Forex-Currency Trading-Swiss based forex related website. Home ----- กระดานสนทนาหน้าแรก ----- Gold Chart,Silver,Copper,Oil Chart ----- gold-trend-price-prediction ----- ติดต่อเรา
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12 ... 42   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: Sa La Na Roo  (อ่าน 77773 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #135 เมื่อ: เมษายน 01, 2012, 04:00:21 PM »

ดื่มน้ำเย็น มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงหรือ


การดื่มน้ำเย็น ๆ ซักแก้วทำให้เรารู้สึกสดชื่น ดับกระหาย โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อน ๆ แบบนี้ด้วยแล้วยิ่งทำให้ชื่นใจ ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แต่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการดื่มน้ำเย็น ๆ มาก ๆ จะมีผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งความจริงแล้ว หากเรารู้จักดื่มน้ำเย็นให้บาลานซ์กับที่ร่างกายต้องการก็จะไม่มีผลกระทบใด ๆ ตรงกันข้ามกลับส่งผลดีต่อสุขภาพเสียด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี ให้ความรู้ว่า น้ำมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ
เช่น ช่วยย่อยอาหาร ช่วยลำเลียงสารอาหาร ดังนั้นคนเราจึงควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรหรือวันละ 8 แก้ว หากดื่มน้ำมากเกินอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าผลดี เพราะทางการแพทย์ธรรมชาติบำบัดพบว่า การดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้ไตอ่อนแอ เนื่องจากต้องคอยขับน้ำทิ้งออกจากร่างกายด้วยการปัสสาวะบ่อย จึงทำให้เรามีอาการมือเย็น เท้าเย็น อ่อนแรง ปวดเมื่อยเอว อ่อนเพลียเรื้อรังและหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ปัจจุบันมีความตื่นตัวเรื่องการดื่มน้ำส่งเสริมสุขภาพ เช่น ควรดื่มน้ำตอนตื่นนอน 5 แก้ว จะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี


บางคนถึงกับคลั่งดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ ซึ่งความจริงแล้วในเมืองไทยมีผักผลไม้มากมายที่รับประทานแล้วสามารถทำให้ ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีโดยไม่ต้องดื่มน้ำมาก ๆ ให้ไตทำงาน เพราะใครที่ดื่มน้ำมาก ๆ อาจเจอกับภาวะไตทำงานหนัก โดยแนะนำว่าในแต่ละวันเราได้รับน้ำจากสารอาหารที่รับประทานเข้าไปอยู่แล้ว เช่น น้ำจากแกง น้ำจากผักผลไม้ จึงดื่มน้ำจริง ๆ แค่วันละ 4 แก้วก็เพียงพอแล้ว หรืออาจดื่มตามธรรมชาติ คือการดื่มตามความหิว ไม่หิวก็ไม่ต้องดื่ม
สำหรับปัญหาเรื่องการดื่มน้ำเย็นที่เรามักสงสัยกันว่า อาจเป็นผลเสียต่อร่างกายนั้น คุณหมอไขปัญหาเพิ่มเติมว่า เมืองไทยเป็นเมืองร้อน

โดย เฉพาะหน้าร้อนหากได้ดื่มน้ำเย็น ๆ ก็จะชื่นใจ ซึ่งเราสามารถดื่มตามความบาลานซ์ได้ หากอากาศเย็น ๆ ก็ไม่ต้องดื่มน้ำเย็นไปดื่มน้ำอุ่นแทนเพื่อให้ร่างกายได้รับความอบอุ่น แต่มีข้อจำกัดสำหรับผู้ที่มีอาการปวดท้องเนื่องจากมีประจำเดือน ปวดท้องเนื่องจากท้องเสียและเป็นโรคกระเพาะ เนื่องจากเวลาที่เราปวดท้องมดลูก ลำไส้จะบีบตัวเมื่อถูกความเย็นก็จะยิ่งมีความรัดตัว ทำให้ปวดท้องมากขึ้น ดังนั้นจึงควรประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อนเพื่อคลายความปวด

ส่วนผู้ที่มีสุขภาพปกติสามารถดื่มน้ำเย็นได้ เพราะช่องปากของคนเรามีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก

เวลา กินอาหารร้อนหรือเย็นเมื่อผ่านช่องปากจะช่วยปรับอุณหภูมิให้มีความใกล้เคียง กันประมาณ 37 องศา ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบ แต่ใครที่ดื่มน้ำเย็นแล้วรู้สึกจี๊ด ๆ ที่บริเวณหน้าผากหรือศีรษะ เนื่องจากที่บริเวณเพดานปากของเรามีเส้นประสาทเส้นหนึ่งมีแขนงโยงใยไปที่ บริเวณใบหน้าและหน้าผาก ทำให้เวลาดื่มน้ำเย็นจะรู้สึกจี๊ด ๆ ทรมานแค่ชั่วคราว แต่ไม่เป็นผลเสีย ซึ่งทางการแพทย์ทางเลือกสามารถใช้น้ำเย็นแก้ไขความเบี่ยงเบนของบุคลิกได้ ด้วย เช่น ผู้ที่บุคลิกขี้เหนียว ขี้ตืด มักจะมีปากคอแห้ง กระหายน้ำบ่อย ท้องผูก จึงต้องดื่มน้ำเย็นจะช่วยแก้บุคลิกได้ หรือคนที่มีบุคลิกขี้ร้อน เวลาโดนแดดแล้วเหงื่อออกเยอะ รักแร้เหม็น มีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง เท้าเหม็น หากดื่มน้ำเย็นจะช่วยแก้ไขได้ สำหรับน้ำอุ่นเหมาะสำหรับคนที่มีบุคลิกขี้กังวล หงุดหงิดง่าย ปากร้าย คนกลุ่มนี้จะมีอาการหนาวง่ายหากดื่มน้ำอุ่นจะช่วยแก้ไขได้


ไขปัญหากันจนครบถ้วนทุกข้อแบบนี้แล้ว หน้าร้อนนี้เราคงได้ดื่มน้ำเย็นให้ชื่นฉ่ำใจโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีผลเสีย ต่อสุขภาพ เพราะหากเรารู้จักดื่มแบบพอดี ๆ และถูกจังหวะก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพค่ะ

บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #136 เมื่อ: เมษายน 01, 2012, 04:05:10 PM »

ยาตีกันอันตราย


ยาตีกันอันตราย (หมอชาวบ้าน)
โดย ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

ยาตีกัน คืออะไร ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร?

รู้ไหมว่า ยิ่งใช้ยามากชนิด ก็จะยิ่งเพิ่มยาตีกัน เนื่องจากทุกวันนี้มียาให้เลือกใช้มากกว่าในอดีตเป็นอันมาก ชนิดของยานับวันจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มีทางเลือกให้แพทย์ได้สั่งจ่ายยาที่มีความเฉพาะเจาะจงและเหมาะสมกับผู้ ป่วยมากขึ้น ทั้งยังครอบคลุมการรักษาโรคให้กว้างยิ่งขึ้น

ท่ามกลางการค้นพบยาใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ป่วยก็มีโอกาสใช้ยาจำนวนมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ยิ่งถ้าผู้ป่วยเป็นหลายโรค ก็ต้องใช้ยามากชนิดขึ้นตามอาการของโรคที่เป็นทำให้มีแนวโน้มว่าคนจะมีการใช้ ยากันมากขึ้น

การที่ ต้องใช้ยาหลายชนิดในคราวเดียวกัน เพื่อรักษาโรคที่เป็นปัญหาอยู่นั้น อาจจะส่งผลให้ยาที่ใช้อยู่นั้นเกิด “ผลต่อกันได้” ซึ่งอาจจะเป็นคุณหรือโทษต่อผู้ใช้ยาก็ได้ และเราเรียกผลของยาชนิดที่หนึ่งที่ไปส่งผลต่อยาอีกชนิดหนึ่งนี้ว่า “ยาตีกัน”

คำว่า “ยาตีกัน” มาจากภาษาอังกฤษว่า druginteraction ซึ่งถ้าแปลตรงตัวจะได้ความว่า ปฏิกิริยาระหว่างยา ในที่นี้ขอเรียกให้เข้าใจตรงกันง่าย ๆ ว่า “ยาตีกัน”

 ยาตีกัน มีทั้งคุณและโทษ

เมื่อใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ก็อาจส่งผลกระทบต่อกัน หรือยาตีกัน ซึ่งจะส่งผลบวกหรือลบต่อสุขภาพร่างกายได้ โดยด้านบวกหรือคุณ ก็จะช่วยเพิ่มคุณประโยชน์ของยา ช่วยให้ลดขนาดของยาที่ใช้ลงได้ หรือเมื่อเกิดยาตีกันแล้วทำให้ได้ผลการรักษาดีขึ้น

ขอยกตัวอย่างเช่น การใช้ยาเพนิซิลลิน (ยาปฏิชีวนะ) ร่วมกับยาโพรเบเนซิด (ยารักษาโรคเกาต์) จะเกิด “ยาตีกัน” ขึ้น และทำให้ยาเพนิซิลลินถูกขับออกจากร่างกายได้ช้าลง เป็นผลให้ระดับยาเพนิซิลลินสูงขึ้น และอยู่ในร่างกายได้นาน เสมือนกับมีการยืดระยะเวลาการออกฤทธิ์ของยาให้นานยิ่งขึ้น ทำให้ไม่ต้องให้ยาในขนาดที่สูง ๆ และ/หรือไม่ต้องให้ยาบ่อย ๆ เป็นการเพิ่มความสะดวกในการใช้ยา และลดค่าใช้จ่ายของยา พร้อมกับคงประสิทธิภาพของยาได้เหมือนเดิมอีกด้วย

 “ยาตีกัน” มักจะทำให้เกิดโทษมากกว่า

แต่ ในทางตรงกันข้าม ยาตีกันชนิดที่ทำให้เกิดโทษ ซึ่งเป็นปัญหาจากการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน เป็นปัญหาที่พบบ่อย ก่อให้เกิดความสูญเสีย และเป็นอันตรายต่อผู้ใช้เป็นอันมาก ฉบับนี้ขอยกตัวอย่างยาตีกันที่พบบ่อยและทำให้เกิดโทษหรืออันตรายต่อผู้ใช้ยา ดังนี้

1.การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ร่วมกับยาอะม็อกซีซิลลิน อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้
2.การใช้ยาลดไขมันในเลือด กลุ่มสแตตินกับยาอีริโทรไมซิน อาจพาลให้ไตวาย
3.การใช้ยาลดน้ำตาลในเลือด ในโรคเบาหวานกับยาแก้ปวดข้อกลุ่มเอ็นเสด ทำให้ช็อกได้




ยาเม็ดคุมกำเนิด + ยาอะม็อกซีซิลลิน

การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดร่วมกับยาอะม็อกซีซิลลิน อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้

ตัวอย่างที่ 1 นี้ต้องขอยกให้กับคุณผู้หญิงที่แต่งงานหรือมีแฟนแล้วทุกคน เพราะว่าระหว่างที่คุณกินยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นประจำทุกวันนั้น ก็ด้วยความหวังที่จะใช้ชีวิตครอบครัวตามปกติ และยังไม่ประสงค์ที่จะมีบุตร จึงต้องกินยาเม็ดคุมกำเนิดติดต่อกันทุกวันเป็นประจำต่อเนื่องเป็นแรมเดือน แรมปี แต่ถ้าระหว่างนั้นมีเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) ซึ่งเป็นยารักษาอาการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอร่วมด้วย เมื่อยาทั้ง 2 ชนิดมาเจอกัน ก็จะเกิดการตีกันของยาได้

