี ซึ่งละลายน้ำได้ ทำหน้าที่จับอนุมูลอิสระในเซลล์ที่เป็นของเหลว ป้องกันการถูกอนุมูลอิสระทำลาย ส่วนวิตามินอี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จะช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระได้ และวิตามินเอ เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันที่อยู่ในรูปของเบต้าแคโรทีน หรือแคโรทีนอยด์ ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก และมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพด้านอื่นๆ ได้แก่ ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับการเสื่อมของตา เนื่องจากสูงอายุ และต้อกระจก รวมทั้งลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิดและโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ อย่างดี ทั้งนี้กรมอนามัยได้ศึกษาแหล่งอาหารไทยที่มีสารต้านอนุมูลอิสระทั้ง 3 ชนิด พบว่า ผลไม้ที่พบสารเบต้าแคโรทีนมากที่สุด 10 อันดับแรก คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุกมี 873 ไมโครกรัม มะเขือเทศราชินีมี 639 ไมโครกรัม มะละกอสุก 532 ไมโครกรัม แคนตาลูป 217 ไมโครกรัม มะปรางหวาน 230 ไมโครกรัม มะยงชิด 207 ไมโครกรัม สับปะรดภูเก็ต 150 ไมโครกรัม แตงโม 122 ไมโครกรัม ส้มสายน้ำผึ้ง 101 ไมโครกรัม ลูกพลับ 93 ไมโครกรัม ผลไม้ที่มีวิตามินอีสูงสุด 10 อันดับแรก คือ ขนุนหนัง 2.38 มิลลิกรัม มะขามเทศ 2.29 มิลลิกรัม มะม่วงเขียวเสวยดิบ 1.52 มิลลิกรัม มะเขือเทศราชินี 1.34 มิลลิกรัม มะม่วงเขียวเสวยสุก 1.23 มิลลิกรัม มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 1.1 มิลลิกรัม มะม่วงยายกล่ำสุก 0.97 มิลลิกรัม กล้วยไข่ 0.47 มิลลิกรัม แก้วมังกรเนื้อสีชมพู 0.59 มิลลิกรัม สตรอเบอรี่ 0.54 มิลลิกรัม ส่วนผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด 10 อันดับแรก คือ ฝรั่งกลมสาลี่ 187 มิลลิกรัม ฝรั่งไร้เมล็ด 151 มิลลิกรัม มะขามป้อม 111 มิลลิกรัม มะขามเทศ 97 มิลลิกรัม เงาะโรงเรียน 76 มิลลิกรัม ลูกพลับ 73 มิลลิกรัม สตรอเบอรี่ 66 มิลลิกรัม มะละกอแขกดำสุก 55 มิลลิกรัม พุทธาแอปเปิล 47 มิลลิกรัม ส้มโอขาวแตงกวา 48 มิลลิกรัม http://guru.sanook.com/26965/ (http://guru.sanook.com/26965/) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 26, 2015, 08:08:04 PM เรื่องเด่นเทรนด์ฮิต (เข้าขั้นดราม่าของปีนี้) การใช้ชีวิตแบบ Slow life
+++++++++ Slow life คืออะไร เทรนด์ชีวิตสไตล์ใหม่ที่คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แท้จริงแล้วนิยามของ Slow life คุณกระจ่างกับมันแค่ไหน แอบเห็นกระแสการใช้ชีวิตแบบ Slow life ว่อนโซเซียลมีเดีย จนเริ่มอยากรู้แล้วล่ะว่า การใช้ชีวิตแบบ Slow life แท้จริงเป็นการใช้ชีวิตแบบจิบกาแฟแบรนด์ดังหรือแค่ใช้ชีวิตให้เรื่อยเปื่อยมากขึ้นกันแน่ ถ้าอย่างนั้นมาไขความกระจ่างกับเว็บไซต์ this slow life ไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า Slow life คือ การใช้ชีวิตแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างมีสาระ ชะลอตัวเองให้ไม่ไหลอย่างไร้ทิศทางไปตามกระแสสังคม ทำทุกอย่างด้วยสปีดที่ช้าลง เพื่อให้มีสติและซึมซาบความหมายของชีวิตได้มากขึ้น ทั้งหมดนี้มี Carl Honoré บุคคลที่ Huffington Post ขนานนามว่าเป็นตัวพ่อแห่งการใช้ชีวิตแบบช้า ๆ ได้ให้นิยามของชีวิต Slow life เอาไว้ ซึ่ง Carl Honoré ก็ยังออกตัวไว้ว่า การใช้ชีวิตแบบ Slow life ไม่ได้หมายความว่าเราใช้ชีวิตอย่างช้า ๆ แล้วจะกลายเป็นคนล้าหลังหรือดูว่าเป็นคนทึ่มไม่น่าจะทันกิน เพราะใครกันล่ะที่บอกว่า หากเราใช้ชีวิตแข่งกับเวลา ต้องแซงหน้าทุก ๆ คน แล้วชีวิตจะดีกว่า ทั้งที่จริงแล้วชีวิตที่เร่งรีบอย่างที่เคยทำมาตลอดส่งผลในด้านลบกับเราหลายอย่าง เช่น ระบบการทำงานของร่างกายถูกบังคับให้ทำงานหนักกว่าเดิม หรือยิ่งรีบยิ่งพลาดอะไรดี ๆ ในชีวิตไปไม่น้อย ดังนั้นหากเราใช้ชีวิตในทุก ๆ ย่างก้าวอย่างละเมียดละไมที่สุด ชีวิตก็น่าจะได้อะไรที่มากกว่า ทว่าการใช้ชีวิตแบบ Slow life ก็ไม่ได้บอกให้ช้ากับทุกสิ่ง แต่เป็นการสร้างสมดุลแห่งช่วงเวลาในชีวิตอย่างเหมาะสม อาจมีบ้างที่ชีวิตต้องการความเร่งด่วน แต่ถึงอย่างไรความเร่งด่วนคงไม่ได้จำเป็นกับชีวิตเสมอไปหรอกใช่ไหม ฉะนั้นสิ่งไหนควรรีบให้รีบ สิ่งไหนช้าได้ก็อย่าเร่งตัวเองเท่านั้นพอ และนอกจากนิยามชีวิตแบบ Slow life ของ Carl Honoré แล้ว Leo Babauta นักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันเชื้อสายกวม พ่วงด้วยตำแหน่งผู้ก่อตั้งเว็บบล็อก Zen Habits ยังได้บอกเล่ากฎการใช้ชีวิตแบบ Slow life ไว้ในหนังสือที่ขายดิบขายดีเรื่อง The Power Of Less ว่า หากอยากใช้ชีวิต Slow life แบบถึงแก่นจริง ๆ คุณต้องเดินรอยตาม 10 ข้อนี้ 1. ทำให้น้อย เชื่อไหมว่าหลายคนมโนไปเองว่าทุกสิ่งในชีวิตสำคัญเทียบเท่ากันหมด จนบางครั้งถึงกับจัดลำดับไม่ถูกว่าควรทำอะไรก่อนดี แต่แทนที่จะปล่อยตัวเองให้หัวหมุนไปกับภารกิจร้อยแปดพันอย่าง ลองตั้งสติแล้วลำดับความสำคัญดูว่า สิ่งไหนควรต้องทำและจำเป็นต้องรีบจัดการให้เสร็จไปก่อน ที่เหลือก็ค่อย ๆ เรียบเรียงความสำคัญทีหลัง แล้วแบ่งเวลาให้ตัวเองได้หยุดหายใจบ้าง 2. อยู่กับปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ชะลอจังหวะชีวิตของตัวเองให้ช้าลง แต่คุณควรต้องมีสติกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ให้มากที่สุด สิ่งที่เกิดไปแล้วปล่อยผ่าน สิ่งที่ยังไม่เกิดช่างมัน สนใจแค่นาทีที่กำลังเป็นไป สิ่งแวดล้อมที่กำลังนั่งหายใจอยู่ และคนที่มาร่วมหายใจอยู่ข้าง ๆ คุณเท่านั้นพอ 3. เบรกตัวเองจากโลกออนไลน์สักพัก เทคโนโลยีและโซเชียลในยุคนี้แทรกแซงเข้ามาในชีวิตเราแบบไม่ทันได้ตั้งตัว หลายคนเลยเผลอเปิดตัวเองให้พร้อมจะรับรู้ข่าวสารและติดต่อกับสังคมแทบจะตลอดเวลา เผลอทำชีวิตส่วนตัวหล่นหาย และแขวนความเป็นไปของเราไว้กับโลกออนไลน์ที่มีทั้งคนคุ้นเคยและแปลกหน้า ฉะนั้นลองชัตดาวน์ตัวเองมาอยู่ในมุมส่วนตัวสักพัก เปิดโอกาสให้ตัวเองมีเวลาเห็นและรับรู้สิ่งรอบตัวที่เคยมองข้ามไปบ้าง แค่นี้ก็ได้สัมผัสคำว่าชีวิตได้มากขึ้นอีกนิดแล้ว 4. สนใจคนรอบข้างอย่างจริงจัง ทุกวันนี้เราเข้าสังคม เรานัดพบเพื่อนเก่า ๆ และมีเวลาให้ครอบครัวเป็นประจำ แต่ส่วนมากมักจะเป็นแนวพบเจอ พูดคุยแปบ ๆ แต่ไม่ได้สื่อสารกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ เนื่องจากมีเทคโนโลยีและการสื่อสารผ่านโลกออนไลน์เข้ามาแย่งพื้นที่ จากที่ควรจะนั่งสบตาและพูดคุยกันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราก็กลับทำเพียงฟังในสิ่งที่เขาพูด และคอยหาจังหวะพูดในสิ่งที่อยากพูดกลับไป เว้นช่องว่างของความเข้าอกเข้าใจกลวงโบ๋อย่างที่ไม่มีใครรู้ตัว ฉะนั้นเปลี่ยนมาใช้ชีวิตกับคนรอบข้างแบบที่ได้สบตาคู่สนทนามากกว่าจ้องหน้าจอกันเถอะ 5. ซึมซับธรรมชาติให้มากขึ้น เพียงแค่เราใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น เราก็สามารถสัมผัสธรรมชาติได้แทบทุกวินาที โดยที่ไม่จำเป็นต้องเก็บเสื้อผ้าแล้วออกเดินทางไปหาธรรมชาติจากที่ไกล ๆ ให้เหนื่อยเลย ไม่เชื่อลองเงยหน้าจากหนังสือ มือถือ แท็บเล็ต แล้วหันออกไปมองนอกหน้าต่าง เปิดโอกาสให้ตัวเองเดินย่ำเท้าบนพื้นหญ้า ให้สายลมพัดพาผมให้ปลิว ให้ผิวได้รับวิตามินดีจากแสงแดด ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งแทนการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ สัมผัสทุกสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติมากขึ้นอีกนิด แล้วคุณจะรู้สึกโชคดีกับการมีชีวิตอยู่มากขึ้นทุกวัน 6. กินให้ช้าลง เคี้ยวอาหารให้ช้าลง ละเมียดละไมความอร่อยจากอาหารที่เราตักเข้าปาก ใครไม่เคยใช้ชีวิต Slow life แบบนี้คงไม่รู้หรอกว่า แค่ปรับวิถีการกินอาหารให้ช้าลงก็มีความสุขมากขึ้นเยอะแล้ว อย่างน้อยระบบย่อยอาหารของเราก็ไม่ต้องเร่งจนเหนื่อย ภายในร่างกายสมดุลขึ้น ชีวิตก็สมบูรณ์แบบได้ 7. ขับรถให้ช้าลง ชีวิตที่เร่งรีบอาจทำให้คุณต้องเหยียบไมล์รถจนเคยชิน จนบางครั้งก็ไม่ต่างจากการพาตัวเองไปสุ่มเสี่ยงกับอุบัติเหตุและ ความประมาทเลยสักนิด ดังนั้นถ้าไม่ต้องรีบคงดีกว่า ขับรถให้ช้าลง มีน้ำใจบนท้องถนน และอาจตื่นให้เช้าขึ้นอีกหน่อย จะได้มีเวลาแวะในจุดที่อยากแวะแต่ไม่เคยได้ทำ เปิดประสบการณ์ชีวิตให้ตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง 8. โลกสวยด้วยมุมมอง โลกจะสวยหรือเสื่อมอยู่ที่เราเลือกมองแบบไหน และบางครั้งการมีมุมมองแย่ ๆ กับสิ่งรอบตัวก็เป็นเพราะเรารีบเร่งจนลืมพิจารณาสิ่งนั้น ๆ ให้ดีต่างหาก ไม่ใช่เพราะสิ่งรอบตัวเราแย่เลย สักนิด ถ้าอย่างนั้นลองง่าย ๆ แค่ทำอะไรให้ช้าลงอย่างมีสติ แล้วคุณจะเห็นด้านดี ๆ จากสิ่งรอบตัววันละนิดละหน่อย เปลี่ยนโลกหม่น ๆ ให้กลายเป็นโลกที่สวยสดใส 9. ทำทีละอย่าง อย่าลืมว่าเรามีแค่ 1 สมอง กับ 2 มือเท่านั้น ดังนั้นอย่าบังคับตัวเองให้ทำอะไรพร้อมกันหลาย ๆ อย่าง เพราะนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายในชีวิตได้ จับของสิ่งเดียวด้วยสองมือยังไงก็ชัวร์กว่าแยกอีกมือไปจับของอื่น ๆ ในเวลาเดียวกันนะ 10. หายใจเข้าลึก ๆ เคยรู้สึกเหนื่อยจนต้องหอบเพราะความเร่งรีบกันมามากแล้ว เรามาใช้ชีวิตให้ช้าลงเพื่อให้ตัว เองสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ กันบ้างดีกว่า เชื่อสิว่าเพียงแค่อยู่นิ่ง ๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ยาว ๆ สติที่บินหายไปก็จะเริ่มกลับมา ความเครียด ความโกรธ และความเหน็ดเหนื่อยก็จะหายไป เห็นได้ชัดว่า การใช้ชีวิตในทุกวันนี้ไม่ได้หมุนวนไปพร้อมกับปัจจัยทั้ง 4 เพียงอย่างเดียว ทว่าเราทุกคนต่างหยิบเอากระแสใหม่ ๆ ในสังคมติดไม้ติดมือไปคนละอย่างสองอย่าง แต่ไม่ว่าจะมีเทรนด์อะไรเข้ามา ขอแค่ให้เรามีสติกับการใช้ชีวิตตลอดเวลา เพียงเท่านี้ก็มีชีวิตที่สมดุลได้แล้วนะคะ Cr. http://health.kapook.com/view121714.html (http://health.kapook.com/view121714.html) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 28, 2015, 09:33:03 PM (https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/v/t1.0-9/1374795_562255617156788_1212443027_n.jpg?oh=dee69447cb60b26f79a44c71b642d948&oe=565C99C2&__gda__=1448166077_2f25c222c594f348c0cb711ab776dbb9)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 28, 2015, 09:33:28 PM (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xpt1/v/t1.0-9/1376322_562256557156694_1507369047_n.jpg?oh=d16c61540782129f07ba758f39af381b&oe=565C611F)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 28, 2015, 09:34:06 PM (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xat1/v/t1.0-9/1385991_562256537156696_605984687_n.jpg?oh=ea674005eedca1971e6fba8ce32c2e19&oe=563E7D54)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 28, 2015, 09:34:31 PM (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xap1/v/t1.0-9/1375293_562256727156677_2118411225_n.jpg?oh=ba66ce07a448cfaa850596dcf9623f8c&oe=5658D0F1)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 28, 2015, 09:36:25 PM (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xfa1/v/t1.0-9/1374800_562256737156676_1872597006_n.jpg?oh=6d193523959ef638c2efd371e7d75c3c&oe=565A4DD5)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 28, 2015, 09:36:59 PM ความรู้เรื่องอาหารและสุขภาพ ประยูร จรรยาวงษ์ คอลัมนิสต์ชื่อดัง แนะเคล็ดลับการกินอาหารและการดูแลสุขภาพของคุณ
(https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpa1/v/t1.0-9/1378597_562256760490007_115586220_n.jpg?oh=dff398faa7580def345f54cb3df46aec&oe=5647B520&__gda__=1448425555_5aa28c0e3b883bded770010a541962a7) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 28, 2015, 09:38:06 PM (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-frc3/v/t1.0-9/1385458_562256820490001_1377290110_n.jpg?oh=e836add90ef329c111dbced53b52ef62&oe=565AAD36)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 28, 2015, 09:38:37 PM (https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xap1/v/t1.0-9/1382920_562256833823333_1521060325_n.jpg?oh=9eee44481716f2f52f7a88f26e01c138&oe=56510A86&__gda__=1447526319_9e46813c923a4ea864e9dcad1beb1992)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กรกฎาคม 28, 2015, 09:42:15 PM (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xfp1/v/t1.0-9/996013_562256850489998_913262149_n.jpg?oh=ccd23b10556f7042939975a6b2f4e776&oe=56496B9F)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 05, 2015, 09:49:31 PM ผักอะไรที่มียูริกสูง ทานแต่พอเหมาะ เลี่ยงได้หลายโรค
โรคเกาต์ นิ่วในไต ภาวะเลือดเป็นกรด รวมทั้งความเสี่ยงโรคต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากกรดยูริกในอาหาร แต่ถ้าใครคิดจะเลี่ยงเนื้อสัตว์มากินผักก็ต้องระวัง เพราะก็มีธัญพืช ผลไม้ และผักที่กรดยูริกสูงอยู่เหมือนกัน กรดยูริก ชื่อนี้หลายคนคงรู้จักกันดี เพราะเจ้ากรดชนิดนี้เป็นสาเหตุสำคัญของโรคเกาต์ ที่สร้างความเจ็บปวดทรมานให้ผู้ที่เป็น โดยหลาย ๆ คนมักจะคิดว่าการมีกรดยูริกในร่างกายสูงนั้นเกิดมาจากการรับประทานโปรตีนประเภทเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว อยากให้รู้ว่าผิดถนัดเลยล่ะค่ะ เพราะแท้จริงแล้วพืชผัก หรือธัญพืชบางชนิดก็มีตัวกระตุ้นการสร้างกรดยูริกอย่างสารพิวรีนในร่างกาย ที่หากรับประทานเข้าไปมาก ๆ ก็ทำให้มีกรดยูริกในร่างกายสูงได้เช่นกัน วันนี้กระปุกดอทคอมขอนำเสนอเรื่องอันตรายของกรดยูริก และผักที่มีกรดยูริกสูง อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวเพราะอันตรายจากกรดยูริกนั้นจู่โจมคุณได้ทุกเมื่อ อันตรายจากกรดยูริก อันตรายกว่าที่คิด กรดยูริกเป็นผลพวงที่เกิดมาจากการย่อยสลายของสารพิวรีน (Purines) ในร่างกาย โดยสารพิวรีนนั้นก็มีต้นกำเนิดมาจากการย่อยโปรตีนในร่างกาย ซึ่งโดยปกติแล้วในร่างกายของเราควรจะต้องมีกรดยูริกไม่เกิน 2.3-7.1 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร แต่ถ้าหากเกิดความผิดปกติขึ้นกับระบบการย่อยโปรตีน ก็จะทำให้ร่างกายสร้างกรดยูริกออกมามากกว่าปกติและทำให้เกิดอันตรายกับอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งก่อให้เกิดโรคร้ายแรงตามมาอีกด้วย โดยอาการที่สามารถเห็นได้ชัดเมื่อกรดยูริกในร่างกายสูงขึ้นผิดปกติก็คือ หูอื้อ มีเสียงดังในหู และเวียนหัวเหมือนบ้านหมุนได้ เนื่องจากเส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับหูและการทรงตัวได้ไม่เต็มที่นั่นเอง ทั้งนี้หากมีกรดยูริกสะสมในร่างกายมากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ดังนี้ โรคเกาต์ (Gout) โรคเกาต์นั่นมีสาเหตุโดยตรงมาจากภาวะกรดยูริกในร่างกายสูง ซึ่งภาวะกรดยูริกสูงนั้นเกิดได้จาก 2 สาเหตุก็คือ รับประทานโปรตีนมากเกินไปจนทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้หมด จนทำให้ระบบย่อยโปรตีนมีปัญหาและสร้างกรดยูริกออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งก็มาจากความผิดปกติของยีนในร่างกายซึ่งเกี่ยวข้องกับการย่อยโปรตีน โดยศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ เปิดเผยว่า เมื่อกรดยูริกในร่างกายสูงขึ้น ร่างกายก็ไม่สามารถกำจัดออกจากร่างกายได้หมด กรดเหล่านี้ก็จะตกผลึกในกระเพาะปัสสาวะ หรือไปเกาะอยู่ตามข้อต่อต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณเท้าและมือ ไปกดให้เนื้อเยื่อเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดอาการปวด จากนั้นก็จะเกิดอาการข้ออักเสบและบวม ซึ่งเราเรียกอาการนี้ว่า โรคเกาต์นั่นเอง ภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic Acidosis) ภาวะเลือดเป็นกรดถือเป็นอาการที่อันตรายร้ายแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูง เนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถกำจัดกรดยูริกออกจากร่างกายได้หมดและเหลือตกค้างเป็นจำนวนมาก อาการที่สามารถเห็นได้ชัดก็คือ จะหายใจถี่ขึ้น มีอาการมึนงงสับสน ซึม ช็อก และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่อาการเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเฉียบพลัน หากจะเกิดจากการสะสมของกรดยูริกเป็นเวลานานค่ะ นิ่วในไต (Kidney Stone) เมื่อกรดยูริกสะสมอยู่ในไตมากเกินไปก็อาจจะเกิดการตกผลึกและเกาะตัวกันเป็นก้อนนิ่วอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ และสามารถสร้างความเจ็บปวดให้ได้ไม่น้อย และวิธีการรักษาเดียวก็คือการผ่าตัดนำก้อนนิ่วนั้นออก นอกจากนี้เมื่อผ่าตัดแล้วก็จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร เนื่องจากนิ่วนั้นสามารถเกิดซ้ำได้ หากไม่ระมัดระวัง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในครอบครัวที่มีประวัติเป็นนิ่วในไตมาก่อน ธัญพืช ผลไม้ หรือผักอะไรที่มียูริกสูง ควรทานแต่พอเหมาะ จริง ๆ แล้วการหลีกเลี่ยงภาวะกรดยูริกสูงที่ดีที่สุดก็คือการหลีกเลี่ยงการรับประทานโปรตีน แต่หารู้ไม่ว่าแม้จะเลี่ยงการรับประทานโปรตีนแล้ว การหันมารับประทานบรรดาพืชและผักชนิดต่าง ๆ ก็ยังต้องเลือกให้ดี เพราะบรรดาพืชที่เราคิดว่ามีประโยชน์นั้นบางชนิดก็มีกรดยูริกสูงแบบอันตรายสุด ๆ เอาไว้ด้วยล่ะ อย่างเช่นที่เอกสารทางวิชาการอย่าง Food Composition and Nutrition Tables ได้เปิดเผยปริมาณของกรดยูริกในผัก ผลไม้ และธัญพืชไว้ดังนี้ (ตามรูปที่ 3) เรียกว่าปริมาณของกรดยูริกนั้นไม่น้อยเลยเชียวล่ะค่ะ สำหรับคนป่วยยังไงก็ควรลดปริมาณกันดีกว่า เพราะถ้าหากรับประทานบ่อย ๆ และมาก ๆ เข้า ก็อาจจะไปสะสมทำให้เกิดภาวะกรดยูริกในร่างกายสูงได้ค่ะ ทางที่ดีคือ เลือกทานผักให้หลากหลายชนิด สลับสับเปลี่ยนกันไป จะได้ไม่มีสารอะไรตกค้างในร่างกายในปริมาณที่มากจนเกินไป กรดยูริกแม้จะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีกับร่างกาย แต่ถ้าหากควบคุมให้อยู่ในระดับที่ปกติได้ ร่างกายของเราก็จะไม่มีความผิดปกติใด ๆ ดังนั้นอย่ารอให้เกิดอาการก่อนแล้วค่อยมาปรับตัว เพราะถ้าถึงตอนนั้นแล้วเราก็คงต้องใช้เวลากันอีกนานกว่าร่างกายจะมาสมบูรณ์แข็งแรงกันอีกครั้ง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาเลย เพราะแค่สุขภาพที่เสียไปก็ไม่คุ้มกันแล้วนะ http://health.kapook (http://health.kapook)...view125452.html (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xap1/v/t1.0-9/11059422_859597600755920_4888455391218680298_n.jpg?oh=b49d71d3867fb997240c6d11118b3302&oe=564F0317) cr ความรู้เรื่องอาหารและสุขภาพ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 07, 2015, 05:13:56 PM (https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xta1/v/t1.0-9/11800103_1009421975754932_2108303123560103613_n.jpg?oh=1601c0b82b5f45c16d676a1f2be1539b&oe=5648604B&__gda__=1447215030_be1c9db42c0507b2d5b9f245872938aa)
(https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xpf1/v/t1.0-9/11846696_1009422015754928_7545288929540944158_n.jpg?oh=c4ed5d61521df7242ae35516f0a5add5&oe=564AB5B7) (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xtf1/v/t1.0-9/11846735_1009422122421584_7509254115466454328_n.jpg?oh=dc06f89b33f69f56027b1ea7a05c1168&oe=563E5F49) (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xtp1/v/t1.0-9/11143676_1009422052421591_8426354387415216943_n.jpg?oh=54bdf866ccf213118d492515222f4b65&oe=5638C0E1) (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xap1/v/t1.0-9/11822839_1009422092421587_3886535202319311897_n.jpg?oh=877dfba701de1ed77ef061a00c8494b3&oe=56483F91) SVN Thailand added 9 new photos to the album: ทีมงานแพทย์วิถีธรรม: ผู้รับรางวัล SVN Award ประจำปี 2557 — at สยามสมาคมในราชูปถัมภ์. “หมอที่ดีที่สุดในโลก คือ ตัวเราเอง และเครื่องมือที่แท้จริงในการบำบัดรักษาโรค คือร่างกายของเราเอง ถ้าสุขภาพพึ่งตนเองไม่ได้ หมอและคนไข้สุดท้ายก็พากันป่วยตาย” ดำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่กลุ่มแพทย์วิถีธรรมโรงพยาบาลโพธาราม ได้ใช้เป็นหลักคิด และนำองค์ความรู้ของคุณหมอเขียว-นายใจเพชร กล้าจน มาปรับใช้เพื่อสื่อสารกับประชาชนและคนไข้ ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการรักษาสุขภาพที่ต้องใช้ความอุตสาหะพากเพียรที่มากกว่าการทำงานตามหน้าที่ เป็นการดำเนินด้วยอุดมคติของแพทย์ผู้ต้องการให้คนไข้กลับมามีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ด้วยองค์ความรู้ ตามหลักแพทย์วิถีธรรมและแนวเศรษฐกิจพอเพียง ผลจากการปฏบัติอย่างจริงจังของทีมงานแพทย์วิถีธรรม โรงพยาบาลโพธาราม ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อวงการสุขภาพในพื้นที่ ที่เกิดจากการดูแลและรักษาคนไข้ที่มิได้รักษาแต่เพียงร่างกาย หากยังมุ่งรักษาด้วยใช้หลักธรรมนำจิตใจ ทำให้วิถีชีวิตที่เคยสร้างปัญหาต่อสุขภาพ พลิกผันไปสู่วิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสุขภาพ ซึ่งเกิดจาก การลงมือปฏิบัติงานอย่างมุ่งมั่นของกลุ่มแพทย์วิถีธรรม โดยแพทย์และพยาบาล โรงพยาบาลโพธารามได้ก่อให้เกิดทางเลือกและทางปฏิบัติใหม่ในการรักษาสุขภาพ ที่พึ่งพาตนเอง จึงเห็นสมควรประกาศรางวัล SVN AWARD ภาคสังคมดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2557 ยกย่องเป็น “กลุ่มคนภาคสังคมดีเด่นที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ด้วยหัวใจแห่งวิถีธรรม” หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 20, 2015, 06:15:13 PM Cr ข่าวด็ด ข่าวดัง
“เม็ดบัว” เม็ดบ้วไทย ใครจะรู้ ประโยชน์มหาสาร ขนาดนี้!!! หลายท่านจะยังไม่เคยทาน ”เม็ดบัว” และอาจคาดไม่ถึง ว่าเจ้าเม็ดบัวน้อยๆ นี้จะมีสรรพคุณทางยาสามารถช่วยบำรุงโลหิต แต่เชื่อเถอะ เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลายท่านที่มักมี อาการวิงเวียนหน้ามืด หรือมีอาการแน่นหน้าอก เพราะปัญหาเลือดน้อย ขอแนะนำสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ทานง่าย ราคาไม่แพง ที่สำคัญมีอยู่ในบ้านเรา อย่างเช่นเม็ดบัว มีสรรพคุณทางการบำรุงเลือดที่ดี (http://kr.[url=http://www.mailotusseeds.com/UploadImage/afb7dffd-19a0-46eb-9ae8-06d06ee3859e.jpg]www.mailotusseeds.com/UploadImage/afb7dffd-19a0-46eb-9ae8-06d06ee3859e.jpg[/url]) สรรพคุณ ของเม็ดบัวนั้น อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบอยู่ถึงประมาณ 23 เปอร์เซนต์ และมีเกลือแร่ ฟอสฟอรัส นอกจากนี้ตัวเม็ดบัวยังมีสรรพคุณ บำรุงสมอง บำรุงประสาท บำรุงไต ช่วยรักษาอาการท้องร่วง และบิดเรื้อรัง และสรรพคุณพื้นบ้านที่ใช้กันเป็นยาบำรุงเลือด หรือเพิ่มเลือด “การทานเม็ดบัว เพื่อการบำรุงเลือด มีข้อแม้ว่าต้องเป็นการทานเม็ดบัวสดเท่านั้น”เม็ดบัวที่ผ่านการแปรรูปมาแล้ว หรือการนำมาต้มให้สุกจะใช้ไม่ได้ เม็ดบัวเชื่อมที่ใส่ไอศกรีมก็ใช้ไม่ได้ โดยหาซื้อฝักบัวสดที่มีขายเป็นกำๆ ตามตลาด ซึ่งหนึ่งฝักจะมีเม็ดบัวอยู่ในฝัก 7-10 เม็ด แล้วแต่ความอ้วนของฝัก ดังนั้นเวลาทานต้องแกะออกจากฝัก แล้วนำมาแกะเปลือกออกจากเม็ด เพื่อจะทานเม็ดบัวสีขาวอมเหลืองที่อยู่ในเปลือก เมื่อได้เม็ดบัวที่แกะเปลือกออกแล้ว ให้ทานเข้าไปทั้งเม็ด โดยไม่เอาต้นอ่อนภายในเม็ด หรือที่เราเห็นเป็นเส้นเขียวๆ อยู่กลางเม็ดออก พูดง่ายๆ คือทานเข้าไปหมด รสชาติก็จะมีขมฝาดเล็กน้อย ใหม่ๆ อาจจะไม่คุ้นลิ้น แต่เมื่อทานไปสักระยะก็จะเฉยๆ ที่สำคัญต้นอ่อนในเม็ดบัว หรือดีบัวที่หลายคนชอบหยิบออกนั้น คือต้นอ่อนสีเขียวขมๆ สรรพคุณทางยาของจีน กล่าวว่าหากทานเข้าไปแล้วก็จะช่วยบำรุงถุงน้ำดี ช่วยเพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ และบำรุงหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย ข้อสำคัญ พยายามเลือกฝักที่แก่ จะได้เม็ดบัวที่โตเต็มที่ ทานวันละไม่น้อยกว่า 20 เม็ด จะทานมากกว่าก็ไม่ห้าม เพราะเม็ดบัวปกติเป็นของทานเล่นพื้นบ้านเราอยู่แล้ว ทีนี้คุณก็ได้อาหารบำรุงเลือด บำรุงหัวใจ แบบธรรมชาติราคาแสนจะคุ้มกับประโยชน์เลยทีเดียว (http://healthmeplease.com/wp-content/uploads/2013/05/bau.jpg) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กันยายน 29, 2015, 10:02:31 AM ใครชอบกินปลาหมึกกรอบปรุงรสต้องอ่าน !
ขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบแสนอร่อยนี้ มีอันตรายอย่างที่เราคาดไม่ถึงเชียวล่ะ เพราะมักจะมีการปลอมปน "สารหนู" โลหะหนักชนิดที่พบได้ในธรรมชาติและในแวดวงอุตสาหกรรม อาทิ ผลิตสี ทำวัตถุระเบิด ทำแก้ว เซรามิก และเป็นส่วนประกอบทางการเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหนู ส่วนในอาหาร มักพบสารหนูปนเปื้อนในสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก พืชผัก ข้าว และน้ำดื่ม โดยสารหนูมี 2 ชนิด คือ สารหนูอินทรีย์และสารหนูอนินทรีย์ ชนิดที่เป็นอันตราย คือ สารหนูอนินทรีย์ หากเข้าสู่ร่างกายจากการอาหารปนเปื้อนในปริมาณไม่มาก แต่บ่อยครั้งและเป็นระยะเวลานานๆ สารหนูจะไปสะสมที่ตับ ทำลายระบบการทำงานของตับ บางส่วนจะอยู่ที่ผม เล็บ และผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเป็นรอยจ้ำ เกิดอาการชาตามปลายมือ ปลายเท้า รู้สึกแสบร้อน มีอาการแขน ขาอ่อนเพลีย และอาจเป็นมะเร็งผิวหนังได้ในท้ายที่สุด นอกจากนี้ ยังอาจทำลายระบบประสาทสัมผัส และระบบการหมุนเวียนของโลหิตในร่างกายด้วย ทั้งนี้ ทางสถาบันอาหารได้สุ่มเก็บตัวอย่างปลาหมึกอบกรอบแผ่นปรุงรสจำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของสารหนูทั้งหมด ผลปรากฏว่ามีปลาหมึกอบกรอบแผ่นปรุงรส จำนวน 4 ตัวอย่าง ที่พบสารหนูปนเปื้อน และมี 3 ตัวอย่างที่พบปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยไม่ควรบริโภคครั้งละมากๆ บ่อยครั้ง และติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เพราะปกติสารหนูที่เข้าสู่ร่างกายจะถูกขับออกทางปัสสาวะได้ภายใน 2 วัน แต่หากหลีกเลี่ยงได้ จะเป็นการดีที่สุดค่ะ credit : fic.nfi.or.th http://www.healthandcuisine.com/detail.aspx (http://www.healthandcuisine.com/detail.aspx)… (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xpt1/v/t1.0-9/12019837_882861225096224_4006586587355885849_n.jpg?oh=44f78b38fc967711a7c70192457c05d1&oe=56650214) (https://fbcdn-photos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpf1/v/t1.0-0/s600x600/11953147_882860281762985_200379301344876803_n.jpg?oh=c67b9fffffddc158c01be4e1cfb55283&oe=569E308F&__gda__=1449115144_391a11d741c7dbfc18489793d48f09ad) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 23, 2016, 09:50:47 AM Why Do Beans Cause Gas?