โดย ยาอะม็อกซีซิลลินจะไปมีผลต่อเชื้อจุลชีพที่อยู่ในทางเดินอาหาร ส่งผลรบกวนการดูดซึมของยาเม็ดคุมกำเนิดในทางเดินอาหาร ทำให้ปริมาณยาคุมกำเนิดที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ลดน้อยลง เมื่อปริมาณยาคุมกำเนิดในเลือดลดน้อยลงกว่าปกติ ก็จะส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดน้อยลงด้วย จนอาจทำให้ล้มเหลว ไม่ได้ผลในการคุมกำเนิด และเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นได้

กรณีนี้ อาจสังเกตด้วยตนเองได้ว่า ขณะนี้ระดับยาคุมกำเนิดในเลือดลดต่ำลง เพราะจะมีอาการเลือดออกกะปริดกะปรอยได้ ดังนั้น คุณผู้หญิงที่กำลังอยู่ในระหว่างการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดและมีความจำเป็นต้อง ใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน จึงขอแนะนำให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดประเภทอื่นร่วมด้วย (เช่น การใช้ถุงยางอนามัย) เพื่อช่วยให้คงการคุมกำเนิดได้ระหว่างที่ใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน โดยเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน จนกระทั่งหยุดใช้ยาไปแล้ว 1 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะตั้งครรภ์ได้




ยาลดไขมันในเลือด + ยาอีริโทรไมซิน

การใช้ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสแตตินกับยาอีริโทรไมซินอาจพาลให้ไตวายได้

ตัวอย่างที่ 1 แค่คุมกำเนิดไม่ได้ผล ทำให้เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่คาดฝัน และต้องเลี้ยงดูบุตรไปจนโต แต่ตัวอย่างที่ 2 ของยาตีกันนี้ ทำให้เกิดโรคไตวายได้ เรียกว่าเกิดอันตรายกับตัวผู้ใช้ยา และรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ เพราะโรคไตวายนี้มีอาจารย์แพทย์บางท่านจะผวนคำว่า “ตายไว” และนิยมพูดกันเล่นๆ ว่า “ไตวาย ทำให้ตายไว”

ยาตีกันดังตัวอย่างที่ 2 นี้ก็เป็นยาที่ได้รับความนิยมมากอีกชนิดหนึ่ง คือ ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสแตติน (statins) ซึ่งเป็นยาที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ
ตัวอย่างยากลุ่มนี้ เช่น ซิมวาสแตติน (simvastatin) อะโทรวาสแตติน (atrovastatin) โลวาสแตติน (lovastatin) เป็นต้น จะสังเกตได้ว่า ชื่อยากลุ่มนี้จะลงท้ายว่า “สแตติน” ทุกตัว จึงเรียกกันติดปากว่า กลุ่มสแตติน

ยากลุ่มสแตตินนี้นิยมจ่ายให้กับผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง และจะต้องใช้ยาติดต่อกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเป็นประจำ เพื่อควบคุมลดปริมาณคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับที่เป็นปกติ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ทำให้ยอดจำหน่ายยากลุ่มนี้ติดอันดับหนึ่งสูงกว่ายากลุ่มอื่น ๆ ติดต่อกันหลายปีทีเดียว

แต่ เมื่อไหร่ที่มีการใช้ยาอีริโทรไมซิน (erythromycin) ร่วมกับยากลุ่มสแตติน ยาอีริโทรไมซินซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ในผู้ที่แพ้ยาเพนิ ซิลลิน เมื่อยากลุ่มสแตตินมาพบกับยาอีริโทรไมซิน ก็จะทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างกัน หรือเกิดยาตีกัน

กรณีนี้ ยาอีริโทรไมซินจะไปยับยั้งการทำลายยากลุ่มสแตติน ทำให้ปริมาณยาสแตตินไม่ถูกทำลายตามปกติ และคงอยู่ในร่างกายนานพร้อมทั้งมีปริมาณมากขึ้น และมีการสะสมตัวยากลุ่มสแตตินในเลือดมากขึ้น จนทำให้เกิดพิษ โดยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อลีบ และเป็นพิษต่อไตได้

ดัง นั้น ตัวอย่างที่ 2 นี้เป็นตัวอย่างของยาตีกันที่เป็นอันตรายถึงชีวิต จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาทั้ง 2 ชนิดนี้ร่วมกันซึ่งแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการเปลี่ยนจากยาอีริโทรไมซินไปใช้ยา ชนิดอื่นแทน หรืออาจจะเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มสแตตินอื่นที่ไม่เกิดผลต่อยาอีริโทรไมซิน เช่น ฟลูวาสแตติน (fluvastatin) พราวาสแตติน (pravastatin) เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่มสแตตินอยู่ก็จะต้องคอยสังเกตอาการผิดปกติของตนเองด้วย โดยเฉพาะอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นต้น




ยาลดน้ำตาลในเลือด + ยาแก้ปวดข้อกลุ่มเอ็นเสด

การใช้ยาลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน กับยาแก้ปวดข้อกลุ่มเอ็นเสด ทำให้ช็อกได้

ตัวอย่างที่ 3 เป็นกรณีของผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาลดน้ำตาลในเลือดกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (sulfonylureas) เช่น ไกลเบนคลาไมด์ (glibencalmide) คลอโพรพาไมด์ (chlorpropamide) เป็นต้น

ยากลุ่ม นี้มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งก็ทำนองเดียวกันกับ 2 ตัวอย่างแรกที่จะต้องใช้ยานี้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป เพราะถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นระยะเวลานาน ๆ จะไปทำลายระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้า ตาฝ้าฟาง และเป็นโรคไตได้

ถ้าผู้ป่วยได้รับยาแก้ปวดแก้อักเสบข้อและกล้ามเนื้อกลุ่มที่เรียกว่า เอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไดโคลฟีแนก (diclofenac) ไพร็อกซิแคม (piroxicam) ยากลุ่มเอ็นเสด เมื่อเจอกับยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย ก็จะเกิดการตีกันของยาโดยยาเอ็นเสดจะส่งผลให้ปริมาญากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียใน เลือดเพิ่มสูงมากขึ้น ทำให้ฤทธิ์การลดน้ำตาลในเลือดเพิ่มมากขึ้นตาม จนอาจไม่มีน้ำตาลเหลืออยู่ในเลือดเลย ผู้ป่วยก็อาจจะมีอาการอ่อนแรง เป็นลม หมดสติ และช็อกได้

กรณีนี้ก็เช่นเดียวกับตัวอย่างที่ 2 ที่จะต้องระวังตัวไม่ควรใช้ยากลุ่มเอ็นเสดร่วมกับยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย เพื่อไม่ให้เกิดการตีกันของยา และทางที่ดีควรติดตามวัดระดับน้ำตาลในเลือด หรือลดขนาดของยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียลงให้เหมาะสมระหว่างที่มีการใช้ยากลุ่ม เอ็นเสดร่วมด้วย

 สมุดบันทึกยา : วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยป้องกันยาตีกัน

จากทั้ง 3 ตัวอย่างของ 3 คู่ของยาตีกัน ที่อาจส่งผลต่อการรักษา และ/หรือทำให้เกิดพิษ เกิดอันตรายจากการใช้ยาได้ ในที่นี้ขอแนะนำวิธีง่าย ๆ ในการช่วยป้องกันยาตีกัน ก็คือสมุดบันทึกยา

สมุด บันทึกยาหรือบันทึกรายการยา ใช้บันทึกรายชื่อยาทั้งหมด ทั้งที่ใช้ประจำ และนาน ๆ ใช้ครั้งหนึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และสมุนไพรด้วย โดยนำรายชื่อยาและสารอื่น ๆ เหล่านี้ไปปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร ว่าจะมีโอกาสเกิดยาตีกันหรือไม่ จะได้เฝ้าระวัง ป้องกัน และหลีกเลี่ยงตามลักษณะเฉพาะของยาแต่ละคู่แต่ละประเภท

กรณีที่จะไปพบแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อรักษาโรคก็ขอเสนอให้พกสมุดบันทึกยา (หรือบันทึกรายการยา) ไปด้วยเสมอ และควรแสดงให้กับแพทย์ที่ตรวจรักษาได้รับรู้ และ/หรือแสดงให้เภสัชกรที่จ่ายยาได้ทราบ เพื่อจะจ่ายยาให้เหมาะสมไม่เกิดการตีกัน




ข้อแนะนำการใช้ยา

 1.ก่อนใช้ยา ควรอ่านฉลากยาอย่างละเอียด และไม่ควรกินยาของคนอื่น การไม่อ่านฉลากยา และใช้ยาผิดอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

 2.การกินยาหลังอาหาร หมายถึง กินยาหลังอาหารทันที ไม่จำเป็นต้องรอเวลา (30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง)

 3.ยาส่วนใหญ่จะระบุให้กินหลังอาหารเพื่อให้จำง่าย ซึ่งผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภารกิจเร่งรีบจนไม่มีเวลากินอาหารตามมื้อควรกิน ยาในเวลาเดียวกันเป็นประจำ โดยไม่ต้องคำนึงถึงการกินอาหาร เพื่อผลในการควบคุมโรค เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยาขับปัสสาวะ ที่ต้องกินตรงเวลาทุกเช้า

 4.ยาบางชนิดจำเป็นต้องกินหลังอาหารทันทีหรือพร้อมอาหาร เนื่องจากมีฤทธิ์กัดกระเพาะ ดัง นั้น หากถึงเวลากินยาก็จำเป็นต้องกินอาหารรองท้องไว้ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากยากัดกระเพาะจนอาจเป็นแผลเลือดออก ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการงดยา เพราะจะทำให้ควบคุมอาการของโรคไม่ได้

 5.ยาที่ต้องกินก่อนอาหาร หมายถึง กินก่อนมื้ออาหารครึ่งชั่วโมงขึ้นไป (30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง) เนื่องจากอาหารจะลดการดูดซึมของยา หรือเพื่อให้ยาออกฤทธิ์บรรเทาอาการได้ในเวลากินอาหาร เช่น ยาแก้คลื่นไส้อาเจียนหากลืมกินยา และกินอาหารไปแล้ว ให้กินยาหลังอาหารมื้อนั้น 1 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อให้ท้องว่าง แต่ต้องระวังว่าเวลาที่กินอาหารจะไม่ใกล้กับยาในมื้อถัดไป

 6.ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะต้องกินยาก่อนอาหารเป็นนาที ถึงครึ่งชั่วโมง แล้วแต่ชนิดของยา เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจากการกินอาหาร จึงจำเป็นต้องกินอาหารหลังกินยาทุกครั้ง มิฉะนั้นจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ทำให้หน้ามืด วิงเวียน เป็นลม และในทางกลับกัน หากงดยาเองเพราะไม่อยากกินอาหารก็อาจทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

 7.การ กินยามีความสำคัญ ผู้ป่วยที่ไม่มั่นใจในการกินยาควรปรึกษาเภสัชกรที่ห้องจ่ายยาโรงพยาบาลหรือ ร้านยาทุกครั้ง เพื่อให้ใช้ยาได้อย่างปลอดภัย เภสัชกรสามารถจัดตารางการกินยาให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตประจำ วันของผู้ป่วย หรือแม้แต่ประสานกับแพทย์ เพื่อปรับเปลี่ยนยาที่ต้องกินวันละหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งไม่สะดวก มาเป็นเพียงวันละ 1-2 ครั้ง ไม่ควรลดหรือเพิ่มขนาดยาเอง

 8.การไปพบแพทย์หลาย ๆ โรงพยาบาล (หรือคลินิก) อาจทำให้ได้รับยาชนิดเดียวกัน ผู้ป่วยต้องกินยาซ้ำซ้อน หรือเกิด “การตีกัน” ของ ยาซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงแก่ผู้ป่วยได้ การไปพบแพทย์หรือเภสัชกรจึงควรมีรายการยา หรือนำยาที่กำลังใช้อยู่ทุกชนิดไปด้วยทุกครั้ง เพื่อให้เภสัชกรพิจารณาว่ามียาซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หรือยาตีกันหรือไม่ จะได้หาทางแก้ไขและป้องกัน เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากการใช้ยา

 9.ผู้ป่วยที่มีภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรแจ้งเภสัชกรทุกครั้งที่รับยา เพื่อให้เภสัชกรพิจารณาความเหมาะสมของยา และผลของยาที่อาจมีต่อบุตรในครรภ์หรือบุตรทีได้รับนมแม่

บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #137 เมื่อ: เมษายน 13, 2012, 07:35:04 AM »

กิจกรรมที่ควรทำ วันสงกรานต์


1.ทำบุญตักบาตร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่ชีวิต
2.ปล่อยนกปล่อยปลา คนไทยมีความเชื่อว่าการปล่อยนกปล่อยปลา ถือว่าเป็นการอโหสิกรรมและชำระบาปในส่วนที่ตน เป็นผู้ก่อ อีกทั้งทำให้เคราะห์ร้ายที่จะเกิดขึ้นหมดไป
3.ให้ทานแก่ผู้ที่ขัดสน เช่น คนชรา เด็กพิการ เด็กกำพร้า เป็นต้น
4.สรงน้ำพระพุทธรูป และสรงน้ำพระภิกษุสามเณร
5.การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ได้แก่ บิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ และบุคคลที่มีพระคุณ การรดน้ำผู้ใหญ่ในวันสงกรานต์ ด้วยต้อง การขอขมาสิ่งที่อาจจะล่วงเกินผู้ใหญ่ ในบางครั้ง รวมถึงเป็นการขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล และข้อคิดเตือนใจแก่ตนเอง อีก ทั้งเพื่อเป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณอีกด้วย การรดน้ำ ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ซึ่ง แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีของบุตรหลานที่มีต่อบุพการีหรือญาติผู้ใหญ่ อีกทั้งเป็นการขอพรจากบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ เพื่อเป็นสิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่
6.การละเล่นสาดน้ำ ประเพณีนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของวันสงกรานต์เลยทีเดียว ด้วยงานฉลองวันสงกรานต์นั้นเป็นช่วง ฤดูร้อน ประเพณีเริ่มจากการที่มีการสรงน้ำพระ และรดน้ำญาติผู้ใหญ่ การเล่นสาดน้ำนั้นนิยมกันในหมู่ของหนุ่มสาว น้ำที่ ใช้สาดกันนั้นจะใส่น้ำอบ น้ำหอม แต่ในปัจจุบันประเพณีอันดีงามอันนี้ ได้จางหายไปตามกาลเวลาและยุคสมัย ใน ปัจจุบันมีการสาดน้ำกันอย่างรุนแรง รวมถึงได้มีการนำอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ามาใช้ในการละเล่นสาดน้ำมากขึ้นด้วย
อย่าลืมทำกิจกรรมดีๆ ในวันสงกรานต์นะ

 
 

ขอบคุณ : sakid.com
 
บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #138 เมื่อ: เมษายน 13, 2012, 07:36:34 AM »

ทำบุญวันสงกรานต์




1. เครื่องนุ่งห่มเพื่อใส่ในโอกาสไปทำบุญที่วัด ตลอดจนเครื่องประดับตกแต่งร่างกายอย่างค่อนข้างจะพิถีพิถัน

2. ของทำบุญ เมื่อใกล้จะถึงวันงานก็เตรียมของทำบุญเลี้ยงพระ และที่เป็นพิเศษของที่จะทำขนมพิเศษ ๒ อย่างได้แก่ ข้าวเหนียวแดงในวันตรุษ และขนมกวน หรือ กะละแมในวันสงกรานต์ นอกจากจะทำขึ้นเพื่อทำบุญแล้ว ยังแลกเปลี่ยนแจกกันในหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรีในวันสำคัญ

3. การทำความสะอาดบ้านเรือนที่อาศัยตลอดจนบริเวณใกล้เคียง เพื่อให้ดูเรียบร้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บูชาพระและที่เก็บอัฐิบรรพบุรุษ แม้เสื้อผ้าที่ใช้สอยก็ต้องซักฟอก ให้สะอาดหมดจดโดยถือว่า กำจัดสิ่งสกปรกให้สิ้นไปพร้อมกับปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ด้วยความบริสุทธ์ผุดผ่อง

4. สถานที่ทำบุญ วัดเป็นสถานที่ทำบุญสวดมนต์เลี้ยงพระ และทำต่อเนื่องกันหลายวัน นอกจากจะทำความสะอาดกุฎิที่อาศัยแล้ว ยังต้องทำความสะอาดหอสวดมนต์ โบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ ตลอดจนลานวัด เพราะต้องใช้ทำกิจกรรมหลายอย่าง ได้แก่ การทำบุญตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลา สรงน้ำพระ ก่อพระเจดีย์ทราย และงานรื่นเริงต่างๆ ด้วย

5. ไหว้พระขอพรเก้าพระอารามหลวง

• วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) มีคติว่า "แก้วแหวนเงินทองไหลมาเทมา" หรือ "เพื่อจิตใจสะอาด ดุจรัตนตรัย"

• วัดกัลยาณมิตร มีคติว่า "เดินทางปลอดภัย มีมิตรไมตรีที่ดี"

• วัดชนะสงคราม มีคติว่า "มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง"

• วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) มีคติว่า "ร่มเย็นเป็นสุข"

• วัดระฆังโฆสิตาราม มีคติว่า "มีคนนิยมชมชื่น"

• วัดสุทัศนเทพวราราม มีคติว่า "มีวิสัยทัศนกว้างไกลมีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป"

• วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) มีคติว่า "ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน"

• ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร มีคติว่า "ตัดเคราะห์ต่อชะตาเสริมวาสนาบารมี"

• ศาลเจ้าพ่อเสือ มีคติว่า "เสริมอำนาจบารมี"

• วัดบวรนิเวศวิหาร มีคติว่า "พบแต่สิ่งที่ดีงามในชีวิต"

• วัดสระเกศ มีคติว่า "เสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล"




ขอบคุณข้อมูลจาก Horolive
บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #139 เมื่อ: เมษายน 14, 2012, 09:42:45 AM »

รับมือ 6 ปัญหารบกวนการนอนของลูกน้อย




รับมือ 6 ปัญหารบกวนการนอนของลูกน้อย (Mother & Care)
Highlight baby Orawan

          ช่วงเดือนแรก ๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจต้องเจอกับปัญหา คือ ปวดท้องโคลิก, ความหิว, ฟันกำลังขึ้น, เจ็บป่วยเฉียบพลัน, เจ็บป่วยเรื้อรัง, ลูกติดพ่อแม่มาก ที่จะรบกวนลูกน้อยในยามหลับซึ่งคุณจะต้องเตรียมรับมือ ฉบับนี้ พญ.ธิดาวรรณ วีระไพบูลย์ กุมารแพทย์ จะมาให้คำแนะนำวิธีการรับมือกับปัญหาทั้ง 6 ดังนี้ค่ะ

1.ปวดท้องโคลิก

          หรือเรียกแบบไทย ๆ ว่า ร้องร้อยวัน

          แม่ฝนเล่าว่า เมื่อน้องภูอายุ 2 เดือนเริ่มออกอาการโคลิก คือ ทุก ๆ วันเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง-สี่ทุ่ม น้องภูจะร้องไห้จ้าแบบไม่มีสาเหตุ พยายามปลอบให้หยุดร้องยิ่งปลอบก็ยิ่งร้องหนัก เสียงร้องดังแหลม เกร็งแขนและขาไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น
แม้ว่าจะอุ้มหรือให้นม สงสัยว่านี่คืออาการของโคลิกใช่หรือไม่คะ

          คุณหมอบอกมา เด็กทารกที่เป็นมักจะเริ่มมีอาการโคลิกตั้งแต่ประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังคลอดปวดท้องโคลิกเป็นอาการซึ่งไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดเด็กจะร้องไห้ ซ้ำ ๆ ในช่วงเวลาเดิม ๆ โดยมากจะเป็นช่วงเวลาเย็น ๆ ใกล้ค่ำ หรือช่วงรอยต่อระหว่างกลางวันและกลางคืน อาการอาจจะรุนแรงขึ้นในช่วงอายุ 6-8 สัปดาห์ แล้วหายไปเองเมื่อเด็กอายุประมาณ 3 เดือน ทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่าโคลิกเกิดจากลมในท้อง ซึ่งถูกสร้างขึ้นระหว่างวัน ดังนั้น การให้ยาขับลมอาจได้ผล การอุ้มพาดบ่าหรือให้นอนคว่ำบนตักคุณพ่อคุณแม่ พร้อมลูบหลังไปด้วยอาจช่วยบรรเทาอาการ

ข้อสังเกต

         ลูกร้องคล้ายปวดท้อง โดยเกร็งท้อง มือ และขางอเข้าหาตัว

         ร้องเป็นระยะ วันละ 1-2 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นตอนเย็นหรือค่ำ โดยมีอาการครั้งละ 1-2 ชั่วโมง

         ระหว่างที่ไม่มีอาการลูกดูปกติ แข็งแรงดี

         ไม่มีอาการแสดงว่าหิว

Mom can do

         ก่อน อื่นตัวคุณพ่อคุณแม่เองต้องไม่หงุดหงิดโมโหลูกหรือเขย่าตัวลูกเวลาที่ลูก ร้องไห้ ให้อุ้มลูกเดินไปมา เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ หรือเปิดเพลงเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายความเครียดทั้งตัวคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย

2.ความหิว

          กระเพาะน้อย ๆ ของลูกตัวเล็ก ยังไม่สามารถเก็บกักอาหารไว้ได้นาน

          แม่มลเล่าว่า น้องเกรทอายุ 4 เดือน กินนมแม่อย่างเดียว กลางคืนตื่นทุก ๆ 3 ชั่วโมง และช่วงใกล้เช้าทุกชั่วโมง ตื่นมาก็ดูดนมนิดหน่อยถึงหลับต่อได้ แต่แม่แทบไม่ได้นอนเลยค่ะ จะแก้ไขอย่างไรได้บ้างคะ