Beans (legumes) cause gas because they contain a particular sugar, called oligosaccharide, that the human body can not break down. Oligosaccharides are large molecules and are not broken down and absorbed in the same way that other sugars are: by the normal digestive process that takes place in the small intestine. This is because the human body actually does not produce the enzyme that breaks down oligosaccharides. Oligosaccharides make it all the way through the digestive tract to the large intestine still intact and as yet undigested. It is the bacteria that live in the large intestine that finally break down the oligosaccharides. This process is the one that produces the gas that must eventually come out of the rectum as flatulence. By the same principal, other foods that come into the large intestine without being properly absorbed in the small intestine will cause gas. For example, stress can cause food to move through the digestive tract too quickly to be properly digested, with the end result being more gas produced in the large intestine. หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 06, 2016, 10:10:40 AM 10 ซูเปอร์ฟู้ดบำรุงสายตา คนติดหน้าจอ ติดโซเชียล กินให้ไว
อาหารบำรุงสายตา สำหรับคนที่ชอบเล่นโทรศัพท์ หรือต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา อยากให้ดวงตาคู่สวยอยู่ด้วยกันไปนาน ๆ อาหารเหล่านี้ช่วยได้เยอะ ปัจจุบันนี้ที่โลกขับเคลื่อนไปด้วยเทคโนโลยี ทำให้เราต้องทำงานกับเทคโนโลยีมากขึ้น และหนึ่งในนั้นก็คือการต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในแต่ละวันคนเราใช้เวลาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนกันไม่ต่ำกว่า 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่นานพอจะทำให้สุขภาพดวงตาของเราแย่ลงได้ แต่จะให้เลี่ยงการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ก็คงจะเป็นไปได้ยาก ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำก็คือการบำรุงสุขภาพดวงตาด้วยวิธีต่าง ๆ อาทิ การพักสายตา ทุก ๆ ชั่วโมง หรือแม้แต่การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อบำรุงสายตา แต่นอกจากอาหารบำรุงสายตาที่เรารู้จักกันดีอย่างผักบุ้งแล้ว ยังมีอาหารชนิดใดบ้างที่บำรุงสุขภาพดวงตาได้ดีสุด ๆ วันนี้เราจะพาไปรู้จักอาหารเหล่านั้นกันค่ะ ใครที่มีนิสัยติดหน้าจอ ติดโซเชียล ถ้าไม่อยากสายตาเสียก่อนวัยอันควรก็รีบหาอาหารเหล่านี้มารับประทานกันอย่างด่วนเลยนะ 1. พริกหยวก พริกหยวกหลากสีสันที่เราเคยเห็นกัน ไม่ว่าจะสีเขียว สีแดง หรือสีเหลือง ขอบอกว่าอุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินซีเลยล่ะค่ะ ซึ่งวิตามินเอจะช่วยบำรุงสายตา อีกทั้งวิตามินซีก็ยังช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจกได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ในพริกหยวกยังมีวิตามินบี 6 ลูทีน ซีแซนทีน เบต้าแคโรทีน และไลโคปีน ซึ่งล้วนแต่มีคุณประโยชน์อนันต์กับสุขภาพดวงตา ใครชอบจ้องหน้าจอนาน ๆ ละก็ ลองหาพริกหยวกมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน จะย่าง ทอด อบ นึ่ง หรือจะรับประทานแบบสด ๆ กับสลัดก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้นเลย 2. แครอท แครอท ถือเป็นอาหารบำรุงสายตาที่เด็ดดวงอีกชนิดหนึ่ง เพราะเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และลูทีน ที่อยู่ในแครอทมีฤทธิ์ในการดูแลสุขภาพดวงตาโดยตรง ช่วยบำรุงให้กระจกตาใสแจ๋ว ป้องกันเซลล์ต่าง ๆ ในดวงตา อีกทั้งยังป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืนได้ ไม่เพียงเท่านั้นลูทีนที่อยู่ในแครอทยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของจอประสาทตา และป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมอีกด้วย ขณะที่สารอาหารชนิดอื่น ๆ ที่อยู่ในแครอทก็ช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงด้วยเช่นกัน 3. ผักใบเขียว นอกจากบำรุงสุขภาพโดยรวมของร่างกายแล้ว ผักใบเขียวยังมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตามากมายจนคุณปฏิเสธไม่ลงเลยเชียวล่ะ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ ลูทีน สารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะผักโขม ผักปวยเล้ง หรือบรอกโคลี 4. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รีนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพขนาดไหน โดยเฉพาะบลูเบอร์รี และโกจิเบอร์รี ที่มีชื่อเสียงในด้านการบำรุงสายตา ป้องกันสายตาเสื่อมสภาพ อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระก็ยังป้องกันเซลล์ต่าง ๆ ในดวงตาไม่ให้ถูกทำลาย แถมผลไม้ชนิดนี้รสชาติก็ยังอร่อยด้วยล่ะ 5. ไข่ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แต่แค่กินไข่เป็นประจำก็ช่วยให้มีสุขภาพดวงตาที่ดีได้ เพราะไข่อุดมไปด้วยลูทีนและซีแซนทีนอันมีคุณสมบัติลดความเสี่ยงโรคตาที่เกิดตามวัย และถ้าอยากให้ได้ประโยชน์ที่มากขึ้น เวลาซื้อไข่มารับประทานก็ควรจะมองหาไข่ที่มีโอเมก้า 3 ด้วยนะคะ เพราะไข่เหล่านี้จะเป็นไข่มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าไข่ทั่วไปค่ะ 6. มันเทศ วิตามินเอในมันเทศ เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่สำคัญกับสุขภาพตา ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม โรคต้อหิน และป้องกันอาการตาแห้งได้ อีกทั้งยังป้องกันการติดเชื้อที่ดวงตาจนทำให้ตาอักเสบ ไม่เพียงเท่านั้น ใครที่อยากจะลดน้ำหนัก รับประทานมันเทศก็ช่วยได้เหมือนกัน เพราะปริมาณไฟเบอร์ในมันเทศก็มีไม่น้อย เรียกได้ว่ากินแล้วทั้งตาสวย และหุ่นสวยได้ด้วยในตัว 7. ปลาแซลมอน นอกจากจะช่วยบำรุงหัวใจแล้ว ปลาแซลมอนยังถือเป็นซูเปอร์ฟู้ดบำรุงสายตา โดยเฉพาะใครที่ชอบจ้องหน้าจอนาน ๆ จนตาแห้ง ขอแนะนำให้หยิบมาลอง เพราะปลาแซลมอนอุดมไปด้วย DHA ซึ่งเป็นกรดที่มีอยู่ในจอประสาทตา อีกทั้งยังช่วยป้องกันอาการตาแห้งได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นไขมันโอเมก้า 3 ก็ยังช่วยบำรุงสายตาได้ 8. อะโวคาโด อะโวคาโดเป็นผลไม้อีกชนิดที่อุดมไปด้วยลูทีน เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 6 และวิตามินซี ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญต่อสุขภาพดวงตา ช่วยป้องกันอาการตาฝ้าฟาง อีกทั้งยังช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของดวงตาตามวัยได้ 9. ถั่วอัลมอนด์ อัลมอนด์ล้วนแต่เป็นแหล่งที่อุดมด้วยไขมันโอเมก้า 3 ที่มีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตา นอกจากนี้ก็ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ สังกะสีและวิตามินอี อันมีสรรพคุณในการช่วยชะลอภาวะจอประสาทตาเสื่อม ว่ากันว่าถั่วอัลมอนด์เพียง 1 กำมือก็ได้วิตามินอี ถึง 50% ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวันเลยทีเดียว 10. ชา ไม่ว่าจะเป็นชาเขียว ชาดำ หรือชาอู่หลง ก็ล้วนแต่มีประโยชน์โดดเด่นในเรื่องของการบำรุงสายตา เพราะชาอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้เซลล์ต่าง ๆ ถูกทำลาย รวมทั้งเซลล์ต่าง ๆ ในดวงตา อีกทั้งยังป้องกันการก่อตัวของต้อกระจกและภาวะจอประสาทตาเสื่อมได้อีกด้วย อาหารสามารถช่วยบำรุงสายตาเราได้ก็จริง แต่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีการดูแลสุขภาพดวงตาอื่น ๆ ที่ควรทำควบคู่กันไปด้วย อย่างเช่น การพักสายตาบ่อย ๆ การนั่งให้ห่างจากจอคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ในระยะที่เหมาะสมซึ่งก็คือ ประมาณ 1 ฟุต หรือแม้แต่การหลีกเลี่ยงการเล่นโทรศัพท์ในที่ที่แสงสว่างไม่เพียงพอ ถ้าสามารถทำได้ตามนี้ รับรองได้ค่ะว่าดวงตาคู่สวยจะอยู่กับคุณไปนาน ๆ อย่างแน่นอน ขอขอบคุณข้อมูลจาก top10homeremedies.com health.com visianinfo.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 06, 2016, 10:18:16 AM รู้จักกันยัง "กระสอบกราเวียร์" บรรจุภัณฑ์จากผู้ผลิตชั้นนำ "นิธิกร"
(http://kp.thaibuffer.com/o/img_cms2/user/surattana/2016/feb/25/pic003.jpg) (http://kp.thaibuffer.com/o/img_cms2/user/surattana/2016/feb/25/pic001.jpg) "นิธิกร" ผู้นำตลาดคิดค้นริเริ่ม "กระสอบกราเวียร์" บรรจุภัณฑ์ที่กำลังเป็นที่ต้องการในปัจจุบัน มาตรฐานระดับสากล พร้อมพาชมคลิปขั้นตอนการผลิตที่ต้องบอกว่างานดีสุด ๆ เชื่อเลยว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ประเภทกระสอบกันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาล, ข้าว, ปุ๋ย รวมไปถึงสินค้าการเกษตรอื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่มักบรรจุลงในกระสอบ ซึ่งในปัจจุบันกระสอบที่บรรจุสินค้าที่เห็นกันนั้นมักจะมีสีสันและลวดลายคมชัดสวยงามและทนทานกว่ากระสอบที่ใช้กันในสมัยก่อนมาก นั่นคือการนำนวัตกรรมกระสอบที่ชื่อว่า BOPP COATING หรือ กระสอบกราเวียร์ มาใช้นั่นเอง วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอนำเรื่องราวและข้อดีของกระสอบกราเวียร์มาให้ทุกคนรู้จักกันแบบคร่าว ๆ สำหรับบริษัทที่นำนวัตกรรมกระสอบกราเวียร์มาใช้เป็นแห่งแรกคือ บริษัท นิธิกร อุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำการผลิตบรรจุภัณฑ์ประเภทกระสอบพลาสติกสานที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2526 เป็นโรงงานขนาดเล็กที่มีเครื่องจักรในการผลิตทั้งสิ้นราว 40 ตัว และในปี พ.ศ. 2541 ทางบริษัทได้เปิดไลน์การผลิตเพิ่มอีกที่เป็นแห่งที่ 2 เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเดิมให้เป็นอุตสาหกรรมที่ครบวงจร สามารถผลิตกระสอบประเภทพลาสติกสานได้ทุกชนิด รวมไปถึงการรับออกแบบดีไซน์กระสอบตามความต้องการของลูกค้าจากช่างผู้ชำนาญ (http://kp.thaibuffer.com/o/img_cms2/user/surattana/2016/feb/25/pic002.jpg) นอกจากนี้ในขั้นตอนการผลิตกระสอบทุกประเภทรวมไปถึงกระสอบประเภทกราเวียร์ ทางบริษัทต้องคัดเลือกเม็ดพลาสติกที่มีคุณภาพดีที่สุดมาผลิตเพื่อให้ตัวผลิตภัณฑ์ที่ออกมามีคุณภาพ ทนทาน และแข็งแรง ก่อนจะนำเม็ดพลาสติกไปสู้ขั้นตอนการผลิตที่ทันสมัยและในทุกขั้นตอนการผลิตจะต้องผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่เพื่อให้แน่ใจว่ากระสอบพลาสติกสานออกมาได้คุณภาพ มีความแข็งแรง ทนทาน ปลอดภัย ไม่ปนเปื้อนสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จากการผ่านมาตรฐานระดับสากล ISO 9001และ GMP ในทุกขั้นตอนการผลิต ทั้งนี้ บริษัท นิธิกร อุตสาหกรรม จำกัด ได้คิดค้นพัฒนากระสอบกราเวียร์ ในปี พ.ศ. 2539 และได้รับสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการ ก่อนจะเปิดตลาดจริงขึ้นในปี พ.ศ. 2540 โดยเริ่มจากการนำสินค้าไปให้ลูกค้าได้ใช้ในราคาทุน ซึ่งกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ที่เริ่มใช้กระสอบกราเวียร์จะเป็นชาวเกษตรกร เช่น ใช้บรรจุปุ๋ย,ข้าว, น้ำตาล เป็นต้น นอกจากนี้สินค้าที่ถูกบรรจุลงกระสอบกราวียร์ยังนำไปลงขายตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ อีกด้วย เอกลักษณ์ของกระสอบกราเวียร์นั้น จะเด่นกว่ากระสอบแบบอื่นในเรื่องของการเล่นสี มีการพิมพ์ลายที่บรรจุภัณฑ์อย่างสวยงามทำให้สินค้าที่ได้ดูมีราคาขึ้น ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้มากขึ้นอีกด้วย รวมทั้งมีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อน ซึ่งทางบริษัท นิธิกร อุตสาหกรรม จำกัด ให้ความเห็นว่า กระสอบกราเวียร์ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ความแข็งแรงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่กระสอบกราเวียร์ยังตอบโจทย์ในเรื่องความสวยงามอีกด้วย เนื่องจากกระสอบกราเวียร์จะสามารถพิมพ์ลายได้สวยกว่าและเมื่อนำสินค้าประเภทเดียวกันวางในชั้นเดียวกันหากสินค้าชิ้นไหนสวยกว่าย่อมดึงดูดลูกค้าและมีผลต่อการตัดสินใจซื้อได้มากกว่า นอกจากนี้ทางบริษัทยังรับออกแบบลวดลายบนกระสอบอีกด้วย (http://kp.thaibuffer.com/o/img_cms2/user/surattana/2016/feb/25/pic004.jpg) "เราเชื่อว่าความสวยงามนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อการตัดสินใจของคนซื้อและยังบอกถึงความน่าเชื่อถืออีกด้วย เรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถตอบตรงโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี และจากการตอบสนองของลูกค้านี้ยังเป็นแรงกระตุ้นให้เราอยากพัฒนาในทุก ๆ ด้านขององค์กรของเราต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้คลอบคลุมต่อตลาดภายในและต่างประเทศ เพราะความภาคภูมิใจของเราคือการที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้น ตลาดภาคอุตสาหกรรมกระสอบให้ดีขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ดังนั้นกระสอบกราเวียร์ จึงเป็นสิ่งที่บ่งบอก ความเป็น นิธิกร อีกด้วย" ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจสินค้าสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.nitigorn.co.th (http://www.nitigorn.co.th) ติดต่อสอบถามได้ที่ (+6634) 418154-5, 447067-75 ที่อยู่ 30/2-3 ถ.สุคนธวิท ต.ท่าเสา อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร 74110 https://youtu.be/PJV4aqZQiMo (https://youtu.be/PJV4aqZQiMo) ที่มา http://hilight.kapook.com/view/133312 (http://hilight.kapook.com/view/133312) http://www.bloggang.com/ (http://www.bloggang.com/) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 07, 2016, 03:11:36 PM เมนูมะระ อาหารแก้ไข้
มติชน (Matichon) (http://img-s-msn-com.akamaized.net/tenant/amp/entityid/BBoReUb.img?h=482&w=624&m=6&q=60&o=f&l=f) © มติชนออนไลน์ หลายปีมานี้มีผู้สนใจมะระบรรเทาอาการเบาหวานหรือมะระช่วยลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน โดยเฉพาะมีการศึกษาและการใช้มะระ (มะระขี้นก) เพิ่มมากขึ้นแต่ในวันนี้ไม่ได้มาแนะนำมะระกับเบาหวานแต่จะมาแนะนำสมุนไพร มะระ ที่คนทั่วโลกรู้จักใช้กันมานานนับพันปี ทั้งคนเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา รู้จักใช้ประโยชน์สมุนไพรรสขมนี้กันถ้วนหน้า ในทางอายุรเวทใช้ผลซึ่งถือเป็นยาเย็น ช่วยแก้ไข้ ระบายท้อง ขับพยาธิ ช่วยเจริญอาหาร รักษาโรคเลือด แก้โลหิตจาง แก้หืด หลอดลมอักเสบ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้เสมหะกำเริบ และเป็นที่สนใจแก่ชาวโลกยุคปัจจุบันคือมะระช่วยบรรเทาเบาหวาน โรคตับ รวมทั้งอาการโรคเกาต์และข้ออักเสบด้วยในตำรายาไทยกล่าวไว้ มะระทั้งห้า (ทุกส่วน) มีรสขมเย็น บำรุงน้ำดี ดับพิษทุกอย่าง เฉพาะใบก็มีการนำมาใช้ในตำรับยาเขียวลดไข้ รากมีการมาปรุงในตำรับยาแก้โลหิตเป็นพิษ และโรคตับด้วย คนทั่วไปอาจสงสัยว่า มะระขี้นกผลเล็กๆ ขมจัด กับมะระจีนที่ผลขนาดใหญ่กว่ามากนั้น เป็นพืชเดียวกันหรือไม่ตอบได้ว่าเป็นพันธุ์มะระเดียวกันแต่แยกได้ 2 ชนิด ชื่อทางการตามหลักพฤกษศาสตร์ ชื่อวิทยาศาสตร์ตรงกันเรียกว่า Momordica charantia L. เหมือนกันและจัดให้อยู่ในวงศ์พืชเดียวกันกับแตง (CUCURBITACEAE) มะระเป็นไม้เถา ที่มีการปลูกเป็นผักสวนครัว กล่าวกันว่า มะระขี้นกจะนำมาปรุงเป็นยาสมุนไพรให้สรรพคุณมากกว่ามะระจีนแต่ในแง่ "กินอาหารให้เป็นยา" มีการนำเอามะระจีนมาปรุงเป็นอาหารเพื่อดูแลสุขภาพและรักษาโรคพื้นฐานที่เป็นกันบ่อยๆ ไม่น้อยไปกว่าการใช้มะระขี้นก ในวันนี้จึงขอมาแนะนำสรรพคุณดั้งเดิม และเป็นสรรพคุณที่มีการใช้กันทั่วไป เป็นการดูแลสุขภาพที่อากาศเปลี่ยนแล้วกำลังเป็นไข้หวัด ไข้ตัวร้อนกันจำนวนมาก ซึ่งต้องบอกว่า มะระเป็นอาหารและเป็นยาสมุนไพรที่น่าใช้มากชนิดหนึ่งปกติคนไม่สบายเป็นไข้หวัด ไข้ตัวร้อนก็มักต้องหายากิน แต่ถ้าเลือกอาหารให้เหมาะจะช่วยให้ไข้หายเร็วขึ้น ถ้าใครมีอาการประมาณว่า ไข้ขึ้นสูงเร็วตัวร้อนมาก ปากคออักเสบ กระหายน้ำ เหงื่อออกมาก นอนไม่ค่อยหลับ อุจจาระปัสสาวะเหลืองในทางการแพทย์แผนไทยมองว่าอาการเหล่านี้ เป็นไข้มาจากปิตตะกำเริบ ปิตตะคือคุณสมบัติร้อน ถ้าจะกินอาหารช่วยแก้ไข้ก็แนะนำให้กินอาหารที่มีรสขมฝาดหวาน เช่น แกงขี้เหล็ก สะเดาลวกจิ้มน้ำพริก เป็นต้น แต่ถ้าอาการประมาณว่า ไข้ค่อยๆ เป็นไม่รวดเร็วนัก แต่ร่างกายอ่อนเปลี้ยเฉื่อยชา หน้าซีดขาว ชอบนอน นอนไม่อยากลุกเลย เบื่ออาหาร มีเสมหะ มีน้ำมูกมาก อาการแบบนี้แสดงอาการให้เห็นว่าเป็นไข้มาจาก เสมหะกำเริบ เสมหะจัดว่ามีคุณลักษณะเย็นและชื้น (มีน้ำ) อาหารที่เลือกกินควรมีรส ขม ฝาดและเผ็ดร้อน เช่น อาหารใดก็ได้ ให้ปรุงด้วย ขิง ข่า ตะไคร้ กะเพรา กระเทียม โหระพา แมงลัก หรืออาจพูดได้ว่า อาหารรสจัดเผ็ดร้อน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายขับเหงื่อ หายซึมเซา แม้เราเรียนรู้ว่าเวลาไม่สบายเป็นไข้หวัด หมอแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยระบายความร้อน ลดไข้นั้นแต่ในการแพทย์แบบแผนไทยยังแนะนำละเอียดไปว่า หากเป็นไข้แบบปิตตะกำเริบก็ดื่มน้ำธรรมดา แต่ถ้าไข้จากเสมหะกำเริบ แนะนำให้จิบน้ำดื่มน้ำอุ่นๆ ด้วยก็จะช่วยบรรเทาไข้หวัดได้ดีขึ้นทีนี้ก็มาดูที่ มะระ อาจถือว่ามะระเป็นเมนูอาหารแก้ไข้ที่น่าสนใจจานเด็ดจานหนึ่งเลย เหตุเพราะมะระเป็นสมุนไพรที่มีรสขมเย็นคุณสมบัติเย็นนี้สามารถใช้แก้ไข้จากปิตตะกำเริบได้ (จากไข้ร้อน) ในขณะเดียวกัน มะระมีคุณสมบัติระงับเสมหะ (เพราะรสขมช่วยระงับเสมหะ) จึงช่วยบรรเทาอาการไข้จากเสมหะกำเริบได้ด้วยอาจพูดได้ว่า ไข้แบบไหนก็ใช้มะระแก้ได้ มะระนี้นอกจากมีสรรพคุณแก้ไข้แล้ว ยังมีส่วนช่วยลดน้ำมูก ลดเสมหะ และบรรเทาอาการไอด้วยถึงบรรทัดนี้คงสนใจกันว่า เมนูอะไรที่เป็นอาหารแก้ไข้ ขอบอกว่าง่ายที่สุด คือ เอามะระมาลวกหรือต้มให้สุก แล้วนำมาจิ้มน้ำพริกกิน จะใช้มะระจีนหรือมะระขี้นกก็ไม่เกี่ยง เมนูยำมะระ ผัดมะระ ก็ได้ แต่บางคนไม่ชอบกินรสขม เห็นมะระก็เบือนหน้าหนีนั้นอาจเป็นเมนู มะระต้มกับกระดูกหมู มะระหั่นบางๆ ทอดกับไข่ก็อร่อยได้สรรพคุณยาแต่บางคนก็ยังกลัวความขม หลังทอดกับไข่แล้วนำมาทำเป็นแกงจืดไข่น้ำก็ได้แต่วิธีนี้ สรรพคุณทางยาจะเจือจางไป ฤทธิ์แก้ไข้ย่อมอ่อนลงยังมีเมนูแกงจืดมะระยัดไส้หมูสับ แกงจืดแนวนี้ก็เป็นอาหารลดไข้ได้ดี แต่ขอให้ปรุงแกงจืดอย่าเค็มจัด ให้น้ำแกงจืดๆ ได้รสขมของมะระบ้าง มีเทคนิคที่ลดความขมมะระ หลังหั่นมะระแล้วให้ไปแช่น้ำเกลือสักพัก แล้วล้างน้ำออกก่อนนำไปปรุงอาหารเพื่อลดความขมแต่เมนูที่ทางมูลนิธิสุขภาพไทยแนะนำนั้น เราอยากให้ท่านได้รสยา รสขมและคุณสมบัติเย็นจากมะระ เพื่อช่วยลดไข้ ทนขมเล็กน้อย เข้าตำรา "หวานเป็นลม ขมเป็นยา" ดีต่อสุขภาพยามเป็นไข้ หายไข้แล้วไม่ควรกินทุกวันต่อเนื่องนานนับเดือน เนื่องจากมะระเป็นยาเย็นจัด จะทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้แต่เราควรกินเมนูมะระเป็นประจำสักสัปดาห์ละ 2-3 มื้อ เพราะมะระถือเป็นเมนูสุขภาพ ในมะระมีวิตามินซี และเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูง ซึ่งถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค และลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง อากาศบ้านเรากำลังเปลี่ยนแปลงมาก เดี๋ยวเย็นๆ หนาวๆ มาอ้าวๆ ร้อนๆ มีฝน แปรปรวนนัก จึงเห็นคนเป็นไข้เป็นหวัดกันมาก ให้นึกถึงเมนูมะระรักษาไข้ฟื้นฟูสุขภาพกัน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 08, 2016, 04:19:07 PM รำไทยพิชิตปวด
โพสโดย somsak เมื่อ 1 สิงหาคม 2552 00:00 ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งในหัวข้อ โรคอักเสบของเส้นประสาทบริเวณอุโมงค์ข้อมือ ว่าสามารถบรรเทาอาการของโรคได้โดยการรำไทย ฉบับนี้จะขอกล่าวถึงรายละเอียดของรำไทยว่าสามารถช่วยได้อย่างไรและรำท่าไหน เวลานานแค่ไหน เพื่อให้รำไทยได้อย่างถูกต้องและสามารถบรรเทาอาการของโรคได้ เมื่อเส้นประสาทบาดเจ็บ เส้นประสาทเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของร่างกาย ทำหน้าที่ถ่ายทอดกระแสประสาทจากตัวรับรู้ความรู้สึกที่อยู่ตามผิวหนัง ข้อต่อ และอวัยวะต่างๆ ส่งไปยังสมองเพื่อให้ทราบว่าเรารู้สึกอย่างไร ขณะเดียวกันก็ยังทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทสั่งการจากสมองหรือไขสันหลัง ลงมายังกล้ามเนื้อเพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานในการขยับเขยื้อนร่างกายและแขนขา หากเส้นประสาทมีปัญหาและทำงานบกพร่องไป เช่น เส้นประสาทฉีกขาด ถูกกดทับ หรือมีการอักเสบ ติดเชื้อ ย่อมส่งผลต่อการทำงานของเส้นประสาทนั้นๆ อย่างหนักสุดคือรับรู้สึกไม่ได้ หรือกล้ามเนื้อไม่ทำงาน อาจรู้สึกเจ็บปวดมากจนทนไม่ได้ อาการเบาหน่อยคือการรับรู้สึกลดลง และ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งความผิดปกติของระบบประสาทจะส่งผลต่อการทำงานและการดำรงชีวิต นอกจากนั้น หากพิจารณาการวางตัวของเส้นประสาท ยังพบว่าเส้นประสาทมีการวางตัวที่ยาวมากจากคอหรือหลังไปสู่แขนหรือขา ตามแต่กล้ามเนื้อหรือผิวหนังที่เส้นประสาทเหล่านั้นไปเลี้ยง เมื่อเกิดการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทจะมีการตึงรั้ง ส่งผลให้ขยับเขยื้อนร่างกายแล้วรู้สึกตึง แขนขาเหยียดได้ไม่เต็มที่ รำไทยกับความตึงตัวของเส้นประสาท จากการที่เส้นประสาทมีการตึงรั้งตัว ทำให้มีผู้ที่คิดค้นวิธีการตรวจและรักษาจากประเทศออสเตรเลีย ด้วยการขยับเขยื้อนเส้นประสาทให้เส้นประสาทมีการขยับตัวไปมา และยืดเส้นประสาท เพื่อลดการตึงตัว โดยการจัดท่าอาศัยความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์จัดท่าให้เส้นประสาทอยู่ในท่าที่ตึง แต่ไม่ตึงมากจนเกินไป และได้แนะนำท่าบริหารออกกำลังกายด้วยการเต้นแบบนกฟลามิงโกของทวีปแอฟริกา แต่จากที่ผู้เขียนวิเคราะห์ท่าเต้นและท่าตรวจความตึงของเส้นประสาท พบว่ามีส่วนคล้ายกับท่ารำของรำไทยมาก เช่น ท่ายูงฟ้อนหาง ท่าล่อแก้ว และ ท่าชะนีร่ายไม้ จะมีผลต่อการขยับและยืดเส้นประสาทมีเดียน ท่ารำยั่ว จะมีผลต่อการขยับและยืดเส้นประสาทเรเดียล ท่าสอดสร้อยมาลาและท่าพรหมสี่หน้า มือที่อยู่ด้านบนจะมีผลต่อการขยับและยืดเส้นประสาทอัลนา (https://www.doctor.or.th/sites/default/files/SAVE04281_0.jpg) ทางคณะของผู้เขียน อาจารย์และนักศึกษาหลังปริญญา ได้ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์ว่า การรำไทยมีส่วนช่วยลดอาการตึงตัวของเส้นประสาทหรือไม่ โดยทำการวิจัยตั้งแต่การสำรวจในผู้ที่รำไทยเป็นประจำ พบว่าผู้ที่รำไทยจะมีการตึงตัวของเส้นประสาทน้อยกว่า หรือไม่ตึงเลย และเมื่อทำการทดลองให้รำไทยในผู้ที่ทำงานในสำนักงานต่างๆ (https://www.doctor.or.th/sites/default/files/SAVE0427.1.jpg) พบว่ารำไทยมีส่วนช่วยทำให้เส้นประสาทลดการตึงตัวลงอย่างชัดเจน การทดลองใช้รำไทยกับผู้ป่วยที่มีอาการของเส้นประสาทอักเสบที่ถูกกดทับบริเวณข้อมือ ที่มีอาการระดับน้อยถึงปานกลาง ได้ผลออกมาอย่างชัดเจนว่าความตึงตัวของเส้นประสาทลดลง การรับรู้สึกสัมผัสดีขึ้น กำลังกล้ามเนื้อดีขึ้น ผู้ป่วยรู้สึกพอใจกับผลที่ได้จากการรำ อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้จากการรำเป็นส่วนประกอบเสริมจากการรักษาเท่านั้น เพราะหากไม่ทำการลดการกดทับ อาการอักเสบก็สามารถกลับมาเป็นอีกได้ทุกเมื่อ ที่สำคัญคือการรำนั้นต้องพอเหมาะ เพราะหากรำมากไป ก็เปรียบเสมือนการกินยาเกินขนาด โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการค่อนข้างรุนแรงอยู่แล้ว การรำอาจไม่สามารถช่วยได้ หรืออาจกระตุ้นทำให้เกิดอาการเพิ่มขึ้น ดังนั้นต้องมีการพิจารณาเวลาและความรุนแรงของการรำให้เหมาะสม รำไทยแค่ไหนถึงดี ในเบื้องต้น ท่ารำไทยที่ได้กล่าวถึงเป็นท่าที่ส่งผลต่อการยืดตัวของเส้นประสาทมากที่สุด แต่หากต้องมาคอยจดจำท่ารำหรือระมัดระวังเรื่องท่ารำมากเกินไป อาจทำให้การรำไม่สนุกหรือเกร็งเกินไป ผู้เขียนขอแนะนำอย่างง่ายๆ ดังนี้ ♦ ให้ใช้ท่ารำวงที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะท่าของผู้หญิงที่มีลักษณะคล้ายท่าสอดสร้อยมาลา และอาจเพิ่มเติมด้วยท่าจีบมือไปข้างหลัง ในลักษณะคล้ายท่ายูงฟ้อนหาง ก็เป็นท่าที่เพียงพอต่อการยืดเส้นประสาทแล้ว ♦ การรำแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที การรำบ่อยๆจะดีกว่าการรำครั้งละนานๆ ♦ ขณะที่รำให้มีความรู้สึกตึงของแขนเพียงเล็กน้อย อย่าฝืนว่ายิ่งตึงยิ่งดี เพราะการรำมีผลต่อการยืดเส้นประสาทโดยตรง อาจทำให้มีการบาดเจ็บเพิ่มเติมของเส้นประสาทได้ ♦ หากรำแล้วมีอาการชาหรือเจ็บเพิ่มขึ้น ให้หยุดรำสักครู่ ถ้าอาการหายไปทันทีที่หยุดรำ ให้รำต่อได้ แต่ถ้าต้องพักสักครู่หนึ่ง (ประมาณ 1 นาที) ให้ลดความรุนแรงของการรำ คือรำโดยไม่ให้รู้สึกตึง และลดเวลาของการรำลงด้วย ♦ ทำการรำทุกวัน ติดต่อกันอย่างน้อย 3 สัปดาห์ อาการตึงจะค่อยๆดีขึ้น ♦ การรำไทยนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการอยู่ในระดับน้อย ถึงปานกลาง หากอาการที่เป็นอยู่หนักมาก (คือทำงานเบาๆ ก็กระตุ้นทำให้เกิดอาการ) ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษาให้เฉพาะเจาะจงกับอาการที่เป็นอยู่ เพราะการรำไทยอาจกระตุ้น ทำ ให้อาการแย่ลงได้ ซึ่งสังเกตได้จาก เมื่อรำแล้ว อาการชา หรือเจ็บจะมากขึ้น พักสักครู่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จนต้องทำการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การประคบเย็น อาการถึงดีขึ้น ถ้ามีอาการในลักษณะนี้ บ่งบอกเบื้องต้นได้ว่าการรำไทยยังไม่เหมาะสมกับตัวคุณ (https://www.doctor.or.th/sites/default/files/SAVE0427.111.jpg) ผู้เขียนเคยให้การรำเป็นส่วนหนึ่งของท่าออกกำลังกายของพนักงานตามสำนักงาน และโรงงาน ที่มีอาการและไม่มีอาการของการบาดเจ็บทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน พบว่าเมื่อออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องประมาณ 1 เดือน ท่าออกกำลังกายดังกล่าวสามารถช่วยลดอาการบาดเจ็บของพนักงานลงได้ ดังนั้น อาจจัดให้รำไทยเป็นกิจกรรมหนึ่งของพนักงานระหว่างพัก เพื่อลดและป้องกันปัญหาการบาดเจ็บจากการทำงานที่เกิดกับพนักงานได้ ข้อมูลสื่อ ชื่อไฟล์: 364-007 นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 364 เดือน/ปี: สิงหาคม 2552 คอลัมน์: เรื่องเด่นจากปก นักเขียนหมอชาวบ้าน: ดร.คีรินท์ เมฆโหรา https://www.doctor.or.th/article/detail/7900 (https://www.doctor.or.th/article/detail/7900) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 08, 2016, 04:23:43 PM หยุดใช้น้ำมันทอดซ้ำ ป้องกันมะเร็ง-ความดัน
โพสโดย admin เมื่อ 28 มีนาคม 2556 13:43 คนไทยบริโภคน้ำมันพืชปีละกว่า ๘ แสนตัน และมีผู้บริโภคส่วนหนึ่งใช้น้ำมันที่ผ่านการทอดอาหารซ้ำเป็นเวลานาน นอกจากทำให้คุณค่าทางโภชนาการลดลงแล้วยังมีอันตรายต่อสุขภาพ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคความดันโลหิตสูง มีความเสี่ยงต่อการได้รับสารก่อมะเร็ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโรคที่มีอัตราป่วยและอัตราตายในระดับสูง ส่วนน้ำมันที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน มีด้วยกัน ๒ ชนิด คือน้ำมันจากไขสัตว์ (น้ำมันหมู และน้ำมันวัว เป็นต้น ซึ่งมีกรดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง) น้ำมันพืช ได้จากพืชชนิดต่างๆ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จับมือภาคีเครือข่ายผุดยุทธศาสตร์จัดการน้ำมันทอดซ้ำ ปกป้องสุขภาพคนไทย หวังบูรณาการแก้ปัญหาทั้งระบบหนุนแปลงน้ำมันทอดซ้ำ เป็นไบโอดีเซล ด้านกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ผลิตชุดตรวจคุณภาพน้ำมันทอดซ้ำ “ซุปเปอร์จิ๋ว” ได้ผลแม่นยำร้อยละ ๙๙.๒ นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แต่ละปีคนไทยบริโภคน้ำมันพืชกว่า ๘ แสนตัน ส่วนใหญ่นิยมกินอาหารประเภททอด โดยพบว่ามีร้านค้าจำนวนมากที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะมีสารอันตราย คือ สารโพลาร์ (Polar compounds) เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และสารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbons; PAHs) เป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งพบได้ทั้งในน้ำมันทอดอาหารที่เสื่อมสภาพ และในไอที่ระเหยขณะทอดอาหาร จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ทั้งผู้ขายและผู้บริโภค “ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ในปี ๒๕๕๒ พบคนไทยมีอัตราการป่วยโรคความดันโลหิตสูงถึง ๙๘๑.๔๘ คนต่อประชากรแสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นขึ้นทุกปี ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงมีความสัมพันธ์กับโรคระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจตีบ และเส้นเลือดสมอง เป็นสาเหตุการตายอันดับที่ ๔ ของคนไทย ส่วนโรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการตายอันดับ ๑ ของคนไทย มีอัตราป่วย ๑๓๓.๑ คนต่อประชากรแสนคน ทั้งนี้ ภาควิชาการได้นำเสนออันตรายจากน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในระดับประเทศยังไม่มีนโยบายและมาตรการทางกฎหมายหรือบทลงโทษการแก้ปัญหาน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพในภาพรวมอย่างเป็นระบบ หากภาครัฐให้ความสำคัญและนำไปสู่การผลักดันมาตรการทางกฎหมายควบคู่กับการรณรงค์ให้ความรู้ประชาชน จะสามารถกำจัดน้ำมันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคนไทย อีกทั้งยังได้น้ำมันไบโอดีเซล เป็นพลังงานทดแทน ช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจระดับประเทศได้อีกด้วย” ภก.วรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ ๗ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมวิทย์ฯ ร่วมกับ สสส. และ คคส. ทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำร่องหลายแห่ง ดำเนินโครงการปฏิวัติน้ำมันทอดซ้ำ เพื่อสร้างความตื่นตัวในทุกภาคส่วนและขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการคุ้มครองสุขภาพประชาชน โดยให้ความรู้เรื่องอันตรายของน้ำมันทอดซ้ำ และสนับสนุนการนำน้ำมันทอดซ้ำมาผลิตเป็นพลังงานทดแทนไบโอดีเซล ซึ่งได้ผลอย่างมากช่วยตัดวงจรน้ำมันเสื่อมสภาพไม่ให้เข้ามาในวงจรอาหารได้ หากนำน้ำมันทอดซ้ำไปผลิตเป็นพลังงานทดแทนไบโอดีเซลได้ทั้งหมด ไทยจะมีพลังงานทดแทนใช้ไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ล้านลิตรต่อปี “กรมวิทย์ฯ และเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค สำรวจพบมีกลุ่มพ่อค้าเห็นแก่ได้ออกซื้อน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพจากแหล่งต่างๆ นำไปฟอกสีให้ใส ใส่ถุงพลาสติกไม่มีฉลาก แล้วนำกลับมาขายให้กับโรงงานผลิตอาหารขนาดเล็ก โรงงานก๋วยเตี๋ยว ตลอดจนให้กับผู้บริโภคตามตลาดนัด และตลาดสด หรือที่รู้จักในชื่อ “น้ำมันลูกหมู” ซึ่งอันตรายต่อสุขภาพประชาชนอย่างมาก” ภก.วรวิทย์ กล่าว ภก.วรวิทย์ กล่าวว่า แต่ขณะนี้ประชาชนสามารถตรวจสอบน้ำมันพืชก่อนใช้ได้ว่าเป็นน้ำมันมีคุณภาพหรือไม่ โดยกรมวิทย์ฯ ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คิดค้นชุดตรวจสอบน้ำมันทอดซ้ำ “ซุปเปอร์จิ๋ว” ราคาเพียง ๒๐ บาท รู้ผลเร็วภายใน ๒ นาที ได้ผลแม่นยำถึงร้อยละ ๙๙.๒ โดยใส่น้ำยาจากชุดทดสอบลงไปในน้ำมันทอดซ้ำแล้วเขย่า หากน้ำมันเปลี่ยนสีเป็นสีชมพู แสดงว่าน้ำมันดังกล่าวยังมีคุณภาพดีอยู่ ซึ่งในอดีตต้องใช้เครื่องตรวจในห้องปฏิบัติการ ราคาถึง ๔๐,๐๐๐ บาท ใช้เวลานานถึง ๔ ชั่วโมง รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้จัดการแผนงาน คคส. กล่าวว่า เครือข่ายภาควิชาการ องค์กรภาครัฐ และภาคประชาสังคม ร่วมจัดทำ “ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางอาหาร : การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ” ๕ ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ๑.ยุทธศาสตร์ท้องถิ่นปลอดภัยจากน้ำมันทอดซ้ำ ๒.ยุทธศาสตร์ผู้ประกอบการรับผิดชอบต่อสังคม ๓.ยุทธศาสตร์พัฒนามาตรการกำกับดูแลและดำเนินทางกฎหมาย ๔.ยุทธศาสตร์พัฒนาองค์ความรู้เพื่อการจัดการ และ ๕.ยุทธศาสตร์การสร้างความตระหนักรู้ต่อสังคม ข้อมูลสื่อ ชื่อไฟล์: 395-026 นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 395 เดือน/ปี: มีนาคม 2555 คอลัมน์: รายงานพิเศษ นักเขียนหมอชาวบ้าน: คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 12, 2016, 10:29:19 AM เครื่องกรองน้ำ เรื่องน่ารู้ก่อนเลือกซื้อและวิธีติดตั้งด้วยตัวเอง
รวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเครื่องกรองน้ำสำหรับคนที่กำลังมองหาเครื่องกรองน้ำมาติดตั้งที่บ้าน ถ้ายังไม่รู้ว่าจะซื้อเครื่องกรองน้ำยี่ห้อไหนดี น้ำที่เราใช้ดื่มนั้นไม่ได้สะอาด 100% แน่นอน ยิ่งเป็นน้ำจากก๊อกแล้วยิ่งมีสารปนเปื้อนเยอะ ทั้งโลหะหนัก ฟลูออไรด์ และสารอื่น ๆ ที่เป็นอันตรายกับร่างกายอีกกว่า 300 ชนิด ดังนั้นเครื่องกรองน้ำจึงถูกผลิตมาเพื่อเป็นอุปกรณ์ช่วยในการขจัดสารปนเปื้อนที่มากับน้ำดื่ม ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายยี่ห้อและหลายชนิดให้เลือกใช้ ถ้าคุณกำลังมองหาเครื่องกรองน้ำติดบ้านอยู่หรือลังเลว่าจะซื้อเครื่องกรองน้ำยี่ห้อไหนดี ลองมาดูข้อมูลที่เรานำมาฝากก่อนตัดใจเลือกซื้อมาใช้พร้อมวิธีติดตั้งเครื่องกรองน้ำด้วยตัวเองกันก่อนใช้จริงค่ะ เครื่องกรองน้ำ คืออะไร ? เครื่องกรองน้ำเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยขจัดสารปนเปื้อน เชื้อโรค แบคทีเรีย หิน ปูน และสารเคมีต่าง ๆ ที่ปนมากับน้ำที่เราใช้ดื่ม โดยสารปนเปื้อนจะถูกแยกออกเป็นขั้น ๆ ตามชนิดของไส้กรอง โดยทั่วไปแล้วมีประมาณ 4–6 ขั้นตอนก่อนจะได้น้ำบริสุทธิ์ที่ปราศจากสารปนเปื้อนออกมาให้เราใช้บริโภค ประเภทของเครื่องกรองน้ำ 1. เครื่องกรองน้ำระบบ RO (REVERSE OSMOSIS) เครื่องกรองน้ำแบบ RO คือเครื่องกรองน้ำที่กรองแร่ธาตุต่าง ๆ ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นต่อร่างกายออกไปจนหมดสิ้น เพื่อให้น้ำที่กรองได้มีความบริสุทธิ์มากที่สุด เครื่องกรองน้ำชนิดนี้ราคาสูงค่อนข้างเพราะมีขั้นตอนการกรองน้ำถึง 5–6 ขั้นตอน ข้อเสียของเครื่องกรองน้ำชนิดนี้คือ จะกรองแร่ธาตุจากน้ำออกมาด้วย ราคาแพง และมีการบำรุงดูแลรักษาที่ยุ่งยาก ไส้กรองจะต้องซื้อกับบริษัทหรือตัวแทนจำหน่ายเครื่องกรองน้ำ RO โดยตรงเท่านั้น 2. เครื่องกรองน้ำระบบ UV (Ultra Violet) เครื่องกรองน้ำระบบ UV ซึ่งเครื่องกรองน้ำระบบนี้เหมาะที่จะใช้มากกว่าระบบอื่น ๆ เพราะสามารถกรองสิ่งสกปรกและเชื้อโรคได้ตามมาตรฐานด้วยหลอดไฟ UV และยังคงเหลือแร่ธาตุที่จำเป็นไว้ให้กับเรา นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องกรองน้ำที่สามารถซื้อไส้กรองเปลี่ยนเองได้ง่ายอีกด้วย 3. เครื่องกรองน้ำระบบ UF (Ultra Filtration) เครื่องกรองน้ำระบบ UF มีระบบกรองน้ำอยู่ด้วยกัน 4–5 ขั้นตอน ซึ่งเป็นเครื่องกรองน้ำที่ได้พัฒนามาจากเครื่องกรองน้ำระบบ UV บางเครื่องก็ไม่มีการกรองน้ำแบบระบบ UV มาให้ แต่จะเพิ่มไส้กรองที่เรียกว่าโพรเทคแบคทีเรียมาให้แทน ซึ่งง่ายต่อการเปลี่ยนถ่ายไส้กรองและประหยัดในเรื่องของการดูแลรักษากว่าระบบ RO และ UV ประโยชน์ของเครื่องกรองน้ำ ช่วยขจัดสารปนเปื้อน เชื้อโรค และแบคทีเรียขนาดเล็กมาก ๆ ออกจากน้ำดื่ม รวมทั้งโลหะหนักต่าง ๆ เช่น ตะกั่ว สนิมเหล็ก สารโลหะหนัก ซึ่งถ้าเข้าสู่ร่างกายแล้วจะกำจัดยากและจะไปสะสมในร่างกายทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ในขณะที่เครื่องกรองน้ำบางยี่ห้อก็มีการเพิ่มระบบแต่งกลิ่นและปรับปรุงรสชาติของน้ำเข้าไปด้ว หลักการเลือกเครื่องกรองน้ำ เครื่องกรองแต่ละระบบถึงแม้จะช่วยกรองน้ำให้สะอาดเหมือนกัน แต่หลักการทำงานและประสิทธิภาพจะแตกต่างกันออกไป ในการเลือกเครื่องกรองน้ำโดยทั่วไปให้พิจารณาตามหลักดังต่อไปนี้ 1. สภาพของน้ำดิบที่จะนำมากรอง น้ำในเขตตัวเมืองร้อยละ 90 เป็นน้ำประปา ซึ่งสามารถใช้เครื่องกรองน้ำได้แทบทุกชนิด ถ้าเป็นน้ำในต่างจังหวัดอาจจะมีน้ำประปา น้ำประปาหมู่บ้าน น้ำบาดาล น้ำบ่อผสมกันไป ซึ่งจะสารปนเปื้อนมากกว่าน้ำในเขตตัวเมือง ดังนั้นแล้วถ้าจะให้ปลอดภัยควรเป็นเครื่องกรองน้ำระบบ OR 2. ลักษณะการใช้งาน เครื่องกรองน้ำในปัจจุบันได้ถูกนำไปรวมกับตู้เย็น ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน กรองแล้วสามารถดื่มหรือชงเครื่องดื่มได้เลย ไม่ต้องนำไปแช่ตู้เย็นหรือต้มอีกที โดยส่วนมากแล้วระบบนี้จะมีราคาสูง นิยมใช้ในสำนักงานเพราะมีคนใช้เยอะ ต้องทำงานให้ทันกับความต้องการการใช้งาน สำหรับการใช้งานตามบ้านใช้เครื่องกรองน้ำแบบระบบปกติก็ได้ 3. คุณภาพของเครื่อง เครื่องกรองน้ำควรผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 ซึ่งเป็นการรับรองในเรื่องของการผลิตทั้งกระบวนการของผลิตภัณฑ์ ทำให้เราสามารถมั่นใจได้ในเรื่องของคุณภาพสินค้า และอาจจะได้การรับรองจากสมาคมคุณภาพน้ำดื่มจากสหรัฐอเมริกา Water Quality Association (WQA) และมาตรฐานจากประเทศไทย เช่น Thailand Trusted Mark เป็นต้น วิธีการติดตั้ง 1. เลือกพื้นที่ที่จะติดตั้ง โดยจะต้องอยู่ใกล้กับก๊อกน้ำ ใช้สว่านเจาะผนังเพื่อแขวนเครื่องกรองน้ำ 2. ใช้เทปพันเกลียวท่อน้ำพันข้อต่อ 3 ทาง ประกอบวาล์วน้ำ 2 หุนที่มีลักษณะเป็นก๊อกเล็ก ๆ ที่ให้มาเข้ากับข้อต่อ ต่อสายยางเข้ากับวาล์ว 2 หุน จากนั้นหมุนข้อต่อเข้ากับก๊อกน้ำ 3. แกะพลาสติกหุ้มไส้กรองออก แล้วนำไส้กรองทั้ง 3 ใส่เข้าไปในกระบอกไส้กรอง ใช้ประแจหมุนกระบอกไส้กรองให้แน่น โดยให้หมุนจากขวาไปซ้าย 4. นำข้อต่อพลาสติกสีขาวร้อยเข้ากับปลายสายยางอีกขั้วที่ต่อไว้ แล้วต่อเข้ากับทางน้ำเข้าของเครื่องกรอง หมุนข้อต่อให้แน่น 5. นำฐานยึดก๊อกพลาสติกสีขาววางทาบกับตำแหน่งที่จะติดเครื่องกรอง เจาะผนังส่วนที่จะติด แล้วนำตะปูเกลียวหมุนติดฐานยึดกับรูที่เจาะไว้ให้แน่น 6. นำก๊อกน้ำใส่เข้ากับฐานยึดก๊อก จากนั้นต่อท่อน้ำเขากับก๊อก หมุนข้อต่อให้แน่น จากนั้นนำปลายสายยางอีกข้างต่อเข้ากับทางเข้าออกของเครื่องกรองน้ำก็เสร็จเรียบร้อย แต่ก่อนจะใช้งานควรเปิดน้ำล้างระบบลงถังก่อนสัก 2–3 ถังหรือจนกว่าน้ำที่ออกมาจะใสสะอาด หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 12, 2016, 11:53:42 AM ดร. รุ่ง
จาก รพ. จุฬาส่งมาให้ น่าสนใจมาก Shafin de Zane presents: What is Cancer? นี่คือ สิ่งที่คุณ ไม่เคยคาดคิด มาก่อนเลยว่า จะมีผู้ใดกล่าวว่า - มะเร็ง คือ ธรรมชาติ (Cancer is Natural) มะเร็ง คือ ธรรมชาติ ของการปรับตัว ของเซลล์ อันเนื่องมาจาก การที่เลือดของเรา กลายเป็นพิษ เกินกว่าที่ เซลล์จะมีชีวิต ต่อไปได้ ถ้าหาก เซลล์เหล่านั้น ไม่ปรับตัว เซลล์เหล่านั้น จะป่วย และตาย เซลล์เหล่านั้น จึงตอบสนอง อย่างเป็น ธรรมชาติ ด้วยการผ่าเหล่า เพราะเซลล์ ในร่างกายมนุษย์ มีความสามารถ ที่จะปรับตัว เพื่อรับมือกับ การเปลี่ยนแปลง การปรับตัว ของเซลล์ จึงเป็นสิ่ง ที่เป็นธรรมชาติ เป็นที่ น่าเสียดายว่า คุณหมอทั่วโลก บอกกับเราว่า วิธีการรักษามะเร็ง คือ การบำบัดด้วย-คีโม หรือ การทำลาย เซลล์มะเร็ง ด้วยรังสี แต่สิ่งที่คุณหมอ ไม่ได้บอกเราคือ ทำไมเซลล์มะเร็ง จึงผ่าเหล่า ตั้งแต่แรก? อย่างไรก็ตาม- เมื่อสภาพแวดล้อม เปลี่ยนไป เซลล์อีกจำนวนมาก ก็จะผ่าเหล่า- ต่อไปอีก-ไม่เร็วก็ช้า นั่นเป็นสาเหตุ ที่เราพบเห็น ผู้ป่วยมะเร็ง ถูกให้คีโม ดีขึ้นเพียงชั่วคราว แล้วกลับทรุด ลงไปใหม่อีก จากมุมมอง ของเซลล์ หากมัน ไม่ผ่าเหล่า-มันจะต้องตาย การผ่าเหล่า ของเซลล์ จึงเป็นธรรมชาติ มะเร็ง แท้จริงแล้ว คือ วิวัฒนาการ ของกลุ่มเซลล์ ที่พยายามรอดตาย จากสภาพแวดล้อม ที่เป็นพิษ แต่ทั้งหมดนี้ ก็กลายเป็นสิ่งที่ ควบคุมไม่ได้ เพราะเซลล์เหล่านั้น ลงเอยด้วยการ- ฆ่าร่างกาย แต่นั้น ไม่ใช่ประเด็น ที่แท้จริง มะเร็ง คือ วิวัฒนาการ ของกลุ่มเซลล์ ที่พยายาม จะรอดตาย ในสภาพแวดล้อม ที่เป็นพิษอย่างสูง เราต้องพยายาม ทำความเข้าใจ ในประเด็นนี้ ให้ชัดเจน การพยายามฆ่า เซลล์เหล่านั้น -โดย ไม่ได้เปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อม เปรียบได้กับ การฆ่าแมลงวัน โดยไม่ได้พยายาม เอาขยะออกไป เอาละ คุณจะลงมือ อย่างฉับพลัน- เพื่อปรับปรุง สภาพแวดล้อม ของคุณ อย่างรวดเร็ว ได้อย่างไร มีวิธีการง่ายๆ ด้วยกัน 3 วิธีคือ: วิธีที่ 1. หายใจลึกๆ - หายใจลึกๆ สิ่งแรกที่กระตุ้น ให้เซลล์ผ่าเหล่า และ กลายเป็น เซลล์มะเร็ง คือ การขาดออกซิเจน เซลล์มะเร็ง ปรับตัวเพื่อรอดชีวิต ในสภาพแวดล้อม ที่มีระดับ ออกซิเจนต่ำ ยิ่งมีออกซิเจน ต่ำเท่าไร เซลล์มะเร็ง ก็ยิ่งเติบโต ได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะนี่คือ วิวัฒนาการ ของเซลล์ ที่ปกติต้องการ จะรอดชีวิต อยู่ได้ ในสภาพแวดล้อม ที่มีระดับ ออกซิเจนต่ำ - วิธีแก้ไขคือ หายใจลึกๆ ซึ่งเป็นการ ออกกำลังง่ายๆ ที่ทำได้ทุกเช้า เพื่อเพิ่ม ระดับออกซิเจน ให้กับเลือด -- เดิน 5 นาที แล้วหายใจแบบนี้ คือ - หายใจเข้า 4ครั้ง ติดกัน กลั้นหายใจแล้วนับ 1 ถึง4 - หายใจออกช้าๆ 4 ครั้ง ติดกัน ทำอย่างนี้ครับ >>>> 1-2-3-4 <<<< ทำอีกครั้งครับ >>>> 1-2-3-4 <<<< ผมหายใจเข้าทางจมูก >>>> กลั้นใจแล้วนับ 1-2-3-4 หายใจออกทางปาก <<<< หายใจ เข้าไปในท้อง ไม่ใช่หายใจ เข้าไปในอก นี่คือวิธีการหายใจ ที่ถูกต้อง ถ้าหากไม่มีที่เดิน ให้เดิน ในห้องนอน ของคุณ เพราะมันมีที่ พอสำหรับ การออกกำลัง ของเราทุกวิธี (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xfa1/v/t1.0-9/11900005_868129583236055_6158027571782810971_n.jpg?oh=172153f0c6bb2fdb295197239792e393&oe=57606415) (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xft1/v/t1.0-9/12795412_1080672128665901_9049431468833967760_n.jpg?oh=73fbf57aff88fb97472586c938bc8907&oe=57527676) วิธีที่ 2 หยุดรับประทาน -กรด สิ่งที่สอง ที่มากระตุ้นเซลล์ ให้ผ่าเหล่า กลายเป็น เซลล์มะเร็ง คือ สภาพแวดล้อม ที่เป็นกรด เพราะนั่นคือ การตอบสนอง ที่จะทำให้ เซลล์รอดชีวิตได้ ในสภาพแวดล้อม ที่เป็นกรด เซลล์ที่ผ่าเหล่า จะตาย ในสภาพแวดล้อม ที่เป็นด่าง และเติบโต ในสภาพแวดล้อม ที่เป็นกรด คุณจะทำ ให้ร่างกายของคุณ เป็นด่างได้ ก็ด้วยการ รับประทาน อาหารที่เป็นด่าง มากขึ้น - น้ำผัก น้ำผลไม้สด มีประสิทธิภาพ สูงมาก - งดน้ำตาล โคคา-โคล่า เปปซึ่ และ น้ำอัดลมทุกชนิด กาแฟ เนื้อสัตว์ นม บุหรี่ และ แอลกอฮอล์ - รับประทาน ผักสดสีเขียว ผลไม้สด น้ำด่าง และ น้ำมะพร้าว หากคุณ ต้องการเห็น การเปลี่ยนแปลง ของสุขภาพ อย่างน่าอัศจรรย์ ในระยะเวลาอันสั้น ดื่มน้ำผักสดปั่น ทุกเช้า โดยไม่ต้อง รับประทาน อะไรอีกเลย จนกว่าจะถึง มื้อเที่ยง -นำผักใบเขียว หลากชนิด มะเขือเทศ แตงกวา ปั่นกับน้ำสะอาด แล้วดื่ม คุณอาจจะคิดว่า มันไม่น่าดื่มเลย แต่มันไม่เลวร้าย และออกจะอร่อย ด้วยซ้ำไป เมื่อคุณ คุ้นเคยกับมัน (https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xat1/v/t1.0-9/11822700_862538203795193_3880430010184244396_n.jpg?oh=0c4240b360f17c376e7e52c62522d75b&oe=57930B1B) วิธีที่ 3 ดูแลร่างกายของคุณ ความเครียด ทำให้ ระบบภูมิคุ้มกัน อ่อนแอ ความเครียด คือ ฆาตกรเบอร์หนึ่ง และเป็นต้นเหตุ ที่ก่อให้เกิดโรค -ทุกโรค ความเครียด เพิ่มกรด และ ส่งผลกระทบ ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ในร่างกาย มันจึงเป็นสิ่ง ที่สำคัญมาก ที่เราจะต้อง ทำจิตใจ ให้แข็งแรง เบิกบานอยู่เสมอ คุณจะทำเช่นนั้น ได้อย่างไร ? - ทำสมาธิ ดูหนังตลก ละเว้นจากการดู ข่าวร้าย และ เรื่องเลวร้าย อ่านหนังสือดีๆ ที่ทำให้เกิด แรงบันดาลใจ หาสัตว์มาเลี้ยง พบเพื่อนใหม่ๆ สัมพันธภาพใหม่ๆ ปลดความทุกข์ ความสลดใจเก่าๆ และสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่ผ่านไปแล้ว และแชร์ข้อมูลนี้ ให้กับผู้อื่นต่อไป ให้มากที่สุด ที่คุณจะทำได้ ความเจ็บปวด และ ความเสียหาย ที่เกิดจากการ บำบัดด้วยคีโม เลยเถิดไปอย่าง เหนือคำบรรยาย ช่วยให้ผู้อื่น ตื่นจากฝันร้าย ที่เกิดจาก โฆษณาชวนเชื่อ ของผู้ผลิตยา กันเสียที การป้องกัน และ รักษาตนเอง ให้หายจากมะเร็ง เป็นสิ่งที่ง่ายดาย เสียจนแทบ จะเป็นเรื่องตลก อย่างเหลือเชื่อ ใช้ความคิด ให้ถูกต้อง จงเปลี่ยนน้ำ ในบ่อปลา เมื่อปลาป่วย เพราะ การทำลายบ่อปลา ไม่ใช่ทางออก ที่ถูกต้อง มาช่วยกัน ทำให้โลกของเรา ในวันนี้- น่าอยู่ขึ้น ดร.ชนิสา อรรถจินดา Chanisa Arthachinda, Ph.D. สุขภาพแข็งแรง ทุกท่านนะคะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 19, 2016, 10:17:45 AM ภัยใกล้ตัว...ตะเกียบคร่าชีวิต
กรุงเทพธุรกิจ (BangkokBizNews} หลายๆ ท่าน เมื่อไปรับประทานอาหารประเภท ปิ้งย่าง ชาบู หมูกะทะ สุกี้หรือจิ้มจุ่ม คงเคยชินกับการใช้ตะเกียบคีบหมูดิบลงหม้อและนำตะเกียบนั้นคีบอาหารเข้าปาก แต่รู้หรือไม่ พฤติกรรมแบบนี้ อาจนำไปสู่อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เพราะเชื้อโรคหรือพยาธิต่างๆ จะติดมากับตะเกียบหรือภาชนะอื่นๆ มาสู่ร่างกาย พ.ญ.ศุภมาศ วิบูรณ์สุขสันต์ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี ชี้ว่า พฤติกรรมดังกล่าว เปรียบเสมือนท่านรับประทานเนื้อหมูดิบหรือปรุงไม่สุก ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ เช่น การติดเชื้อพยาธิ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดหนึ่ง หรือโรคไข้หูดับ นั่นเอง โรคไข้หูดับ เกิดจากการติดเชื้อสเตร็พโตค็อคคัส ซูอิส (Streptococcus suis) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อจากหมูสู่คน โดยผู้ที่มีความเสี่ยงได้แก่ ผู้ที่รับประทานเนื้อหมูสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ลาบ หลู้ รวมไปถึงผู้ที่ใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารที่สัมผัสกับเนื้อหมูดิบ ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น นอกจากนี้ยังพบว่า การติดเชื้อในผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวกับการเลี้ยงหมู การทำงานเกี่ยวกับการชำแหละเนื้อหมู โดยเชื้อจะเข้าตามบาดแผล ตามร่างกาย หรือเยื่อบุตา หรือไปสัมผัสสารคัดหลั่งของหมู เช่น น้ำลาย เป็นต้น ผู้ป่วยที่มีอาการไข้หูดับ จะมีอาการไข้สูง และมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้แก่ ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็งเกร็ง ระดับความรู้สึกตัวลดลง บางรายอาจมีอาการการติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจ การติดเชื้อในข้อ รวมถึงการติดเชื้อในกระแสโลหิต ซึ่งอาจทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อเส้นประสาทหู ทำให้สูญเสียการได้ยินหรือหูดับ รวมถึงมีปัญหาการทรงตัว และเวียนศีรษะร่วมด้วย หากท่านมีอาการดังกล่าว หลังจากที่สัมผัสหมู หรือมีประวัติรับประทานเนื้อหมูสุก ๆ ดิบ ควรรีบพบแพทย์ เพื่อการตรวจวินิจฉัย และการให้การรักษาโดยเร็ว ด้วยการให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็มักตอบสนองได้ดีและรักษาให้หายขาดได้ โดยระยะเวลาในการให้ยาปฏิชีวนะ ควรให้นานอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ แต่ถ้าหากรักษาล่าช้า ก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอาการหูดับ ซึ่งแม้จะรักษาหายจากโรคแล้ว แต่อาการหูดับมักจะยังคงอยู่ทำให้เกิดหูหนวกถาวรได้เมื่อรู้ถึงอันตรายจากการรับประทานเนื้อหมูดิบแล้ว เราจึงควรปรุงอาหารให้สุกอยู่เสมอ ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ที่ปรุงอาหารและนำอาหารเข้าปากร่วมกัน แม้กระทั่งง่าย ๆ อย่างการใช้ตะเกียบคีบอาหาร เราก็ไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ผู้ที่มีอาชีพเลี้ยงหมู หรือแล่เนื้อหมูก็ควรสวมถุงมือ สวมรองเท้า และใส่เสื้อผ้าที่รัดกุมก่อนสัมผัสเนื้อหมู หรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ รวมถึงการสำรวจบาดแผลตามร่างกายก่อนสัมผัสทุกครั้ง http://www.msn.com/ (http://www.msn.com/) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 24, 2016, 04:18:52 PM Toptenthailand.com
5 ประโยชน์ของ “ซองกันชื้น” สุดยอดของฟรี ที่คุณไม่ควรทิ้ง ซองกันชื้น ที่เราได้มาจากกล่องชนมหรือกล่องรองเท้าต่างๆนั้น สามารถช่วยให้คุณประหยัดทั้งเวลา พลังงาน และเงิน ซึ่งหากจะโยนมันทิ้งก็คงเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่ามากเท่าไหร่นัก เพราะประโยชน์ของมันมีมากมายจริงๆ ซองกันชื้น หรือ ซองซิลิกาเจล ภายในจะบรรจุเม็ดเล็กๆ ของ silicon dioxide ไว้ซึ่งช่วยให้อะไรก็ตามที่อยู่รอบตัวมันแห้งอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะมีคำเตือนอยู่บนซอง แต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นสารพิษหรือเป็นพิษและเป็นอันตรายจริงๆ เพียงแต่มันเป็นสารที่เสี่ยงต่อการติดคอเด็ก เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่อย่างเราจึงควรเก็บให้พ้นจากมือเด็กตามคำเตือน นี่ก็คือ 5 ข้อดีของซองกันชื้น เพื่อการใช้ประโยชน์จากสุดยอดของฟรี หากพร้อมแล้วก็มาดูไปพร้อมๆกันเลยครับว่ามีอะไรบ้าง 1.โทรศัพท์มือถือตกน้ำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง เพียงแค่คุณทิ้งโทรศัพท์เปียกน้ำไว้ในโหลปิดที่มีซองกันชื้น เพียงข้ามคืนเท่านี้ โทรศัพท์ของคุณก็จะฟื้นคืนชีพกลับมาใช้งานได้ปกติแล้วหล่ะครับ 2.ช่วยกำจัดฝ้าออกจากหน้ารถ หากจอดรถทิ้งไว้ แล้วข้างนอกมีอากาศหนาว ก็อาจทำให้ฝ้าขึ้นกระจกรถเป็นคราบได้ สิ่งที่ควรทำก็คือ นำซองกันชื้นไปวางไว้ภายในรถ(กระจกหน้ารถ) เพียงเท่านี้คราบฝ้ากวนใจก็จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป 3.ช่วยยืดอายุใบมีดโกน ควรเก็บรักษามีดโกนของคุณไว้ในกล่องทัปเปอร์แวร์ที่มีซองกันชื้น เพราะจะทำให้แห้งเร็ว สนิมไม่ขึ้น 4.ช่วยให้กระเป๋าเก็บเสื้อผ้าไม่อับ ไม่ชื้น ไม่สกปรก คุณสามารถหลีกเลี่ยงเชื้อราและแบคทีเรีย ที่สะสมอยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้า ที่นานๆจะซักทีของคุณได้ง่ายๆเพียง ใส่เจ้าซองกันชื้นเข้าไป เพียงเท่านี้กลิ่นและแบคทีเรียต่างๆก็จะไม่ยุ่งวุ่นวายกับเสื้อผ้าของคุณอีก 5.ช่วยเก็บรักษาภาพถ่ายเก่าๆไม่ให้ซีดจางเลือนลาง เพื่อนๆหลายคนมักจะเก็บภาพถ่ายเก่าๆ ไว้ในห้องใต้หลังคา ห้องใต้ดิน หรือที่ที่มีความชื้น ซึ่งจะทำให้ภาพถ่ายชำรุดเสียหายเร็วมากขึ้น แนะนำให้ลองเก็บภาพถ่ายไว้ในกล่องที่มีซองกันชื้น เพียงเท่านี้ ภาพแห่งความทรงจำดีๆ ก็จะคงอยู่ชัดตลอดไปแน่นอน (https://fbcdn-photos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpf1/v/t1.0-0/s480x480/12472370_10153551629928087_5225843385871297364_n.png?oh=3fea6509874c49fc1a635cc52969ac00&oe=578D0193&__gda__=1468654981_e00d9954f23c7115394ceb52901d7d6a) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 22, 2016, 08:40:38 PM (https://scontent.fbkk7-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-0/s552x414/13043411_10154154022692028_8017974242160977738_n.png?oh=d1407309236675142ae857d5ad6da640&oe=577304D3)
เครื่องดื่มที่เหมาะสมในหน้าร้อน ในฤดูร้อนที่เรามีการสูญเสียน้ำทางเหงื่อมาก การทดแทนน้ำในร่างกายที่เสียไปที่ดี คือ การดื่มน้ำเปล่า (ที่สุกแล้ว) หรือถ้าจะเสริมปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือ หรือสมุนไพรอื่นๆ ก็สามารถเลือกได้ตามความชอบและความเหมาะสม เช่น 1. การดื่มชาร้อน น้ำเก๊กฮวยน้ำดอกสายน้ำผึ้ง น้ำใบไผ่ น้ำบ๊วย น้ำถั่ว จะช่วยลดความร้อนของหัว ใจ (การไหลเวียนเลือด) ทำให้ตาสว่าง เพิ่มน้ำในร่างกาย บำรุงตับ บำรุงไต เจริญอาหาร ช่วยระบบย่อยและดูดซึมอาหาร ขับปัสสาวะเสริมพลังร่างกาย 2. การเติมน้ำตาลและเกลือ (ในปริมาณที่พอเหมาะ) ในเครื่องดื่มต่างๆ จะช่วยเสริมพลังและป้องกันการสูญเสียเกลือโซเดียมของร่างกายได้ โดยเฉพาะคนที่ทำงานกลางแจ้งหรือใช้แรงงานมาก ตัวอย่าง เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพหน้าร้อน 1. ดอกเก๊กฮวย 10 กรัม ชาใบเขียว 10 กรัม ต้มใส่น้ำ 500 ซีซี กินแทนน้ำ ช่วยขับร้อน ทำให้ตาสว่าง เสริมสร้างน้ำในร่างกาย ดับกระหาย ลดอักเสบ ขับพิษร้อน 2. ใบบัวสด (บัวหลวง) 20 กรัม น้ำ 1,000 ซีซี นำมาต้ม เวลาดื่มเติมน้ำตาลเล็กน้อย จะช่วยขับร้อน ทำให้เย็น สร้างน้ำในร่างกาย ดับกระหาย ขับความชื้น ลดไขมันในเลือด 3. ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำอย่างละ 50 กรัม ต้มใส่น้ำตาลกินทั้งเปลือก มีสรรพคุณขับร้อน ทำให้เย็น ขับความชื้น บำรุงไต เพิ่มพลัง 4. บ๊วยดำ 100 กรัม น้ำ 1,000 ซีซี ต้มใส่น้ำตาลพอประมาณ ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นแล้วดื่ม มีสรรพคุณสร้างน้ำในร่างกาย ดับกระหาย หยุดไอ แก้ท้องเสีย การดื่มน้ำชาหรืออาหารสมุนไพรที่ร้อน มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการขับเหงื่อ กระจายความร้อน สังเกตได้ว่าหลังจากกินอาหารดังกล่าวจะทำให้รู้สึกสบาย สรรพคุณของสมุนไพรก็เพื่อทำให้ภายในร่างกายไม่ร้อนเกินไป และสร้างน้ำเพื่อไม่ให้เสียเหงื่อมาก แต่ไม่ควรดื่มน้ำชาใส่น้ำแข็ง เพราะมีผลเสียมากกว่าผลดี หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 22, 2016, 09:20:16 PM * * * โง่มาตั้งหลายเดือน! เปิดแอร์เร่งสุด แต่ทำไมไม่เย็นสักที ค่าไฟแพงกระฉูด อ่านแล้วกระจ่าง อธิบายได้ดีที่สุด
http://www.siamupdate.com/news-182335 (http://www.siamupdate.com/news-182335) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 25, 2016, 10:17:21 AM https://www.youtube.com/watch?v=A9PMs_N33fU (https://www.youtube.com/watch?v=A9PMs_N33fU)
กว่าจะมาเป็นถุงมือยาง !! ขั้นตอนการผลิตถุงมือยาง พาชมโรงงานผลิตถุงมือยาง กระบวนการผลิตถุงมือยาง กว่าจะมาเป็นถุงมือยาง ผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง เครดิตจาก : bighoov1 หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ พฤษภาคม 30, 2016, 03:45:04 PM หลงทำผิดมาตั้งนาน.