          คุณหมอบอกมา เนื่องจากทารกที่อายุยังไม่ถึง 6 เดือน โดยมากมักจะตื่นมากลางดึกเพราะหิว หลังจากให้นมยามดึก เด็กโดยมากก็สามารถนอนหลับต่อได้เองค่ะ แต่สำหรับบางคนที่อายุเกิน 6 เดือนไปแล้วก็ยังคงตื่นมากลางดึกเพื่อกินนม คงต้องมาดูว่า ลูกร้องเพราะหิวหรือว่าเป็นเพราะความเคยชิน หากคุณแน่ใจว่าลูกได้รับนมอย่างพอเพียงช่วงก่อนนอน แต่ลูกยังคงร้องเพราะติดการกินนมในมื้อดึก ขอให้ลองลดปริมาณนมลง แต่หากว่าลูกไม่ยอมกินนมในตอนกลางวัน แต่มาเน้นกินนมตอนกลางคืนแทน แสดงว่าระบบการกินไม่ปกติค่ะ แก้ไขโดยให้ลูกกินน้ำเปล่า หรือผสมนมให้เจือจางในตอนกลางคืน ซึ่งจะทำให้ลูกหิวมากขึ้นในช่วงกลางวัน เมื่อให้นมในตอนกลางวันลูกจะกินนมมากขึ้นเองค่ะ

ข้อสังเกต

         ลอง จดบันทึกการนอนและการกินในรอบวันของลูก โดยบันทึกทั้งพฤติกรรม เช่น การดูดไปเรื่อย ๆ การดูดอย่างหิวโหย เวลาที่ใช้ในแต่ละมื้อ รวมทั้งระยะห่างระหว่างมื้อ

         หาก ลูกดูดไปเรื่อย ๆ อาจเป็นไปได้ว่า เพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ใช่เพราะความหิว ต้องพยายามให้หยุดกินเมื่อรู้สึกว่าอิ่มแล้ว หลังจากนั้นพาเข้านอน

Mom can do

          หากสังเกตว่าลูกเคยชินกับนมมื้อดึกมากกว่าเป็นเพราะหิว ลองวิธีต่อไปนี้

       
         ให้น้ำแทนนม อาจค่อย ๆ ผสมนมให้เจือจางลงเรื่อย ๆ และค่อย ๆ ลดเวลาของการให้นมแต่ละครั้ง

         เมื่อลูกร้องควรรอสัก 5 นาที ก่อนเข้าไปหา เพราะลูกอาจหลับต่อได้ด้วยตัวเอง

         ก่อน ให้นมมื้อดึก ต้องมั่นใจว่าลูกหิวจริง ๆ เพราะการที่ให้ลูกตื่นขึ้นมากลางดึกสงบลงด้วยการให้นมเป็นเรื่องง่ายมาก แต่ถ้าทำอย่างนั้นบ่อย ๆ ลูกจะตื่นขึ้นมา เพราะความเคยชินไม่ใช่จากความหิว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกตื่นขึ้นมาเพราะเปียกแฉะ ร้อน หนาว หรือฟันกำลังขึ้น เมื่อลูกโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่จะพบว่า ระยะห่างระหว่างมื้อของนมมื้อดึกนานขึ้น จนในที่สุด ลูกจะงดนมมื้อดึกได้ด้วยตัวเอง

3.ฟันกำลังขึ้น

          ฟันที่กำลังขึ้นอาจสร้างความเจ็บปวดให้ลูกจนร้องไห้ตลอด ทำให้ลูกนอนหลับได้ไม่ยาวในช่วงกลางคืน

          แม่ปุ๋มเล่าว่า น้องน้ำมนต์อายุ 6.5 เดือน ช่วงกลางคืนที่เคยนอนยาวก็ตื่นมาร้องทุก 3-4 ชั่วโมง กลางวันก็งอแงต้องอุ้มปลอบกันทั้งวัน สังเกตเห็นที่เหงือกมีตุ่มขาว ๆ ขึ้นมาไม่ทราบว่าเป็นการงอแงจากอาการฟันขึ้นหรือไม่คะ

          คุณหมอบอกมา โดยทั่วไปเด็กทารกเริ่มมีฟันขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 เดือนและจะต่อเนื่องไปจนอายุ 3 ปี โดยทารกแต่ละคนจะมีปฏิกิริยาต่อความเจ็บปวดที่แตกต่างกันไป คุณแม่สามารถช่วยให้ลูกน้อยหายเจ็บปวดและช่วยให้คุณและลูกน้อยนอนหลับสนิทใน ตอนกลางคืนได้ดังนี้ค่ะ

          ยาพาราเซตามอลสำหรับเด็กช่วยให้ดีขึ้น (เหมาะ กับเด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไป) หรืออาจใช้เจลสำหรับทาฟันที่กำลังขึ้นเพื่อให้รู้สึกชา ซึ่งเมื่อทาแล้วเด็กจะรู้สึกชาเพื่อบรรเทาอาการปวด และให้เด็กนอนหลับในช่วงดังกล่าว แต่ข้อนี้ต้องปรึกษาคุณหมอก่อนใช้ยานะคะ

          ใช้สมุนไพรไทย เช่น ใบแมงลักโขลกให้ละเอียดผสมเกลือเล็กน้อย ทาบริเวณเหงือกที่ปวดของลูก อาจช่วยบรรเทาอาการได้ หรือต้มใบสะระแหน่ 5 กรัม กับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย ดื่มวันละ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย ดื่มวันละ 2
ครั้ง

ข้อสังเกต

         ลูกมีอาการหงุดหงิด งอแงมากขึ้น และร้องมากขึ้นในเวลากลางคืน

         น้ำลายไหลมาก แก้มของลูกจะเป็นสีแดง เหงือกของลูกจะบวมแดง

         ลูกอยากดูดนมแม่หรือนมขวดมากขึ้น

         ลูกจะนอนหลับไม่สนิท

Mom can do

         ถ้าเหงือกของลูกไม่บวมหรือเจ็บจนแตะไม่ได้ ให้คุณแม่ล้างมือให้สะอาดแล้วลองใช้นิ้วเข้าไปนวดเหงือกของลูกเบา ๆ อาจช่วยให้ดีขึ้นได้

         ถ้าเหงือกมีอาการบวมแดงมาก ควรปรึกษาหมอฟัน

4.เจ็บป่วยเฉียบพลัน

          เช่น ท้องเสีย แพ้อาหาร

          แม่อิงเล่าว่า น้องอายุมิ อายุ 8 เดือน ตอนกลางวันร่างกายปกติดี แต่หลังจากการตื่นมาให้นมมื้อดึกแล้ว สักพักก็ตื่นและร้อง อาเจียน เป็นมา 2 คืนแล้วไม่ทราบว่าควรทำอย่างไรดีคะ

         คุณหมอบอกมา การที่คุณแม่สังเกตเห็นถึงความผิดปกติต่าง ๆ เวลาที่ลูกป่วยไข้ไม่สบายนั้น ข้อมูลจากคุณแม่เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้คุณหมอวินิจฉัยอาการและรักษาลูกน้อยได้ถูกต้องแม่นยำมากยิ่ง ขึ้น เช่น อาการไข้ การกินนม อาเจียน การขับถ่าย หรืออาการอื่น ๆ

ข้อสังเกต

         งอแง ไม่ยอมกินนม อาหาร

         มีไข้ ซึมผิดปกติ อาเจียน หรือท้องเสีย หรือมีผื่นขึ้นตามตัว

         ต้องการให้อุ้มตลอดเวลา

         หอบ หายใจไม่สะดวก หรือมีอาการชัก

Mom can do

         หมั่นสังเกตอาการของลูก หากลูกมีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรรีบพาไปพบคุณหมอทันทีค่ะ

         จดอาการที่เป็น อาหารที่กิน พฤติกรรมการเล่น ก่อนเกิดอาการ แล้วแจ้งคุณหมอ อย่างละเอียด

5.เจ็บป่วยเรื้อรัง

          เด็กที่เป็นโรคประจำตัวเช่น หอบ หืด ภูมิแพ้

          แม่นันท์เล่าว่า น้องนนท์อายุ 11 เดือน จะมีอาการหายใจดังครืดคราด คล้ายกับอาการหอบทุกครั้งเมื่อเมื่ออากาศเย็น ควรทำอย่างไรดีคะ

          คุณหมอบอกมา คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความอบอุ่นอยู่ใกล้ ๆ ลูก ขณะหอบลูกน้อยจะนอนลำบาก คุณแม่ควรให้ยาตามที่คุณหมอสั่งและอุ้มลูกน้อยไว้บนตักประคองตัวลูกไว้ อาจมีหมอนวางบนตักลูกน้อย เพื่อลูกน้อยจะได้ซบหน้าลงบนหมอนนั้นจนกว่าจะหายใจสะดวกขึ้น ถ้าไม่ดีขึ้นควรไปพบคุณหมอ

ข้อสังเกต

         หลีกเลี่ยงข้าวของเครื่องใช้ที่สะสมฝุ่น

         ไม่นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในห้องนอนลูก

         ใช้ผ้าปูที่นอนชนิดพิเศษซึ่งป้องกันไรฝุ่นได้

         ดูดฝุ่นเครื่องนอนของลูกอย่างสม่ำเสมอ

         คอยสังเกตและเตรียมรับมือกับอาการป่วยของลูกไว้ให้พร้อมค่ะ

Mom can do

         ถ้า ลูกมีอาการเจ็บป่วยเรื้องรังอื่น ๆ ที่รบกวนการนอนให้ปรึกษาคุณหมอถึงวิธีการช่วยบรรเทาอาการของโรคนั้น ๆ เพื่อให้ลูกหลับได้สบายขึ้นในตอนกลางคืน ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจโรคของลูกด้วย เพราะลูกอาจจะหงุดหงิดง่าย งอแงร้องกวนตลอดคืน คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเห็นใจ และมีสติอยู่ตลอดเวลา ไม่โมโหหรือหงุดหงิดกับสิ่งที่ลูกแสดงออกมา

6.ลูกติดพ่อแม่มาก

          เกิดขึ้นจากความกังวลในการแยกจากคุณพ่อคุณแม่

          แม่ปรางเล่าว่า น้องซันอายุ 9 เดือน ช่วงนี้ลูกมักมาร้องตื่นกลางดึกบ่อย ต้องสลับกันอุ้มพาเดินรอบห้องนอนจนกว่าจะหลับคาอก แล้วจึงไปวางที่นอน แต่บางครั้งหลับได้ 1-2 ชั่วโมงก็ตื่นร้องอีก ไม่ทราบเกิดจากสาเหตุใด

          คุณหมอบอกมา ลูกติดพ่อแม่มาก เด็กบางคนติดพ่อแม่มากกว่าเด็กคนอื่น หลายคนเริ่มติดพ่อแม่ในขั้นของพัฒนาการด้านการรับรู้สภาพความเป็นจริง ซึ่งอยู่ในช่วงอายุประมาณ 8 เดือน เด็กเริ่มเรียนรู้ว่า พ่อแม่และลูกไม่ใช่คนเดียวกัน ส่วนใหญ่จึงแสดงออกด้วยการติดพ่อแม่มากขึ้นในระยะนี้กินเวลาประมาณ 2 เดือน และถูกเรียกว่า ความกังวลในการแยกจาก ควรฝึกให้ลูกนอนหลับได้เองก่อนเข้าสู่ช่วงนี้ แม้ช่วงนี้จะยังฝึกให้เขาสงบด้วยตัวเองได้ยากขึ้น คุณพ่อคุณแม่อาจหาวิธีที่คิดว่าเสริมความมั่นใจกับลูกในระดับที่เขาต้องการ และใช้เวลาสักระยะก่อนตัดสินใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ลูกจะเข้าใจในที่สุดว่าการที่คุณพ่อคุณแม่จากไปไม่ใช่การทอดทิ้งเขา

Mom can do

          วิธีฝึกลูกน้อยให้หลับสบาย

         พา ลูกไปนอนบนเตียงขณะที่ลูกยังตื่นอยู่ทุกครั้ง หากลูกหลับระหว่างให้นมมื้อก่อนนอน ลองขยับเวลากินนมให้เร็วขึ้นเพื่อให้ลูกอิ่มก่อน หรืออาจกระตุ้นที่นิ้วหัวแม่เท้าให้ตื่นขณะวางลงบนเตียง

         พูดกับลูกด้วยประโยคเดิมทุกครั้งเมื่อพาลูกไปนอนบนเตียง เพื่อช่วยกระตุ้นเตือนให้ทราบว่าได้เวลานอนแล้ว

         ให้ ลูกหลับเองด้วยวิธีเดียวกัน ไม่ว่าจะพาลูกไปนอนบนเตียงตอนกลางคืน งีบหลับตอนกลางวัน หรือพากลับไปนอนในกรณีตื่นขึ้นมากลางดึก (หากนอนตอนกลางวัน อาจบอกลูกว่าถึงเวลานอนแล้ว ด้วยประโยคเดียวกับที่บอกเป็นกิจวัตรยามเข้านอนตอนกลางคืนก็ได้)

         ควบคุมทั้งอากาศ เสียง แสงแดด บรรยากาศต่าง ๆ เพื่อให้ลูกนอนหลับได้นานและยาวขึ้น


thanks
บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #140 เมื่อ: เมษายน 14, 2012, 03:41:00 PM »

กวาวเครือ



กวาวเครือ
ลักษณะทางพฤษศาสตร์

กวาวเครือขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pueraria mirifica Airy Shaw et Suvatab. เป็นพืชตระกลูถั่ว (วงศ์ Leguminosae) ขึ้นในป่าเบญจพรรณ บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 250-800 เมตรในป่าสูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ เป็นไม้ผลัดใบ ขนาดกลาง เถายาวประมาณ 5 เมตร ลำต้นเกลี้ยง เปลือกนอกของลำต้นมีสีน้ำตาลเข้มและค่อนข้างแข็ง มีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ทำหน้าที่สะสมอาหาร
ลักษณะ ค่อนข้างกลม และคอดยาวเป็นตอนๆต่อเนื่องกัน กิ่งอ่อน ยอดอ่อน ก้านช่อดอก และกลีบเลี้ยงมีขนสั้นๆ ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ ก้านใบประกอบยาว 10-38 ซม. ใบย่อยใบกลางรูปไข่กว้าง 9-15 ซม. ยาว 15-30 ซม. ปลายมนถึงเรียวแหลม โคนสอบถึงมน กวาวเครือแดง คาดว่าคือ Butea superba Roxb. ในวงศ์ Leguminosae เช่นเดียวกัน

สรรพคุณทางการแพทย์แผนไทยและแผนพื้นบ้าน
จากตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรกล่าวว่า กวาวเครือมี 4 ชนิด คือ

1. กวาวเครือขาว เป็นไม้เถา ขึ้นกับต้นไม้หรือเลื้อยไปบนดิน ก้านใบหนึ่งมี 3 ใบใบเล็กกว่าชนิดแดง หัวคล้ายมันแกว ขนาดของหัวจะขึ้นอยู่กับลักษณะดินการใช้ทำยาให้เลือกหัวแก่ เอามีดปาดดูจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม เนื้อเปราะมีเส้นมาก

2. กวาวเครือแดง เมื่อถูกสะกิดที่เปลือกหัวจะมียางสีแดงคล้ายเลือดไหลออกมาเมื่อใช้ทำเป็นยา ชนิดแดงแรงกว่าชนิดขาว

3. กวาวเครือดำ ลำต้นและเถาเหมือนกวาวเครือแดง แต่ใบและหัวมีขนาดเล็กกว่า มียางสีดำ ใช้ทำเป็นยามีฤทธิ์แรงมาก ขนาดที่ใช้น้อยมาก

4. กวาวเครือมอ ทุกส่วน ต้น เถา ใบ หัว เหมือนกับชนิดดำ แต่เนื้อในหัวและยางสีมอๆค่อนข้างจะหายาก เช่นเดียวกับชนิดดำ มีหัวเล็กขนาดมันเทศ

สรุปสรรพคุณของกวาวเครือตามตำรา ยาไทย เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับผู้สูงอายุใช้ได้ทั้งหญิงและชาย (คนหนุ่มสาวห้ามรับประทาน)

+ ทำให้กระชุ่มกระชวย

+ ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นกลับเต่งตึงมีน้ำมีนวล

+ ช่วยเสริมอก กระตุ้นเต้านมขยายตัว โดยเฉพาะกวาวเครือขาว

+ ช่วยให้เส้นผมที่หงอกกลับดำ และเพิ่มปริมาณเส้นผม

+ แก้โรคตาฟาง ต้อกระจก

+ ทำให้ความจำดี

+ ทำให้มีพลัง การเคลื่อนไหวการเดินเหินจะคล่องแคล่ว

+ ช่วยบำรุงโลหิต

+ ช่วยให้รับประทานอาหารมีรสชาติอร่อย

ข้อห้ามใช้
แพทย์พื้นบ้านแนะนำว่า ไม่ควรรับประทานกวาวเครือมากหรือต่อเนื่องกันนานเกินไป จะทำให้ มีอาการเต้านมโตเกินไป เต้านมดานแข็งเป็นก้อน และทำให้เกิดเป็นลมสาน (เนื้องอกหรืออาจเป็นมะเร็ง) ที่เต้านมได้ และสำหรับผู้ชายหากรับประทานมาก จะมีเยื่อหุ้มที่อัณฑะหนาตัวขึ้นและอาจนำไปสู่การเป็นลมสาน (มะเร็ง) ที่อัณฑะได้


อาการข้างเคียง เมื่อรับประทานกวาวเครือ 3-4 วัน จะปวดครั่นตามเนื้อตัว ที่เอวและข้อต่อทุกแห่ง เมื่อมีอาการปวดดังกล่าว ให้อาบน้ำเย็นก็จะมีอาการดีขึ้น ให้รับประทานยาต่อไปได้ไม่ต้องหยุดยา

ข้อควรระวัง กวาวเครือทุกชนิดมีพิษทำให้เมาเบื่อในตัวเอง โดยเฉพาะชนิดแดงมีพิษมาก แต่ทุกชนิดสามารถนำมาทำยาได้หมด โดยจะต้องนำสมุนไพรอื่นร่วมในการทำยา เรียกว่าเป็น “ตัวคุม”

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
งานวิจัยเกี่ยวกับกวาวเครือส่วนใหญ่เน้นไปที่การศึกษาผลคล้ายฮอร์โมน estrogen ของสมุนไพรหรือสิ่งสกัดจากสมุนไพรชนิดนี้ ซึ่งผลการทดลองเกือบทั้งหมดเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง ยังมีการศึกษาในมนุษย์น้อยมาก งานวิจัยในช่วงแรกๆมุ่งไปที่การศึกษาฤทธิ์ของสาร miroestrol ซึ่งพบว่าในสัตว์ทดลอง สารนี้มีฤทธิ์ประมาณ 2 ใน 3 ของ stilbestrolเมื่อทดลองให้หนูถีบจักรที่ยังไม่โตเต็มที่กินสารนี้เข้าไป และมีฤทธิ์ราว 70% ของสาร 17b-estradiol เมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูขาว แต่เมื่อให้โดยวิธีเดียวกันนี้กับหนูถีบจักร พบว่ามีฤทธิ์เป็น 2.2 เท่าของสาร estrone ผลการทดลองในสตรีที่ประจำเดือนไม่มาตามปกติ 10 คน โดยให้สารนี้ในขนาด 1 และ 5 มก. วันละ 6 ครั้ง พบว่าสารนี้แสดงฤทธิ์เป็น estrogen อย่างรุนแรง โดยแสดงผล 2-3 สัปดาห์หลังจากเริ่มให้สารนี้ และในบางกรณีสามารถทำให้ประจำเดือนมาหลังจากหยุดให้สาร 7-18 วัน อาการข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ.....

ที่มา:
http://www.thaifitway.com/education/ndata/n2db/question.asp?QID=5
การอ้างอิง



 กวาวเครือขาว
สรรพคุณของกวาวเครือขาว ต่อระบบสืบพันธุ์ และฮอร์โมนเพศ

กวาวเครือขาวเป็นพืชสมุนไพรที่มีสารไฟโทเอสโทรเจนสูง เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้ระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกายดขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น มีภูมิต่านทานโรค กระดูกกล้ามเนื้อแข็งแรง เป็นเพราะกวาวเครือขาว มีผลต่อ ฮอร์โมนโกรท (Growth hormone) ซึ่งมีผลทำให้เกิดการเจริญเติบโต มีพัฒนาของเนื้อเยื่อและอวัยวะ ที่สำคัญ คือ ฮอร์โมนเพศ ซึ่งมีผลทำให้เกิอการพัฒนาเนื้อเยื่อและอวัยวะเพศ มีการทดสอบ กวาวเครือขาวว่ามีสารออกฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกด้วย
สรรพคุณของกวาวเครือขาว ต่อระบบกระดูก

จากการศึกษาทดลองในลิง พบว่ากวาวเครือมีฤทธ์ในการป้องกันหรือรักษาภาวะกระดูกพรุนที่เกิดขึ้นจากร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน

วิธีการปรุงยาสมุนไพรโบราณจากกวาวเครือขาว
ที่ได้รับการยอมรับไปทั่ว ของหลวงอนุสุนทรได้กล่าวไว้ คือ

1.นำผงกวาวเครือขาวตำผสมกับน้ำนมวัวมีสรรพคุณช่วยความจำผิวหนังนุ่มกระชับอายุยืน

2.รับการกวาวเครือขาวร่วมกับน้ำมันเนยหรือน้ำผึ้งมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ

3.รับประทานผงกวาวเครือขาวผสมกับมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก มีสรรพคุณบำรุงสายตา รักษาโรคตาฟาง

4.รับประทานผงกวาวเครือขาวผสมกับน้ำนมควาย มีสรรพคุณบำรุงเส้นผม

เพิ่มเติม

เป็นพืชสมุนไพรประเภทไม้เลื้อยมีหัวอยู่ใต้ดิน  
ในไทยเรามี   กวาวเครือแดง  กวาวเครือขาว  กวาวเครือดำ กวาวเครือมอ

ปล.
 สมุนไพรเป็นยาใช้รักษาโรคมาอย่างยาวนาน ควรใช้ให้ถูกกับโรค ถูกกับตัวเราเองด้วย หรือควรมีความรู้ก่อนที่จะกินมันเข้าไปพอสมควร

 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 14, 2012, 03:55:12 PM โดย nujai » บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #141 เมื่อ: เมษายน 15, 2012, 09:56:12 AM »

ผลวิจัยชี้ วิ่งไม่ทำให้เข่าเสื่อม



วิ่งเท่าไหร่ก็ไม่เสื่อม (GMLIVE)