-วิธีพ่วงแบตตารี่อย่างถูกวิธี(บวกกับบวก ลบไม่ใช่กับลบ) https://www.youtube (https://www.youtube)....eature=youtu.be หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 02, 2016, 10:26:33 PM # วิธีดับกลิ่นในตู้เย็น #
ตู้เย็นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้สำหรับการถนอมอาหาร เพื่อให้อาหารของเราอยู่ได้ยาวนานขึ้น จึงก็ไม่แปลกหากตู้เย็นของเราจะเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์จากอาหาร แต่หากเราปล่อยให้กลิ่นไม่พึงประสงค์เหล่านี้อยู่ภายในตู้เย็นต่อไป มีโอกาสที่กลิ่นจะกลับมาทำร้ายอาหารอื่นๆ ของเราให้หมดอายุเร็วขึ้นอีกด้วย ดังนั้นเราจึงควรหมั่นทำความสะอาด และกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกไปจากตู้เย็นของเราให้เป็นประจำ เพื่อช่วยให้ตู้เย็นกลับมามีประสิทธิภาพในการถนอมอาหารเหมือนเดิม ซึ่งการกำจัดกลิ่นภายในตู้เย็นก็อยู่มากมายหลายวิธี เช่น การนำถ่านหุงต้มใส่ภาชนะสัก 2-3 ก้อนไปวางในตู้เย็น 1 เดือน เพื่อให้ดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์ให้หมดไป โดยวิธีถูกใช้กันมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว หรือหากไม่มีถ่านสามารถนำกาแฟบด หรือใบชา มาใส่ลงในถุงพลาสติกหรือถุงผ้าแล้วนำไปวางไว้ในตู้เย็น เพื่อดูดกลิ่นออกไปก็ได้อีกเช่นกัน (https://scontent.fbkk7-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-0/s480x480/13315636_1046462755440962_5334090522039178866_n.jpg?oh=0a10237b7ac12b6bdf201af1e1049b87&oe=57D33B31) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: cocore ที่ มิถุนายน 03, 2016, 10:59:12 PM อ่าาเยี่ยมเลยครัยบ
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 07, 2016, 05:18:43 PM ไม่อยากแก่ ไม่อยากเหี่ยวก่อนวัยอันควร ม.มหิดล มีเทคนิคชะลอความแก่ด้วยวิธีการธรรมชาติจากคณะกายภาพบำบัด มาแนะนำ ได้ทั้งหน้ากระชับ แถมหุ่นเป๊ะ สาวๆ ที่ไม่อยากเสี่ยง ไม่อยากเจ็บตัว ต้องติดตามในคลิป MU กับ ผศ.ดร.กภ.ภครตี ชัยวัฒน์ ชัยวัฒน์
ช่อง YouTube : Mahidol Channel YouTube :http://www.youtube.com/mahidolchannel Facebook :http://www.facebook.com/mahidolchannel Mahidol University มหาวิทยาลัยมหิดล :https://www.mahidol.ac.th/th Website : http://www.mahidolchannel.com/ (http://www.mahidolchannel.com/) #MahidolChannel #มหิดล #คลิปMU YOUTUBE.COM === บอกปริมาณมองภาพไม่ออก ศิริราช เลยตวงน้ำตาลให้ดูเลย (https://scontent.fbkk7-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/13327571_1006110972771248_3431842917490420210_n.jpg?oh=9db14180fd40b40531a4a6313d49d36c&oe=57CA88AD) (https://scontent.fbkk7-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/13325609_1006110982771247_7805978719259183940_n.jpg?oh=e3c1a7a5e25a3846cba5ac18a71b29ae&oe=580669A6) (https://scontent.fbkk7-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/13315780_1006110992771246_1474407133723216861_n.jpg?oh=a71d9981b0b4526962e5eaf3af477a35&oe=57D0822D) (https://scontent.fbkk7-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/13335710_1006111012771244_3570891056835158207_n.jpg?oh=0abd6a791c376e02731bb6beb662d17e&oe=580AD32E) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 13, 2016, 12:36:19 PM (https://scontent.fbkk6-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/13412897_963554040428152_8309851750207021358_n.jpg?oh=eea973ca5c844d1a541eb24eba9209ad&oe=57C596F9)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 13, 2016, 12:36:49 PM (https://scontent.fbkk6-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/13266029_956708321112724_7647027144768194843_n.jpg?oh=e3a80138e74bae26967797f4563d4991&oe=57D26DA2)
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 13, 2016, 12:37:49 PM น้ำตำลึงมะนาว บำรุงสายตา กระดูก และป้องกันโรคโลหิตจาง
คุณประโยชน์ : – มีวิตามินเอสูง บำรุงสายตา – วิตามินซี ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน – ป้องกันโลหิตจาง และโรคมะเร็ง – ยังมีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูก น้ำตำลึงมะนาว ส่วนประกอบ : – ใบตำลึง 50 กรัม – น้ำมะนาว 3 ลูก – น้ำผึ้ง 1/4 ถ้วยตวง (ตามความชอบ) – น้ำสะอาด 1 ลิตร – เกลือป่นเล็กน้อย วิธีทำ : – ล้างใบตำลึง นำมาปั่น กับน้ำให้ละเอียด กรองแยกเอากากออก – ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำเชื่อม และเกลือ ที่มา : ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ http://kaijeaw.com/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0 (http://kaijeaw.com/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0)…/ Cr. http://blog.etcpool (http://blog.etcpool)....ategory/health/ (https://scontent.fbkk6-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-0/s480x480/13432400_1362714680422068_7376986923825732323_n.jpg?oh=ab0d5b89e2ef4f612b70f17c8d5e601f&oe=580C4AE2) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 13, 2016, 12:40:50 PM 16 เหตุผลดีๆ ว่าทำไมเราควรกินสับปะรดเป็นประจำ!
(http://static.deedaily.com/image/recorp/800x340/farms/img-original/content/2016/1838/files/pie340.png) สับปะรด ผลไม้มหัศจรรย์มากคุณค่า ลดริ้วรอย ชะลอวัย ทำให้ผิวขาว บำรุงสายตา บำรุงสมอง ป้องกันเบาหวาน มะเร็ง เก๊าต์ ลดอักเสบปวดกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือน ฯลฯ สับปะรด เป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยหวานๆ เปรี้ยวนิดๆ ถูกปากถูกใจใครหลายคน ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย ต่างได้ลิ้มรสแล้วเป็นหยุดไม่ได้ สับประรดไม่เพียงแค่อร่อยเท่านั้น แต่ยังมีคุณประโยชน์มากมายอย่างคาดไม่ถึง ต้องอ่าน 16 เหตุผลว่าทำไมต้องกินสับปะรด ทั้งที่หลายคนบอกว่ามันเป็นผลไม้บ้านนอก 1.เพิ่มพลังงาน สับปะรด ช่วยเพิ่มระดับพลังงานได้อย่างที่คาดไม่ถึง เพราะในสับปะรด มีน้ำตาลจากธรรมชาติ ที่ช่วยเพิ่มระดับพลังงานได้เยี่ยมยอด 2. ลดริ้วรอย ชะลอวัย ทำให้ผิวขาว สับประรด มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก สับประรด ช่วยสังเคราะห์คอลลาเจน จึงช่วยในเรื่องการเกิดริ้วรอยทำให้ชะลอวัย ต้านความแก่ได้ดี บำรุงร่างกายและผิวพรรณ ต้องบำรุงจากภายในสำคัญกว่าภายนอก และยังช่วยลดการผลิตเมลานิน จึงมีส่วนช่วยทำให้ผิวคุณขาวขึ้นได้ 3. ควบคุมน้ำหนักได้ การย่อยอาหารดีขึ้น ลดระดับคอเลสเตอรอล เนื้อของผลสับปะรด มีปริมาณเส้นใยสูง ปรับสมดุลระบบการย่อยอาหาร ช่วยในการลดน้ำหนักได้ดี สับปะรด ยังช่วยลดระดับของไขมันเลว (LDL) และทำให้ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย 4. บำรุงดวงตา สับปะรด เป็นผลไม้ที่ดีสำหรับดวงตา สับปะรด มีวิตามินมากมาย และมีเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยส่งเสริมวิสัยทัศน์ที่ดีในการมองเห็น ทำให้ดวงตามีสุขภาพดีขึ้น 5.ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง การกินสับปะรด เป็นประจำ ทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งบางชนิดได้ เพราะสับปะรด เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ มีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง 6.ความจำดี บำรุงสมองของคุณ ถ้ารู้สึกหลงๆ ลืมๆ สับปะรด สามารถช่วยให้ความจำของคุณดีขึ้น เรียกได้ว่าสับปะรด เป็นอาหารของสมองเลย เมื่อใดที่รู้สึกว่าสมองเมื่อยล้า คิดอะไรไม่ออก หยิบสับปะรดมากิน จะช่วยให้สมองสดใสปิ๊งไอเดียใหม่ๆ ได้ 8.ทำให้นอนหลับได้สบายมากขึ้น หากมีปัญหากับการนอนหลับ เป็นคนหลับยาก การกินสับปะรด อย่างสม่ำเสมอช่วยได้อย่างแน่นอน เพราะสับปะรดมีเมลาโทนินที่ช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น 9. ลดน้ำตาลในเลือด ป้องกัน-บรรเทาเบาหวาน สับปะรด ผลไม้สีสวย สีเข้มจนเกือบดำนี่เอง ที่มีสารแอนโธไซยานิน สรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน และบรรเทาอาการเบาหวาน 10. ป้องกันและรักษาโรคเกาต์ อาการข้ออักเสบปวดบวมตามข้อ กินสับปะรด ช่วยลดอาการปวดและบวม บรรเทาอาการปวดได้เป็นอย่างดี ป้องกันและรักษาโรคเกาต์ อาการข้ออักเสบปวดบวมตามข้อได้มากถึง 70% หากกินต่อเนื่องเป็นประจำ หรือปวดข้ออักเสบให้กินสับปะรด เข้าไปแทนการกินยา และสังเกตเลยว่ามันจริงหรือไม่ 11.ช่วยป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ สับปะรด มีสารโพแทสเซียมสูงมาก พอๆ กับกล้วย โพแทสเซียมมีคุณสมบัติช่วยลดและป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ เราทราบกันดีว่ากล้วยราคาถูกกว่าและมีโพแทสเซียมสูง แต่หลายคนไม่ชอบกินกล้วย สับปะรด เป็นอีกทางเลือกหนึ่งได้ 12. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ สับปะรด ถือเป็นผลไม้หรืออาหารที่ดีสำหรับหัวใจ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ดูแลสุขภาพหัวใจของคุณให้แข็งแรงได้ด้วยการกินสับปะรด 13. ช่วยลดอาการอักเสบ หนึ่งในประโยชน์ด้านสุขภาพที่สำคัญที่สุดของสับปะรดคือ ช่วยลดอาการอักเสบได้ดี เหมาะสำหรับนักวิ่งและนักกีฬาที่อาจจะปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือได้รับบาดเจ็บหลังจากการออกกำลังกายหรือกิจกรรมหนักๆ กินสับปะรดช่วยได้จริงๆ 14. รักษาความปวดข้ออักเสบ สำหรับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ ที่กำลังทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด ให้ลองดื่มน้ำสับปะรด คั้นบริสุทธิ์ วันละ 3 แก้ว ก่อนหรือหลังอาหาร 15 นาที จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ดี 15. สับปะรดจะปลอดสารพิษตกค้าง เนื่องจากไม่มีการฉีดพ่นยาฆ่าแมลงหรือสารกำจัดศัตรูพืชแต่อย่างใด เพราะสับประรด เป็นพืชที่ปลอดจากศัตรูพืชทุกชนิด 16. บรรเทาอาการปวดประจำเดือน โพแทสเซียมในสับปะรด ช่วยลดและป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ ยังอาจช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้อีกด้วย ดื่มน้ำสับปะรด คั้นบริสุทธิ์ วันละ 3 แก้ว ก่อนหรือหลังอาหาร 15 นาที จะช่วยบรรเทาได้ กินสับปะรด ให้ได้คุณค่า ต้องกินแบบสดๆ นะคะ ถ้าเป็นน้ำสับปะรด ก็เป็นน้ำคั้นจากสับประรด 100% ไม่เติมน้ำตาลและวัตถุกันเสีย คุณจะได้คุณค่าจากสับปะรด ที่แท้จริง https://plus.google (https://plus.google)....chananat9/posts หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 13, 2016, 09:53:03 PM เปรียบเทียบการรักษาทางคลินิกแผนจีน - แผนตะวันตก (ตอนที่ 1) รักษาปรากฏการณ์และธาตุแท้ โพสโดย Anonymous เมื่อ 1 กรกฎาคม 2551 00:00 วันนี้มีเรื่องผู้ป่วยมาเล่าให้ฟัง เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์แพทย์แผนจีนได้ชัดเจนขึ้น ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษรายหนึ่งได้รับการเยียวยาด้วยยากดการทำงานของต่อมไทรอยด์ และยาลดอาการใจสั่นอยู่ นานประมาณ 2 ปี ผลการรักษาไม่ค่อยได้ผล ผู้ป่วยจึงได้รับการแนะนำให้กินน้ำแร่ และได้ยารักษาภาวะไทรอยด์ต่ำ (ยาฮอร์โมนไทรอยด์) มากิน 1 ปีหลังจากการกินน้ำแร่ ผู้ป่วยเปลี่ยนจากโรคภาวะไทรอยด์เกิน (เป็นพิษ) กลายเป็นผู้ป่วยภาวะฮอร์โมนไทรอยด์พร่อง (ขาด) เปลี่ยนจากอาการขี้ร้อน หงุดหงิด นอนไม่หลับ กลายเป็นคนหนาวง่าย เฉื่อยชา ง่วงนอนเก่ง ถ้ามองโดยภาพรวมเหมือนตาชั่งที่มี 2 ข้าง แต่เดิมน้ำหนักถ่วงมาก ข้างหนึ่งเกิดการเสียสมดุล พอรักษาจบกระบวนความ กลายเป็นตาชั่งเอียงมาอีกข้างหนึ่ง ความจริงเราต้องการตาชั่งให้มีความสมดุล ไม่ใช่ต้องการเอียงไปอีกข้างหนึ่ง การรักษาแบบนี้ถือว่ายังไม่ใช่การรักษาในเชิงอุดมคติ สาเหตุของต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน ปกติการทำงานของต่อมไทรอยด์อยู่ภายใต้การควบคุมของต่อมใต้สมอง ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นให้ทำงานมาก แต่ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานมาก ต่อมใต้สมองจะลดการหลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นทำให้ทำงานน้อยลง ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ คือผู้ป่วยที่ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน โดยต่อมใต้สมองไม่สามารถควบคุมได้ ฮอร์โมนไทร็อกซีนที่มากเกินก็จะกระตุ้นการทำงานของเซลล์ต่างๆ ให้ทำงานมากผิดปกติ เกิดอาการต่างๆ เช่น มือสั่น หงุดหงิด ขี้ร้อน โมโหง่าย กินจุ น้ำหนักลด นอนไม่หลับ ความดันสูง เป็นต้น มองแบบแพทย์จีน : ภาวะยินพร่อง ไฟกำเริบ ร่างกายผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษจะมีภาวะหยางมาก หรือมีไฟ ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ การกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ มากกว่าปกติ มีลักษณะไปทางหยาง เช่น หิวเก่ง ใจสั่น รู้สึกร้อน ความดันสูง หงุดหงิด ท้องเสีย เป็นต้น ความผิดปกติของร่างกายมีผลต่อระบบฮอร์โมนหลายชนิด หลายระบบ ตั้งแต่ระบบประสาทอัตโนมัติ ต่อมหมวกไต ระบบไฮโพทาลามัส ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ ต่อมเพศ ยังทำให้ระดับ C-AMP ในเลือดสูงขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลงอีกด้วย สาเหตุส่วนใหญ่มาจากภาวะการเสียสมดุลแพทย์จีนเรียกว่า "ยินพร่อง" เป็นภาวะที่เซลล์แห้ง ขาดสารยิน (ขาดสารน้ำและของเหลวภายในเซลล์) ทำให้เกิดความร้อนภายในเซลล์ ซึ่งมีผลกระทบต่อทุกระบบของร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะตัวต่อมไทรอยด์เท่านั้น การแก้ปัญหาหรือมุ่งเน้นที่ตัวไทรอยด์อย่างเดียวจึงมีลักษณะจำเพาะเกินไป การรักษาแผนปัจจุบันใช้กลุ่มยาต้านไทรอยด์ (antithyroid drug) เช่น เมทิมาโซล (methimazole) หรือโพรพีลไทโอยูราซิล (propylthiouracil) ถ้ารักษา 18-24 เดือนไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณากินน้ำแร่หรือการผ่าตัด การผ่าตัดยุ่งยากกว่า เพราะอาจมีโอกาสตัดต่อมพาราไทรอยด์ออกไปด้วย และอาจตัดถูกประสาทกล่องเสียง (laryngeal nerve) ทำให้เสียงแหบ การกินน้ำแร่ง่ายกว่า แต่โอกาสเกิดต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำได้สูงมาก การปรับสมดุลยิน-หยาง โดยการบำรุงสารยินและระบายร้อน การปรับสมดุลยิน-หยางนั้น เป็นการสร้างเงื่อนไขและปรับสภาพของเซลล์ไม่ให้แห้งและลดภาวะไฟที่กำเริบ เป็นการปรับพื้นฐานเพื่อให้เซลล์เข้าสู่ภาวะสมดุลของยิน-หยาง และเมื่อใช้ร่วมกับการควบคุมฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงด้วยยาแผนปัจจุบัน การลดขนาดของยา และหยุดยาต้านไทรอยด์มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง การใช้ยาต้านไทรอยด์ การใช้ยาต้านไทรอยด์ กล่าวได้ว่า เป็นการรักษาปรากฏการณ์ของฮอร์โมนไทรอยด์สูง จวื่อเปียว ส่วนการปรับยิน-หยางของเซลล์และระบบต่างๆ ของร่างกายไม่ให้แห้ง และไม่ให้เกิดไฟ รวมทั้งการขับความร้อนภายในเซลล์ เรียกว่า การรักษาธาตุแท้จวื่อเปิ่น แผนปัจจุบันมักรักษาอาการรักษาปรากฏการณ์ ใช้วิธีการลด ทำลาย เมื่อพบความผิดปกติที่จุดใดจุดหนึ่ง และอธิบายสาเหตุของความผิดปกติไม่ได้ มักจะลงเอยว่าเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ตัวเอง หรือออโตอิมมูน (autoimmune) เวลาแก้ปัญหาปฏิกิริยาภูมิแพ้ ก็ใช้ยาไปกดภูมิคุ้มกันอีก (ไม่ใช่วิธีการไปปรับระบบภูมิแพ้) ซึ่งสร้างปัญหาและผลข้างเคียงของการรักษาจากยาให้กับผู้ป่วยอีก การศึกษาวิจัยภาวะไทรอยด์เป็นพิษและการรักษา ปัจจุบันภาวะไทรอยด์เป็นพิษส่วนมากเมื่อวินิจฉัย ตามหลักการแยกภาวะโรคและร่างกาย หรือเปี้ยนเจิ้ง จัดเป็นภาวะยินพร่องไฟกำเริบ ภาวะไฟกำเริบ 1. ไฟของตับ หงุดหงิด โมโหง่าย ปวดชายโครง ประจำเดือนผิดปกติ มือสั่น 2. ไฟของหัวใจ ใจสั่น นอนไม่หลับ ปลายลิ้นแดง 3. ไฟของกระเพาะอาหาร หิวเก่ง กินจุ ตัวผอมแห้ง ภาวะยินพร่อง 1. ยินของหัวใจพร่อง ใจสั่น นอนไม่หลับ เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ 2. ยินของตับพร่อง เวียนศีรษะ ตาแห้ง หงุดหงิด อาการสั่น 3. ยินของไตพร่อง ร้อนฝ่ามือฝ่าเท้าและกลางหน้าอก หน้าแดง โดยเฉพาะหลังเที่ยง เอว เข่า เมื่อยอ่อนล้า ผมร่วง เสียงดังในหู การรักษาทางคลินิก 1. เสริมบำรุงยิน ระบายร้อน โดยวิธีการนี้ทำให้สามารถคุมระบบสมองใหญ่ ระบบต่อมใต้สมอง ระบบต่อมหมวกไต และมีผลต่อการควบคุมต่อมไทรอยด์ได้ดีขึ้น 2. เสริมพลังชี่ บำรุงยิน เป็นวิธีการเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มเซลล์แมกโครฟาจ (macrophage) และปรับสมดุลของสารน้ำในเซลล์ควบคู่กันไป สรุป ทฤษฎียิน-หยางของแพทย์จีน มุ่งเน้นการแยกแยะ สรรพสิ่งเป็น 2 ด้านเสมอ สิ่งก่อโรค (เสียชี่ ) กับ ภูมิร่างกาย (เจิ้งชี่ ) อาการของโรค กับ เหตุแห่งโรค ร่างกายภายนอก กับ อวัยวะภายใน โรคใหม่ที่เพิ่งปรากฏ กับ โรคที่เป็นอยู่ก่อน สิ่งก่อโรค อาการของโรค สิ่งปรากฏภายนอกร่างกาย โรคที่เพิ่งปรากฏให้เห็น จัดเป็นปรากฏการณ์ บางทีเรียกว่า ปลายเหตุ ภูมิร่างกาย เหตุแห่งโรค โรคอวัยวะภายใน โรคที่เป็นอยู่ก่อน จัดเป็นธาตุแท้ บางทีเรียกว่า ต้นเหตุ การรักษาโรคด้วยทัศนะแพทย์แผนปัจจุบัน มักจับเอาปรากฏการณ์เฉพาะส่วนมาวินิจฉัย ว่าเป็นโรคอะไร แล้วให้การรักษา ซึ่งจะได้ผลดีเฉพาะส่วน แต่ไม่ได้แก้ธาตุแท้และองค์รวมของปัญหาทั้งหมด การรักษาจึงมักเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อระบบต่างๆ การรักษาโรคด้วยทัศนะแพทย์แผนจีน มักเน้นการปรับสมดุลพื้นฐานของร่างกาย เป็นการสร้างเงื่อนไข ไม่ให้เกิดโรคหรือทำให้โรคถูกควบคุมด้วยภาวะเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการรักษาที่ธาตุแท้ และมีลักษณะองค์รวม ร่วมกับการรักษาอาการ การแพทย์ในเชิงบูรณาการคือการแก้ปัญหาทั้งปรากฏการณ์ที่พบ ที่การปรับสมดุลพื้นฐานของร่างกาย ซึ่งเป็นธาตุแท้ของการเกิดโรค โดยเลือกเอาข้อดีข้อเด่นของแต่ละศาสตร์มาร่วมกัน จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงและป้องกันจุดอ่อนของความโน้มเอียงการรักษาทางการแพทย์ที่สุดขั้ว ข้อมูลสื่อ ชื่อไฟล์: 351-014 นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 351 เดือน/ปี: กรกฎาคม 2551 คอลัมน์: แพทย์แผนจีน นักเขียนหมอชาวบ้าน: นพ.วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล https://www.doctor.or.th/article/detail/5710 (https://www.doctor.or.th/article/detail/5710) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 13, 2016, 09:54:47 PM เปรียบเทียบการรักษาทางคลินิกแผนจีน - แผนตะวันตก (ตอนที่ 2) รักษาแบบองค์รวมกับรักษาเฉพาะส่วน โพสโดย Anonymous เมื่อ 1 สิงหาคม 2551 00:00 บทนำต้นๆ ของคนที่ศึกษาศาสตร์ แพทย์แผนจีนจะได้รับการเน้นย้ำเสมอว่า แพทย์แผนจีนมีจุดเด่น ที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งคือ ทัศนะองค์รวม เพื่อให้เกิดความเข้าใจรูปธรรมของการเปรียบเทียบ กับการแพทย์แผนปัจจุบันที่มักเน้นการรักษาเฉพาะส่วน จึงขอนำตัวอย่างผู้ป่วยจริงที่พบเห็นทางคลินิกมาเป็นตัวอย่าง ผู้ป่วยนอนไม่หลับ ฝัน ประจำเดือนมามากผิดปกติ ผู้ป่วยหญิงอายุ 25 ปี มาปรึกษาแพทย์จีนด้วยปัญหานอนไม่หลับมานาน 3 เดือน ได้ปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์ให้ยาคลายเครียดและยานอนหลับมากินก็ยังนอนไม่หลับ ผู้ป่วยเป็นคนขี้กังวล ใจสั่น ตกใจง่าย มึนงงศีรษะเป็นประจำ ขณะจะนอนหลับมักมีเรื่องที่ผ่านเข้ามาในสมองให้คิดตลอดเวลา ยับยั้งการคิดไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีอาการเบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย อ่อนเพลีย และมีประจำเดือนปริมาณมากมาแต่ละครั้งนาน 7 วัน ขณะมีประจำเดือนก็จะเมื่อยล้า ปวดเมื่อยทั้งตัว บางเดือนต้องลาหยุดงานบ่อยๆ ผู้ป่วยเป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอมาตลอด เพราะป่วยเรื้อรังด้วยอาการปวดศีรษะไมเกรนเป็นประจำ ขณะเดียวกันหน้าที่การงานก็เป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ที่ต้องเคร่งเครียดกับงานตลอดเวลา การตรวจด้วยแผนปัจจุบันและทำ MRI ไม่พบความผิดปกติ มุมมองของแพทย์แผนปัจจุบัน เบื้องต้นสรุปได้ว่าผู้ป่วยรายนี้มีปัญหาความเครียด ทางจิตใจที่เป็นผลจากความเจ็บป่วยของร่างกายและการงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายทรุดโทรมต่อเนื่อง ความเครียดทำให้มีผลต่อการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมอาหาร และความอยากอาหารลดลง ทำให้ร่างกายได้รับอาหารไม่เพียงพอ ซ้ำเติมให้ภาวะร่างกายแย่ลงไปอีก การรักษาต้องเน้นที่การแก้ภาวะจิตใจและให้ยาแก้อาการเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ยาช่วยย่อยอาหารหรือยากระตุ้นความอยากอาหาร ถ้าปวดไมเกรนก็ให้ยาบรรเทาอาการปวดไมเกรน ส่วนปัญหาเรื่องประจำเดือนออกมากผิดปกติ อาจจะต้องตรวจเช็กเกล็ดเลือดว่าต่ำหรือไม่ ถ้าต่ำอาจต้องพิจารณาให้ยาสเตียรอยด์ และให้การบำรุงเลือด เช่น เหล็ก โฟลิก วิตามิน ทั้งหมดที่กล่าวมา ถึงแม้จะเห็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องของปัญหาความเครียดที่ส่งผลต่อภาวะร่างกาย ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ อธิบายได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่วิธีการรักษาจะมีลักษณะแยกส่วนรักษาเป็นเรื่องๆ ตามอาการ รอให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลได้เอง การใช้ยาก็จะหมดความจำเป็น โดยเฉพาะปัญหาความเครียด เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่สามารถใช้ยาเป็นด้านหลักของการรักษา มุมมองของแพทย์แผนจีน ปัจจัยของการเกิดโรคที่มีผลกระทบต่ออวัยวะภายใน (จั้งฝู่) โดยตรงคือปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ แพทย์แผนจีนอธิบายว่าอารมณ์ทั้ง 7 (โมโห ดีใจ กังวล เศร้าโศก เสียใจ ตกใจ กลัว) มีผลโดยตรงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการทำงานของอวัยวะภายในที่ควบคุมการทำงานทั้งหมดของร่างกาย อวัยวะแรกที่กระทบคือ หัวใจ (มีความหมายกว้าง รวมถึงสมองและระบบประสาทอัตโนมัติ) กรณีที่ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลเป็นอารมณ์พื้นฐานจะส่งผลกระทบต่อ อวัยวะม้าม (เกี่ยวข้องกับความอยากอาหาร การย่อยและการดูดซึมอาหาร) เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียด วิตกกังวลนานๆ จะทำให้ 1. พลังหัวใจอ่อนพร่อง ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ฝัน สมาธิไม่ดี ตกใจง่าย ความจำเสื่อม 2. พลังกระเพาะอาหารและม้ามพร่อง ทำให้ไม่อยากอาหาร การย่อยและดูดซึมอาหารแย่ลง ร่างกายอ่อนเพลีย ท้องอืด บางครั้งท้องเสีย อาหารไม่พอจะไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดอาการมึนงง 3. พลังม้ามพร่อง นอกจากการสร้างเลือดน้อยแล้ว อาจเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ทำให้ประจำเดือนมีมากผิดปกติ ตามทฤษฎีแพทย์จีน ม้ามควบคุมเลือดให้อยู่ในหลอดเลือด ถ้าพลังม้ามพร่องทำให้ประจำเดือนออกมาก การรักษาด้วยแพทย์แผนจีน นอกจากจะเห็นพ้องกันกับแผนปัจจุบันเรื่องการแก้ไขความเครียดหรืออารมณ์ที่เป็นปัญหาหลักแล้ว แพทย์จีนสรุปการวินิจฉัย กลุ่มอาการของผู้ป่วยรายนี้ว่าเป็นภาวะ เลือดและพลังของหัวใจ และม้ามพร่อง และภาวะม้ามไม่สามารถควบคุมเลือด การตรวจร่างกาย นอกจากประวัติข้างต้นแล้ว พบว่าผู้ป่วยมีลิ้นซีด ชีพจรเล็กอ่อนแรง เปรียบเทียบการรักษาระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีน 1. ปัญหาการนอนไม่หลับ ผู้ป่วยบางรายเมื่อได้ยานอนหลับแบบแพทย์แผนปัจจุบัน กลับไม่หลับ แต่ถ้าให้ยานอนหลับที่แรงมาก จะหลับและเพลียตลอดทั้งวัน มึนงงทั้งวัน แพทย์แผนปัจจุบันเน้นการคลายหรือกดประสาท แต่แพทย์แผนจีนมองว่าต้องบำรุงประสาท (บำรุงพลังและเลือดของหัวใจ) ให้มีกำลังพอเป็นหลัก เสริมฤทธิ์ด้วยยาสมุนไพรจีนช่วยนอนหลับเป็นด้านรอง มีแต่การบำรุง (เพราะพลังหัวใจพร่องมาก) เป็นหลักเท่านั้นจึงทำให้หลับ ถ้ายังไปใช้วิธีการกดประสาท พลังหัวใจจะยิ่งอ่อนแอมากขึ้น ไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้ 2. ปัญหาระบบย่อยอาหาร แพทย์แผนปัจจุบันเน้นที่การกระตุ้นความอยากอาหาร ใช้ยาช่วยย่อยอาหารและเสริมบำรุงวิตามิน ธาตุเหล็ก กรดโฟลิก กรณีโลหิตจาง แพทย์แผนจีนเน้นบำรุงระบบม้าม เพื่อทำให้ความอยากอาหาร การย่อยและดูดซึมอาหารทำงานดีขึ้น ก่อน การบำรุงด้วยธาตุเหล็กหรือวิตามิน ในขณะที่ระบบย่อยอาหารไม่ดี จะทำให้ไม่สามารถดูดซึมได้ บางรายกลับท้องเสีย ปวดท้องเนื่องจากระคายเคืองจากธาตุเหล็กที่ได้ เมื่อพลังม้ามดีขึ้น การลำเลียงอาหารไปสมองดีขึ้น สมองได้อาหารหล่อเลี้ยง จะไม่มึนงง สมาธิดีขึ้น สมองได้รับการบำรุง 3. ภาวะประจำเดือนมามากผิดปกติ ถ้าพบว่าเกล็ดเลือดต่ำโดยไม่พบสาเหตุ ทางแพทย์แผนปัจจุบันอาจพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ เพื่อทำให้เกล็ดเลือดสูงขึ้น ทำให้เลือดหยุด แต่การศึกษาวิจัยพบว่า ถ้าเพิ่มพลังและเลือดของระบบม้ามด้วยยาสมุนไพรจีน จะมีผลทำให้เกล็ดเลือดสูงขึ้นได้ และทางคลินิกสามารถรักษาภาวะเลือดออกมากโดยไม่รู้สาเหตุในระบบต่างๆ รวมถึงการรักษาภาวะโลหิตจางได้ด้วย การใช้สเตียรอยด์ระยะยาวจะมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา ไม่ว่าจะเกิดสิว ตัวบวม เบาหวาน หน้ากลมเหมือนพระจันทร์ มีโหนกที่คอ กระดูกพรุน ติดเชื้อง่าย เป็นต้น แต่การใช้หลักการบำรุงม้ามเพื่อควบคุมเลือด จะปลอดภัยกว่ามาก สรุป แพทย์จีนมองปัญหาโรคและอาการต่างๆของผู้ป่วยเชื่อมโยงกันและวางการแก้ไขปัญหาหลักพื้นฐานด้วยการปรับสมดุล ส่วนยาแก้อาการเป็นเพียงตัวประกอบเพื่อให้การรักษาปรากฏการณ์ เรียกว่า รักษาทั้งแก่นและปรากฏการณ์ โดยวิธีนี้เท่านั้นจึงจะแก้ไขปัญหา ระยะยาวได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงของยา แผนปัจจุบัน แม้จะมีการมองปัญหาที่เชื่อมโยงกัน แต่ในทางปฏิบัติของการรักษา การใช้ยา มักคิดแบบวิธีแยกส่วน เช่น นอนไม่หลับ ต้องให้ยากดประสาท (ไม่มียาบำรุงให้หลับ นอกจากอาจพิจารณาใช้วิตามิน) ระบบย่อยไม่ดี (ต้องใช้ยากระตุ้นอาหาร ยาช่วยย่อย) เลือดออกมาก (ต้องหยุดเลือดหรือทำให้เกล็ดเลือดเพิ่ม) ยารักษาโลหิตจาง (วิตามิน ธาตุเหล็ก โฟลิก) เป็นต้น จะเห็นว่ายาที่ให้บางครั้งขัดแย้งกัน บางครั้งมีผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการ เมื่อให้รวมๆกันไม่มีลักษณะผสมกลมกลืน เพื่อบรรลุจุดหมายเดียวกัน เมื่อต้องกินนานๆ จะมีผลอันไม่พึงประสงค์ตามมามาก การพิจารณาเปรียบเทียบแผนจีนกับแผนปัจจุบัน จะทำให้เราเลือกบริหารจัดการกับปัญหาผู้ป่วยในมุมมองที่กว้างขึ้น สามารถแก้อาการเฉพาะได้รวดเร็ว และการรักษาองค์รวมเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวกลับสู่สมดุลโดยเร็ว และไม่มีผลแทรกซ้อนจากการใช้ยา ข้อมูลสื่อ ชื่อไฟล์: 352-010 นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 352 เดือน/ปี: สิงหาคม 2551 คอลัมน์: แพทย์แผนจีน นักเขียนหมอชาวบ้าน: นพ.วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล https://www.doctor.or.th/article/detail/5728 (https://www.doctor.or.th/article/detail/5728) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 13, 2016, 09:57:10 PM เปรียบเทียบการรักษาทางคลินิกแผนจีน - แผนตะวันตก (ตอนที่ 3)วิธีรักษาแบบข่มกับวิธีรักษาแบบระบาย โพสโดย Anonymous เมื่อ 1 กันยายน 2551 00:00 ผู้ป่วยที่มีอาการปวด มักจะคิดถึงยาแก้ปวด เมื่อไปหาเภสัชกรประจำร้านยา หรือหาหมอแผนปัจจุบัน ก็มักจะได้ยาแก้ปวดชนิดต่างๆ ตามแต่โรคที่เป็น เช่น ยาแก้ปวดไมเกรน ยาแก้ปวดประจำเดือน ยาแก้ปวดข้อ ยาแก้ปวดกระเพาะอาหาร ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ (บางรายได้คลายกล้ามเนื้อร่วมด้วย) ถ้ามีอาการอักเสบก็จะได้ยาต้านอักเสบ ถ้ามีความดันโลหิตสูงก็จะได้ยาลดความดันโลหิต ถ้ามีไขมันในเลือดสูงก็จะได้ยาลดไขมันในเลือด ถ้านอนไม่หลับ ก็จะได้ยาคลายเครียด หรือยากดประสาทช่วยให้นอนหลับ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เรียกว่า เป็นการรักษาแบบข่มหรือแบบกด เป็นวิธีแก้ปัญหาแบบควบคุมบังคับ ใช้ความเหนือกว่าไปสยบและควบคุมปัญหาหรืออาการที่เกิดขึ้น การรักษาแบบนี้เป็นวิธีการที่พบบ่อยในการรักษาโรคทางอายุรกรรมในการใช้ยาแบบการแพทย์แผนปัจจุบัน มีผู้ป่วยบางรายที่ไปรักษากับแพทย์แผนจีน ได้รับการวินิจฉัยว่าอาการปวดเกิดจากเลือดและพลังอุดกั้น ไม่ทะลวงก็ปวด-ทะลวงก็ไม่ปวด การรักษาอาการปวดจึงมักใช้วิธีการระบายทำให้การไหลเวียนคล่อง ตัวอย่างเช่น วิธีการฝังเข็มเพื่อทะลวงหรือระบายการอุดกั้นของเส้นพลังลมปราณ ใช้สมุนไพรจีน ทำให้เลือดไหลเวียนสลายการคั่งค้างของเลือดหรือการรักษาแบบปล่อยเลือด การเคาะเอาเลือดคั่งค้างออก ทั้งหมดนี้เรียกว่า การรักษาด้วยวิธีการระบาย ความคิดที่แตกต่าง วิธีการรักษาแบบข่มหรือกด เป็นแนวคิดการรักษาโรคทางอายุรกรรมที่เป็นด้านหลักของแผนปัจจุบัน มีรากฐานความคิดแบบวิทยาศาสตร์ ที่มองปัญหาแบบกลไกที่มีลักษณะจำเพาะสูง และมุ่งเน้นการเอาชนะธรรมชาติ ทั้งนี้เป็นผลจากวิธีการศึกษาที่ลงลึกถึงรายละเอียดในระดับเซลล์และระดับชีวเคมี (biochemistry) เป็นการมองปัญหาแบบเจาะลึก จึงเกิดแนวโน้มการรักษาเฉพาะส่วน และการรักษาตามอาการ โดยไม่พิจารณาปัจจัยที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องแบบองค์รวม ตัวอย่างผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ เนื่องจากไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่มีการกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนออกมามากผิดปกติ วิธีแก้แบบแผนปัจจุบัน เมื่อรู้ว่ามีการกระตุ้นมากผิดปกติ ก็ใช้ยาไปกดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ หรือไม่ก็ใช้การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ทิ้ง หรือดื่มน้ำแร่กัมมันตภาพรังสี เพื่อทำลายต่อมไทรอยด์ จะได้ลดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ที่เป็นตัวปัญหา ผู้ป่วยปฏิกิริยาภูมิไวเกิน เนื่องจากร่างกายตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ ก็ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ยากลุ่มสตีรอยด์หรือยากดภูมิน้องๆ ยามะเร็ง เพื่อลดปฏิกิริยาภูมิไวเกินจะได้ไม่มีอาการแพ้ต่างๆ ผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาต (bell's palsy) สาเหตุการเกิดไม่ชัดเจน บ้างก็ว่ามาจากไวรัส แต่ผลสรุป เกิดจากการอักเสบของประสาทสมองคู่ที่ 7 สุดท้ายการรักษาก็ใช้ยาลดการอักเสบด้วยยาสตีรอยด์ แล้วปล่อยให้ร่างกายฟื้นตัวเอง ผู้ป่วยไขมันในเลือดสูง ยาเคมีกลุ่มที่ใช้มากที่สุดคือกลุ่มสะเททิน (statin) กลไกออกฤทธิ์คือการยับยั้งหรือกดการสร้างเอนไซม์ HMG-CoA reductase เพื่อลดการสร้างคอเลสเตอรอลของตับที่ส่งเข้าสู่กระแสเลือด แต่ผลที่ตามมาคือทำให้เกิดการอักเสบของตับ และเกิดการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย อีกตัวอย่างของการแก้ปัญหาการกดและข่มเพียงด้านเดียวที่พบบ่อยในทางคลินิก คือการรักษาโรคมะเร็ง ในผู้ป่วยก้อนมะเร็งระยะแรกที่สามารถผ่าตัดนำก้อนออกได้ ถือว่าการรักษาโดยการผ่าตัดหรือทำลายมะเร็งเป็นผลสำเร็จได้ผลที่เป็นประโยชน์มาก แต่เมื่อยังผนวกการรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือการใช้รังสีบำบัด โดยมุ่งเน้นการกดหรือทำลายต่อไปเพียงด้านเดียว กลับสร้างเงื่อนไขที่เป็นโทษตามมา ทำให้เกิดตกค้างของสารเคมี มีการสะสมพิษในร่างกายมากขึ้นอีก การที่เนื้อเยื่อดีถูกทำลาย ก็เป็นการซ้ำเติมภูมิคุ้มกันของร่างกายอีก การไหลเวียนเลือดและพลังก็จะติดขัดไปหมด การใช้วิธีการรักษาแบบข่มหรือกด แม้ว่าจะทำให้เห็นผลการรักษาเฉพาะหน้าที่ชัดเจน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวของผู้ป่วยได้ การควบคุมโดยสารเคมีเพื่อระงับอาการอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแล้ว มักจะเกิดผลข้างเคียง และการสะสมพิษของสารเคมีตามมาอย่างมากมาย จึงพบว่าผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยมะเร็ง มีแนวโน้มมากขึ้น หลังจากพบการกินยาเคมีเป็นเวลาหลายๆ ปี วิธีการรักษาแบบระบาย เป็นแนวคิดที่ทำให้เกิดการไหลเวียนที่คล่องตัวไม่ติดขัด เพื่อปรับสภาพทั้งระบบ สร้างเงื่อนไขให้กับการฟื้นตัวของโรค เพราะถ้าการไหลเวียนของเลือดและพลังคล่องตัวก็จะไม่เกิดโรค ในทางปฏิบัติอาจต้องพิจารณาเสริมยาบำรุงเลือด พลัง หรือยิน-หยางควบคู่ไปด้วย (เสริมส่วนที่พร่อง) วิธีรักษาแบบระบายของศาสตร์แพทย์แผนจีน มีหลายวิธี เช่น การทำให้เหงื่อออก การทำให้อาเจียน การทำให้ถ่าย การขับพิษขับร้อน การสลายก้อน รวมถึงการฝังเข็ม และการปล่อยเลือด ผู้ป่วยมีอาการปวดประจำเดือน ปวดแน่นหัวใจ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะไมเกรน ปวดแน่นท้อง ฯลฯ มีหลายสาเหตุ เช่น ภาวะหยางพร่อง ร่างกายมีความเย็นมากเกินไป ภาวะเลือดและพลังพร่อง บางรายเกิดจากเลือดหนืดข้น ผลตามมาทำให้เลือดไหลเวียนติดขัด โดยหลักการระบายคือการทำให้พลังหรือเลือดมีการไหลเวียนปกติ ไม่ติดขัด อาการหรือการปวดติดขัดถือเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดปกติของการขาดเลือดและพลังมาหล่อเลี้ยง เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดพยาธิสภาพ นำมาซึ่งการเกิดโรคในเวลาต่อมา เช่น ก้อนเนื้อ มะเร็ง การใช้หลักการรักษาแบบระบายหรือสลายการอุดกั้นของเลือดและพลัง การสลายอาหารหรือเสมหะที่ตกค้าง (เป็นสาเหตุของเสียและการเกิดก้อนไขมันในเลือด) การนำเลือดออก (blood letting) การขับพิษขับร้อนโดยการถ่ายหรือขับออกทางเหงื่อ จึงมีลักษณะรักษาอาการปวดและป้องกันยับยั้งการดำเนินของโรคไปในทางที่เลวร้ายพร้อมๆ กันไป ประสาน "วิธีรักษาแบบข่ม" กับ "วิธีรักษาแบบระบาย" โดยพื้นฐานถ้าอาการไม่รุนแรงมาก การใช้วิธีการรักษาแบบระบายปรับการไหลเวียนเลือดและพลัง สามารถแก้อาการปวดและปัญหาพื้นฐานของโรคได้โดยไม่ต้องใช้วิธีการกด ซึ่งนับว่าปลอดภัย เป็นการรักษาและป้องกันไปพร้อมกัน การใช้วิธีรักษาแบบกดมีประโยชน์มากถ้าเป็นการใช้ระยะสั้น และเป็นมาตรการที่ต้องการผลรวดเร็วในการแก้อาการเฉพาะหน้า แต่ไม่ใช่วิธีแก้พื้นฐานของปัญหา นี่คงเป็นเหตุผลที่พบได้บ่อยๆ ว่าทำไมผู้ป่วยไมเกรน ผู้ป่วยปวดท้องประจำเดือน ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยปวดเรื้อรัง เป็นต้น เมื่อรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียว จึงไม่ประสบผลการรักษาที่ประทับใจ แต่เมื่อลองมาใช้การรักษาแบบการแพทย์แผนจีนร่วมด้วย ทำให้การรักษาได้ผลดีขึ้นกว่าเดิม มุมมองที่แตกต่างกัน มาจากพื้นฐานปรัชญาความคิด องค์ความรู้ ทฤษฎีที่แตกต่างกัน วิธีการแก้ปัญหาก็ต่างกัน การแก้ปัญหาใดๆ ก็ตาม จะต้องแยกแยะปัญหาหลัก ปัญหารอง ต้องพิจารณา 2 ด้านเสมอ ต้องแก้ทั้งปัจจัยหลักและปัจจัยแวดล้อมที่เป็นเงื่อนไขของการเกิดปัญหา การแก้ปัญหาต้องพิจารณา ทั้งวิธีรักษาแบบกดอาการและต้องมีวิธีรักษาแบบระบายควบคู่กันไป การผสมกลมกลืนทั้งวิธีการตรวจวินิจฉัย หลักการรักษา และวิธีการรักษาของศาสตร์การแพทย์แผนจีน และการแพทย์แผนปัจจุบัน จะทำให้สามารถนำข้อดีของแต่ละแผนมาดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น ข้อมูลสื่อ ชื่อไฟล์: 353-015 นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 353 เดือน/ปี: กันยายน 2551 คอลัมน์: แพทย์แผนจีน นักเขียนหมอชาวบ้าน: นพ.วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล https://www.doctor.or.th/article/detail/5755 (https://www.doctor.or.th/article/detail/5755) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 13, 2016, 10:00:11 PM เปรียบเทียบการรักษาทางคลินิกแผนจีน - แผนตะวันตก (ตอนที่ 4) การรักษาด้วยยาเคมีกับการรักษาด้วยยาสมุนไพรจีน โพสโดย Anonymous เมื่อ 1 ตุลาคม 2551 00:00 ผู้ป่วยที่ไปรักษาโรคกับหมอแผนปัจจุบัน จะได้ยาเคมีมารักษาบำบัดโรค เวลาไปหาหมอจีน ถ้าต้องให้ยา ก็จะได้ยาสมุนไพรมากิน ปัญหาที่ผู้ป่วยมักถามเสมอคือ ยาฝรั่งกินคู่กับยาจีนจะตีกันหรือไม่? กินยาจีนแล้วต้องกินยาฝรั่งไหม? ความแตกต่างระหว่างยาเคมีกับยาสมุนไพรจีน ยาเคมี : แพทย์แผนปัจจุบันใช้ยาที่เป็นเคมีสังเคราะห์พัฒนาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของยาในการรักษาโรค โดยยาเคมีไปมีผลต่อเนื้อเยื่อหรืออวัยวะโดยเปลี่ยนแปลงกลไกชีวเคมีระดับเซลล์เป็นสำคัญ การทำงานระบบต่างๆ ของร่างกาย ถ้าเจาะลึกลงไประดับเซลล์ เราพบว่ามีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นมากมาย ทำให้ร่างกายสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ตั้งแต่การย่อยสลาย และดูดซึมอาหาร การหายใจ การขับของเสียออกจากเซลล์ การขจัดพิษตกค้างภายในร่างกาย มุมมองการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี หรือสารเคมีระดับเซลล์ มีลักษณะจำเพาะสูง และมีแนวโน้มของการรักษาไปทิศทางเดียว ตัวอย่างของกลุ่มยาเคมี - ยาลดความดันโลหิตสูง - ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด - ยารักษาหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ - ยาระงับการหอบหืด ยาขยายหลอดลม - ยาละลายลิ่มเลือด ยาลดการจับตัวของเลือด - ยาปฏิชีวนะ ต้านแบคทีเรีย ต้านไวรัส - ยาต้านมะเร็ง เนื่องจากการวินิจฉัยโรคแบบแผนปัจจุบันเป็นการ พยายามสืบค้นสาเหตุหรือสิ่งก่อโรค ที่มีลักษณะรูปธรรม (เชื้อโรค มะเร็ง ความผิดปกติของยีน ความผิดปกติของโครงสร้าง การกดทับหลอดเลือดหรือเส้นประสาท) ดังนั้นเมื่อพบความผิดปกติที่ชัดเจนก็ใช้วิธีการทำลายหรือยับยั้งด้วยยาหรือการผ่าตัดตามแต่กรณี แต่ถ้าไม่พบสิ่งก่อโรคที่ชัดเจน ก็จะใช้ยาเคมีเข้าไปเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางชีวเคมีของร่างกายที่ผิดปกติ ที่ทำให้เกิดโรค จึงมีลักษณะการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน และการแก้ปัญหาตามอาการที่เกิดขึ้น ยาสมุนไพรจีน : มีลักษณะการปรับเปลี่ยนทางกายภาพหรือทางฟิสิกส์เป็นหลัก ทำให้สภาพของร่างกายมีเงื่อนไขที่เหมาะสมในการทำงาน ทำให้เกิดสมดุล ซึ่งสภาพทางกายภาพที่เหมาะสม เป็นภาพรวมที่ใหญ่กว่าและมีผลโดยอ้อม ทำให้เกิดภาวะที่เหมาะสมต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมีของร่างกาย มีการปรับตัวเพื่อให้เกิดภาวะสมดุล นอกจากการปรับเปลี่ยนทางกายภาพแล้ว พบว่าสมุนไพรยังมีสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นยาหรือพฤกษเคมี (phytochemical) มีบทบาทการปรับเปลี่ยนชีวเคมีในปฏิกิริยาเคมีของร่างกายโดยตรงอีกด้วย ซึ่งจะพบได้จากการศึกษาวิจัยยาสมุนไพรและกลไกการออกฤทธิ์ที่มีการตีพิมพ์มากมาย ตัวอย่างและแนวคิดของแพทย์แผนจีน กับกลไกการออกฤทธิ์ของยาสมุนไพรจีน 1. การปรับสมดุลทางกายภาพของร่างกาย โดยการปรับสมดุล ยิน-หยาง ตัวยาสมุนไพรจีนจะมีฤทธิ์ของยาใหญ่ 4 อย่าง เรียกว่าฤทธิ์ทั้ง 4 คือ เย็น ร้อน อุ่น ค่อนข้างเย็น การใช้ยาสมุนไพรปรับยิน-หยาง หรือภาวะร้อน-เย็น เพื่อสร้างภาวะแวดล้อมของร่างกายหรือเซลล์ เป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญต่อการทำงานเป็นปกติของเซลล์ เสมือนกับการเตรียมดิน ปุ๋ย น้ำและแสงสว่าง ที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืช 2. การรักษาโรคเน้นสรรพคุณของยา อาศัยความแตกต่างของรสชาติทั้ง 5 ของสมุนไพร ยาจีนแบ่งเป็น 5 รส - รสเผ็ด มีสรรพคุณ ขับเหงื่อ กระจาย ทำให้พลังเคลื่อนไหว - รสหวาน มีสรรพคุณ บำรุง แก้ปวดเกร็ง ทำให้ชุ่ม ไม่แห้ง - รสขม มีสรรพคุณ สลายความชื้น ทำให้ถ่าย - รสเปรี้ยว มีสรรพคุณ ดึงรั้ง พยุงของเหลวในร่างกาย - รสเค็ม มีสรรพคุณ สลายก้อน ทำให้นิ่ม 3. การเน้นกลไกพลังเพื่อปรับทิศทางพลังของร่างกาย ยาสมุนไพรจีนแบ่งกลไกการขับเคลื่อนพลังร่างกาย 4 ทิศทาง - ขึ้นบน เพื่อนำยาสู่ส่วนบนร่างกาย - ลงล่าง เพื่อนำยาลงส่วนล่างร่างกาย - ลอย เพื่อนำยาสู่ผิวภายนอกร่างกาย - จม เพื่อนำยาสู่ภายในร่างกาย ตัวอย่างเช่น - ผู้ป่วยที่ถ่ายท้องบ่อยๆ และมีลำไส้ใหญ่ส่วนทวารปลายหย่อน (prolapse rectum) หรือผู้ป่วยที่มีมดลูกหย่อน แสดงถึงพลังส่วนกลางอ่อนแอ ต้องบำรุงพลังและทำให้พลังขึ้นบน - ผู้ป่วยหอบหืด ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยกรดไหลย้อน อาเจียน เรอ เป็นปัญหาของกลไกพลังย้อนทิศทางกับสภาพปกติ ต้องใช้ยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณดึงลงล่างเป็นตัวประกอบในการรักษา - ผู้ป่วยไข้หวัด ลมพิษ (โรคที่อยู่ส่วนบนร่างกาย หรืออยู่บริเวณผิวหนังภายนอกระยะแรก) ต้องใช้ยารสเผ็ดมาช่วยกระจายปัจจัยก่อโรคให้ออกจากร่างกาย - ผู้ป่วยที่เป็นโรคภายในต้องใช้ยาที่เสริมบำรุงเข้าไปภายใน ภาวะภายในร้อนมากต้องใช้ยาขับความร้อนจากภายใน 4. เน้นการนำยาเข้าสู่อวัยวะเป้าหมาย เรียกว่า กุยจิง การเข้าเส้นลมปราณของยาสมุนไพรจีน เนื่องจากสมุนไพรแต่ละตัวมีการออกฤทธิ์ต่ออวัยวะภายในต่างๆกันไป การเลือกยาที่มีความจำเพาะต่ออวัยวะที่เกิดโรค ตามทฤษฎีแพทย์จีนจึงมีความสำคัญต่อการรักษาโรคอย่างมาก นอกจากการพิจารณาปรับสมดุล โดยภาพรวม (ยิน-หยาง) การเลือกตัวยาที่มีสรรพคุณเหมาะสม มีการควบคุมทิศทางของยาเพื่อปรับทิศทางพลัง รวมถึงกำหนดการใช้ยาให้เข้าสู่เป้าหมายที่ต้องการแล้ว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาโรค ยังต้องคำนึงถึงการจัดยาให้เสริมฤทธิ์ ลดอาการต่างๆ ลดผลข้างเคียงของยา และการประสานยาให้เป็นหนึ่งเดียวของตำรับยาทั้งตำรับ ซึ่งเป็นจุดเด่นของการประกอบตำรับยาสมุนไพรจีน (การใช้ยาสมุนไพรตัวเดียว กรณีผู้ป่วยที่มีโรคค่อนข้างซับซ้อนจึงมักไม่ค่อยได้ผล) เปรียบเทียบความแตกต่างโดยสรุป ยาเคมีมีฤทธิ์ทิศทางเดียว เข้าสู่อวัยวะและเนื้อเยื่อที่แน่นอน เปลี่ยนแปลงชีวเคมีของร่างกายเพื่อแก้ความผิดปกติขององค์ประกอบทางเคมีระดับเซลล์ ระดับโมเลกุลไม่มีการปรับสมดุลทางกายภาพ (ยิน-หยาง) จึงเกิดผลเฉพาะส่วนที่รวดเร็ว แต่ไม่ได้สร้างเงื่อนไขการฟื้นตัว หรือสร้างภาวะที่เหมาะสมต่อการปรับตัวของร่างกาย เช่นตัวทำลายมะเร็ง แล้วสภาพแวดล้อมก็เหมือนเดิม หรือเลวร้ายมากขึ้นจากสารเคมีเป็นพิษตกค้างจากการใช้เคมีระยะยาว จึงเป็นการซ้ำเติมร่างกายโดยองค์รวม แพทย์แผนปัจจุบันไม่มีทัศนะเรื่องคุณสมบัติของยาในทัศนะ ยิน-หยาง ไม่มีความหมายยาในเรื่องของร้อน เย็น อุ่น ค่อนข้างเย็น จึงไม่มีการให้ยาในการปรับทิศทางภาพรวมทางกายภาพของร่างกาย แนวคิดส่วนใหญ่เป็นการมองระดับลึกที่มุ่งแก้ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับชีวเคมีของร่างกาย จึงเกิดปัญหาผลข้างเคียงของยา หรือแม้ว่าโรคต่างๆ ควบคุมได้ดี แต่สภาพร่างกายโดยองค์รวมของผู้ป่วยกลับทรุดลง ทำให้มีแนวโน้มใช้ยามากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการแก้ปัญหาแบบกลไก ยาสมุนไพรจีน ยาสมุนไพรมักมีฤทธิ์ปรับสมดุล ยิน-หยาง โดยองค์รวม ในตัวยาแม้จะเป็นสมุนไพรตัวเดียวก็ยังมีองค์ประกอบของพฤกษเคมีที่มากมายมีการควบคุมและการออกฤทธิ์ที่สลับซับซ้อน ยาบางตัวมีฤทธิ์ 2 ทิศทาง เช่น - โสมคน สามารถช่วยให้ความดันโลหิตของผู้ป่วย (ความดันต่ำ) สูงขึ้น และทำให้ความดันลดลงได้ (กรณีผู้ป่วยความดันโลหิตสูง) - ยาขาวยูนาน สามารถยืดหยุ่นได้กรณีที่เลือดออก แต่ก็สามารถสลายเลือดได้กรณีที่มีการตกค้างของเลือด (เมื่อเกิดช้ำใน) เมื่อใช้หลักของการประกอบตำรับยาเพื่อการรักษาโรคจะเห็นว่า การวินิจฉัยแยกแยะสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละรายมีความสำคัญมาก การจัดตัวยาต้องพิจารณาทั้งสภาพ ยิน-หยาง การเลือกสรรพคุณยา การเสริมฤทธิ์ยา การควบคุมฤทธิ์ยา การลดพิษของยา การประสานยาเข้าเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการจัดวางบทบาทของยาอย่างเหมาะสม ทำให้การใช้ยาสมุนไพรมีประสิทธิภาพสูงและรักษาโรคได้อย่างเป็นองค์รวมขณะเดียวกันพิษข้างเคียงของยาจึงน้อยกว่าการใช้ยาเคมี การบูรณการยารักษาโรคของแพทย์จีนกับแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนปัจจุบัน ถ้าได้เรียนรู้ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับแพทย์จีน จะทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทางคลินิก และเข้าใจผลข้างเคียงของยาเคมีได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น 1. ยาปฏิชีวนะโดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติเป็นรสขม จึงสามารถรักษาโรคติดเชื้อที่มีลักษณะอักเสบ ร้อนได้ เช่น ทอนซิลอักเสบ คออักเสบที่มีไข้ เสมหะเหลือง แต่ยาปฏิชีวนะไปรักษาผู้ป่วยแผลร้อนในเรื้อรังที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายอ่อนแอไม่แข็งแรงหรือมีภาวะพลังหยางพร่อง จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่กลับจะไปซ้ำเติมให้ร่างกายผู้ป่วยและภาวะภูมิคุ้มกันยิ่งแย่ลงไปอีก 2. กลูโคสและวิตามินซี มีรสหวานเปรี้ยว มีสรรพคุณที่จะบำรุงพลังและตับ (รสเปรี้ยวเข้าตับ รสหวานบำรุงพลัง) 3. ผู้ป่วยที่มีภาวะหยางแกร่ง ควรหลีกเลี่ยงยาบำรุงฤทธิ์ร้อน ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของร่างกาย เช่น กลุ่มยาลดการบวมแน่นจมูก (อีฟีดรีน) เป็นต้น แพทย์แผนจีนต้องเรียนรู้การวิจัยใหม่ๆเกี่ยวกับสมุนไพร และเข้าใจตัวยาเคมีในสมุนไพรและกลไกการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เช่น ชิงเฮาซู่ สามารถรักษามาลาเรีย สารสกัดใบแปะก๊วย มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต เพิ่มการไหลเวียนเลือด ฯลฯ การศึกษาความเป็นองค์รวมในการบริหารยาจีนและประสบการณ์ทางคลินิกตามศาสตร์แพทย์แผนจีน การเข้าใจกลไกออกฤทธิ์ของยาเคมีจากการวิจัยแบบแผนปัจจุบัน จะทำให้เราสามารถใช้ยาเคมีรักษาโรคร่วมกับการใช้ยาจีนได้อย่างเหมาะสม จะทำให้เราใช้ยาเคมีน้อยลงได้ และทำให้การรักษากลับไปสู่แนวธรรมชาติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยาสมุนไพรจีนเองก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะกินกันเป็นโดยไม่มีข้อบ่งใช้ เพราะขึ้นชื่อว่ายาแล้วถ้าไม่มีความจำเป็น การกินยาสมุนไพรอย่างผิดๆ ก็มีภัยไม่แพ้ยาเคมีเหมือนกัน ข้อมูลสื่อ ชื่อไฟล์: 354-012 นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 354 เดือน/ปี: ตุลาคม 2551 คอลัมน์: แพทย์แผนจีน นักเขียนหมอชาวบ้าน: นพ.วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล https://www.doctor.or.th/article/detail/5780 (https://www.doctor.or.th/article/detail/5780) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 13, 2016, 10:02:08 PM เปรียบเทียบการรักษาแผนจีนกับแผนตะวันตก (ตอนที่ 5) เงื่อนไขการเกิดโรคกับสิ่งที่ทำให้เกิดโรค โพสโดย Anonymous เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2551 00:00 ได้กล่าวมาหลายตอนเกี่ยวกับแนวคิดการรักษาแบบแผนจีนกับแผนตะวันตก ฉบับนี้จะขยายความลงรายละเอียด ถึงความแตกต่างของการมองปัญหา เหตุของการเกิดโรคของทั้งสองแผน เหตุแห่งโรคของแผนปัจจุบัน : ความพยายาม ค้นหา "สิ่งที่ทำให้เกิดโรค" ตำราการแพทย์ของแผนปัจจุบันให้ความสำคัญเกี่ยวกับรักษาโรคเป็นหลัก คนทั่วไปอ่านเข้าใจยาก เพราะจะเน้นหนักไปที่โรคต่างๆ มีสาเหตุจากอะไร ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร มีกลไกการเกิดโรค การดำเนินของโรคอย่างไร ใช้ยาเคมีอะไรรักษา ยามีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไรหรือต้องใช้วิธีการอื่น เช่น การผ่าตัด กายภาพบำบัด เป็นต้น ปรากฏว่าปัจจุบันมีโรคจำนวนมากที่มักจะตรวจหาสาเหตุหรือตัวก่อให้เกิดโรคไม่ได้ รู้แต่ว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง แต่ก็ไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด สุดท้ายก็สรุปว่าไม่รู้สาเหตุ และให้การดูแลรักษาด้วยการควบคุมและแก้ไขอาการเฉพาะหน้าไป บางรายโชคดีอาจฟื้นตัวหายได้หรือบรรเทาไปได้ ผู้ป่วยอีกจำนวนมากก็ต้องให้ยาควบคุมอาการไปเรื่อยๆ แนวคิดการหาสาเหตุ หรือค้นหาตัวทำให้เกิดโรคเป็นแนวคิดที่มาจากพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์แขนงต่างๆ โดยเฉพาะทางชีววิทยา พยาธิวิทยา ชีวโมเลกุล คือเมื่อมีการค้นพบกล้องจุลทรรศน์มองเห็นเซลล์เนื้อเยื่อ เห็นรายละเอียดของร่างกายสภาพปกติ และมองเห็นร่างกายภาวะไม่ปกติ (มีพยาธิสภาพ) มองเห็นตัวเชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา สิ่งกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ เซลล์ผิดปกติสารก่อภูมิแพ้ในร่างกาย ความผิดปกติของยีน เป็นต้น การรักษาของแผนปัจจุบัน จึงมุ่งเน้นทำลายตัวก่อโรค เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย ติดเชื้อไวรัส ติดเชื้อรา จึงมีแนวทางการศึกษาวิจัยยาใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำลายหรือฆ่าแบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อรา หรือทำลายเซลล์มะเร็ง กรณีของโรคติดต่อก็จะเพิ่มการควบคุมครบวงจรของตัวพาหะกับตัวก่อโรค ทำให้ขอบเขตวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไขอยู่ปริมณฑลที่กว้างขึ้น แต่ยังจำกัดอยู่กับสิ่งที่มองเห็นเป็นรูปธรรมคือ ตัวก่อโรค หรือตัวพาหะนำโรคที่เกี่ยวข้อง สำหรับโรคติดเชื้อหรือโรคระบาด ที่มักหาสาเหตุได้ค่อนข้างชัดเจน เมื่อใช้แนวคิดนี้การรักษาโรคจึงได้ผลที่ดี สำหรับโรคที่ไม่รู้สาเหตุที่แน่นอน เมื่อนำแนวคิดนี้ไปใช้ ก็เลยไม่รู้จะใช้ยาเคมีไปทำลายอะไร หรือควบคุมอะไร คงให้การรักษาไปตามอาการจึงไม่ประสบผลสำเร็จในการรักษาโรคเท่าที่ควร เหตุแห่งโรคของแพทย์แผนจีน : ความพยายาม ค้นหา "เงื่อนไขของการเกิดโรค" แพทย์แผนจีนให้ความสำคัญที่เงื่อนไขของการเกิดโรคมากกว่าพยายามค้นหาสาเหตุ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดโรค ทั้งนี้ เนื่องจากการเกิดและพัฒนาองค์ความรู้ของแพทย์ จีนมีพื้นฐานต่างจากการแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนจีนถือกำเนิดในยุคที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้า จึงไม่สามารถลงลึกและเข้าใจถึงพยาธิสภาพแบบแผนปัจจุบัน ไม่รู้จักสาเหตุหรือชื้อโรค หรือสิ่งที่ทำให้เกิดโรคที่สามารถมองเห็นได้ หรือค้นพบได้ การศึกษาจึงมุ่งเน้นไปยังเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้คนมีสุขภาพ หรือมีสุขภาพไม่ดี (เกิดโรค) จึงมีแนวคิดที่กว้างครอบคลุมปัจจัยหรือเงื่อนไขแวดล้อมภาย นอกและภายในต่างๆ คือความสมดุลเป็นหนึ่งเดียวระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งคนทั่วไปที่ไม่ต้องเรียนทางการแพทย์ก็สามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้ เป็นแนวการรักษาและการป้องกันโรคส่งเสริมและฟื้นฟูอยู่ในตัว ทัศนะเกี่ยวกับเจิ้งชี่ กับเสียชี่ - เจิ้งชี่ ไม่พอ หรือพลังพื้นฐาน ร่างกายที่อ่อนแอ เป็นเงื่อนไขของร่างกายที่สำคัญที่สุดในการทำให้เกิดโรค - เสียชี่ ที่แกร่งหรือสิ่งก่อโรคจากภายนอกที่มากและรุนแรง เป็นเงื่อนไขภายนอกที่ทำให้เกิดโรค การเกิดโรคหรือไม่เกิดโรค เป็นกระบวนการต่อสู้ของเสียชี่กับเจิ้งชี่ ถ้าร่างกายยังดำรงความ สมดุลอยู่ได้ ก็จะไม่เกิดโรค ถ้าเสียสมดุลบ้างแต่มีการปรับตัวได้บ้าง ก็จะเป็นๆ หายๆ ถ้าเสียสมดุลปรับตัวไม่ได้ก็จะเกิดโรค คัมภีร์แพทย์จีนในการสร้างสมดุล เพื่อไม่ให้เกิดโรคหรือเมื่อเป็นโรคแล้ว ทำอย่างไรจึงจะหายได้เร็ว จึงมุ่งเน้นที่การสอนความรู้ การปฏิบัติตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายเจิ้งชี่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการเกิดโรค (เงื่อนไขภายใน) ขณะเดียวกันก็พยายามหลีกเลี่ยงการกระทำของเสียชี่ที่เป็นเงื่อนไขภายนอกของการเกิดโรค คัมภีร์ซู่เวิ่นยี่เพียนได้สรุปว่าเจิ้งชี่ยังดำรงอยู่ เสียชี่ไม่สามารถทำอะไรได้ ขจัดปัจจัยก่อโรคภายนอก เสียชี : เงื่อนไขภายนอก เงื่อนไขภายนอกร่างกาย ได้แก่ 1. การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 6 ชนิด ได้แก่ ลม ความเย็น ความร้อน ความชื้น ความแห้ง และไฟ การแปรเปลี่ยนของสภาพอากาศแสดงออกถึงฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่เป็นไปอย่างช้าๆ ไม่แปรปรวนรวดเร็ว ร่างกายคนปกติก็จะปรับตัว ทำให้ไม่เกิดการเสียสมดุลจนเกิดโรค กรณีที่การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง รวดเร็วจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน บางครั้งภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไม่รุนแรงเป็นปกติ แต่ร่างกายอ่อนแอ (เจิ้งชี่ไม่พอ) ก็ทำให้เกิดโรคเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงของอากาศแบบนี้เรียกว่าเป็นเสียชี่ คือ ลิ่วหยิน สรุปว่าอากาศที่เปลี่ยนแปลงแล้วทำให้คนเกิดโรคได้ก็เรียกว่าเสียชี่ ทั้งนั้น - ฤดูใบไม้ผลิ อากาศอบอุ่นมีลมแรง มีโอกาสเกิดโรคที่เกิดจากลมและความอุ่น - ฤดูร้อน อากาศร้อน ฝนตก มีความชื้น มีโอกาสเกิดโรคจากความร้อนชื้น - ฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็น และแห้ง มีโอกาสเกิดโรคเกี่ยวกับปอด ไอแห้งๆ - ฤดูหนาว อากาศหนาวเย็น โอกาสเกิดโรคจากการกระทบลมเย็นได้ง่าย 2. เหตุภายนอกอื่นๆ เช่น โรคระบาด พยาธิ และการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุภายนอก เงื่อนไขภายในร่างกาย ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น 1. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เรียกว่า อารมณ์ทั้ง 7 คือ โกรธ ดีใจ วิตก กังวล โศกเศร้า กลัว ตกใจ อารมณ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ เมื่อคนเราต้องประสบกับสิ่งกระตุ้นภายนอกต่างๆ ถ้าการเปลี่ยน แปลงดังกล่าวไม่รุนแรงและไม่นานเกินไป ร่างกายจะปรับตัวได้ แต่ถ้ากระทบรุนแรงและยาวนาน จะมีผลต่อการทำงานของอวัยวะภายในโดยตรง ทำให้การไหลเวียนเลือดและพลังผิดปกตินำมาซึ่งการทำลายความสมดุลของร่างกาย ฉะนั้น การควบคุมอารมณ์ทั้ง 7 ได้ดีจึงเป็นการป้องกันการทำลายเจิ้งชี่ที่สำคัญอย่างยิ่ง 2. การกินอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสม เน้นการกินที่ไม่ซ้ำซาก เวลาที่เหมาะสม ปริมาณ ประเภท และเทคนิคต่างๆ เพราะอาหารจะเป็นแหล่งที่มาของเลือดและพลัง การกินอาหารที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้องจะทำลายระบบการย่อยดูดซึม (ม้ามและกระเพาะอาหาร) ทำให้การสร้างพลังและเลือดของร่างกายลดน้อยลง รวมทั้งพลังภูมิคุ้มกัน สรุปแล้วคือเจิ้งชี่นั่นเอง นอกจากนี้ การตกค้างของอาหารก็ทำให้เกิดความชื้น และเสมหะ ของเหลวตกค้าง เป็นของเสียที่ไปบั่นทอนการไหลเวียนของเลือดและพลังไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายอีก การติดขัดของพลังทำให้เลือดไม่ไหลเวียนเกิดเลือดอุดกั้น ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายขาดเลือดและพลังไปหล่อเลี้ยงทั้งหมด ของการติดขัด ตกค้าง ไม่ว่าจะเป็นของเหลว ความชื้น เสมหะ เลือด ก็ถือว่าเป็นเสียชี่ ภายในร่างกายที่มีผลกระทบต่อ เจิ้งซี่ (พลังพื้นฐานของร่างกาย) 3. การพักผ่อน-การทำงาน การพักผ่อน การนอนหลับ ก็มีกฎเกณฑ์และต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ การใช้แรงงานทางกายและใจต้องสมดุลเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นพลังเจิ้งชี่ของร่างกายจะถูกบั่นทอน 4. เรื่องเพศสัมพันธ์ ต้องมีกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่ต้องเข้าใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพที่ดี สรุป เรื่องโรคภัยไข้เจ็บเมื่อวิเคราะห์แบบแผนปัจจุบันแล้ว จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องของแพทย์หรือผู้ที่ต้องทำการรักษา เวลารักษาก็เน้นไปที่ตัวการที่ทำให้เกิดโรค ต้องอาศัยคนที่เรียนทางการแพทย์เท่านั้นที่จะรักษาได้ อ่านตำราแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว คนทั่วไปไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ต้องหมั่นตรวจเช็กร่างกายสม่ำเสมอ เพื่อค้นพบความผิดปกติให้เร็วที่สุด เมื่อเป็นโรคแล้วรีบไปปรึกษาแพทย์ไม่ควรรักษาด้วยตนเอง แต่ถ้าเป็นแพทย์แผนจีน ตำราแพทย์นอกจากหมอจีนจะทำการรักษาแล้ว ยังสอนวิธีป้องกัน หรือแนะนำให้ผู้ป่วยดูแลตัวเอง เพื่อเสริมเจิ้งชี่ ที่เป็นเงื่อนไขภายในร่างกายหลีกเลี่ยงเสียชี่ สอนการเรียนรู้การดูแลตัวเอง เพื่อไม่สร้างเงื่อนไขของการเกิดโรคซึ่งสามารถปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน การปฏิบัติบางอย่างได้รับการบอกเล่าสืบต่อกันมายาวนาน เช่น ไม่ควรกินน้ำแข็งและของเย็นๆ เพราะจะทำลายเจิ้งชี่ทำให้ไม่แข็งแรง เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็คงสรุปได้ง่ายๆ ว่า แพทย์แผนปัจจุบันมองว่าการเกิดโรคเกิดจากมีสิ่งที่ทำให้เกิดโรคเป็นหลัก จึงพุ่งเป้าไปที่ต้องทำลาย แต่แพทย์แผนจีนมองว่าการเกิดโรคเกิดจากเงื่อนไขภายในของร่างกาย คือ เจิ้งชี่อ่อนแอเป็นหลัก และปัจจัยก่อโรคเสียชี่ซึ่งเป็นเงื่อนไขภายนอก (ที่มาจากภายนอก และที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย) การเกิดโรคหรือไม่เป็นผลจากให้เกิดการต่อสู้ของเจิ้งชี่กับเสียชี่ จึงต้องปรับเสริมเงื่อนไขเหล่านี้ โรคนี้จะหายได้อย่างรวดเร็ว และจะสามารถป้องกันการเกิดซ้ำได้ ข้อมูลสื่อ ชื่อไฟล์: 355-011 นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 355 เดือน/ปี: พฤศจิกายน 2551 คอลัมน์: แพทย์แผนจีน นักเขียนหมอชาวบ้าน: นพ.วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล https://www.doctor.or.th/article/detail/5801 (https://www.doctor.or.th/article/detail/5801) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 13, 2016, 10:03:52 PM เปรียบเทียบการรักษาทางคลินิกแผนจีนกับแผนตะวันตก (ตอนที่ 6) วิธีการรักษาอาการปวด โพสโดย Anonymous เมื่อ 1 มกราคม 2552 00:00 ทุกคนคงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเจ็บการปวดมาแล้ว เวลารู้สึกไม่สบาย เป็นไข้หวัด เวลามีการอักเสบติดเชื้อ เวลามีการปวดเกร็งกล้ามเนื้อจากการทำงาน หรือมีอาการปวดไมเกรน ปวดประจำเดือน ปวดหลัง ปวดเอว ปวดจากมะเร็ง ความรุนแรงของการปวดวัดได้ยาก เป็นความรู้สึกที่ผู้ป่วยบอกให้เราทราบ อาการปวดมีนัยสำคัญของการบ่งบอกความผิดปกติบางสิ่งบางอย่างของร่างกาย ซึ่งต้องค้นหาสาเหตุที่แน่ชัด เพื่อการรักษาต้นเหตุที่แท้จริง อาการปวดในทัศนะแพทย์แผนปัจจุบัน อาการปวดเป็นอาการที่พบบ่อยทางคลินิกที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ เป็นความรู้สึกที่ผู้ป่วยบอกกับแพทย์ สาเหตุโดยสรุปเกิดจากการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อของร่างกาย ทำให้เกิดการหลั่งสารชีวเคมีชนิดต่างๆ ที่ไปกระตุ้นปมประสาทรับความรู้สึกก่อให้เกิดอาการปวดในรูปแบบต่างๆ การกระตุ้นเริ่มต้นที่ระบบประสาทส่วนปลายที่รับความเจ็บปวด นำกระแสประสาทไปยังตัวเซลล์ประสาทรับความรู้สึกที่ไขสันหลังบริเวณด้านหลัง แล้วส่งต่อไปยังก้านสมอง (brain stem) แล้วต่อไปยังทาลามัส (thalamus) และไปแปลผลที่สมองใหญ่ ส่วนผิว (cortex) บริเวณที่เกี่ยวข้องการรับความรู้สึกทำให้ร่างกายแปลผล และบอกตำแหน่งการเจ็บปวดของร่างกายได้แน่นอน เมื่อมีการบาดเจ็บ เนื้อเยื่อร่างกายจะหลั่งสารที่เป็นตัวกระตุ้นออกมามากมาย ไปกระตุ้นให้ปมประสาทรับความรู้สึกส่วนปลาย สารต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่ อะเซทิลโคลิน (acetylcholine) เซอราโทนิน (seratonin) ฮิสทามีน (histamine) แบรดดี้ไคนิน (bradykinin) โดพามีน (dopamin) ประจุโพแทสเซียม (K+), ประจุไฮโดรเจน (H+) เป็นต้น การรักษาหรือบรรเทาการเจ็บปวดในทัศนะแพทย์แผนปัจจุบันมีหลักการสำคัญคือ 1. ใช้ยาเคมีที่มีฤทธิ์ต้านหรือรบกวนการหลั่งสารที่เป็นตัวกระตุ้น เช่น พาราเซตามอล ยาแอสไพริน ยาแก้ปวดกลุ่ม N-SAID 2. สกัดกั้นการนำสัญญาณความเจ็บปวด เช่น ยาชาเฉพาะที่ 3. เปลี่ยนแปลงการแปลผลของสมองเพื่อลดความรู้สึกการเจ็บปวด เช่น มอร์ฟีน 4. ลดความเครียดความกังวล กล่อมประสาทเพื่อลดความรู้สึกต่อการเจ็บปวด อาการปวดในทัศนะแพทย์แผนจีน แพทย์แผนจีนอธิบายสาเหตุของอาการปวดเกิดจากการไหลเวียนของเลือดและพลังลมปราณในเส้นลมปราณ (Meridian) ติดขัด ไม่คล่อง : ความคล่อง-ไม่ติดขัด (ของเลือดและพลัง) ทำให้ไม่เจ็บปวด การปวดก็เพราะการติดขัด-ไม่คล่อง (ของเลือดและพลัง) ลักษณะการปวดแบบแพทย์แผนจีน 1. การปวดแบบเคลื่อนที่ เช่นการปวดตามข้อ และเปลี่ยนตำแหน่ง เป็นๆ หายๆ เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เหมือนลม เรียกว่า ปวดแบบลม 2. การปวดแบบลึกๆ หนักๆ เหมือนผ้าชุบน้ำ เรียกว่า ปวดแบบความชื้น 3. การปวดแบบอักเสบ บวม แดง ร้อน เรียกว่า ปวดแบบร้อน 4. ปวดแบบรุนแรงมาก โดยเฉพาะเวลากระทบความเย็น เรียกว่า ปวดแบบเย็น 5. ปวดแบบเข็มแทง เฉพาะที่ เป็นมากตอนกลางคืน เรียกว่า ปวดแบบเลือดคั่ง 6. ปวดแบบเรื่อยๆ ไม่รุนแรง เป็นมากเวลาอ่อนเพลีย เรียกว่า ปวดแบบร่างกายพร่องอ่อนแอ ตำแหน่งการปวด บอกถึงการกระทบกระเทือน เส้นลมปราณอะไร เช่น 1. ปวดบริเวณหน้าผาก - ปวดเส้นลมปราณหยางหมิง 2. ปวดศีรษะด้านข้าง - ปวดเส้นลมปราณซ่าวหยาง 3. ปวดท้ายทอย - ปวดเส้นลมปราณไท่หยาง 4. ปวดกลางกระหม่อม - ปวดเส้นลมปราณเจี๊ยะยิน 5. ปวดศีรษะไปถึงฟัน - ปวดเส้นลมปราณซ่าว- ยิน 6. ปวดศีรษะร่วมกับเวียนศีรษะ ท้องเสีย - ปวดเส้นลมปราณไท่ยิน 7. ปวดเอว เอ็นร้อยหวาย - ปวดเส้นลมปราณเกี่ยวข้องกับไต 8. ปวดชายโครง - ปวดเส้นลมปราณเกี่ยวข้องกับตับ-ถุงน้ำดี การวิเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับเลือดและพลังอุดกั้นกับอาการปวด 1. การไหลเวียนเลือดสู่เนื้อเยื่อผิดปกติ 1.1 การขาดเลือดของเนื้อเยื่อจากเลือดอุดกั้นไหลเวียนไม่ดี อาการปวดจะเป็นแบบปวดเหมือนเข็มแทงเฉพาะที่ปวดร้าว เช่น การปวดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ ปวดท้องประจำเดือน ปวดบริเวณที่เคยปวดถูกกระทบกระแทกฟกช้ำมาก่อน 1.2 การปวดจากเลือดน้อยหรือพลังชี่น้อย หรือภาวะพร่องทำให้เลือดไหลเวียนช้ากว่าปกติ อาการปวดจะเนิบๆ คลุมเครือไม่ชัดเจน ถ้าขาดเลือดและพลังมากจนภายในร่างกายมีความเย็นมาก ขาดพลังหยาง อาการปวดจะรุนแรง การปวดแบบนี้เมื่อใช้มือกดหรือใช้ความร้อนประคบจะรู้สึกสบายขึ้น 1.3 การปวดจากเลือดมาคั่งค้าง เกิดจากการอักเสบ อาจเนื่องจากการติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ ที่มีอาการปวดบวมแดงร้อน ซึ่งถือเป็นการอุดกั้นชนิดหนึ่ง การรักษาต้องใช้หลักการระบายภาวะความร้อนและอุดกั้น อาการปวดแบบนี้ไม่ถูกกับความร้อน จะถูกกับการประคบความเย็น 2. การไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองผิดปกติ การปวดแบบนี้มีลักษณะตึงๆ แน่นๆ ซึ่งตรงมักเกี่ยวข้องกับการบวมน้ำ เช่นขาบวม ท้องมาน (มีน้ำในช่องท้อง) ในแพทย์แผนจีนคือการปวดจากภาวะความชื้นหรือเสมหะตกค้าง เนื่องจากระบบน้ำเหลืองกับระบบเลือดมักสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ในทางคลินิกเวลารักษาการปวดจากเลือดอุดกั้นหรือความชื้นเสมหะอุดกั้นต้องพิจารณาการให้ยารักษาร่วมกัน 3. การปวดจากการอุดกั้นในอวัยวะกลวง ร่างกายคนมีอวัยวะภายในที่ตัน เรียกว่า อวัยวะจั้ง มีหน้าที่ในการเก็บ อวัยวะภายในที่กลวงเรียกว่า อวัยวะฝู่ มีหน้าที่ลำเลียงส่งผ่านอาหารหรือสารคัดหลั่งหรือของเสียของระบบต่างๆ การระบายของสิ่งต่างๆ ที่ไม่คล่อง-ติดขัดทำให้ เกิดอาการปวด เช่น ปวดนิ่วถุงน้ำดี การปวดแน่นอกเนื่องจากเสมหะไม่ออก การปวดท้องเนื่องจากท้องผูก การปวดตับอ่อนเนื่องจากการกดทับ การปวดร้าวเนื่องจากนิ่วอุดตันท่อไต การรักษาด้วยแพทย์แผนจีน ใช้หลักการคือทะลวงการอุดกั้นร่วมกับการบำรุงส่วนที่พร่อง ทะลวงการอุดกั้น 1. เลือดอุดกั้น 2. พลังอุดกั้น 3. ความชื้น-เสมหะ (ของเหลว) อุดกั้น 4. ความเย็นอุดกั้น 5. ทะลวงการอุดกั้นของอวัยวะกลวง 6. ขับเหงื่อ ขับลมที่มากระทบผิว บำรุงส่วนที่พร่อง - ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดภาวะอุดกั้น (โดยเฉพาะกรณีปวดเรื้อรัง) - ภาวะเลือดพร่อง หรือพลังพร่อง หรือหยางพร่องหรือยินพร่อง - ระบบอวัยวะภายใน เช่น ม้าม ไต ตับ ที่อ่อนแอ - รวมถึงพิจารณาเส้นลมปราณที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมักเป็นตัวแสดงอาการปวดที่สะท้อนให้เห็นออกสู่ภายนอก ตัวอย่างการรักษาอาการปวด - ปวดชายโครง ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากการกระทบกระเทือนชายโครง แม้ว่าจะมีกระดูกซี่โครงหักหรือไม่ก็ตาม เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณชายโครงย่อมได้รับบาดเจ็บ ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการปวดแน่นๆ หายใจไม่สะดวก (ทั้งนี้รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัด) ตามแนวชายโครง แพทย์แผนปัจจุบัน : มักให้การรักษาด้วยยาระงับปวด ยากล่อมประสาท หรือฉีดยาชาเฉพาะที่ที่มีการกดเจ็บ แพทย์แผนจีน : มองว่าเส้นลมปราณ ถุงน้ำดี และตับ ซึ่งเป็นเส้นลมปราณบริเวณด้านข้างลำตัวถูกกระทบกระเทือนทำให้เลือดและพลังติดขัด การรักษาจึงต้องทะลวงการอุดกั้นของเส้นลมปราณให้คล่องตัว อาการปวดจึงจะทุเลา ในทางคลินิกจะพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีภาวะทางอารมณ์หงุดหงิดร่วมด้วย (เพราะการไหลเวียนติดขัดของถุงน้ำดี จะสัมพันธ์กับพลังของตับ) - ผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ แพทย์แผนปัจจุบัน : มักให้การรักษาด้วยการผ่าตัดไส้ติ่งหรือถุงน้ำดีทิ้ง แพทย์แผนจีน : มองว่าการอักเสบเป็นผลจาก อุดกั้นของของเสียในลำไส้ใหญ่ จนเกิดความร้อน ความชื้นตกค้าง การระบายความร้อนความชื้นของอวัยวะกลวง ลำไส้ใหญ่ และถุงน้ำดี จะทำให้ลดอาการอักเสบ การปวดได้ บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้การผ่าตัดตามความเชื่อของการแพทย์แผนปัจจุบันทั้งหมด - คออักเสบ แพทย์แผนปัจจุบัน : มักให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ไวต่อเชื้อกับยาแก้ปวดลดไข้ แพทย์แผนจีน : นอกจากจะใช้ยาสมุนไพรขับพิษขับร้อนแล้ว คออักเสบมีความเกี่ยวกับเส้นลมปราณปอด การขับความร้อนบนเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ (สัมพันธ์กับปอด)ออกโดยการถ่ายอุจจาระหรือระบายความร้อนบนจุดฝังเข็มปลายทางของเส้นลมปราณปอด (จุดซ่าวซาง) ทำให้อาการเจ็บคอและการอักเสบจะทุเลาได้เร็วขึ้น - ปวดประจำเดือน ผู้หญิงที่ปวดประจำเดือนที่ไม่ได้เป็นโรคเกี่ยวกับมดลูกหรือรังไข่ หรือที่อาจถือว่าเป็นธรรมดาของผู้หญิงส่วนใหญ่ แผนปัจจุบันเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากการแปรปรวนของฮอร์โมนระหว่างที่มีประจำเดือนและมีการหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) มากผิดปกติ ทำให้มดลูกหดเกร็งตัว เกิดอาการปวดที่บริเวณท้องน้อย แพทย์แผนปัจจุบัน : การบรรเทาอาการจะเน้นไปที่ให้ยาแก้ปวด ยาลดการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูก ถ้าเป็นมากอาจต้องใช้ยาฉีดลดการเกร็งตัว บางรายอาจต้องกินยาคุมกำเนิดระยะหนึ่ง ประมาณ 3-4 เดือน แล้วลองหยุดยาดูว่าร่างกายสามารถปรับสภาพสมดุลของฮอร์โมนต่อได้หรือไม่ แต่รายที่อายุมากกว่า 25 ปี หรือรายที่สงสัยจะมีพยาธิสภาพ เกี่ยวกับมดลูก รังไข่ ก็ต้องทำการตรวจค้นหาสาเหตุกันต่อไป แพทย์แผนจีน : รักษาทั้งอาการและพื้นฐานความไม่สมดุล เพื่อให้เลือดและพลังในเส้นลมปราณบริเวณชงม่ายไหลเวียนได้ดี อาการปวดจึงจะหายไปได้และจะป้องกันการเกิดโรคเกี่ยวกับมดลูกและรังไข่ที่อาจเกิดขึ้นตามมาภายหลังได้ สรุป การรักษาหรือบรรเทาอาการปวดของแพทย์แผนปัจจุบัน มุ่งเน้นไปที่รักษาแต่อาการปวด โดยใช้ยายับยั้ง หรือรบกวนการหลั่งสารที่เนื้อเยื่อสร้างขึ้นมา ทำให้ตัดตัวที่กระตุ้นปมประสาทหรือตัดกระแสนำประสาทหรือดัดแปลงการแปลผลการเจ็บปวดร่วมกับการรักษาสาเหตุ ซึ่งถ้าเป็นสาเหตุที่ชัดเจน เช่น การอักเสบติดเชื้อ ก้อนเนื้อมีการกดทับ การรักษาที่ต้นเหตุร่วมกับการระงับอาการก็จะได้ผลที่ดีชัดเจน การรักษาหรือบรรเทาอาการปวดแบบแพทย์แผนจีน เน้นกระตุ้นให้การไหลเวียนเลือดและพลังเดินได้คล่อง ไม่ติดขัด ซึ่งสาเหตุการติดขัด ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป อาจเกิดจากลม ความเย็น ความชื้น เลือด หรือพลังอุดกั้น และพิจารณาภาวะพร่องของร่างกายว่ามีจุดอ่อนที่ส่วนไหน เลือด พลัง ยิน หยาง หรืออวัยวะภายในอะไร เพื่อทำให้เกิดสมดุล รวมทั้งการฝังเข็มกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นลมปราณต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย กรณีเกิดการเจ็บปวดที่หาพยาธิสภาพไม่ชัดเจน ที่มีปัจจัยร่วมที่ประกอบเป็นเหตุมากมาย ไม่ใช่การติดเชื้อ หรือก้อนเนื้อ หรือการกดทับทางโครงสร้าง การรักษาจะได้ผลดีมาก ดังนี้ การรักษาอาการปวดของแพทย์แผนจีน จะแฝงด้วยการปรับสมดุลและแก้ต้นเหตุไปด้วย กรณีมีพยาธิสภาพที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เช่นการฆ่าเชื้อโรค การผ่าตัดก้อนเนื้อออก การผ่าตัดแก้การกดทับที่รุนแรงซึ่งต้องใช้การรักษาแบบตะวันตก ถ้าได้ใช้หลักการรักษาแบบแผนจีนร่วมด้วย จะทำให้โรคหายเร็วขึ้นป้องกันการเกิดซ้ำ แต่สำหรับกรณีที่เป็นน้อยอาจหลีกเลี่ยงการผ่าตัดที่เกินความจำเป็นลงได้ ข้อมูลสื่อ ชื่อไฟล์: 357-014 นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 357 เดือน/ปี: มกราคม 2552 คอลัมน์: แพทย์แผนจีน นักเขียนหมอชาวบ้าน: นพ.วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล https://www.doctor.or.th/article/detail/5851 (https://www.doctor.or.th/article/detail/5851) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 15, 2016, 09:49:23 AM กินอย่างไรเมื่อเป็นโรคเกาต์