งานวิจัยชิ้นใหม่ระบุว่า การวิ่งไม่ได้ทำให้ข้อเข่าของเราเสื่อมอย่างที่คิด เคยมีการศึกษาผู้หญิงถึง 5,000 คน พบว่า การออกกำลังกายอย่างหนักในช่วงวัยกลางคน อาจทำให้คุณเกิดปัญหาข้อเข่าเสื่อมได้เมื่ออายุย่างเข้า 50 ปี แต่จากผลการศึกษาล่าสุด จากทีมวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา กลับพบว่า มันแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกันอยู่เลย หรืออาจได้ผลตรงกันข้ามด้วยซ้ำ การออกกำลังกายด้วยการวิ่งไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการข้อเข่าเสื่อม แตกต่างจากผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งแต่อย่างใด

ผลการวิจัยใหม่นี้แทบจะเปลี่ยนความคิดของผู้ออกกำลังกายและนักวิ่งทั้งหลาย ไปเลย เมื่อเจมส์ ไฟร์ หัวหน้าทีมวิจัยเรื่องนี้จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ตีพิมพ์ผล การวิจัยของเขาในวารสารทางการแพทย์ Archive of Internal Medicine ว่าจากการศึกษาผู้ที่วิ่งเฉลี่ยปีละ 300 – 3,000 กิโลเมตรต่อปี พบว่าหัวเข่าของพวกเขา ไม่ได้มีความแตกต่างกัน แถมยังพบอีกว่าผู้ที่วิ่งเป็นประจำดูจะมีปัญหาเรื่องการบาดเจ็บน้อยกว่าผู้ ที่ไม่ได้วิ่งอยู่ถึงร้อยละ 39

นิตยสารไทม์ยกย่องว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นหนึ่งสิ่งที่จะเปลี่ยนการรับรู้ของ มนุษย์ใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับการวิ่ง และยังบอกว่าก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่ทำไว้เมื่อปี พ.ศ. 2550 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Arthritis and Rheumatism ซึ่งทำการวิจัยผู้สูงอายุกว่า 1,279 คน ในเมืองแฟรมมิ่งแฮม (Framing- ham) รัฐแมสซาชูเซตส์ พบว่าผู้ที่กระปรี้กระเปร่าและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมีอัตราความเสี่ยง ต่อการป่วยเป็นโรคไขข้อ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย

งานวิจัยนี้ยังเปลี่ยนความเข้าใจคนอเมริกันจำนวนมากที่เชื่อว่า การอ้วนและการเจ็บข้อกระดูก อาจจะเกิดจากยีนหรือกรรมพันธุ์มากกว่าการกินในแต่ละวัน แต่งานวิจัยชิ้นนี้ได้ยืนยันว่าร่างกายของคนเราสามารถพัฒนาความแข็งแรงได้ การทำให้ข้อต่อมีความยืดหยุ่น (คือการยืดและหดตัวจากการออกกำลังกาย) นั้นช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับข้อต่อเหล่านี้

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การวิ่งจะไม่สร้างอาการบาดเจ็บใด ๆ เลยนะครับ เพราะนักกีฬาทุกคนรู้ดีว่า อาการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นมาคู่กับการออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่มันก็ดีกว่าปล่อยให้มันเสื่อมไปเฉย ๆ ใช่ไหมครับ


บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #142 เมื่อ: เมษายน 15, 2012, 10:01:57 AM »

มือถือ เปียก ช่วงสงกรานต์ ทำไงดี?


หลายคนตั้งท่าจะเล่นน้ำสงกรานต์ แต่ยังพะวงกับ โทรศัพท์มือถือ ที่พกติดตัวมาด้วย จะไว้ในกางเกงหรือกระโปรง ก็ไม่น่ารอด หรือจะใส่ในกระเป๋าหรือเป้ ก็ไม่น่ารอดเช่นกัน ถ้าจะเล่นน้ำ แต่ถ้าบางคนพลาดไปแล้วควรทำไง ลองมาดูกัน (อ้อ ใช้ได้กับมือถือที่หล่นในโถส้วมด้วยนะ)

ถ้าโทรศัพท์มือถือของคุณเปียกน้ำหรือตกน้ำในช่วงสงกรานต์ ให้ปฏิบัติดังนี้

 1. หลังจากเอาเครื่องขึ้นจากน้ำแล้ว ห้าม!กด power เปิดเครื่องเด็ดขาดครับ ถ้าเปิดจะเกิดการลัดวงจรขนานใหญ่ ให้ถอดแบตเตอรี่ออกด่วนที่สุด

 2. หาผ้าเช็ด เช็ดด้านนอกให้แห้ง เช็ดแบตด้วย ทีนี้เราก็จะได้เริ่มสำรวจว่าน้ำเข้าส่วนไหนบ้าง

 3. หาถุงพลาสติกใส่เครื่องคุณไว้ รัดยางปิดถุงไว้ ไม่ต้องสลัดเครื่องนะครับช่วงนี้ไม่ต้องทำให้เครื่องแห้ง รีบกลับบ้าน

 4. ห้าม!ใช้ไดรเป่าผมเป่าให้แห้งเด็ดขาด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย เกลียดและกลัวความร้อนที่สุด

 5. ถึงบ้านแล้ว หาถุงผ้าหรือผ้าบาง ๆ ห่อเครื่องไว้ อย่าลืมเปิดฝาหลังที่ครอบแบตเตอรี่ด้วยนะครับ (ถ้ามี) หลังจากห่อดีแล้ว รัดยางครับ เอาไปฝังไว้ในถังข้าวสารครับ 24 ชม. รอดูผล ใจเย็น ๆ ครับคืนเดียวเอง ข้าวสารจะดูดความชื้นออกมาหมด ถ้าใจเย็นกว่านั้น 2 วันก็ได้ครับ ขอย้ำ อย่าใจร้อน

 6. หลังจาก 1-2 วัน ก็เอาออกจากถังข้าวสาร ทีนี้ก็เอามาใส่แบต ร้อยละ 90 ถ้าทำอย่างที่ผมว่า เครื่องจะใช้ได้ครับ ขอย้ำนะครับ ต้องทำตามขั้นตอนที่บอกมานะครับ



ขอบคุณเนื้อหาดีดีจาก blog.eduzones

ปล.

1.ทำใจ

2.กินยาแก้ปวดหัว

3.ดื่มน้ำใบบัวบก เวลาคิดมากมักจร้อนใน

4.ซื้อใหม่ อิ อิ

5.รู้ว่าจะไปเล่งน้ำพกไปทำไม  จิงป่ะ
Tongue

บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #143 เมื่อ: เมษายน 15, 2012, 10:03:59 AM »

แพ้อะไร รู้ได้ 2 วิธีทดสอบ


ใครที่มีโรคภูมิแพ้ เป็นโรคประจำตัว คงเข้าใจดีว่า เมื่ออาการกำเริบขึ้นนั้นจะรู้สึกไม่สบายตัว เช่น มีอาการระคายเคืองตา ตาบวม น้ำตาไหล คัดจมูก น้ำมูกไหล หอบ มีผื่นคัน อาเจียน ท้องเสีย ใบหน้าบวม แตกต่างกันไป



โดยอาการของโรคภูมิแพ้ที่กำเริบขึ้นมานั้น เป็นเพราะร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งบางคนรู้ดีว่า ตนเองแพ้สิ่งใด ในขณะที่บางคนอาจยังไม่แน่ใจ



อย่างไรก็ตาม วิธีทางการแพทย์สามารถให้คำตอบได้ว่า อะไรเป็นสารก่อภูมิแพ้ต่อผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งนิตยสารประจำโรงพยาบาลเวชธานี เผยไว้ว่า มีการทดสอบโรคภูมิแพ้ 2 วิธี คือ "การทดสอบในร่างกาย" แบ่งเป็นการทดสอบทางผิวหนัง โดยนำเอาน้ำสกัดของสารก่อภูมิแพ้มาหยดลงบนผิวหนังบริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง แล้วใช้ปลายเข็มกดลงบนผิวหนังเพื่อให้น้ำยาซึมซับลงไป ทิ้งไว้ราว 20 นาที ตุ่มใดที่ผู้ป่วยแพ้จะมีรอยนูนคล้ายตุ่มยุงกัด แพทย์จะวัดขนาดของรอยนูน สำหรับการทดสอบทางผิวหนังนี้ ผู้ป่วยควรงดใช้ยาแก้แพ้ แก้คัน ยาลดน้ำมูก ยาเสริมภูมิ และยารักษาภูมิแพ้อย่างน้อย 7 วัน ก่อนตรวจ



อีกรูปแบบของการทดสอบในร่างกาย คือ ทดสอบโดยการท้าทาย โดยนำสารก่อภูมิแพ้ปริมาณเล็กน้อยตามที่คำนวณได้มาทดสอบ อาจใช้การรับประทาน ฉีด หรือทา แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณ

ส่วนวิธีที่สอง "การทดสอบนอกร่างกาย" เช่น การเจาะเลือดไปตรวจ ที่จะใช้ในกรณีที่ไม่สามารถหยุดยาได้ แต่อย่างไรก็ตาม การทดสอบโรคภูมิแพ้ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย.


 
 
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #144 เมื่อ: เมษายน 15, 2012, 10:05:32 AM »

อยากลบรอยสัก


อยากลบรอยสัก? (APPEAL THE BEAUTY BIBLE)
โดย นพ.วาสนก วชิรมน

Q : ผมมีรอยสักที่แขนตั้งแต่วัยรุ่น ทีนี้ผมอยากลบออก ไม่ทราบว่าจะลบยากมั้ยครับ

A : ความยากง่ายในการลบรอยสัก ขึ้นอยู่กับประเภทของการสักและสีที่ใช้สัก ซึ่งการสักสามารถแบ่งเป็นหลายแบบตามประเภทของการสัก ดังนี้

 สักกับช่างสักโดยการใช้เครื่องมือสักเข้าไป (Professional tattoos) เป็นการสักที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งจะทำให้เม็ดสีลงไปค่อนข้างลึก ยิ่งถ้าสักสีลงไปมากยิ่งทำให้ลบยาก

 สักกันเอง (Amateur tattoos) แบบนี้เม็ดสีจะอยู่ตื้นกว่า แต่เป็นรอยสักที่สวยสู้แบบให้ช่างสักไม่ได้ แต่การลบมักจะทำได้ง่ายกว่า

 รอยสักจากการประสบอุบัติเหตุ (Traumatic tattoos) เช่น โดนเศษกระสุนปืน เศษพลุ ซึ่งมีคาร์บอนหรือเม็ดสีอย่างอื่นฝังเข้าไปในผิว ซึ่งเม็ดสีจากการสักแบบนี้ มักจะฝังลงไปในผิวชั้นลึก ทำให้การลบรอยสักทำได้ยาก นอกจากนี้เม็ดสีจากวัสดุเหล่านี้ อาจไม่ตอบสนองต่อการลบด้วยเลเซอร์

 เพื่อการรักษา (Medical tattoos) เช่น การสักหัวนมให้คนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดเอาเต้านมออก อันเนื่องมาจากมะเร็งเต้านม จึงต้องสร้างเต้านมเทียมขึ้นมา แล้วสักหัวนมให้เหมือนของจริง

 สักเพื่อความสวยงาม (Cosmetic tattoos) เช่น สักคิ้ว สักขอบตา สักริมฝีปาก

ในอดีตมีการลบรอยสักหลายวิธี เช่น การใช้น้ำยาจี้ออก การกรอผิวการใช้ความเย็น การใช้คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (CO2 laser) และการผ่าตัด ซึ่งวิธีเหล่านี้มักจะให้ผลการรักษาที่ไม่แน่นอนและอาจเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น เกิดแผลเป็นในบริเวณที่ทำการลบรอยสักสำหรับการผ่าตัดมีข้อจำกัด คือจะทำได้เฉพาะรอยสักที่ไม่ใหญ่มาก ในปัจจุบันมีเลเซอร์ที่ใช้ในการลบรอยสัก ซึ่งให้ผลการรักษาที่แน่นอนกว่า เลเซอร์ดังกล่าว คือเลเซอร์กลุ่มคิวสวิทช์ (Q-switched laser) ซึ่งมีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติการจับเม็ดสีที่แตกต่างกันไป การลบรอยสักส่วนใหญ่จะต้องทำการลบไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งจึงจะเห็นผลชัด

อย่างไรก็ตาม การลบรอยสักด้วยเลเซอร์ จะง่ายหรือยากก็ขึ้นอยู่กับสีที่สักมาด้วย คือ ถ้าเป็นสีดำและน้ำเงินจะลบง่ายกว่าเมื่อเทียบกับสีแดง สีเขียว และสีเหลือง ซึ่งจะลบยากและอาจลบได้ไม่หมด และตอบสนองกับเลเซอร์คิวสวิทช์ (Q-switched) บางประเภทเท่านั้น ภายหลังทำการรักษาด้วยเลเซอร์บริเวณนั้นจะกลายเป็นจุดเล็ก ๆ เหมือนจุดเลือดออกประมาณ 2-3 วันจะแห้งเป็นสะเก็ด และหลุดออกในหนึ่งสัปดาห์

สำหรับการดูแลบริเวณที่ทำเลเซอร์ ไม่ควรโดนน้ำประมาณ 1-2 วัน หลังจากนั้นควรทายาสมานแผลบ่อย ๆ จนกระทั่งสะเก็ดหลุด หากถามว่าต้องทำบ่อยแค่ไหน โดยเฉลี่ยก็เดือนละครั้ง ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการมีลวดลายตามตัวคือ ควรเลือกแบบเพ้นต์มากกว่า เช่น การเพ้นต์เฮนน่าเพราะลบออกง่าย สามารถเปลี่ยนลายได้เรื่อย ๆ ตามความนิยม หรือถ้าต้องการสักจริง ๆ ก็ควรเลือกสีดำเพราะลบออกง่ายกว่าสีอื่น ดังที่กล่าวข้างต้น


บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #145 เมื่อ: เมษายน 15, 2012, 07:39:48 PM »

ตังถั่งแห่เช่า





ยาบำรุงร่างกายชั้นยอดที่ได้จากการผสมผสานกันระหว่างตัวหนอนและเห็ด

ตังถั่งแห่เช่า หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า "ถั่งเช่า" แปลเป็นไทยว่า "ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า" ที่เรียกว่า "หญ้าหนอน" ก็เพราะว่า ยาสมุนไพรชนิดนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นตัวหนอน เป็นตัวหนอนของผีเสื้อชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hepialus armoricanus Oberthiir และบนตัวหนอน มีเห็ดชนิดหนึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cordyceps sinensis (Berk.) Saec. เจริญเติบโตอยู่ เนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้ในฤดูหนาวเหมือนหนอนแต่ฤดูร้อนกลับงอกเป็นต้นหญ้าได้ จึงเรียกว่า "หญ้าหนอน"

ถั่งเช่า เริ่มมีการบันทึกครั้งแรกในตำราเภสัชศาสตร์ "ปึ้งเช่ากังมักจั๊บหยุ่ย" ถั่งเช่ามีลักษณะพิเศษ ทั้งนี้เพราะเป็นการรวมตัวของหนอนกับเห็ดชนิดหนึ่ง ซึ่งก็คือ มีสปอร์ของเห็ดได้แทงเข้าสู่ตัวอ่อนของหนอนผีเสื้อค้างคาว (รูปลักษณะคล้ายตัวไหม) ที่ฝังตัวจำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว และเชื้อเห็ดนี้ก็เจริญเติบโตเป็นเส้นใย โดยอาศัยการดูดสารอาหารและแร่ธาตุจากตัวอ่อนของหนอนนั้นเติบโตขึ้นมา ส่วนตัวหนอนเองก็จะค่อยๆตายไป พอถึงฟดูใบไม้ผลิ ที่ส่วนหัวของหนอนจะงอกเป็นต้นเห็ด คล้ายหญ้างอกออกมาต้นหนึ่ง รูปลักษณะภายนอกคล้ายไม้กระบอก ส่วนตัวหนอนคงอยู่ในลักษณะของหนอนตายซากอยู่เช่นนั้น ถั่งเช่าที่ใช้ทำเป็นยาก็คือ ตัวหนอนและเห็ดที่แห้งแล้วนั่นเอง

ถั่งเช่าส่วนมากเพาะในบริเวณภาคใต้ในมณฑลชิงไห่ เขตซางโตวในธิเบต นอกจากนี้ ยังมีเพาะเห็ดในมณฑลเสฉวน ยูนนาน กุ้ยโจว ถั่งเช่านี้ เก็บในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เมื่อขุดตัวหนอนขึ้นจากดินแล้ว ล้างน้ำให้สะอาด ตากแห้งก็ใช้เป็นยาได้ การเก็บรักษา ควรเก็บไว้ในที่แห้ง ระวังอย่าให้ชื้น
บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #146 เมื่อ: เมษายน 16, 2012, 09:47:04 PM »

อาหารที่เหมาะ…สำหรับคนป่วย





อาหารที่เหมาะ…สำหรับคนป่วย (Woman’s Story)

ใคร ที่เคยป่วย ก็ทราบเป็นอย่างดีแล้วว่าอาหารที่นำมารับประทานในช่วงเวลาที่ป่วยอยู่นั้นจะ ต้องดูและระมัดระวังกันเป็นพิเศษเพื่อสุขภาพ สุขอนามัยที่ดี อีกทั้งยังส่งผลให้อาการที่ป่วยอยู่นั้นดีขึ้นในเร็ววัน ซึ่งในฉบับนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ สำหรับอาหารของผู้ป่วยมาฝากกันค่ะ

  Smileyโรคกระเพาะอาหาร

เริ่มต้นโดยเมื่อถึงเวลาควรหาอาหารรับประทานทันที เพื่อให้กรดและน้ำย่อยที่หลั่งออกมาได้ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร และควรดื่มน้ำมาก ๆ ระหว่างมื้อ ให้ได้วันละ 8-10 แก้ว ที่สำคัญปริมาณอาหารในแต่ละมื้อไม่ควรมาก ระหว่างที่เป็นโรคกระเพาะจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสเต็กชิ้นใหญ่ ๆ

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด ของดอง น้ำอัดลม น้ำชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มชูกำลังที่มีสารกาเฟอีน อาหารที่แข็งหรือมีกากมากตลอดจนอาหารที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด อาหารเหล่านี้จะไปกระตุ้นเซลล์ให้ผลิตน้ำย่อยมากขึ้นนอกจากนี้ไม่ควรรับ ประทานอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง


 Smiley โรคความดันโลหิตสูง

คนที่มีความดันเลือดสูงให้ลดอาหารเค็ม ซึ่งไม่ได้หมายถึงเกลืออย่างเดียวแต่รวมถึงส่วนผสมที่มีโซเดียมอยู่ด้วย ได้แก่ เครื่องปรุงอาหารอื่น ๆ ที่มีส่วนผสมของเกลือด้วย เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ผงชูรส ผงฟูที่ใช้ทำขนมปังหรือขนมเค้กต่าง ๆ ดังนั้นเราควรระวังการใช้เครื่องปรุงรสในอาหาร

นอกจากนี้ควรรับประทานธัญพืช (เช่น ข้าวกล้อง ถั่ว งา) ผักสดและผลไม้สดมากขึ้น รับประทานปลาแทนเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ลดอาหารหวาน อาหารมัน และรับประทานอาหารที่มีโซเดียมต่ำจะช่วยควบคุมความดันเลือดได้ดีขึ้น


 Smiley โรคเบาหวาน

โรค เบาหวาน ควรเลือกรับประทาน ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปัง โฮลวีต หรือแป้งที่ไม่ขัดสีมากกว่าข้าวขาว เพราะร่างกายย่อยและดูดซึมได้ช้ากว่าระดับน้ำตาลในเลือดจึงไม่ขึ้นสูงเร็ว ต้องระวังปริมาณที่รับประทานอย่าให้มากไป โดยทั่วไปไม่ควรเกินมื้อละ 2-3 ทัพพี และรับประทานเป็นเวลา เพราะสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

คนเป็นเบาหวานจึงควรรับประทานวันละ 3 มื้อ หลีกเลี่ยงการรับประทานจุบจิบ หรือการงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง งดเหล้า เบียร์ ไวน์ ยาดองเหล้า เครื่องดื่มบำรุงกำลัง
บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #147 เมื่อ: เมษายน 16, 2012, 09:52:10 PM »

ข้อควรปฏิบัติและหลีกเลี่ยงเมื่อใส่รองเท้าแตะ




“รองเท้าแตะ” เรียก ได้ว่าเป็นรองเท้าแบบหนึ่งที่ทุกคนต้องมีอย่างแน่นอน เพราะถือว่าเป็นรองเท้าที่สวมใส่ง่าย เหมาะกับใส่ไปเดินเล่นในวันหยุดพักผ่อนสบาย ๆ  แต่ใช่ว่ามันจะเหมาะกับทุกโอกาสและสถานที่เสมอไป ยังมีกฏบางอย่างที่หลายคนอาจไม่เคยรู้หรือมองข้ามไปเกี่ยวกับรองเท้าแตะน่ะสิ ดังนั้นวันนี้เราข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับรองเท้าชนิดนี้มาฝากกันครับ

ข้อควรปฏิบัติเมื่อใส่รองเท้าแตะ

-  รักษาความสะอาดเท้าอยู่เสมอ

รองเท้าแตะเป็นรองเท้าที่เปิดเผยให้เห็นสัดส่วนของเท้าทั้งหมด ถ้าเกิดเท้าคุณสกปรกเลอะเทอะ มันคงเป็นภาพที่ไม่น่าดูเท่าไหร่ แต่ยอมรับมาซะเถอะว่า คุณผู้ชายทั้งหลายไม่ค่อยจะรักษาความสะอาดเท้ากันใช่ไหมล่ะ หมั่นดูแลทำความสะอาดเท้าบ้าง เพื่อเท้าที่ขาวสะอาดของคุณเอง

   – ใส่ขนาดที่พอดีกับเท้า

คุณคงไม่อยากเดิน ๆ อยู่แล้วหน้าคะมำล้มลงไปกับพื้นใช่ไหมล่ะ เพราะสังเกตเห็นว่าหลายคนมักใส่รองเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่าเท้าของตัวเอง เวลาเดินจึงรู้สึกไม่ค่อยถนัด ฉะนั้นเลือกใส่ที่พอดีกับเท้าดีที่สุด

  - เลือกรองเท้าให้เข้ากับกางเกงที่่ใส่

แม้จะเป็นรองเท้าที่ใส่ง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเข้ากับทุกชุดที่ใส่หรอกนะ เช่น รองเท้าแตะกับกางเกงสแล็ค ไม่ใช่ตัวเลือกที่แมทช์กันเลยแม้แต่นิดเดียว ฉะนั้นต้องเลือกนิดนึง ลองเปลี่ยนมาใส่กับกางเกงขาสั้นหรือแม้แต่ยีนส์ก็แหล่มอยู่นะ