ทุกวันนี้คนจำนวนมากจึงหันมาสนใจและใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้น เพราะรู้ว่ากินไม่ดีมีโอกาสเกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ากินดีกินให้เหมาะสม นอกจากห่างไกลโรคแล้ว หลายโรคยังทุเลาเบาบางได้เช่นกัน แนวปฏิบัติตนในการกินเมื่อเป็นโรคเกาต์ดังนี้ 1.ควรงดอาหารที่มีพิวรีนสูงอย่างเด็ดขาด ซึ่งได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาซาร์ดีน ไข่ปลา น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ผักยอดอ่อน เป็นต้น การกินอาหารที่มีพิวรีนสูงลดลงทำให้ร่างกายได้รับกรดยูริกลดลง 2.ควรกินอาหารประเภทข้าว-แป้งให้มากพอ (โดยทั่วไปวันละ 8-12 ทัพพี) เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องเผาผลาญโปรตีนที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อเพื่อใช้เป็นพลังงาน 3.ไม่ควรกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มากเกินไป ควรกินพอประมาณ ละเว้นอาหารประเภทบุฟเฟต์หมูกระทะ 4.ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมของผลึกกรดยูริก ป้องกันโรคนิ่วในไตได้ 5.หมั่นกินผักและผลไม้ให้มากขึ้น ช่วยให้ปัสสาวะมีภาวะเป็นด่าง ช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกายดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คนเป็นโรคเกาต์ควรหลีกเลี่ยงไม่กินผักยอดอ่อนจำพวก กระถิน ชะอม สะเดา เพราะผักเหล่านี้มีสารพิวรีนสูง 6.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมาก ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและเหมาะสม เพราะอาหารเหล่านี้นอกจากจะให้พลังงานสูงแล้ว ยังทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงได้ ซึ่งจะไปขัดขวางการขับกรดยูริกออกจากร่างกายเช่นกัน 7.งดหรือลดการดื่มเหล้า เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง เพราะเมื่อร่างกายเผาผลาญแอลกอฮอล์ จะทำให้มีการเพิ่มสารแล็กเทสในเลือด สารนี้จะไปยับยั้งการขับกรดยูริกออกจากไต (เครดิตภาพ : travelnan, chiangmainews) (https://scontent.fbkk6-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-0/p417x417/13344790_10154288395107028_5336532076268998321_n.png?oh=3f7cd9bcb510572d4dc73fa262ff64f8&oe=58097076) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 15, 2016, 06:27:37 PM https://www.youtube.com/watch?v=ZYz2DLN9uik (https://www.youtube.com/watch?v=ZYz2DLN9uik)
Long Egg Production ถ้าอยากรู้ต้องดู หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 15, 2016, 06:29:23 PM https://www.youtube.com/watch?v=BxVmFta4BMk (https://www.youtube.com/watch?v=BxVmFta4BMk)
Without Saying a Word This 6 Minute Short Film Will Leave You Speechless เพียง 6 นาที แล้วคุณจะเข้าใจ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 24, 2016, 01:26:50 PM https://www.facebook.com/GentlemenTH/?fref=nf (https://www.facebook.com/GentlemenTH/?fref=nf)
คลิปนี้ดังมากที่อเมริกาครับ ผมก็เลยทำซับไทยให้ทุกคน คิดว่าจะมีประโยชน์ต่อสังคม ผมเห็นว่ามีคนแชร์คลิปนี้มาก ขอบคุณมากครับ ผมลงที่ youtube เผื่อใครอยากเก็บไว้ดูในอนาคตครับผม ขอบคุณครับ https://www.youtube.com/watch?v=QWX3jbGFkVY&feature=youtu.be (https://www.youtube.com/watch?v=QWX3jbGFkVY&feature=youtu.be) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 23, 2016, 11:54:34 AM เซ็นต์สำเนาบัตรประชาชนอย่างไร ไม่ให้ติดหนี้!! แก้ด้วยวิธีง่ายๆเพียง 4 ขั้นตอน#
หลายๆคนมองว่าการเซ็นต์สำเนาบัตรประชาชนเป็นเรื่องง่ายๆเซ็นต์อย่างไร มันก็เรื่องของฉัน ว่ากันแบบง่ายๆเลย " ตามใจฉันก็แล้วกัน" แต่บางครั้งเราอาจเปิดช่องทางหรือช่องว่างให้มิจฉาชีพบางกลุ่ม นำสำเนาบัตรประชาชนของเราไปใช้ในทางที่ผิดแล้วนำมาซึ่งความเดือดร้อนสู่ตัวเรา ดังนั้นวันนี้ เพจทนายเพื่อนคุณ จะใส่กุญแจปิดตายหนทางทำมาหากินของมิจฉาชีพที่อาศัยสำเนาบัตรประชาชนของเราไปใช้ในทางที่ผิด สำเนาบัตรประชาชนเซ็นต์ง่ายๆด้วย 4 ขั้นตอน 1.ขีดเส้นคู่ขนานจากมุมล่างซ้ายลากไปมุมบนขวาเรียกง่ายๆว่า"ลากเป็นเส้นทะแยงมุม"(ดังภาพ) 2.ในระหว่างเส้นคู่ขนาน ให้เขียนข้อความว่าใช้เพื่อทำการอะไร แล้วลงท้ายด้วยคำว่า .......เท่านั้น พร้อมทั้งเขียนเครื่องหมาย# ปิดหัวปิดท้ายข้อความ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเพิ่มเติมข้อความ 3.บนเส้นคู่ขนาน(ดังภาพ)เขียนวัน เดือน ปี เพื่อยืนยันวันที่ใช้งาน 4ใต้เส้นคู่ขนาน เขียนคำว่า" สำเนาถูกต้อง" พร้อมทั้งเซ็นต์รับรอง โดยลายเซ็นต์ของเราให้เซ็นต์ทับรูปบนบัตรประชาชน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการลบออกแล้วถ่ายเอกสารใหม่ของมิจฉาชีพ เราสามารถใช้งานสำเนาบัตรประชาชนของเราด้วยวิธีการเซ็นต์ง่ายๆเพียง4 ขั้นตอนเเค่นี้ก็ปลอดภัยไร้กังวลแล้วครับ อ๋อ!! เกือบลืม!! ถ้าบัตรประชาชนหมดอายุให้รีบไปติดต่อขอทำใหม่ภายใน 60 วันหลังจากวันหมดอายุ แต่ถ้าเพิกเฉยโดนปรับ 100 บาทครับ ขอขอบคุณภาพจาก www.kaazip.com (http://www.kaazip.com) (https://scontent.fbkk6-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-0/p480x480/14039946_1102688256488010_7764994517108037450_n.jpg?oh=565e4ccbeee300a106cf5dda3364245a&oe=585A7005) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 26, 2016, 10:18:15 AM บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน
ผักผลไม้..ที่ควรระวังในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/knowledge/pics/0141.jpg) คุณทราบหรือไม่ว่าผัก ผลไม้ที่รับประทานกันทุกวัน ซึ่งคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้สุขภาพดีนั้นมีบางชนิดกลับมีอันตรายอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องจากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นเพราะ ผัก ผลไม้เหล่านั้นมีสารพิษในตัวมันเอง ซึ่งถ้ารับประทานในปริมาณน้อยอาจจะไม่ก่อให้เกิดพิษ แต่หากรับประทานในปริมาณมากอาจจะเป็นพิษได้ หรือบางชนิดถ้ารับประทานดิบๆ ก็จะเป็นพิษ แต่ถ้าทำให้สุกหรือผ่านกระบวนการให้ความร้อนก่อน สารพิษก็จะสลายตัวได้ ผักผลไม้บางชนิดมีสารหรือแร่ธาตุบางชนิดในปริมาณสูง อาจจะก่อเกิดโทษกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางโรคได้ ซึ่งผู้ป่วยโรคเรื้อรังควรพึงระวัง บทความนี้ขอกล่าวถึงผักผลไม้ที่ควรระวังในผู้ป่วยโรคเรื้อรังและที่อาจจะก่อเกิดอันตรายกับผู้บริโภคทั่วไป ถ้าหากรับประทานในปริมาณมาก หรือบริโภคผิดส่วน หรือไม่ได้ผ่านกระบวนการปรุงให้ดีก่อนการรับประทาน 1. ตัวอย่าง ผัก ผลไม้ที่ควรระวังในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 1.1 ผู้ป่วยโรคไต: ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักผลไม้ที่มีสารที่มีกรดอ็อกซาริก (oxalic acid) ปริมาณสูง ซึ่งสามารถจับกับแคลเซี่ยมตกตะกอนเป็นก้อนนิ่วที่ไต ทำให้เกิด acute oxalate nephropathy ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดเอว ปัสสาวะปริมาณลดลง ผลการตรวจปัสสาวะอาจพบเม็ดเลือดแดงปนร่วมกับผลึกแคลเซี่ยมอ็อกซาเรท (calcium oxalate crystals) ตัวอย่างที่พบได้บ่อย คือ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง หรือคนปกติที่ชอบรับประทานน้ำคั้นมะเฟืองเปรี้ยว(1-3) ในปริมาณมากและบ่อยๆ (มะเฟืองเปรี้ยวมีปริมาณกรดอ็อกซาริกมากกว่ามะเฟืองหวานประมาณ 4 เท่า) หรือการรับประทานก้านโกฐน้ำเต้าในปริมาณมาก(4) ตัวอย่าง ผัก ผลไม้ ที่มีกรดอ็อกซาลิก สูง มากกว่า 300 มิลลิกรัม/100 กรัม(5) ได้แก่ (http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/knowledge/picture/0141-1.gif) นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยที่รับประทานลูกเนียง (djenkol bean) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Archidendron jiringa Nielsen หรือชื่อพ้อง Pithecellobium lobatum Benth วงศ์ Fabaceae (Leguminosae-Mimosoideae) เป็นผักที่นิยมรับประทานกันทางภาคใต้ เป็นผักสด ร่วมกับอาหารรสเผ็ด เช่น แกงเหลือง แกงไตปลาพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการ ปวดท้องคลื่นไส้ อาเจียน ปวดเอว ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะเป็นเลือด และ ความดันโลหิตสูง เนื่องจากในลูกเนียงมีสาร djenkolic acid ซึ่งสามารถตกตะกอนเป็นผลึกได้ในกรณีที่มีความเข้มข้นสูงและในภาวะเป็นกรด ทำให้เกิดเป็นนิ่วอุดตันของทางเดินปัสสาวะได้ อาการพิษจากลูกเนียงมักสัมพันธ์กับการกินลูกเนียงดิบร่วมกับการดื่มน้ำน้อย ปริมาณที่ทำให้เกิดพิษนั้นมีรายงานตั้งแต่ 1-20 เมล็ด6-13 ฉะนั้นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงการรับประทานลูกเนียงดิบ แต่อย่างไรก็ตามคนปกติส่วนใหญ่ที่รับประทานลูกเนียงมักไม่เกิดพิษ แต่จะเกิดพิษในบางคนซึ่งจะมีความรุนแรงแตกต่างกันไป นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงการบริโภคผัก ผลไม้ที่มีปริมาณโพแทสเซียม (potassium) สูง ทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมเกิน (hyperkalemia) ไตต้องทำงานหนักในการขับแร่ธาตุ มีตัวอย่างผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังบริโภค น้ำลูกยอ (Noni juice) ทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมเกิน ทั้งนี้เพราะว่าน้ำลูกยอมีปริมาณโพแทสเซียมประมาณ 2,195.7 มิลลิกรัม(14) รวมถึงผลไม้บางชนิดควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ทุเรียนก้านยาว ทุเรียนชะนี กล้วยหอม และส้มสายน้ำผึ้งซึ่งมีค่าโพแทสเซียมสูงเมื่อเปรียบเทียบกับส้มชนิดอื่น ๆ ในปริมาณที่เท่ากัน(15-16) ส่วนผักที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ ผักโขม และหน่อไม้ (http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/knowledge/picture/0141-2.gif) 1.2 ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย (thalassemia): เป็นโรคเลือดจางที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมทำให้มีการสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดผิดปกติ จึงทำให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นกว่าปกติ แตกง่าย ถูกทำลายง่าย ทำให้มีปริมาณธาตุเหล็กสูง แต่ไม่สามารถนำมาสร้างเม็ดเลือดแดงเองได้ ฉะนั้นผู้ป่วยโรคนี้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับสัตว์ เลือดสัตว์ เครื่องในและผักผลไม้ที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ผักกูด ถั่วฝักยาว ผักแว่น เห็ดฟาง พริกหวาน ใบแมงลัก ใบกะเพรา ผักเม็ก ยอดมะกอก ยอดกระถิน(17) 1.3 ผู้ป่วยโรคไทรอยด์: ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรระวังการบริโภคพืชวงศ์ Cruciferae ได้แก่ กะหล่ำปลี ทูนิป horseradish และเมล็ดพรรณผักกาดชนิดต่างๆ เช่นเมล็ดพรรณผักกาดสีดำ ขาว และน้ำตาล พืชเหล่านี้จะมีสารกลูโคซิโนเลท (เป็นสาร goitrogen) สารนี้จะไปขัดขวางการจับไอโอดีนของต่อมไทรอยด์ เพื่อสร้างเป็น ฮอร์โมนไทร๊อกซิน (thyroxin) ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ จะทำให้เกิดเป็นโรคคอหอยพอกแต่สารพิษเหล่านี้จะถูกทำลายได้โดยการต้ม จึงควรรับประทานกะหล่ำปลีสุกจะดีกว่ากะหล่ำปลีดิบ(18) 1.4 ผู้ป่วยโรคกระเพาะและลำไส้: พริกเป็นพืชที่นิยมปลูกเป็นทั้งเครื่องเทศที่และยาสมุนไพรพริกมีสารที่เรียกว่าแคปไซซิน (capsaicin) ซึ่งทำให้เกิดความเผ็ดร้อนพบได้ในพริกแทบทุกชนิด พบมากในส่วนรก และเมล็ดสารดังกล่าวมีคุณสมบัติลดความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อหากรับประทานในปริมาณมาก จะมีผลทำให้กระเพาะอักเสบได้ และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งกระเพาะ ถ้ารับประทานพริกในปริมาณมากจะทำให้โรคมะเร็งเป็นมากขึ้นได้(19) 2. ผัก ผลไม้ ที่อาจจะก่อเกิดอันตรายกับผู้บริโภคทั่วไป ถ้ารับประทานในปริมาณมาก หรือบริโภคผิดส่วน หรือไม่ได้ผ่านกระบวนการปรุงให้ดีก่อนรับประทาน ตัวอย่างของผัก ผลไม้ดังกล่าวได้แก่ 2.1 ผัก ผลไม้ ที่มีสารพิษกลุ่มไซยาโนจินิคกลัยโคไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ประกอบด้วย cyanhydrins (alpha-hydroxy nitrile) จับกับน้ำตาล 1-2 ตัว จะสลายตัวให้กรดไฮโดรไซยานิค (hydrocyanic acid) ซึ่งเป็นสารพิษ จะเป็นพิษต่อเซลล์ โดยยับยั้งเอนไซม์ cytochrome oxidase มีความสำคัญต่อระบบการหายใจ ขัดขวางการนำออกซิเจนไปส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้คนไข้มีอาการหายใจแรง หายใจอย่างเร็ว ปวดศีรษะ มึนงง หมดสติ และอาจทำให้ถึงตายได้ ได้แก่ มันสำปะหลัง สะตอ ผักหนาม ผักเสี้ยน เมล็ดของพืชวงศ์ Rosaceaeได้แก่ แอปเปิล แอปิคอท พีชเชอรี่มันสำปะหลัง หากรับประทานดิบๆ จะเป็นพิษถึงแก่ชีวิต ทั้งนี้เพราะมันสำปะหลังดิบมีระดับไซยาไนด์ค่อนข้างสูง ถ้าได้รับสารตัวนี้ปริมาณมากๆ จะทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอกน้ำลายฟูมปากชักและเสียชีวิตได้ วิธีลดพิษดังกล่าวก็คือ การปอกเปลือกการทำให้สุกด้วยความร้อน ไม่ว่าจะเป็นการปิ้ง ย่าง ต้ม หรือแกงบวดก็ได้ ซึ่งวิธีการต่างๆที่กล่าวมานี้สามารถลดความเป็นพิษลงได้มากจนถึงหมดไปทำให้เราสามารถบริโภคมันสำปะหลังได้โดยไม่เป็นพิษต่อร่างกายการบริโภคเมล็ดของเชอรี่ แอปเปิล พีชหรือแอปิคอท ไม่ว่าจะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ ก็จะก่อเกิดพิษได้ เพราะการเคี้ยว บด เมล็ด จะผลิตไฮโดรเจนไซยาไนด์โดยอัตโนมัติ หากแต่พิษค่อนข้างน้อย อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน วิตกกังวลและอาเจียนส่วนการบริโภคผักเสี้ยน หรือผักหนาม เป็นผักจิ้ม จะต้องดอง หรือลวกให้สุกก่อน มิฉะนั้นก็จะเกิดพิษเนื่องจากสารไซยาโนจินิคกลัยโคไซด์(20) 2.2 ผัก ผลไม้ที่มีผลต่อจิตและประสาท ดอกจันทน์ (หรือส่วนของรก ที่เรียกว่า “mace”) และลูกจันทน์ (ส่วนเมล็ด) มีน้ำมันหอมระเหย ถ้าใช้ในปริมาณน้อยจะเป็นเครื่องเทศ แต่ถ้าใช้ปริมาณมากจะทำให้เกิดประสาทหลอนได้(20) กลอย เป็นพืชอีกชนิดที่นิยมนำมาบริโภคเป็นอาหาร พบว่าถ้าเตรียมกลอยไม่ดีก่อนบริโภต จะเป็นพิษ ทั้งนี้เพราะหัวกลอยมีสารพิษกลุ่มแอลคาลอยด์ ชื่อ ไดออสซิน (dioscin) ซึ่งมีพิษคล้ายกับพิโครท็อกซิน (picrotoxin) มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางอาการพิษที่พบได้คือ คันปาก ลิ้น คอม่านตาขยาย และระบบประสาทส่วนกลางถูกกระตุ้น คลื่นไส้ อาเจียนมึนเมา วิงเวียน ใจสั่น ตาพร่า อึดอัด เป็นลม และตัวเย็นนอกจากนั้นบางรายมีอาการประสาทหลอนคล้ายกับอาการของคนบ้าลำโพงและอาจมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อด้วย แต่ยังไม่พบรายงานว่าทำให้เสียชีวิต(20-23) 2.3 ผัก ผลไม้ที่มีผลต่อกระเพาะและลำไส้ ที่พบบ่อยเนื่องจากความไม่รู้ ตัวอย่างเช่น มันฝรั่งเป็นวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารที่รับความนิยมไปทั่วโลกแต่คุณทราบหรือไม่ ว่ามันฝรั่งเป็นพืชมีพิษส่วนลำต้นใบเปลือกมันฝรั่งและโดยเฉพาะจุดเขียวๆ และตาของมันฝรั่งมีพิษมีสารพิษกลุ่ม steroidal alkaloids ได้แก่ chaconine และ solanine สารกลุ่มนี้ถูกดูดซึมได้น้อย นอกจากผนังกระเพาะและลำไส้อักเสบจึงจะถูกดูดซึมเข้าไปสู่กระแสเลือดได้ สารโซลานีนมีพิษน้อยในผู้ใหญ่ ไม่ทำให้ตาย โดยทั่วไปจะระคายเคืองต่อกระเพาะและลำไส้ ทำให้ปวดศีรษะและเซื่องซึม อาเจียน ท้องเสีย(20) 2.4 ผัก ผลไม้ที่ระคายเคืองต่อผิวหนังและเยื่อบุ ได้แก่ มะม่วงหิมพานต์ซึ่งเปลือกของมะม่วงหิมพานต์ดิบมีพิษเนื่องจากมีสารพิษชื่อ urushiol มีพิษระคายเคืองต่อผิวหนังและเยื่อบุ ส่วนสับประรด มีเอนไซม์ bromelin ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวได้เล็กน้อย(20) จะเห็นได้ว่าพืชผักที่ใช้เป็นอาหาร บางครั้งถ้ารับประทานมากเกินไป หรือใช้ผิดส่วนของพืช (part used) ก็จะทำให้เกิดพิษได้ ในบางคนอาจจะเกิดการแพ้อาหารได้ เนื่องจากแต่ละคนอาจจะไวต่อสารแพ้ได้ต่างกัน ฉะนั้นการรับประทานผัก ผลไม้ จะต้องสังเกตว่ามีอาการแพ้หรือไม่ และไม่ควรรับประทานผักที่กล่าวมาในปริมาณที่มาก และควรระวังในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/141/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87/ (http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/141/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87/) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 26, 2016, 10:23:26 AM Things That Happen To Your Body When You Eat Eggs
12 สุดยอดประโยชน์จากไข่..อาหารง่ายๆที่เราควรรับประทานเป็นประจำ (http://issue247.com/wp-content/uploads/2016/08/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%88.jpg) เราควรรับประทานไข่เพื่อเพิ่มโปรตีนให้แก่ร่างกาย ไข่หนึ่งฟองซึ่งมีสารอาหารในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อประมาณ 7 กรัมจะมีแคลอรี่เพียง 85 แคลอรี่เท่านั้น นอกจากนี้ไข่ยังประกอบไปด้วยกรดอะมิโน สารต้านอนุมูลอิสระ และธาตุเหล็ก อย่างไรก็ตามอย่าลืมรับประทานไข่แดงด้วยเนื่องจากไข่แดงมีสารอาหารต่อต้านไขมันหรือที่เรียกกันว่าโคลีน ที่สำคัญเราควรตรวจสอบฉลากทุกครั้งก่อนที่จะซื้อไข่และควรเลือกไข่ออร์แกนิกเนื่องจากปลอดวัคซีน ยาปฏิชีวนะ หรือฮอร์โมนต่างๆ ส่วนสีของไข่ก็เลือกตามใจชอบได้เลยเพราะสีของไข่จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไก่ และนี่คือ12 เหตุผลว่าทำไมเราควรรับประทานไข่เป็นประจำ 1. ป้องกันความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ คลอเรสเตอรอล LDL หรือคลอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีมีหน้าที่ส่งโมเลกุลไขมันเข้าไปในผนังหลอดเลือดและทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบ ขณะที่คลอเรสเตอรอล HDL จะช่วยกำจัดโมเลกุลไขมันออกไปจากผนังหลอดเลือด สาเหตุที่คนเราควรรับประทานไข่ก็เป็นเพราะบางคนมีแนวโน้มว่าจะมีคลอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีเพิ่มขึ้น 2. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการเจ็บป่วยหรือติดเชื้อต่างๆเราควรรับประทานไข่อย่างน้อยวันละ 1-2 ฟอง ไข่หนึ่งฟองจะมีเซเลเนียมเกือบหนึ่งในสี่ของปริมาณที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวันซึ่งจะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและควบคุมฮอร์โมนไทรอยด์ เด็กๆจำเป็นต้องรับประทานไข่เนื่องจากถ้าพวกเขาขาดเซเลเนียมก็จะเป็นโรคคีชานซึ่งส่งผลต่อข้อต่อ กระดูก และหัวใจ 3. ปรับสมดุลระดับคลอเรสเตอรอล นี่คือความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับคลอเรสเตอรอล•คลอเรสเตอรอลสูงจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของเรา •คลอเรสเตอรอลมีทั้งชนิดดีและไม่ดี •ไข่มีระดับคลอเลสเตอรอลสูง แพทย์ส่วนใหญ่มักจะกังวลเกี่ยวกับอัตราส่วนระหว่างคลอเรสเตอรอลชนิดดีกับชนิดไม่ดี แม้ว่าไข่จะมีคลอเรสเตอรอลมากถึง 212 มก. แต่ไม่ได้หมายความว่าไข่จะทำให้ระดับคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดีเพิ่มขึ้นในกระแสเลือด อันที่จริงร่างกายของเราก็ผลิตคลอเรสเตอรอลได้เช่นกัน 4. เพิ่มพลังงาน ไข่เพิ่มพลังงานให้แก่เราได้เนื่องจากไข่หนึ่งฟองจะมีวิตามินบี2 หรือไรโบฟลาวินถึงร้อยละ 15 ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน 5. เพื่อสุขภาพผิวและเส้นผมที่ดีขึ้น ไข่จะช่วยบำรุงผิว ตับ เส้นผม และดวงตาเนื่องจากทั้งหมดนี้ต้องการวิตามินบีรวม ยิ่งไปกว่านั้นไข่ยังอุดมไปด้วยวิตามินบี5 บี12 และบี2 ซึ่งจำเป็นต่อประสิทธิภาพในการทำงานของระบบประสาท 6. ทำให้รู้สึกอิ่มกว่าปกติ ไข่ถือว่าเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารชนิดอื่นๆ แถมไข่ยังมีคะแนนค่าดัชนีความเต็มอิ่มสูงซึ่งหมายความว่าคุณจะรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น 7. ลดไขมัน เนื่องด้วยไข่มีคะแนนค่าดัชนีความเต็มอิ่มสูงจึงทำให้เกี่ยวข้องกับการลดไขมันด้วย มีการทดลองให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งบริโภคไข่และอีกกลุ่มหนึ่งบริโภคขนมปังนานติดต่อกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ปรากฏว่ากลุ่มที่บริโภคไข่จะสูญเสียไขมันในร่างกายมากกว่าร้อยละ 65 และดัชนีมวลกายลดลงร้อยละ 61 ขณะเดียวกันรอบเอวของพวกเขาก็ลดลงถึงร้อยละ 34 ด้วย 8. ปกป้องสมอง เนื่องด้วยไข่มีสารอาหารที่ชื่อว่าโคลีน ไข่จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับสมองของคนเรา การขาดโคลีนจะทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ลดลงรวมถึงทำให้เป็นโรคทางสมองด้วย 9. ไข่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยชีวิต ร่างกายของเราสามารถผลิตกรดอะมิโนที่จำเป็นในการดำรงชีวิตได้ถึง 11 ชนิด แต่อันที่จริงคนเราต้องการมากถึง 20 ชนิดต่างหาก ด้วยเหตุนี้ไข่จึงจำเป็นมากเนื่องจากกรดอะมิโนอีก 9 ชนิดนั้นสามารถพบได้ในไข่ การขาดกรดอะมิโน 9 ชนิดดังกล่าวจะทำให้ผิวพรรณเปลี่ยนสี โครงสร้างของเส้นผมเปลี่ยน ภูมิคุ้มกันตอบสนองลดลง เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และกล้ามเนื้อลีบ 10. ลดความเครียดและความวิตกกังวล การศึกษาในปี 2004 อ้างว่าระดับความเครียดกับความวิตกกังวลจะลดลงได้เมื่อมีการเสริมไลซีนซึ่งช่วยปรับระดับเซโรโทนินในระบบประสาทของเรา 11. ปกป้องดวงตา เนื่องจากในไข่แดงจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่าลูทีนกับซีแซนทีนซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคต้อกระจกกับโรคจอประสาทตาเสื่อม 12. บำรุงกระดูกและสุขภาพฟัน วิตามินดีเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อสุขภาพฟันและกระดูก แม้ว่าโดยธรรมชาติวิตามินชนิดนี้จะหาได้ค่อนข้างยากแต่ไข่ก็เป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของวิตามินดี ยิ่งไปกว่านั้นวิตามินดียังมีส่วนช่วยในการบำรุงสุขภาพของลำไส้ใหญ่ หัวใจ และกระบวนการเผาผลาญด้วย Source : fhfn.org . หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 08, 2017, 03:22:25 PM (https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/564x/24/8b/62/248b62d03c2dea1d206acff54ab91b03.jpg)
(https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/564x/a6/f2/e7/a6f2e72f0eb8185059dd12178fe92777.jpg) (https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/564x/ef/88/fa/ef88faa6497c1a713a82b3f757ee17c9.jpg) (https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/236x/cd/7e/c1/cd7ec16a3e56408205150bb71862a920.jpg) (https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/564x/0e/c5/c2/0ec5c23e193eed169e02ade2e0353650.jpg) (https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/564x/5f/fc/87/5ffc87bf83bd84f863d59725ad5fddec.jpg) thank Pinterest.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 12, 2017, 09:25:08 AM https://today.line.me/TH/article/11f0bcb15a0f99a7967bc4b83f0ff6ea64d0ed1c935996dfc456cdfcc169acc9?openExternalBrowser=1
หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 12, 2017, 09:30:50 AM อย่าทิ้ง!! นี่คือพืชผัก 24 ชนิด ที่สามารถนำมาปลูกใหม่ได้ ปลูกง่ายๆ มีผักไว้กินฟรีตลอดปี
https://www.robdann (https://www.robdann)....al/reuse-veggie https://www.robdann.com/general/reuse-veggie (https://www.robdann.com/general/reuse-veggie) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 16, 2017, 09:18:23 AM การจะหา “บ้านในฝัน” ซักหลังหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนต้องเข้าไปดูโครงการหลายสิบโครงการกว่าจะเจอบ้านที่ถูกใจ บางคนก็ยังคงไม่พอใจกับแบบบ้านของโครงการเหล่านี้ จึงเลือกที่จะหาซื้อที่ดินทำเลดีๆซักที่แล้วสร้างบ้านเองตามที่ใจอยากได้ แน่นอนว่าการซื้อที่ดินเพื่อปลูกบ้านเองไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะไหนจะต้องซื้อที่ดิน ต้องหาผู้รับเหมา จ้างสถาปนิกออกแบบ ยังไม่รวมถึงปัญหาเล็กๆน้อยๆที่ต้องเจอระหว่างทาง ซึ่งหัวใจหลักก่อนอื่นใดคือ “การเลือกที่ดิน” วันนี้ TerraBKK Research จึงขอแนะนำข้อควรรู้ก่อนซื้อที่ดินเปล่าเพื่อปลูกบ้าน
1. ตำแหน่งและรูปร่างที่ดิน ก่อนอื่นคือเราต้องรู้ขอบเขตของตำแหน่งที่ดินที่แน่ชัด อีกทั้งรูปร่างของที่ดินผืนนั้นๆว่ามีรูปทรงเป็นอะไร เป็นสี่เหลี่ยมคางหมู สี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่ดินเส้นก๋วยเตี๋ยว ที่ดินสามเหลี่ยม ฯลฯฯ ซึ่งที่ดินที่ดีควรมีรูปเป็นสี่เหลี่ยม จึงจะสามารถจัดวางตำแหน่งของตัวบ้านได้ง่ายกว่า 2. ข้อกฏหมายที่ต้องคำนึง คงไม่ต้องลงลึกถึงข้อจำกัด FAR หรือ OSR แต่อย่างน้อยๆก็ควรรู้ถึงข้อกฏหมายเบื้องต้น เช่น ระยะร่น เพื่อดูว่าที่ดินที่เราซื้อ จะได้บ้านที่มีพื้นที่ตามต้องการหรือเปล่า? หรือไปตรวจสอบกับทางราชการว่าในบริเวณนี้จะมีการเวนคืนที่ดินหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง นอกจากนี้ในเรื่องสีของผังเมืองก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน ที่จะต้องดูว่าที่ดินที่คุณซื้ออยู่ในผังสีอะไร ระวังในเรื่องของโซนอุตสาหกรรม โซนโรงงาน เพราะไม่เหมาะกับการอยู่อาศัย และจะมีปัญหาทางด้านมลพิษเกิดขึ้นได้ 3. ทางเข้า-ออก คือเรื่องสำคัญ หัวใจของการซื้อที่ดิน คือ ทางเข้า-ออกที่จะสามารถไปสู่ถนนสาธาณะได้ ที่ดินที่ไม่มีทางเข้า-ออกเราเรียกว่า “ที่ดินตาบอด” หลายคนเข้าใจว่าที่ดินที่มีถนนอยู่ข้างหน้าคือทางเข้า-ออกของที่ดินเรา ซึ่งจริงๆเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด แม้เจ้าของที่ดินเองก็ยังคงเข้าใจผิดเช่นกัน ทางเข้า-ออกที่เราเห็นอาจจะไม่ใช่ทางของเรา ดังนั้นทางที่ดีควรตรวจสอบกับกรมที่ดินก่อนตัดสินใจซื้อ 4. อ่านโฉนดให้เป็น โฉนดที่ดิน คือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งถือเป็นเอกสารสำคัญที่ทุกคนควรรู้ไว้ หลายคนไม่คอยมีความรู้เกี่ยวกับโฉนดที่ดิน คิดว่าที่ดินแปลงนี้มีโฉนดก็ถือว่าน่าเชื่อถือได้ ซึ่งจริงๆแล้ววิธีการอ่านโฉนดที่ถูกต้อง จะต้องดูหลายๆอย่างประกอบกัน ดังนี้ •การซื้อที่ดิน โฉนดในที่ดินจะต้องเป็นโฉนด น.ส.4 จึงจะสามารถซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์ได้ •พื้นที่ขายและพื้นที่จริงตรงกันหรือไม่ เจ้าของอาจจะบอกขนาดเกินจริง (ซึ่งมองด้วยตาเปล่ายากมาก) ควรจตรวจสอบกับโฉนดอีกทีว่าตรงกันหรือไม่ •ตรวจสอบหลังโฉนดว่าเจ้าของที่ดินเดิมติดจำนองหรือไม่? •เช็คว่าที่ดินนั้นโดนยึดหรือถูกอายัดไว้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้จะไม่ปรากฎในโฉนดที่ดิน จะต้องตรวจสอบที่สำนักงานที่ดิน 5. หาผู้เชี่ยวชาญมาช่วย หากการดูที่ดินในเบื้องต้นยังไม่สามารถช่วยพิสูจน์ได้ว่าที่ดินแปลงนี้น่าเชื่อถือพอหรือไม่ ก็ควรหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูอีกครั้ง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญนี้อาจจะมีหลายๆด้าน เช่น ด้านสถาปัตย์ฯ ด้านกฎหมาย เป็นต้น เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดในการซื้อที่ดินให้น้อยที่สุด ถึงอย่างไรการซื้อที่ดินเปล่าเพื่อปลูกบ้านนั้น ต้องคำนึงถึงงบประมาณที่จะต้องสร้างบ้านอีกด้วย และ ค่อยข้างจะมีปัญหามากกว่าการซื้อบ้านจากโครงการ แต่ทั้งนี้หากคุณเองคิดว่ามันดีกว่าที่จะได้บ้านที่ถูกใจตัวเอง หรือสามารถคุมงบได้ดีกว่า ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะเหนื่อยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ได้ “บ้านในฝัน” ที่แท้จริง – เทอร์ร่า บีเคเค บทความโดย : TerraBKK คลังความรู้ TERRABKK.COM หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 26, 2017, 09:04:53 AM ถั่ว 1 เมล็ด มีอะไรบ้าง
ข้อดีของการกินถั่ว คือ โปรตีนที่ได้จากถั่วจะไม่มีไขมันติดมามากเท่าเนื้อสัตว์ นอกจากนื้ในถั่วยังมีสารสีหรือสารพฤกษเคมีที่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้หลายชนิด ในเมล็ดถั่ว 1 เมล็ดอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและคุณค่าต่อร่างกายเรา เช่น 1. เปลือกหุ้มเมล็ด มีหลากสี (เช่น เขียว ดำ แดง นํ้าตาลส้ม) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ ซึ่งแต่ละพันธุ์จะให้สารสีที่แตกต่างกันไป เช่นในถั่วดำจะมีสารสีม่วง แอนโทไซยานิน ชนิดเดียวกับที่อยู่ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งมีคุณสมบัติบำรุงสายตาและป้องกันโรคได้มากมาย เช่น มะเร็ง ความดันเลือด หัวใจและหลอดเลือด 2. เส้นใยอาหาร ในถั่วมีเส้นใยอาหารทั้งแบบละลายนํ้าได้และละลายนํ้าไม่ได้ ชนิดไม่ละลายในนํ้า จะช่วยเพิ่มกากใยและช่วยอุ้มนํ้า ทำให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายเป็นปกติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และริดสีดวงทวาร ส่วนชนิดละลายในนํ้า ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในสมองแตก 3.คาร์โบไฮเดรต เมื่อคนเรากินถั่วร่างกายจะย่อยแป้งที่มีอยูในถั่วและดูดซึมนํ้าตาลที่ได้ไปใช้อย่างช้าๆ ทำให้มีกลูโคสลำเลียงเข้าไปในเลือดอย่างสมํ่าเสมอ การกินถั่วเมล็ดแห้งจึงเป็นผลดีต่อผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะทำให้ควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดได้ดียิ่งขึ้น 4. ไขมัน ในถั่วมีไขมันค่อนข้างตํ่า ยกเว้นถั่วเหลืองที่มีไขมันสูงถึงร้อยละ 30-35 แต่ไขมันดังกล่าวจะมีปริมาณของไขมันคุณภาพดี ได้แก่ กรดไลโนเลอิกและกรดโอเลอิก ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญต่อร่างกาย เช่น ช่วยสร้างความสมบูรณให้แก่ผิวหนัง ช่วยลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกและเด็ก 5. โปรตีน ในเมล็ดถั่วเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ ในเมล็ดถั่วมีกรดอะมิโนจำเป็นอยู่ครบทั้ง 10 ชนิดไม่แตกต่างจากเนื้อสัตว์ เพียงแต่ปริมาณของกรดอะมิโนบางชนิดมีปริมาณน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ดังนั้นการกินถั่วอย่างเดียว อาจทำให้ร่างกายได้รับกรดอะมิโนไม่เพียงพอ จึงควรกินธัญพืชอย่างอื่น (เช่น งา ลูกเดือย หรือเมล็ดอัลมอนด์) เสริมเข้าไปด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนตามต้องการ (เครดิตภาพ : หัวใจจากท้องทะเล, สามจอ) (https://scontent.fbkk6-2.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/s720x720/17264119_10155194841977028_8439905829180932973_n.png?oh=bc4cbef2c70e714c9958330c73d2a22f&oe=59508403) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 11, 2020, 08:16:22 PM https://www.youtube.com/watch?v=1M9_b2Oo_34&feature=youtu.be (https://www.youtube.com/watch?v=1M9_b2Oo_34&feature=youtu.be)
Dr.V Channel 73.7K subscribers ในแต่ละปี มีคนเสียชีวิตประมาณ 6 พันคนจาก เศษอาหารอุดหลอมลม ถือว่าเป็นการเสียชีวิตแบบไม่ทันตั้งตัวมาก่อน แน่นอนครับ ไม่มีใครอยากเห็นญาติเสียชีวิตขณะที่กำลังนั่งกินอาหารกันอยู่ด้วยความสุข เห็นแล้ว รู้แล้ว แต่ช่วยไม่ได้ เพราะไม่รู้วิธีช่วย วันนี้ผมจะสอนวิธีเอาอาหารออกจากหลอดลม เรียนรู้กันไว้ครับ เผื่อซักวันท่านอาจจะได้ช่วยชีวิตใคร หรือแม้แต่ตัวท่านเอง สำหรับในเด็กเล็ก https://youtu.be/lTzDBxcYjGs (https://youtu.be/lTzDBxcYjGs) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 11, 2020, 08:18:10 PM นพ. อายุ 62 ที่ดูหนุ่มและแข็งแรงเท่าตอนอายุ 36 เผยเคล็ดลับ นอกจากกินมื้อเดียว แล้ว ยังต้องเดินมากๆ
แนะให้ มาสร้างกระดูกขา ให้แข็งแรง ชดเชยแคลเซียม ได้ด้วยการเดินมากขึ้นเป็น 2 เท่าของคนปกติ ! เป็นคำแนะนำ จากนายแพทย์โยะชิโนะริ นะงุโมะ (Yoshinori Nagumo )ผู้อำนวยการใหญ่ของโรงพยาบาล 4 แห่งในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้เขียนหนังสือซึ่งเป็นผลงานระดับ Best sellerในญี่ปุ่นมาหลายเล่ม เกี่ยวกับการรักษาร่างกายให้แข็งแรง ดูหนุ่มสาวตลอด และหนึ่งในนั้น มีบทหนึ่งที่ชื่อว่า “มาชดเชยแคลเซียมด้วยการเดินกันเถอะ” ซึ่งเหมาะกับผู้สูงวัย อยากขอหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้ คุณหมอแนะนำว่า "ถ้าอยากทำให้กระดูกแข็งแรง ต้องเดินให้มากเป็นสองเท่าของคนทั่วไป เพราะแรงโน้มถ่วง จะทำให้กระดูกเพิ่มปริมาณแคลเซียมในกระดูกได้ตามธรรมชาติ" ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไมจึงมีการพูดกันโดยทั่วไปว่า แคลเซียมจะลดน้อยลงตามอายุล่ะ?? คุณหมออธิบายเพิ่มเติมว่า แต่เดิม กระดูกเป็นเหมือนธนาคาร ซึ่งเก็บสะสมแคลเซียมเอาไว้ เมื่อแคลเซียมในเลือดลดลง ก็จะนำแคลเซียมจากกระดูกมาใช้แทน และเมื่อผู้สูงวัยมีการเดินที่ไม่เพียงพอ กระดูกก็จะค่อยๆเปราะบางลง ถึงแม้จะกินแคลเซียมมากเพียงใด ก็ไม่มีผลช่วยอะไรมากนัก เพราะปัจจัยหลักที่สำคัญ คือ "ปริมาณการออกกำลังกาย" ที่ผู้สูงวัยมีลดน้อยลง ซึ่งบางรายในแต่ละวัน แทบไม่ได้มีการขยับตัวเลยนั่นเอง นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับปริมาณฮอร์โมนที่ลดลงอีกด้วย เพราะเดิมทีฮอร์โมนเพศ ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนเพศหญิง หรือฮอร์โมนเพศชาย ต่างก็มี “ฤทธิ์เสริมสร้าง” ทำให้กระดูกแข็งแรงและกล้ามเนื้อบึกบึน สำหรับผู้ชายนั้น ถึงแม้จะใกล้วัย 80 ปี แต่ปริมาณฮอร์โมนเพศชายที่ผลิตออกมา ก็ไม่น้อยไปกว่าช่วงวัยรุ่น ในขณะที่ฮอร์โมนเพศหญิง จะเริ่มลดลงตั้งแต่อายุประมาณ 25 ปี และจะหยุดผลิตเมื่อหมดประจำเดือนตอนอายุประมาณ 50 ปี แน่นอนว่า...หากไม่มีฮอร์โมนเพศ ก็จะไม่สามารถหล่อเลี้ยงร่างกายได้ ธรรมชาติจึงจำเป็นต้องผลิตฮอร์โมนทดแทนขึ้นมา ชื่อว่า “แอนโดรเจน (Androgen)” ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย ที่หลั่งออกมาจากต่อมหมวกไตเพื่อชดเชยฮอร์โมนเพศหญิงในส่วนที่ขาด แต่แอนโดรเจนก็ไม่ได้มีปริมาณมากเพียงพอ กระดูกจึงไม่สามารถรักษาแคลเซียมเอาไว้ได้ นอกจากนั้น พวกเราผู้สูงวัย ยังมีแนวโน้มที่จะเดินน้อยลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงยิ่งทำให้ขาดแคลเซียมมากขึ้นไปอีก ส่งผลทำให้มีอาการปวดหัวเข่า และ ปวดสะโพก พอปวดแล้วก็จะยิ่งเดินน้อยลงไปอีก จนถึงขั้นต้องนั่งรถเข็น ซึ่งจะยิ่งเข้าสู่วงจรแย่ๆ ที่ทำให้เพื่อนๆยิ่งมีกระดูกอ่อนแอลงไปจนเกินแก้ไขเดินด้วยขาตนเองไม่ได้ ในทางกลับกัน ต่อให้เป็นวัยหนุ่มสาว หากนั่งทำงานอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ วันๆแทบไม่มีการขยับตัว แล้วจู่ๆวันหนึ่งก็ลุกขึ้นมาใช้ขาอย่างหักโหมในการไปท่องเที่ยวทันที ก็จะมีอาการปวดข้อปวดเข่า เพราะร่างกายไม่เคยชิน ดังนั้น เราจึงควรฝึกนิสัยรักการเดินให้เป็นกิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ คุณหมอโยะชิโนะริ นะงุโมะ (Yoshinori Nagumo )มีอายุถึง 60 ปีแล้ว แต่อายุกระดูกที่ตรวจวัดได้ ยังมีอายุเพียงแค่ 28 ปี ซึ่งอ่อนกว่าอายุจริงกว่า 30 ปี นั่นเป็นเพราะคุณหมอรักการเดินเป็นชีวิตจิตใจมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งคุณหมอบอกว่า การเดินน้อยในวัยเด็กที่สะสมมา จะมีผลอย่างยิ่งต่อระดับความรุนแรงของโรคกระดูกพรุน เมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้น พ่อแม่ที่โอ๋ลูกมาก ไม่ยอมให้ลูกได้เดินไกล เพราะกลัวลูกเหนื่อย หรือกลัวลูกลำบาก ควรจะรีบเปลี่ยนความคิดใหม่ อย่าได้ทำร้ายสุขภาพของลูกในระยะยาว ที่จะเดินด้วยขาตัวเองไม่ได้ เมื่อมีอายุที่มากขึ้น เเละคุณหมอบอกว่า พ่อแม่ชาวญี่ปุ่น จะฝึกให้ลูกเดินเยอะๆ ถ้าบ้านและโรงเรียนไม่ไกลจากกันมากนัก ก็จะใช้วิธีเดินไปกลับ แทนการนั่งรถไฟฟ้า หรือ ถ้าขึ้นรถไฟฟ้า ก็จะพยายามให้เด็กๆได้ยืน เพื่อฝึกกำลังขาและสะโพก เพราะการฝึกขาและสะโพกให้แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็ก จะเป็นตัวกำหนดความแข็งแรงของกระดูกไปตลอดชีวิต" หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 29, 2020, 04:17:47 PM https://www.youtube.com/watch?v=sjflPu0qejQ&feature=youtu.be&fbclid=IwAR2Z-N0av2ydlQb-aRF2QLI9Y9lVcfH64VFbG7I8qqxNee-hhhrsB_o-11I (https://www.youtube.com/watch?v=sjflPu0qejQ&feature=youtu.be&fbclid=IwAR2Z-N0av2ydlQb-aRF2QLI9Y9lVcfH64VFbG7I8qqxNee-hhhrsB_o-11I)
รายการเจาะใจ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 22.00 น. ทางช่อง 9 MCOT HD เจาะใจ สัปดาห์นี้ พบกับ "หนุ่ย - พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์" กับบทเรียนเเห่งความล้มเหลว เเละความสำเร็จบนเส้นทางไอที ตลอด 20 ปี!! #เจาะใจ #เเรงบันดาลใจ #หนุ่ย #พงศ์สุข #JSL ---------------------------------------------------------------------------------------------- ดูรายการทีวีย้อนหลัง รวมถึงคลิปล่าสุดของเรา พร้อมทั้งติดตามข่าวสาร แนะนำ ติชมรายการ และแสดงความคิดเห็น ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ Youtube : http://www.youtube.com/JSLGlobalMedia (http://www.youtube.com/JSLGlobalMedia) (Official channel) Entertainment Web : http://www.jslglobalmedia.com (http://www.jslglobalmedia.com) เจาะใจออนไลน์ : http://www.johjaionline.com (http://www.johjaionline.com) Official Web : http://www.jslsquare.com (http://www.jslsquare.com) Facebook : https://www.facebook.com/JSLGlobalMedia (https://www.facebook.com/JSLGlobalMedia) Twitter : https://www.twitter.com/jslglobalmedia (https://www.twitter.com/jslglobalmedia) Line : @JSLGlobalMedia Copyright©2019 JSL Global Media Company Limited บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด 154 ลาดพร้าว ซอย 107 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 154 Ladprao Road (Soi 107) Klongjan, Bangkapi, Bangkok 10240 Thailand Tel: 66 2731 0630 FAX: 66 2377 0691, 66 2375 9033 E-Mail: webmaster@jslglobalmedia.com / jslglobalmedia@gmail.com Show more หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 02, 2020, 12:18:12 PM https://www.youtube.com/watch?v=q1CRrLsXs-I&feature=youtu.be (https://www.youtube.com/watch?v=q1CRrLsXs-I&feature=youtu.be)
เห็ดกระถินพิมานยับยั้งเซลล์มะเร็ง มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งกรวยไต มะเร็งปอด หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2020, 02:22:20 PM https://www.youtube.com/watch?v=oCV4rA0Algk&feature=youtu.be (https://www.youtube.com/watch?v=oCV4rA0Algk&feature=youtu.be)
มะม่วง #ผลไม้ไทย ใช้พื้นที่น้อยอร่อยปลอดภัยปลูกผลไม้กินเองในตะกร้า (Growing fruit in container) Farm Station หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 27, 2020, 08:42:56 AM https://www.insuredd.com/uncategorized/ (https://www.insuredd.com/uncategorized/)การทำหน้ากากอนามัยแบบง/
การทำหน้ากากอนามัยแบบง่ายๆ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 27, 2020, 08:48:59 AM https://www.tipinsure.com/Ph/step_1 (https://www.tipinsure.com/Ph/step_1)
ประกันภัยส่วนบุคคลคุ้มครองการติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา (Coronavirus (2019-nCoV)) SCB ออกมาแล้วค่ะ JPประกันภัย สินทรัพย์ ทิพยโควิทแคร์ เมืองไทยประกันภัย วิริยะประกันภัย ไทยประภัย สินมั่นคง TQM สินทรัพย์ประกันภัย โปร99/https://www.tqm.co.th/microinsure/register?productid=28705&producttype=pa&s=531123 โปร199/https://www.tqm.co.th/microinsure/register?productid=28706&producttype=pa&s=531123 โปร299/https://www.tqm.co.th/microinsure/register?productid=28707&producttype=pa&s=531123 โปร499/https://www.tqm.co.th/microinsure/register?productid=28708&producttype=pa&s=531123 ทิพย์ประกันภัย โปร450/https://www.tqm.co.th/microinsure/register?productid=28746&producttype=pa&s=531123 โปร950/https://www.tqm.co.th/microinsure/register?productid=28747&producttype=pa&s=531123 โปร1250/https://www.tqm.co.th/microinsure/register?productid=28748&producttype=pa&s=531123 วิริยะประกันภัย โปร455/https://www.tqm.co.th/microinsure/register?productid=28726&producttype=pa&s=531123 โปร555/https://www.tqm.co.th/microinsure/register?productid=28727&producttype=pa&s=531123 กรุงเทพประกันภัย โปร799/https://www.tqm.co.th/microinsure/register?productid=28572&producttype=pa&s=531123... เลือกได้ตามกระเป๋าตังค์เลยค่ะ แนะนำให้มีในช่วงนี้ค่ะ ไม่ได้โฆษณา หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 04, 2020, 10:20:25 PM การนอนดึก …เป็นการตั้งใจทำร้ายตนเอง อย่างร้ายแรงที่สุด ( ทำให้เป็นถึง มะเร็งได้ )
~ เพราะ…ทำให้สมอง หัวใจ หลอดเลือด ต่อมไร้ท่อ เข่น ต่อมไธรอยด์ และภูมิคุ้มกันร่างกายเสียหาย …เป็นเรื่องที่ต้องไม่ประมาท …มาฟังหมอด้านเวชศาสตร์ชลอวัย อธิบายให้เข้าใจ ~ นพ.กฤษดาฯ เล่าให้ฟังถึงผลเสียของการนอนดึก ใครที่นอนเกิน 5 ทุ่มครื่ง…จะมีผลทำให้ 5 อวัยวะหลัก…เสื่อมโทรมเร็วขึ้น… ทั้ง สมอง หัวใจ หลอดเลือด ต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมไธรอยด์ และภูมิคุ้มกันร่างกาย …แต่ถ้าปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นคนนอนเร็วขึ้น ตั้งแต่ 4 ทุ่มไม่เกิน 5 ทุ่มครึ่ง … ซึ่งเป็นนาทีทอง …ก็จะช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้นถึง 10 ประการ ได้แก่ 1. สมองสร้างเคมีสุข อย่างที่รู้ว่า สมองเป็นหัวเรือใหญ่ในการแจกงานให้อวัยวะต่าง ๆ แม้แต่เวลานอน…ก็ยังมอบรางวัลให้ร่างกาย ทั้ง เคมีนิทรา (เมลาโทนิน), เคมีสุข (ซีโรโทนิน) และฮอร์โมนเพศ แถมยังมีเคมีบำรุงร่างกายออกมา ช่วยควบคุมระบบในตัวเราให้ทำงานราบรื่น ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น สร้างเกราะป้องกันอาการป่วยเจ็บได้ด้วย 2. สร้างเคมีหนุ่มสาว ปกติแล้ว เคมีหนุ่มสาวที่เรียกว่า "โกรทฮอร์โมน" จะค่อย ๆ ลดลงตามวัย รวมทั้งการนอนดึก …ก็ทำให้โกรทฮอร์โมนน้อยลงไปด้วย …แต่ถ้าเราเข้านอนเร็ว สักราว 4 ทุ่ม ไม่เกิน 5 ทุ่มครึ่ง สมองจะช่วยผลิตโกรทฮอร์โมนธรรมชาติให้ สรุปว่ายิ่งเราหลับไว หลับสนิท เราก็ยิ่งดูอ่อนเยาว์ เพราะโกรทฮอร์โมน จะหลั่งในช่วงเวลา 00.00-01.30 น. รวมเวลา 1 ชม.ครึ่งเท่านั้น ซึ่งจะช่วยซ่อมเสริมภูมิต้านทานโรค ให้มีพลังร่างกายที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น 3. ความจำดีขึ้น การศึกษาจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ระบุว่า คนที่นอนหลับได้ในช่วง 4 ทุ่ม ถึง 5 ทุ่ม ปรากฏผลงานวิจัยติดตาม พบว่า มีผลต่อความจำ, ความมีสมาธิ อย่างมีนัยสำคัญ และ ลดอุบัติเหตุลงได้มากขึ้น นั่นก็เพราะเวลาเรานอน สมองจะมีกลไกช่วยจัดระเบียบ คล้ายกับการแยกอีเมลขยะออกไป แต่ถ้าเราอดนอน เราจะรู้สึกมึน ลืมง่าย หรือ ไม่ก็ลิ้นพันกัน คิดอย่างพูดอย่าง หรือ อาจเผลอเรอได้ง่ายๆ ดังนั้น ต้องนอนให้เต็มอิ่ม จะได้เป็นการชาร์จแบตให้สมอง พร้อมรับความจำใหม่ ๆ ได้ดี 4. คุมความดันโลหิตได้ การนอนหลับเร็ว จะช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติทั้งหลาย และกลไกทางชีวิวิทยา ที่เป็นเหมือนฟันเฟืองขนาดจิ๋ว ที่ทำงานซับซ้อน ช่วยควบคุมหัวใจ และความดันโลหิตให้สงบลงไม่แกว่งขึ้นลงง่ายเหมือนกับตอนตื่นนอน 5. ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ คนก็เหมือนเครื่องยนต์ ทำงานมาหนัก ก็ต้องหยุดพักบ้างจริงไหม ซึ่งการนอนก็เหมือนเข้าอู่ซ่อมรถ ช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ ช่วยให้สมองได้พักผ่อน กล้ามเนื้อคลายตัว หัวใจสงบขึ้น ความดันลดลง โดยเฉพาะ ถ้าหลับลึกได้ในข่วง 00.00 - 01.30 น. ในแต่ละคืน สุขภาพย่อมแข็งแรง เสมือนย้อนไปในช่วงที่อยู่ในวัยเบญจเพศได้ 6. ลดความเสี่ยงโรคอ้วน ถ้าเรานอนเร็ว จะทำให้เราไม่หิวกลางดึก อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้อ้วน นอกจากนั้น ยังมีกลไกดับหิวด้วยการสร้างเคมีดับหิวขึ้นมา ทำให้การนอนเร็วช่วยคุมน้ำหนักตัวได้ดีกว่า อีกทั้งยังกระตุ้นเตาเผาในร่างกาย ให้ทำงานได้ดี ช่วยให้ไม่อ้วนง่าย ไม่สร้างเคมีเก็บไขมันมากด้วย 7. มีความสุขง่ายขึ้น ยิ่งอดนอนมาก สมองของเราก็ยิ่งอึมครึม ทำให้ขาดสมาธิ ความจำก็ไม่ดี อะไรมากระทบนิดกระทบหน่อย ก็หงุดหงิดอารมณ์เสียแล้ว แล้วจะมีความสุขได้อย่างไรล่ะ แต่ถ้าเราลองนอนให้เร็วขึ้น เราจะได้นอนอย่างเต็มอิ่ม ร่างกายและสมองได้พักผ่อน ความจำดี มีสมาธิ มองอะไรก็มีความสุขได้ง่ายขึ้นจริง ๆ นะ 8. ได้ล้างพิษ เวลาที่เรานอน จะเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะอย่าง ตับ ไต ลำไส้ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยล้างพิษทำงานได้ดีขึ้น ลองสังเกตดูสิ ถ้าใครชอบอดนอน หรือ นอนดึก นอกจากหน้าตาดูหม่นหมองแล้ว ยังมีปัญหาท้องผูกด้วย นั่นเพราะส่วนหนึ่งของพิษมาจากการนอนดึก เพราะฉะนั้น สาว ๆ ที่ชอบปวดรอบเดือนบ่อย ๆ ให้แก้ไขด้วยการนอนให้เร็วขึ้น จะช่วยคุมเคมีปวดได้มากขึ้น 9. ไม่เสี่ยงโรคกำเริบ เครื่องยนต์ที่ทำงานเกินเวลา ก็เสียได้ นับประสาอะไรกับมนุษย์ที่ไม่ยอมพักผ่อน ไม่ยอมหลับยอมนอน ความเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ก็อาจทำให้โรคที่พกอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ พากันแผลงฤทธิ์ขึ้นได้ โดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันสูง เบาหวาน ภูมิแพ้ โรคเครียด โรคซึมเศร้า และโรคมะเร็ง เป็นต้น 10. ช่วยป้องกันการแก่ให้ช้าลง ไม่อยากแก่ รีบชวนกันนอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม หรือ สูงสุด ไม่เกิน 5 ทุ่มครึ่ง เพราะ การนอนไม่ดึกมาก จะช่วยเสริมสร้างความเป็นหนุ่มสาว และช่วยให้หลับสนิทได้ง่ายขึ้น ไม่ทำร้ายร่างกายให้แก่ก่อนวัยอันควร เพราะ จะช่วยป้องกันความเสื่อมชราให้ช้าลงได้ด้วย ~ ข้อดีของการเข้านอนเร็ว มีมากขนาดนี้ ใครที่มักนอนดึก ท่านควรรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง แล้วทำตามคำแนะนำของ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติด้วย…จักทำให้ท่านมีสุขภาพที่ดีในระยะยาวอย่างยั่งยืน Thank You Kha หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 29, 2020, 09:45:20 AM ั้นๆ ง่ายๆ กับคำถามที่ว่า เราจะใช้หน้ากากอนามัยซ้ำได้มั้ย / เรามีวิธีทำความสะอาดหน้ากากอนามัยอย่างไร
นักออกแบบผลิตภัณฑ์ชาวฮ่องกง Patrick Poon บอกว่า หมอมักแนะนำว่า หน้ากากอนามัยใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ใช้แล้วต้องทิ้ง แต่การระบาดของ Corona virus รอบนี้ ทำให้มีปัญหาหน้ากากขาดแคลนทั่วโลก เขาคิดว่า ประชาชนใช้หน้ากากในสภาพแวดล้อมปกติ ( ไม่เหมือนหมอที่ใช้ในโรงพยาบาล เพื่อตรวจ/ดูแลผู้ป่วย ซึ่ง มีความเสี่ยงสูงกว่ามาก) เราจะสามารถใช้หน้ากากซ้ำได้มั้ย / จะทำความสะอาดหน้ากากได้อย่างไร ? เขาได้ทำการศึกษาค้นคว้าอย่างมีหลักวิทยาศาสตร์/ วิชาการ โดยศึกษาโครงสร้างของวัสดุที่ใช้ทำหน้ากากอนามัย พบว่า มันประกอบด้วยชั้นต่างๆ 3 ชั้น 1. ชั้นนอก ทำจาก PP spunbond มีคุณสมบัติกันน้ำ / กันการซึมของเลือด/ ละอองของเหลวต่างๆจากการไอ/ จามของคนอื่น ไม่ให้โดนผู้ใส่โดยตรง 2. ชั้นกลาง เป็นแผ่นกรอง ซึ่งจะดักเชื้อโรคไว้ ไม่ว่า ไวรัส / แบคทีเรีย/ฝุ่น ทำจาก Melt-blown fabric 3. ชั้นใน จะช่วยซึมซับความชื้น จากลมหายใจ / ละอองของเหลวขนาดเล็ก/ใหญ่ต่างๆที่ออกมาเวลาเราไอ/จาม ไม่ให้กระจายออกสู่ภายนอก ทำจาก Non-woven fabric เขาศึกษาวิธีทำความสะอาดต่างๆว่ามีผลต่อโครงสร้างของหน้ากากหรือไม่/ อย่างไร เปรียบเทียบกับหน้ากากปกติที่ยังไม่ได้ใช้งาน ด้วยการนึ่ง 10 นาที/ การต้ม 10 นาที / การแช่ในแอลกอฮอล 10 นาที จากการศึกษาละเอียดด้านโครงสร้าง ของหน้ากากที่ทำความสะอาดโดยวิธีต่างๆข้างต้น พบว่า วัสดุที่ใช้ทำหน้ากากนั้น แข็งแรง ทนทานกว่าที่คิดมาก มันไม่เสียหายเลยไม่ว่าเราจะทำความสะอาดหน้ากากที่ใช้แล้ววิธีไหน จึงพอสรุปได้ว่า ประสิทธิภาพของหน้ากากไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะซักด้วยวิธีใดก็ตาม ยังใช้ได้ (ขอเพียงไม่ฉีกขาด มีรูเท่านั้น) เขาจึงสรุปว่า เราสามารถทำความสะอาดและใช้หน้ากากอนามัยซ้ำได้หลายครั้ง สำหรับประชาชนทั่วไปที่ใช้หน้ากากอนามัยในสภาพแวดล้อมปกติที่ไม่ใช่โรงพยาบาล (ตัวเขาเอง บางผืนซักแล้วใช้ซ้ำเป็นสิบครั้ง) วิธีที่ง่ายสุด เขาแนะนำให้ใช้น้ำร้อน 75-100 องศาเซลเซียส แช่หน้ากากนาน 10 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วใช้น้ำสบู่ ทำความสะอาด อีกที อาจใช้แปรงเล็กๆขัดทั้งด้านนอก/ ในของหน้ากาก ล้างน้ำให้สะอาด แล้วผึ่งให้แห้ง (ตากแดดก็ดี) หน้ากากจะสะอาดและมีสภาพดีเหมือนใหม่ ใช้ซ้ำได้ ไม่มีปัญหา วิธีนี้ทำได้ง่ายๆ ที่บ้าน ไม่ยุ่งยาก ช่วยแก้ปัญหาหน้ากากขาดแคลนได้ ในช่วงนี้ เราควรเก็บแอลกอฮอล(ซึ่งหายากเหมือนกัน)ไว้ใช้ในโอกาสอื่นที่จำเป็นกว่า เขาย้ำว่า นี่เป็นคำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไปที่ใส่หน้ากากเพื่อป้องกันตนเอง / ผู้อื่นจากการแพร่ระบาดของ COVD-19 ในสภาพแวดล้อมปกติ (ไม่ใช่ในโรงพยาบาลเหมือนหมอ) showing you an Easy way to: 1. Sterilize by soaking in 80 ~100 C hot water, 2. Clean with hand soap using a soft bristle toothbrush, 3. Rinse and hang dry. Many doctors, medical specialists, Govt, officials keep talking about the surgical masks cannot be reused. The 100 degrees water temp will damage the filter material of the mask, etc. I'd agree not to reuse masks if we have plenty of supplies around. It's not expensive at normal times. US Vice President - Pence was saying "healthy people do not need to wear a Mask" to suggest people not to panic to buy masks. I'm afraid that his remarks will let the spreading of the virus unchecked as many infected person without knowing himself, do not show any sign of fever or sickness. Without the mask on, this unknowing/hidden infected person will infect many many others. It's much better to advise general public who are not in hostile clinic / hospital environments, may consider to reuse their own masks by hot water then soap, then to walk around without a mask on ! Please give this a good try and let your friends know, to save the frustration of grouching for expensive masks. Couple masks can keep you going for many days or weeks. https://youtu.be/Tal_LiRRAr8 thank you very much หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 03, 2020, 11:11:19 PM https://www.youtube.com/watch?v=lchEVmOq2_Q (https://www.youtube.com/watch?v=lchEVmOq2_Q)
โควิด-19 เอาชนะได้ด้วยมือ 'พวกเราทุกคน' นอกจากทีมแพทย์ นักวิจัย หรือเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายแล้ว อีกบุคคลสำคัญที่จะทำให้เราผ่านวิกฤตโคโรนาไวรัส 2019 ไปได้ ก็คือ 'พวกเราทุกคน' นี่เอง 'รู้ สู้! Flood' กลับมาอีกครั้งกับตอนพิเศษ 'รู้ สู้! COVID-19' ถ้าดูแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ ฝากแชร์ให้คนรอบข้างด้วยนะครับ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 05, 2020, 09:12:59 AM สุดยอดเลย!!!!
น้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างง่ายด้วยน้ำเปล่า และเกลือ สามารถฉีดพ่นได้ เชิ้อโรคตายใน 3-5วินาที ปลอดภัยต่อคน เรามาดูวิธีทำพร้อมกันนะครับ https://youtu.be/VxhHdVWMi9w หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 05, 2020, 09:15:23 AM https://m.pantip.com/topic/39768819?
เก็บของสดได้นาน 3 เดือน ช่วงเก็บตัวหนึโควิด thank you หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มิถุนายน 18, 2020, 10:26:42 PM https://www.youtube.com/watch?v=dT0y8qXKMf4&feature=youtu.be (https://www.youtube.com/watch?v=dT0y8qXKMf4&feature=youtu.be)
การกำจัดขยะในสิงคโปร์ 10 ธ.ค. 2019 หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 02, 2020, 10:48:24 AM จ๊ะเอ๋ อันตราย!
ปาถ่องโก๋ หรือ อิ่วจาก๊วย ที่อร่อยมาก ต้องมีสีเหลืองงามภายนอก ขาวหนืดนุ่มภายใน คุณสมบัติที่ชวนกินอย่างนี้ ได้มาจาก ส่วนประกอบที่เรียกว่า “เช้าก่า” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสีขาวคล้ายน้ำตาลทราย มีกลิ่นฉุนกึกของแอมโมเนีย ภาษานักเคมีเรียกผงนี้ว่า เกลือแอมโมเนียม ไบคาร์บอเนต สูตรเคมีเขียนหยาบๆ บน Line เป็น NH4.HCO3 คนทำเขาจะเอาผงชนิดนี้ละลายน้ำผสมลงไปในแป้ง จากนั้นนวด ให้โปรตีนจากแป้งสาลีรัดเกลือแอมโมเนียเข้าไว้ จนกระทั่งเอาไปทอด จะเกิดก๊าซแอมโมเนีย กับก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ ดันตัวหนีออกจากเนื้อแป้ง ทิ้งแป้งลอยบนน้ำมันและฟองก๊าซ อย่างเดิอดพล่าน คนทอดปาถ่องโกที่เก่งเขาจะสังเกตสีเหลืองพองาม กับฟองก๊าซรอบๆเปลือกเหลืองๆนั้นหายไปจนหมดจึงตักขึ้นมา พักไล่น้ำมันจนหมด แล้วจึงหยิบขายลำพังเช้าก่า หรือเกลือแอมโมเนีย หากไล่ออกหมดตั้งแต่ตอนทอดก็ไม่มีอะไรจะเป็นพิษเป็นภัยอะไรเลย แต่ถ้าหากพ่อค้าเขาทอดด้วยไฟไม่แรงพอจะขับไล่ก๊าซแอมโมเนียไม่หมด จะทำให้ก๊าซนี้เหลืออยู่ คนกินจะได้กลิ่นแอมโมเนีย ซึ่งเป็นก๊าซที่โชยออกจากโถปัสสาวะชำระไม่สะอาดนั้นแหละ อันที่จริง ก๊าสแอมโมเนียเพียงเล็กน้อยในปาถ่องโก๋ ไม่เป็นอันตรายอะไรเลย ถ้าคนกินยังไม่อยู่ในวัยชรา เพราะก๊าซนี้ ร่างกายคนทั่วไปเขาไม่ชอบ ได้หากสูดดมก๊าซนี้ แม้จะไม่มากก็เร่งขับปัสสาวะแล้ว ส่วนคนชรา ซึ่งตามปกติ ค่า gfr หรือ glomerular filtration rate อัตราการกรองของหน่วยกรองของเซลล์ไต จะลดลงไปตามอายุขัยอยู่แล้ว การกินปาถ่องโก๋บ่อยๆ ของคนชราย่อมทำให้ค่า egfr ลดลง หมอเขาจะดุเอาว่า เราใช้ไตทำงานหนักเกินไป ด้งนั้น คนชราจึงต้องงดละ! คนจีนเขาฉลาดนัก ในเรื่องรู้หลบเหมือนมีปีก รู้หลีกเหมือนมีหาง ดังนั้น ในประเทศจีน และฮ่องกง ถ้าไปกินปาถ่องโก๋ จะเห็นว่า มันยาวเท่าศอก เขามักไม่ใช่เช้าก่า แต่จะใช้ สารส้ม สูตรเคมีเป็น KAl(SO4) 2.12H2O นั่นหมายความว่า ไม่มีก๊าซแอมโมเนีย HN3 แต่จะมีน้ำระเหยออกมาจากแป้งที่ทอด มิหนำซ้ำ อะลูมิเนียมที่เป็นส่วนประกอบของสารส้ม ยังทำให้เนื้อแป้งกรุบกรอบชวนเคี้ยว และคงความกรอบของปาท่องโก๋ไว้ได้นาน ซื้อมาตอนเช้ากรอบอย่างไร ตอนเย็นก็ยังกรอบอย่างนั้น อ้าวก็ดีซิ! ใช่! มันน่าจะดี แต่มันขัดกับความรู้สมัยปัจจุบันที่พิสูจน์ชัดแล้วว่า อะลูมิเนียมนั้นแหละ เป็นสารมีพิษ อะตอมของมันเล็กมากจนซึมผ่านไปสู่เซลล์ประสามและสมองได้ ทำให้เป็นอัลไซเมอร์ หลงๆลืมก่อนวัยชรา เท่านี้ ยังไม่พอนะ ! ใครที่ชอบกินโจ๊ก ข้าวต้ม หรือแม้แต่เต้าส่วน หรือเต้าฮวยร้อนๆ นั้น ตามร้านเขามักมีปาถ่องโก๋ ทำพิเศษ แต่ขนาดตัวเล็กกว่า ขนาดประมาณนิ้วก้อยเด็กอนุบาล มันกรอบ เคี้ยวกลุบ มันเค็ม ผมไม่รู้เขาเรียกว่า อะไร แต่รู้แน่เลยว่า ความกรุบกรอบของแป้งปาถ่องโก๋จิ๋วนี้ เกิดมาจาก ธาตุโบรอน Boron ได้มาจากเกลือบอแรกซ์ Borax ที่พบได้มากตามชายหาดของทะเลสาบซึ่งเกิดจากปล่องภูเขาไฟ หรือน้ำพุร้อนในอดีตกาล ผงบอแรกซ์ นี่มีคุณสมบัติมหัศจรรย์ มันสามารถใช้ทำให้โลหะ แม้แต่ทองคำหลอมเหลวได้ง่าย เขาจึงนำมาใช้เป็น “น้ำประสานทอง” แต่ถ้านำมาใส่ในแป้ง หรือเนื้อสัตว์ ที่ทำอาไม้ มันจะทำให้แป้งหรือเนื้อสัตว์นั้น เมื่อนำไปทอด หรือดอง จะกรอบ น่ากิน แต่กินเข้าไปแล้ว อันตรายมาก หมอเขาดูที่ค่า egfr เขาก็บอกได้ว่า ควรฟอกไตได้หรือยัง ไม่เป็นไรน่า นานๆกินที! ผมก็นึกอย่างนี้เสมอ เมื่อเผชิญหน้ากับปาถ่องโก๋ แต่พอนึกถึงหมอที่เขาต้องเยียวยารักษาเรา ผมก็ติดเบรค กินไม่ถึงคู่ ขอข้างเดียวก็พอ *ข้อความนี้ได้อ่านมาจากไลน์ มีประโยชน์ดี ขอบคุณค่ะ ท่านที่เขียนหรือส่งมาเผยแพร่ ไว้ ณ ที่นี้ค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 02, 2020, 11:06:35 AM ภัยจากน้ำมันทอดซ้ำ
ด้วยยุคที่สังคมและวิถีชีวิตตกเป็นทาสของเวลาและความเร่งรีบ ทำให้คนต้องพึ่งพาอาหารปรุงสำเร็จนอกบ้านเพราะสะดวกรวดเร็วกว่า โดยเฉพาะอาหารประเภททอดน้ำมันที่เข้าคู่กันดีมื้อเช้า อย่างเช่น ปาท่องโก๋-น้ำเต้าหู้ ข้าวเหนียวหมูทอด หรืออย่างอาหารทานเล่นจำพวก นักเก็ตไก่ทอด ไส้กรอก อาหารมื้อเย็น เช่น ปลาทอด กุ้งชุบแป้งทอด เป็นต้น อาหารทอดเหล่านี้เอร็ดอร่อยน่าทานกว่าการปรุงเอง แต่ส่วนใหญ่ก็มีพิษภัยแอบแฝงจากการใช้น้ำมันที่ทอดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ใส่ใจสุขภาพต้องรู้เท่าทันเพื่อป้องกันเอาไว้ ช่อลัดดา เที่ยงพุก นักวิจัยจากสถาบัน ค้นคว้า และพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ม.เกษตรศาสตร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำมันทอดอาหารว่า อาหารแต่ละชนิดทอดในอุณหภูมิที่เหมาะสมแตกต่างกัน หลายชนิดต้องทอดให้น้ำมันท่วมทั้งชิ้นอาหาร ซึ่งในอดีตนักวิชาการสนับสนุนให้ใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง โดยเฉพาะน้ำมันพืชที่มีกรดไลโนเลอิกสูง แต่ในปัจจุบันข้อแนะนำได้เปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากพบว่า น้ำมันประกอบอาหารยิ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงมาก ยิ่งไวต่อการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศและเกิดอนุมูลอิสระทำลายสุขภาพได้ ในการทอดอาหารจึงควรใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยน้ำมันที่เหมาะสำหรับทอดอาหารที่ต้องใช้อุณหภูมิสูง ควรเป็นน้ำมันปาล์มที่ผลิตจากเนื้อปาล์ม (palm oil) เพราะมีจุดเกิดควันสูง จึงทำให้น้ำมันมีความอยู่ตัวในขณะทอดได้ดี สำหรับน้ำมันทอดซ้ำ ซึ่งเป็นน้ำมันที่ผ่านความร้อนสูงนำกลับมาใช้ซ้ำหลายครั้งจนเสื่อมสภาพเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะเป็นน้ำมันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและเคมี ซึ่งเกิดจากความชื้นที่อยู่ในอาหาร ออกซิเจนจากอากาศ รวมทั้งอุณหภูมิที่สูงในการทอดอาหาร ก่อให้เกิดสารประกอบมากมาย เช่น สารโพลาร์ สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ สารประกอบคาร์บอนิล สารคีโตน เป็นต้น โดยสารประกอบบางตัวถ้าสะสมในร่างกายอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ ทั้งนี้ จากข้อมูลการศึกษาในสัตว์ทดลองซึ่งได้รับอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำในระยะเวลาหนึ่ง พบว่าการเจริญเติบโตลดลง เซลล์ตับและไตถูกทำลาย การแบ่งเซลล์ของหลอดอาหารเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ กระบวนการเกิดมะเร็ง นอกจากนี้ จากงานศึกษา วิจัยยังพบว่า ไขมันทรานส์ ที่เกิดขึ้นยังเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด ส่วนหนึ่งไปเพิ่มไลโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ลดระดับไลโพโปรตีนความหนาแน่น สูง เพิ่มไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดและเพิ่ม ที่มา : http://www.thaihealth.or.th (http://www.thaihealth.or.th) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 02, 2020, 11:30:36 AM ฟัง! Dr. Perter Gotzche ชาวเดนมาร์ก หมอที่เรียนวิทยาศาสตร์ เคมี และสถิติ จากนั้น ไปเรียนหมอ
เขาค้นคว้าพบว่า ทุกวันนี้ ยารักษาโรค เป็นสิ่งที่คร่าชีวิตคนมาเป็นอันดับที่ 3 รองมาจากโรคหัวใจ และมะเร็ง เขารณรงค์ ให้ใช้ยาให้น้อยลง เขาบอกเลยว่า สังเกตไหม ไปหาหมอแล้ว อาการไม่ดีขึ้น แต่ก็ยังคงกินยาอยู่ ตามที่หมอสั่ง เขาน่าจะรู้ว่า ที่อาการเขาไม่ดีขึ้น แต่กลับแย่ลง เป็นเพราะผลข้างเคียงของยา เขาพบว่า เมื่อมีผู้สูงอายุเข้ามาที่โรงพยาบาล พอหยุดยา กลับดูดีขึ้น เพราะยาส่วนมามีผลต่อสมอง คนชราทนต่อฤทธิยาไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาประเภทต้าอาการซึมเศร้า กินเข้าไปจะหกล้ม ทรมาน และ 3% จะเสียชีวิตเพราะยา ยาหลายอย่าง คนชรากินพร้อมๆกันโดยที่มนุษย์ยังไม่รู้มันมีปฏิกิริยาอะไรบ้าง ฟัง หมอ Peter Gotzshe บ่นว่า มีคนกล่าวว่า ทำไมจึงหาแต่เรื่องมาทำให้คนหวาดกลัว แกบอกว่า ไม่เลย แกไม่ชอบเรื่องเหล่านี้ แต่เป็นความจริงที่แกต้องพูด เพราะทั้งหมอ เภสัช และสื่อมวลชน ไม่มีความรู้ทางสถิติ และไม่รู้จักอ่าน ฟัง https://www.youtube.com/watch?v=dozpAshvtsA (https://www.youtube.com/watch?v=dozpAshvtsA) *thank you หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 16, 2020, 06:28:26 PM https://today.line.me/th/v2/article/oRBK96?utm_source=lineshare
แนะ 6 วิธีดูแลสุขภาพตาในฤดูหนาว หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ ธันวาคม 28, 2020, 08:39:55 AM https://www.msn.com/th-th/news/autos/%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87/ar-BB1cfXlz?ocid=msedgntp (https://www.msn.com/th-th/news/autos/%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87/ar-BB1cfXlz?ocid=msedgntp)
เดลินิวส์ กว่าจะเป็นมือถือรู้ใช้แล้วต้องรู้จักทิ้ง เมื่อเรารู้จักใช้และรู้จักทิ้ง ผลกระทบที่เกิดจากขยะมือถือก็จะลดน้อยลง!! จิราวัฒน์ จารุพันธ์ ภาพ pixabay.com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มกราคม 26, 2021, 11:08:01 PM คดีหมา หมา ที่ ไม่ หมา อีกต่อไป
ถ้าหมาจรจัดกัดคนใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ระหว่าง คนที่ให้อาหาร เป็นครั้งคราวด้วยความเมตตา คนที่ให้อาหารหมา เป็นประจำ หรือเทศบาล / อบต / กรมปศุสัตว์ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า หมาจรจัด ที่คนให้อาหารเป็นครั้งคราว เป็นบางครั้งบางโอกาส ด้วยความเมตตา รวมถึงคนที่ให้อาหารประจำ แต่ไม่ใช่ผู้รับเลี้ยงรับผิดชอบชีวิต ของสุนัขจรจัด ไม่ถือว่าเป็นเจ้าของสุนัขจรจัด มี คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 764/2556 ที่อธิบายในเรื่องนี้ว่า การให้คำนิยามความหมายของคำว่า "เจ้าของสุนัข" หมายความรวมถึง "ผู้ให้อาหารสุนัขเป็นประจำด้วย" นั้น "มีผลทำให้ประชาชนที่เพียงแต่ให้อาหารแก่สุนัขจรจัดเป็นประจำด้วยความเมตตา ต้องมีภาระหน้าที่ในการพาสุนัขจรจัดไปฝังไมโครชิปและจดทะเบียนสุนัข มิเช่นนั้น อาจทำให้บุคคลนั้นกระทำผิดกฎหมาย ทั้งที่หน้าที่ในการจัดการ ควบคุม ดูแลสุนัขจรจัด เป็นหน้าที่ของท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นกลับผลักภาระดังกล่าวมาให้กับประชาชน ดังนั้น การให้บทนิยามดังกล่าว ที่ให้หมายความรวมถึง "ผู้ให้อาหารสุนัขเป็นประจำด้วย" จึงเป็นข้อบัญญัติที่ 1. สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น 2. สร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร 3. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาให้เพิกถอนข้อบัญญัติ ฯ ข้อ 5 เฉพาะที่ให้ความหมาย "เจ้าของสุนัข" ว่า ผู้ให้อาหารสุนัขเป็นประจำด้วย" แต่ถ้าหมาไม่มีเจ้าของกัดคน ใครต้องรับผิดชอบ เมื่อหมาจรจัดไม่มีเจ้าของ และจะไปบังคับคนที่เลี้ยงประจำมารับผิดชอบก็ไม่ได้ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือกรมปศุสัตว์ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีที่ อ.1751/2559 ได้วินิจฉัยไว้ว่า เป็นหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล หรือกรมปศุสัตว์ ที่จะต้องรับผิดชอบในการจัดการดูแลสุนัขจรจัดซึ่งสุนัขเป็นสัตว์ควบคุมตามพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 เมื่อสุนัขจรจัดไปทำลายทรัพย์สิน หรือรุมกัดผู้อื่น ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น องค์การบริหารส่วนตำบล หรือกรมปศุสัตว์จึงต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายนั้น ตามมาตรา 67 และ มาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ให้ราชการผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้กับเอกชนผู้ฟ้องคดีนั้น หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2021, 09:13:54 AM เตือนกันอีกที ให้เลิกกินนม low fat !!!
มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Nueruology ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปีที่แล้วว่า ผลิตภัณฑ์จากนม low fat มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคพาร์กินสัน เมื่อการกินผลิตภัณฑ์จากนม low fat ในระยะยาว เกิดผลกับระบบประสาท ก็แสดงว่ามีผลข้างเคียงทั้งต่อระบบประสาทและสมอง ศาสตราจารย์ อาจารย์หมอธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ซึ่งท่านเป็นหมอด้านสมองเคยโพสต์เรื่องนี้ และน่าจะเขียนเรื่องนี้ลงไทยรัฐไปแล้ว ในนามปากกา "หมอดื้อ" ฝรั่งนั้นเถียงกันเรื่องนี้มาหลายสิบปีแล้วว่า นม low fat ในระยะยาวมีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่ เพราะเทรนด์สุขภาพทำให้ฝรั่งหันมากินนม low fat กัน แต่ตอนนี้ไม่มีใครเถียงกันแล้ว เพราะผลจากการวิจัยระยะยาวออกมาแล้ว ผู้หญิงกับผู้ใหญ่ที่กลัวไขมันในนม มักจะนิยมกินนม low fat กัน ควรเลิกกินโดยเด็ดขาด ที่ร้านขายอาหารเช้าเจ้าดังของอุดร ก็เห็นวางนมตราหมี low fat ไว้เป็นแถว แสดงว่าคนนิยมสั่งกินกัน ต้องอย่าลืมว่า ข้อมูลทางการแพทย์ที่รู้กันในวงการ ข้อมูลเหล่านี้กว่าจะรู้ถึงคนข้างนอกทั่วไป ก็ใช้เวลาเป็น 10 ปี เรารู้เรื่องนี้ก่อนได้เปรียบ ไม่ใช่กินผลิตภัณฑ์จากนม low fat ไปอีก 10 ปี ถึงรู้ว่ามันมีปัญหา ขอเตือน และขอแนะนำว่า ถ้าผู้หญิงหรือผู้ใหญ่กลัวไขมันในนม ควรเลิกกินนมไปเลย หรือกินในปริมาณน้อย ไม่ใช่เลี่ยงบาลีโดยการกินนม low fat แทน เนื่องจากงานวิจัยทำโดยนักวิจัยของ Harvard ลองอ่านข่าวจาก School of Public Heath ของ Harvard ดูเอาเองก็ได้ https://www.hsph.harvard.edu/news/hsph-in-the-news/parkinsons-disease-dairy/ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2021, 09:17:37 AM สถิติที่น่าสนใจของคนไทยกับ Digital
https://techsauce.co/tech-and-biz/digital-2021-overview-report 1. คนไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 69.5% ของจำนวนประชากร 2. คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยต่อวันเป็นอันดับ 9 ของโลก 3. คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือต่อวันเป็นอันดับ 3 ของโลก 4. ความเร็วเฉลี่ยอินเทอร์เน็ต บนมือถือไทย แรงเป็นอันดับ 21 ของโลก 5. ความเร็วเฉลี่ยเน็ตบ้านของไทยแรงอันดับ 1 ของโลก มีค่าเฉลี่ย download speed ที่ 308.35 Mpbs 6. คนไทยค้นหาผ่านเสียงเป็นอันดับ 6 ของโลก 7. ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตคนไทยดู Streaming Content 60.8% ต่อเดือน 8. ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตคนไทยชอบเล่นวีดีโอเกมเป็นอันดับ 1 ของโลก 9. คนไทยใช้เวลาเล่น Game Console 1.38 ชั่วโมงต่อวัน 10. คนไทยยังมีอุปกรณ์ Smart Home น้อย เพียง 5% 11. คนไทย 26.2% มีความกังวล เรื่องข้อมูลส่วนตัว 12. คนไทยใช้เครื่องมือ block โฆษณาออนไลน์ 40% ต่อเดือน 13. คนไทยมีผู้ใช้ Social Media 78.7% ของจำนวนประชากร 14. คนไทยใช้ Social Media 2.48 ชั่วโมงต่อวัน 15. คนไทยใช้ Social Media ค้นหาข้อมูลของแบรนด์ต่างๆ 55.5% 16. คนไทยคลิกโฆษณาบน Facebook เฉลี่ย 17 ครั้งต่อเดือน 17. คนไทยใช้ QR Codes 60.4% ต่อเดือน 18. คนไทยใช้ E-Commerce 83.6% เป็นอันดับ 3 ของโลก 19. คนไทยซื้อสินค้น E-Commerce ผ่านมือถือ 74% เป็นอันดับ 2 ของโลก 20. คนไทยทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking 68.1% ต่อเดือน เป็นอันดับ 1 ของโลก 21. คนไทย 70.3% จ่ายเพื่อ Digital Content (เช่น เพลง หนัง แอป Dating เป็นต้น) 22. คนไทย 31.9% ใช้ Ride - Hailing Apps 23. คนไทย 61% สั่งอาหารผ่านบริการ Delivery โดยจัดอยู่อันดับ 10 ของโลก ขอขอบคุณข่าวสารดี ๆ จาก https://techsauce.co/tech-and-biz/digital-2021-overview-report หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2021, 09:35:05 AM โปรดสละเวลา 2 นาทีอ่านข้อมูลนี้:
1. สมมุติว่าเป็นเวลา 19.25 น. คุณกำลังกลับบ้านตามลำพังคนเดียวหลังจากทำงานหนักเป็นพิเศษมาแล้วทั้งวัน 2. คุณอ่อนล้า อารมณ์ก็ไม่ดี 3. คุณรู้สึกปวดอย่างรุนแรงขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน เริ่มที่น่าอก ลามลงไปที่แขน แล้วย้อนกลับขึ้นไปที่ขากรรไกร คุณอยู่ห่างจากโรงพยาบาลใกล้บ้านที่สุดประมาณ 5 ก.ม. 4. โชคร้ายที่คุณไม่รู้ว่าจะไปถึงหรือไม่ 5. คุณผ่านการฝึกให้เป็นนักปั้มหัวใจกู้ชีพ (CPR) แต่ครูไม่ได้สอนวิธีทำกับตัวเอง 6. คุณจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรถ้าอยู่คนเดียว เนื่องจากมีคนจำนวนมากที่เผชิญภาวะหัวใจล้มเหลวขณะที่อยู่ตามลำพังโดยไม่มีคนช่วย คนที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะและเริ่มรู้สึกจะเป็นลมมีเวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้นก่อนที่จะหมดสติ 7. อย่างไรก็ตาม ผู้ตกเป็นเหยื่ออาการดังกล่าวสามารถช่วยตัวเองได้โดยไอแรงๆและถี่ๆ ก่อนไอให้หายใจเข้ายาวๆ ลึกๆ แบบเดียวกับเวลาจะขากเสมหะหรือเสลด การหายใจเข้าแรงๆ สลับขากเสมหะต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกสองวินาทีจนกว่าจะมีคนมาช่วยหรือเมื่อรู้สึกว่าหัวใจเต้นเป็นปกติ 8. การหายใจเข้าแรงและลึกทำให้อ็อกซิเจนเข้าไปในปอด อาการไอบีบหัวใจและช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนของโลหิต การนวดห้วใจช่วยให้จังหวะเต้นของหัวใจเป็นปกติเพื่อผู้ป่วยจะได้ไปถึงโรงพยาบาลทันท่วงที 9. โปรดบอกต่อให้ทราบทั่วกัน คุณอาจช่วยชีวิตพวกเขาได้ 10. แพทย์โรคหัวใจบอกว่า ใครก็ตามที่ได้รับเมล์นี้ โปรดส่งต่อให้เพื่อน 10 คน รับรองได้ว่าคุณจะช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้อย่างน้อย 1 ชีวิต 11. แทนที่จะส่งเรื่องขำขัน โปรดส่งข้อมูลนี้ซึ่งสามารถช่วยชีวิตคนได้ 12. ถ้าข้อมูลนี้มาถึงคุณมากกว่า 1 ครั้ง โปรดอย่าเสียอารมณ์ คุณควรมีความสุขที่คุณมีเพื่อนผู้หวังดีที่คอยพร่ำเตือนคุณว่าต้องทำอย่างไรถ้าหัวใจเกิดล้มเหลว เพื่อนๆช่วยกันหน่อยรู้แล้วก็ช่วยแชร์ต่อ เราสามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้เป็นกุศล ตาแฉะขอร้อง !!! ขอขอบคุณบทความดี ๆ ค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2021, 09:40:26 AM ตอนเรียนกฎหมายพื้นฐาน มีคำถามหนึ่ง ถามว่า ...
. พระรามใช้หนุมานไปฆ่าทศกัณฐ์ หนุมานก็ไปฆ่าทศกัณฐ์ตาย ตามคำสั่ง แต่ไม่ฆ่าเปล่า ... . หนุมานฉุดเอาเมียทศกัณฐ์ไปข่มขืนด้วย !! ถามว่า พระรามกับหนุมานกระทำผิดข้อหาใดบ้าง ? เกือบทุกคนตอบตามหลักกฎหมายหมดว่า พระรามผิด ข้อหาใช้ให้ไปฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ไม่ผิดฐานใช้ให้ไปข่มขืนเพราะหนุมานทำเกินคำสั่ง . ส่วนหนุมานผิดทั้งสองข้อหา . ผลสอบออกมา ตกยกห้อง !! . คำตอบคือไม่ผิด เพราะหนุมานเป็นลิง ทศกัณฐ์เป็นยักษ์ .. ไม่ใช่คน จึงไม่มีความผิดตามกฎหมาย . (แค่นี้แหละครับ มีสาระอยู่นะ) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2021, 10:00:40 AM น่าสนใจมาก !
โรคของผู้สูงอายุที่คาดไม่ถึง มีอาการ เช่น เดินช้าลง ก้าวสั้นๆ พูดช้า เสียงแหบ สำลักอาหาร ปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้ ชอบเอาแต่นอน ง่วงบ่อย นั่งตัวเอียง นั่งหลังงอ หกล้ม ฯลฯ รักษาได้ไม่ยาก 7 วัน เห็นผลดีเกินคาด ผู้สูงอายุไทยเป็นแล้วเกือบ 2 แสนคน แต่ หมอปัจจุบันอาจให้การรักษาผิดทาง มาฟัง รศ.นพ. ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รพ.ศิริราช และ รพ .ธนบุรี อธิบายจะได้เข้าใจและให้การรักษาได้ถูกต้องมากขึ้น แม้หมอทั่วไปก็ยังเข้าใจแลรักษาโรคผิดทางมานักแล้ว ดูไว้ดูแลคนข้างเคียง https://www.youtube.com/watch?v=DuOXtAF66KU&feature=youtu.be (https://www.youtube.com/watch?v=DuOXtAF66KU&feature=youtu.be) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2021, 10:04:15 AM https://www.youtube.com/watch?t=50&v=pUAZg_TOu5A&feature=youtu.be (https://www.youtube.com/watch?t=50&v=pUAZg_TOu5A&feature=youtu.be)
สูตรไล่ปลวกปลอดสาร ไม่ต้องพึ่งเคมี แต่ปลวกหนีถาวร 384,838 views•Jan 27, 2021 สูตรไล่ปลวกแบบปลอดสาร ไม่ต้องพึ่งเคมี รับรองปลวกย้ายรังหรือหนีไปถาวร เป็นวิธีการไล่ปลวกไม่ให้เข้ามากัดกินเสาบ้านหรือเสาเรืือนไม้ของเรา เพียงแค่นำเกลือละลายน้ำมาเทราดโคนเสา หรือนำเกลือมาโรยรอบโคนเสาปลวกก็ไม่กล้าเข้ามาไกล้แล้วครับ #สูตรไล่ปลวก ติดตามสาระเรื่องราวดีๆจากช่องของเราได้ที่ https://www.youtube.com/channel/UCyVs... (https://www.youtube.com/channel/UCyVs...) ทุกเรื่องราวการทำเกษตรอินทรีย์ ตามวิถีพอเพียง https://www.youtube.com/playlist?list... (https://www.youtube.com/playlist?list...) รวมสูตรไล่แมลง ฮอร์โมนพืช และสูตรน้ำหมักชีวภาพ https://www.youtube.com/watch?v=rcKMP (https://www.youtube.com/watch?v=rcKMP) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2021, 08:07:28 PM คีโม คือธุรกิจเลือดเย็นของโรงพยาบาลแบบเจ้ามือหวย คนเล่นเสีย เจ้ามือรวย
มะเร็งไม่ได้พรากใครไป คีโมต่างหาก โปรดอ่าน สำคัญมาก (Doctor)ดร. รุ่ง จาก รพ. จุฬา บทความนี้ น่าสนใจมาก Shafin de Zane presents: What is Cancer? นี่คือ สิ่งที่คุณ ไม่เคยคาดคิด มาก่อนเลยว่า จะมีผู้ใดกล่าวว่า - มะเร็ง คือ ธรรมชาติ(Cancer is Natural) มะเร็ง คือ ธรรมชาติ ของการปรับตัว ของเซลล์ อันเนื่องมาจาก การที่เลือดของเรา กลายเป็นพิษ เกินกว่าที่ เซลล์จะมีชีวิต ต่อไปได้ ถ้าหาก เซลล์เหล่านั้น ไม่ปรับตัว เซลล์เหล่านั้น จะป่วย และตาย เซลล์เหล่านั้น จึงตอบสนอง อย่างเป็น ธรรมชาติ ด้วยการผ่าเหล่า เพราะเซลล์ ในร่างกายมนุษย์ มีความสามารถ ที่จะปรับตัว เพื่อรับมือกับ การเปลี่ยนแปลง การปรับตัว ของเซลล์ จึงเป็นสิ่ง ที่เป็นธรรมชาติ เป็นที่ น่าเสียดายว่า คุณหมอทั่วโลก บอกกับเราว่า วิธีการรักษามะเร็ง คือ การบำบัดด้วย-คีโม หรือ การทำลาย เซลล์มะเร็ง ด้วยรังสี แต่สิ่งที่คุณหมอ ไม่ได้บอกเราคือ ทำไมเซลล์มะเร็ง จึงผ่าเหล่า ตั้งแต่แรก? อย่างไรก็ตาม- เมื่อสภาพแวดล้อม เปลี่ยนไป เซลล์อีกจำนวนมาก ก็จะผ่าเหล่า- ต่อไปอีก-ไม่เร็วก็ช้า นั่นเป็นสาเหตุ ที่เราพบเห็น ผู้ป่วยมะเร็ง ถูกให้คีโม ดีขึ้นเพียงชั่วคราว แล้วกลับทรุด ลงไปใหม่อีก จากมุมมอง ของเซลล์ หากมัน ไม่ผ่าเหล่า-มันจะต้องตาย การผ่าเหล่า ของเซลล์ จึงเป็นธรรมชาติ มะเร็งแท้จริงแล้ว คือ วิวัฒนาการ ของกลุ่มเซลล์ ที่พยายามรอดตาย จากสภาพแวดล้อม ที่เป็นพิษ แต่ทั้งหมดนี้ ก็กลายเป็นสิ่งที่ ควบคุมไม่ได้ เพราะเซลล์เหล่านั้น ลงเอยด้วยการ- ฆ่าร่างกาย แต่นั้น ไม่ใช่ประเด็น ที่แท้จริง มะเร็ง คือ วิวัฒนาการ ของกลุ่มเซลล์ ที่พยายาม จะรอดตาย ในสภาพแวดล้อม ที่เป็นพิษอย่างสูง เราต้องพยายาม ทำความเข้าใจ ในประเด็นนี้ ให้ชัดเจน การพยายามฆ่า เซลล์เหล่านั้น -โดย ไม่ได้เปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อม เปรียบได้กับ การฆ่าแมลงวัน โดยไม่ได้พยายาม เอาขยะออกไป เอาละ คุณจะลงมือ อย่างฉับพลัน- เพื่อปรับปรุง สภาพแวดล้อม ของคุณ อย่างรวดเร็ว ได้อย่างไร มีวิธีการง่ายๆ ด้วยกัน 3 วิธีคือ: วิธีที่ 1. หายใจลึกๆ - หายใจลึกๆ สิ่งแรกที่กระตุ้น ให้เซลล์ผ่าเหล่า และ กลายเป็น เซลล์มะเร็ง คือ การขาดออกซิเจน เซลล์มะเร็ง ปรับตัวเพื่อรอดชีวิต ในสภาพแวดล้อม ที่มีระดับ ออกซิเจนต่ำ ยิ่งมีออกซิเจน ต่ำเท่าไร เซลล์มะเร็ง ก็ยิ่งเติบโต ได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะนี่คือ วิวัฒนาการ ของเซลล์ ที่ปกติต้องการ จะรอดชีวิต อยู่ได้ ในสภาพแวดล้อม ที่มีระดับ ออกซิเจนต่ำ วิธีแก้ไขคือ หายใจลึกๆ ซึ่งเป็นการ ออกกำลังง่ายๆ ที่ทำได้ทุกเช้า เพื่อเพิ่ม ระดับออกซิเจน ให้กับเลือด เดิน 5 นาที แล้วหายใจแบบนี้ คือ หายใจเข้า 4ครั้ง ติดกัน กลั้นหายใจแล้วนับ 1 ถึง4 หายใจออกช้าๆ 4 ครั้ง ติดกัน ทำอย่างนี้ครับ >>>> 1-2-3-4 <<<< ทำอีกครั้งครับ >>>> 1-2-3-4 <<<< ผมหายใจเข้าทางจมูก >>>> กลั้นใจแล้วนับ 1-2-3-4 หายใจออกทางปาก <<<< หายใจ เข้าไปในท้อง ไม่ใช่หายใจ เข้าไปในอก นี่คือวิธีการหายใจ ที่ถูกต้อง ถ้าหากไม่มีที่เดิน ให้เดิน ในห้องนอน ของคุณ เพราะมันมีที่ พอสำหรับ การออกกำลัง ของเราทุกวิธี วิธีที่ 2 หยุดรับประทาน -กรด สิ่งที่สอง ที่มากระตุ้นเซลล์ ให้ผ่าเหล่า กลายเป็น เซลล์มะเร็ง คือ สภาพแวดล้อม ที่เป็นกรด เพราะนั่นคือ การตอบสนอง ที่จะทำให้ เซลล์รอดชีวิตได้ ในสภาพแวดล้อม ที่เป็นกรด เซลล์ที่ผ่าเหล่า จะตาย ในสภาพแวดล้อม ที่เป็นด่าง และเติบโต ในสภาพแวดล้อม ที่เป็นกรด คุณจะทำ ให้ร่างกายของคุณ เป็นด่างได้ ก็ด้วยการ รับประทาน อาหารที่เป็นด่าง มากขึ้น - น้ำผัก น้ำผลไม้สด มีประสิทธิภาพ สูงมาก - งดน้ำตาล โคคา-โคล่า เปปซึ่ และ น้ำอัดลมทุกชนิด กาแฟ เนื้อสัตว์ นม บุหรี่ และ แอลกอฮอล์ - รับประทาน ผักสดสีเขียว ผลไม้สด น้ำด่าง และ น้ำมะพร้าว หากคุณ ต้องการเห็น การเปลี่ยนแปลง ของสุขภาพ อย่างน่าอัศจรรย์ ในระยะเวลาอันสั้น ดื่มน้ำผักสดปั่น ทุกเช้า โดยไม่ต้อง รับประทาน อะไรอีกเลย จนกว่าจะถึง มื้อเที่ยง -นำผักใบเขียว หลากชนิด มะเขือเทศ แตงกวา ปั่นกับน้ำสะอาด แล้วดื่ม คุณอาจจะคิดว่า มันไม่น่าดื่มเลย แต่มันไม่เลวร้าย และออกจะอร่อย ด้วยซ้ำไป เมื่อคุณ คุ้นเคยกับมัน วิธีที่ 3 ดูแลร่างกายของคุณ ความเครียด ทำให้ ระบบภูมิคุ้มกัน อ่อนแอ ความเครียด คือ ฆาตกรเบอร์หนึ่ง และเป็นต้นเหตุ ที่ก่อให้เกิดโรค -ทุกโรค ความเครียด เพิ่มกรด และ ส่งผลกระทบ ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ในร่างกาย มันจึงเป็นสิ่ง ที่สำคัญมาก ที่เราจะต้อง ทำจิตใจ ให้แข็งแรง เบิกบานอยู่เสมอ คุณจะทำเช่นนั้น ได้อย่างไร ? - ทำสมาธิ ดูหนังตลก ละเว้นจากการดู ข่าวร้าย และ เรื่องเลวร้าย อ่านหนังสือดีๆ ที่ทำให้เกิด แรงบันดาลใจ หาสัตว์มาเลี้ยง พบเพื่อนใหม่ๆ สัมพันธภาพใหม่ๆ ปลดความทุกข์ ความสลดใจเก่าๆ และสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่ผ่านไปแล้ว (ประกาศ)แชร์ข้อมูลนี้ ให้กับผู้อื่นต่อไป ให้มากที่สุด ที่คุณจะทำได้ ความเจ็บปวด และ ความเสียหาย ที่เกิดจากการ บำบัดด้วยคีโม เลยเถิดไปอย่าง เหนือคำบรรยาย ช่วยให้ผู้อื่น ตื่นจากฝันร้าย ที่เกิดจาก โฆษณาชวนเชื่อ ของผู้ผลิตยา กันเสียที การป้องกัน และ รักษาตนเอง ให้หายจากมะเร็ง เป็นสิ่งที่ง่ายดาย เสียจนแทบ จะเป็นเรื่องตลก อย่างเหลือเชื่อ ใช้ความคิด ให้ถูกต้อง จงเปลี่ยนน้ำ ในบ่อปลา เมื่อปลาป่วย เพราะ การทำลายบ่อปลา ไม่ใช่ทางออก ที่ถูกต้อง มาช่วยกัน ทำให้โลกของเรา ในวันนี้- น่าอยู่ขึ้น (หมอ)ดร.ชนิสา อรรถจินดา Chanisa Arthachinda, Ph.D., ดร.รุ่ง รพ.จุฬา ขอบคุณสาระดี ๆ ที่นำมาแบ่งปันค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2021, 08:10:53 PM ชื่นชมที่เขาจาระไนความร้ายกาจของน้ำตาลได้ถึง78อย่าง ทีผ่านมาผู้เขียนบทความระมัดระวังต้องออกความเห็นแบบมีเงื่อนไขว่า "หากบริโภคน้ำตาล'มากเกินไป' " ไม่ว่าจะเป็นบทความไทยหรืออังกฤษ@SHim1010TH:
<<<#ความน่ากลัวเกิน 100% จริงๆนะ 78 ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากน้ำตาล 1.น้ำตาล...ทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System Deficiency) ในร่างกายไม่ทำงาน 2.น้ำตาล...ทำให้สูญเสียความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ จึงทำให้กล้ามเนื้อแข็งตึง 3.น้ำตาล...ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะและปวดไมเกรน (Migraines) 4.น้ำตาล...ทำให้เป็นโรคไขข้ออักเสบ (Arthritis) 5.น้ำตาล...ทำให้ผนังเส้นเลือดฝอยในร่างกายบอบบางและแตกได้ง่าย เป็นอัมพาตได้ 6.น้ำตาล...ทำให้กระดูกผุ (Osteoporosis) 7.น้ำตาล...ทำให้ฟันผุ (Tooth Decay) 8.น้ำตาล...ทำให้เป็นโรคหัวใจ (Cardiovascular Disease) 9.น้ำตาล...ทำให้เป็นโรคเบาหวาน (Diabetes) 10.น้ำตาล...ทำให้เป็นโรคหืดหอบ (Asthma) 11.น้ำตาล...ทำให้แก่เร็วเกินวัย เพราะทำให้ผิวย่นและผมหงอกเร็วขึ้น 12.น้ำตาล...ทำให้สายตาแย่ลง 13.น้ำตาล...ทำให้สายตาสั้น (Myopia) 14.น้ำตาล...ทำให้เป็นต้อตากระจก (Cataract) 15.น้ำตาล...ทำให้อ้วนและน้ำหนักมากเกินไป 16.น้ำตาล...ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง 17.น้ำตาล...ทำให้ลดความสามารถในการทำงานของน้ำย่อย 18.น้ำตาล...ทำให้เด็กมีผิวหนังอักเสบ คัน ผื่นแดง เป็นตุ่ม คัน (Eczema) 19.น้ำตาล...ทำให้เกิดกรดในกระเพาะมากผิดปกติ (An Acidic Stomach) 20.น้ำตาล...ทำให้ท้องผูก 21.น้ำตาล...ทำให้เกิดการหมักของแบคทีเรีย (Bacterial Fermentation) ในลำไส้ใหญ่ เป็นเหตุทำให้มีแก๊ซในลำไส้ใหญ่มากผิดปกติ จึงผายลมบ่อย 22.น้ำตาล...ทำให้สมองไม่ปลอดโปร่ง 23.น้ำตาล...ทำให้เกิดความเศร้าหดหู่ใจ (Depression) 24.น้ำตาล...ทำให้ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่อักเสบ 25.น้ำตาล...ทำให้เป็นโรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) 26.น้ำตาล...ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด (Varicose Veins) 27.น้ำตาล...ทำให้ลดระดับฮอร์โมนที่ช่วยการเติบโต (Growth Hormones) ทำให้ตัวเตี้ย 28.น้ำตาล...ทำให้เด็กไฮเปอร์ กังวลง่าย ไม่มีสมาธิ และกระจองอแง 29.น้ำตาล...ทำให้เด็กมึนงงและเชื่องช้า 30.น้ำตาล...ทำให้เด็กนักเรียนมีผลการเรียนตกต่ำ 31.น้ำตาล...ทำให้ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) 32.น้ำตาล...ทำให้เกิดการแพ้สารอาหาร (Food Allergies) 33.น้ำตาล...ทำให้เลือดเป็นพิษในระหว่างตั้งท้อง (Toxemia) 34.น้ำตาล...ทำให้เป็นโรคถุงลมในปอดพอง (Emphysema) 35.น้ำตาล...ทำให้เส้นเลือดตีบตัน (Atherosclerosis) 36.น้ำตาล...ทำให้ระบบป้องกันการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียไม่ทำงาน 37.น้ำตาล...ทำให้ไตถูกทำลายได้ 38.น้ำตาล...ทำให้ลดการผลิตคลอเรสเตอรอลที่ดีในร่างกาย 39.น้ำตาล...ทำให้เพิ่มการผลิตคลอเรสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกาย 40.น้ำตาล...ทำให้มีคลอเรสเตอรอลสูง(HighTotal Cholesterol)ในร่างกาย 41.น้ำตาล...ทำให้ร่างกายขาดธาตุโครเมียมทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ปกติ 42.น้ำตาล...ทำให้ร่างกายขาดธาตุทองแดงเป็นเหตุทำให้กระดูกผุ 43.น้ำตาล...ทำให้รบกวนการดูดซึมของธาตุแคลเซียมและแม็คเนเซียม 44.น้ำตาล...ทำให้ระบบควบคุมความสมดุลของแร่ธาตุในร่างกายทำงานไม่ปกติ 45.น้ำตาล...ทำให้เกิดโรคมะเร็งที่เต้านม รังไข่ ลูกอัณฑะ และทวารหนัก 46.น้ำตาล...ทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่โดยเฉพาะในผู้หญิง 47.น้ำตาล...ทำให้มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งที่ถุงน้ำดี 48.น้ำตาล...ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูง 49.น้ำตาล...ทำให้เส้นเลือดตีบอุดตัน 50.น้ำตาล...ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำผิดปกติ (Hypoglycemia) 51.น้ำตาล...ทำให้ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตผลิตมากเกิน (Adrenaline) ทำให้ไฮเปอร์ 52.น้ำตาล...ทำให้เกิดเส้นเลือดตีบในหัวใจ (Coronary Heart Disease) 53.น้ำตาล...ทำให้เกิดความดันโลหิตตัวบนสูง (Increased Systolic Blood Pressure) 54.น้ำตาล...ทำให้นำไปสู่การติดเหล้า (Alcoholism) 55.น้ำตาล...ทำให้เกิดการอักเสบในลำไส้มากขึ้นในคนที่เป็นโรคลำไส้และโรคกระเพาะ 56.น้ำตาล...ทำให้เกิดการติดเชื้อจากเชื้อรา"แคนดิด้า" (Candida) 57.น้ำตาล...ทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) 58.น้ำตาล...ทำให้เกิดนิ่วในไต (Kidney Stones) 59.น้ำตาล...ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย (Ischemic Heart Disease) 60.น้ำตาล...ทำให้เป็นโรคกล้ามเนื้อไม่ทำงาน (Multiple Sclerosis) 61.น้ำตาล...ทำให้ระดับน้ำตาลและอินซูลินสูงขึ้นโดยเฉพาะในคนที่กินยาคุมกำเนิด 62.น้ำตาล...ทำให้เป็นโรคเหงือกหุ้มฟัน (Periodontal Disease) 63.น้ำตาล...ทำให้ลดประสิทธิภาพในการควบคุมระดับน้ำตาล (Glucose Tolerance) 64.น้ำตาล...ทำให้ลดประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลิน (Insulin Toterance) 65.น้ำตาล...ทำให้เพิ่มการผลิตคลอเรสเตอรอลที่ไม่ดี (Triglycerides) 66.น้ำตาล...ทำให้เปลี่ยนโครงสร้างของโปรตีน จึงทำให้การดูดซึมโปรตีนไม่ปกติ 67.น้ำตาล...ทำให้น้ำลายเปลี่ยนเป็นกรด (Saliva Acidity) จึงเกิดการอักเสบในร่างกาย 68.น้ำตาล...ทำให้โครงสร้างของยีนส์ผิดปกติ ( Abnormal Structure of DNA) 69.น้ำตาล...ทำให้เกิดอนุสารอิสระในระบบเลือด (Free Radical Formation) 70.น้ำตาล...ทำให้ตับโต (Liver Hypertrophy) 71.น้ำตาล...ทำให้เพิ่มไขมันในตับ 72.น้ำตาล...ทำให้ไตโต (Kidney Hypertrophy) 73.น้ำตาล...ทำให้ตับอ่อนทำงานหนักและอาจถูกทำลายได้ 74.น้ำตาล...ทำให้เกิดการกักขังน้ำในเซลล์ (Body's Fluid Retention) ทำให้ตัวบวม 75.น้ำตาล...ทำให้สารอินซูลินสูงผิดปกติ (Increased Insulin Responses) 76.น้ำตาล...ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล (Hormonal Imbalance) 77.น้ำตาล...ทำให้เลือดแข็งตัวง่ายจนเป็นสาเหตุทำให้เส้นเลือดอุดตัน (Blood Clots) 78.น้ำตาล...ทำให้เป็นโรคสมองฝ่อ (Alzheimer Disease) 78เหตุผลที่เขียนมาทั้งหมดนี้ คงจะเพียงพอที่จะช่วยให้คุณผู้อ่าน เห็นถึงปัญหาสุขภาทต่างๆมากมาย ที่เกิดจากการกินน้ำตาล การมีสุขภาพที่ดี เกิดจากความรู้ความเข้าใจที่ดีและถูกต้อง โดยเฉพาะในการโภชนาการ รวมทั้งนำไปปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การมีสุขภาพที่ดีเป็นลาภอันประเสริฐ มีคนไม่น้อยที่ได้เริ่มเรียนรู้ถึงเคล็ดลับ ในการมีสุขภาพดีโดยการเลี่ยงน้ำตาล รวมทั้งอาหาร ขนม และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลผสม เจือปนอยู่ คุณผู้อ่านก็สามารถมีสุขภาพดีได้นะครับ เพียงแต่คุณเลือกที่จะเลี่ยงน้ำตาล มันอาจจะดูเหมือนไม่ง่ายที่จะทำ แต่ถ้าคุณทำแล้ว คุณจะทราบว่ามันไม่ยากอย่างที่คุณคิด ตอนเริ่มใหม่ๆ คุณไม่จำเป็นต้องเลี่ยงน้ำตาล100% จนคุณต้องรู้สึกเครียด ให้ทำเท่าที่ทำได้ ถ้าทำไม่ได้วันนี้ ก็เริ่มต้นใหม่วันหน้า ขอแต่ให้มีใจที่อยากจะเลี่ยงน้ำตาล แล้วอีกไม่นาน คุณจะเป็นอีกคนหนึ่ง ที่หลุดจากการเป็นทาสของการกินน้ำตาล และเมื่อนั้นคุณจะไม่โหยหาน้ำตาลในอาหารที่คุณกินอีกต่อไป อย่าลืมที่จะเตือนลูกหลานของคุณด้วยนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีจะเป็นของคุณ และคนที่คุณรักตลอดไป>>> ขอขอบคุณบทความที่มีสาระค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 06, 2021, 09:17:02 PM น้ำคั้นจากกัญชาสดๆนั้นมีคุณค่าทางยามากกว่าสารสกัดกัญชาแบบเดิมๆถึง 200-400 เท่า โดยไม่มีการเมา
ในคลิปนี้เขาบอกว่าในปีหนึ่งๆมีคนอเมริกันตายเพราะพิษของยาเคมีที่หมอให้คนไข้เป็นจำนวนแสนกว่าคน แต่ยังมีทางเลือกอื่นสำหรับการรักษาสมดุลย์ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันโรคต่างๆ การจัดการความเจ็บปวด การอักเสบ ต่อต้านมะเร็ง ต่อต้านความเสื่อมต่างๆ ต่อต้านเบาหวาน ต่อต้านโรคลมชัก ต่อต้านโรคซึมเศร้าและอื่นๆอีกมาก มีงานวิจัยว่าน้ำคั้นจากใบสดกัญชาช่วยป้องกันโรค และรักษาโรคได้ดีที่สุดเพราะการ ดื่มน้ำคั้นกัญชาสดไม่ทำให้ไม่เมา และเวลาป่วยสามารถดื่มในปริมาณที่มากพอเพื่อรักษาโรคได้โดยใช้ชีวิตปกติคือขับรถได้ ทำงานได้ เพราะไม่มึนเมาเหมือนกับกินสารสกัดกัญชาที่ผ่านความร้อนมาแล้ว หมอเปรียบเทียบว่า คนเราสามารถดื่มน้ำคั้นสดจาก กัญชาที่มีตัวยา TCHa ได้มากถึง 600 mg แต่ถ้าเป็นกัญชาที่ผ่านการให้ความร้อนมาแล้วเช่นการสกัดหรือการสูบร่างกายสามารถรับ THCได้มากสุดแค่ 10 mg ก็จะเมาหัวทิ่มแล้ว การดื่มน้ำคั้นใบกัญชาสดๆ เป็นยารักษาโรคได้ดีที่สุด ผู้หญิงคนนี้ ตอนอายุ 16 เป็นป่วยโรคร้ายแรงทั้งโรคกระดูกเสื่อมโรคลูปัส ยิ่งกินยาเคมีโรคยิ่งเพิ่มมาเรื่อยๆหลายโรคสารพัด จนถึงต้องกินยาเคมีวันละ 40 เม็ด จนหน้ากลมเป็นผลข้างเคียงของยาเสตียรอยด์ ตับไตพัง เกือบตาย หมอสี่คนบอกเธอว่าบอกว่ามีลูกไม่ได้เพราะกินยามากเกินไป ต่อมาเธอปรึกษาหมอด้านกัญชา จึงเปลี่ยนไปใช้ดื่มน้ำคั้นสดๆ จากใบและดอกกัญชาทุกวัน ปรากฏว่าโรคหายหมดทุกโรค แข็งแรงขึ้นทุกวัน แต่งงานมีลูกน่ารัก อีกกรณีเจ้าหน้าที่ประสานงานบ้านเด็กป่วยระยะสุดท้ายเปิดเผยว่ามี เด็กอายุ 2 ขวบ เป็นเนื้องอกในสมองระยะสุดท้ายผ่านการผ่าตัดการให้คีโมฉายแสงแล้วยังไม่หาย แต่เนื้องอกกลับเพิ่มจำนวนมากขึ้น โรงพยาบาลบอกให้แม่พาไปอยู่บ้านพักระยะสุดท้ายเพื่อเตรียมตัวตาย แม่เด็กจึงทดลองคั้นน้ำกัญชาสดให้กินทุกวัน ต่อมาเนื้องอกในสมองหดตัวลง เด็กหายเป็นปกติ หมอบอกว่างานวิจัยพบว่ากัญชาสดมีสารต่างๆที่ประโยชน์มากกว่าวิตามินต่างๆมากมาย และมันช่วยให้ระบบภูมืคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีมากขึ้น การเอากัญชาไปผ่านความร้อนจะทำลายสารต่างๆที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ ดังนั้นจึงควรบริโภคแบบสดๆมากกว่า ส่วนอัยการมาเปิดเผยว่ารัฐบาลอเมริกาบอกว่ากัญชาไม่มีประโยชน์มีแต่โทษและออกกฏหมายห้ามใช้บอกว่ากัญชาเป็นยาเสพติดตั้งแต่ปี 1972 คือ42 ปีที่แล้ว แต่ดันแอบไปสนับสนุนให้เงินวิจัยกัญชาและไปจดลิขสิทธิ์กัญชาเพื่อการรักษาโรคต่างๆมากมาย ทุกวันนี้ตำรวจก็ได้ข้อมูลผิดๆให้ไปจับไปยึดกัญชาแล้วจะได้ส่วนแบ่งเป็นเงิน จะเห็นได้ว่ารัฐบาลกลางไม่ได้ให้ข้อมูลที่แท้จริงแก่ประชาชนแล้วยังให้ข้อมูลผิดๆแก่ประชาชน ต่อมาประชาชนในรัฐต่างๆของอเมริการู้ความจริงจากงานวิจัยและจากประสบการณ์จริงของผู้ป่วยมากมายจึงพากันลงคะแนนเสียงให้รัฐของตนสามารถใช้กัญชารักษาโรคได้ "จงคืนกัญชาซื่งเป็นอาหารที่ดีที่สุดในการป้องกันและรักษาโรคให้กับประชาชนทุกคน" https://youtu.be/qa0nLdVJiIg หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 06, 2021, 09:24:43 PM ทั้งผักและผลไม้ ในประเทศไทย มีสารเคมีตกค้างเกือบ 100% บางชนิดมีสารเคมีที่ตกค้างถึง 20 ชนิด จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ว่าราคาถูก ราคาแพง ทั้งที่มีป้ายบอก ผักปลอดสารพิษ ผักอินทรีย์…ล้วนพบยาฆ่าแมลงบนผัก/ผลไม้…แทบทุกชนิด
ข้อแนะนำ : วิธีล้างผักและผลไม้ โดยวิธีต่างๆ และวิธีที่ดีที่สุด: ตามคำแนะนำของ ม. มหิดล https://youtu.be/pAYoYXjo87o (https://youtu.be/pAYoYXjo87o) วิธีล้างผักและผลไม้ที่ดีที่สุด https://www.youtube.com/watch?v=pAYoYXjo87o (https://www.youtube.com/watch?v=pAYoYXjo87o) หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 06, 2021, 09:28:11 PM สรรพคุณของถั่วเหลือง
หากเป็นถั่วเหลืองอินทรีย์ ไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม มีสรรพคุณ ดังนี้ 1.ใช้เป็นยาบำรุงโลหิต ด้วยการใช้เปลือกเมล็ดแห้งประมาณ 10-15 กรัมมาต้มกับน้ำดื่ม (เปลือกเมล็ด) 2.กากถั่วเหลืองช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด (กากเมล็ด) 3.ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และมีบางการศึกษาระบุว่า การบริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำ อาจช่วยลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย และมะเร็งเต้านม ในเพศหญิงวัยที่ยังมีประจำเดือน แต่อาจเพิ่มโอกาสของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ในเพศหญิงวัยที่หมดประจำเดือนแล้วได้ ซึ่งเป็นผลมาจากสารไฟโตเอสโตรเจน แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน และยังไม่สามารถระบุได้ว่า ถั่วเหลืองสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ 4.ช่วยป้องกันโรคมะเร็งของเนื้อเยื่อระบบสืบพันธุ์ (สารไฟโตเอสโตรเจน)[11] ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งช่องคลอด มะเร็งต่อมลูกหมาก และจากงานศึกษาในประเทศญี่ปุ่นและจีนพบว่า ผู้ที่กินซุปเต้าเจี้ยวมากจะมีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่ำกว่า ผู้ที่ชอบรับประทานซุปที่ทำจากถั่วเหลือง จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเพียง 1 ใน 3 ของผู้ที่ไม่ได้รับประทาน ผู้ที่รับประทานเต้าหู้มากจะมีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหารต่ำ ผู้ที่กินถั่วเหลืองมากกว่า 5 กิโลกรัมต่อปี จะมีอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารลดลง 40% ผู้ชายที่กินเต้าหู้มากกว่า 5 ครั้งต่อสัปดาห์ จะมีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นครึ่งหนึ่งของผู้ชายที่กินเต้าหู้น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ผู้ที่รับประทานอาหารที่ประกอบด้วยถั่วเหลืองน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ จะมีความเสี่ยงต่อการเกิด โรคมะเร็งเต้านม 2 เท่า และมะเร็งปอดเป็น 3.5 เท่า ของผู้ที่กินอาหารที่ประกอบด้วยถั่วเหลืองทุกวัน สำหรับมะเร็งปอด สารไอโซฟลาโวนจะช่วยถ่วงการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งไว้ (แต่ต้องไม่ใช้ถั่วเหลืองที่ผ่านการหมัก และจะได้ประโยชน์เฉพาะกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่) การบริโภคอาหารที่มีโปรตีนจากถั่วเหลืองจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้ถึง 30% (ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ) จากการศึกษาทดลองพบว่า Isoflavones สามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง กรดไขมันไม่อิ่มตัวในถั่วเหลืองสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้[11] และจากการศึกษาพบว่า ถั่วเหลืองมีฤทธิ์ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ถึง 15-20% โดยผลจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียนที่ได้ทำการทดลองในคนไข้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลมากกว่า 300 เนื่องมาจากพันธุกรรม และจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีโปรตีนจากถั่วเหลือง 25 กรัมต่อวัน เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีระดับไขมันเลว (LDL) ลดลงร้อยละ 18 และมีระดับไขมันดี (HDL) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ และ สมาคมแพทย์โรคหัวใจในสหรัฐฯ ให้คำแนะนำว่า ให้รับประทานโปรตีนจากถั่วเหลืองวันละ 25 กรัม จะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ และช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด (สารไฟโตเอสโตรเจน) เส้นใยอาหารจากถั่วเหลือง สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ (แอนดริว พี โกลด์เบิร์ก) และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ดร.เดวิด เจนคินส์ ยังกล่าวว่า ถั่วเหลืองเป็นพืชที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีที่สุด ช่วยป้องกันการขาดแคลเซียม ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ช่วยลดความรุนแรงของโรคกระดูกผุ ช่วยลดการสลายของกระดูก และป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยบำบัดและรักษาผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต เนื่องจากถั่วเหลืองมีสารไอโซฟลาโวน ที่ช่วยทำให้เลือดลมเดินสะดวก ซึ่งเป็นผลการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงที่ทำการศึกษากับคนไข้ 102 รายที่เป็นอัมพาตเพราะเส้นเลือดเลี้ยงสมองอุดตันมาก่อนและเป็นโรคหัวใจในเวลาต่อมา ช่วยขับร้อน สลายน้ำ ถอนพิษ ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง เนื่องจากถั่วเหลืองมีธาตุเหล็กสูง แต่ในขณะเดียวกันก็มีสารต้านการดูดซึมธาตุเหล็กด้วย ดังนั้นการจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้จะต้องรับประทานร่วมกับอาหารชนิดอื่น ๆ เช่น เนื้อสัตว์หรือวิตามินซีจากผลไม้ เป็นต้น ดอกสดใช้เป็นยารักษาต้อกระจก (ดอก) ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ (เปลือกเมล็ด) การบริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำจะช่วยบำรุงปอดให้แข็งแรงขึ้น และช่วยลดโอกาสของการเป็นโรคถุงลมโป่งพอง ช่วยแก้ตานขโมย (เมล็ด) แก้ผอมแห้งหรือซูบผอม ช่วยบรรเทาอาการเหงื่อออก ด้วยการใช้เปลือกเมล็ดแห้งประมาณ 10-15 กรัมมาต้มกับน้ำดื่ม (เปลือกเมล็ด) ช่วยบำบัดอาการลำไส้ทำงานไม่ปกติ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ช่วยในการเผาผลาญอาหารในกระเพาะอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (ไขมันไม่อิ่มตัว) ช่วยแก้โรคบิด อาการแน่นท้อง เมล็ดใช้เป็นยาระบาย (เมล็ด) ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการท้องผูก และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคริดสีดวงทวาร ช่วยหล่อลื่นลำไส้ (เมล็ด) ช่วยขับปัสสาวะ ด้วยการใช้เมล็ดแห้งประมาณ 30-90 กรัมนำมาต้มกิน หรือจะใช้เปลือกเมล็ดแห้งประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มก็ได้ (เมล็ด, เปลือกเมล็ด) ช่วยปรับสภาพของฮอร์โมนในสตรีให้สมดุล ช่วยลดความรู้สึกไม่สบายตัว อาการร้อนวูบวาบในระยะหมดประจำเดือนของสตรี รวมไปถึงอาการหงุดหงิด เหงื่อแตก ช่องคลอดแห้ง อารมณ์แปรปรวน หรือมีอาการทางผิวหนังและเยื่อบุบริเวณช่องคลอดแห้งหรืออักเสบ (Isoflavones) และช่วยลดอาการผิดปกติของหญิงวัยหมดประจำเดือนได้ ตามตำราแพทย์ของจีนระบุว่า ถั่วเหลืองมีฤทธิ์บำรุงม้ามและลมปราณในร่างกาย โดยใช้เมล็ดแห้งประมาณ 30-90 กรัม นำมาต้มกินเป็นยาบำรุงม้าม สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตที่ต้องจำกัดการรับประทานโปรตีนและคอเลสเตอรอล แต่โปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ผู้ป่วยโรคไตสามารถรับประทานทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ โดยพบว่าการทำงานของไตดีขึ้น และยังช่วยลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคนิ่วในไตได้อีกด้วย ช่วยรักษาแผลเปื่อย แผลเน่าเปื่อย (เปลือกเมล็ด) ช่วยรักษาบาดแผลภายนอกที่มีเลือดออก (เมล็ด) ใบสดใช้ต้มกับน้ำดื่มรักษาเลือดออก (ใบ) ใบสดใช้เป็นยารักษาภายนอก ด้วยการนำมาตำแล้วพอกรักษาคนที่ถูกงูกัด โดยพอกวันละ 3 ครั้ง (ใบ) แก้สตรีมีครรภ์โดนพิษเฉียบพลัน (เมล็ด) ช่วยแก้ปวด โดยถั่วเหลืองอุดมไปด้วยสารไอโซฟลาโวนที่มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการอักเสบตามไขข้อ ซึ่งการรับประทานถั่วเหลืองวันละ 40 กรัมก็จะช่วยแก้และป้องกันอาการปวดได้ อ้างอิง จาก med thai .com หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 06, 2021, 09:29:44 PM เกลือดำ และเกลือชมพู
เป็นเกลือที่มีโซเดียมต่ำ กว่าเกลือทะเล เนื่องจาก ในเกลือดำ และเกลือชมพู จะมีแร่ธาตุต่างๆ มากกว่าเกลือทะเล เมื่อเทียบกับ นน ที่เท่ากัน เกลือดำ 1. มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ 2. มีธาตุ บางอย่างที่สูงเกินไป เช่น ทองแดง และตะกั่ว ซึ่งเป็นโลหะหนักที่เป็นพิษต่อร่างกาย ธาตุเหล่านั้น อาจสูงขึ้น ระหว่างกระบวนการ เผา เกลือชมพู ให้เป็นเกลือดำ ซึ่งตะกั่วและทองแดง ที่สูงเกินไปในเกลือดำ นั้น หากรับประทาน ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะมีผลเสีย ต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะ ตับ ในผู้ป่วยที่ระบบการขับสารพิษของร่างกาย ได้ไม่ดี ตับไม่แข็งแรง เมื่อรับประทานเกลือดำ ในปริมาณที่สูง จะ มีผลให้เกิดอาการ ท้องเสีย หรืออาเจียน อย่างรุนแรงได้ ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้นำเกลือดำไปใช้ในการ รับประทาน ในปริมาณสูง ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หากจะรับประทาน ควรใช้ชั่วคราว ระยะเวลาหนึ่ง ได้ตามสมควร และควรเว้นระยะ ในการรับประทาน เพื่อให้ ร่างกายได้พัก และขับพิษ จากเกลือดำ ส่วนในเกลือชมพูนั้น เป็นเกลือธรรมชาติที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการใดๆ มีธาตุต่างๆ จำนวน เท่ากัน แต่ปริมาณ โลหะหนักที่เป็นพิษ มีน้อยกว่า ทั้งนี้ยัง ไม่พบว่า มีตะกั่ว ในเกลือชมพู เกลือชมพู ยังมี มี แมกนีเซียม สูงกว่าเกลือดำ ซึ่ง แมกนีเซียม” มีความจำเป็นต่อระบบการเผาผลาญของแคลเซียม และวิตามินซี เช่นเดียวกับฟอสฟอรัส โซเดียม และโพแทสเซียม มีหน่วยวัดเป็นมิลลิกรัม มก. มีความจำเป็นต่อการทำงานของเส้นประสาท และกล้ามเนื้อ มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงาน และช่วยคลายความเครียดได้ด้วย ส่วนคนที่ดื่มสุราเป็นประจำมักจะขาดแมกนีเซียม เมื่อทราบข้อมูล เบื้องต้นดังนี้แล้ว ผู้บริโภค ควรพิจารณา โดยใช้วิจารณญาณ ในการเลือกใช้ เกลือดำ หรือ เกลือ ชมพู ให้เหมาะสม กับตนเอง ขอขอบคุณบทความดี ๆ ค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ มีนาคม 13, 2021, 07:36:01 AM "กางเกงลิง" และ "ผ้าขาวม้า"
ทำไมคนไทยเรียกกางเกงในว่า "กางเกงลิง"? สมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์เสด็จประพาสประเทศฝรั่งเศสเมื่อไปถึงฝรั่งเศส ข้าราชบริพารผู้ตามเสด็จเห็นชาวฝรั่งเศส ซักเสื้อผ้าตาก และเห็นมีกางเกงในด้วย ซึ่งในสมัยนั้น "สยาม" ยังไม่มีกางเกงในใช้ด้วยความสงสัยเลยถามว่ามันคืออะไร ด้วยความที่สื่อสารกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ชาวฝรั่งเศสเลยเขียนในกระดาษว่าข้าราชบริพารเลยพากันซื้อกางเกงในจากฝรั่งเศสกลับมาใช้แล้วเรียกมันว่า "กางเกงลิงเกอรรี่" ต่อมาก็พากันเรียกสั้นๆว่า "กางเกงลิง" ส่วนคำว่า "ผ้าขาวม้า" มาจากคำว่า "ผ้าคามาร์" (Kamar) ซึ่งเป็นผ้าที่ชาวอิหร่าน (เปอร์เซีย) ทอขึ้นมาใช้เป็น "ผ้าคลุมไหล่" กระทั่งผ้าชนิดนี้แพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย คนไทยก็ใช้ และเรียกผ้าชนิดนี้เพี๊ยนจาก"ผ้าคามาร์" เป็น "ผ้าขาวม้า"มาจนถึงปัจจุบัน. ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก : คุณพวงผกา คุโรวาท คู่มือประวัติเครื่องแต่งกาย หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 03, 2021, 05:41:41 PM https://www.youtube.com/watch?v=TnsdPApzlZ8&feature=youtu.be (https://www.youtube.com/watch?v=TnsdPApzlZ8&feature=youtu.be)
วิธีรักษาหมอนรองกระดูกแบบพื่นบ้านที่หายจริง แน่นอน หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 03, 2021, 05:42:10 PM https://www.youtube.com/watch?v=Oeca7DZ44YY (https://www.youtube.com/watch?v=Oeca7DZ44YY)
7 ท่า สมาธิบำบัด SKT ทางเลือกใหม่ไร้โรค หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 03, 2021, 05:43:41 PM https://www.youtube.com/watch?v=mw8kaJM0vU4 (https://www.youtube.com/watch?v=mw8kaJM0vU4)
610131.5_การสวนล้างลำไส้ใหญ่ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 03, 2021, 05:56:25 PM https://www.youtube.com/watch?v=ylEAxgfjQHg (https://www.youtube.com/watch?v=ylEAxgfjQHg)
#แพทย์ผู้รอดจากมะเร็ง#นพ.สำราญ อาบสุวรรณ#absolute-health# หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ เมษายน 03, 2021, 06:02:35 PM # ต้นพญาสัตตบรรณหรือต้นตีนเป็ด
เป็นไม้พิษที่ถูกอุปโลกขึ้นมาว่าเป็นไม้มงคล ใครมีไว้ ใครปลูกที่บ้านจะมียศถาบรรดาศักดิ์ แต่แท้จริงแล้วก็เป็นไม้ที่มีพิษเหมือนกับดอกลั่นทม(โบราณตั้งชื่อนี้มีเหตุผลดีว่า ลั่นทม..) แต่มาถูกสร้างวาทกรรมใหม่ว่าเป็น ลีลาวดี โดยแอบอ้างว่า เป็นชื่อพระราชทานจึงทำให้คนไทย(ที่ขาดสติหลงเชื่อ) นิยมนำมาปลูกที่บ้าน ทั้งๆที่คนไทยโบราณจะห้ามปลูกในบ้านเพราะเป็นต้นไม้พิษ(คือมียางเหนียว) เวลากลางคืนเขาจะคายพิษออกมามาก ยิ่งฤดูออกดอกพวกนี้ (ทั้งพญาสัตตบรรณและลั่นทม)ก็จะอยู่ช่วงฤดูที่อากาศปิดคือไม่ไหลเวียน เขาถึงเอาไปปลูกใกล้ๆที่เก็บศพเพื่อดับกลื่นศพ หรือในสุสานต่างๆพันธ์ไม้เหล่านนี้จะคายพิษชนิดไซด์ยาไนท์ออกมาในเวลากลางคืน เพราะยางไม้นี้ ที่ กทม.นิยมเพราะ ปลูกง่าย ตายยาก และโตเร็ว และกรมทางหลวงก็เอาอย่างมาปลูกตามกลางถนนเพื่อเอาไว้กันแนวรถมิให้วิ่งข้ามถนนมาอีกฝั่ง ก็ไม่ได้ผลเพราะ เป็นไม้เปราะหักง่าย. ผิดกับวิธีการคนโบราณ อย่างสมัยคุณเฉลียว วัชรพุกธ์ เขาใช้ต้นสะเดา เป็นแนวขอบถนน และกลางถนน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุมิให้รถวิ่งข้ามเกาะกลางถนนข้ามมาอีกฝั่งหนึ่ง เพราะสะเดาเป็นไม้ที่เหนียวแน่น มีเพื่อนชาวต่างชาติอยู่ที่ UN เขาปลูกดอกลั่นทมขายส่งสปาทั่วกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ โดยปลูกแถวๆชัยบาดาล เขามาปรึกษาผมว่า คุณพิเชษฐฯ ลองช่วยไปดูที่สวนของโรซ่าฯ (ชื่อจริงคือโรซ่า แมรี่ฯ) ที่ปลูกลีลาวดี(ลั่นทม) ให้หน่อย ว่าทำไม คนสวนตายบ่อยมาก หลายคนแล้วล่ะ จนคนไม่กล้ามาเฝ้าสวนลีลาวดีกัน พอไปดูก็ตกใจมาก ว่าตายกี่คนแล้วได้ความว่า 3-4 คนแล้วก็บอกว่าสมควรตายอยู่หรอก เขาก็ตกใจว่าเกิดจากสาเหตุใด ผมก็บอกว่า สร้างบ้านกลางสวนลั่นทมนี้ ก็โดนอากาศพิษเต็มๆ ขอให้ย้ายไปอยู่ต้นลมโดยเร็ว เขาก็รีบทำ ก็รอดตายมาจนทุกวันนี้ พญาสัตตบรรณก็เช่นกัน ตอนนี้ กทม.ทยอยถอนทิ้ง หากตัด ไม่หมด รากก็ยังแตกได้อีก อย่างที่น้อยได้กลิ่นดอกนั้นล่ะ คือ สูดเอาพิษเข้าไปเต็มๆ https://youtu.be/yUY5fKcXEb8 -ขอบคุณบทความที่มีสาระค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: paul711 ที่ เมษายน 10, 2021, 11:34:56 PM :) ขอบคุณคระบคุณ หนูใจ
ช่วงนี้ covid ระบาด ผมยังไม่มีเวลาไปบริจาดเงินที่เหลือ 28,000 บาท รออีกสักพักใหญ่ๆ จะไปบริจาคแล้วมาแจ้งให้ทุกคนทราบครับ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 16, 2022, 12:26:43 PM การมีชีวิตยืนยาว 10 ปีจาก 70 ถึง 79 ปีมีความสำคัญมาก
นักวิชาการพบว่ามีปัญหาสุขภาพประมาณสองครั้งต่อเดือนสำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 70 ถึง 79 ปีที่น่าแปลกใจคือภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีอายุ 80-89 คงที่เท่ากับกลุ่มอายุ 60-69 ปี 70-79 ปีเป็นช่วงอันตราย ในช่วงนี้อวัยวะต่างๆลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นช่วงที่มักเกิดโรคผู้สูงอายุหลาย ๆ โรคและมักมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคไขมันในเลือดสูง เส้นเลือดอุดตัน ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน หลังจากเข้าสู่อายุ 80 ปีโรคเหล่านี้จะลดลงและสุขภาพจิตและร่างกายอาจกลับมาอยู่ในระดับ 60-69 ปี ดังนั้นช่วงอายุ 70 ถึง 79 ปีจึงถูกเรียกว่า“ กลุ่มวัยอันตราย” ในขณะที่คนเราอายุมากขึ้นหลาย ๆ คนก็ต้องการที่จะมีสุขภาพที่ดี พวกเขาตระหนักดีว่า“ สุขภาพคือความมั่งคั่ง” การดูแลสุขภาพ 10 ปีของผู้สูงอายุ 70 ถึง 79 ปีเป็นสิ่งสำคัญ นี่คือขั้นตอนง่ายๆที่เรียกว่า “ ทำ * สิบอย่าง* ทุกวัน” วิธีนี้จะช่วยให้คุณนำทางผ่านช่วง "กลุ่มวัยอันตราย" ในชีวิตได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น เมื่อผู้สูงอายุอายุ 70 ถึง 79 ปีพวกเขาอาจต้องการทำ "สิบอย่าง" เหล่านี้ทุกวัน เคล็ดลับ 10 ข้อมีดังนี้ 1. หม้อใส่น้ำ น้ำเปล่าคือ "เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดและถูกที่สุด" คุณต้องดื่มน้ำหนึ่งแก้วในสามครั้ง / ครั้งต่อไปนี้ในแต่ละวัน: ถ้วยแรก: หลังจากลุกจากเตียงคุณสามารถดื่มน้ำสักแก้วในขณะท้องว่าง เนื่องจากการขับเหงื่อและการหลั่งปัสสาวะที่มองไม่เห็นระหว่างการนอนหลับทำให้เราสูญเสียน้ำไปมาก แม้ว่าเราจะไม่รู้สึกกระหายน้ำหลังจากตื่นนอน แต่ของเหลวในร่างกายก็ยังคงข้นเนื่องจากขาดน้ำ ดังนั้นหลังจากลุกจากเตียงคุณต้องค่อยๆเติมน้ำให้เร็วที่สุด ถ้วยที่สอง: น้ำหนึ่งแก้วหลังออกกำลังกาย การออกกำลังกายในปริมาณที่เหมาะสมถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของการมีชีวิตที่ยืนยาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุและควรให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพและสมเหตุสมผล อย่างไรก็ตามหลังออกกำลังกายควรให้ความสนใจเป็นพิเศษในการเติมน้ำ ในระหว่างการออกกำลังกายเหงื่อจะดึงอิเล็กโทรไลต์ออกไปและใช้พลังงานมากขึ้น หากคุณไม่ใส่ใจก็มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหลังออกกำลังกายและอาจทำให้เป็นลมหมดสติได้ ดังนั้นหลังออกกำลังกายขอแนะนำให้คนชราดื่มน้ำที่สามารถเติมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อยได้หากต้องการ ถ้วยที่สาม: น้ำสักแก้วก่อนนอน เมื่อคนเราหลับต่อมเหงื่อยังคงระบายน้ำออก เมื่อน้ำในร่างกายลดลงมากเกินไปความหนืดของเลือดก็เพิ่มขึ้น น้ำหนึ่งแก้วก่อนเข้านอนสามารถลดความหนืดของเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพและอาจชะลอการเกิดริ้วรอยได้ ช่วยต่อต้านอาการแน่นหน้าอกกล้ามเนื้อหัวใจตายและโรคอื่น ๆ 2. ชามโจ๊ก ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายให้ดื่มโจ๊กสักชาม Wang Shixiong นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีชื่อเสียงในชิงเรียกโจ๊กว่า "ส่วนประกอบแรกของโลก" ในหนังสือของเขา China Daily Online เผยแพร่ผลการศึกษา 14 ปีที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกับผู้คน 100,000 คน พบว่าโจ๊กธัญพืชเต็มเมล็ดประมาณ 28 กรัมต่อวันสามารถลดอัตราการตายได้ 9% และลดโอกาสในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อาสาสมัครแต่ละคนมีสภาพร่างกายที่ดีเมื่อเข้าร่วมการศึกษาในปี 1984 แต่ในการสำรวจความคิดเห็นในปี 2010 อาสาสมัครมากกว่า 26,000 คนเสียชีวิต พบว่าอาสาสมัครที่รับประทานเมล็ดธัญพืชเป็นประจำเช่นโจ๊กข้าวกล้องข้าวโพดและบัควีทดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงโรคส่วนใหญ่โดยเฉพาะโรคหัวใจ 3. นม 1 ถ้วย นมเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "เลือดขาว" และมีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ คุณค่าทางโภชนาการเป็นที่รู้จักกันดีมีแคลเซียมไขมันและโปรตีนจำนวนมาก ปริมาณนมและผลิตภัณฑ์นมที่แนะนำต่อวันคือ 300 กรัม 4. ไข่ ไข่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการบริโภคของมนุษย์ ร่างกายดูดซึมโปรตีนจากไข่ได้สูงถึง 98% !! 5. แอปเปิ้ล งานวิจัยสมัยใหม่เชื่อว่าแอปเปิ้ลมีผลในการลดคอเลสเตอรอลลดน้ำหนักป้องกันมะเร็งป้องกันความชราเพิ่มความจำและทำให้ผิวเนียนนุ่ม ประโยชน์ต่อสุขภาพของแอปเปิ้ลหลากสีแตกต่างกัน: แอปเปิ้ลแดงมีฤทธิ์ในการลดไขมันในเลือดและทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว แอปเปิ้ลเขียวมีฤทธิ์ในการบำรุงตับและขับสารพิษและสามารถต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าได้ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะรับประทาน แอปเปิ้ลสีเหลืองมีผลดีในการปกป้องการมองเห็น 6. หัวหอม หัวหอมมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากและมีหน้าที่มากมายเช่นช่วยลดน้ำตาลในเลือดลดคอเลสเตอรอลป้องกันมะเร็งป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองและยังต่อต้านแบคทีเรียป้องกันหวัดและเสริมแคลเซียมและกระดูก กินหัวหอมอย่างน้อยสัปดาห์ละสามหรือสี่ครั้ง 7. ปลาชิ้นหนึ่ง นักโภชนาการจีนเตือนว่า "การกิน" สี่ขา "แย่กว่าการกิน" สองขา "การกิน" สองขา "แย่กว่าการกิน" ไม่มีขา " "สี่ขา" ส่วนใหญ่หมายถึงหมูวัวควายและเนื้อแกะ การกินเนื้อสัตว์เหล่านี้มากเกินไปไม่เอื้อต่อการลดน้ำหนักและลดไขมันในเลือด "สองขา" ส่วนใหญ่หมายถึงสัตว์ปีกเช่นไก่เป็ดห่านเป็นต้นซึ่งเป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ดี "ไม่มีขา" ส่วนใหญ่หมายถึงปลาและผักต่างๆ โปรตีนที่มีอยู่ในเนื้อปลาย่อยและดูดซึมได้ง่าย ปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวในไขมันโดยเฉพาะกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนค่อนข้างดีต่อร่างกาย 8. เดินเบา ๆ สิ่งนี้มีฤทธิ์ต่อต้านริ้วรอยอย่างมหัศจรรย์ เมื่อผู้ใหญ่เดิน (ประมาณ 1 กิโลเมตรหรือน้อยกว่า) เป็นประจำนานกว่า 12 สัปดาห์พวกเขาจะบรรลุผลของท่าทางและรอบเอวที่ถูกต้องและร่างกายจะแข็งแรงและไม่เหนื่อยง่าย นอกจากนี้การออกกำลังกายด้วยการเดินยังมีประโยชน์ในการรักษาอาการปวดศีรษะปวดหลังปวดไหล่ ฯลฯ และสามารถส่งเสริมการนอนหลับ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการเดิน 30 นาทีต่อวันสามารถกำจัดอันตรายของ“ โรคในผู้ใหญ่” ได้ คนที่ทำ 10,000 ก้าวต่อวันจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองลดลง 9. งานอดิเรก การมีงานอดิเรกไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดอกไม้เลี้ยงนกสะสมแสตมป์ตกปลาหรือวาดภาพร้องเพลงเล่นหมากรุกและท่องเที่ยวสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถติดต่อกับสังคมและธรรมชาติได้อย่างกว้างขวาง สิ่งนี้จะขยายขอบเขตความสนใจของผู้สูงอายุ พวกเขาจะรักและหวงแหนชีวิต 10. อารมณ์ดี ผู้สูงอายุควรรักษาอารมณ์ให้ดีเนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของพวกเขา โรคเรื้อรังทั่วไปที่ส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอารมณ์เชิงลบของผู้สูงอายุ: ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจจำนวนมากมีอาการแน่นหน้าอกและกล้ามเนื้อหัวใจตายเนื่องจากการกระตุ้นของอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ส่งผลให้เสียชีวิตอย่างกะทันหัน อารมณ์ "ไม่ดี" นำไปสู่ความดันโลหิตสูง ในกรณีที่เป็นเวลานานและรุนแรงอาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองหัวใจล้มเหลวเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ฯลฯ อารมณ์เชิงลบเช่นความโกรธความวิตกกังวลและความเศร้าโศกอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นทำให้เกิดความผิดปกติของการเผาผลาญในร่างกาย นี่แสดงให้เห็นว่าการมีอารมณ์ดีนั้นสำคัญเพียงใด ความชราภาพทางร่างกายเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในการอุทิศชีวิตให้เต็มที่และใช้ชีวิตให้ดีที่สุดในทุกๆวัน หากคุณรู้สึกว่าบทความนี้มีประโยชน์โปรดแบ่งปันให้เพื่อน ๆ มากขึ้น ขอขอบคุณสาระดี ๆที่ได้แบ่งปันกันไว้ ณ. ที่นี้ค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 16, 2022, 12:31:13 PM คำบอกเล่าจากนักดับเพลิง
นั่ง Grab คุยไปคุยมา คนขับเป็นครูสอนดับเพลิง มาขับ Grab เป็นอาชีพเสริม เลยได้โอกาสขอความรู้เขา แล้วนำมาแชร์ต่อ 1. ไฟไหม้ที่เจอบ่อยสุด คือไฟฟ้าลัดวงจร 2. ใช้ระบบตัดไฟในบ้านที่ได้มาตรฐาน จะช่วยได้ 3. ใช้ปลั๊กไฟ ใช้ปลั๊กพ่วงดี ๆ มันอาจจะดูแพง แต่ของแพง ใช้ได้นานหลายปี จ่ายแล้วคุ้มค่า 4. รองลงมาจากไฟฟ้าลัดวงจร คือ การจุดธูปเทียนไหว้พระทิ้งไว้ 5. ถัดมา คือทำอาหาร 6. หมั่นทำความสะอาดท่อดูดควัน การมีน้ำมันสะสม อาจเกิดไฟลุกในท่อดูดควัน ดับยากมาก 7. สายไฟตามบ้าน ถ้าเอาปลอดภัยมาก ๆ ทุก 10 ปี ควรเปลี่ยนสายไฟในบ้าน 8. อย่ามีลังกระดาษอะไรเยอะ ๆ ที่บ้าน 9. คนติดเหล็กดัดแล้วออกไม่ได้ เสียชีวิตเยอะมาก 10. ตามกฎหมาย นักดับเพลิงควรจะต้องเข้าถึงตัวบ้านให้ได้ใน 12 นาที แต่โดยมาก มักจะรถติด และติดเหล็กดัด เข้าไปช่วยไม่ทัน 11. ปล่อยให้ไฟไหม้แค่ 5 นาที ก็ถือว่ากองใหญ่มากแล้ว และเข้าไปช่วยเหลือยากแล้ว ทำใจได้เลย ว่าได้สร้างบ้านใหม่ 12. ประกันอัคคีภัย ต้องทำ ห้ามละเลยเด็ดขาด 13. เวลาทำกับข้าว แล้วไฟไหม้ในกระทะ ห้ามเอาน้ำไปสาด เพราะน้ำจะไปขยายน้ำมันให้กระจาย ขยายวงไฟให้ใหญ่เพิ่มอีก 1,200 เท่า ให้ปิดแก๊สหรือเอาฝาหม้อมาปิด 14. อย่าเล่นโทรศัพท์ตอนทำอาหาร 15. ถังแก๊ส เปิดเยอะเปิดน้อย ออกพอกัน ไม่ต้องเปิดสุด เวลาจะรีบปิด บิดไม่เสร็จซะที 16. แก๊สใช้เสร็จ ให้ปิดถังแก๊สก่อน แล้วค่อยปิดเตา เพื่อไล่แก๊สออกจากสายให้หมด 17. สายแก๊สควรยาว 1.5-2 เมตร ไม่ควรนำไปไว้ในที่เข้าถึงยาก ห้ามเอาอะไรไปวางทับ วางสุมบนหัวแก๊ส จะยากต่อการปิด 18. ถ้าเผลอแก๊สรั่ว ให้ระบายอากาศโดยวิธีธรรมชาติ เช่น เปิดหน้าต่างระบาย ห้ามเปิดหรือปิดสวิตซ์ใด ๆ (ห้ามทำให้มันสปาร์ค และเกิดไฟลุกไหม้ได้) 19. เจลแอลกอฮอล์ อันตรายมาก ห้ามเอาไปไว้ใกล้ไฟ 20. ถ้าล้างมือด้วยเจลแล้วยังไม่แห้งแล้วไปทำอาหาร จุดไฟ มีหลายคนไฟลุกติดมือ มันไวไฟมาก มือแห้งก่อนแล้วค่อยไปทำ 21. การใช้เตาแก๊สไม่ได้อันตราย สายแก๊สก็ไม่อันตราย แต่ก็ควรเปลี่ยนสายทุก 1-2 ปี 22. ถังดับเพลิง ไม่มีวันหมดอายุ นอกจากแรงดันตก 23. ควรตรวจเช็คอย่างน้อยทุก 6 เดือน ให้อยู่ในช่องที่พร้อมใช้ 24. ถ้าแรงดันตก ก็นำไปอัดเพิ่ม (เช็คกับผู้ผลิต) ราคาประมาณ 500 บาท 25. ตามบ้าน แนะนำให้ซื้อถังใหญ่ ขนาด 10 ปอนด์ขึ้นไป แต่ 10 ปอนด์กำลังดี เกินกว่านั้นจะหนัก ยกไม่ไหว ถังเล็ก ๆ ไม่มีประโยชน์ 26. เลือกที่เขียนว่า fire rating 6A20B ขึ้นไป (ถังเล็ก ๆ มันใส่สาร 6A20B ไม่ได้) ต้องมีสารนี้ 6A20B, 10A20B ยิ่งเลขเยอะยิ่งแพง แต่ประสิทธิภาพก็จะยิ่งครอบคลุม 27. ถังเล็กไม่ค่อยดี ตามกฎหมายกำหนดว่าในรถบัส จะต้องมีถังดับเพลิง แต่ไม่ได้กำหนด fire rating บางคันก็ใช้ถังเล็ก ๆ มันดับไม่ได้ 28. 6A20B ใช้ตามบ้าน กำลังดี ในรถก็ได้ A คือ เพลิงที่ไหม้ที่เกิดจากเชื้อเพลิงของแข็ง เช่น ไม้ ผ้า กระดาษ ปอ นุ่น ยาง พลาสติก B คือ เพลิงที่ไหม้ในของเหลวติดไฟและก๊าซติดไฟ เช่น น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม จาระบี 29. ฉีดแล้ว ต้องนำไปเติมใหม่ทันที แม้จะใช้ไปนิดเดียว เพราะแรงดันจะตก เก็บไว้จะใช้ไม่ได้ 30. บอลดับเพลิง ใช้ดี แต่มีข้อเสียอย่างเดียว คือ มันอาจจะโยนไม่เข้ากองไฟ 31. จากประสบการณ์ คนโยนไม่เข้าเยอะมาก ๆ 32. ถังดับเพลิง ฉีดระยะไกลได้ จากประสบการณ์ ถังดับเพลิง ช่วยชีวิตคนได้เยอะกว่า 33. ถังดับเพลิง เลือกยี่ห้อไหนก็ได้ ขอแค่มี มอก. ตัวไม่มี มอก.ห้ามใช้ มันดับไม่ค่อยได้จริง ขอขอบคุณสาระดี ๆไว้ ณ.ที่นี้ด้วยค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ กุมภาพันธ์ 16, 2022, 12:33:58 PM https://www.rama.mahidol.ac.th/th/news/announcements/03182015-0850-th (https://www.rama.mahidol.ac.th/th/news/announcements/03182015-0850-th)
กล้วยหอม ลดซึมเศร้า มีงานวิจัย พบว่า “กล้วยหอม” สามารถช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ เนื่องจากในกล้วยหอมมีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนให้เป็นสารเซโรโทนิน (Serotonin) ที่จะทำให้ผ่อนคลาย มีความสุข หายจากความกังวล นอกจากนี้ กล้วยหอม ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง และป้องกันการเป็นโรคเกี่ยวกับสมองได้ เพราะเป็นแหล่งรวมวิตามินบีที่สูงมาก ซึ่งวิตามินบีนี้ จะช่วยในการทำงานของระบบประสาท และทำให้การทำงานของสมองสมดุลได้ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 30, 2022, 10:28:23 AM ถ้าเราอยากจะปรับระบบเผาผลาญของเราให้ดีขึ้น เราจะต้องกลับไปตั้งต้นใหม่ และทำความเข้าใจกับคำศัพท์พื้นฐานกันก่อน
พลังงานที่ร่างกายเราใช้ในการเผาผลาญในหนึ่งวัน เรียกว่า total daily energy expenditure (TDEE) ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ปัจจัย คือ -การเผาผลาญขณะพัก (resting metabolic rate) , -พลังงานความร้อนที่ใช้ในระบบทางเดินอาหาร (Thermic Effect of Food - TEF) และ -พลังงานในการออกแรง (activity energy expenditure) ทีนี้มาดูรายละเอียดทีละปัจจัยกัน 1. Resting metabolic rate (RMR) หรือ การเผาผลาญขณะพัก ตามศัพท์เทคนิคทั่วไป คำว่าการเผาผลาญ จะหมายความรวมถึง กระบวนการทางเคมีที่ทำให้ร่างกายมีชีวิตอยู่ หรือเป็นพลังงานที่ใช้ในขณะที่ไม่ออกแรง ซึ่งคิดเป็นพลังงานประมาณ 70% ของ TDEE ของพลังงานที่เราต้องการทั้งหมด ผิดกับความเชื่อที่มีมา ที่ว่าคนผอมมีการเผาผลาญที่ดีกว่า จริงๆแล้วคนที่มีน้ำหนักตัวมาก จะมีการเผาผลาญที่สูงกว่าคนทั่วไป ยิ่งมีน้ำหนักมากเท่าไหร่ ร่างกายก็ต้องใช้พลังงานมาก ในการดำเนินชีวิต แม้กระทั่งการหายใจก็ยังต้องใช้พลังงานมาก ดังนั้นถ้าเราลดความอ้วนโดยการตัดแคลอรี่อย่างฉับพลัน ก็จะเสี่ยงต่อการที่ร่างกายเราชะลอการเผาผลาญจนต่ำกว่าระดับที่ปกติ แล้วก็จะรู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากร่างกายกำลังต่อสู้เพื่อปกป้องแหล่งพลังงาน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือไขมัน ไม่ให้สูญเสียไปเร็วเกินไปนัก เพื่อให้เรามีพลังงานสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินอยู่เสมอ RMR จะชะลอลงตามอายุ ยิ่งอายุเยอะมากเท่าไหร่ เราก็จะมี FFM (Fat Free Mass) หรือ มวลน้ำหนักตัวโดยไม่รวมไขมัน ซึ่งจะเป็นกล้ามเนื้อ น้ำ กระดูก และอื่น ๆ น้อยลงเท่านั้น เนื่องจากว่า ไมโทคอนเดรียที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์มีน้อยลง แหล่งสร้างพลังงาน หรือไมโทคอนเดรียนี้จะลดลงจากหลายปัจจัย เช่น ลดลงตามอายุ และลดลงเมื่อไม่ได้ออกแรง ออกกำลังกายแบบหนัก อีกประการหนึ่งคือ น้ำหนักของ FFM จะแตกต่างกันไปในแต่ละเพศ เพศชายจะมีสัดส่วนน้ำหนักของ FFM ต่อมวลไขมันสะสมสูงกว่าเพศหญิง ในขณะที่อวัยวะภายในเพศชายจะใช้พลังงานมากกว่าในการทำงาน จึงทำให้ RMR ของผู้ชายสูงกว่าผู้หญิง โดยไม่ขึ้นกับกิจกรรม ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่มีผลต่อ RMR หรือ การเผาผลาญขณะพัก ก็คืออุณหภูมิทั้งภายในและภายนอก เพราะถึงแม้ว่าอากาศจะดีเย็นสบาย เราก็จะยังต้องใช้พลังงานประมาณ ⅔ ของพลังงานเผาผลาญขณะพักในการรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายให้ปกติ ดังนั้นการที่เราเพิ่มอุณหภูมิช่วงตัวของเราเพียงแค่ 1 องศาเซลเซียส เราก็จะต้องใช้พลังงานเผาผลาญขณะพักเพิ่มขึ้นถึง 10–13 % นี่คือสาเหตุที่ว่าการออกกำลังกายในห้องที่มีอุณหภูมิเย็น หรือภูมิอากาศที่หนาวเย็นจึงมีผลต่อการลดไขมัน 2. Thermic effect of food (TEF) หรือพลังงานความร้อนที่ใช้ในระบบทางเดินอาหาร TEF คือพลังงาน ที่เราต้องใช้ในการย่อย ดูดซึม และสะสมอาหาร ซึ่งเราจะใช้พลังงานนี้ประมาณ 10% ของ TDEE (พลังงานที่ร่างกายเราเผาผลาญในหนึ่งวัน) ทั้งนี้ประเภทของอาหารก็มีส่วนสำคัญในการใช้พลังงาน 3 สารอาหารหลัก (micronutrients) มีการใช้พลังงานในการย่อย ดูดซึมและสะสมที่แตกต่างกันดังนี้ - คาร์โบไฮเดรต: 5–10% - ไขมัน: 0–3% - โปรตีน: 20–30% นี่คือหนึ่งในหลายสาเหตุที่ว่า การเพิ่มปริมาณโปรตีนในแต่ละมื้อจะช่วยในการลดไขมัน นอกเหนือจากช่วยในการซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อแล้ว เพราะโปรตีนจะใช้พลังงานในการเผาผลาญ ย่อย และดูดซึมมากที่สุดในอาหารหลักทั้ง 3 ประเภท 3. Activity energy expenditure (AEE) หรือพลังงานในการออกแรง พลังงานในการออกแรงจะเป็นปัจจัยที่แปรปรวนที่สุดของการใช้พลังงานในร่างกายในแต่ละวัน เพราะแต่ละคนจะมีกิจกรรมระหว่างวันที่แตกต่างกันไป คนที่ไม่ค่อยขยับเขยื้อนออกกำลังกาย ก็จะใช้พลังงาน 15% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมดในแต่ละวัน ในขณะที่คนที่กระฉับกระเฉง หรือมีหน้าที่การงานที่ต้องเดิน หรือใช้แรงงานตลอดเวลา จะใช้พลังงาน 50% ของ TDEE พลังงานที่หมายถึงนี้จะรวมทั้งกิจกรรมการออกกำลังกายแบบจริงจัง หรือ physical activity (PA) เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน ยกน้ำหนัก และกิจกรรมการขยับเขยื้อนแบบเล็กน้อย หรือ spontaneous physical activity (SPA) เช่น การเคี้ยว การเดินไปเดินมา การนั่งสั่นขา ขยุกขยิก การรักษา posture หรือการทรงท่าให้สมดุล การขยับเขยื้อน หรือ SPA จะใช้พลังงานประมาณ 4–17% ของพลังงานการเผาผลาญทั้งหมดในแต่ละวัน หรือถ้าเทียบเป็นแคลอรี ก็จะอยู่ที่ 100–700 กิโลแคลอรี ต่อวัน ขึ้นอยู่กับว่าเราขยับมากแค่ไหน ส่วนพลังงานที่ถูกเผาผลาญในขณะออกกำลังกายนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทและความหนักของการออกกำลังกายดังนั้น ถ้าเราต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงหรือเร่งการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย เราก็ควรที่จะดูที่ปัจจัยที่ตรงกับเป้าหมายของเราคือ 1. ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญขณะพัก (RMR) นั่นคือการออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้การเผาผลาญขณะพักของเราถูกเพิ่มขึ้นไปด้วย เนื่องจากเมื่อเราออกกำลังกายหนักขึ้น เราก็จะเกิดการเป็นหนี้ออกซิเจน นั่นคือ post-exercise oxygen consumption (EPOC) หรือการเผาผลาญหลังออกกำลังกายเราก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย และ EPOC สามารถเพิ่มการเผาผลาญได้เกิน 24 ชั่วโมง หลังออกกำลังกาย ขึ้นอยู่กับระยะเวลา และความหนักของการออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบบแอโรบิค และแบบ anaerobic ก็จะส่งผลให้กับการเผาผลาญพลังงานขณะพักแตกต่างกัน การออกกำลังกายแบบแอโรบิคมักจะเผาผลาญพลังงานในขณะออกกำลังกายมาก แต่มักจะมีการเผาผลาญพลังงานหลังออกกำลังกายน้อย (low EPOC) ในขณะที่ การออกกำลังกายแบบ anaerobic ซึ่งก็คือออกกำลังกายที่หนัก จนกล้ามเนื้อดึงออกซิเจนมาใช้ไม่ทัน เพราะเป็นกิจกรรมที่หนัก เหนื่อย ใช้กำลังอย่างเต็มที่ สุดแรงเกิด เช่น การยกน้ำหนักแบบใช้แรงระเบิด การวิ่งเร็วๆ การทำ interval training การกระโดดเชือก จะทำให้การเผาผลาญพลังงานหลังออกกำลังกายสูงขึ้นไปหลายชั่วโมงเลยทีเดียว (high EPOC) นอกเหนือจากนี้แล้ว การออกกำลังกายแบบ anaerobic จะช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อมากกว่าด้วย เพราะใช้หมวดพลังงานที่ต่างกัน แต่ถ้าเผื่อเกิดการ hit plateau หรือน้ำหนักหยุดลด กล้ามเนื้อหยุดเจริญเติบโต เราจะทำอย่างไร เราต้องเข้าใจกันก่อนว่า ทุกครั้งที่เราออกกำลังกาย เราจะไปฉีกใยกล้ามเนื้อ และเราก็ต้องอาศัยพลังงานในการซ่อมแซม นี่คือการรักษากล้ามเนื้อหรือ “muscle maintenance” เพราะแม้แต่คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อก็จะมีการซ่อมแซมกันอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ในระดับที่แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยในการเพิ่มการเผาผลาญพลังงานขณะพัก นอกเหนือจากการปรับตารางออกกำลังกายแล้ว ก็คือการเพิ่มอุณหภูมิของช่วงตัว (core) ของเรา อย่างที่เราเห็นหลายคนเร่งแอร์ในขณะออกกำลังกายให้หนาวจัด ก็เพื่อที่จะเพิ่มอัตราการเผาผลาญขณะพัก (RMR) แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก วิธีที่ดีกว่าที่นอกเหนือจากการออกกำลังกายแล้ว ก็คือการเพิ่มอัตราการเผาผลาญระหว่างวัน ในการขยับตัว หรือ spontaneous physical activity (SPA) เพราะแม้กระทั่งการยืนทำงานครึ่งวัน ก็สามารถที่จะเผาผลาญพลังงานได้ 200 กิโลแคลอรีเพิ่มขึ้นจากปกติ ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่า สร้างความตื่นตัวให้กับกล้ามเนื้อได้ดีกว่าด้วย 2. ปัจจัยที่ลดการเผาผลาญขณะพัก (RMR) การที่ตัวเราเบาลง แปลว่าการเผาผลาญขณะพัก (RMR) ของเราลดลงด้วย หรือการรับประทานอาหาร ในปริมาณแคลอรี่ที่ต่ำกว่าปริมาณแคลอรี่ที่เราต้องการระหว่างวันในการมีชีวิตอยู่ (maintenance) ก็สามารถที่จะทำให้ RMR ต่ำลง 5–15% เนื่องจากร่างกายของเราเริ่มเข้าโหมดระวังตัวและอ่อนไหวต่อการหลั่งลดของฮอร์โมน และระแวงระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานของร่างกาย ปฏิกิริยานี้เรียกว่า adaptive thermogenesis Adaptive thermogenesis จะเกิดขึ้นในขณะที่เรากินอาหารน้อยกว่าความต้องการของร่างกายหรือ hypocaloric diet ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เราหิวเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันไม่ให้เซลล์ต่างๆในร่างกายของเราออกมาใช้พลังงานอย่างเต็มที่ นั่นคือถ้าเราเป็นนักกีฬา เราจะสังเกตได้ว่าประสิทธิภาพการกีฬาของเราจะตกลง แต่ถ้าเรากินอาหารอย่างเพียงพอตามความต้องการของร่างกาย RMR ของเราก็จะกลับสู่สภาวะปกติ หรืออีกวิธีหนึ่งถ้าเรามีความจำเป็นที่จะต้องลดอาหาร เราก็สามารถที่จะชดเชยให้พลังงานการเผาผลาญของเราไม่ตกลงไปมากนัก ด้วยการมีวันที่เรียกว่า วัน “refeeding” นั่นคือวันที่เราเพิ่มไกลโคเจนในตับ และส่งสัญญาณให้ร่างกายเราเข้าใจว่า เราไม่ได้อยู่ในสภาวะขาดอาหาร ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ร่างกายเราจะต้องสงวนไขมันเอาไว้ หรือลดอัตราการเผาผลาญพลังงานลงเพื่อให้อยู่รอด แต่ในกรณีของคนที่เกิดมามีระบบการเผาผลาญที่สูงกว่าคนทั่วไป คนเหล่านี้ก็จะมีอัตราการเผาผลาญขณะพักที่สูงไปด้วย จึงสามารถที่จะรับประทานอาหารได้โดยไม่ต้องระวังมากนัก แต่ประสิทธิภาพของการเผาผลาญสูงนี้จะลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น และถึงแม้ว่าอัตราการเผาผลาญจะสูงกว่าคนทั่วไปอยู่ แต่ก็จะไม่มากเกินกว่า 200 ถึง 300 กิโลแคลอรีต่อวัน ข่าวดีคือ คนที่มีอัตราการเผาผลาญพลังงานแบบปกติ เมื่อมาออกกำลังกายแบบใช้แรงระเบิดหรือ anaerobic ก็จะสามารถเพิ่ม RMR และมวลกล้ามเนื้อได้ เท่ากันกับคนที่เกิดมามีระบบเผาผลาญสูง ดังนั้นการที่เรารับประทานอาหารอย่างพอเพียงนั้น ในระยะยาวจึงเป็นวิธีป้องกันไม่ให้ร่างกายเราต่อสู้กลับด้วยการลดการเผาผลาญขณะพักลง จนเกิดปรากฎการณ์โยโย่ขึ้น โค้ชเอิน ขอบคุณบทความดีๆค่ะ หัวข้อ: Re: Sa La Na Roo เริ่มหัวข้อโดย: jainu ที่ สิงหาคม 30, 2022, 10:53:23 AM พวกเราอย่าลืมที่ต้องใส่ใจการกินมื้อเย็น งดได้ควรงด จริงจริง ไม่ก็ ลองอ่านคลิปต่อไปนี้แล้วพิจารณาดูเพื่อชีวิตที่ดี และ สุขภาพแข็งแรง
เหตุใดคนวัยเกษียณจึงควรนัดกินข้าวมื้อเที่ยง แทนที่จะเป็นมื้อเย็น อาหารมื้อเย็นและความเจ็บป่วย เกี่ยวข้องกันอย่างไร หากคุณอายุเกิน 60 ปี คุณควรที่จะสนใจอ่านบทความนี้ แค่หนึ่งในสี่ของปริมาณอาหารเย็นที่คนส่วนใหญ่บริโภคนั้นก็เพียงพอสำหรับการประทังชีวิต อีกสามส่วน ที่เหลือนั้น อาจเป็นที่มาของรายได้ในการดำรงชีพของหมอ เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณอาจรู้สึกตื่นตะหนกและไม่กล้าที่จะตะกละตะกลามกับอาหารมื้อเย็นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานเลี้ยงอาหารค่ำ! ในชีวิตปกติ หากคุณไม่ได้รู้สึกหิวเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า นั่นหมายถึงว่า คุณสามารถดลดปริมาณอาหารเย็นลงได้ครึ่งหนึ่ง อย่าคิดว่าการกินอาหารเย็นอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ จะไม่สร้างปัญหาให้คุณ ผู้เชี่ยวชาญทั้งในไต้หวัน และประเทศอื่นๆ พบว่า สาเหตุหนึ่งของโรคต่างๆ เกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสมในตอนกลางคืน นั่นหมายถึงว่า หากคุณกินอาหารเย็นไม่ถูกหลัก โรคภัยก็จะเริ่มคืบคลานมาหาคุณ อาหารเย็นและโรคอ้วน 90% ของคนอ้วนกินอาหารดีเกินไปและมากเกินไป ประกอบกับช่วงกลางคืนไม่มีกิจกรรมให้ทำมากนัก ทำให้เผาผลาญแคลอรี่ได้น้อย แคลอรี่ส่วนเกินจะถูกสังเคราะห์เป็นไขมันโดยการทำงานของอินซูลิน โรคอ้วนจึงถามหา อาหารเย็นและโรคเบาหวาน การรับประทานอาหารเย็นมากเกินพอดี มักจะกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ทำให้แก่เร็ว และกระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวานได้ง่าย และการรับประทานอาหารมื้อเย็นเลิศรสที่มากเกินพอดี จะทำให้คุณอ้วน และอาจนำไปสู่โรคเบาหวานได้ อาหารเย็นและโรคมะเร็งลำไส้ หากรับประทานอาหารเย็นมากเกินไป โปรตีนย่อยสลายได้ไม่หมด การทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ จะก่อให้เกิดสารพิษขึ้น ประกอบกับการเคลื่อนไหวของร่างกายในช่วงค่ำมีไม่มาก และเป็นช่วงเวลานอน การบีบตัวของผนังลำไส้ช้ากว่าปกติ จึงทำให้สารพิษตกค้างในลำไส้นานขึ้น เป็นเหตุให้เพิ่มอุบัติการณ์ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ อาหารเย็นและโรคนิ่วทางเดินปัสสาวะ การขับแคลเซียมออกจากร่างกายจะทำได้ดีที่สุดช่วงประมาณ 4 - 5 ชั่วโมงหลังอาหาร หากรับประทานอาหารเย็นใกล้เวลาเข้านอน เมื่อถึงช่วงเวลาที่มีการขับแคลเซียมออกมา เราอาจจะเข้านอนแล้ว ดังนั้นปัสสาวะจึงอยู่ในท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ และทางเดินปัสสาวะอื่น ๆ ไม่สามารถขับออกได้ ส่งผลให้แคลเซียมในปัสสาวะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งง่ายต่อการตกตะกอนและก่อตัวเป็นผลึกขนาดเล็ก ซึ่งในระยะยาวจะทำให้ก่อตัวเป็นนิ่วได้ อาหารเย็นและภาวะไขมันในเลือดสูง หากมื้อเย็นของคุณเป็นอาหารที่มีโปรตีนและไขมันสูง แคลอรี่ก็สูง จะกระตุ้นให้ตับผลิตไลโปโปรตีน ทั้งที่มีความหนาแน่นต่ำและต่ำมากออกมา ไตรกลีเซอไรด์ก็มีแนวโน้มจะสูงขึ้น จึงทำให้ไขมันในเลือดสูง อาหารเย็นและโรคความดันโลหิตสูง หากคุณเน้นกินอาหารเย็นที่เป็นเนื้อสัตว์ โดยไม่สนใจว่าขณะนอนหลับ การไหลเวียนของเลือดจะช้าลง ไขมันในเลือดจำนวนมากจึงสะสมบนผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดแดงเล็กหดตัว ความดันของหลอดเลือดส่วนปลายจะเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน และเร่งให้เกิดการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง อาหารเย็นและโรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจ หากอาหารมื้อเย็นของคุณเป็นอาหารที่มีไขมันและแคลอรี่สูง อาจทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้น ซึ่งจะสะสมในผนังหลอดเลือด เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะหลอดเลือดแข็งตัวและโรคหัวใจ นอกจากนี้ สาเหตุหลักอีกประการหนึ่งของภาวะหลอดเลือดแข็งตัวคือ แคลเซียมที่ตกตะกอนในเส้นเลือด ดังนั้น การรับประทานอาหารเลิศรสอิ่มเกินไป และการรับประทานมื้อเย็นดึกเกินไป จึงเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด อาหารเย็นและภาวะไขมันพอกตับ หากคุณเพลิดเพลินกับความเอร็ดอร่อยของอาหารเย็นมากเกินไป น้ำตาลในเลือดและกรดไขมันจะเร่งการสังเคราะห์ไขมัน ขณะที่กิจวัตรหรือกิจกรรมในช่วงค่ำและช่วงกลางคืนมีไม่มาก ก็จะทำให้ร่างกายเร่งสร้างไขมัน ส่งผลให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ อาหารเย็นและโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน หากมื้อเย็นของคุณมีทั้งอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากและบ่อยครั้งเกินไป จะทำให้ เกิดภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันได้ง่าย และอาจรุนแรงถึงขนาดที่ทำให้คุณช็อกและเสียชีวิตขณะ นอนหลับ มื้อเย็นและโรคสมองเสื่อม หากคุณรับประทานอาหารเย็นมากเกินไปและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ระบบทางเดินอาหารและอวัยวะใกล้เคียง เช่น ตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อน ยังคงทำงานอยู่ในระหว่างการนอนหลับ ทำให้สมองไม่สามารถพักผ่อนได้ เลือดไปเลี้ยงสมองก็ไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลต่อการซ่อมแซมของเซลล์สมอง เป็นเหตุให้สมองเสื่อมไวขึ้น และนี่เป็นที่มาของข้อสรุปที่ว่า 1 ใน 5 ของนักชิมที่รับประทานอาหารเย็นมากเกินไปในช่วง วัยหนุ่มสาวและวัยกลางคน มีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมเมื่อมีอายุมาก อาหารเย็นและคุณภาพการนอนหลับ มื้อเย็นที่รับประทานจนอิ่มเกินไป ย่อมทำให้อวัยวะต่างๆ เช่นระบบทางเดินอาหาร ตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อน ฯลฯ ทำงานในระหว่างการนอนหลับ และส่งข้อมูลไปยังสมอง ทำให้สมองอยู่ในภาวะตื่นอยู่เสมอ ทำให้นอนฝัน หรือนอนไม่หลับเป็นต้น ซึ่งในระยะยาว อาจทำให้เป็นโรคประสาทแบบ neurasthenia (เป็นโรคประสาทอย่างหนึ่งที่มีอาการอ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ ซึมเศร้า นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ และขาดความสามารถที่จะสนุกสนานรื่นเริง) ข้อแนะนำห้าประการ เพื่อการรับประทานอาหารเย็นที่ถูกสุขลักษณะ 1. รับประทานอาหารเย็นให้น้อยลง 2. รับประทานอาหารเย็นก่อน 4 หรือ 5 โมงเย็น เป็นผลดีต่อสุขภาพที่สุด 3. เน้นรับประทานอาหารมังสวิรัติให้มากขึ้น และรับประทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง 4. ลด ละ เลิกอาหารเย็นที่มีไขมันสูง แคลอรี่สูง แคลเซียมสูง และอาหารที่ทำให้ท้องอืดง่าย (เกิดแก๊สง่าย) ขอขอบคุณบทความดีๆ ค่ะ |