   - ขัดถูรองเท้าให้สะอาดเป็นประจำ

การทำความสะอาด ถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ควรคำนึงถึงสำหรับคนรักรองเท้าแตะ เพราะเราใส่รองเท้าชนิดนี้ (แทบ) ทุกวันเลยก็ว่าได้ เพียงแค่ใช้แปรงขัดถูเบา ๆ ให้คราบสกปรกหลุดออก จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง เพียงแค่นี้ก็สามารถนำกลับมาใส่ได้ใหม่อย่างไม่ต้องอายใครแล้ว

 - เปลี่ยนรองเท้าแตะเสียบ้าง

รองเท้าแตะ ถือว่าเป็นรองเท้าที่ราคาไม่แพง (ถ้าไม่ซื้อแบรนด์ดัง) เมื่อมันเก่าหรือขาด ก็ถึงเวลาเปลี่ยนคู่ใหม่ได้แล้วล่ะ ไม่ต้องมัวทนทู้ซี้ใช้อยู่จนพังยับเยินขนาดนั้น อย่าเสียดายเงินเพียงเล็กน้อยเลย ยังไงก็ต้องได้ซื้อใหม่อยู่วันยังค่ำ

ข้อควรหลีกเลี่ยงเมื่อใส่รองเท้าแตะ

 – อย่าใส่รองเท้าแตะไปทำงาน

ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ เพราะคุณคงทราบกันดีว่ารองเท้าแตะเป็นรองเท้าสำหรับใส่ในวันสบาย ๆ ไม่ต้องการความเรียบร้อย ฉะนั้นเราต้องให้เกียรติกับสถานที่ ซึ่งเราทำงานอยู่ด้วย (ยอมรับกันมาเถอะว่า ขณะนี้คุณก็ใส่มันอยู่ทีทำงานใช่ไหม)

 - อย่าใส่ไปงานที่เป็นทางการ

เหตุผลก็ใกล้เคียงกับข้อที่กล่าวไปเมื่อสักครู่ อย่างที่รู้กันดีว่างานที่เป็นทางการทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นงาน แต่งงาน งานเลี้ยงที่ร้านอาหารสุดหรู หรือแม้กระทั่งงานศพ ก็ไม่ควรใส่รองเท้าแตะไปโดยเด็ดขาด เพื่อเป็นการเคารพเจ้าของงานและสถานที่ด้วย

– อย่าใส่ไปเที่ยวตามงานที่คนเยอะ ๆ

ไม่ว่าจะเป็นบาร์ ใส่ไปดูคอนเสิร์ตหรือใส่เดินเที่่ยวงานที่คนเยอะ ๆ ขอให้เก็บรองเท้าแตะไว้ที่บ้าน เพราะอาจมีสาว ๆ ที่ใส่รองเท้าส้นแหลมปริ๊ดเผลอเดินมาเหยียบเท้าคุณอย่างไม่ได้ตั้งใจ แล้วลองคิดดูสิถ้าโดนเหยียบลงบนเท้าอันเปลือยเปล่าเต็ม ๆ เจ็บปวดอย่าบอกใครเลยล่ะ

– อย่าสวมถุงเท้าโดยที่ใส่รองเท้าแตะ

มันดูเป็นจับคู่ที่ดูไม่ลงตัวอย่างแรงระหว่างรองเท้าแตะกับถุงเท้า เอาเป็นว่าอย่าใส่ด้วยกันดีที่สุด เชื่อเราเถอะ
บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #148 เมื่อ: เมษายน 16, 2012, 09:55:24 PM »

10 เมนูอันตราย เสี่ยงอาหารเป็นพิษ



โรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคหนึ่งที่พบระบาดในช่วงหน้าร้อน ซึ่งการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา พบว่า ช่วงหน้าร้อนระหว่างเดือนมีนาคม–เดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นช่วงที่อากาศในประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงมาก แถมยังเป็นช่วงเทศกาลมีวันหยุดต่อเนื่องยาว ประชาชนมักถือโอกาสท่องเที่ยว กลับภูมิลำเนา มีงานเลี้ยงฉลอง มีงานบุญ จึงมีการรับประทานอาหารร่วมกัน



ดังนั้น สิ่งที่พบบ่อยตามมา คือ การเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ เนื่องจากรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค อาหารไม่สะอาด อาหารปรุงสุกๆ ดิบๆ และอาหารที่ทำล่วงหน้าเกิน 4 ชั่วโมง โดยอากาศร้อน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้เร็ว ส่งผลให้อาหารบูดง่าย



ทั้งนี้ จากการเฝ้าระวังโรคอาหารเป็นพิษ พบว่า ตลอดทั้งปี พ.ศ.2554 มีผู้ป่วย 100,534 ราย สำหรับปี พ.ศ.2555 ตั้งแต่ 1 มกราคม–26 มีนาคม พบผู้ป่วย 26,811 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยพบภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ป่วยสูงสุด รองลงมาเป็นภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ ตามลำดับ จังหวัดที่มีอัตราการป่วยสูงสุด ได้แก่ จังหวัดอำนาจเจริญ รองลงมาเป็นอุบลราชธานี บุรีรัมย์ ขอนแก่น และพิษณุโลก ตามลำดับ



นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เผยเมนูท็อปฮิตอันตรายหน้าร้อน จากการสอบสวนโรคจากผู้ป่วยพบ 10 เมนูอันตรายดังนี้...


1.ลาบ/ก้อยดิบ เช่น ลาบหมู ก้อยปลาดิบ 2.ยำกุ้งเต้น 3.ยำหอยแครง 4.ข้าวผัดโรยเนื้อปู โดยเฉพาะกรณีที่ทำในปริมาณมาก เช่น อาหารกล่องแจกนักเรียนหรือคณะท่องเที่ยว 5.อาหาร/ขนม ที่ราดด้วยกะทิสด 6.ขนมจีน 7.ข้าวมันไก่ 8.ส้มตำ 9.สลัดผัก และ 10.น้ำแข็ง



ส่วนอาหารปิ้งย่างที่นิยมรับประทานกัน เช่น หมูกระทะ กุ้งกระทะ ช่วงหน้าร้อนนี้ควรปิ้งให้สุกจะได้ปลอดภัยจากอาหารเป็นพิษ ส่วนอาหารถุงอาหารกล่อง อาหารห่อ ต้องรับประทานภายใน 4 ชั่วโมงหลังปรุงสุก หากเป็นอาหารค้างคืน ต้องอุ่นทำให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง ที่สำคัญ อย่าลืมว่า ฤดูร้อนผู้ปรุงอาหารต้องปรุงอาหารให้ “สุก ร้อน สะอาด” ส่วนผู้บริโภคต้อง “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ”



อย่างไรก็ตาม โรคอาหารเป็นพิษ มีอาการสำคัญคือ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ อุจจาระร่วง ซึ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากการถ่ายอุจจาระ การรักษาในเบื้องต้นควรให้สารละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส เพื่อป้องกันการขาดน้ำ หากไม่มีสามารถทดแทนได้โดยใช้น้ำต้มสุก 1 ขวดน้ำปลาใหญ่ หรือประมาณ 750 ซีซี ผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ และเกลือแกงครึ่งช้อนชาผสมให้เข้ากัน ทิ้งให้เย็นลง แล้วรับประทานแทนน้ำหรือไม่เช่นนั้น ให้ทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำข้าว หรือแกงจืด โดยไม่งดอาหารรวมทั้งนมแม่(กรณีของเด็ก) ส่วนเด็กที่ดื่มนมผสมให้ผสมเหมือนเดิม แต่ปริมาณลดลงและให้สลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทว่า รักษาเบื้องต้นแล้วอาการไม่ทุเลาลง ต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ไม่ควรกินยาเพื่อให้หยุดถ่าย เพราะจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกาย เป็นอันตรายมากขึ้น


 
 
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

บันทึกการเข้า

finghting!!!
jainu
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11494


« ตอบ #149 เมื่อ: เมษายน 18, 2012, 07:26:43 PM »

อาหารดับเครียด



กล้วย มี ทริปโตเฟน ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นเซโรโทนิน ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดีขึ้น นอกจากนี้ วิตามินบี6 ยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดมีผลไปถึงภาวะทางอารมณ์ด้วยเช่นกัน

วอลนัต นอกจากเป็นแหล่งที่ดีของโอเมก้า 3 ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งต้านมะเร็งแล้ว ผลวิจัยยังพบว่า มีผลต่ออารมณ์ และอัตราการลดลงของภาวะซึมเศร้า

เมล็ดทานตะวัน อุดม ไปด้วยโฟเลต และแมกนีเซียม ที่มีบทบาทในการควบคุม และส่งเสริมระดับอารมณ์ คลายความวิตกกังวล หงุดหงิด ซึมเศร้า ทั้งนี้ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า แมกนีเซียม เป็นประโยชน์ในการรักษาโรคซึมเศร้า แนวโน้มความวิตกกังวล หงุดหงิด รวมถึงอาการนอนไม่หลับ

ดาร์คช็อกโกแลต ช่วย กระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน นอกจากนี้ ยังมีทริปโตเฟนซึ่งเป็นกรดอะมิโนสำคัญ ทำหน้าที่ควบคุมเซโรโทนินสารสื่อ ประสาทที่ควบคุมอารมณ์ เมื่อร่างกายขับเซโรโทนินออกมา จะช่วยให้ผ่อนคลายความวิตกกังวล

ไข่ พบว่า สารอาหารหลายชนิดมีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงาน ช่วยเสริมสร้างความจำ และบรรเทาอาการของภาวะซึมเศร้าได้ด้วย

ลองหามารับประทานกันดูนะคะ

บันทึกการเข้า

finghting!!!
Gold Price today, Gold Trend Price Prediction, ราคาทองคํา, วิเคราะห์ทิศทางทองคํา
   

images by free.in.th
Thanks: ฝากรูป dictionary ---------------------Charts courtesy of Moore Research Center, Inc. For more information on Moore Research products and services click here. --- http://www.mrci.com ---------- ---------------------------------------------รูปกราฟแสดงราคาทองในอดีตปี 1974-1999 ของ Moore Research Center, Inc. แสดงฤดูกาลที่ราคาทองขึ้นสูงสุดและตําสุด เอาแบบคร่าวๆ เส้นนําตาลหรือนําเงินก็ใกล้เคียงกัน เส้นนําตาลเฉลี่ย 15 ปี เส้นนําเงินเฉลี่ย 26 ปี ราคาตําสุดของเส้นนําตาล หรือเฉลี่ย 15 ปี ในเดือน ปลายเดือน เมษ และปลายเดือน สค ต่อต้นเดือน กย[/color] สูงสุดในเดือน กพ กับ พย / ส่วนเฉลี่ย 26 ปี ราคาตําสุด ต้น กค กับ ปลาย สค และราคาสูงสุดในเดือน กพ และ กลางเดือน ตค ----- แค่ดูคร่าวๆ เป็นแนวทาง อย่ายึดมั่นว่าจะต้องเป็นตามนี้ ข้างล่างเป็นกราฟราคานํามัน ตามฤดูกาล จาก Charts courtesy of Moore Research Center, Inc. images by free.in.th
Thanks: ฝากรูป dictionary
 บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12 ... 42   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: